หน้าแรกผู้จัดการ Online | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์
 

ไทยลอกคราบเขมรหมดไส้ ทิ่มหมัดน็อกพิฆาตแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน
20 เมษายน 2556 08:00 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ไทยลอกคราบเขมรหมดไส้ ทิ่มหมัดน็อกพิฆาตแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน
นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์

ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ - หลังจากฝ่ายกัมพูชานำโดย “นายฮอร์ นัมฮง” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดฉากกล่าวหาไทยด้วยถ้อยแถลงทางวาจาต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลกเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2556 หัวใจคนไทยทั้งชาติก็หล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม แม้จะรู้ว่าข้อมูลเหล่านั้นเป็นเท็จและคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงก็ตาม
       
       กระทั่ง นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ นำทีมกฎหมายฝ่ายไทย ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงด้วยวาจาตอบโต้ข้อกล่าวหาของกัมพูชา หัวใจของคนไทยจึงกลับมาพองโตอีกครั้ง เพราะทีมกฎหมายฝ่ายไทยสามารถหาหลักฐานมาตอบโต้กัมพูชาได้เป็นอย่างดี
       
       ในการแถลงด้วยวาจาต่อศาลโลกของไทยเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2556 มีประเด็นสำคัญคือการแสดงให้เห็นว่าฝ่ายไทยปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลกในปี พ.ศ. 2505 ครบถ้วนกระบวนความ ฝ่ายกัมพูชาต่างหากที่โกหกปลิ้นปล้อน ปลอมเอกสาร เพื่อขอให้ศาลตีความคำพิพากษาเดิมโดยหวังใช้เป็นเส้นเขตแดนหวังฮุบพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ทั้งที่ศาลได้ปฏิเสธที่จะมีคำพิพากษาในประเด็นดังกล่าวไปเมื่อ 50 ปีที่แล้ว
       
       ทั้งนี้ ทีมกฎหมายฝ่ายไทยระบุชัดว่าข้อพิพาทเป็นผลมาจากการขึ้นทะเบียนมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียว พร้อมย้อนเกล็ดกลับไปอย่างเจ็บแสบว่า “สมเด็จกรมพระนโรดมสีหนุ” อดีตกษัตริย์กัมพูชา มาร่วมเฉลิมฉลองการมอบปราสาทโดยไม่ขัดข้องเรื่องรั้วลวดหนามที่ไทยจัดทำขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี 2505
       
       ที่สำคัญคือ ทีมกฎหมายไทยลากไส้ The annex 1 map ออกมาได้อย่างชัดเจน และย้ำให้ เห็นว่าศาลโลกไม่มีอำนาจรับตีความคดีนี้
       
       นายวีรชัย ชี้ให้ศาลเห็นว่า ข้อพิพาทปัจจุบันเกิดจากการเรียกร้องดินแดนใหม่ของกัมพูชา เพื่อยื่นเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว ดังนั้นจึงไม่เกี่ยวกับคดีเดิมซึ่งเกี่ยวกับอธิปไตยเหนือปราสาทซึ่งได้รับปฏิบัติแล้วทันทีภายหลังจากการมีคำพิพากษา โดยมติคณะรัฐมนตรีได้กำหนดขอบเขตบริเวณใกล้เคียงปราสาทโดยสร้างรั้วและป้าย และเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2505 ไทยก็ได้คืนปราสาทให้กัมพูชาพร้อมถอนกำลังทหารออกจากบริเวณนั้น กัมพูชาได้แสดงความพึงพอใจโดยหัวหน้าทางการทูตของกัมพูชาต่อหน้าที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ และประมุขของรัฐกัมพูชาที่เดินทางไปทำพิธีครอบครองปราสาทอย่างเป็นทางการ
       
       จนกระทั่งถึงช่วงปี 2543 กัมพูชามีการรุกล้ำเส้นมติคณะรัฐมนตรีเข้ามาในดินแดนไทย ทำ ให้เกิดการประท้วงอย่างหนักจากไทย และข้อพิพาทใหม่นี้ชัดเจนขึ้นในปี พ.ศ. 2550เมื่อกัมพูชาเสนอแผนผังเพื่อการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารฝ่ายเดียวต่อคณะกรรมการมรดกโลก ในการประชุมสมัยที่ 31ซึ่งดินแดนที่กัมพูชาอ้างล้ำเข้ามาในดินแดนไทยประมาณ4.6 ตารางกิโลเมตร
       
