หน้าแรกผู้จัดการ Online | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์
ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ ณ บ้านพระอาทิตย์ โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

ปฏิวัติน้ำมันพืช (ตอนที่ 1): อย่าปล่อยให้พวกมันหลอกพวกเราอีกต่อไป

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 4 ตุลาคม 2556 19:08 น.
ปฏิวัติน้ำมันพืช (ตอนที่ 1): อย่าปล่อยให้พวกมันหลอกพวกเราอีกต่อไป
ภาพที่ 1: แสดงประวัติศาสตร์เส้นทางเดินของมะพร้าว
       ณ บ้านพระอาทิตย์
       โดย : ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
       
       ด้วยความเฉลียวฉลาดของมนุษย์ ได้นำน้ำมันมะพร้าวซึ่ง มีกรดไขมันชนิดอิ่มตัว (Saturated oil) มาใช้เป็นอาหาร ยา และเครื่องสำอางค์นับเป็นพันๆปี โดยที่คนในสมัยก่อนไม่ค่อยเป็นโรคเหมือนกับคนในสมัยนี้ เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคธัยรอยด์ โรคผิวหนัง ฯลฯ ที่น่าสนใจก็คือแม้โลกจะไม่ได้มีการเชื่อมโยงกันเรื่องข้อมูลข่าวสารเหมือนกับยุคนี้ แต่คนทั่วโลกที่ใช้น้ำมันมะพร้าวในอดีตต่างรู้สรรพคุณในการใช้ใกล้เคียงกันโดยมิได้นัดหมาย ทั้งในด้านการปรุงอาหาร เป็นยารักษาโรค ทาแผลจากของมีคมและฟกช้ำ ใช้เป็นเครื่องสำอางบำรุงผิวและเส้นผม ทั้งในอินเดียที่ใช้กันมากว่า 5,000 ปี ชาวปาปัวนิวกินี ชาวปานนามาชาวจาไมก้า ชาวไนจีเรีย โซมาเลีย และเอธิโอเปียชาวแอฟริกากลางและแอฟริกาใต้ ชาวพื้นเมืองในเกาะซามัว ชาวศรีลังกา ชาวฟิลิปปินส์ ชาวอินโดนีเซีย ชาวไทย นิยมใช้น้ำมันมะพร้าวมาปรุงอาหาร คาวหวาน โดยเฉพาะกะทิ ใช้เป็นยา เป็นเครื่องประทินบำรุงผิว รักษาผิว
       
        ด้วยคุณสมบัติที่เป็นน้ำมันพืชที่มีสรรพคุณหลายด้านที่เห็นผลตรงกันในหลายประเทศ ทำให้ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 น้ำมันมะพร้าวจึงกลายเป็นน้ำมันที่นิยมใช้ในการปรุงอาหารและยาทั่วโลก ซึ่งรวมถึงสหรัฐอเมริกา แม้ในยุโรปในเวลานั้นก็มีการนำน้ำมันมะพร้าวมาใช้สำหรับคนป่วยที่มีปัญหาระบบย่อยอาหารหรือการดูดซึมอาหารที่ไม่ดี ตลอดจนใช้สำหรับเด็กเล็กที่ย่อยไขมันชนิดอื่นไม่ค่อยได้ สร้างภูมิคุ้มกัน ฯลฯ

ปฏิวัติน้ำมันพืช (ตอนที่ 1): อย่าปล่อยให้พวกมันหลอกพวกเราอีกต่อไป
ภาพที่ 2 : แสดงพื้นที่ในกรอบเส้นสีแดงที่เป็นแหล่งของมะพร้าวตามธรรมชาติ เพื่อให้ได้คิดตามว่าหากคนในโลกนี้เปลี่ยนน้ำมันพืชมาเป็นน้ำมันมะพร้าวประเทศใดจะได้รับประโยชน์สูงสุด
       ต่อมาเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา (พ.ศ. 2484 -2488) กองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดครองประเทศฟิลิปปินส์และหมู่เกาะต่างๆในย่านเอเชียและแปซิฟิก ส่วนไทยก็เป็นทางผ่านร่วมมือกับกองทัพญี่ปุ่นด้วย ในเวลานั้นสหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรฯเป็นศัตรูกับญี่ปุ่น ทำให้น้ำมันมะพร้าวในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกนี้ต้องหยุดส่งไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรฯไปโดยปริยาย
       
        เมื่อน้ำมันมะพร้าวขาดแคลนในสหรัฐอเมริกาจึงทำให้ต้องมีการสานต่อการผลิตน้ำมันพืชชนิดอื่นขึ้นมาแทน ซึ่งสหรัฐอเมริกาได้มีการคิดค้นน้ำมันพืชไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (polyunsaturated oil) ขึ้นมา เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันงา น้ำมันทานตะวัน น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันคาโนลา น้ำมันถั่วลิสง ฯลฯ ผลก็คือทำให้เกิดการปลูกพืชเหล่านี้กันอย่างแพร่หลายมากในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะถั่วเหลือง ซึ่งสร้างผลประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรในยุคนั้นอย่างมหาศาล และทำให้สมาคมถั่วเหลืองในสหรัฐอเมริกากลายเป็นกลุ่มทุนที่มีอิทธิพลทางการเมืองในสหรัฐอเมริกานับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
       
        ต่อมาเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2488 ประเทศญี่ปุ่นตกกลายเป็นผู้แพ้สงคราม หลังจากนั้น น้ำมันมะพร้าวจึงเริ่มส่งออกจำหน่ายไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง ในเวลานั้นสงครามทางการค้าระหว่าง "น้ำมันพืชอิ่มตัว" และ "น้ำมันพืชไม่อิ่มตัว" ได้เริ่มต้นรุนแรงขึ้น
       
        และคู่แข่งอันสำคัญในเวลานั้น ฝ่ายน้ำมันพืชอิ่มตัวก็คือ "น้ำมันมะพร้าว" จากเอเชียและแปซิฟิก
       
        และฝ่ายที่เป็นน้ำมันพืชไม่อิ่มตัวก็คือ "น้ำมันถั่วเหลือง" ที่ปลูกกันมากในสหรัฐอเมริกาในเวลานั้น
       
        กลุ่มสมาคมถั่วเหลืองแห่งอเมริกัน(American Soybean Association หรือ ASA) ได้โจมตีน้ำมันมะพร้าวว่าเป็นไขมันอิ่มตัว ทำให้เป็นคอเลสเตอรอลได้ง่าย ทำให้เป็นโรคหัวใจได้ง่าย อ้วนง่าย และทำให้เป็นอัมพาต !!!
       
