หน้าแรกผู้จัดการ Online | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์
 

“สมีคำ” หมาจนตรอก งัด “น้องชาย-ทนายฮอลลีวูด” มั่วสู้ “คดีฉ้อโกง-เสพเมถุน”

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 27 กรกฎาคม 2556 05:59 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
“สมีคำ” หมาจนตรอก งัด “น้องชาย-ทนายฮอลลีวูด” มั่วสู้ “คดีฉ้อโกง-เสพเมถุน”
นายสุริ สุขผล น้องชายสมีคำที่นายสุขุม วงประสิทธิ ศิษย์เอกนำตัวมาออกรับผิดแทนพี่ชาย

“สมีคำ” หมาจนตรอก งัด “น้องชาย-ทนายฮอลลีวูด” มั่วสู้ “คดีฉ้อโกง-เสพเมถุน”
ภาพอดีตสมีขณะนอนเคียงข้างหญิงสาวที่ถูกโลกสังคมออนไลน์จับผิดว่า เป็นคนละคนกับนายสุริ สุขผล

“สมีคำ” หมาจนตรอก งัด “น้องชาย-ทนายฮอลลีวูด” มั่วสู้ “คดีฉ้อโกง-เสพเมถุน”
เสี่ยกัง นายศุภราช วิริยพันธ์ เจ้าของร้านแสงเจริญซาวด์แอนด์เทเลคอม ร้านประดับยนต์ชื่อดังในจังหวัดอุบลราชธานี

ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์-ยังคงไม่สิ้นอิทธิฤทธิ์สำหรับ “สมีคำ” นายวิรพล สุขผล” หรืออดีตหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ผู้ร่ำรวยเงินทองและทรัพย์ฤศงคารอันได้มาจากการต้มตุ๋น หลอกลวงประชาชนแม้จะถูกยึดทรัพย์และดำเนินคดีจนต้องระเหเร่ร่อนเป็นสัมภเวสีอยู่ในต่างประเทศ
       
       อวิชชาล่าสุดที่เครือข่ายสมีคำโฮลดิ้งดิ้นรนเพื่อต่อสู้คดีดำเนินการผ่าน “ศิษย์รัก” จากมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก “ดอกเตอร์สุขุม วงประสิทธิ” และ “เริงศักดิ์ กำธร” ก็คือการว่าจ้าง “ทีมทนายความ” มาแก้ต่างความผิดของตนเอง แถมยังคุยโวโอ้อวดด้วยว่า หนึ่งในทีมทนายนั้นเป็นทนายความระดับฮอลลีวูดกันเลยทีเดียว
       
       ขณะเดียวกันก็เปิดตัว “น้องชาย” เพื่อลบข้อกล่าวหาหนักที่ศาลอาญาอนุมัติหมายจับในคดีใหญ่ชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ที่มีโทษติดคุกติดตะรางตั้งแต่ 4-20 ปี ซึ่งสังคมมีข้อสงสัยอย่างหนักว่า ทำไมศิษย์รักอย่างนายสุขุมถึงเพิ่งตื่นหรือเพิ่งคิดจะนำตัวน้องชายสมีคำมายืนยันความบริสุทธิ์ของผู้เป็นพี่ชายทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ข้อหานี้ถือเป็นประเด็นแรกๆ ที่สมีคำถูกตีแผ่ความฉาวโฉ่เลยก็ว่าได้
       
       สำหรับประเด็นเรื่องการว่าจ้างทีมทนายนั้น นายสุขุมเปิดเผยว่า ได้รวบรวมทนายฝีมือดีเป็นที่รู้จักของสังคมประมาณ 6 คนประกอบด้วย นายเสวก ทินกุล อดีต สสร.จังหวัดนครพนม นายสันติพงษ์ นิมิตดี นายสมพงษ์ โรหิตาภิรมย์ พ.ต.ต.สมพัฒน์ โรหิตาภิรมย์และ พ.ท.จักรกฤษณ์ เส็งชา และที่สำคัญคือนายเลน เชลเมน ทนายความชื่อดังของฮอลลีวูดที่มีผลงานสร้างชื่อเสียงมากมายก็จะมาร่วมเป็นทนายความโดยพุ่งเป้าไปที่เรื่องการเพิกถอนพาสปอร์ตและการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
       
