จับตาการโหมกระพือข่าวลือที่ว่า‘เกาหลีเหนือ’ทำ‘หัวรบนิวเคลียร์ย่อส่วน’ได้แล้ว

โดย เปเป้ เอสโคบาร์   
12 สิงหาคม 2560 23:35 น.
        (เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)
       
       North Korea: fire, fury and fear
       By Pepe Escobar
       09/08/2017
       
       ระฆังเตือนภัยกำลังส่งเสียงกึกก้องดังสนั่น เมื่อในขณะนี้กำลังมีการโหมกระแสสิ่งที่เป็นเพียงการกะเก็งการคาดเดาที่ว่า เกาหลีเหนือมี “ความเป็นไปได้” ที่จะผลิตหัวรบนิวเคลียร์แบบย่อส่วนสำเร็จแล้ว
       
       ระมัดระวังจับตาพวกนักรบรับจ้างเที่ยวก่อสงครามเอาไว้ให้ดี พวกคนแวดวงข่าวลับข่าวจารกรรมเดียวกันกับที่เคยป่าวร้องให้คุณๆ ฟัง ทั้งเรื่องชาวอิรัก “ปีศาจร้าย” ดึงเอาทารกออกมาจากตู้อบสำหรับเด็กคลอดก่อนกำหนด ตลอดจนเรื่องอิรักเต็มไปด้วยอาวุธอานุภาพทำลายร้ายแรง (WMDs) ซึ่งถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้มีอยู่จริงนั่นแหละ ตอนนี้คนเหล่านี้กำลังเที่ยวเร่ขายความคิดความเชื่อที่ว่า เกาหลีเหนือสามารถผลิตหัวรบนิวเคลียร์แบบย่อส่วนซึ่งนำเอาบรรจุไว้ในขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ที่โสมแดงเพิ่งทดสอบไปเมื่อเร็วๆ นี้ได้สำเร็จแล้ว
       
       ความคิดความเชื่อเช่นนี้เอง คือแกนกลางของบทวิเคราะห์ชิ้นหนึ่งซึ่งจัดทำเสร็จสมบูรณ์ในเดือนกรกฎาคมโดยสำนักข่าวกรองกลาโหม (Defense Intelligence Agency หรือ DIA) ของสหรัฐฯ นอกจากนั้น พวกแวดวงข่าวกรองอเมริกันยังเชื่อว่า เวลานี้เปียงยางสามารถนำเอาอาวุธนิวเคลียร์มาใช้งานได้ ซึ่งสูงสุดอาจจะเป็นจำนวนถึง 60 ลูกทีเดียว เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่มีการระบุกันว่า พวกข่าวกรองอเมริกันที่เข้าไปทำงานภาคสนามในเกาหลีเหนือนั้น เรียกได้ว่าไม่มีอยู่เลยในทางเป็นจริง --ดังนั้นการประเมินต่างๆ เหล่านี้อย่างเก่งที่สุดก็อยู่ในลักษณะของการคาดเดา
       
       แต่ว่าเมื่อเรานำเอาผลงานคาดเดาชิ้นนี้มาเข้าคู่กับ “สมุดปกขาว” ประจำปีความยาว 500 หน้า ที่เผยแพร่เมื่อต้นสัปดาห์นี้โดยกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นแล้ว (ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.japantimes.co.jp/news/2017/08/08/national/politics-diplomacy/japan-defense-ministry-warns-north-korean-nuclear-missile-advances-annual-report/#.WYqsWhSqRTc) ระฆังเตือนภัยก็เริ่มต้นส่งเสียงกึกก้องดังสนั่นทีเดียว
       
       สมุดปกขาวรายปีฉบับนี้เน้นย้ำว่า เปียงยางมี “ความคืบหน้าไปอย่างสำคัญ” ในการแข่งขันสร้างอาวุธนิวเคลียร์ และมีความสามารถที่ “เป็นไปได้” (possible) (เน้นโดยใช้ตัวเอน โดยผู้เขียน) ในการพัฒนาหัวรบนิวเคลียร์แบบย่อส่วนซึ่งสามารถนำมาติดตั้งบนส่วนปลายของขีปนาวุธของพวกเขา
       