        ในปี พ.ศ. 2500 เป็นเวลา 12 ปีหลังจากยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ปฏิบัติการทำลายความน่าเชื่อถือน้ำมันมะพร้าวได้รุนแรงขึ้นไปอีก โดยได้มีงานวิจัยที่ประดิษฐ์ขึ้นหลายชิ้น ที่ระบุว่าน้ำมันมะพร้าวเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะทำให้เกิดภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ อัมพาต และโรคอ้วน โดยงานวิจัยชิ้นเหล่านั้นนั้นมีการใช้ความร้อนและเติมไฮโดรเจนเข้าไปในน้ำมันมะพร้าวในส่วนที่ยังเป็นไขมันไม่อิ่มตัว ให้เป็นน้ำมันไฮโดรจีเนตที่ผิดธรรมชาติ เพื่อทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดแล้วโจมตีน้ำมันมะพร้าวให้เสียหายโดยตรง เพราะงานวิจัยชิ้นนั้นไม่สอดคล้องกับงานวิจัยต่อๆกันมาอีกจำนวนมากในรอบ 50 กว่าปีที่เกิดขึ้นตามมาภายหลังเลยแม้แต่น้อย
       
        แต่งานวิจัยการโจมตีไขมันอิ่มตัวไม่มีเพียงลักษณะดังกล่าวข้างต้นเท่านั้น ยังมีอีกหลายชิ้นแต่ไม่ได้โจมตีน้ำมันมะพร้าวตามธรรมชาติโดยตรงเพราะรู้ว่าโจมตีได้ยาก จึงเน้นการโจมตีน้ำมันที่เป็น "ไขมันอิ่มตัว" ก่อให้เกิดผลร้ายต่อสุขภาพ และทำให้เชื่อว่าไขมันอิ่มตัวคือผู้ร้ายในวงการน้ำมันที่ใช้สำหรับปรุงอาหาร เพื่อเชื่อมโยงทางอ้อมว่าน้ำมันมะพร้าวคือไขมันอิ่มตัว ดังนั้นน้ำมันมะพร้าวจึงต้องทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพด้วย
       
        สำหรับในประเทศไทยก็มีการโฆษณาน้ำมันถั่วเหลืองยี่ห้อหนึ่งว่าน้ำมันถั่วเหลืองของยี่ห้อตัวเองแช่ตู้เย็นแล้วไม่เป็นไข แต่น้ำมันอิ่มตัวแช่ตู้เย็นแล้วเป็นไข เพื่อชักชวนผู้บริโภคให้รู้สึกหวาดกลัวว่าเมื่อเป็นไขแล้วจะเป็นก้อนไขมันอุดตันในเส้นเลือดในท้ายที่สุด โดยผู้บริโภคในยุคนั้นไม่เคยฉุกคิดเลยสักนิดว่าน้ำมันมะพร้าวจะเริ่มจับตัวเป็นไขเมื่ออยู่ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียสเท่านั้น แต่ร่างกายมนุษย์มีอุณหภูมิโดยเฉลี่ย 36.4 - 37.0 องศาเซลเซียส จึงไม่มีทางจะเกิดไขขึ้นได้เลยในร่างกายมนุษย์

       
        แต่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดก็เพราะเป็น "สงครามทางการค้า" ที่มีความรุนแรงอย่างมาก สมาคมถั่วเหลืองอเมริกัน เผยแพร่และรณรงค์อย่างหนักในช่วงปี พ.ศ. 2523 - 2532 ให้คนอเมริกันเลิกกินไขมันอิ่มตัว ซึ่งรวมถึงน้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม ซึ่งเรียกรวมๆว่าเป็นน้ำมันจากเขตร้อน (Tropical Oil) เป็นอันตราย ทำให้คอเลสเตอรอลสูง เสี่ยงต่อโรคหัวใจ เพื่อให้คนทั้งโลกไปบริโภคน้ำมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated Oils) โดยเฉพาะน้ำมันถั่วเหลืองแทน
       
        หลังจากนั้นคนอเมริกันและคนทั่วโลกก็หลงอยู่ในมายาคติและการโฆษณาชวนเชื่อ จึงตื่นตระหนกและรังเกียจใช้น้ำมันมะพร้าวมากขึ้น ส่งผลทำให้คนบริโภคน้ำมันมะพร้าวน้อยลงอย่างรวดเร็ว และคนบริโภคน้ำมันถั่วเหลืองมากขึ้นเรื่อยๆ ราคามะพร้าวตกลง มีการโค่นต้นมะพร้าวในเอเชียแปซิฟิกจำนวนมากแล้วหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างอื่นทดแทน เช่น ปาล์มน้ำมัน

ปฏิวัติน้ำมันพืช (ตอนที่ 1): อย่าปล่อยให้พวกมันหลอกพวกเราอีกต่อไป
ภาพที่ 3 : แสดงการบริโภคน้ำมันถั่วเหลืองสำหรับเป็นอาหารในสหรัฐอเมริกาเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะหลังช่วงการรณรงค์ให้คนอเมริกันหวาดกลัวกับไขมันอิ่มตัว
       

ปฏิวัติน้ำมันพืช (ตอนที่ 1): อย่าปล่อยให้พวกมันหลอกพวกเราอีกต่อไป
ภาพที่ 4 : แสดงการเปลี่ยนแปลงของประชากรคนอ้วนและน้ำหนักเกินในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นอย่างมากในรอบ 19 ปี (ระหว่าง พ.ศ. 2533 - 2552)
       ในที่สุดสงครามน้ำมันพืชยุติลง "น้ำมันถั่วเหลือง" ได้รับชัยชนะอย่างขาดลอย!!!
       
