หน้าแรกผู้จัดการ Online | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์
ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ ณ บ้านพระอาทิตย์ โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

เปรียบเทียบผลสำรวจ "กรด-ด่าง" น้ำดื่มและน้ำอัดลม 21 ยี่ห้อ

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 24 สิงหาคม 2555 17:03 น.
ณ บ้านพระอาทิตย์
       โดย : ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
       
       สำหรับอาหารแล้วการจะทดสอบว่าอาหารหรือน้ำดื่มที่เรารับประทานอยู่นั้นเป็นกรดหรือด่างนั้นหลักการในการทำความเข้าใจที่ว่าจะตรวจวัดได้ด้วยค่า pH ซึ่งย่อมาจาก "Power of Hydrogen" ที่จะเป็นตัวกำหนดอาหารนั้นว่าอาหารนั้นมีความเป็นกรดหรือด่าง โดยทั่วไปมีค่าตั้งแต่ 1-14
       
        ถ้าค่า pH ที่ตรวจได้มีค่าเท่ากับ 7 หมายถึงว่าเป็นกลาง
       
        ถ้าค่า pH ที่ตรวจได้มีค่าต่ำกว่า 7 หมายถึงว่าเป็นกรด (Acid) ยิ่งน้อยลงมากก็ยิ่งเป็นกรดมาก
       
        ถ้าค่า pH ที่ตรวจได้มีค่ามากกว่า 7 หมายถึงว่าเป็นด่าง (Alkaline) ยิ่งมีค่ามากกว่า 7 มากขึ้นเท่าใด ก็หมายถึงว่ามีสภาพความเป็นด่างมากขึ้นเท่านั้น
       
        แต่สำหรับอาหารอาจจะไม่ตรงไปตรงมาอย่างนั้น อย่างเช่น ผลไม้หรือน้ำผลไม้จำนวนไม่น้อยที่วัดค่าภายนอกได้เป็นกรด แต่เมื่อย่อยสลายในกระเพาะอาหารแล้วให้ผลออกมาเป็นด่าง ดังนั้นการจะตรวจสอบอาหารนั้นเป็นกรดหรือด่างก็มักนิยมที่จะนำอาหารนั้นมาเผาจนเป็นขี้เถ้าเสียก่อน แล้วนำขี้เถ้าเหล่านั้นไปละลายน้ำแล้วหาค่า pH อีกครั้ง การที่นำอาหารไปเผาไหมจนเป็นขี้เถ้านั้นก็เป็นการจำลองกระบวนหลังจากการย่อยสลายเผาผลาญอาหารในร่างกายแล้วว่าจะให้ค่าเป็นกรดหรือด่าง
       
        อาหารที่มีสภาพความเป็นด่างได้แก่ ผักทุกชนิด น้ำผักผลไม้สด เช่นมะละกอ แอปเปิ้ล สับปะรด มะเขือเทศ กล้วย มะพร้าว มะนาว ส้ม สตอรเบอรี่ ราสเบอรี่ ลูกเกด ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง และข้าวบาร์เลย์ ฯลฯ ในขณะที่อาหารที่มีความเป็นกรดได้แก่ เนื้อสัตว์ทุกชนิด ไขมัน แป้ง ชีส เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ ช็อกโกแลต น้ำตาลขัดสี อาหารสำเร็จรูป ผงชูรส ของหมักดอง น้ำส้มสายชู แป้งและเม็ดข้าวโดยเฉพาะพวกที่ขัดสีแล้ว น้ำมัน ไขมันทุกชนิด และอาหารทอดน้ำมัน และน้ำมันพืชที่ไม่ได้ผ่านกรรมวิธีบีบเย็น ฯลฯ
       
        ร่างกายมนุษย์เราพยายามที่จะทำให้ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 7.4 อยู่ตลอดเวลา การกินอาหารที่เป็นกรดมากเกินไป จะทำให้ร่างกายดึงภาวะความเป็นด่างจากร่างกายซึ่งก็คือแคลเซียมมาใช้เพื่อรักษาระดับค่าที่ร่างกายต้องการ ผลก็คือคนที่รับประทานอาหารเป็นกรดมากฟันก็จะกร่อนบางลง เป็นโรคกระดูกพรุนมากขึ้น และหากร่างกายไม่สามารถรักษาความสมดุลในร่างกายได้ สภาพเซลล์ในร่างกายก็จะทำงานหนักมากขึ้นโดยเฉพาะการฟอกเลือด เช่น ม้าม ตับ หัวใจ และนิ่วในไต รวมถึงระบบเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงานก็จะผิดเพี้ยนไป และทำให้เป็นหลายโรคได้ตามมาได้ด้วย เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ฯลฯ

       
        มิพักต้องพูดถึงว่าความเป็นกรดสูงจนเกินสมดุลนั้น ยังจะทำให้เป็นการเสริมศักยภาพให้สภาพอนุมูลอิสระให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ด้วย นั่นหมายความว่ากรดจะทำให้ผู้บริโภคมีสุขภาพและร่างกายที่เสื่อมลงจากอนุมูลอิสระแล้ว ยังอาจหมายรวมถึงการทำให้สภาพมะเร็งเติบโตขึ้นได้ด้วย
       
        โดยเฉพาะในวันนี้พบว่าการเสียชีวิตของคนไทยจากโรคร้ายอันดับหนึ่งในวันนี้คือโรคมะเร็ง ซึ่งสะท้อนความล้มเหลวของรัฐบาลไทยทุกยุค ที่ปล่อยปละละเลยให้อาหารบ้านเราเป็นพิษเกิดขึ้นโดยทั่วไป ทั้งจากการใช้น้ำยาอาบศพในสัตว์ทะเลตามตลาดสดเพื่อให้ดูสดตลอดเวลา น้ำยาฟอร์มารีนอบก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่เพื่อให้มีอายุการใช้งาน มากขึ้น การใช้สารเร่งเนื้อแดงในหมูเพื่อให้เนื้อหมูดูสดและแดงตลอดเวลา การพ่นยาฆ่าแมลงและสารพิษในพืชและผัก การใช้น้ำมันซ้ำในอาหารทอดตามร้านอาหารต่างๆ ฯลฯ ด้วยเหตุผลเหล่านี้คนไทยจึงมีสภาพป่วยเป็นโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
       
        การให้ข้อมูลกับผู้บริโภคคนไทยในวันนี้ จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และควรจะเป็นสิทธิ์ขั้นพื้นฐานในการที่จะได้รู้ข้อมูลให้เลือกได้ว่าประชาชนควรจะบริโภคอย่างไร ด้วยข้อมูลที่ครบถ้วน
       
        ด้วยเหตุผลนี้ผมจึงได้ตัดสินใจนำน้ำดื่มและน้ำอัดลม ที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อตรงข้ามบ้านพระอาทิตย์มา 21 ยี่ห้อ เพื่อวัดคุณภาพน้ำด้วย 2 ค่า เมื่อวันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ดังนี้
       
