หน้าแรกผู้จัดการ Online | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์
ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ ณ บ้านพระอาทิตย์ โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

“ด่าง” สู้มะเร็ง !?

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 17 สิงหาคม 2555 17:40 น.
ณ บ้านพระอาทิตย์
       โดย : ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
       
        “มะเร็ง” คือกลุ่มของโรคที่เซลล์แบ่งตัวอย่างผิดปกติรุกรานเนื้อเยื่อข้างเคียงจนไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งของ อนุมูลอิสระ (Free Radicle) ซึ่งเป็นอะตอมที่ไม่มั่นคงเนื่องจากขาดอิเลกตรอน (ลักษณะประจุไฟฟ้าลบ)ไป 1 ตัว เมื่อผู้ถูกแย่งกลายเป็นตัวปัญหาเพราะตนไม่มั่นคง ก็จะแย่งอิเล็กตรอนโมเลกุลอื่นมาเป็นทอดๆ จนเกิดการรุกลามต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่และไม่สามารถหยุดยั้งได้
       
        การสูญเสีย “อิเล็กตรอน” จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการสูญเสียอิเลกตรอนไม่ได้มีผลต่อสภาพร่างกายมนุษย์เท่านั่น แม้แต่การเกิดสนิมของโลหะก็เกิดขึ้นเพราะมีปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) ที่เกิดการสูญเสียอิเลกตรอนจนเกิดการทำปฏิกิริยาเคมีกับอากาศหรือน้ำและเกิดสนิมในโลหะได้ด้วยเช่นกัน
       
        ปัจจัยหนึ่งที่จะยกตัวอย่างก็คือสภาวะที่คนเราทานอาหารที่มีสภาพความเป็นกรดสูงเกินพอดี ซึ่งสามารถวัดได้ด้วยค่า PH (Power of Hydrogen)ซึ่งเป็นวิธีการวัด ไฮโดรเจนอิออน ซึ่งปกติแล้วน้ำซึ่งมีสูตรทางเคมีคือ H2O โดยแบ่งออกเป็นไฮโดรเจนประจุบวกหรือ H+ กับ ส่วนที่เป็นประจุลบคือ OH- มารวมตัวกันเป็นน้ำ ซึ่งถ้าในน้ำนั้นมีจำนวนไฮโดรเจนประจุบวก H+ มากกว่าประจุลบ OH- สภาพนั้นคือสภาพความเป็นกรด (Acid) ในทางตรงกันข้ามในน้ำนั้นหากมีประจุลบใน OH- มากกว่าประจุบวกใน H+ สภาพนั้นก็จะเรียกว่าเป็น ด่าง (Alkaline)
       
        ค่าความเป็นกรดด่างจะมีค่าอยู่ระหว่าง 0-14 โดยค่าที่ต่ำกว่า 7 คือสภาพที่เป็นกรด ค่าที่เกินกว่าคือสภาพที่เป็นด่างคือสภาพที่ จากงานวิจัยในต่างประเทศพบว่าสภาวะปกติเลือด น้ำเหลือง และของเหลวในสันหลัง จะมีค่า PH ที่ประมาณ 7.4 หรือที่ค่า PH ที่สูงกว่า 7.4 เล็กน้อยจะทำให้เซลล์มะเร็งคงตัว ในขณะที่หากสามารถทำให้มีค่า PH อยู่ถึงระดับ 8.5 ได้ เซลล์มะเร็งก็จะตายลงในทันใด
       
        ที่เป็นเช่นนั้นได้ก็เพราะน้ำที่เป็นกรดหรือมีประจุบวก H+มากเกินไป โดยธรรมชาติก็จะพยายามดึงอิเลกตรอนจากเซลล์ต่างๆภายในร่างกายเราไปใช้มากขึ้น หากเกิดปฏิกิริยาเช่นนี้มากๆ ก็จะทำให้โมเลกุลในร่างกายเรานั้นสูญเสียอิเล็กตรอน ก็จะมีโอกาสที่จะเกิดเป็นสภาวะเป็นอนุมูลอิสระที่ลุกลามต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็นมะเร็งได้ในที่สุด
       
        ในทางตรงกันข้ามน้ำที่มีสภาพความเป็นด่างหรือมีประจุลบจาก OH- อย่างเพียงพอก็จะช่วยในการชะลอการสูญเสียอิเลกตรอนจากเซลล์ต่างๆภายในร่างกายเราได้เช่นกัน
       
        ในหลักสูตรล้างพิษตับของโรงเรียนผู้นำ ชาวสันติอโศกได้เคยตรวจสอบพบว่า คนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งร้ายแรง เมื่อตรวจน้ำลายด้วยกระดาษลิตมัส จะได้ค่า PH เป็นกรดในระดับ 5 หรือตรวจในปัสสาวะก็จะมีสภาพความเป็นกรดสูงเช่นกัน ดังนั้นใครสนใจว่าร่างกายตัวเรามีสภาพกรดหรือด่างมากหรือน้อยไปเพียงใดให้ลองตรวจเบื้องต้นวัดที่น้ำลายและปัสสาวะโดยใช้กระดาษลิตมัสก็น่าจะได้ข้อมูลดังกล่าวได้
       
        ดร.ออตโต้ วอร์เบิร์ก
นักวิทยาศาสตร์รางวันโนเบลเมื่อ พ.ศ. 2474 ได้เคยระบุการค้นพบว่าร่างกายมนุษย์นั้นเซลล์มะเร็งนั้นมักจะพบในที่ๆซึ่งไม่มีออกซิเจนในร่างกาย งานวิจัยชิ้นนี้ก็น่าจะแสดงให้เห็นว่าสภาพความเป็นกรดหรือไฟฟ้าประจุบวกมากๆก็มีโอกาสที่จะเกิดปฏิกิริยา ออกซิเดชั่น (Oxidation) ร่างกายจนออกซิเจนซึ่งมีประจุลบในร่างกายนั้นถูกนำมาทำปฏิกิริยาจนบริเวณดังกล่าวไม่พบออกซิเจน
       
        อนุมูลอิสระมีที่มาจากทั้งแหล่งภายนอกร่างกาย ได้แก่ มลพิษในอากาศ โอโซน ไนตรัสออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ ฝุ่น ควันบุหรี่ อาหารที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว น้ำอัดลม และคนที่รับประทานเนื้อสัตว์มากโดยไม่ชอบทานผักและผลไม้ก็จะมีสภาวะความเป็นกรดสูงมาก แม้แต่อารมณ์เครียดและโกรธ ก็จะสร้างภาวะความเป็นกรดในร่างกายได้เช่นกัน
       