        แต่สิ่งที่คนอเมริกันและทั่วโลกที่หันไปใช้น้ำมันถั่วเหลือง กลับได้รับคือ คอเลสเตอรอลที่มีอนุมูลอิสระทำลายหลอดเลือดสูงขึ้น เป็นโรคเบาหวานมากขึ้น อ้วนมากขึ้น(จนมีคนอ้วนมากที่สุดในโลก) และโรคหัวใจและโรคมะเร็งกลายเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของคนอเมริกันมากที่สุด ทั้งๆที่ใช้น้ำมันถั่วเหลืองกันอย่างมหาศาลแล้ว และทำให้ในช่วง 15-20 ปีมานี้คนอเมริกันเริ่มตื่นตัวกับปัญหาสุขภาพของตัวเองกันมากขึ้น


ปฏิวัติน้ำมันพืช (ตอนที่ 1): อย่าปล่อยให้พวกมันหลอกพวกเราอีกต่อไป
ภาพที่ 5 : แผนภูมิแสดงเปรียบเทียบ % ของ 10 สาเหตุของการเสียชีวิตของประชากรในสหรัฐอเมริการสหรัฐอเมริกา ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยโรคหัวใจและโรคมะเร็งกลายเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากที่สุดในยุคปัจจุบัน
       เมื่อเห็นข้อมูลดังนี้อาจจะมีคนตั้งคำถามว่าการอ้วนขึ้นหรือการเปลี่ยนแปลงสาเหตุของการเสียชีวิตของคนอเมริกันอาจไม่ได้มาจากน้ำมันพืชก็ได้ ก็มีส่วนจริงอยู่เหมือนกัน แต่ก็ขอให้เก็บคำถามนี้เอาไว้ก่อน เพราะจะกล่าวถึงการศึกษาค้นคว้าและงานวิจัยที่มีความสัมพันธ์กับโรคเหล่านี้ต่อไป แต่ในชั้นนี้เพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่าการโฆษณาชวนเชื่อว่าการหยุดกินไขมันอิ่มตัวจากน้ำมันมะพร้าวแล้วหันมากินน้ำมันถั่วเหลืองแทนจะทำให้ไม่เป็นโรคหัวใจ ไม่เป็นโรคมะเร็ง หรือไม่เป็นโรคอ้วนนั้น ก็ไม่ได้เป็นความจริงแต่ประการใด

ปฏิวัติน้ำมันพืช (ตอนที่ 1): อย่าปล่อยให้พวกมันหลอกพวกเราอีกต่อไป
ภาพที่ 6 : ดร.เรย์ พีท (Ray Peat) นักชีววิทยา แห่งมลรัฐโอเรกอน อาจารย์สอนมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านธัยรอยด์และฮอร์โมน ในสหรัฐอเมริกา
       แต่ในทางตรงกันข้าม ดร.เรย์ พีท (Ray Peat) ผู้เชี่ยวชาญด้านธัยรอยด์ และฮอร์โมน แห่งมลรัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา ได้เขียนรายงานเอาไว้เมื่อปี พ.ศ. 2548 ค้นพบว่า ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อมีการรณรงค์ในเรื่องการโจมตีน้ำมันมะพร้าวอย่างหนักหน่วง ทำให้คนเชื่อว่าน้ำมันมะพร้าวทำให้อ้วนคอเลสเตอรอลในเลือดสูง และอ้วนง่าย ในช่วงเวลานั้นมีรายงานบันทึกปรากฏในหนังสือเอนไซโคลพีเดียแห่งสหราชอาณาจักร ประจำปี พ.ศ. 2489 ว่า ผู้เลี้ยงหมูได้ซื้อน้ำมันมะพร้าวเอาไปเลี้ยงหมูเพราะเชื่อว่าจะทำให้หมูอ้วนเร็วทำน้ำหนักง่ายตามการโฆษณาของสมาคมถั่วเหลืองอเมริกัน แต่เมื่อนำน้ำมันมะพร้าวมาให้หมูกินแล้วปรากฏว่า...
       
        หมูที่เลี้ยงด้วยน้ำมันมะพร้าว "ผอมลง"ทั้งเล้า!!!

       
        หลังจากนั้นวงการธุรกิจปศุสัตว์ เช่น เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว ทั่วโลกต่างก็ได้มีความรู้มากขึ้นว่าหากจะเลี้ยงให้สัตว์ตัวเองอ้วนขึ้นนั้น ต้องให้กิน "ถั่วเหลือง" และ "ข้าวโพด" เพราะล้วนแล้วแต่เป็นธัญพืชที่ให้กรดไขมันไม่อิ่มตัวทั้งสิ้น ไม่มีใครเลี้ยงด้วยน้ำมันมะพร้าวอีกต่อไป เพราะรู้ว่าน้ำมันจาก "ถั่วเหลือง" และ "ข้าวโพด" นั้นเป็นไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถั่วเหลืองในยุคหลังมีการตัดแต่งพันธุกรรมจะกดการทำงานของไทรอยด์ให้ต่ำลง ทำให้เกิดการเผาผลาญได้ช้าลง สัตว์จึงกินน้อยแต่ขุนให้อ้วนง่าย ไขมันเยอะ เหมาะอย่างมากในการทำน้ำหนักให้ได้กำไรในการขาย