       นายวีรชัย กล่าวด้วยว่า พื้นที่พิพาทประมาณสี่ตารางกิโลเมตรครึ่งไม่ใช่ “บริเวณใกล้เคียง” ปราสาทตามนัยของวรรคปฏิบัติการที่ 2 ของคำพิพากษาเมื่อปี 2505 ทั้งนี้ ตรงข้ามกับสิ่งที่กัมพูชาอ้าง ผืนดินแดนไทยซึ่งกัมพูชาเรียกร้องตั้งแต่ปี 2550 ไม่ใช่และไม่อาจจะเป็นบริเวณใกล้เคียงปราสาทตามนัยของคำพิพากษาเมื่อปี 2505 เพราะในคำร้องในคดีเดิม กัมพูชามิได้เรียกร้องพื้นที่ขนาดนี้ และเรื่องเขตแดน ดังนั้น ศาลไม่สามารถตัดสินเกินคำร้อง และให้ในสิ่งที่กัมพูชาไม่ได้ขอ
       
       และแม้ในคำขอเพิ่มเติมของกัมพูชาในขณะนั้นเกี่ยวกับเส้นเขตแดนและสถานะทางกฎหมายของแผนที่ภาคผนวก 1 ซึ่งศาลไม่รับไว้พิจารณา ก็ไม่มีการระบุถึงพื้นที่ 4.6ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นสิ่งที่อธิบายความลำบากของกัมพูชาที่จะพิสูจน์ความมีอยู่ของพื้นที่พิพาทดั้งเดิม โดยทำได้อย่างมากก็ปลอมแปลงเอกสารจดหมายเหตุและโต้แย้งด้วยเส้นจากภาคผนวก 49 ของคำให้การแก้ฟ้องของไทยเมื่อปี 2504 ที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด
       
       นายวีรชัยกล่าวว่า แม้ว่า กัมพูชาจะเน้นเรื่องการเคารพต่อศาล กัมพูชาก็ได้ดำเนินการที่ไม่เหมาะสมทางคดีเพื่อที่จะทำให้ศาลเข้าใจผิดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงต่างๆ อาทิ การเสนอหลักฐานเดียวที่พิสูจน์พื้นที่ที่อ้างว่าเป็นพื้นที่พิพาทเดิมประมาณสี่ตารางกิโลเมตรครึ่ง กล่าวคือร่างแผนที่ ซึ่งหนึ่งในการปรากฏร่างปรากฏอยู่ในหน้าก่อนหน้า 77 ของคำตอบแก้ของกัมพูชา ซึ่งเป็นการปลอมแปลงแผนที่ฉบับที่ 3 และ 4 ของภาคผนวก 49 ของคำให้การแก้ฟ้องของไทยที่นำมาซ้อนกันในทางที่ผิดวัตถุประสงค์ และยังได้แถลงอย่างผิดๆ เกี่ยวกับหลักฐานอื่นๆ รวมทั้งแผนที่ภาคผนวก 1 ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเป็นแผนที่ที่แนบคำขอแรกเริ่มของกัมพูชา แต่กลับถูกนำไปอ้างในเว็บไซต์ของสถานเอกอัครราชทูตกัมพูชา ณ กรุงปารีส ว่าเป็นแผนที่ที่ได้รับการรับรองจากศาลยุติธรรมระหว่างประเทศว่าเป็นภาคผนวก 1 ของคำพิพากษาฯ
       
       นอกจากนี้ ยังเสนอแผนที่ภาคผนวก 1 ต่อศาลคนละฉบับกับที่ได้เสนอในคำขอแรกเริ่ม ซึ่งแน่นอนว่าต่างแสดงปราสาทอยู่ในฝั่งกัมพูชา แต่เส้นเขตแดนที่แสดงในแผนที่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งกัมพูชาขอให้ศาลพิจารณาเส้นเขตแดนของแผนที่ภาคผนวก 1 แต่ว่าพูดถึงแผนที่ฉบับไหน เส้นไหน
       