        1. ค่า pH ว่าน้ำแต่ละยี่ห้อมีความเป็นกรด-ด่างมากน้อยเพียงใด ค่า pH ต่ำกว่า 7 เป็นกรด และยิ่งเป็นกรดมากเมื่อมีค่า pH ต่ำ เป็นด่างเมื่อค่า pH สูงกว่า 7 และยิ่งเป็นด่างมากมื่อค่า ph สูงขึ้น
       
        2. วัดค่า Oxidation Reduction Potential หรือที่เรียกในตัวย่อว่า "ORP"
เพื่อวัดว่าน้ำดื่มเหล่านั้นมีค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าสุทธิแล้วน้ำเหล่านั้นมีค่าประจุบวกหรือลบอย่างไร และมากแค่ไหน มีหน่วยวัดเป็นมิลลิโวลต์ โดยถ้ามีประจุบวกมากเท่าไหร่ก็เท่ากับว่าเป็นน้ำที่ส่งเสริมการทำงานของการทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) มากขึ้น ซึ่งย่อมส่งผลทำให้การทำงานของอนุมูลอิสระเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เพราะจะทำให้เกิดการช่วงชิงอิเล็กตรอนจากเซลล์ต่างๆภายในร่างกาย ในขณะที่น้ำที่มีประจุบวกน้อยกว่าก็จะทำให้ส่งเสริมอนุมูลอิสระที่น้อยกว่า ยกเว้นว่าหากมีค่าประจุไฟฟ้าสุทธิติดลบก็จะกลายเป็นน้ำที่เข้าข่ายในการทำปฏิกิริยา "ต้านอนุมูลอิสระ" หรือที่เรียกว่า Anti Oxidant ได้
       
        แม้จะมีข้อมูลอีกหลายอย่างที่ต้องทำการสำรวจและทดลอง แต่เอาเฉพาะ 2 หัวข้อนี้ ก็น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้บริโภคไม่น้อย
       
        ผมจึงใช้เครื่องวัดค่า ORP และค่า pH และวัดอุณหภูมิในตัวเดียวกันยี่ห้อ HANA รุ่น HI 98121 เป็นตัววัดค่าดังกล่าว โดยการถ่ายรูปเป็นหลักฐานเอาไว้ในทุกการทดลองในการตรวจวัดผลิตภัณฑ์ ได้ผลที่น่าสนใจให้เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งสำหรับผู้บริโภคได้ดังนี้
       
        เริ่มต้นจากน้ำดื่มในภาชนะบรรจุปิดสนิท ได้หยิบมาทั้งหมด 10 ยี่ห้อ อันได้แก่ เนสท์เล่, สิงห์, ช้าง, คูลลี่ เฟรช, เค.แอล, และรวมถึงน้ำดื่มประเภทน้ำแร่ ได้แก่ มิเนเร่, ออร่า, มอง เฟลอร์, และเพอร์ร่า ผลการสำรวจพบว่าหากเรียงจากน้ำที่มีความเป็นด่างสูงสุด ไปหาน้ำที่มีสภาวะความเป็นด่างสูงสุดไปหากกรดมากที่สุดดังนี้
       
        1.น้ำดื่ม ตรามิเนเร่ เป็นน้ำแร่ ที่มี ค่า pH อยู่ที่ 8.17 ค่า ORP อยู่ที่ +165 มิลลิโวลต์
       
        2.น้ำดื่ม ตราเนสท์เล่ ค่า pH อยู่ที่ 7.90 ค่า ORP อยู่ที่ +137 มิลลิโวลต์
       
        3.น้ำดื่ม ตราสิงห์ ค่า pH อยู่ที่ 7.90 ค่า ORP อยู่ที่ +141 มิลลิโวลต์
       
        4.น้ำดื่ม ตราเพอร์ร่า เป็นน้ำแร่ ค่า pH อยู่ที่ 7.81 ค่า ORP อยู่ที่ +183 มิลลิโวลต์
       
        5.น้ำดื่ม ตราช้าง ค่า pH อยู่ที่ 7.54 ค่า ORP อยู่ที่ +158 มิลลิโวลต์
       
        6. น้ำดื่ม ตราออร่า เป็นน้ำแร่ ค่า pH อยู่ที่ 7.10 ค่า ORP อยู่ที่ +191 มิลลิโวลต์
       
        7.น้ำดื่ม ตรามองเฟลอร์ เป็นน้ำแร่ ค่า pH อยู่ที่ 7.09 ค่า ORP อยู่ที่ +195 มิลลิโวลต์
       
        8. น้ำดื่ม ตราคริสตัล ค่า pH อยู่ที่ 6.96 ค่า ORP อยู่ที่ +175 มิลลิโวลต์

       
        9.น้ำดื่ม ตราคูลลี่ เฟรช ค่า pH อยู่ที่ 6.71 ค่า ORP อยู่ที่ +207 มิลลิโวลต์
       
        10.น้ำดื่ม ตราเค.แอล. ค่า pH อยู่ที่ 6.17 ค่า ORP อยู่ที่ +243 มิลลิโวลต์
       
        จากการสำรวจพบว่าน้ำดื่มบรรจุในภาชนะปิดสนิทที่มีค่าความเป็นด่างสูงสุด 3 อันดับแรกคือ 1.น้ำดื่มตรามิเนเร่ 2. และ 3. เท่ากันคือ น้ำดื่มตราเนสท์เล่ . น้ำดื่มตราสิงห์ ในขณะที่น้ำดื่มที่มีค่า ORP ต่ำที่สุด 3 อันดับแรกคือ 1.น้ำดื่มตราเนสท์เล่ 2.น้ำดื่มตราสิงห์ และ 3 น้ำดื่มตราช้าง
       
        ทั้งนี้ เมื่อทดสอบกับน้ำประปาที่บ้านพระอาทิตย์พบว่ามีค่า pH 7.18 และค่า ORP อยู่ที่ +192 มิลลิโวลต์ ซึ่งมีความเป็นด่างมากกว่าน้ำดื่มบรรจุในภาชนะปิดบางยี่ห้อ และมีค่าประจุบวกน้อยกว่าน้ำดื่มบรรจุในภาชนะปิดบางยี่ห้อด้วย

       
        ด้วยเครื่องตรวจวัดเดียวกันนี้จึงได้ไปทดสอบกับน้ำอัดลมอีก 11 ชนิดได้แก่ เป๊บซี่ แมกซ์, เป๊บซี่, โคคา โคล่า, โคคาโคล่า ซีโร่, โคคาโคล่า ไลท์, สไปรท์, แฟนต้าน้ำส้ม, แฟนต้า สตรอเบอร์รี่, อาเจบิ๊ก ส้ม, และ อาเจ บิ๊ก โคล่า ได้ผลการทดสอบพบว่าหากเรียงจากน้ำที่มีความเป็นด่างสูงสุด ไปหาน้ำที่มีสภาวะความเป็นด่างสูงสุดไปหากกรดมากที่สุดดังนี้
       
        1.น้ำอัดลม สไปรท์ ค่า pH อยู่ที่ 3.05 ค่า ORP อยู่ที่ +331 มิลลิโวลต์
       
        2.น้ำอัดลม แฟนต้า สตรอเบอร์รี่ ค่า pH อยู่ที่ 2.79 ค่า ORP อยู่ที่ +352 มิลลิโวลต์
       
