หน้าแรกผู้จัดการ Online | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์
 

พ.ร.ฎ.อภัยโทษ แค่สับขาหลอก 'แม้ว'ดันแผนสอง พ.ร.บ.นิโทษกรรม

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 26 พฤศจิกายน 2554 06:13 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
พ.ร.ฎ.อภัยโทษ แค่สับขาหลอก 'แม้ว'ดันแผนสอง พ.ร.บ.นิโทษกรรม
ทักษิณ ชินวัตร

ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ -ถอยไม่เป็นท่ากันเลยทีเดียวสำหรับความพยายามของรัฐบาลภายใต้การนำของ 'น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร' ที่จะออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) พระราชทานอภัยโทษ เพื่อช่วยเหลือ 'นช.ทักษิณ ชินวัตร' หลังจากที่มีกระแสต่อต้านอย่างหนักจากคนไทยหลายล้านคนจากหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ซึ่งเป็นพลังมวลชนกลุ่มใหญ่ที่เคลื่อนไหวขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณมาตั้งแต่ปี 2548 กลุ่มเสื้อหลากสี ที่มี 'นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์' เป็นหัวขบวน กลุ่มสยามสามัคคี ที่นำโดย 'พล.อ.สมเจตต์ บุญถนอม' กลุ่มเครือข่ายราษฎรอาสาปกป้องสถาบัน ของ 'อาจารย์บวร ยสินทร' นักกฎหมาย คณาจารย์และนักวิชาการจากหลากหลายสาขาอาชีพ รวมทั้งฝ่ายการเมืองอย่างสมาชิกวุฒิสภาก็ออกมาร่วมคัดค้านด้วย
       
       ทำเอารัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องรีบชักร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวกลับมาแก้ไข ตัดประเด็นที่เอื้อประโยชน์ให้นักโทษซึ่งหนีคดีไปอยู่ดูไบ พร้อมกับแถไถว่าเนื้อหาในกฎหมายไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนักโทษในคดีคอร์รัปชั่นอย่างใด แต่ที่ร้อนใจยิ่งกว่าใครๆ เห็นจะเป็น 'นายกฯยิ่งลักษณ์' ที่ปรี๊ดแตกด่ากราดในที่ประชุม ครม.เพราะไม่พอใจคนที่ทำความลับรั่ว เอาเรื่องนี้ไปบอกกับสื่อ ทั้งที่รัฐบาลแอบดำเนินการโดยนำเข้าเป็นวาระจร และเป็นเรื่องลับ โดยนายกฯปูถึงกับเฉ่งรัฐมนตรีในที่ประชุมว่า “ มติ ครม.ที่เป็นเรื่องดีๆ มีเยอะแยะที่รัฐมนตรีจะเอาไปพูดได้”
       
       ขณะที่ต้นตอของปัญหาอย่าง นช.ทักษิณ เห็นท่าไม่ดี กลัวจะเสียแนวร่วมและเกิดแรงต้านจากเสื้อแดงที่จงรักภักดีต่อสถาบัน เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ดันไปทำเรื่องที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ทักษิณจึงต้องรีบร่อนจดหมายเปิดผนึกถึงคนไทยเพื่อยืนยันว่ารัฐบาลเพื่อไทยไม่ได้ออก พ.ร.ฏ.เพื่อช่วยเหลือตนเอง และอ้างว่าตนยอมทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดความปรองดองในชาติ ทั้งที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม พร้อมทั้งสร้างภาพความจงรักภักดีโดยชี้ว่าคนไทยไม่ควรทำอะไรให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงพระประชวรอยู่ต้องทรงหนักพระราชหฤทัย แต่ก็ยังแอบหยอดว่าอยากให้ทุกฝ่ายอภัยซึ่งกันและกัน โดยใช้คำว่า “FORGIVE AND FORGET” เพื่อหวังให้เป็นวลีเด็ดโดนใจให้คนคล้อยตาม
       
       นอกจากนั้นเมื่อวันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา นช.ทักษิณ ซึ่งเดินทางไปประเทศเกาหลีเป็นการส่วนตัว ยังให้สัมภาษณ์ในบริบทที่คล้ายๆกันว่า “ผมพร้อมเสียสละ และขออยู่ข้างนอก (ประเทศไทย) จนกว่าประเทศจะกลับสู่ความสมานฉันท์และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะฉะนั้น ผมจะยังไม่กลับบ้าน จนกว่าการปรองดองจะเกิดขึ้นจริง ผมไม่อยากเป็นตัวปัญหา แต่ผมต้องการร่วมแก้ปัญหา”
       