       ตรงนี้ ชัดเจนว่า มีความเป็นไปได้สูงที่สมีคำจำต้องเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อมาสู้คดีเพราะผลพวงของการถูกเพิกถอนหนังสือเดินทางจากกรมการกงศุล กระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งหมายจับจากกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ถูกส่งผ่านไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อเพิกถอนวีซ่าและส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย เนื่องจากทำให้การใช้ชีวิตเป็นสัมภเวสีอยู่ในต่างประเทศยากลำบากมากยิ่งขึ้น
       
       นอกจากนี้ การที่สมีคำถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ป.ป.ง.) มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สมีคำกับพวกเพิ่มเติม 60 รายการ รวมมูลค่าประมาณ 60 ล้านบาทหลังจากที่กองปราบปรามได้อายัดไปก่อนหน้านี้ก็ยิ่งทำให้สมีคำมีเงินทองจับจ่ายใช้สอยในต่างประเทศไม่คล่องมือเหมือนที่ผ่านมา
       
       ที่น่าตลกก็คือ ทีมทนายของนายสุขุมก็ทำท่าว่าจะมีสภาพไม่ต่างจากสมีคำ โดยนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบกับสภาทนายความ พบว่า ทีมทนายความทั้ง 6 คนที่ ลูกศิษย์เณรคำกล่าวอ้างนั้น มีเพียง 1 คนเท่านั้นที่เป็นทนายความ
       
       งานนี้ เรียกว่า ฮากันไม่หวาดไม่ไหวเลยทีเดียว
       
       ส่วนประเด็นเรื่องการชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี สมีคำแก้เกมด้วยการให้นายสุขุมเปิดตัว “นายสุริ สุขผล” อายุ 31ปี น้องชายของสมีคำออกมาแถลงข่าวเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา โดยนายสุริยืนยันว่า คนที่นอนในรูปกับผู้หญิงเป็นรูปของตนเองและผู้หญิงที่ออกมาอ้างตัวเป็นภรรยาพี่ชายคือคนที่อยู่ในรูปดังกล่าว นั้นความจริงแล้วคือภรรยาและลูกของตนเอง ดังนั้น จึงพร้อมให้ตรวจ DNA เพื่อยืนยันความจริง
       
       “ผมเป็นบุตรคนที่ 5 และเป็นน้องชายหลวงปู่เณรคำ หลังจากที่หลวงปู่บวชได้ 3-4 ปี ผมก็ได้บวชตามและคนมักทักว่าหน้าตาเหมือนหลวงปู่ ในขณะที่บวชผมเคยทำความผิดโดยหนีเที่ยวผู้หญิงทั้งที่ขายบริการและเที่ยวกับผู้หญิงที่เป็นแฟนกันตามประสาวัยรุ่น ผมเองได้มีความสัมพันธ์กับผู้หญิงเหล่านั้นหลายคน ที่มาของรูปที่เป็นข่าว ยืนยันว่าเป็นรูปของตนเอง เหตุเกิดเพราะความเมาและมีคนแอบถ่ายไว้เพื่อแบล็กเมล์ ภาพดังกล่าวเป็นภาพสมัยที่บวชอยู่ที่ศรีสะเกษเป็นภาพถ่ายในรีสอร์ตแห่งหนึ่ง”นายสุริให้การ
       
       คำถามที่เกิดขึ้นจากกรณีที่มีการเปิดตัวนายสุริมีอยู่ว่า ในความเป็นจริง ข้อกล่าวหาในเรื่องนี้เกิดขึ้นและดำรงอยู่มานานนับเดือน แต่ทำไมเครือข่ายสมีคำโฮลดิ้งถึงเพิ่งเปิดตัวออกมาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพราะถ้านำน้องชายออกมาและให้ตรวจ DNA ตั้งแต่ต้นและผลเป็นไปตามที่กล่าวอ้าง ทุกอย่างก็จะจบและไม่สามารถทำอะไรสมีคำได้ ซึ่งประเด็นนี้นายสุริตอบว่า เหตุที่ไม่ออกมาแสดงตัวทันทีหลังจากที่เกิดเป็นข่าว เพราะมีครอบครัว จึงกลัวว่าเรื่องนี้จะกระทบต่อครอบครัว อย่างไรก็ตาม พร้อมให้มีการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ
       