        3.น้ำอัดลม อาเจ บิ๊ก สตรอเบอร์รี่ค่า pH อยู่ที่ 2.78 ค่า ORP อยู่ที่ +351 มิลลิโวลต์
       
        4.น้ำอัดลม แฟนต้า ส้ม ค่า pH อยู่ที่ 2.75 ค่า ORPอยู่ที่ +353 มิลลิโวลต์
       
        5.น้ำอัดลม อาเจบิ๊ก ส้ม ค่า pH อยู่ที่ 2.61 ค่า ORP อยู่ที่ +351 มิลลิโวลต์
       
        6.น้ำอัดลม โคคาโคล่า ซีโร่ ค่า pH อยู่ที่ 2.56 ค่า ORP อยู่ที่ +340 มิลลิโวลต์
       
        7.น้ำอัดลม โคคาโคล่า ไลท์ ค่า pH อยู่ที่ 2.55 ค่า ORP อยู่ที่ +333 มิลลิโวลต์
       
        8.น้ำอัดลม เป๊บซี่ แมกซ์ ค่า pH อยู่ที่ 2.46 ค่า ORP อยู่ที่ +333 มิลลิโวลต์
       
        9. น้ำอัดลม อาเจบิ๊ก โคล่า ค่า pH อยู่ที่ 2.23 ค่า ORP อยู่ที่ +379 มิลลิโวลต์
       
        10. น้ำอัดลม โคคาโคล่า ค่า pH อยู่ที่ 2.13 ค่า ORP อยู่ที่ +342 มิลลิโวลต์
       
        11.น้ำอัดลม เป๊บซี่ ค่า pH อยู่ที่ 2.13 ค่า ORP อยู่ที่ +347 มิลลิโวลต์
       
        จึงสรุปได้ว่าน้ำอัดลมทั้งหมดเท่าที่สำรวจมานี้ มีสภาพความเป็นกรดสูงมาก และ มีเป็นประจุไฟฟ้าบวกสุทธิอยู่ในระดับสูงกว่าน้ำดื่มมากถึง 2-3 เท่าตัว อีกทั้งมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) หรือ ไปทำให้อนุมูลอิสระเติบโตมากกว่าหมวดน้ำดื่มทั่วไปอย่างมาก
       
        ความจริงแล้วผู้บริโภคควรจะมีสิทธิ์ที่จะรู้ข้อมูลเหล่านี้ในการเปรียบเทียบเพื่อประกอบการตัดสินใจ และจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นเจ้าภาพทำเรื่องคุณภาพอาหารและน้ำดื่มให้ประชาชนได้มีข้อมูลเพิ่มมากขึ้น ทั้งเป็นการช่วยทำให้ประชาชนมีการป้องกันตัวเองด้วยสุขภาพที่ดี และช่วยทำให้ผู้ประกอบการได้พัฒนาคุณภาพของตัวเองให้ดีเพื่อสุขภาพของคนไทยด้วย
       
        อย่างน้อยก็เพื่อทำให้อัตราการเจ็บป่วยในโรคร้ายได้ลดลง ด้วยพฤติกรรมการบริโภคที่เปี่ยมด้วยข้อมูลที่จะช่วยในการเลือกบริโภค ช่วยป้องกันจากอาหารที่ไม่เหมาะสมเพื่อให้สุขภาพแข็งแรงได้

ข่าวล่าสุด ในหมวด
ปฏิวัติน้ำมันพืช (ตอนที่ 6): สัมมนาตามหาความจริง "น้ำมันมะพร้าวแก้โรคความจำเสื่อม"(1)
ปฏิวัติน้ำมันพืช (ตอนที่ 5) : พลาดไม่ได้ ! เรื่องโกหกครั้งสำคัญ ของน้ำมันพืชและคอเลสเตอรอล
ปฏิวัติน้ำมันพืช (ตอนที่ 4) : เมื่อเราถูกบริษัทยาหลอกเรื่อง "คอเลสเตอรอล" !?
ปฏิวัติน้ำมันพืช (ตอนที่ 3): ไขมันทรานส์อันตรายที่สุด กินอยู่ทุกวันแต่ดันไม่รู้ตัว
ปฏิวัติน้ำมันพืช (ตอนที่ 2): อย่าปล่อยให้พวกมันหลอกต้มพวกเราเรื่อง "ไขมันอิ่มตัว"
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 288 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
ความคิดเห็นที่ 29 +132 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ความจริง น้ำเลือดในร่างกายของมนุษย์จะไม่สมดุลอยู่ที่ pH 7.0 เลยทีเดียว น้ำเลือดของมนุาย์ที่มีสุขภาพดีที่สุด จะมีสภาพไปทางเป็นด่างเล็กน้อย pH จะอยู่ที่ 7.4 หากใครมีน้ำเลือดอยู่ที่ระดับนี้แล้ว ร่างกายก็จะไม่เป็นโรคใด ๆ ทั้งสิ้น

หากน้ำเลือดอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 7.0 เลือดก็มีสภาพเป็นกรด (ทางหยิน-ยาง ถือว่า ร่างกายร้อนหรือที่เรารู้จักกันว่า ร้อนใน) และหากร่างกายมี pH สูงเกิน 7.0 เลือดก็มีสภาพเป็นด่าง (ร่างกายก็เย็นเกินไป) คนจีนรู้มาแต่โบราณแล้วว่า ร่างกายหากไม่สมดุล ก็จะเกิดโรคขึ้นได้ ดังนั้น ร่างกายจึงไม่ควรร้อน(กรด)หรือเย็น(ด่าง)มากเกินไป
เรื่องความเป็นกรดด่างของน้ำเลือด ฝรั่งก็ศึกษาการรรักษาจากจีน แต่ฝรั่งชอบค้นคว้า จึงรู้ว่า ร้อน(เป็นกรด)และเย็น(เป็นด่าง)ในความหมายของคนจีน เมื่อแปรค่าวัดความเป็น pH ของน้ำเลือดแล้ว

คนที่ป่วย มักจะมี pH ต่ำกว่า 7.0 ทั้งสิ้น ยิ่งในคนป่วยที่เป็นโรคมะเร็งแล้ว น้ำเลือดจะมี pH ต่ำกว่า 7.0 มาก อาจเหลือ 3.0-4.0 เท่านั้น ถ้าหากสามารถปรับน้ำเลือดให้สูงกลับมาอยู่ที่ 7.0 ได้ โอกาสที่จะหายจากโรคมะเร็งก็มี นั่นคือแพทย์จะแนะนำให้หลีกเลี่ยง เลิกกินเนื้อสัตว์ เพราะโปรตีนและไขมันนั้นเป็น(กรดอะมิโน) อย่างที่ผู้เขียนได้ระบุไว้ เพียงแต่แพทย์ไม่ยอมอธิบายถึงเรื่องนี้ ถ้าอธิบายและเข้าใจได้ตามนี้ คนไข้ก็สามารถที่จะรู้ได้ด้วยตนเอง และเลือกอาหารประเภทที่เป็นด่างแทน ผมจะไม่อธิบายว่า อาหารไหนเป็นกรดและเป็นด่าง ท่านสามารถค้นคว้าหาจากที่อื่นได้มากมาย เอาเป็นว่า พวกพืชผักส่วนมากจะเป็นด่าง ยกเว้นแต่ผักที่มีรสเผ็ดร้อนอาจจะเป็นกรด

