หน้าแรกผู้จัดการ Online | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์
ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ ณ บ้านพระอาทิตย์ โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

“ด่าง” สู้มะเร็ง !?

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน
17 สิงหาคม 2555 17:40 น.
ณ บ้านพระอาทิตย์
       โดย : ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
       
        “มะเร็ง” คือกลุ่มของโรคที่เซลล์แบ่งตัวอย่างผิดปกติรุกรานเนื้อเยื่อข้างเคียงจนไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งของ อนุมูลอิสระ (Free Radicle) ซึ่งเป็นอะตอมที่ไม่มั่นคงเนื่องจากขาดอิเลกตรอน (ลักษณะประจุไฟฟ้าลบ)ไป 1 ตัว เมื่อผู้ถูกแย่งกลายเป็นตัวปัญหาเพราะตนไม่มั่นคง ก็จะแย่งอิเล็กตรอนโมเลกุลอื่นมาเป็นทอดๆ จนเกิดการรุกลามต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่และไม่สามารถหยุดยั้งได้
       
        การสูญเสีย “อิเล็กตรอน” จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการสูญเสียอิเลกตรอนไม่ได้มีผลต่อสภาพร่างกายมนุษย์เท่านั่น แม้แต่การเกิดสนิมของโลหะก็เกิดขึ้นเพราะมีปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) ที่เกิดการสูญเสียอิเลกตรอนจนเกิดการทำปฏิกิริยาเคมีกับอากาศหรือน้ำและเกิดสนิมในโลหะได้ด้วยเช่นกัน
       
        ปัจจัยหนึ่งที่จะยกตัวอย่างก็คือสภาวะที่คนเราทานอาหารที่มีสภาพความเป็นกรดสูงเกินพอดี ซึ่งสามารถวัดได้ด้วยค่า PH (Power of Hydrogen)ซึ่งเป็นวิธีการวัด ไฮโดรเจนอิออน ซึ่งปกติแล้วน้ำซึ่งมีสูตรทางเคมีคือ H2O โดยแบ่งออกเป็นไฮโดรเจนประจุบวกหรือ H+ กับ ส่วนที่เป็นประจุลบคือ OH- มารวมตัวกันเป็นน้ำ ซึ่งถ้าในน้ำนั้นมีจำนวนไฮโดรเจนประจุบวก H+ มากกว่าประจุลบ OH- สภาพนั้นคือสภาพความเป็นกรด (Acid) ในทางตรงกันข้ามในน้ำนั้นหากมีประจุลบใน OH- มากกว่าประจุบวกใน H+ สภาพนั้นก็จะเรียกว่าเป็น ด่าง (Alkaline)
       
        ค่าความเป็นกรดด่างจะมีค่าอยู่ระหว่าง 0-14 โดยค่าที่ต่ำกว่า 7 คือสภาพที่เป็นกรด ค่าที่เกินกว่าคือสภาพที่เป็นด่างคือสภาพที่ จากงานวิจัยในต่างประเทศพบว่าสภาวะปกติเลือด น้ำเหลือง และของเหลวในสันหลัง จะมีค่า PH ที่ประมาณ 7.4 หรือที่ค่า PH ที่สูงกว่า 7.4 เล็กน้อยจะทำให้เซลล์มะเร็งคงตัว ในขณะที่หากสามารถทำให้มีค่า PH อยู่ถึงระดับ 8.5 ได้ เซลล์มะเร็งก็จะตายลงในทันใด
       
        ที่เป็นเช่นนั้นได้ก็เพราะน้ำที่เป็นกรดหรือมีประจุบวก H+มากเกินไป โดยธรรมชาติก็จะพยายามดึงอิเลกตรอนจากเซลล์ต่างๆภายในร่างกายเราไปใช้มากขึ้น หากเกิดปฏิกิริยาเช่นนี้มากๆ ก็จะทำให้โมเลกุลในร่างกายเรานั้นสูญเสียอิเล็กตรอน ก็จะมีโอกาสที่จะเกิดเป็นสภาวะเป็นอนุมูลอิสระที่ลุกลามต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็นมะเร็งได้ในที่สุด
       
        ในทางตรงกันข้ามน้ำที่มีสภาพความเป็นด่างหรือมีประจุลบจาก OH- อย่างเพียงพอก็จะช่วยในการชะลอการสูญเสียอิเลกตรอนจากเซลล์ต่างๆภายในร่างกายเราได้เช่นกัน
       