       แต่ที่ฮาไม่หวาดไม่ไหวอยู่ตรงที่ก่อนหน้านี้ นายสุขุมเองมิใช่หรือที่บอกว่าเป็นภาพดังกล่าวเป็นภาพตัดต่อ แต่เมื่อมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าไม่ใช่การตัดต่อ ถึงค่อยแก้เกมเป็นการนำน้องชายมาเปิดตัวแทน
       
       ที่สำคัญคือ ไม่ว่าสมีคำโฮลดิ้งจะอ้างอย่างไร แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ทำให้ดีเอสไอหวั่นไหวแต่ประการใด โดย พ.ต.อ.พงษ์อินทร์ อินทรขาว ผบ.สำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ มั่นใจว่า มิได้เป็นไปตามที่ลูกศิษย์และน้องชายสมีคำแก้เกม พร้อมระบุด้วยว่า พ่อของหญิงสาวที่มีความสัมพันธ์กับสมีคำยืนยันว่า บุตรสาวมีความสัมพันธ์กับสมีคำ ไม่ใช่น้องชายพระตามที่ลูกศิษย์ยกมาเป็นประเด็นโต้แย้ง
       
       ทั้งนี้ กรณีนายสุริน้องชายของสมีคำที่ออกมายอมรับแทนพี่นั้น ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในโลกสังคมออนไลน์ โดยในเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ชาวเน็ตได้ออกมาแสดงความคิดเห็นด้วยการตั้งกระทู้ใช้ชื่อประเด็นว่า “จับผิดภาพเณรคำนอนกับสีกา” ถูกตั้งโดย “สุภาพบุรุษตัดต่อ” ซึ่งมีคนเข้ามาแสดงกันอย่างล้มหลาม และหนึ่งในนั้นมีชาวเน็ตที่ใช้ชื่ออ้างอิงว่า gamem13 ได้โพสต์ภาพชายที่นอนกับหญิงสาวเทียบกับเณรคำ ซึ่งภาพดังกล่าวได้มีการจับภาพใบหูที่มีลักษณะเหมือนกัน ตำแหน่งไฝเดียวกัน ลักษณะจมูกมีรูปทรงเหมือน หลังจากนั้นได้มีการนำภาพของ นายสุริ น้องเณรคำ มาเทียบกับบุคคลในภาพที่นอนกับหญิงสาว ปรากฏว่ามีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นโดยบอกว่า ใบหูไม่เหมือนกัน ตำแหน่งไฝไม่มี โดยใบหูของน้องชายเณรคำนั้นมีลักษณะยาวกว่าในภาพที่มีลักษณะงุ้มเข้า เข้าข่ายคล้ายกับของ เณรคำ มากกว่า
       
       ขณะที่เว็บไซต์แมเนเจอร์ออนไลน์(www.manager.co.th) ที่มีคนจับผิดเอาไว้เช่นกัน อาทิ ความคิดเห็นเห็นที่ 230 ที่ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า “แล้วไฝข้างซ้ายมันหายไปไหน” หรือความเห็นที่ 285 ที่บอกว่า “สุขุม ไหนบอกว่าตัดต่อไง แล้วตอนนี้ บอกว่าน้องมันทำ” เช่นเดียวกับความเห็นที่ 276 ที่บอกว่า “ทีแรกก็ว่าภาพตัดต่อ แต่พอพิสูจน์ว่าเป็นภาพจริง .. ก็เอาน้องมาโกนหัวโกนคิ้วรับสมอ้างถ้าตรวจดีเอ็นเอแล้วผลออกมาว่าน้องมันมีสายพันธุ์ใกล้ชิดกับเด็ก แต่ไม่ใช่พ่อของเด็ก.. มันจะแถยังไงต่ออีก”
       
       ขณะที่นายสุริแถในวันที่นายสุขุมพาไปร้องขอความเป็นธรรมที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อถูกถามว่าทำไมคนในภาพนี้มีจุดแต้มดำบนใบหน้า แต่ใบหน้าของนายสุริมีความเกลี้ยงเกลา ไม่มีรอยดำใดๆ ด้วยคำตอบว่า “เป็นสิว รอยสิวครับ”
       