       ความสามารถที่ “เป็นไปได้” อย่างที่ว่ามานี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงการกะเก็งคาดเดาอย่างสิ้นเชิง ดังที่สมุดปกขาวฉบับนี้กล่าวว่า “เป็นสิ่งที่สามารถจะนึกภาพออก (conceivable) ว่า โครงการอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือได้มีความก้าวหน้าไปอย่างมากมายแล้ว และมีความเป็นไปได้ว่าเกาหลีเหนือประสบความสำเร็จแล้วในการย่อส่วนระเบิดนิวเคลียร์ให้กลายเป็นหัวรบ และมีหัวรบนิวเคลียร์อยู่ในครอบครองแล้ว”
       
       พวกสื่อมวลชนของบริษัทใหญ่ในโลกตะวันตก แทบไม่สามารถอดใจไหวและกำลังแพร่กระจายการกะเก็งคาดเดาอย่างบริสุทธิ์ล้วนๆ นี้ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.zerohedge.com/news/2017-08-08/north-korea-may-be-possession-miniature-nuclear-warhead-japan-warns) ให้กลายเป็นความแตกตื่นตูมตามในเรื่องที่ “เกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์แบบย่อส่วนแล้ว” ขึ้นมา โดยที่พวกข่าวเคเบิลทีวี/หนังสือพิมพ์ ต่างพากันนำเอาไปใช้เป็นพาดหัวข่าวกันอย่างเกรียวกราว เรื่องของความคิดจิตใจนี่ช่างถูกเจ้าความหวาดกลัวเข้ามาทำให้ด้านชาได้อย่างง่ายดายเสียเหลือเกิน
       
       สมุดปกขาวรายปีของญี่ปุ่นฉบับนี้ ยังถือเป็นโอกาสอันแสนสะดวกที่จะยกระดับเพิ่มขยายการกล่าวประณามจีน เกี่ยวกับการปฏิบัติการต่างๆ ของปักกิ่งทั้งในทะเลจีนตะวันออกและในทะเลจีนใต้
       
       เมื่อเป็นเช่นนี้ ขอให้เรามาพิจารณากันถึงวาระซึ่งกำลังมีความพยายามที่จะผลักดันกันอยู่จะดีกว่า “พวกมุ่งทำสงคราม” (War Party)ในสหรัฐฯ ซึ่งมีเส้นสายโยงใยอย่างยุบยับมากมายในเครือข่ายกิจการและสถาบันทางอุตสาหกรรม-การทหาร-สื่อสารมวลชนนั้น เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ต้องการ/จำเป็น ที่จะทำให้เกิดสงครามขึ้นมาซึ่งจะเป็นน้ำมันคอยหล่อเลี้ยงกลไกนี้เอาไว้ ขณะที่ในส่วนของโตเกียวนั้น ก็จะต้องรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมากถ้าสหรัฐฯเข้าโจมตีทางทหารต่อเกาหลีเหนือแบบเป็นฝ่ายเปิดฉากทำการปฏิบัติการก่อน -- แล้วส่งผลให้เปียงยางตอบโต้ ซึ่งจะทำให้เกาหลีใต้เกิดการบาดเจ็บล้มตายและความเสียหายอันใหญ่โตมโหฬารอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
       
       เป็นเรื่องกระจ่างแจ่มแจ้งเหลือเกินที่ว่า ด้วยวัตถุประสงค์ในทางปฏิบัติทั้งหลายทั้งปวงที่มีอยู่ โตเกียวจะต้องเพ่งมองจีนว่าเป็น “ภัยคุกคาม” ที่มีความสาหัสร้ายแรงพอๆ กับเกาหลีเหนือ รัฐมนตรีกลาโหม อิสึโนริ โอโนเดระ (Itsunori Onodera) ของญี่ปุ่นกล่าวอย่างตรงจุดตรงประเด็นในเรื่องนี้ เมื่อเขาบอกว่า “ขีปนาวุธของเกาหลีเหนือคือตัวแทนของภัยคุกคามที่กำลังทวีความลึกล้ำยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เรื่องนี้เมื่อนำมาคู่เคียงกับความประพฤติของจีนที่กำลังคุกคามอย่างต่อเนื่องทั้งในทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้แล้ว ก็คือความวิตกกังวลข้อใหญ่สำหรับญี่ปุ่น” ทั้งนี้ทางปักกิ่งก็ได้ทำการตอบโต้อย่างรวดเร็ว (ดูเพิ่มเติมที่ http://en.people.cn/n3/2017/0809/c90883-9253042.html)
       