ปฏิวัติน้ำมันพืช (ตอนที่ 1): อย่าปล่อยให้พวกมันหลอกพวกเราอีกต่อไป
ภาพที่ 7 : ภาพจากภาพยนตร์ Food Inc. สารคดีเปิดโปงอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารได้รับรางวัลออสก้า แสดงการเปรียบเทียบขนาดของไก่ในยุคเมื่อปี พ.ศ. 2493 (ซ้ายมือ) หลังยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านมา 5 ปีที่ใช้เวลาเลี้ยง 70 วัน กับ ไก่ที่เลี้ยงในยุคปี พ.ศ. 2551 (ขวามือ) ที่กินถั่วเหลืองตัดแต่งพันธุกรรมและฉีดยาปฏิชีวนะในช่วงเวลา 48 วัน
       และเมื่อปี พ.ศ. 2554 ดังเต รอคชีซาโน (Dante Roccisano) และ มาเช เฮนเนอเบอร์ค (Maciej Henneberg) จากหน่วยงานวิจัยทางด้านชีวมนุษยวิทยาและกายวิภาคเชิงเปรียบเทียบ จากคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งแอดเดลเลทด์ (University of Adelaide) ประเทศออสเตรเลีย ได้ทำหัวข้อการศึกษาในเรื่องการบริโภคผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองโดยเฉพาน้ำมันถั่วเหลืองต่อหัวประชากรในหลายประเทศโดยอาศัยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก พบว่าปริมาณการบริโภคน้ำมันถั่วแหลืองมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญสอดคล้องกับภาวะโรคอ้วน
       
        ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะมาปฏิวัติน้ำมันพืช เอาความจริงกลับคืนมา และไม่ให้พวกมันหลอกพวกเราอีกต่อไป !?
       
       

ข่าวล่าสุด ในหมวด
ความจริงกลับด้าน! เมื่องานวิจัยพบว่าคอเลสเตอรอลสูงขึ้น แต่อัตราการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจลดลง? (ภาค 2)
ความจริงกลับด้าน! เมื่องานวิจัยพบว่าคอเลสเตอรอลสูงขึ้น แต่อัตราการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจลดลง? (ตอนที่ 1)
ปฏิวัติน้ำมันพืช (ตอนที่ 18): เปิดรายงาน น้ำมันมะพร้าวกับการป้องกันโรคมะเร็ง(ภาคที่ 2) !?
ปฏิวัติน้ำมันพืช (ตอนที่ 17): เปิดรายงาน น้ำมันมะพร้าวกับการป้องกันโรคมะเร็ง(ภาคที่ 1) !?
ปฏิวัติน้ำมันพืช (ตอนที่ 16): เปิดรายงานสำคัญ การฆ่าเชื้อโรคด้วยน้ำมันมะพร้าว และลดเชื้อเอดส์ (ตอนจบ)
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 106 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
ความคิดเห็นที่ 3 +80 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
สุดยอดๆๆๆท่าน ปานเทพ นับถือๆๆๆๆ
ไม่ว่าจะ ข้อมูล ความรู้เนื้อหา ความหลากหลาย และผลงานการสืบเสาะค้นคว้า มาอ้างอิง
จะติดตามผลงาน ของท่านต่อไป( เพราะตนเองห่วงแต่เอาตัวและครอบครัวให้รอดก็ลำบากแล้ว)
สำคัญ ท่านกล้า นำเสนอผลงาน แม้ว่าจะกระทบกับใคร ใหญ่แค่ไหน
*เมื่อท่านรักเรา เราก็จะรักท่าน*
ขอบคุณ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 5 +25 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
นี่เป็นผลงานค้นคว้าที่ยอดเยี่ยมมาก ขอบคุณASTV และ อ.ปานเทพมากๆ ที่ช่วยปลดแอกความเป็นทาสด้านสุขภาพให้กับคนไทย ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อนายทุนในระบอบทุนนิยมสามานย์อีกต่อไป
ดวงตาเห็นธรรม
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 42 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
Thank you a lot for sharing this with all people.
maillot equipe de france 2014 http://nouveaumaillotequipedefrance.oursland.org/
maillot equipe de france 2014
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 41 +5 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เรื่องกินมันก็ปัจจัยอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง แล้วเรื่องพฤติกรรมล่ะได้มองจุดนี้ด้วยไหม ไหนจะโลกที่เปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตเป็นลูกจ้างพนักงานเป็นหนุ่มสาวโรงงาน ทำงานโดยใช้เครื่องจักรแทนแรงงาน การกินอาหารข้าวราดแกงหรือกินฟาสต์ฟู๊ต การเดินทางที่สะดวกรวดเร็วไม่ต้องเดินไกลๆให้เมื่อยตุ้ม การขาดการออกกำลังกายหรือออกไม่เพียงพอ การสูบบุหรี่ดื่มเหล้าดื่มเบียร์ มลพิษมลภาวะ ฯลฯ อีกเยอะ แล้วจะเอางานวิจัยว่าน้ำมันมะพร้าวดี น้ำมันถั่วเหลืองดี น้ำมันมะกอกดี ... มันง่ายไปหรือเปล่า ของที่ได้มาง่ายๆมันก็จะต้องเสียไปง่ายๆด้วยเหมือนกัน