        ในทางตรงกันข้ามสารต้านอนุมูลอิสระหรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า Anti Oxidant ก็อยู่ในพืชและผักหลายชนิด ได้แก ผักใบเขียว (เช่น ตำลึง และผักบุ้ง) หรืออาหารที่มีสีเหลือง (เช่น มะละกอสุก, มะม่วงสุก, มะเขือเทศ, ฟักทอง) รวมถึงอาหารที่มีวิตามิน A, C, E สูง เช่น พืช ผักสีเขียวและผลไม่รสเปรี้ยว ซึ่งอาหารเหล่านี้ให้ฤทธิ์เป็นด่างทั้งสิ้น
       
        ด้วยเหตุผลนี้สูตรค่ายสุขภาพวิถีพุทธของ หมอเขียว (นายใจเพชร กล้าจน) แห่งสันติอโศก จึงเน้นให้ผู้ป่วยดื่มน้ำคลอโรฟิลล์
เพราะสูตรผสมระหว่างย่านาง,ใบบัวบกและใบเตยนั้นนอกจากจะเป็นพืชที่ฤทธิ์เย็นแล้ว ยังเป็นการปรับสมดุลฤทธิ์ด่างเพื่อลดความเป็นกรดในร่างกายได้ด้วย
       
        ด้วยเหตุผลนี้หลักสูตร ล้างพิษตับ ของสันติอโศก ที่ริเริ่มและพัฒนาหลักสูตรโดย คุณแก่นฟ้า แสนเมือง และ คุณขวัญดิน สิงห์คำ และคณะ จึงจัดทำน้ำด่างซึ่งทำมาจากน้ำที่บ่มกับขี้เถ้าแล้ว 7 วัน ให้ผู้เข้าหลักสูตรเพื่อลดความเป็นกรดในร่างกาย
       
        แม้ในต่างประเทศก็มีการนำน้ำฤทธิ์ด่างอย่างเช่น ที่ประเทศอิตาลี มีคุณหมอคนหนึ่งชื่อ ดร.Tullion Simoncini ใช้เบคกิ้งโซดา หรือโซเดียมไบคาร์บอเนต (ซึ่งให้ฤทธิ์ด่าง)ผสมกับน้ำในสัดส่วนที่แตกต่างกันหลายแบบเพื่อใช้บำบัดให้ผู้ป่วยมะเร็งหลายประเภทได้ดื่มรักษาได้ผลดีระดับหนึ่ง
       
        แต่การวัดค่า PH อาจจะไม่พอ เพราะจะวัดได้แค่ค่าของไฮโดรเจนในน้ำต่างๆเท่านั้น แต่หากเป็นอาหารแล้วก็อาจจะมีสารอาหารอีกหลายชนิดที่สร้างประจุไฟฟ้าได้ด้วย บางทีเราอาจจะต้องใช้อุปกรณ์บางอย่างเพื่อวัดค่าไฟฟ้าว่าอาหารเหล่านั้นให้ค่าสุทธิเป็นประจุไฟฟ้าบวกหรือลบที่จะมีการดึงหรือแย่งชิงอิเลกตรอนจากเซลล์ต่างๆในร่างกายเราหรือไม่ อย่างไร?
       
        อุปกรณ์ที่ว่านั้นก็คือเครื่องมือวัดที่ชื่อ Oxidation Reduction Potential หรือค่า ORP เพื่อวัดค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าว่ามีประจุไฟฟ้าสุทธิเป็นบวกหรือลบมากน้อยเพียงใดใช้หน่วยวัดเป็นมิลลิโวลต์ ซึ่งถ้าน้ำนั้นมีประจุบวกมากๆ (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นน้ำที่มีสภาพความเป็นกรด) ก็จะเป็นอาหารหรือน้ำประเภทที่เป็น Oxidant ที่จะไปสร้างปฏิกิริยา Oxidation หนุนการทำงานของอนุมูลอิสระมากขึ้นในร่างกายมากขึ้น แต่ถ้ามีประจุไฟฟ้าลบ (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นน้ำที่มีสภาพความเป็นด่าง) ก็จะเป็นสารอาหารหรือน้ำที่ต้านการทำงานของอนุมูลอิสระได้เช่นกัน
       
        จากการที่ผมได้ใช้เครื่องมือวัดค่า PH และค่า ORP ในน้ำชนิดต่างๆ พบข้อมูลที่น่าสนใจบางประการที่คิดว่าจะมาแบ่งปันให้ผู้อ่านได้ประโยชน์ดังนี้
       
       1. น้ำดื่มหลายประเภทในเวลานี้ในตลาดส่วนใหญ่มีสภาพความเป็นกรดอ่อนๆ และมีค่า ORP เป็นบวกเล็กน้อยประมาณ +100 ถึง +200 มิลลิโวลต์ ในขณะที่น้ำอัดลมในตลาดเกือบทั้งหมดเป็นกรดที่แรงมากค่า PH ประมาณ 3 และค่า ORP เป็น +400 ถึง +500 มิลลิโวลต์
ดังนั้นน้ำอัดลมจึงมีศักยภาพการทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) สูง และมีศักยภาพในการเสริมอนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มมากขึ้น แนวโน้มผู้เป็นมะเร็งจึงควรจะงดน้ำประเภทเหล่านี้
       
       2. น้ำที่ผ่านเครื่องไฟฟ้าทุกชนิดจะมีกระแสไฟฟ้าสุทธิประจุบวกเพิ่มมากขึ้น
พบว่าแม้ค่า PH จะไม่เปลี่ยนแปลง แต่เมื่อทดลองนำน้ำเปล่าไปปั่นในเครื่องปั่นในน้ำผลไม้ 2 นาที พบว่า มีค่า ORP ที่วัดใน 30 นาทีจากเดิมก่อนปั่นพบว่ามีค่า ORP + 88 มิลลิโวลต์ หลังปั่นน้ำเปล่ามีค่า ORP เพิ่มขึ้นเป็น +110 มิลลิโวลต์ (ในเวลาที่เท่ากัน) หรืออีกนัยหนึ่งน้ำเหล่านี้จะมีความสามารถในการทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) เพิ่มเร็วขึ้นประมาณ 25% ดังนั้นหากเลือกได้รับประทานผลไม้น่าจะดีกว่าดื่มน้ำผลไม้ปั่นจากเครื่องไฟฟ้า หรือทำน้ำคลอโรฟิลสดจากการบดคั้นด้วยมืออาจจะดีกว่าการปั่นด้วยเครื่องไฟฟ้า
       
       
       3. น้ำดื่มและน้ำปั่นรวมถึงอาหารแทบทุกชนิด เมื่อทิ้งในอากาศนานขึ้นจะพบว่าค่า ORP จะสูงเป็นประจุบวกเพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา
หมายความว่าอาหารและน้ำส่วนใหญ่เมื่อทำเสร็จใหม่ๆควรรีบรับประทานดีกว่าปล่อยทิ้งค้างไว้นาน มิเช่นนั้นนอกจากจะมีจุลินทรีย์ลงไปในอาหารมากขึ้นแล้ว ร่างกายเรารับประทานอาหารที่มีศักยภาพในการทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) เพิ่มมากขึ้น
       