       คิม จองอึน ผู้ซึ่งถูกทำให้กลายเป็นปีศาจร้ายไปตลอดกาลนั้น ไม่ใช่คนโง่เขลา และก็ไม่ได้เกิดความหลงใหลในพิธีกรรม “เซปปุกุ” (seppuku) หรือการฆ่าตัวตายแบบซามูไรญี่ปุ่น จึงกำลังก่อการโจมตีตามอำเภอใจใส่เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, หรือดินแดนของสหรัฐฯ คลังแสงนิวเคลียร์ของเปียงยางนั้นเป็นตัวแทนของความพยายามหาเครื่องป้องปรามเพื่อไม่ให้ตนเองถูกเปลี่ยนแปลงระบอบปกครองอย่างชนิดที่ ซัดดัม ฮุสเซน แห่งอิรัก และ มูอัมมาร์ กัดดาฟี แห่งลิเบีย เคยประสบมา มีหนทางเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่จะนำมารับมือจัดการกับเกาหลีเหนือได้ ซึ่งผมก็ได้เคยแจกแจงแสดงเหตุผลไปแล้ว (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.atimes.com/article/north-korea-really-serious-options-table/) นั่นก็คือ การใช้วิธีทางการทูต ขอให้ช่วยกันบอกเรื่องนี้ต่อวอชิงตันและโตเกียวกันหน่อย
       
       ขณะเดียวกัน ก็มีข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 2371 ข้อมติซึ่งผ่านออกมาเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมานี้ มีเป้าหมายมุ่งลงโทษสินค้าส่งออกสำคัญของเกาหลีเหนือกันจริงๆ ทั้งถ่านหิน, เหล็ก, อาหารทะเล โดยเฉพาะถ่านหินนั้นเป็นสินค้าทำรายรับ 40% ของการส่งออกของเปียงยาง และน่าจะเป็นจริงที่ว่าคิดเป็น 10% ของจีดีพีทีเดียว
       
       กระนั้นแพกเกจแซงก์ชั่นใหม่ล่าสุดนี้ยังคงไม่ได้แตะต้องการนำเข้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปของเกาหลีเหนือจากประเทศจีน นี่คือเหตุผลประการหนึ่งที่ทำไมปักกิ่งออกเสียงสนับสนุนข้อมติฉบับนี้
       
       ยุทธศาสตร์ของปักกิ่งนับเป็นความพยายามตามแบบฉบับชาวเอเชียเอามากๆ ที่พยายามมองหาหนทางแก้ไขแบบช่วยรักษาหน้า –ทว่านั่นเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลา ข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นที่ 2371 คือการซื้อเวลา –และอาจจะช่วยหน่วงเหนี่ยวคณะบริหารทรัมป์ อย่างน้อยก็ในขณะนี้ ไม่ให้เล่นของหนักระดับเฮฟวี่เมทัล ซึ่งจะต้องมีผลต่อเนื่องอันหฤโหดตามมา
       
       รัฐมนตรีต่างประเทศ หวัง อี้ ของจีนนั้นแถลงด้วยท่าทีระมัดระวังตัวว่า มาตรการลงโทษคว่ำบาตรคือการส่งสัญญาณว่านานาชาติคัดค้านโครงการขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ทั้งนี้สิ่งสุดท้ายที่ปักกิ่งต้องการก็คือการเกิดสงครามขึ้นในประเทศที่อยู่ประชิดติดชายแดนของตน ซึ่งยังจะส่งผลผูกพันที่เป็นการสอดแทรกในทางลบต่อแผนการเส้นทางสายไหมใหม่ หรือที่มีชื่อเรียกขานว่า แผนการริเริ่มหนึ่งแถบเศรษฐกิจหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative หรือ BRI)
       
       ปักกิ่งอาจใช้ความพยายามเรื่อยไปเพื่อดำเนินการสร้างความไว้วางใจกันระหว่างเปียงยางกับวอชิงตันขึ้นมาใหม่ ทว่านั่นเป็นภารกิจที่หนักหน่วงยากลำบากเหลือเกิน เพียงแค่ลองมองย้อนกลับไปถึงตอนที่ทำข้อตกลงที่เรียกว่า “กรอบโครงที่ตกลงกันระหว่างสหรัฐอเมริกากับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี” ปี 1994 (Agreed Framework Between the United States of America and the Democratic People's Republic of Korea ดูรายละเอียดได้ที่ https://2001-2009.state.gov/t/ac/rls/or/2004/31009.htm) ซึ่งลงนามกันในช่วงสมัยแรกแห่งการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของบิลล์ คลินตัน ก็จะเข้าใจความลำบากยากเย็นดังกล่าวนี้ได้ไม่ยากเลย
       