        ในหลักสูตรล้างพิษตับของโรงเรียนผู้นำ ชาวสันติอโศกได้เคยตรวจสอบพบว่า คนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งร้ายแรง เมื่อตรวจน้ำลายด้วยกระดาษลิตมัส จะได้ค่า PH เป็นกรดในระดับ 5 หรือตรวจในปัสสาวะก็จะมีสภาพความเป็นกรดสูงเช่นกัน ดังนั้นใครสนใจว่าร่างกายตัวเรามีสภาพกรดหรือด่างมากหรือน้อยไปเพียงใดให้ลองตรวจเบื้องต้นวัดที่น้ำลายและปัสสาวะโดยใช้กระดาษลิตมัสก็น่าจะได้ข้อมูลดังกล่าวได้
       
        ดร.ออตโต้ วอร์เบิร์ก
นักวิทยาศาสตร์รางวันโนเบลเมื่อ พ.ศ. 2474 ได้เคยระบุการค้นพบว่าร่างกายมนุษย์นั้นเซลล์มะเร็งนั้นมักจะพบในที่ๆซึ่งไม่มีออกซิเจนในร่างกาย งานวิจัยชิ้นนี้ก็น่าจะแสดงให้เห็นว่าสภาพความเป็นกรดหรือไฟฟ้าประจุบวกมากๆก็มีโอกาสที่จะเกิดปฏิกิริยา ออกซิเดชั่น (Oxidation) ร่างกายจนออกซิเจนซึ่งมีประจุลบในร่างกายนั้นถูกนำมาทำปฏิกิริยาจนบริเวณดังกล่าวไม่พบออกซิเจน
       
        อนุมูลอิสระมีที่มาจากทั้งแหล่งภายนอกร่างกาย ได้แก่ มลพิษในอากาศ โอโซน ไนตรัสออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ ฝุ่น ควันบุหรี่ อาหารที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว น้ำอัดลม และคนที่รับประทานเนื้อสัตว์มากโดยไม่ชอบทานผักและผลไม้ก็จะมีสภาวะความเป็นกรดสูงมาก แม้แต่อารมณ์เครียดและโกรธ ก็จะสร้างภาวะความเป็นกรดในร่างกายได้เช่นกัน
       
        ในทางตรงกันข้ามสารต้านอนุมูลอิสระหรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า Anti Oxidant ก็อยู่ในพืชและผักหลายชนิด ได้แก ผักใบเขียว (เช่น ตำลึง และผักบุ้ง) หรืออาหารที่มีสีเหลือง (เช่น มะละกอสุก, มะม่วงสุก, มะเขือเทศ, ฟักทอง) รวมถึงอาหารที่มีวิตามิน A, C, E สูง เช่น พืช ผักสีเขียวและผลไม่รสเปรี้ยว ซึ่งอาหารเหล่านี้ให้ฤทธิ์เป็นด่างทั้งสิ้น
       
        ด้วยเหตุผลนี้สูตรค่ายสุขภาพวิถีพุทธของ หมอเขียว (นายใจเพชร กล้าจน) แห่งสันติอโศก จึงเน้นให้ผู้ป่วยดื่มน้ำคลอโรฟิลล์
เพราะสูตรผสมระหว่างย่านาง,ใบบัวบกและใบเตยนั้นนอกจากจะเป็นพืชที่ฤทธิ์เย็นแล้ว ยังเป็นการปรับสมดุลฤทธิ์ด่างเพื่อลดความเป็นกรดในร่างกายได้ด้วย
       
        ด้วยเหตุผลนี้หลักสูตร ล้างพิษตับ ของสันติอโศก ที่ริเริ่มและพัฒนาหลักสูตรโดย คุณแก่นฟ้า แสนเมือง และ คุณขวัญดิน สิงห์คำ และคณะ จึงจัดทำน้ำด่างซึ่งทำมาจากน้ำที่บ่มกับขี้เถ้าแล้ว 7 วัน ให้ผู้เข้าหลักสูตรเพื่อลดความเป็นกรดในร่างกาย
       
        แม้ในต่างประเทศก็มีการนำน้ำฤทธิ์ด่างอย่างเช่น ที่ประเทศอิตาลี มีคุณหมอคนหนึ่งชื่อ ดร.Tullion Simoncini ใช้เบคกิ้งโซดา หรือโซเดียมไบคาร์บอเนต (ซึ่งให้ฤทธิ์ด่าง)ผสมกับน้ำในสัดส่วนที่แตกต่างกันหลายแบบเพื่อใช้บำบัดให้ผู้ป่วยมะเร็งหลายประเภทได้ดื่มรักษาได้ผลดีระดับหนึ่ง
       
        แต่การวัดค่า PH อาจจะไม่พอ เพราะจะวัดได้แค่ค่าของไฮโดรเจนในน้ำต่างๆเท่านั้น แต่หากเป็นอาหารแล้วก็อาจจะมีสารอาหารอีกหลายชนิดที่สร้างประจุไฟฟ้าได้ด้วย บางทีเราอาจจะต้องใช้อุปกรณ์บางอย่างเพื่อวัดค่าไฟฟ้าว่าอาหารเหล่านั้นให้ค่าสุทธิเป็นประจุไฟฟ้าบวกหรือลบที่จะมีการดึงหรือแย่งชิงอิเลกตรอนจากเซลล์ต่างๆในร่างกายเราหรือไม่ อย่างไร?
       