       4. แม้แต่น้ำด่างที่ทำขึ้นมาจากขี้เถ้าก็ดี แม้จากน้ำด่างจากเครื่องทำน้ำด่างที่ทำในต่างประเทศ (ซึ่งก็มีกระแสไฟฟ้าผ่าน) ก็แม้จะมีประจุลบสุทธิในการวัดค่า ORP ในตอนต้นแต่ก็ไม่เสถียร อีกทั้งจะสูญเสียอิเลคตรอนไปเรื่อยๆ เมื่อเจออากาศ ความร้อน แสงแดด ดังนั้นแม้เป็นน้ำด่างก็ควรจะดื่มให้เร็วมากกว่าจะทิ้งค้างนานไว้เช่นกัน
       
       5. เมื่อตรวจในน้ำปัสสาวะของมนุษย์ พบว่าแม้ค่า PH และค่า ORP ในปัสสาวะของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน แต่พบสิ่งที่เหมือนกันก็คือเมื่อทิ้งไว้นานจะเกิดการย่อยสลายเกิดก๊าซและคายพลังงานออกมาเป็นไฟฟ้าประจุลบมากขึ้น และกลายเป็นด่างมากขึ้น
พบว่าบางคนมีสุขภาพปกติได้ตรวจปัสสาวะใน 3 นาทีแรกได้ค่า PH 7.2 และวัดค่า ORP ได้ +64 มิลลิโวลต์ เมื่อเวลาผ่านไป 3 ชั่วโมงครึ่งพบว่ามีภาวะความเป็นด่างเพิ่มมากขึ้นกลายเป็น 7.5 และค่า ORP กลายเป็น -3 มิลลิโวลต์
       
        นอกจากนั้นเมื่อสำรวจในผู้ป่วยมะเร็งรายหนึ่งพบว่าเมื่อวัดค่า PH ในปัสสาวะพบว่าเริ่มแรกอยู่ที่ 7.1 แต่เมื่อทิ้งใส่ถ้วยแก้วไว้กลับมีอัตราเร่งในการเป็นด่างเร็วมากกว่าคนปกติ และมีค่าประจุลบเพิ่มมากขึ้นกว่าคนปกติธรรมดา จนเมื่อเวลาผ่านไป 30 ชั่วโมงพบว่าปัสสาวะกลายเป็นด่างมีค่า PH 9.8
       
        ดังนั้นผู้ที่เลือกดื่มปัสสาวะในการบำบัดรักษาโรค (โดยเฉพาะกลุ่มสันติอโศกจำนวนหนึ่ง) ที่ได้ปฏิบัติตามที่ระบุเอาไว้ในพระไตรปิฎกเพราะความศรัทธาแล้ว ในภายหลังต่อมาจึงมีการอธิบายทางวิชาการถึงรักษาแบบ “เซรุ่ม”หรือ “พิษต้านพิษ”จากปัสสาวะในการรักษาโรค แต่ที่ยังไม่เคยมีการศึกษามาก่อนก็คือ ปัสสาวะอาจมีสภาวะความเป็น Anti Oxidant ตามธรรมชาติที่เป็นด่างเพิ่มมากขึ้นและคายพลังงานประจุลบมากขึ้นเมื่อเวลาเปลี่ยนไป จะเป็นสาเหตุที่ทำให้มีคนหายป่วยจากโรคต่างๆด้วยปัสสาวะบำบัดหรือไม่?
       
        ต้องออกตัวก่อนว่า ผมมีความรู้ที่กล่าวมาข้างต้นนี้น้อยนิดมาก เพราะไม่ได้ศึกษาและทำงานด้านนี้โดยตรง จึงได้แค่ค้นคว้า สืบค้น หรือสอบถามผู้รู้เอาเองตามประสาสื่อมวลชน แต่เห็นว่าข้อมูลดังกล่าวข้างต้นน่าจะเป็นประโยชน์ จึงขอนำผลทดลองทางวิทยาศาสตร์เล็กๆน้อยๆนี้แบ่งปันประสบการณ์ให้ผู้ที่รู้ได้ให้ความเห็นแลกเปลี่ยนต่อไป
       
        “อโรคยา ปรมาลาภา” ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐโดยแท้

ข่าวล่าสุด ในหมวด
จากคำเตือนของ อย. มากกว่า 80% ของคนเป็นหวัดซื้อยาปฏิชีวนะผิด และยาอมเจ็บคอทำให้ดื้อยา!?
เมื่อคนไทยกินยาลดไข้เกินขนาดมาตั้งนานแล้ว !?
อาหาร คีโตเจนิค ลดแป้งและน้ำตาลเพื่อฟื้นฟูสมอง?
เมื่อฮอร์โมนเพศหญิงในนมวัวและชีสมีมากเกินไป?
คนกินมังสวิรัติตายด้วยโรคอะไร? (ตอนจบ)
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 123 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
ความคิดเห็นที่ 5 +162 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
นิยมและศรัทธาในความเป็นคนดี และใฝ่รู้ของอ.ปานเทพมาก อาจารย์ทำประโยชน์ให้สังคมตลอดเวลาโดยไม่ย่อท้อหรือเหน็ดเหนื่อย เขียนมาเพื่อให้กำลังใจว่าความดีคนดีอย่างอาจารย์ มีคนมองเห็นค่ะ
นกสีชมพู
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 11 +31 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
สุดยอดของความดีอยู่กับคุนหมด I AM VERY PROUND ที่ มี เพื่นรว่มชาติเช่นคุน สวัสดีครับ.
yarmfowpandinusa
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 7 +12 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผมเองเชื่อในสิ่งที่ปานเทพอธิบาย
ผมลองแล้วหลายอย่างดีขึ้นครับ
คนอ่าน
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 9 +10 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
" นอกจากนั้นเมื่อสำรวจในผู้ป่วยมะเร็งรายหนึ่งพบว่าเมื่อวัดค่า PH ในปัสสาวะพบว่าเริ่มแรกอยู่ที่ 7.1 แต่เมื่อทิ้งใส่ถ้วยแก้วไว้กลับมีอัตราเร่งในการเป็นด่างเร็วมากกว่าคนปกติ และมีค่าประจุลบเพิ่มมากขึ้นกว่าคนปกติธรรมดา จนเมื่อเวลาผ่านไป 30 ชั่วโมงพบว่าปัสสาวะกลายเป็นด่างมีค่า PH 9.8 "