กลับมาที่น้ำอัดลมทุกชนิด ไม่ต้องไปทำวิจัยหรอก เพียงแต่ว่า ให้ อย. บังคับให้พิมพ์ที่ขวดหรือกล่องว่า เป็นน้ำกรดซัลฟิวริก(กรดกำมะถัน)ด้วย เพราะไปดูต้นฉบับภาษาอังกฤษ จะพิมพ์คำว่า Sulphuric Acid ทุกขวด/กล่อง แล้ว อย. ไทยทำให้มันหายไปจากส่วนประกอบของน้ำอัดลมได้อย่างไร?
นั่นเป็นสาเหตุให้คนไทยและเด็กไทย หลังรับประทานอาหารแล้ว ช่างกล้าหาญสาดน้ำกรดเข้าสู่กระเพาะด้วยความภูมิใจและกล้าหาญจริงๆ จนทำให้ร่างกายมีสภาพเป็นกรด (โรค)มากขึ้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านจะโทษใคร?
และเมื่อท่านรู้อย่างนี้แล้ว ท่านยังจะหลงกล้าสาดน้ำกรดเข้าสู่กระเพราะอยู่อีกต่อไปหรือไม?
น่าสยองจริง ๆ
ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 1 +68 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เรื่องดีที่อยากให้บอกต่อ
แต่แปลกไม่มีใครมาออกความเห็นเท่าไหร่
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 4 +21 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เยี่ยมครับ
ขอบคุณครับ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 44 +12 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อ.ปานเทพ สมขื่อทั้งคุณธรรมจริยธรรม นามและรูปธรรม
นับถือ อ.ปานเทพ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 53 +6 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
... การทดสอบมีหลักการดีมากครับ

... ถ้า อ.ปานเทพจะเพิ่มน้ำดื่มที่ขายดี หรือมีขายมากอีก 3-4 ยี่ห้อ ก็จะยิ่งสมบูรณ์ คือ 1. สยาม 2. น้ำดื่มของโลตัส 3. น้ำดื่มของบิกซี และ ... 4. น้ำเอ็มเร็ต (น่าจะมี pH ใกล้เคียง 7.4 ที่สุด และ ORP ต่ำที่สุด หรือ ติดลบ?)

และน่าจะสรุปผล เป็น

... ค่า pH ใกล้เคียง 7.4 มากที่สุด ... ไม่ใช่ pH สูงสุด ... อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่า pH ยิ่งสูงยิ่งดี

... (ขอบคุณอีกครั้งที่ช่วยพูดเรื่องอู่ตะเภาที่พัทยาครับ) ...
ชาวพัทยา
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 57 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เรื่อง ORP เอาไว้ก่อนเพราะซับซ้อนเกิน

ส่วนเรื่องกรดด่าง
1. น้ำอัดลม pH ต่ำเป็นกรด อันนี้ชัวร์
2. ความเป็นกรดด่างของเลือดเชื่อมโยงกับสุขภาพ อันนี้ก็มีหลายกรณีที่น่าจะจริง
แต่การสรุปจาก ข้อ 1 ไปข้อ 2 ว่ากินน้ำอัดลมแล้ว pH เลือดจะเปลี่ยนเป็นกรดตาม อันนี้ผมว่าเป็นการด่วนสรุปไปหน่อย เพราะระหว่างกลางมันยังมีอีกหลายขั้นตอนมากที่บทความไม่ได้เอามาร่วมวิเคราะห์ เช่น

1. น้ำย่อยกระเพาะอาหารเราเป็นกรดสูงกว่าน้ำอัดลมนับร้อยเท่า เพราะงั้นแค่เติมกรดเพิ่มไปนิดๆ มันแทบจะไม่มีผลกระทบต่อ pH ที่ต่ำอยู่แล้วเลย นึกภาพเว่อร์ๆ เหมือนเติมเกลือ 1 เหยาะลงไปในน้ำปลา มันก็คงไม่เค็มเพิ่มขึ้นแล้ว ประมาณนั้น / และกลับกัน ถ้าเติมด่างลงไป ก็จะถูกความเป็นกรดสูงหักล้างหมดอย่างรวดเร็วเช่นกัน
2. ต่อให้ของในกระเพาะเป็นกรดเท่าไหร่ พอผ่านสู่ลำไส้เล็กมันก็มีกลไกเคมีที่สลายความเป็นกรดนั้นจนกลับมาเป็นด่างอยู่แล้ว และพอถึงช่วงดูดซึมเข้าเลือด ไม่ว่าจะกินโค้กหรือไม่กินโค้ก มันก็อยู่ในสภาพด่างอยู่แล้ว

3. ต่อให้ pH เลือดเปลี่ยนเป็นกรดเพิ่มขึ้นจริงๆ กลไกรักษาสมดุลง่ายๆ ของร่างกายก็คือการหายใจออก เอา CO2 ออกไปจากเลือด แค่นี้เลือดก็เป็นกรดน้อยลงแล้ว มันไม่ใช่สิ่งที่จะสะสมพอกพูนหรืออะไร ยกเว้นคุณป่วยเป็นอะไรบางอย่าง

เอาแค่ 3 ข้อนี้ ผมว่าสิ่งที่เขียนในบทความนี้ควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่าเป็นการด่วนสรุป หรือวิเคราะห์ตื้นเกินไปหรือเปล่า

แน่นอนผมวิจารณ์ตัวข้อมูลเท่านั้นนะครับ ไม่ได้วิจารณ์ตัวบุคคลหรือเจตนาใดๆ ทั้งสิ้น
yeebud/yeebud@gmail.com
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ร่างกายไม่ใช่ถังใบใหญ่ที่ใช้ทดสอบระบบบัฟเฟอร์ กรดสามารถกัดกร่อนได้ตั้งแต่ปากจนถึงกระเพาะอาหาร แม้ว่ากระเพาะจะมีการหลั่งกรดที่มีความเป็นกรดสูงมากๆ แต่กลไกของร่างกายถูกตั้งค่าไว้ว่ากรดจะหลั่งมากๆเมื่อกินอาหารหรือเวลาที่เราหิวมากๆหรือแค่ได้กลิ่นอาหารก็หลั่งแล้ว อาหารจะช่วยเจือจางความเป็นกรดของน้ำย่อย กรดจากน้ำย่อยจะย่อยอาหารมาก ย่อยกระเพาะน้อยลง ทำให้กระเพาะอาหารไม่ถูกทำลายขณะหลั่งกรดไงคะ แต่ถ้าหากอาหารที่เรากินดันเป็นกรดซะมาก ทีนี้ก็ไม่มีอะไรไปเจือจางกรดในกระเพาะแล้ว เพราะต่างก็เสริมกัน ภายในกระเพาะอาหารขาดความสมดุล ก็กรดมันเกิน ทั้งน้ำย่อยทั้งกรดจากอาหารก็จะย่อยกระเพาะแทนซะงั้น เกิดเป็นโรคกระเพาะ กรดในน้ำย่อยก็คือกรดเกลือดีๆนี่เองค่ะ(HCl;ไฮโดรคลอริกpHประมาณ1-2) กรดแก่ทีเดียวค่ะไม่เชื่อลองเอาเนื้อไปแช่กรดนี่ซัก30นาทีสิคะ หรือไม่ก็ลองอดอาหารซักมื้อแล้วมื้อถัดไปกินน้ำอัดลมลงไปซักแก้วสิคะ ถ้าไม่แสบท้องนี่นับถือเลยค่ะ เพราะแค่ไม่กินอะไรเลยยังแสบแล้วนี่เติมกรดลงไปเพิ่มอีกยิ่งแย่ใหญ่ ยกตัวอย่างเด็กสมัยนี้ที่เป็นโรคกระเพาะกันมากขึ้น ก็เพราะไม่ค่อยกินข้าว กินแต่ขนมกับน้ำอัดลมนี่แหละค่ะ