       งานนี้ ทำท่าว่า นอกจากจะช่วยพี่ไม่ได้แล้ว นายสุริผู้เป็นน้องชายอาจจะต้องติดคุกติดตะรางไปพร้อมๆ กันด้วยในข้อหาให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานสอบสวน ซึ่งแนวโน้มก็เป็นไปในทิศทางนั้นเมื่อ “พ.อ.ชัชนันท์ เมธีธรรมาภรณ์” รอง ผบ.สำนักคดีความมั่นคง ดีเอสไอ ระบุชัดเจนว่า จากการตรวจสอบรูปภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่า มี 6 จุดที่ยืนยันได้ว่ารูปนายวิรพลนอนกับหญิงสาวเป็นภาพที่ตรงกับเณรคำจริง คือ รูปคาง ใบหู จมูก และไฝ ซึ่งไม่ตรงกับน้องนายวิรพลเลย โดยหลังจากนี้หากพิสูจน์ได้ว่าน้องขายของนายวิรพล ให้การเท็จก็จะโดนดำเนินคดีด้วย ซึ่งจะมีการออกหมายเรียกพ่อ แม่ และน้องชายของอดีตเณรคำ หรือนายวิรพล สุขผล เพื่อตรวจดีเอ็นเอต่อไป
       
       นอกจากนี้ จากการลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี พ.อ.ชัชนันท์ ยังเปิดเผยด้วยว่า พบพยานที่ใกล้ชิดนายวิรพล ยืนยันได้ว่า น้องเอซึ่งมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับเณรคำจนมีลูกด้วยกัน เป็นเรื่องจริงเพราะพยานเป็นผู้ส่งเสียเลี้ยงดู ส่วนน้องบี ที่นายวิรพลสร้างบ้านให้ 2 ล้านบาท ก็เป็นเรื่องจริงเพราะพยานเคยได้เข้าไปยังบ้านดังกล่าว
       
       เช่นเดียวกับ “นางสาว ญ.”(นามสมมติ) ที่ออกมาเปิดเผยว่าเป็นเมียของสมีคำซึ่งยืนยันว่า ไม่เคยรู้จักนายสุริ รวมทั้งไม่เคยมีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัว และไม่เคยมีความสัมพันธ์อะไรกันเลย ดังนั้น จึงได้ปรึกษาทนายความเพื่อให้ดำเนินการฟ้องร้องนายสุริแล้วในฐานะที่ทำให้ได้รับความเสียหายมาก
       
       “หลวงปู่เณรคำไม่เป็นลูกผู้ชายพอที่ให้น้องชายออกมารับแทน หากเป็นลูกผู้ชาย เขาจะต้องออกมารับในจุดนี้”เมียสมีคำประกาศกร้าว
       
       นอกจากนั้น กรณี “เสี่ยกัง” หรือนายศุภราช วิริยพันธ์ เจ้าของร้านแสงเจริญซาวด์แอนด์เทเลคอม ร้านประดับยนต์ชื่อดังในจังหวัดอุบลราชธานีที่ถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ป.ป.ง) อายัดทรัพย์หลังจากพบว่าทำธุรกรรมร่วมกับสมีคำมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท หรือพูดง่ายๆ ว่า อาจเป็นหนึ่งในเครือข่ายสมีคำโฮลดิ้ง ก็ดูเหมือนจะมิได้ให้การที่เป็นคุณกับสมีคำแต่ประการใด แถมเสี่ยกังยังแก้เกมด้วยการเข้าแจ้งความดำเนินคดีสมีคำต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษในข้อหาฉ้อโกง พร้อมยืนยันว่า ตนเองก็คือผู้เสียหาย ซึ่งนั่นเท่ากับว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ดีเอสไอจะกันไว้เป็นพยานเพราะคาดว่าน่าจะทำให้ได้ข้อมูลเบื้องลึกอันเป็นที่มาที่ไปของรถยนต์จำนวนมากที่อยู่ในครอบครองของสมีคำได้
       
       “เริ่มรู้จักกับนายวิรพลเมื่อประมาณปี 2549 โดยนายวิรพลนำรถตู้ยี่ห้อโตโยต้าประกอบนอกจำรึ่นไม่ได้มาให้ติดตั้งเครื่องเสียงที่ร้าน หลังจากนั้นก็มีการติดต่อกั้นมาโดยตลอด เพราะถือเป็นลูกค้ารายใหญ่ซึ่งมาสั่งให้จัดหารถยนต์ทั้งใหม่และมือสองมอบให้บุคคลต่างๆ โดยนายวิรพลจะจ่ายเงินค่ารถ ค่าเครื่องเสียง ค่าประดับยนต์แบบผ่อนเป็นงวดๆ ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่มีปัญหาติดขัดทางการเงิน กระทั่งเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2555 นายวิรพลมาขอยืมเงินจำนวน 5,040,000 บาท เพื่อจ่ายเป็นค่างวดรถเบนซ์ที่บริษัทจำหน่ายรถกำลังให้ทนายยื่นฟ้อง ด้วยความเชื่อถือจึงออกเช็คสั่งจ่ายให้ไปจำนวน 10 ฉบับ หลังจากนั้นวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2556 นายวิรพลได้มาขอยืมเงินอีก 4,000,000 บาท โดยบอกจะนำเงินไปซื้อพลอยและมรกตมาประดับองค์พระแก้วมรกตจำลอง และให้ดอกเบี้ยร้อยละ 2 บาทต่อเดือน นัดชำระคืนภายในต้นเดือนมีนาคม”
       