ข้อความข้างบนนี้ เป็นกุญแจสำคัญ ที่ใขปัญหาข้อข้องใจผู้ที่ยังสงสัยว่า.... ทำไมน้ำปัสสาวะสามารถรักษาโรคภัยใข้เจ็บได้?
ตถตา
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 14 +9 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อย่าให้ไอ้เหลี่ยมรู้นะ เดี๋ยวมัีนมา..โกง..เยี่ยยวตรู
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 28 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
Bob Wright, Director/Founder of the American Anti-Cancer Institute and author of "Killing Cancer, Not People" researched water ionizers
https://www.facebook.com/RangsimanKangen/posts/353192901424863
kangenthai
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 26 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เคยทอดไข่ แล้วน้ำมันกระเด็นใส่หน้า จุดใหญ่ๆหลายจุด ลองเอาน้ำปัสสาวะชุบสำลีประคบสักพัก ไม่น่าเชื่อไม่มีอาการพองปวดแสบ ปวดร้อนเลย สุดยอดมากๆ
ลองมาแล้วค่ะ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เห็นด้วยค่ะ ยอมรับว่าได้ผลจริงๆค่ะ ดิฉันเคยโดยกระดาษบาด เป็นแผลลึก ใช้นิ้วกดห้ามเลือดแล้วก็ยังไม่หยุด เลยเอานิ้วที่เป็นแผลไปแช่ในน้ำปัสสาวะ แค่แป๊บเดียว เลือดหยุดไหล เห็นแล้วยังตกใจอยู่เลยว่าเป็นไปได้ยังไง
ดีจริง
 
ความคิดเห็นที่ 25 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
บ้าบอมากแต่ละคอมเม้นต์
พธม.ชลบุรี
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 24 +4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
น้ำดื่มที่ดีต่อสุขภาพต้องมีสิ่งสำคัญๆคือ
1. ปราศจากสารปนเปื้อนทางเคมี และสารอินทรีย์ต่าง ๆ อาทิ เชื้อจุลินทรีย์ โลหะหนัก สารเคมี ฯลฯ
2. ประกอบด้วยแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย อาทิ โปแตสเซียม แมกมีเซียม แคลเซียม เป็นต้น การที่น้ำมีแร่ธาตุละลายอยู่ มากจะช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน ช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว นอนหลับ สดใส กระปรี้ กระเปร่า ลดคอลเลสเตอรอลและจิตใจสงบผ่อนคลาย
3. มีโครงสร้างโมเลกุลขนาดเล็ก ทำให้แทรกซึมสู่เซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถ นำพาสาร อาหาร และออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างทั่วถึง และนำพาของเสีย ออกมาจากเซลล์ไปทิ้งได้
4. มีความกระด้างของน้ำปานกลาง มีประจุไฟฟ้าสูงและเป็นสื่อนำความร้อนที่ดี
5. มีความเป็นด่างอ่อน ๆ โดมีค่าความเป็นกรด - ด่างระหว่าง pH 7.25 - 8.50 เพื่อช่วยกำจัดความ เป็นกรด และของเสียในร่างกาย ทำให้ร่างกายมีภาวะที่สมดุล
6. มีปริมาณออกซิเจนเจือปนอยู่ด้วยสูง วัดค่าได้ประมาณ 5 มิลลิกรัม ต่อลิตรหรือมากกว่า
บทความจาก blogspot http://kangenthai.blogspot.com/2012/05/water.html
รังสิมันตุ์ น้ำคังเก้น
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ข้อ 1 และ 2 ค้านกันเอง น้ำเองก็เป็นสารเคมี แร่ธาตุต่างๆก็เป็นสารเคมี ต้องเปลี่ยนข้อ 1 เป็นปราศจากสารเคมีอันตรายปนเปื้อน จึงจะชัดเจนกว่า
ข้อ 2 มีแร่ธาตุที่ตกตะกอนได้ง่ายมาก ก็เสี่ยงเป็นนิ่วเหมือนกัน
ข้อ 3 น้ำมีขนาดโมเลกุล H2O ขนาดเดียวแหละ แต่ถ้ามีแร่ธาตุหรือสารอื่นมาก น้ำก็จะเข้าไปล้อม (hydrodynamic form) เป็นสารประกอบที่ใหญ่ขึ้น ปกติสารพวกนี้ก็ไม่เสถียร แต่ก็อาจมีผลต่อการแพร่ผ่าน ion channel หรือ channel อื่นๆ ส่วนเรื่องการนำพาสารต่างๆ ไปเลี้ยงร่างกายทั่วถึงนั้น ยิ่งไม่เกี่ยวกัน ถ้าอธิบายว่าถ้าในน้ำเลือดมีไขมันหรือสารอื่นที่ลดประสิทธิภาพการไหลเวียนเลือดน่าจะถูกต้องกว่า ไม่ใช่เรื่องของน้ำมีขนาดโมเลกุลใหญ่ขึ้นเอง
ข้อ 6 ขัดแย้งกับในบทความนะ
ให้ข้อมูล
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
คำอธิบายในบทความนี้ คลาดเคลื่อนจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ไปพอสมควร เช่นการเหมารวมเรื่องประจุลบ (ซึ่งสารส่วนใหญ่เป็นอิเลคตรอนคู่) และสารอนุมูลอิสระ (ซึ่งเป็นสารที่มีอิเลคตรอนเดี่ยว) อย่างไรก็ตาม ผลการวัด reduction potential นั้น เท่าที่แจ้งในบทความนั้น เป็นสิ่งที่น่าสนใจ และน่าจะได้ทำการศึกษาให้เป็นระบบชัดเจนมากยิ่งขึ้น ไม่รู้ว่าเครื่องมือที่ว่านั้นเป็นอย่างไร และมีการ "ปนเปื้อน" ในสารละลายที่วัดแล้วมากน้อยแค่ไหน อาจเป็นเหตุผลให้สารที่วัด เมื่อนำมาวัดซ้ำแล้วมีค่าเปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม ส่วนที่น่าสนใจคือที่บอกว่าอัตราในการเปลี่ยนไม่เท่ากัน ซึ่งอาจแสดงถึงการมีปริมาณสาร (อะไรก็ตามที่ผู้เขียนพยายามตั้งข้อสังเกตุนั้น) ไม่เท่ากันจริงๆ ก็เป็นอะไรที่น่าจะเก็บข้อมูลให้มากยิ่งขึ้น เพราะสิ่งที่วิทยาศาสตร์ยอมรับ ไม่ใช่คำอธิบาย แต่เป็นความถูกต้องของข้อมูลต่างหาก คำอธิบายเป็นเพียงสิ่งที่เอามา "พยายาม" อธิบายข้อมูลที่พบ อย่างเป็นเหตุเป็นผล ไม่ขัดแย้งกันกับข้อมูลต่างๆ ซึ่งถ้ามีข้อขัดแย้ง ก็ต้องมีการทดลอง ซ้ำ (เพื่อให้มั่นใจในความถูกต้องของข้อมูล) และอาจต้องหาคำอธิบายใหม่ ให้ครอบคลุมข้อมูลต่างๆ ที่มั่นใจว่าถูกต้อง ดังนั้น ขอสนับสนุนในการศึกษาให้มากขึ้นครับ เมื่อทำให้มากและชัดเจนพอแล้ว จึงนำเสนอให้นักวิทยาศาสตร์หรือหมอแผนปัจจุบันดู คนที่มีใจเปิดกว้างมีอยู่มาก เมื่อเห็นข้อมูลที่ชัดเจน ก็จะเกิดการตื่นตัว สนใจขึ้นเองแหละครับ ที่ปัจจุบันมีการตื่นตัวสนใจกันน้อย เพราะข้อมูลหลายส่วน เมื่อดูจริงจังแล้วพบว่ามักมีข้อผิดพลาดในการได้ข้อมูลมา ทำให้ความน่าเชื่อถือลดลงครับ
ขอแจม
 