ถ้าถือหลักของความพอเพียงก็ไม่ต้องไปวิ่งตามกระแสบ้าๆอะไรพวกนี้ การกินการอยู่ให้มันพอเพียงและสมดุล ชีวิตก็มีความสุขได้ ไม่ต้องไปไล่งับเงา เหมือนหมาที่วิ่งไล่เงาแสงจากไฟฉาย
อย่างว่าคนเดี๋ยวนี้ชอบอะไรเร็วๆง่ายๆ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 40 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เท่ากับทำร้ายคนในประเทศเองแท้ วิจัยเองใช้เองอ้วนเอง
นิดา เหล่าบัณฑิตgmail.com
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อยากให้เข้าไปดูกันเยอะๆ ค่ะ
แบบนี้ถึงจะเรียกว่าเป็นข้อมูลที่รอบด้าน ไม่ใช่ข้อมูลด้านดีด้านเดียว
เรารู้ให้มากไว้ มีแต่กำไร ขยันกดเข้าไปดูหน่อย ไม่ยาวเลย แค่ 6-7 นาทีค่ะ
กาลามสูตร
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เมกา แทบทุกรัฐ ออกกฎหมายห้าม ใช้+ขาย น้ำมั้น/ไขมัน ชนิดไม่อิ่มตัว(โดยเฉพาะ ไขมันทราน) แล้วครับพี่แกทำขายส่งออกครับ และข่าวดีคือ ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในลูกค้ารายสำคัญ และ อย.ของเราก็ไม่ได้ห้ามขายแต่อย่างได
เเดี๋ยวนี้เขาทำขาย แต่เลิกกินแล้ว
 
ความคิดเห็นที่ 39 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ลองพิจารณางานวิจัยจากที่อื่นประกอบด้วยนะครับ เช่น http://www.inmu.mahidol.ac.th/video/play.php?page=1&q=&g=m&id=05_003
ผ่านมา
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เจ้าของคห.นี้คงเป็นศิษย์มหิดล post อยู่เรื่อย เข้าไปดูแล้วผิดหวัง เป็นข้อมูลตื้นๆ และพูดรวมๆ เช่นว่าน้ำมันมะพร้าวไม่ได้ดีมากนัก ถ้ากินมากเกินไปก็มีผลเสียเหมือนกัน นำเสนอโดยดร.แก้ว กังสดาลอำไพ โธ่ ถ้ากินเยอะไป อะไรๆก็ไม่ดีทั้งนั้น แหละ ทำไมไม่พูดเปรียบเทียบให้เห็นข้อดี ไม่ดี ของน้ำมันแต่ละอย่าง เหมือนที่อ.ปานเทพนำเสนอล่ะ
ชาวบ้าน
 
ความคิดเห็นที่ 38 +4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ตราบใดที่ประเทศไทยไม่ส่งเสริมงานวิจัย เราก็คงต้องปล่อยให้มันหลอกเราต่อไปเรื่อยๆ น้ำมันมะพร้าวไม่ดีเเต่น้ำมันถั่วเหลืองดีเป็นงานวิจัยของฝรั่ง ตอนนี้น้ำมันถ่ัวเหลืองไม่ดีเเต่น้ำมันมะพร้าวดีก็เป็นงานวิจัยของฝรั่งอีก น้ำมันถั่วเหลืองก็ถูกตีโดยสารพัดน้ำมัน มะกอก มะพร้าว น้ำมันตับปลา ไทยเราก็ได้เเต่เฮไปตามฝรั่ง

ในธรรมชาติ สารหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นไวตะมิน สมุนไพร อนุมูลอิสระ ยารักษาโรคต่างๆ เป็นต้น ถ้าในปริมาณน้อยๆ เหมาะสม จะเป็นคุณ เเต่ถ้าปริมาณมากจะเป็นโทษ เเม้เเต่ฟอร์มารอลดีไฮด์ หรือฟอร์มาลีน ปกติเซลล์จะผลิตออกมาในปริมาณน้อยเเละจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของเซลล์ เเต่หายใจโดนหรือกินฟอร์มาลีนหรือน้ำยาดองศพ อาจทำให้เกิดมะเร็ง

ปัจจุบันน้ำมันมะพร้าวบีบเย็นไม่ผ่านสารเคมี ทำเงินมหาศาลในตลาดยุโรปเเละอเมริกา เเต่ฝรั่งเขากินนิดหน่อยเเบบเป็นยาเม็ดน้ำมันมะพร้าว เเต่คนในเอเซียใต้เเละเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ กินน้ำมันมะพร้าวในกะทิเยอะ เเละเป็นชนิดที่ผ่านความร้อน ยิ่งถ้าเป็นเเบบสำเร็จรูปหรือกระป๋องอาจผ่านสารเคมี มีสมมติฐานว่าน้ำมันมะพร้าวอาจทำให้เกิดเบาหวาน เเต่ยังพิสูจน์ไม่ได้ เเต่อย่างไรก็ตาม น้ำมันมะพร้าวก็คือน้ำมัน ถ้ากินน้ำมันไม่ว่าจากอะไรเยอะๅ ในอาหารก็ทำให้อ้วน ซี่งความอ้วนอาจผลทางอ้อมที่ทำให้เกิดเบาหวาน (การทดลองที่บอกว่าเลี้ยงไก่ไม่ทำให้ไก่อ้วนเหมือนน้ำมันมะพร้าว ไม่ทราบว่าให้ไก่กินปริมาณเท่าไร)