       ซ้ำร้ายหนังสือข้อมูลที่ประชาชนไทยควรทราบเกี่ยวกับกรณีปราสาทพระวิหาร และการ เจรจาเขตแดนไทย- กัมพูชา ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศของไทยตีพิมพ์ เพื่อพยายามจะหาหลักฐานมาสนับสนุนข้อพิพาท4.6 ตารางกิโลเมตร ซึ่งระบุถึงพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทใหม่ โดยดำเนินการแปลอย่างไม่ถูกต้องและเลือกที่จะอ้างถึงวรรคที่ไม่ปะติดปะต่อกัน ซึ่งไทยได้เสนอคำแปลที่ถูกต้อง และแสดงให้เห็นว่ากัมพูชาได้ดำเนินการที่ไม่เหมาะสมซึ่งอาจทำให้ศาลเข้าใจผิดได้อย่างไร
       
       จากนั้นทนายความฝ่ายไทย โดย น.ส.อลินา มิรอง ได้แถลงตอกย้ำถึงความผิดปกติของ แผนที่ อัตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน หรือแผนที่แนบท้ายภาคผนวกที่ 1 ที่ฝ่ายกัมพูชาได้นำเสนอต่อคณะผู้พิพากษา ว่าในคำร้องฝ่ายกัมพูชาได้ใช้แผนที่มาอ้างอิงหลายฉบับ โดยนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านแผนที่ได้ให้ความเห็นไว้ว่า แผนที่ที่กัมพูชานำมาอ้างอิงนั้น ในทางสากลไม่สามารถนำมาปฏิบัติใช้ได้จริง เพราะมีความผิดพลาดทางภูมิประเทศ
       
       ส่วนกรณีที่ฝ่ายกัมพูชา ระบุหลายครั้งว่า ศาลโลกได้รับรองแผนที่ตามภาคผนวกที่ 1 ตามคำพิพากษาปี 2505 เมื่อทีมต่อสู้คดีนี้ของไทยไปค้นดูคำพิพากษาที่มีความยาวกว่า 1,500 หน้า ไม่ปรากฏการบันทึกใดที่เป็นการรับรองแผนที่ฉบับดังกล่าว อีกทั้งไม่ปรากฏว่าในการพิพากษาในปี 2505 ศาลโลกได้ใช้แผนที่ฉบับใดมาเป็นหลักในการพิจารณา
       
       ถ้านำแผนที่เก่าของกัมพูชามาวางไว้แผนที่ปัจจุบัน จะพบว่าไม่มีความแม่นยำ แต่ไม่ทราบว่ามีการนำแผนที่มาสับเปลี่ยนกันหรือไม่ ทั้งนี้ ต้องขอชื่นชมกัมพูชา หากเราจะตัดสินจากความละอายของกัมพูชาที่ไม่มีการโต้แย้งในเรื่องนี้ สิ่งที่ทนายฝ่ายกัมพูชาให้ถ้อยแถลงต่อคณะผู้พิพากษาเมื่อวันที่ 15 เม.ย. ระบุว่า แผนที่ที่ได้นำเสนอนั้นเป็นการขีดเส้นตัดกันระหว่างแผนที่ในภาคผนวก 1 และแนวเส้นสันปันน้ำ ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากการถ่ายทอดแผนที่ในอดีตมายังแผนที่ปัจจุบันมีความยาก เพราะต้องใช้วิธีทางคณิตศาสตร์
       
       และหากนำแผนที่ตามถ้อยแถลงของทนายฝ่ายกัมพูชามาอ้างอิง จะพบว่าส่วนที่ตัดกันนั้นอยู่ห่างจากตัวปราสาทมากถึง 6.8 กม. และที่สำคัญ ผู้เชี่ยวชาญหน่วยวิจัยเขตแดนระหว่างประเทศ ระบุว่า วิธีการของกัมพูชาจะทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนของแผนที่มากถึง 500 เมตร ในทางตอนเหนือของปราสาทพระวิหาร ดังนั้น เห็นชัดว่ากัมพูชาไม่สนใจในความถูกต้องของภูมิประเทศรอบปราสาท รวมถึงภูมะเขือ และเทือกเขาพนมดงรัก ทั้งที่เป็นพื้นที่ที่สำคัญ และไม่สามารถพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ภายในเวลา 50 ปี
       