ความคิดเห็นที่ 23 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผมดื่มฉี่ตามคุณสนธิ ท้องไม่ผูก เสียดายสตางค์ค่ามะขามแขก กินมาเกือบ ๑๐ ปี ไวอากร้าก็ไม่ต้องกินแล้ว เหลือแต่ยังไม่ได้หม้กผม ขอขอบคุณพ่อหมอด้วย
วจร
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 22 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
Thank you for this basic idea of how cancer formed I have to watch my diet now.
I hope to go to detox when return to Thailand this winter.
Love PAD love Manager online.
PADSeattle
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 21 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
น้ำมะนาว หญ้าปักกิ่ง ทานแล้วดีมากค่ะ
ขอเสริม
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 20 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ตอนแรก คิดว่า ไอ้ด่าง สุนัย เป็นมะเร็ง 555555555
มองแง่ลบไว้ก่อน อิอิ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 18 +4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
พธม.คนหนึ่งอายุ 71 ปี เล่าให้ฟังว่า ปวดฟันเจ็บเหงือกทั้งบวมและระบม ใช้น้ำธรรมชาติบำบัดบ้วนปาก แล้วอมวันละหลายครั้งๆละ 5 -10 นาที ภายในวันนั้นเห็นผลหายบวมและหายเจ็บ จึงใช้ประจำเช้ากลางวันเย็น ทุกวันนี้ปกติดี ขอสนับสนุนการใช้น้ำพุทธบำบัดรักษา จึงนำมาบอกต่อ พธม.ด้วยกันค่ะ
honeymoon
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 17 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
มีอาหารอะไรที่มีด่างมาก ถ้ากินประจำก็คงสามารถช่วยป้องกันมะเร็งได้
บทความที่ดีมาก
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 16 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ใครไม่สบายลองทานผลไม้ ผัก ฤทธิ์เย็น ฤทธิ์ร้อนให้ถูกกับอาการ รับรองหายแน่ๆครับ
อย่างผมเองร้อนใน เจ็บแผลในปาก ทานกล้วยน้ำหว้าผลไม้ฤทธิ์เย็น 2-3 ผล แทบจะหายทันทีที่ทานเลยครับ
QFA
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 15 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
น้ำแครอท เห็ดหลินจือสกัด น้ำว่านหางจระเข้ น้ำตรีผลา โสมเกาหลี ข้าวหอมนิล วิตามินเสริมที่เป็นพวกไฟโตรนิวเทรียนส์

หามากินเยอะๆ และกินสม่ำเสมอ เพื่อจะได้สร้างภูมิคุ้มกันให้พ้นจากโรคได้
ของดีๆ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 14 +9 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อย่าให้ไอ้เหลี่ยมรู้นะ เดี๋ยวมัีนมา..โกง..เยี่ยยวตรู
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ตักขี้ ก็สู้มะเร็งนะ
แดง แซ่ด่าง
 
ความคิดเห็นที่ 13 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผมว่าการดื่มปัสสาวะนี่น่าจะคิดให้รอบคอบก่อนนะครับ หากดูข้อดีที่ อ. ปานเทพว่าก็คือความเป็นด่างสูงช่วยลด oxidation

จริงๆปัสสาวะยังมี Interferons ซึ่งช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันด้วยแต่ปริมาณไม่คงที่

ข้อเสียปัสสาวะมีของเสียที่ขับถ่ายออกจากร่างกาย หากจะดื่มกลับเข้าไปก็เท่ากับเอาของเสียกลับเข้าไปในร่างกาย