       “นอกจากนี้ยังชวนให้เป็นเจ้าภาพสร้างอาคารครอบพระแก้วมรกต จึงบริจาคเงินช่วยค่าทำเสาตัวอาคารไป 350,000 บาท หลังจากนั้นนายวิรพลไม่เคยติดต่อมาเลย จนถึงเดือนมีนาคมพยายามติดต่อทวงถามเงินที่ยืมไปทั้งหมด ก็อ้างว่ายังต้องใช้จ่ายเงินซื้อพลอยมรกตมาติดองค์พระ จึงยังไม่มีเงินสดอยู่ในมือ เมื่อผมทวงถามหนักเข้าวันที่ 7 มีนาคม นายวิรพลได้โอนเงินมาให้จำนวน 291,000 บาท หลังจากนั้นก็ไม่เคยชำระเงินให้เลย จึงเริ่มรู้ตัวว่าถูกหลอก ได้ไปสั่งอายัดเช็คที่สั่งจ่ายเป็นค่างวดรถให้บริษัทรถเบนซ์ที่เหลืออยู่อีก 3 ใบวกระทั่งเกิดเรื่อง จึงรวบรวมหลักฐานการซื้อขายรถระหว่างผมกับนายวิรพลไปมอบให้ดีเอสไอ”เสี่ยกังยืนยัน
       
       ขณะที่ลูกศิษย์สมีคำคือนายสุขุมก็แก้เกมกลับด้วยการนำตัวนายวิจารณ์ สมเทพ อายุ 47 ปี, นายชาญณรงค์ สมเทพ อายุ 49 ปีเข้าพบ พ.ต.ท.ก้องภพ มาสืบชาติ พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ กก.3 บก.ป.เพื่อแจ้งความดำเนินคดีต่อนายศุภราช ซึ่งเป็นผู้จัดหารถยนต์ให้กับนายวิรพล หรืออดีตหลวงปู่เณรคำ ในข้อหายักยอกทรัพย์ โดยทำหนังสือร้องทุกข์มอบให้พนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาดำเนินคดี
       
       “เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายศุภราชได้โทรศัพท์มาหานายวิจารณ์ โดยบอกให้ส่งสำเนาบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านไปให้ เพื่อจะทำเอกสารซื้อขายรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ทะเบียน กค 300 อุบลราชธานี ซึ่งเป็นรถนำเข้าที่ญาติพี่น้องของนายวิจารณ์ ได้จ่ายเงินซื้อรถคันดังกล่าวไปครบแล้วเป็นเงิน 400,000 บาท แต่หลังจากนำรถมาใช้งานแล้ว ยังไม่ได้รับการโอนทะเบียนมาเป็นของผู้ซื้อ ต่อมานายศุภราชกลับมาขับรถยนต์คันดังกล่าวและนำกลับคืนไป อ้างว่ากลัวจะเป็นเรื่องราวใหญ่โต เพราะกำลังตกเป็นข่าวว่ามีส่วนพัวพันกับคดีรถหรูที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เมื่อนายวิจารณ์ได้ปรึกษากับทนายความแล้วจึงประสงค์จะแจ้งความดำเนินคดีดังกล่าว
       