       ขณะที่ 'เหลิมฝั่งธน' ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่อาสาปฏิบัติภารกิจใหญ่ 'พาทักษิณกลับบ้าน' หลังจากที่ปฏิบัติการเรื่อง พ.ร.ฏ.ล้มเหลว ก็ออกมาตีฝีปากว่า นี่เป็นแค่การ 'สับขาหลอก' เพื่อวัดกระแสมวลชนเท่านั้น พร้อมทั้งเตรียมเดินหน้าแผน 2 ด้วยการเตรียมนำพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)นิรโทษกรรมเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาในปีหน้า เพื่ออาศัยเสียงข้างมากลากให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมาบังคับใช้ จะได้อ้างได้ว่ามีความชอบธรรมเพราะผ่านความเห็นชอบจากเสียงข้างมากในสภา อย่างไรก็ดี ตามขั้นตอนแล้วแม้สุดท้ายที่ประชุมสภาจะไม่เห็นชอบกับ พ.ร.บ.ดังกล่าว แต่หากรัฐบาลยืนยันที่จะออกกฎหมายนี้ก็สามารถทำได้
       
       นอกจากนั้น 'เป็ดเหลิม' ยังมีแผน 3 ไว้รองรับอีกทางหนึ่ง เพราะหากจำเป็นต้องช่วยทักษิณแบบเร่งด่วนจริงๆ ที่ประชุม ครม.ก็สามารถออกเป็นพระราชกำหนดนิรโทษกรรม ซึ่งสามารถบังคับใช้ได้ทันที และแม้กฎหมายจะกำหนดว่าหลังจากออก พ.ร.ก.มาแล้วระยะหนึ่ง ต้องนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมสภาเพื่อให้สภาให้ความเห็นชอบต่อ พ.ร.ก.ดังกล่าว และแม้สภาจะไม่เห็นชอบอันจะส่งผลให้ พ.ร.ก.ดังกล่าวต้องถูกยกเลิกไป แต่การบังคับใช้ พ.ร.ก.นี้ในช่วงที่ยังไม่มีมติจากสภา ก็ถือว่าไม่ได้รับผลกระทบ นั่นหมายความว่า หาก พ.ร.ก.นิรโทษกรม มีผลให้ พ.ต.ท.ทักษิณ พ้นผิด แม้สุดท้ายสภาจะไม่ให้ความเห็นชอบ พ.ร.ก.ฉบับนี้ ก็ให้ถือว่าทักษิณพ้นผิดไปแล้ว ไม่ต้องกลับมารับโทษใหม่
       
       ร.ต.อ.เฉลิมเปิดเผยถึงแนวทางในการช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า “ ข่าวเรื่องการออก พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ เป็นแค่การสับขาหลอกเพื่อเช็กว่า ถ้าทำเฉยๆ จะมีอะไรมั่ง แต่ไม่ได้เป็นการเช็กกระแสก่อนออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพราะกระแสสังคมเขาเอาอยู่แล้วว่าให้กลับ แต่จะเช็กพฤติกรรมคนพวกนี้ว่าเป็นอย่างไร จะออกมาแบบไหน แล้วจะเช็กว่ามีเพิ่มไหม ดูแล้วมีแต่ลดลง ถ้าเราออกมาเป็น พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ก็สามารถดำเนินการโดยรัฐสภา ใครจะขวางได้ นอกจากนั้นก็ยังมี พ.ร.ก.นิรโทษกรรม ใจเย็นๆ”
       
       ขณะที่นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์อย่าง 'รศ.ดร.ธีรภัทร เสรีรังสรรค์' อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช แสดงความวิตกต่อความพยายามในการผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพื่อช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า จะเป็นการจุดชนวนให้เกิดความขัดแย้งในบ้านเมืองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
       
       “ การออก พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษในลักษณะช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณนั้นรัฐบาลคงล้มเลิกไปแล้วแต่ที่น่าจับตาหลังจากนี้คือการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)นิรโทษกรรม ซึ่งรัฐบาลมองว่าแรงต่อต้านจะลดน้อยลงเพราะจะเป็นการนิรโทษกรรมให้กับคนทุกกลุ่ม ทั้งเสื้อเหลืองเสื้อแดง ซึ่งเสื้อเหลืองก็มีคดียึดสนามบิน ขณะที่เสื้อแดงก็มีคดีเผาศาลากลางจังหวัด เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปได้ที่กฎหมายฉบับนี้จะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย แต่ก็อย่าลืมว่าที่ผ่านมากลุ่มเสื้อเหลืองพูดชัดเจนแล้วว่าไม่ต้องการขอนิรโทษกรรม จะดำเนินการทุกอย่างไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ดังนั้นเชื่อว่าหากรัฐบาลออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ออกมาจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงมากกว่าออก พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ ด้วยซ้ำ เนื่องจากการขออภัยโทษจะมีกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์มากกว่า ดังนั้นแรงปะทะของทั้งสองกลุ่มจึงรุนแรงมากกว่า ”
       
       อย่างไรก็ดี ร.ต.อ.เฉลิม ก็ไม่ได้ประมาทในประเด็นนี้ ดังนั้นก่อนที่จะเสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เข้าสู่สภาก็จำเป็นต้องเช็กกระแสสังคมในช่วงนั้นๆ ด้วย ขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยก็ได้ดำเนินการในหลายๆ ทาง โดยเฉพาะการส่งตัวแทนลงมาเดินเกม เพื่อโหมกระแส สร้างแนวร่วม และหาช่องทางในการช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ
       
       ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่อยู่ๆ 'พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน' ส.ส.พรรคมาตุภูมิ และอดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ซึ่งเป็นผู้นำในการทำรัฐประหาร 19 ก.ย.49 ยื่นญัตติด่วน ขอให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ ครม.ยิ่งลักษณ์กำลังผลักดัน พ.ร.ฏ.อภัยโทษ ซึ่งสภาก็ขานรับและเร่งตั้งกรรมาธิการดังกล่าวโดยพลัน อีกทั้งยังแต่งตั้งให้ พล.อ.สนธิ เป็นประธานคณะกรรมาธิการ โดย นายชวลิต วิชยสุทธิ์ เลขานุการ กมธ.ชุดนี้ ระบุว่า “ การทำงานของ กมธ.จะพิจารณาเหตุของความขัดแย้ง โดยเฉพาะเรื่องของกฎหมาย”
       
       ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม ที่เคยก่นด่าการรัฐประหาร 19 ก.ย.ก็ออกโรงสนับสนุนเมที่ งานนี้ทำให้หลายฝ่ายอดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่านี่เป็นการเคลื่อนไหวในลักษณะรับลูกเพื่อให้การช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ ?
       
       แต่ที่ฮึกเหิมเร่งเดินเครื่องเต็มที่ในตอนนี้เห็นจะเป็น 'คณะนิติราษฎร์' ที่เกิดจากการรวมตัวของนักวิชาการด้านนิติศาสตร์ นำโดย 'รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์' อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเมื่อเร็วๆนี้คณะนิติราษฎร์ออกมาเสนอข้อเรียกร้องใน 4 ประเด็น ซึ่งมี 2 ประเด็นที่น่าจับตาอย่างยิ่ง คือ 1. เสนอให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และ 2.ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" ซึ่งคณะนิติราษฎร์ระบุว่า ในเดือน ม.ค.2555 จะเร่งเดินเรื่องใน 2 ประเด็นดังกล่าวอย่างเต็มที่ ซึ่งทันทีที่มีข้อเสนอดังกล่าวออกมาก็เกิดเสียงวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการ 'รับงาน' เพื่อช่วย นช.ทักษิณ อย่างโจ่งแจ้ง
       
       อีกทั้งเชื่อว่าการเคลื่อนไหวของนักวิชาการกลุ่มนี้ต้องมีคนในรัฐบาลเพื่อไทยอยู่เบื้องหลัง เนื่องเพราะฝ่ายนิติบัญญัติจากพรรคเพื่อไทยได้ออกมาขานรับและสานต่อแนวคิดของคณะนิติราษฎร์แทบจะทันที โดยายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคเพื่อไทย ได้มีคำสั่งให้มีการนัดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 20 สมัยสามัญทั่วไป เมื่อวันที่ 23 พ.ย. ที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาญัตติด่วนในประเด็นที่ให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อเสนอลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ตามข้อเสนอของคณาจารย์กลุ่มนิติราษฎร์ โดยให้นายก่อแก้ว พิกุลทอง เป็นผู้เสนอญัตติ แม้เมื่อวันที่ 24 พ.ย.เรื่องนี้จะไม่ได้นำเข้าสู่การพิจารณาของสภา เนื่องจากมีการชิงไหวชิงพริบทางการเมืองระหว่างพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ แต่ก็สามารถยืนยันชัดเจนว่าคณะนิติราษฎร์และพรรคเพื่อไทยนั้นมีความเกี่ยวพันกันอย่างแน่นอน
       
       กล่าวได้ว่า ความพยายามในการช่วยเหลือ นช.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคดีคอร์รัปชั่น ที่หนีไปกบดานที่ดูไบ ให้พ้นผิดและสามารถกลับเข้ามาอำนาจในเส้นทางการเมืองไทยอีกครั้งนั้น ยังคงดำเนินต่อไป จนกว่า 'เป้าหมาย' จะบรรลุผล ขณะที่พลังมวลชนซึ่งเคลื่อนไหวคัดค้านการกระทำอันมิชอบนี้ก็ยังคงเฝ้า 'จับตา 'และเตรียมพร้อมที่จะต่อกรกับ 'ขบวนการฟอกผิด' ต่อไปอย่างไม่ลดละเช่นกัน

ข่าวล่าสุด ในหมวด
“น้ำเพชร”ปฏิเสธว่าผู้จัดการบัวขาวเป็นเกย์ แต่ตอกว่าพฤติกรรมแบบนี้เรียกว่า “แมน”ไหม
หลวงลุงกำนัน เดินสายเทศน์มโน กู้วิกฤตศรัทธา คสช.
งามไส้ คนโกงลอยนวล คนไทยแบกหนี้จำนำข้าว 8 แสนล้าน
กฎอัยการศึก - บิ๊กตู่อุ้มสม เปิดสัมปทานพลังงานรอบ 21
คสช.หน้าแหกคดีเกาะเต่า “พม่า” กลับคำให้การ อังกฤษส่งตร.ร่วมสืบ
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 5 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014