ผมว่ามันควรจะมีวิธีที่ดีกว่าการดื่มกลับเข้าไปเพียวๆนะครับ
ตามนั้น
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เขามีขั้นตอนการเตรียมน้ำปัสสาวะครับ ไม่ใช่กินเข้าไปทันที
QFA
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
น้ำปัสสาวะไม่ใช่ของเสียค่ะแต่ เป็นส่วนเกินที่ร่างกายขับออกมา ของเสียจะผ่านทางตับและขับออกทางทวารหนักค่ะ
บอกกล่าวกัน
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
คุณบอกกล่าวกัน กลับไปอ่านชีววิทยาของเด็กมัธยมปลายให้จบกระบวนความก่อน แล้วค่อยมาปล่อยไก่คอมเม้นส์ จะเชื่ออะไรก็ต้องเชื่อด้วยเหตุและผล ไม่ใช่ฟังๆ กันมาแล้วมาบอกต่อๆกัน
ของจริง ไม่บอกไม่กล่าว
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
คุณของจริง เคยทานแล้วหรือยัง? รู้ได้ไงว่าเสีย กลับไปหาอ่านหนังสือชื่อ ยาพระพุทธเจ้าน้ำปัสสาวะเป็นยา เขียนโดย คุณนิดดา หงษ์วิวัฒน์ก่อนดีมั๊ยคะ ใจที่บอดอาจจะพอมีแสงสว่างในใจบ้าง น้ำปัสสาวะคือคู่แฝดของเลือดและผ่านการกรองของไตค่ะ เป็นส่วนเกินของร่างเกินที่ไม่จำเป็นแล้วจึงขับออกมาถ้าเป็นของเสียจะไปผ่านตับค่ะ ผ่านลำใส้ ผ่านทวาร นั่นคือของเสีย จริงๆ เพราะนำกลับมาใช้รับประทานไม่ได้ หาก เคยดื่มน้ำพุทธโอสถแล้วจึงจะรู้ว่ามีประโยชน์มากมายอย่างไร ก่อนอื่นคงต้องข้ามอัตตาตัวเองก่อนนะคะ ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องให้น้ำเกลือแล้วตัวบวม เพราะในน้ำเกลือมีแค่โซเดียม อย่างมากเพิ่มกูลโคส มีบางรายขอให้แพทย์หยุดให้น้ำเกลือทางสายเข้าเส้นเลือดแต่ เปลี่ยนมาใช้น้ำปัสสาวะแทน นอกจากจะได้อิเลคโตไลท์เพิ่มประจุไฟฟ้าขั้วบวกขั้วลบมีผลต่อความดัยโรคหิตที่ไม่คงที่กลับคงที่แถมยังได้สารอาหารและสารประกอบที่มีประโยชน์ในน้ำปัสสาวะนอกเหนือจากเกลือแร่เข้าสู่ร่างกายอีก ถ้าคุณของจริง ดิฉันว่าคงจริงแค่ชื่อที่ตั้ง แต่ดิฉันทำจริงแล้วต่างหากจึงรู้ว่าดีและมีประโยชน์มหาศาลกว่าที่เขียนมา
บอกกล่าวกัน
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ในที่สุดปริศนาชิ้นสุดท้ายที่สำคัญได้ค้นพบแล้วว่าทำไมน้ำปัสสาวะจึงเป็นยารักษาโรคได้ นอกเหนือจากองค์ประกอบสารต่างๆในน้ำปัสสาวะ รวมถึงเชื้อโรคที่หลุดออกมาเพียงเล็กน้อย แล้ว นำกลับเข้าในร่างกาย ในระบบที่เรียกว่า เซรุ่มผลิตได้ด้วยร่างกายตนเอง แต่ปัจจัยที่สำคัญคือ การค้นพบทางด้านเคมีว่า น้ำปัสสาวะจะสามารถแปรเปลี่ยนจากสภาพกรดให้เป็นด่างได้หลังจากทิ้งไว้สักระยะหนึ่งก่อนนำกลับเข้าไปดื่มกิน ซึ่งมีผลต่อเซลล์มะเร็งต่างๆเชื้อโรคร้ายส่วนใหญ่เติบโตในสภาวะกรดและ ไม่ชอบอ๊อกซิเจน การใช้น้ำปัสสาวะที่มีสภาพเป็นด่างจึงเป็นยาที่ดีที่สุดเหมาะที่สุดกับตัวผู้ป่วยเองโดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีการแพ้ยาหรือไม่ อีกทั้งทางด้านฟิสิกซ์ การที่มีการเปลี่ยนจากประจุไฟฟ้าบวกเป็นลบ สร้างขบวนการแอนติอ๊อกซิเดนซ์โดยตัวมันเอง การใช้น้ำปัสสาวะเป็นยาจึงเป็นยาที่มีสรรพคุณที่วิเศษ เพราะสามารถดูดซึมได้ง่ายและไม่มีผลต่อตับหรือไตหรือร่างกายแต่อย่างใด การควบคุมสภาวะของกรดและด่าง ของน้ำปัสสาวะให้ได้ดีจะช่วยผู้ป่วยได้มาก หากได้องค์ประกอบของการล้างพิษตับ เพื่อฟื้นฟูตับให้มีหน้่าที่จัดการกับพิษและสร้างภูมิต้านทานใหม่นั้นยิ่งเป็นสิ่งที่ดียิ่ง ทั้งนี้ต้องพึงระลึกเสมอว่า น้ำมูตเน่า เป็นยารักษาโรค ทำไมจึงเป็นน้ำมูตเน่า ทำไมไม่ใช่คำว่าน้ำมูตเฉยๆ วันนี้ อาจารย์ปานเทพได้ค้นพบและได้ทั้งให้ครบองค์ประกอบแล้ว
ปริศนาชิ้นสุดท้าย
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
หลังตีสามครึ่ง ถ้าปวดฉี่ให้เอาภาชนะรองไว้ปิดฝาให้มิดชิด หรือตื่นนอนตอนเช้า ก็รองฉี่ใส่ภาชนะแล้วเอามาหมักผม และเอามาล้างหน้า ทิ้งไว้สักพักแล้วก็ล้างหน้าสระผมตามปกติ ไม่เกิน 7 วันหน้าใส หน้าที่เป็นด่างดวงจะหายไป ส่วนผมก็จะหายหงอก และจะดำ ทำตามที่คุณนิตดาบอกได้ผลจริงๆคะ
ทำอยู่ได้ผลจริง
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ศาสตร์อินเดีย ก็รู้ถึงการดื่มน้ำปัสสาวะ

มหาตมะคานธี ก็ดื่มด้วย อ่านเจอในหนังสือของท่าน
ิอินเดีย
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผมเชื่อพระพุทธเจ้า แต่ในขณะเดียวกันก็คงต้องหาคำอธิบายที่เป็นที่ยอมรับได้ของคนในยุคปัจจุบันด้วย น้ำปัสสาวะเป็นส่วนเกินจากร่างกายจริงๆ (ไม่เชื่อลองดื่มน้ำเปล่าสักขวดสิ ไม่เกินชั่วโมงก็ต้องเข้าห้องน้ำ) ซึ่งผ่านการกรองด้วยไตแล้ว ตามความรู้ทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ของเสียส่วนหนึ่งที่ถูกตับเปลี่ยนให้มีความสามารถในการละลายน้ำได้ดี ก็จะถูกขับออกมาทางปัสสาวะนี่แหละ แต่ผมเชื่อว่าเมื่อดื่มกลับเข้าไปแล้วถูกดูดซึมใหม่ ของเสียหรือของไม่เป็นประโยชน์อะไรที่เคยกรองออกได้ ก็จะถูกกรองออกได้อีกครั้ง ไม่น่าจะเกิดการสะสมจนมีปริมาณมากในระดับที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ในขณะที่สารที่มีประโยชน์ที่ถูกขับออกมาด้วยนั้น (ซึ่งยังไม่รู้ว่าเพราะอะไร) เมื่อดื่มแล้วก็จะได้ถูกนำกลับไปใช้ให้เป็นประโยชน์ เช่น interferons ตามที่กล่าวมา อีกอย่างก็คือ ถ้าไตผิดปกติ การกรองดังกล่าวก็อาจผิดปกติไป ของที่ไม่น่าทิ้งแล้วยังไม่ทันใช้ได้เต็มที่ก็อาจทิ้งออกมา กรณีนี้การวนกลับมาดื่มก็เป็นการเพิ่มโอกาสให้เอาไปใช้ได้มากขึ้นกว่าเดิมที่ทิ้งอย่างเดียว ข้อสังเกตุคือ ต้องเป็นปัสสาวะของตนเองนะ ไม่ใช่เอาของใครมาดื่มก็ได้ ส่วนตัวคงต้องทดลองดูบ้างแล้วล่ะ
ขอแจม
 