        อุปกรณ์ที่ว่านั้นก็คือเครื่องมือวัดที่ชื่อ Oxidation Reduction Potential หรือค่า ORP เพื่อวัดค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าว่ามีประจุไฟฟ้าสุทธิเป็นบวกหรือลบมากน้อยเพียงใดใช้หน่วยวัดเป็นมิลลิโวลต์ ซึ่งถ้าน้ำนั้นมีประจุบวกมากๆ (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นน้ำที่มีสภาพความเป็นกรด) ก็จะเป็นอาหารหรือน้ำประเภทที่เป็น Oxidant ที่จะไปสร้างปฏิกิริยา Oxidation หนุนการทำงานของอนุมูลอิสระมากขึ้นในร่างกายมากขึ้น แต่ถ้ามีประจุไฟฟ้าลบ (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นน้ำที่มีสภาพความเป็นด่าง) ก็จะเป็นสารอาหารหรือน้ำที่ต้านการทำงานของอนุมูลอิสระได้เช่นกัน
       
        จากการที่ผมได้ใช้เครื่องมือวัดค่า PH และค่า ORP ในน้ำชนิดต่างๆ พบข้อมูลที่น่าสนใจบางประการที่คิดว่าจะมาแบ่งปันให้ผู้อ่านได้ประโยชน์ดังนี้
       
       1. น้ำดื่มหลายประเภทในเวลานี้ในตลาดส่วนใหญ่มีสภาพความเป็นกรดอ่อนๆ และมีค่า ORP เป็นบวกเล็กน้อยประมาณ +100 ถึง +200 มิลลิโวลต์ ในขณะที่น้ำอัดลมในตลาดเกือบทั้งหมดเป็นกรดที่แรงมากค่า PH ประมาณ 3 และค่า ORP เป็น +400 ถึง +500 มิลลิโวลต์
ดังนั้นน้ำอัดลมจึงมีศักยภาพการทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) สูง และมีศักยภาพในการเสริมอนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มมากขึ้น แนวโน้มผู้เป็นมะเร็งจึงควรจะงดน้ำประเภทเหล่านี้
       
       2. น้ำที่ผ่านเครื่องไฟฟ้าทุกชนิดจะมีกระแสไฟฟ้าสุทธิประจุบวกเพิ่มมากขึ้น
พบว่าแม้ค่า PH จะไม่เปลี่ยนแปลง แต่เมื่อทดลองนำน้ำเปล่าไปปั่นในเครื่องปั่นในน้ำผลไม้ 2 นาที พบว่า มีค่า ORP ที่วัดใน 30 นาทีจากเดิมก่อนปั่นพบว่ามีค่า ORP + 88 มิลลิโวลต์ หลังปั่นน้ำเปล่ามีค่า ORP เพิ่มขึ้นเป็น +110 มิลลิโวลต์ (ในเวลาที่เท่ากัน) หรืออีกนัยหนึ่งน้ำเหล่านี้จะมีความสามารถในการทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) เพิ่มเร็วขึ้นประมาณ 25% ดังนั้นหากเลือกได้รับประทานผลไม้น่าจะดีกว่าดื่มน้ำผลไม้ปั่นจากเครื่องไฟฟ้า หรือทำน้ำคลอโรฟิลสดจากการบดคั้นด้วยมืออาจจะดีกว่าการปั่นด้วยเครื่องไฟฟ้า
       
       
       3. น้ำดื่มและน้ำปั่นรวมถึงอาหารแทบทุกชนิด เมื่อทิ้งในอากาศนานขึ้นจะพบว่าค่า ORP จะสูงเป็นประจุบวกเพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา
หมายความว่าอาหารและน้ำส่วนใหญ่เมื่อทำเสร็จใหม่ๆควรรีบรับประทานดีกว่าปล่อยทิ้งค้างไว้นาน มิเช่นนั้นนอกจากจะมีจุลินทรีย์ลงไปในอาหารมากขึ้นแล้ว ร่างกายเรารับประทานอาหารที่มีศักยภาพในการทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) เพิ่มมากขึ้น
       