งานวิจัยระดับรางวัลโนเบลหลายอันได้มีการค้นพบภายหลังว่าทฤษฎีนั้นไม่ถูกต้อง เเล้วเเค่น้ำมันมะพร้าว จะเชื่อได้อย่างไรว่าจะไม่เปลี่ยนไปอีก โดยเฉพาะการวิจัยเพื่อหาน้ำมันตัวใหม่เพื่อล้มน้ำมันมะพร้าว เพื่อทำเงินยังคงมีอยู่ ไทยก็คงได้เฮตามเขาต่อไป
drjh
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 37 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
พิจารณาน้ำมันมะพร้าวตามคุณปานเทพฯบรรยาย น่าสนใจมากและคงต้องซื้อมาใช้มาใช้ แต่ทราบว่าขายหมดแล้วในวันงาน คุณจินดารัตน์บอกว่าล๊อตต่อไปที่จะนำมาราคาขึ้นทันที อย่างนี้มันไม่ค่อยสวยนะครับอาจารย์
เสียความรู้สึกมาก
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 36 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
น้ำมันมะพร้าวสะกัดเย็นเราสามารถทำเองได้ง่ายๆคือ
นำกะทิใส่ลงในหม้อตั้งบนเตาไฟอ่อนๆ
สังเกตุดูขณะต้มก่อนที่น้ำจะเดือดจะมีกะทิขาวๆลอยขึ้นมาข้างบน ด้านล่างเราก็จะได้น้ำมันมะพร้าวสะกัดเย็นใสๆ (ระวังอย่าให้น้ำเดือด สังเกตุว่าน้ำกำลังจะเดือดให้รีบยกลงทันที)
ทำเองได้
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 35 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ในอดีตเราก็ใช้น้ำมันหมูน้ำมันมะพร้าว ทำอาหาร ซึ่งจริงๆแล้วพวกนี้เป็นไขมันที่ย่อยสลายได้ ผิดกับน้ำมันพืช ที่ผ่านการสังเคาะร์ เราถูกบอกว่ากินน้ำมันหมูกับน้ำมันมะพร้าวจะอ้วน แต่ในความเป็นจริง คนสมัยก่อน หรือก่อนที่น้ำมันพืชจะเข้ามาแทนที หาคนอ้วนยากมาก เรียกเห็นคนที่อ้วยจริงๆน้อยมาก คนอ้วน ในอดีต ถือว่ามีน้อยมาก ผิดกับในปัจจุบัน ที่มีเยอะ พบเห้นง่ายมาก ไม่ว่าในเด็กเล็กหรือเด็กโต ผู้ใหญ่
~@@ศรีเปียก@@~
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 34 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
น้ำมันงาดีไหมครับ อ.ปานเทพ ช่วยศึกษาให้ด้วยนะครับ
กาแฟสด
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 33 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ที่่ประเทศจีน เขาค้นพบการเลี้ยงโคด้วย กากเหล้าผสมซังข้าวโพด
จากที่ต้องเลี้ยง 6 เดือนถึงจะชำแหละเอาเนื้อมาทานได้
ตอนนี้ ลดเหลือ 3 เดือนเพื่อให้ทันกับความต้องการของตลาด เนื่องจากมนุษย์กำลังล้นโลก ต้องการอาหารเพิ่ม
แต่กากเหล้าที่ว่า ต้องกลั่นเหล้าเพียง 2 รอบ จากที่เคยกลั่น 3 รอบ
เพื่อให้คุณค่าของอาหารยังคงมีเหลืออยู่ในกาก

ไทยควรค้นคว้าการเพิ่มกำลังการผลิตแบบไม่ใช้สารเคมีแบบ พวก ซีพี หรือ ฟาร์มวิทยาศาสตร์
*******
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 32 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อยากให้อาจารย์ปานเทพพูดถึงน้ำมัน ซึ่งมีไขมันอิ่มตัวเป็นหลัก และความเกี่ยวข้องกับโรคภัยไข้เจ็บการเกิดคลอเรสเตอรอลเกินมาตรฐาน ว่าจริงๆแล้ว อะไรคือปัญหาของเรื่องนี้ เป็นสาเหตุหลักหรือไม่ครับ และน้ำมันมะพร้าวช่วยแก้สิ่งนี้ได้แค่ไหนกันแน่ ทำไม และอย่างไรครับ
aj
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 31 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
กราฟคนอ้วนเพิ่มมากขึ้น ผมไม่เชื่อว่าเหตุผลคือการบริโภคน้ำมันพืชอย่างเดียว

แต่ปัจจัยร่วมคือพฤติกรรมคน 40 ปีที่แล้วกับปัจจุบัน
ต่างกัน ปัจจุบันคนนั่งทำงานหน้าคอมเยอะ แต่ก่อนคนทำไร่ ใช้แรงงานในโรงงาน การเผาผลาญก็น้อยกว่า

แต่โดยภาพรวม เรื่องนี้ดีมาก ๆ ผมเชื่อเรื่องงานวิจัย
เพื่อธุรกิจ โดยเฉพาะน้ำมันถั่วเหลืองมานานแล้ว
ปฏิวัติต่อไปครับ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 30 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เรื่องนี้เกือบ 10 กว่าปีก่อน เพื่อนยังด่าผมว่าอย่าใช้น้ำมันถั่วเหลืองให้มรึงหาน้ำมันมะพร้าวมาใช้แทนเจ๋งกว่าดีกว่า เมิงถูกหลอกแล้วนะที่เอาน้ำมันถั่วเหลืองเอยน้ำมันข้าวต่างๆที่ไม่อิ่มตัวมาใช้ มันบอกว่าน้ำมันมะพร้าวสุดยอด...อะฮะ อ่านบทความนี้แล้วคิดถึงเพื่อนจริงๆ มันยังไม่ตาย อยู่แถวๆนครสวรรค์
หวัดดีสหาย
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 29 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เสียดาย ควายแดงไมได้อ่าน
บทความวิชาการดี ๆ อย่างนี้
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ช่างมันจะได้ศูนย์พันธุ์ หมดเชือโง่
ช่างมัน
 
ความคิดเห็นที่ 28 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
แค่ปตท.ก็ยังงกๆเงินๆ
ทำไรได้
รู้ไปก็เท่านั้น
ไม่มีประโบชน์
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
โง่อย่างเดียวพอทุเรา แต่โง่แล้วชั่วด้วย มันก็เศษเดนมนุษย์ดีๆนี่เอง
พธม.ท่ายางเพชรบุรี.
 