ความคิดเห็นที่ 12 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ขอบคุณอาจารย์ปานเทพครับ ที่ให้ความรู้เรื่องนี้ ผมจะลองเอาหลักการนี้ไปทดสอบอาหารและน้ำหลายประเภท แต่ที่แน่ๆผมจะเลิกดื่มน้ำอัดลม
ขอบคุณครับ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ถ้าเจ็บป่วยมากหรือไม่ป่วยเลย ลองทำดีท๊อกซ์ตามบทความอ.ปานเทพ รับรองร่างกายเบาสบายหายเจ็บแน่ๆครับ
QFA
 
ความคิดเห็นที่ 11 +31 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
สุดยอดของความดีอยู่กับคุนหมด I AM VERY PROUND ที่ มี เพื่นรว่มชาติเช่นคุน สวัสดีครับ.
yarmfowpandinusa
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
- คงหมายความว่า PROUD ใช่ป่ะ
easy rider
 
ความคิดเห็นที่ 10 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ช่วยตอบที...ญาติเป็นมะเร็งเนื้องอกในตับไวรัสบี ระยะสุดท้าย ผอมลงแล้ว จะล้างพิษตับได้หรือไม่ อย่างไร..
รอความหวัง
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ข้อสำคัญคือต้องรักษาค่าความเป็นด่างในร่างกายผู้ป่วยให้ได้ เพราะมะเร็งจะไม่สามารถเติบโตหรืออยู่ได้ในสภาวะด่าง ร่างกายจะมีการขับออกมาทุกวัน รักษาการรักษาแบบควบคุมค่าpHไว้ไม่ให้ต่ำกว่า 7.1-7.5จะส่งผลให้มะเร็งมีการหยุดและร่างกายจะขับออกมาให้เห็นจะทุกช่องทาง ปัสสาวะ และอุจจาระ
ญาติผู้ป่วยมะเร็ง
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
มะเร็งระยะสุดท้ายหลายรายไปล้างพิษตับแล้วหาย ติดต่อคุณแก่นฟ้า ที่ศรีษะอโศก หรือเข้าโครงการล้างพิษตับที่โรงเรียนผู้นำ หรือ ไปสมุยที่คุณกอบ เจ้าของรีสอร์ท ต้องปฎิบัติตัวให้ครบด้วยจะทำให้เห็นผลเร็วค่ะ
ญาติผู้ป่วย
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผู้ป่วยไม่ว่าเป็นโรคไหนต้องใจสู้ก่อนครับ
ต้องพยายามทานอาหารที่เหมาะสมให้ร่างกายมีแรงมีพลัง มีภูมิคุ้มกันให้ได้
ไม่ใช่เป็นมะเร็งเพราะกินอาหารผิดๆ แถมเครียดด้วย
ก็ยังกินแบบเดิมๆ ไม่แก้ไขใจที่เครียดๆ ก็ยากที่จะหายจากโรคได้
QFA
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ใช่ครับ เขาถึงบอกว่าคนไข้โรคมะเร็งไม่ควรกินของแสลงเช่น นม เนื้อ อย่างที่บอกไง ไม่งั้นจะทรุดได้
QFA
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อย่ามัวแต่รอ รีบไปหาสันติอโศกเรยย์ หายแน่นอลล์
เพราะเจ้าของตำหรับล้างพิษตับเนี่ย ก็ป่วยด้วยไวรัส
บี. กินตับเนี่ยแระ จะตายมิตายแหล่ ถึงกัดฟันคิดค้น
ทำตำหรับล้างพิษตับรักษาตัวเอง หายเป็นปลิดทิ้งถึง
ทุกวันนี้ แร้วว์ก็ใช้รักษาคนมาแร้วรอดตายไม่รู้กี่พัน
รายแร้วว์มั้ง...รอดชั่วคราวนะ ที่สุดคนก็ต้องตายอยู่
ดีแระ...พระพุทธองค์ยังตายเรยยย์ ตามกฎพระไตร
ลักษณ์คุณเอ๊ย...อนิจจังทุกขังอนัตตา...ที่สุดแร้วไอ้
เหลี่ยมก้อต้องตายเหมียลล์กัลล์ แต่มันลืมไปนึกว่ามัน
ตายไม่เป็น...เหมือนแมคเบ๊ธ ที่คิดว่าตัวเองไม่ตาย
เลยตายเรยย์
มดแดง
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
มีคนเป็นไวรัสตับบี มีเชื้อโรคอยู่ในตัวล้านกว่าตัว หมอบอกคอยตายอย่างเดียว เขาอายุ 73 ปีแล้ว เขาก็เลยมาเข้าค่ายล้างพิษของผู้นำ เดี๋ยวนี้เขามีเชื้อแค่ 111 ตัว คือปกติแล้ว หน้าตาสดใส และแข็งแรง ดูไม่รู้เลยว่าอายุ 73 อยากให้พาญาติมาเข้าค่ายล้างพิษของผู้นำ ชีวิตยังมีหวัง
คนเคยเข้าค่ายมาแล้ว
 
ความคิดเห็นที่ 9 +10 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
" นอกจากนั้นเมื่อสำรวจในผู้ป่วยมะเร็งรายหนึ่งพบว่าเมื่อวัดค่า PH ในปัสสาวะพบว่าเริ่มแรกอยู่ที่ 7.1 แต่เมื่อทิ้งใส่ถ้วยแก้วไว้กลับมีอัตราเร่งในการเป็นด่างเร็วมากกว่าคนปกติ และมีค่าประจุลบเพิ่มมากขึ้นกว่าคนปกติธรรมดา จนเมื่อเวลาผ่านไป 30 ชั่วโมงพบว่าปัสสาวะกลายเป็นด่างมีค่า PH 9.8 "