       น.ส.อลินา กล่าวต่อว่า สำหรับพื้นที่ 4.6 ตร.กม.ทางกัมพูชาไม่มีแผนที่ที่สามารถพิสูจน์พื้นที่ได้แน่นอน แม้จะอ้างว่าปราสาทพระวิหารนั้นจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรกดกโลกแล้ว เพราะตามแผนที่ที่ศาลโลกใช้ประกอบการตัดสินคดีเมื่อปี 2505 แต่ข้อเท็จจริงยูเนสโก ได้ใช้แผนที่ของปี 2011 ส่วนหลักฐานเกี่ยวกับพื้นที่ 4.6 ตร.กม. เป็นสิ่งที่น่าประหลาดว่ากัมพูชาได้ยื่นเพิ่มเติมหลังจากจบการนำเสนอ
       
       ทนายฝ่ายไทยกล่าวอีกว่า กัมพูชาได้อ้างอิงในสนธิสัญญาปี 1904 ว่าได้ให้อำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา แต่สนธิสัญญาดังกล่าวไม่ได้พูดถึงตัวปราสาทพระวิหาร ระบุเพียงแค่เขตแดนในแผนที่ฉบับอื่นๆ เช่น แผนที่ในปี 1937 ที่แสดงให้เห็นว่าตัวปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตของกัมพูชา แต่ไม่สามารถใช้กำหนดเขตแดนได้ เพราะไม่ชัดเจนในแง่ภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศ, แผนที่ปี 1947 ที่ประเทศไทยได้เสนอต่อคณะกรรมการประนอมระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส มีลักษณะคล้ายกับแผนที่ภาคผนวก 1 คือแสดงให้เห็นว่าปราสาทพระวิหารอยู่ทางตอนใต้ของเส้นเขตแดน แต่ส่วนอื่นๆ ไม่สามารถพิสูจน์ได้ ดังนั้น ทำให้คณะพิพากษาปี 1962 ไม่ได้ให้คุณค่าที่จะใช้พิสูจน์เขตอธิปไตย
       
       “ประเด็นที่กัมพูชาขอให้ศาลวินิจฉัยว่าแผนที่ภาคผนวก 1 เป็นเส้นเขตแดนหรือไม่ ทั้งที่ไม่มีความชัดเจน แสดงให้เห็นว่า ฝ่ายกัมพูชาต้องการให้ศาลเห็นชอบให้ใช้เส้นตามแผนที่ภาคผนวก 1 เป็นเส้นเขตแดน และหากพิจารณาตามแผนที่ 85D เท่ากับกัมพูชามีความต้องการขยายอาณาเขตเดิม มาในพื้นที่ 4.6 ตร.กม.ด้วย” น.ส.อลินา กล่าวสรุป
       
       โดนัล เอ็ม แมคเรย์ ทนายความฝ่ายไทย กล่าวว่า กัมพูชาพยายามขอให้ศาลตัดสินในสิ่งที่ศาลเคยปฏิเสธ เป็นการขอให้ศาลยืนยันสมมติฐานที่ว่าเขตแดนเป็นไปตามเส้นบนแผนที่ภาคผนวก 1 มาตราส่วน 1:200,000 และหากกัมพูชาตั้งคำถามตรงๆ ก็จะได้คำตอบว่า ศาลในปี 2505 ปฏิเสธคำขอกัมพูชา และศาลในวันนี้ควรจะปฏิเสธที่จะตัดสินเช่นกัน
       