เพราะฉะนั้นการกินอาหารที่เป็นกลางหรือค่อนไปทางด่างอ่อนๆก็เหมือนกับการไปสะเทินกรด ก็คือให้ด่างไปพอดีกับกรดในกระเพราะ เหมือนยาลดกรดทั่วไปส่วนใหญ่ก็จะเป็นสารพวกด่างที่จะไปสะเทินกรดในกระเพาะ ถ้าเราเลือกได้ก็ควรใช้ด่างที่มีในธรรมชาติจะดีกว่าไหมคะ อาหารที่เรากินหลายชนิดที่เป็นด่าง แถมยังมีประโยชน์มากด้วย

แต่การเลือกกินอะไรนั้นก็ต้องให้พอดีกันนะคะ ไม่ด่างจนเกินไป เพราะด่างในความเข้มข้นสูงๆอันตรายกว่ากรดอีกค่ะ ด่างนอกจากจะกัดกร่อนได้เหมือนกรดแล้วมันยังชะล้างไขมันในเนื้อเยื่อออกไปอีก(ให้นึกถึงสบู่ที่ล้างความมันออกไปได้ ถ้าเอามาล้างหน้าแล้วหน้าแห้งก็คือมันชะไขมันที่ช่วยเก็บความชุ่มชื่นให้ผิว และยิ่งด่างแก่คือจะแรงมาก ถูกเนื้อนี่เนื้อหลุดสภาพแผลแย่กว่าถูกกรดอีกค่ะ)

จริงๆอันตรายจากกรดพวกนี้มีเยอะค่ะ แต่ยกตัวอย่างโรคง่ายๆ จะได้เห็นภาพ โรคกระเพาะอาหารนี่ทรมานมากนะคะ

ส่วนการเปรียบเทียบว่าเหมือนเพิ่มเกลือในไหน้ำปลาอะไรนั้นก็จริงนะคะว่าความเค็มคงไม่เพิ่มขึ้น แต่เผอิญร่างกายไม่ใช่ไหให้เก็บกรดนี่คะ กรดหลั่งเราก็ต้องสังเวยอาหารไปให้มันย่อย อาหารก็ควรจะด่างนิดๆ กรดจะได้หมดไป ถ้าโยนกรดลงไปเพิ่มอีก กระเพาะน้อยๆก็ตายสิคะโดนย่อย

หวังว่าคงจะมองกันในมุมนี้บ้างนะคะ ในฐานะนิสิตเภสัชตัวน้อยๆ ที่เคยเรียนมา การมีกรดในร่างกายมากๆนั้น มีแต่แย่กับแย่ แย่ก็เกิดโรค โรคก็ต้องใช้ยา ยา ยา ไม่อยากให้ใครต้องใช้ยา ถ้าโรคนั้นๆสามารถป้องกันได้ค่ะ

สุดท้ายก็ขอฝากเพลงนี้ไว้นะคะ

"น้ำหยดลงหิน ทุกวันหิน.....มันยังกร่อน
แต่เนื้อกระเพาะอ่อนๆ โดนกรดทุกวันจะเหลืออะไร"

อ้อ ก่อนถึงกระเพาะก็อย่าลืมคิดถึง ปาก ลิ้น เหงือก ฟัน กระพุ้งแก้ม คอหอย หลอดอาหารด้วยนะคะ
นิสิตเภสัชศาสตร์099
 
ความคิดเห็นที่ 53 +6 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
... การทดสอบมีหลักการดีมากครับ

... ถ้า อ.ปานเทพจะเพิ่มน้ำดื่มที่ขายดี หรือมีขายมากอีก 3-4 ยี่ห้อ ก็จะยิ่งสมบูรณ์ คือ 1. สยาม 2. น้ำดื่มของโลตัส 3. น้ำดื่มของบิกซี และ ... 4. น้ำเอ็มเร็ต (น่าจะมี pH ใกล้เคียง 7.4 ที่สุด และ ORP ต่ำที่สุด หรือ ติดลบ?)

และน่าจะสรุปผล เป็น

... ค่า pH ใกล้เคียง 7.4 มากที่สุด ... ไม่ใช่ pH สูงสุด ... อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่า pH ยิ่งสูงยิ่งดี

... (ขอบคุณอีกครั้งที่ช่วยพูดเรื่องอู่ตะเภาที่พัทยาครับ) ...
ชาวพัทยา
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 52 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ข่าวดีๆมีสาระควายแดงแมงสาบไม่ชอบมันไม่รู้จะด่าและจับผิดยังไง
กร๊ากกกกก..................
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
Na ja pen deang arn dai lerng arn dee.
a
 
ความคิดเห็นที่ 51 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผลการทดสอบเครื่องดื่มต่างๆในท้องตลาดของต่างประเทศครับ
ดูที่
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=3717253490635&l=0270e0dad6
kangenthai
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 50 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
นักวิชาการประปานครหลวงและการประปาภูมิภาค หายไปไหนหมด รวมถึง อย. ด้วย พวกท่านทำอะไรอยู่ ในฐานะเป็นผู้เกี่ยวข้องและรับผิดชอบโดยตรง น่าจะเข้ามามีส่วนไขปัญหาให้ชาวบ้านได้รับทราบสิ่งที่ถูกต้องด้วย
ถ้าพวกท่านไม่ว่างหรือไม่มีตัวตนก็แล้วไป
คิดถึง
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 49 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ตามมาตรฐานน้ำดื่ม อย.กำหนดค่าต่ำสุดและสูงสุดที่ 6.5-8.5
ถือว่าดื่มได้ปลอดภัย
หลีกเลี่ยงน้ำอัดลม
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 48 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ขอชื่นชม และยกย่อง คุณเจ้าของความเห็นที่ 29 มา ณ ที่นี้ครับ