ข้อความข้างบนนี้ เป็นกุญแจสำคัญ ที่ใขปัญหาข้อข้องใจผู้ที่ยังสงสัยว่า.... ทำไมน้ำปัสสาวะสามารถรักษาโรคภัยใข้เจ็บได้?
ตถตา
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 8 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ถ่านไม้ไผ่ เกรด 1 หรือ ถ่านแมค่ามีเดีย ( อ่านเพิ่มจาก ม.มหิดล + โครงการแม่ฟ้าหลวง) ถ่านสเตอร์ไร์เหล่านี้ แช่ในฉี่ เร่งความเป็นด่างมากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องหมักนาน ทำให้กลิ่น และ รส ดีขึ้นด้วย คงมาจากถ่านดังกล่าว ปล่อยประจุลบ และ แผ่รังสี คลื่นยาวคลื่น 6-14 ไมครอน ซึ่งเป็นแถบความถี่เดียวกับร่างกายแผ่รังสีออกมา
gene.bc@gmail
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ถ่านเร่งความเป็นด่าง เพราะถ่านมีส่วนผสมของด่างอยู่แล้ว แต่ถ่านเองก็มีรูพรุน และใช้ดูดซับกลิ่นและสารต่างๆในสารละลายอยู่แล้วด้วยเช่นกัน (ยาเม็ดดำๆที่กินเวลาท้องเสียก็คือถ่านน่ะแหละ) ดังนั้น การเอาถ่านไปใส่ปัสสาวะ อาจทำให้สารที่ออกฤทธิ์รักษาถูกดูดซึมไปมาก หรือหมดไป อาจทำให้ใช้ไม่ได้ผลก็ได้นะ ควรจะแยกกัน จะดื่มน้ำที่มีความเป็นด่าง ก็อาจเอาน้ำถ่าน (กรองถ่านออกก่อน) มาแบบสันติอโศกทำก็เรื่องหนึ่ง การดื่มปัสสาวะก็อีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่เอาถ่านมาแช่ปัสสาวะ แล้วมาดื่มครับ
ขอแจม
 
ความคิดเห็นที่ 7 +12 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผมเองเชื่อในสิ่งที่ปานเทพอธิบาย
ผมลองแล้วหลายอย่างดีขึ้นครับ
คนอ่าน
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 5 +161 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
นิยมและศรัทธาในความเป็นคนดี และใฝ่รู้ของอ.ปานเทพมาก อาจารย์ทำประโยชน์ให้สังคมตลอดเวลาโดยไม่ย่อท้อหรือเหน็ดเหนื่อย เขียนมาเพื่อให้กำลังใจว่าความดีคนดีอย่างอาจารย์ มีคนมองเห็นค่ะ
นกสีชมพู
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ใช่ครับ.... ผมศรัทธาถึงได้ดื่มน้ำปัสสาวะแล้วมาพิจารณาหาความรู้ทางวิชาการในภายหลัง นึกไม่ถึงว่าจะมีประโยชน์มากมายถึงขนาดนี้ แต่ผมก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนักกับการดื่มน้ำปัสสาวะนี้ แต่ทำให้ความดันต่ำของผมลดลงทำให้ความดันปกติขึ้นมาได้ ไม่หน้ามืดบ่อยเหมือนก่อนแล้วครับ แต่ก็ไม่หายเพราะว่าหมอบอกว่าผมเป็นคน "เลือดน้อย" จึงไม่มีทางรักษาด้วยการดื่มปัสสาวะแต่เพียงอย่างเดียวได้ ต้องทำอย่างอื่นประกอบกันไปด้วย โดยยึดหลัก "หลากหลาย" ไว้ก่อนเป็น "สมังคีธรรม" ตามแนวพุทธรรม.
ศีลนำมาซึ่งความสุข
 
ความคิดเห็นที่ 4 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เอ้า..ไอ้เหลี่ยม

เมิงรีบมาเอาเยี่ยวกรูไปดื่มเลยมะเร็งไข่เมิงจะได้หายชักที
555
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เหลี่ยมมานต้องกินของตัวเองครับ
แต่คงง่ายไป ถูกไปมั้ง มานเลยเลือกหมอฝรั่งที่มาหลอกแ-กดีกว่า
QFA
 
ความคิดเห็นที่ 3 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
To get rid off "free radical"(member of anti-oxidant) black tea, green tea regularly.

<iframe width="420" height="315" src="http://www.youtube.com/embed/KWAmcwEMcqk" frameborder="0" allowfullscreen></iframe>
OO
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
How much should I drink?
?
 
ความคิดเห็นที่ 2 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เคยอ่านเจอในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าตรัสกับพระภิกษุว่า "พึงฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า" คำว่าน้ำน้ำมูตรเน่าจะเกี่ยวกับน้ำปัสวะหรือเปล่า? ท่านผู้รู้ช่วยดอบทีครับ
nong_momvigo@hotmail.com
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ใช่แล้วครับ

ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า

พระป่า ส่วนใหญ่จะรู้เรื่องนี้ดี เพราะการอยู่ในป่า มีอันตรายจากโรคภัยไข้เจ็บมาก

แต่ในขณะเดียวกัน ในป่าก็มียาดีมากเช่นกัน เพียงนำยานั้น เช่น ลูกสมอ มาดองด้วยน้ำปัสสาวะ ก็เป็นยาแก้สารพัดโรค แม้ไม่เป็นอะไร ก็จะช่วยในการขับถ่ายได้ดีมาก....
คนเคยบวช...
 
ความคิดเห็นที่ 1 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ขบวนการในร่างกาย ซับซ้อนกว่าที่อธิบายมาก
คิดให้ดี
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
please correct
pH in the right one, not PH

Chanarong, M.D.
schanarong1@gmail.com
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เขาทำมาหลายปีแล้ว ถ้าซับซ้อนซ่อนเงื่อน คงมีผลข้างเคียงแย่ๆแล้วล่ะ
แต่ผมสงสัยอย่างน่ะว่า ทำไมหมอแผนปัจจุบันไม่สนใจเรื่องอาหารรักษาโรคอย่างเป็นระบบเป็นทางการบ้าง
QFA
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
หมอแผนปัจจุบันถ้ามาสนในเรื่องอาหารรักษาโรค หรือฉี่รักษาโรคแล้วเค้าจะได้เงินจากที่ไหน ให้คนป่วยกินฉี่ตัวเอง เค้าก็ปิดบริษัทสิ
ถ้างั้นทำฉี่เป็นเม็ดได้มั้ย
phizer
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
" ศึกษาแล้วผมจะเอาอะไรกินละ "
หมอ
หงส์ เด่นชัย
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
หมอแผนปัจจุบัน(โดยเฉพาะหมอที่เปิดคลินิคหาเงิน)ส่วนใหญ่ไม่แนะนำส่งเสริมให้ผู้ป่วยรู้และศึกษาแพทย์ทางเลือกเพราะกลัวเสียฐานลูกค้าและรายได้จะลดลง
คนไข้เยอะหมอก็รวย
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผมเคยเข้าค่ายสุขภาพของหมอเขียวที่สวนป่านาบุญ มุกดาหาร และภรรยาก็เคยเข้าค่ายเดียวกันนี้ที่โรงเรียนผู้นำกาญจนบุรี ยอมรับว่าการดูแลรักษาตัวเองแนวพุทธของหมอเขียวและกลุ่มสันติอโศกนี้ดีจริงและสัมผัสได้ด้วยตัวเอง
เป็นบทความที่ดีมีประโยชน์ต่อเพื่อนร่วมโลกมากครับ
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
หมอก็ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และพากิ๊กไปเที่ยวเมืองนอกเหมือนกันนะ
JayJoe
 
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014