       อแลง แปลเล่ต์ กล่าวว่า คำพิพากษาของศาลโลกเมื่อปี 2505 เห็นได้ชัดว่า ศาลจงใจไม่พูดถึงเรื่องเส้นเขตแดน โดยต่อมาในปี 2543 ไทยและกัมพูชาได้ลงนามในเอ็มโอยูเพื่อเป็นกรอบการจัดทำหลักเขตแดน ไม่มีส่วนใดที่ระบุถึงคำพิพากษาปี 2505 ตามที่กัมพูชาอ้าง การนิ่งเฉยของทั้งสองฝ่าย คือ ไทยและกัมพูชา สะท้อนให้เห็นว่ามาจากการเห็นตรงกันแล้วถึงคำพิพากษาปี 2505 ตลอดจนการดำเนินการใดๆ ของไทย อาทิ การติดตั้งประตูทางเข้าออกสู่ปราสาท ห่างไปจากตอนเหนือของปราสาทราว 100 เมตร กัมพูชาก็ไม่เคยทักท้วงหรือต่อต้าน ดังนั้นถือว่ากัมพูชายอมรับแล้ว
       
       อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งก็คือ การที่ “นายอับดุลคาวิ อะห์เม็ด ยูซูฟ” หนึ่งในคณะผู้พิพากษาศาลโลก ขอให้ไทยและกัมพูชากำหนดพิกัดทางภูมิศาสตร์ หรือชี้แผนที่บริเวณที่เป็นดินแดนที่แต่ละฝ่ายคิดว่าเป็นบริเวณของปราสาทพระวิหาร (Vicinity) ในช่วงท้ายหลังจากที่ฝ่ายไทยจบคำแถลงด้วยวาจา ซึ่งถือเป็นคำถามสำคัญยิ่ง
       
       นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา วิเคราะห์ว่า ไทยได้โต้แย้งคำให้การของกัมพูชา จนสามารถฉีกแผนที่ภาคผนวก 1 (Annex I) ซึ่งกัมพูชาใช้เป็นข้ออ้างได้เป็นชิ้นๆ ทำให้โอกาสที่ศาลจะตัดสินให้เป็นไปตามความต้องการของกัมพูชามีน้อย ประกอบกับศาลไม่น่าที่จะกล้าเสี่ยงวินิจฉัยเกินเลยขอบเขตคำพิพากษาเดิม ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ศาลจะกำหนดพิกัดขึ้นมาเอง เพื่อให้เป็นเขตของตัวปราสาท เหมือนที่ศาลเคยกำหนดเขตในคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว
       
       อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีพิกัด Vicinity นั้น ทำให้คาดการณ์ได้ว่าศาลอาจจะกำหนด Vicinity ของปราสาทขึ้นมาเอง แม้ไม่ใช่จากเส้นตาม annex 1 map แต่ก็น่าจะไม่ใช่เส้นตามมติ ครม. 10 กรกฎาคม 2505 คำถามคือคนไทยส่วนใหญ่จะยอมให้รัฐบาลปฏิบัติตามหรือไม่ ??
       
       ถึงตรงนี้ ถึงที่สุดแล้ว แม้ว่าฝ่ายไทยจะสามารถลากไส้ ทำลายความน่าเชื่อถือของกัมพูชากลางศาลโลก แต่ไม่แน่ว่า “กรรมการ” จะกดคะแนนให้หรือไม่ เพราะเรื่องเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วอย่างกรณีอย่างนักมวยไทยชื่อดังขวัญใจชาวไทย “แก้ว พงษ์ประยูร” ที่ถูกปล้นเหรียญทองโอลิมปิกชนิดที่ว่าชกเข้าเป้ามากกว่าคู่แข่งขันอย่างเห็นได้ชัดแต่กลับเป็นฝ่ายแพ้คะแนนในที่สุด
       
       

ข่าวล่าสุด ในหมวด
60 พรรษา สมเด็จพระเทพฯ เจ้าฟ้าของคนเดินดิน
รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ “การที่ ปตท. ฟ้องร้องนั้น เป็นการทำเพื่อปิดปากเรา”
หอมกลิ่นชาวดอย วันนั้น ทั้งชีวิตเราดูแล วันนี้ “น้ำท่วมผมไม่ใช่เทวดา” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร
เศรษฐกิจถดถอย จ่อคอหอย “บิ๊กตู่” ระวังเดี้ยงก่อนเวลา
รู้ยัง!พม่าล้ำหน้าไทย เซ็นต่างชาติ ร่วมแบ่งปันผลผลิตปิโตรเลียม
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 32 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2015