ถ้าประเทศของเรา มีคนกล้ารับความจริงอย่างคุณ ผมว่าประเทศเราคงเจริญกว่านี้

สี่ตีน ยังรู้พลาด นักปราชญ์ ยังรู้พลั้ง ...ขอชื่นชมครับ
คุณภาพคน คุณภาพสังคม
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 47 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
พวกเราหันมาดื่มน้ำปัสสวะกันเถอะครับ
น้ำฉี่ละท่าน
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
บทความเขาเสนอสิ่งที่ดีๆ การดื่มฉี่มีหลักการ ไม่ใช่ฉี่มาก็ดื่มได้เลยวิธีเดืยว แล้วบทความก็ไม่ได้บังคับให้ดื่มฉี่ด้วย เพียงให้ระวังอาหารที่เป็นกรดเท่านั้น
QFA
 
ความคิดเห็นที่ 45 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
หลังจากตำหนิเว็ปนี้เรื่องการเขียนข่าวที่ไม่สร้างสรรค์มาช่วงหลังๆ

วันนี้เลยขอเข้ามาชื่นชมสำหรับข่าวนี้ครับ เป็นประโยชน์มากครับ ขอให้เขียนข่าวแบบนี้เยอะๆนะครับ ขอบคุณครับ
ทำดีก็ต้องให้กำลังใจกันสังคมจะได้เจริญ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 44 +12 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อ.ปานเทพ สมขื่อทั้งคุณธรรมจริยธรรม นามและรูปธรรม
นับถือ อ.ปานเทพ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
Som cher 'Barn Thep'.

+10000000000000000000000000000000000000000

Good looking

Good heart

Good educated
Khon Thai ruk Chart Thai
 
ความคิดเห็นที่ 40 +4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เขาว่ากันว่าถ้าเราอยากจะรู้ว่าใครสักคนมีความรู้ในศาสตร์หรือวิชาการใดๆจริงหรือไม่? ให้ทดสอบง่ายๆโดยให้เขาลองอธิบายข้อมูลวิชาการที่เขารู้ให้ศาสตราจารย์กับเด็กน้อยอายุ3-4ขวบฟัง
ถ้าเขาทำได้ดีแสดงว่าเขารู้จริงเพราะว่าการอธิบายให้เด็กน้อยฟังแล้วเข้าใจ ต้องอธิบายอย่างง่ายๆสรุปได้ใจความด้วยภาษาที่ชาวบ้านร้านตลาดเข้าใจไม่ยากนัก ส่วนการอธิบายให้ศาสตราจารย์ต้องแจกแจงอ้างอิงทฤษฎี ข้อมูลทางสถิติ อธิบายขยายความอย่างพิศดารพันลึก ชาวบ้านคนธรรมดากินข้าวแกงฟังแล้วปวดหัวไปสามตลบ มึนตื้บ !!!
ขอชื่นชมคุณปานเทพครับ บทความชาวบ้านอ่านได้นักวิชาการอ่านดี ทำให้นึกถึงสำนวนสมัยวัยรุ่น"ลูกผู้ชายมันต้องยืดได้ หดได้" เอ่อ...น้ำอัดลมที่วัดแล้วค่าเป็นกรดค่อนข้างสูงมากเพราะมีการเติมกรดมะนาว(ซิตริก แอซิด)ลงในน้ำอัดลมเพื่อใช้เป็นสารกันบูด(preservative)นั่นเอง
พยับแดด
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 34 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผมอยากมีความรู้วิธีวัด กรด ด่าง ที่อาจารย์ปานเทพ ได้กรุณาปฎิบัติ จะกรุณาสอน หรือให้เอกสารศึกษาได้ไหมครับ

ภูเฉลา เงาฉงาย
ภูเฉลา เงาฉงาย
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 33 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เนื้อหาดีมากครับ เป็นทางเลือกของผู้บริโภค ดีไม่ดี เป็นหัวข้อโปรเจคเด็ก ป. ตรี ระดับปี 2 ได้เลยนะครับเนี๊ย น่าสนใจมากๆครับ
visit=เยี่ยม
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 33 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
Thanks for helpful
somchan_d@yahoo.com
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 32 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ด้วยความเคารพ อ. ปานเทพ

ผมไม่แน่ใจว่าบทความนี้ อาจทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกว่า ต้องรับประทานสิ่งที่เป็นด่าง จึงจะดีต่อสุขภาพ เห็นด้วยครับถ้าเป็นการกินพืชผัก และสิ่งต่างๆจากธรรมชาติ แต่ผมจะไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ถ้าบทความนี้ทำให้เราต้องไปซื้อเครื่องทำน้ำด่างมากิน เพราะถึงคุณกินน้ำด่างเข้าไป ร่างกายก็มีระบบ Buffer ปรับสมดุลกรดด่างอยู่ดี จากตัวอย่างการกินน้ำอัดลมเป็นต้น มีความเป็นกรดสูง แต่ร่างกายก็ยังปรับสู่สมดุลได้ ถ้ากินน้ำด่างมากเกินไป ร่างกายก็ต้องปรับสมดุล ให้ pH ใกล้เคียง 7.4 อยู่ดี เสียเงินเปล่า แล้วกระเพาะอาหารมีน้ำย่อยที่มีฤทธิ์เป็นกรด เพื่อช่วนย่อยอาหารประเภทโปรตีน โดยเฉพาะเนื้อสัตว์บกที่ย่อยยากอยู่แล้ว ถ้าได้ดื่มน้ำด่างในช่วงกินอาหารพอดี จะไปทำให้ความเป็นกรดลดลง เนื้อสัตว์ย่อยได้น้อยลง เกิดการเน่าเสียในลำไส้ ยิ่งทำให้แบคทีเรียฉวยโอกาสเจริญได้ดีขึ้น เสี่ยงต่อมะเร็งมากขึ้น แล้วภาวะความเป็นด่างในเลือดสูง (Alkalosis) ก็เป็นอันตรายต่อร่างกายเช่นกัน อยากให้อาจารย์พูดถึงเรื่องนี้ด้วย ควรเอาข้อมูลที่ FDA หรือ WHO มาประกอบในบทความด้วยว่าได้รับการยอมรับมากน้อยเพียงใด ไม่อยากให้ ASTV จอดับครับ แต่ไม่เห็นด้วยเรื่องเครื่องทำน้ำด่างครับ เอาเงินไปซื้อผักกินให้ได้วันละ 5 สี กินวิตะมิน หรือสารสกัดจากธรรมชาติ สมุนไพร เพื่อเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ น่าจะคุ้มกว่าครับ
กิตติศักดิ์ (emerald41 สมาชิก)
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 29 +132 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ความจริง น้ำเลือดในร่างกายของมนุษย์จะไม่สมดุลอยู่ที่ pH 7.0 เลยทีเดียว น้ำเลือดของมนุาย์ที่มีสุขภาพดีที่สุด จะมีสภาพไปทางเป็นด่างเล็กน้อย pH จะอยู่ที่ 7.4 หากใครมีน้ำเลือดอยู่ที่ระดับนี้แล้ว ร่างกายก็จะไม่เป็นโรคใด ๆ ทั้งสิ้น