ความคิดเห็นที่ 27 -1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
บทความดีมากครับ
เเต่น่าจะมีบทสรุปสั้นๆสัก 2-3 บรรทัด ก่อนจบบทความ ก็น่าจะดีครับ
ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 26 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ใหัความรู้ที่เป็นประโยชน์มาก astv shop น่าจะถือเป็นโอกาสนี้เพิ่มผลิตภัณน้ำมันมะพร้าวขายในราคาที่เหมาะสมก็จะเกิดผลดีกับผู้บริโภคและastv เอง
satit
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 25 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
GMO food crop:
-Soy (พวกถั่วเหลือง), -Corn (not popcorn), -Cotton seed (for oil), -Canola (for oil), -Sugar Beets (for sugar), -Papaya (Hawaiian & Chinese), -Zucchini), -Yellow Crookneck squash), -Alfalfa (for hay)
พวกนี้อันตรายอย่างยิ่งต่อชีวิต โดยเฉพาะเด็กๆ แม้แต่สัตว์เลี้ยง
แฉต่อ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 24 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ข้าวปลาอาหารในอเมริกาฉิบหายก็เพราะไปเน้นใช้พวกอาหาร GMO บริษัทยักษ์ใหญ่ทางอาหารและยาปราบศัตรูพืชเป็นผู้กำหนด ใครคัดค้านหรือออกมาแฉก็โดนเล่นงาน ดูวีดีทัศน์เรื่อง GMO foodได้ใน youtube.com
แฉด้วยคน
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 23 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ใช้น้ำมันอะไรปรุงอาหาร เป็นเรื่องที่สร้างความสับสนให้ผู้คนมากที่สุดเรื่องหนึ่งและน่าจะเป็นกันทั้งโลกไม่เฉพาะเมืองไทยเท่านั้น แม้แต่หมอเองก็มีความเห็นไม่ตรงกัน แล้วนับประสาอะไรกับชาวบ้านทั่วไป ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น คำตอบที่น่าจะเป็นคือกำไรทางธุรกิจของบริษัทผู้ค้าน้ำมันพืชข้ามชาติ ดูอย่างกรณีนักวิจัยที่ออกมาแฉว่าบริษัทผู้ผลิตเติมสารเพิ่มการเสพติดในบุหรี่ ที่เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก เดินสายกลางเป็นดีที่สุด ใช้น้ำมันปรุงอาหารแต่น้อย เน้นอาหารต้ม ย่างหรือกรรมวิธีที่ใช้น้ำมันแต่น้อย น้ำมันหมูกินได้แต่อย่ามาก ออกกำลังกายเข้าไว้ ไข่เจียวนั้นถ้าไม่ทอดด้วยน้ำมันหมูไม่มีวันอร่อย ขอแถมว่าช่วงนี้เป็นเทศกาลเจ อาหารเจทั้งหลายนี่แหละตัวร้าย มีแต่มันเยิ้ม
noyer
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ทุกวันนี้ยังไม่มีรายงานทางวิทยาศาสตร์แม้แต่ชิ้นเดียวเลยครับ ที่พูดถึงโทษของน้ำมันมะพร้าว ส่วนใหญ่จะเป็นการคิดเองเออเอง ซึ่งระบบอนุมานแบบคิดเองเออเอง ใช้ในทางวิทยาศาตร์ไม่ได้ครับ เพราะไม่ผ่านการทดลองอย่างถูกต้อง

มีนักวิทยาศาสตร์หรือแพทย์มากมาย ที่พยายามชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างน้ำมันมะพร้าวกับสาเหตุแห่งโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ คนเหล่านี้ได้ทำการทดลอง เพื่อจะได้มีข้อมูลมายืนยันความเชื่อสมมุติฐานของตน ซึ่งเมื่อทดลองเสร็จทุกคนหวังว่าจะได้ตีพิมพ์รายงานออกไปสู่สาธารณะ ว่าน้ำมันมะพร้าวทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามที่คนเหล่านี้ตั้งธงเอาไว้แต่ต้น และจะได้ได้เอารายงานวิจัยไปโปรโมตขอเลื่อนตำแหน่งทางวิชาการให้สูงขึ้นจากเดิม

แต่หลายคนเมื่อเห็นผลแล้ว กลับต้องประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะหลายเคสนอกจากไม่พบว่าน้ำมันมะพร้าวทำให้เกิดโรคแล้ว กลับกลายเป็นดูเหมือนจะช่วยรักษาโรคด้วยซ้ำ กลุ่มที่ให้น้ำมันมะพร้าวหลายคน อาการทรงตัว หรือบางคนดีขึ้นกว่ากลุ่มควบคุม(ที่ไม่ได้ให้น้ำมันมะพร้าว)

แต่ก็อย่างว่าขึ้นชื่อว่าน้ำมัน ก็แทบไม่ดีทั้งนั้นแหละ ทานให้น้อยที่สุด นั่นคือดีสุด ยิ่งถ้าใครเป็นโรคอะไรก็แล้วแต่ แล้วหมอแนะนำให้เลี่ยงน้ำมัน ถ้าเลี่ยงได้ก็ควรจะเลี่ยง

เราไม่ได้ต้องการบอกว่ากินน้ำมันมะพร้าวดีกว่าไม่กินน้ำมันอะไรเลย แต่เราต้องการจะบอกว่าน้ำมันมะพร้าวเหนือกว่าน้ำมันอื่นๆหลายชนิดที่นิยมใช้กัน สองประเด็นนี้ต่างกันต้องแยกให้ออก
A
 