       ข้อตกลงกรอบโครงฉบับนี้มองเห็นกันว่ามุ่งหมายที่จะแช่แข็ง –และกระทั่งรื้อถอนทำลาย— โครงการนิวเคลียร์ของเปียงยาง รวมทั้งผูกพันที่จะปรับปรุงความสัมพันธ์สหรัฐฯ-เกาหลีเหนือให้เข้าสู่ขั้นปกติ นอกจากนั้นยังจะให้มีกลุ่มกิจการร่วมค้า (consortium) ที่นำโดยสหรัฐฯกลุ่มหนึ่ง เข้าไปสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ระบบน้ำมวลเบาจำนวน 2 โรงให้เกาหลีเหนือ เพื่อเป็นการชดเชยที่เปียงยางต้องสูญเสียกระแสไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ไป ขณะที่การแซงก์ชั่นเกาหลีเหนือจะถูกยกเลิก และทั้งสองฝ่ายจะออก “คำรับประกันอย่างเป็นทางการ” เพื่อคัดค้านการใช้อาวุธนิวเคลียร์
       
       แต่แล้วก็กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้น ข้อตกลงกรอบโครงนี้ล้มครืนลงในปี 2002 – เมื่อเกาหลีเหนือถูกอัญเชิญให้เข้าไปอยู่ใน “แกนอักษะแห่งปีศาจ” (axis of evil) โดยระบอบปกครองเชนีย์ (the Cheney regime ที่จริง ดิ๊ก เชนีย์ เป็นเพียงรองประธานาธิบดี ขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯในตอนนั้นคือ จอร์จ ดับเบิลยู บุช แต่ผู้เขียนดูมีเจตนาที่จะเสียดสีเยาะเย้ยว่า เชนีย์ต่างหากคือผู้กุมอำนาจตัวจริง -ผู้แปล) ยังไม่ต้องอ้างอิงถึงเรื่องที่ว่าในทางเทคนิคแล้ว จนถึงเวลานี้สงครามเกาหลีก็ยังคงไม่ได้ยุติลง เนื่องจากข้อตกลงหยุดยิงเมื่อปี 1953 ของสงครามคราวนั้น ไม่เคยถูกแทนที่ด้วยสนธิสัญญาสันติภาพอันแท้จริงเลย
       
       แล้วมันจะเป็นยังไงกันต่อไป? มีอยู่ 3 เรื่องที่จะต้องจดจำระลึกเอาไว้ให้ดี
       
       1) ต้องระมัดระวังเรื่องการปฏิบัติการลับๆ ที่จงใจบิดเบือนสร้างสถานการณ์สร้างความเข้าใจผิด เพื่อจะได้ประณามใส่เปียงยาง และจะได้ใช้เป็นข้ออ้างอันสมบูรณ์แบบสำหรับการทำสงคราม
       
       2) ถ้อยคำโวหารที่พูดกันเกี่ยวกับเกาหลีเหนือในเวลานี้ ช่างมีความละม้ายคล้ายคลึงอย่างแปลกประหลาด กับการโหมประโคมกล่าวหาผู้ต้องสงสัยหน้าเดิมๆ อย่างอิหร่านอยู่ตลอดกาลว่า อยู่ห่างเพียงแค่เส้นยาแดงผ่าแปดจาก “การสร้างอาวุธนิวเคลียร์”
       
       3) เกาหลีเหนือครอบครองทรัพย์สินมูลค่าระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ ในรูปของทรัพยากรแร่ธาตุที่ยังไม่มีการสำรวจขุดค้น (ดูรายละเอียดได้ที่ https://qz.com/1004330/north-korea-is-sitting-on-trillions-of-dollars-on-untapped-wealth-and-its-neighbors-want-a-piece-of-it/) ขอให้ช่วยกันจับตาดูให้ดีถึงการละเล่นหนังใหญ่ของพวกคู่แข่งขันซึ่งมุ่งหมายที่จะทำกำไรงามๆ จากการปล้นชิงทรัพย์สมบัติอันชวนน้ำลายหกเหล่านี้
       
        เปเป้ เอสโคบาร์ เป็นผู้สื่อข่าวไม่ประจำที่ (correspondent-at-large) ของเอเชียไทมส์
       
       


จำนวนคนโหวต 3 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 3 คน
100 %
ยังไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย
0 %
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017