       สำหรับกรณีรถหรูหลายคันที่อยู่ในขบวนของหลวงปู่เณรคำ เวลาเดินทางไปที่ต่างๆ นั้นก็ไม่ใช่รถของหลวงปู่เณรคำ แต่เป็นรถของนายศุภราช ที่ต้องการนำมาโปรโมตโดยอาศัยความมีชื่อเสียงและความเลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่มีต่อหลวงปู่เณรคำ นอกจากนี้ยังใช้รับญาติโยมเพื่ออาศัยเดินทางไปกับขบวนด้วย ส่วนรถที่หลวงปู่เณรคำมีไว้ใช้งานจริงๆ นั้นมีอยู่เพียง 2 คันเท่านั้น ในส่วนของรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าคันนี้ใช้งานมา 4-5 ปีแล้ว นายศุภราชกลับมานำรถไปทั้งที่ได้จ่ายเงินซื้อแล้ว ทางนายวิจารณ์ได้เข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี แต่ญาติมีความประสงค์ที่จะเข้าแจ้งความที่ บก.ป.ด้วย เพราะเชื่อมั่นว่ามีความเป็นกลาง และสามารถให้ความเป็นธรรมในคดีได้”
       
       เมื่อทั้งสองฝ่ายแฉกันไม่ยั้ง คงต้องว่ากันอีกยาวสำหรับเครือข่ายสมีคำโฮลดิ้งที่แตกคอกันอย่างหนักในเวลานี้
       
       และที่แสบที่สุดก็คือ การที่สมีคำเหิมเกริมสร้างตราสัญลักษณ์ประจำตัวของตนเองด้วยการใช้ฉัตร 3 ชั้น เพราะฉัตร 3 ชั้นนั้นได้รับการยืนยันจากพระครูสังฆสิทธิกร หัวหน้าฝ่ายศาสนวิเทศ สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราชแล้วว่าเป็นสัญลักษณ์ระดับสมเด็จพระสังฆราชและพระราชวงศ์ระดับพระองค์เจ้า โดยปรากฏหลักฐานชัดเจนอยู่บริเวณผ้าทิพย์ซึ่งพาดอยู่ตรงฐานขององค์พระแก้วมรกตจำลอง
       
       เช่นเดียวกับกรณีดอกไม้พระราชทานที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
       
       งานนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ภายใต้การนำทัพของ “นายธาริต เพ็งดิษฐ์” คงต้องกัดไม่ปล่อยเช่นกัน เพราะไหนๆ ละทิ้งงานทางโลกและหันมาทางธรรมโดยทุ่มสุดตัวจนหลายคนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า “รับงาน” เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นความฉาวโฉ่และความเน่าเฟะของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรหรือไม่ ก็ต้องเดินหน้าให้ “สุดซอย” ไม่เช่นนั้นถ้าแพ้ให้กับสมีคำแล้ว ก็คงไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปมุดอยู่ที่ไหนเป็นแน่แท้
       
       (....แต่คงไม่ใช่ชวาลาของชอบกระมัง)
       
       

ข่าวล่าสุด ในหมวด
“โค้ชเช” เซย์ กู๊ด บาย
ป.ป.ช.ลงมติเอกฉันท์เชือดอาญา คสช.ปล่อย “ยิ่งลักษณ์” หนีคดีทุจริตจำนำข้าว?
เกมการเมือง สธ. จาก “อภ.” ถึง “ร่วมจ่าย” ประชาชนมีแต่หายนะ!!
ถ้า “บิ๊กตู่” ปล่อย “ปู” เบิร์ธเดย์ “แม้ว” ไม่แคล้วประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอย
ปภากโรภิกขุ บวชพระแหละดี ไม่มีเรื่องยุ่ง
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 1 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
ความคิดเห็นที่ 1 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
พระพุทธเจ้าเสด็จจากวัง...ทรงหน่ายกับวัฏสงสาร
ที่พึ่งของตัวเอง เราทำได้แล้ว (ตัวอย่างในคำสอน)...

"อานนท์ ตถาคตได้เคยบอกเธอแล้วมิใช่หรือว่า สัตว์จะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจไปทั้งสิ้น สัตว์จะได้ตามปรารถนาในสังขารนี้แต่ไหนเล่า การที่จะขอให้สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นแล้ว มีปัจจัยปรุงแต่งแล้ว และที่จะต้องมีการแตกดับเป็นธรรมดาว่า อย่าฉิบหายเลย ดังนี้ ย่อมไม่อยู่ในฐานะที่จะมีได้ เป็นได้ การปรินิพพานของเราตถาคตจักมีในกาลไม่นานเลย ดังนี้ จากนี้ไปอีก ๓ เดือน เราจักนิพพาน ฯลฯ