หากน้ำเลือดอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 7.0 เลือดก็มีสภาพเป็นกรด (ทางหยิน-ยาง ถือว่า ร่างกายร้อนหรือที่เรารู้จักกันว่า ร้อนใน) และหากร่างกายมี pH สูงเกิน 7.0 เลือดก็มีสภาพเป็นด่าง (ร่างกายก็เย็นเกินไป) คนจีนรู้มาแต่โบราณแล้วว่า ร่างกายหากไม่สมดุล ก็จะเกิดโรคขึ้นได้ ดังนั้น ร่างกายจึงไม่ควรร้อน(กรด)หรือเย็น(ด่าง)มากเกินไป
เรื่องความเป็นกรดด่างของน้ำเลือด ฝรั่งก็ศึกษาการรรักษาจากจีน แต่ฝรั่งชอบค้นคว้า จึงรู้ว่า ร้อน(เป็นกรด)และเย็น(เป็นด่าง)ในความหมายของคนจีน เมื่อแปรค่าวัดความเป็น pH ของน้ำเลือดแล้ว

คนที่ป่วย มักจะมี pH ต่ำกว่า 7.0 ทั้งสิ้น ยิ่งในคนป่วยที่เป็นโรคมะเร็งแล้ว น้ำเลือดจะมี pH ต่ำกว่า 7.0 มาก อาจเหลือ 3.0-4.0 เท่านั้น ถ้าหากสามารถปรับน้ำเลือดให้สูงกลับมาอยู่ที่ 7.0 ได้ โอกาสที่จะหายจากโรคมะเร็งก็มี นั่นคือแพทย์จะแนะนำให้หลีกเลี่ยง เลิกกินเนื้อสัตว์ เพราะโปรตีนและไขมันนั้นเป็น(กรดอะมิโน) อย่างที่ผู้เขียนได้ระบุไว้ เพียงแต่แพทย์ไม่ยอมอธิบายถึงเรื่องนี้ ถ้าอธิบายและเข้าใจได้ตามนี้ คนไข้ก็สามารถที่จะรู้ได้ด้วยตนเอง และเลือกอาหารประเภทที่เป็นด่างแทน ผมจะไม่อธิบายว่า อาหารไหนเป็นกรดและเป็นด่าง ท่านสามารถค้นคว้าหาจากที่อื่นได้มากมาย เอาเป็นว่า พวกพืชผักส่วนมากจะเป็นด่าง ยกเว้นแต่ผักที่มีรสเผ็ดร้อนอาจจะเป็นกรด

กลับมาที่น้ำอัดลมทุกชนิด ไม่ต้องไปทำวิจัยหรอก เพียงแต่ว่า ให้ อย. บังคับให้พิมพ์ที่ขวดหรือกล่องว่า เป็นน้ำกรดซัลฟิวริก(กรดกำมะถัน)ด้วย เพราะไปดูต้นฉบับภาษาอังกฤษ จะพิมพ์คำว่า Sulphuric Acid ทุกขวด/กล่อง แล้ว อย. ไทยทำให้มันหายไปจากส่วนประกอบของน้ำอัดลมได้อย่างไร?
นั่นเป็นสาเหตุให้คนไทยและเด็กไทย หลังรับประทานอาหารแล้ว ช่างกล้าหาญสาดน้ำกรดเข้าสู่กระเพาะด้วยความภูมิใจและกล้าหาญจริงๆ จนทำให้ร่างกายมีสภาพเป็นกรด (โรค)มากขึ้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านจะโทษใคร?
และเมื่อท่านรู้อย่างนี้แล้ว ท่านยังจะหลงกล้าสาดน้ำกรดเข้าสู่กระเพราะอยู่อีกต่อไปหรือไม?
น่าสยองจริง ๆ
ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เขียนได้เกือบดีแล้ว แต่มาสะดุดตรงที่ "น้ำอัดลมทุกชนิด...เป็นน้ำกรดซัลฟิวริก(กรดกำมะถัน)" นี่สิ จริงๆมันคือกรดคาบอริคไม่ใช่หรือ เพราะทำให้เป็นกรดด้วยการใส่กาซคาร์บอไดออกไซด์นะ ไม่ใช่ใส่กำมะถัน ซึ่งเป็นอันตรายกินไม่ได้
BJW
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เออ จริงแฮะ คุณ BJW
ช่วยกันแย้งดีครับแล้วครับ

โค้กซ่าเพราะคาร์บอนไดออกไซด์ ต้องเป็นคาร์บอนิก

ในโค้กไม่มีซัลเฟอร์หรือกำมะถัน ไม่งั้นเหลืองเชียว
เฮ่าหนาน
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ขอขอบคุณคุณ BJW ที่สนใจเข้ามร่วมสนทนาด้วย ที่คุณบอกว่าโค้กซ่าเพราะคาร์บอนไดออกไซด์ ต้องเป็นคาร์บอนิก นั้นถูกต้องนะครับ เพราะเป็น Carbonated Water
และที่ผมเขียนว่า เป็นน้ำกรดซัลฟิวริก(กรดกำมะถัน)และภาษาอังกฤษว่า Sulphuric Acid นั้นผมเผลอผิดพลาดจริง ความจริง เป็นกรด ฟอสฟอริก(Phosphoric acid) ครับ

ตามกระป๋องน้ำอัดลมที่เป็นภาษาอังกฤษ มีดังนี้
INGREDIENTS: CARBONATED WATER, HI FRUCTOSE CORN SYRUP AND/OR SUGAR, PHOSPHORIC ACID, ......

ก็ต้องกราบขอบคุณ คุณ BJW อีกครั้งที่ช่วยทักท้วงที่ช่วยทำให้ข้อมูลสมบูรณ์มากขึ้น ผู้อ่านไ้ด้ประโยชน์ครับ และกราบขออภัยท่านผู้อ่านทุกมา ณ ที่นี้ด้วย
ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
CORN SYRUP <<< นี่ก็ตัวอันตรายอีกตัวครับ
ช่วยเสริม
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ว่าจะช่วยแก้ไขให้ พออ่านเจอข้อมูล คุุณBJW เกือบถูกแล้วนะคร๊าบ แต่เป็นคาร์บอนิค ครับไม่ใช่คาร์บอริค
BJW เกือบถูกต้องนะคร๊าบ
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ใช้พื้นฐานเขียนได้น่าสนใจ ขาดความเป็นจริงอย่างเดียว บอกไว้เลยครับ ph 7.0 พบได้ในคนที่เสียชีวิตแล้วเท่านั้น
นักวิจัยโรคเลือด
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
PHOSPHORIC ACID คือกรดฟอสฟอรัส อัตรายมากครับ
ดำแดน
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
A weak, unstable acid present in solutions of carbon dioxide in water. It gives carbonated beverages their sharp taste. Chemical formula: H2CO3.
คาร์บอนิค แอซิด
 