       4. แม้แต่น้ำด่างที่ทำขึ้นมาจากขี้เถ้าก็ดี แม้จากน้ำด่างจากเครื่องทำน้ำด่างที่ทำในต่างประเทศ (ซึ่งก็มีกระแสไฟฟ้าผ่าน) ก็แม้จะมีประจุลบสุทธิในการวัดค่า ORP ในตอนต้นแต่ก็ไม่เสถียร อีกทั้งจะสูญเสียอิเลคตรอนไปเรื่อยๆ เมื่อเจออากาศ ความร้อน แสงแดด ดังนั้นแม้เป็นน้ำด่างก็ควรจะดื่มให้เร็วมากกว่าจะทิ้งค้างนานไว้เช่นกัน
       
       5. เมื่อตรวจในน้ำปัสสาวะของมนุษย์ พบว่าแม้ค่า PH และค่า ORP ในปัสสาวะของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน แต่พบสิ่งที่เหมือนกันก็คือเมื่อทิ้งไว้นานจะเกิดการย่อยสลายเกิดก๊าซและคายพลังงานออกมาเป็นไฟฟ้าประจุลบมากขึ้น และกลายเป็นด่างมากขึ้น
พบว่าบางคนมีสุขภาพปกติได้ตรวจปัสสาวะใน 3 นาทีแรกได้ค่า PH 7.2 และวัดค่า ORP ได้ +64 มิลลิโวลต์ เมื่อเวลาผ่านไป 3 ชั่วโมงครึ่งพบว่ามีภาวะความเป็นด่างเพิ่มมากขึ้นกลายเป็น 7.5 และค่า ORP กลายเป็น -3 มิลลิโวลต์
       
        นอกจากนั้นเมื่อสำรวจในผู้ป่วยมะเร็งรายหนึ่งพบว่าเมื่อวัดค่า PH ในปัสสาวะพบว่าเริ่มแรกอยู่ที่ 7.1 แต่เมื่อทิ้งใส่ถ้วยแก้วไว้กลับมีอัตราเร่งในการเป็นด่างเร็วมากกว่าคนปกติ และมีค่าประจุลบเพิ่มมากขึ้นกว่าคนปกติธรรมดา จนเมื่อเวลาผ่านไป 30 ชั่วโมงพบว่าปัสสาวะกลายเป็นด่างมีค่า PH 9.8
       
        ดังนั้นผู้ที่เลือกดื่มปัสสาวะในการบำบัดรักษาโรค (โดยเฉพาะกลุ่มสันติอโศกจำนวนหนึ่ง) ที่ได้ปฏิบัติตามที่ระบุเอาไว้ในพระไตรปิฎกเพราะความศรัทธาแล้ว ในภายหลังต่อมาจึงมีการอธิบายทางวิชาการถึงรักษาแบบ “เซรุ่ม”หรือ “พิษต้านพิษ”จากปัสสาวะในการรักษาโรค แต่ที่ยังไม่เคยมีการศึกษามาก่อนก็คือ ปัสสาวะอาจมีสภาวะความเป็น Anti Oxidant ตามธรรมชาติที่เป็นด่างเพิ่มมากขึ้นและคายพลังงานประจุลบมากขึ้นเมื่อเวลาเปลี่ยนไป จะเป็นสาเหตุที่ทำให้มีคนหายป่วยจากโรคต่างๆด้วยปัสสาวะบำบัดหรือไม่?
       
        ต้องออกตัวก่อนว่า ผมมีความรู้ที่กล่าวมาข้างต้นนี้น้อยนิดมาก เพราะไม่ได้ศึกษาและทำงานด้านนี้โดยตรง จึงได้แค่ค้นคว้า สืบค้น หรือสอบถามผู้รู้เอาเองตามประสาสื่อมวลชน แต่เห็นว่าข้อมูลดังกล่าวข้างต้นน่าจะเป็นประโยชน์ จึงขอนำผลทดลองทางวิทยาศาสตร์เล็กๆน้อยๆนี้แบ่งปันประสบการณ์ให้ผู้ที่รู้ได้ให้ความเห็นแลกเปลี่ยนต่อไป
       
        “อโรคยา ปรมาลาภา” ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐโดยแท้

ข่าวล่าสุด ในหมวด
เปิดค่าดัชนีน้ำตาลของ “ทุเรียน” ตกลงกินดีหรือเปล่า? (ตอนที่ 2)
เปิดค่าดัชนีน้ำตาลของ "ทุเรียน" ตกลงกินดีหรือเปล่า?
เปิดงานวิจัยปฏิวัติการหุงข้าวแบบใหม่ให้ห่างไกลโรค (ตอนจบ)
เปิดงานวิจัยปฏิวัติการหุงข้าวแบบใหม่ให้ห่างไกลโรค (ตอนที่ 1)
ใครจะคิดว่า "ไก่นึ่ง" อันตรายกว่าที่คิด?
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 123 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2015