สัตว์ทั้งปวง ทั้งที่เป็นคนหนุ่มสาว แก่เฒ่า ทั้งที่เป็นพาลและบัณฑิต ทั้งที่มั่งมีและยากจน ล้วนแต่มีความตายเป็นเบื้องหน้า เปรียบเสมือนภาชนะดิน ที่ช่างปั้นหม้อได้ปั้นแล้ว ทั้งเล็กและใหญ่ ทั้งที่สุกและยังดิบ ล้วนแต่มีการแตกทำลายไปในที่สุด ฉันใด ชีวิตแห่งสัตว์ทั้งหลาย ก็ล้วนแต่มีความตายเป็นเบื้องหน้า ฉันนั้น

วัยของเราแก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเราริบหรี่แล้ว เราจักต้องละจากพวกเธอไป ที่พึงของตัวเองเราได้ทำแล้ว ภิกษุทั้งหลาย เธอจงเป็นผู้ไม่ปรารถนา มีสติ มีศีล มีความดำริอันตั้งไว้แล้วด้วยดี ตามรักษาซึ่งจิตของตนเถิด ในธรรมวินัยนี้ ภิกษุใดเป็นผู้ไม่ประมาท ก็สามารถที่จะถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้"

สำนักข่าว BBC แห่งประเทศอังกฤษได้ทำสารคดีชุดหนึ่งเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ ตั้งแต่เกิดจนตาย ว่า ร่างกายนี้ได้ผ่านการเจริญเติบโต และร่วงโรยอย่างไรบ้าง มีตอนหนึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้ทำสถิติแล้วพบว่า โดยเฉลี่ย ผู้หญิงชาวอังกฤษ และคนทั่วโลกตั้งแต่เกิดจนตาย มีน้ำตาไหลออกมาเพราะการร้องให้เสียใจเป็นจำนวน 65 ลิตร ถึง 80 ลิตร
ลองเปรียบเทียบกับที่ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังสารวัฏนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ น้ำตาที่หลั่งไหลของพวกเธอผู้ท่องเที่ยวไปมา คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ โดยกาลนานนี้ แล มากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย พวกเธอได้ประสบมรณกรรมของมารดาตลอดกาลนาน น้ำตาที่หลั่งไหลออกของเธอเหล่านั้น ผู้ประสบมรณกรรมของมารดา คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ นั่นแหละ มากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย พวกเธอได้ประสบมรณกรรมของบิดา … ของพี่ชายน้องชาย พี่สาว น้องสาว … ของบุตร … ของธิดา … ความเสื่อมแห่งญาติ …ความเสื่อมแห่งโภคะ … ได้ประสบความเสื่อมเพราะโรค ตลอดกาลนาน น้ำตาที่หลั่งไหลออกของเธอเหล่านั้น ผู้ประสบความเสื่อมเพราะโรค คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ นั่นแหละมากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าสังสารวัฏนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ ผู้มีอวิชชา (ความไม่รู้อริยสัจสี่) เป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัดพอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ น้ำทะเลในโลกนี้มีปรมาณ 1,370ล้านล้านลูกบาศ์กิโลเมตร ท่านทั้งหลายลองคำนวณดูเล่นๆก็แล้วกันว่าเท่าที่เกิดมานี้นับมาได้กี่ล้านๆชาติแล้ว ยังมีอีกหลายพระสูตรที่แสดงการเปรียบเทียบในลักษณะอื่นๆ อีกดังนี้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่า บุรุษปั้นมหาปฐพีนี้ให้เป็นก้อน ก้อนละเท่าเม็ดกระเบาแล้ววางไว้ สมมติว่า นี้เป็นบิดาของเรา นี้เป็นบิดาของบิดาของเรา โดยลำดับ บิดาของบิดาแห่งบุรุษนั้นไม่พึงสิ้นสุด ส่วนมหาปฐพีนี้ พึงถึงการหมดสิ้นไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า สังสารวัฏนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ พวกเธอได้เสวยทุกข์ ความเผ็ดร้อน ความพินาศ ได้เพิ่มพูนปฐพีที่เป็นป่าช้า ตลอดกาลนานเหมือนฉะนั้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ( –สํ. นิ. 16/424 ) เพราะฉะนั้นเราทั้งหลายพึงมาปฏิบัติธรรมเพื่อให้หลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์เถิด.......ด้วยรักและเคารพ
แด่ท่านทั้งหลาย
"คนไทยคิดคำนึง"
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014