ความคิดเห็นที่ 28 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ถ้าเราไม่รู้ เราจะกินผิดพลาดและเป็นโรคต่างๆตามมา เสียเงินเสียทอง เสียเวลา เสียสุขภาพ ส่งผลกระทบต่อครอบครัวของเรา และส่งผลเป็นลูกโซ่ไปยังสังคมที่ใหญ่ขึ้นไปอีกตามลำดับ
ขอบคุณจริงๆครับ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 27 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
พวกท่านยังดื่มน้ำดื่มบรรจุขวดอีกเหรอ ความจริง ph น้ำประปา บ้านเราประมาณ 7-8 ดูลำดับต้นๆ ph 7+ แสดงว่า น้ำที่ท่านดื่มก็แค่กรอง หรือผ่านกรรมวิธีอะไรก็แล้วแต่ ส่วนที่เป็นกรดอ่อนๆ ก็แปลกเป็นไปได้อย่างไร สงสัยเอาน้ำมาเก็บ น้ำไม่ไหลวน จนค่าออกซิเจนต่ำ แล้วค่อยผลิต

น้ำประปานี่ดื่มได้ถ้าเรามีวิธีกรอง ง่ายๆใส่ถังพัก 2-3วัน คลอลีนจะออกไป ที่ดีกว่าคือกรองผ่านถ่านคาร์บอน สุดท้ายผ่านกรองเซรามิค (เฉพาะน้ำที่จะดื่มเท่านั้น) แค่นี้ก็สะอาด บรรจุขวดเข้าตู้เย็น ครอบครัวกินมาเป็นสิบปี ไม่มีปํญหาเรื่องนิ่ว อาบน้ำก็ผิวดี ไม่แพ้น้ำ ถ่ายน้ำเลี้ยงปลาก็ได้ไม่ต้องพักน้ำ ปรุงอาหารก็ได้ไม่มีกลิ่นคลอรีน ไม่เปลืองแกสต้มน้ำ

แล้วเราจะจ่ายแพงไปทำไม
พูดอะไรออกไปเนี่ย
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
Chlorine is too much in Thailand's water even bottle water.
Khon Thai
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
คลอรีนฆ่าเชื้อโรค ถ้าเอาน้ำประปาทิ้งไว้จนคลอรีนระเหยหมดก็อาจทำให้เชื้อโรคเพาะตัวและเจริญเติบโตได้หรือเปล่าครับ
สงสัย
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
The city where I live the tap water doesn't smell chlorine. I do not have to boil and I can drink.

I have been drinking for almost 40 years. I am healthy.
Khon Thai
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
สมัยอยู่perthก็ดื่มน้ำประปาครับคุณภาพชีวิตคนที่นั่นเหมือนคนครับ
ไม่เหมือนประเทศด้อยพัฒนาบางประเทศที่ตอนนี้มันกำลังจะอนุมัติใช้ยาฆ่าแมลงที่ทั่วโลกเลิกใช้กันแล้ว
คุณภาพชีวิตที่นี่มันไม่มีราคาอะไรเลยถ้าเลือกเกิดไม่ได้ก็อยากจะขอเลือกที่ตายที่มันดีกว่าประเทศนี้สักหน่อย
อยากไปตายที่ประเทศอื่นบอกตามตรง
แก่นอก
 
ความคิดเห็นที่ 25 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อย. อยู่ไหน? อยากให้ออกมาแจงหน่อยว่า ถูกต้องตามหลักวิชาการหรือไม่ เพื่อความเข้าใจอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ และประชาชนจะได้มีความรู้ เพื่อวิเคราะห์และตัดสินใจด้วยตนเองได้
อย่าหวงวิชาการนำเพื่อผลประโยขน์หน่วยงานของ อย.
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 23 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เมื่อก่อนเราเคยบ่นแบบประชดว่า น้ำกับน้ำมัน ราคาพอๆ กัน ประมาณ 10 บาท
ที่เราบ่นเพราะอยากให้น้ำดื่มลดราคาลง ให้มีราคาที่ยุติธรรม
แต่อนิจจาประเทศไทย น้ำดื่มไม่ลดราคา แต่น้ำมันถีบตัวขึ้น 2 ลิตรร้อย
lol
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 18 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เป็นบทความการทดลองที่ดีมากครับ
เดย์
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 17 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
สรุปจากข้อมูลที่เห็นก็สรุปได้ว่าควรจะเลือกน้ำยี่ห้ออะไร ถ้าแบบนี้อาจต้องไปอุดหนุนพ่อเสี่ยกึ้งละสิครับ
เด็กผี
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 15 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ขอขอบพระคุณ ในความรู้อันทรงคุณค่าอย่างยิ่งครับ
Asia44
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 14 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ขอบคุณครับ
รักชาติ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 11 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
และขอกรุณาช่วยตรวจสอบกาแฟและเบียร์ด้วยครับ เพราะจะช่วยคนได้อีกเป็นจำนวนมาก
น่าสนใจ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 10 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ขอบคุณอาจารย์ค่ะ
ยายแว่น
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อยากจะขายเครื่องทำน้ำด่างของ astv ครับ
พ่อแกซื้อมาแล้วไม่รู้ว่าต้องใช้ระบบน้ำประปาพอดีที่บ้านประปายังใช้ไม่ได้เลยไม่รู้จะต่อกับอะไรครับ
พ่อแกนึกว่าเป็นระบบเติมน้ำ เครื่องยังไม่ได้ใช้อะไรเลยครับ อยุ่ในกล่องสภาพเดิมครับ พร้อมคู่มือ ครบทุกอย่าง
ใครสนใจโทรสอบถามได้ที่เบอร์ 087-5111482 ขายให้ราคาถูกกว่าเดิมหลายพัน จากที่ซื้อมาครับ
nasic_100@hotmail.com
 
ความคิดเห็นที่ 8 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ดีจังเลยค่ะ คนจะได้ระวังในการบริโภคอาหาร
มาม๊า
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 5 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ดื่มมิเนเร่
ฉวี
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
มิเนเร่ pH สูงก็จริงแต่ค่านการนำไฟฟ้าก็สูงด้วย
ฉะนั้นตัวเลือกที่ดีที่สุดคือ น้ำของเนสเล่ เพราะ Ph กำลังดี ค่ากานำไฟฟ้าก็ต่ำด้วย
ตามนั้น
 
ความคิดเห็นที่ 4 +21 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เยี่ยมครับ
ขอบคุณครับ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ขอบคุณคะ่ที่ทำเพื่อชาวไทยทุกคน
-ขอบคุรค่ะ ที่ทำเพื่อชาวไทยทุกคน
 
ความคิดเห็นที่ 3 +5 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
copy ส่งให้คนอื่นแล้วครับ

ขอบคุณครับ
EAK
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 2 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เยี่ยมครั
เสียบ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 1 +68 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เรื่องดีที่อยากให้บอกต่อ
แต่แปลกไม่มีใครมาออกความเห็นเท่าไหร่
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ก็เรื่องนี้มันเป็น fact และเป็นผลการวิจัยแล้ว และมันก็เป็นจริง เขาอาจจะอ่านแล้วรับทราบข้อมูล บางเรื่องอาจไม่จำเป็นต้องเม้นท์ก็ได้นี่
ข้อเท็จจริง ไม่ใช่เรื่องดารา
 
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Public Law | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2013