ความคิดเห็นที่ 22 [Android Mobile] คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ขอขอบคุณในการนำเรื่องน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นมาบริโภคเพื่อสุขภาพโดยเฉพาะเรื่องโรคหลอดเลือดหัวใจ เพราะผมเป็นโรตไตวายและทำบายพาสหัวใจมาแล้วเพราะใช้น้ำมันพืชอื่นๆ ต่อไปนี้ผมจะใช้น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นเพื่อสุขภาพที่ดีต่อไป ขอขอบคุณในความหวังดีและจริงใจมากครับ
ศรัทธา
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 21 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
คิดถึงน้ำมันมะพร้าวตราช้างบิน
ตอนเด็กๆนั่งรถโกดังแบบไม่มีประตู,ไม่มีแอร์ ผ่านแถวบ่อนไก่
จะได้กลิ่นหอมฟุ้ง
เลิกกินน้ำมันถั่วเหลือง
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อะหา! อยากให้รู้ว่า น้ำมันมะพร้าวตราช้างบินสมัยนั้น ไม่ได้เป็นน้ำมันชนิดสะกัดเย็นนะครับ อีกอย่าง กรุงเทพฯก็ไม่มีผลผลิตมะพร้าวมากเพียงพอ ต้องนำวัตถุดิบ เป็นเนื้อมะพร้าวตากแห้งมาจากต่างจังหวัดทั้งหมด แล้วนำมาสะกัด คุณภาพที่ได้จึงไม่ค่อยดีนัก ยิ่งเป็นหน้าฝนด้วยแล้ว เนื้อมะพร้าวจะเป็นเชื้อราดำ ต้องมีการกระบวนการผลิตที่ยุ่งยากมากไปอีก ซึ่งน้ำมันที่ได้หากสะกัดความชื้นออกไม่หมด ก็มีโอกาสทำให้เก็บไว้ได้ไม่นาน มักจะมีกลิ่นเหม็นหืน
นี่เป็นสิ่งที่ประเทศตะวันตกไม่มีโอกาสได้น้ำมันมะพร้าวที่ดี ทำให้ภาพพจน์ในอดีตมิได้หอมหวลเช่นในปัจจุบัน
อเมริกันได้ทำการวิจัยมะพร้าวเป็นเรื่องเป็นราวที่ิฟิลิปปินส์ ทั้งๆที่ประเทศไทยก็มีมะำร้าวไม่ต่างกับฟิลิปปินส์ ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะฟิิลิปปินส์เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศตะวันตกมาก่อน การสื่อภาษาต่างชาติจึงทำได้ดีกว่าประเทศไทย เขาเลยเลือกทำที่นั่น
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เห็นด้วยกับความเห็นของ คุณที่ใช้ ชื่อเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย 100 %
สนับสนุน ความเห็นของ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
 
ความคิดเห็นที่ 20 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อาการเจ็บข้อจากเก๊าท์นะครับมันมีความสัมพันธุ์กับความดันสูงมากกว่าระดับกรดยูริค
ถ้าควบคุมความดันไม่ให้สูงได้จะไม่เจ็บข้อถึงแม้กรดยูริคจะสูง
ท่านก็ต้องกลับไปดูว่าความดันสูงของท่านเกิดจากสาเหตุใด
ส่วนกรดยูริคจัดการด้วยการดื่มน้ำให้เยอะและใช้ระบบเผาผลาญของร่างกายเรา(ออกกำลังกายตามความเหมาะสมของอายุ)
ผมเป็นเก๊าท์มาสิบกว่าปีจากแรกๆเจ็บข้อปีละครั้งถึงช่วงหลังเจ็บทุกเดือน
ปัจจุบันไม่เจ็บข้อมาสามปีแล้วครับกินแตงกวาทุกวันขอย้ำว่าทุกวัน
พยายามออกกำลังที่ละน้อยๆก่อนเพื่อดึงเอาระบบเผาผลาญกลับมาทำงานให้ดีเหมือนเดิม
คุณอย่าไปเชื่อคำพูดที่ว่าเป็นเก๊าท์แล้วต้องกินยาตลอดชีวิต
ผมว่ายาของพวกเมิงนั่นแหละจะทำให้กรูป่วยตลอดชีวิต
อย่าท้อและพยายามเอาชนะใจตัวเองให้ได้และความดันสำคัญกว่าระดับกรดยูริคโชคดีครับ
โรคเก๊าท์รักษาให้หายขาดได้
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 19 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
มันแพง ขวดละ2-3 ร้อยบาท ไม่ถึง ลิตรด้วยซ้ำ
ทั้งที่รู้ มันเงินไม่พอจะทำไงได้..
ประทศไทยปลูกข้าวหอมมะลิดีสุดมากสุดในโลก
คนไทยกลับต้อง ซื้อกินราคาเท่าอเมริกา
มนุษย์เงินไม่ถึงเดือน
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 17 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
สุดยอดอีกชุดความรู้จาก อ.ปานเทพ ครับ
ขอบคุณจริงๆ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 16 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ยาวเกินขี้เกียจอ่านสรุปให้หน่อยสิสัก3 บรรทัด
หมออ้อยใจ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ขี้เกียจอ่านให้ไปย้อนดูรายการคุณกับสนธิวันที่ 4 ตค อ.ปานเทพอธิบายไว้ได้ละเอียดในช่วงต้นรายการ
ดูจากรายการคุยกับสนธิก็ได้ครับ
 
ความคิดเห็นที่ 15 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้และเรื่องอื่นๆที่เราโดนหลอก หาอ่่านได้ในหนังสือ

รู้ไว้ ไม่โง่ โดย ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา

http://www.postbooksonline.com/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B3/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88/128-%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B9%89-%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%82%E0%B8%87%E0%B9%88
gmm
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 14 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
งานนี้พวกขายน้ำมันถั่วเหลืองสะเทือนทรางแน่นอน
เพราะเวลานี้คนไทยเองก็เริ่มเรียนรู้เรื่องน้ำมันมะพร้าวกันมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ไปนิยมน้ำมันดอกทานตะวันกันซึ่งราคาสูง
ตอนนี้ได้กลับมาสู่ความจริงคือมะพร้าวไทยนี่แหละสุดยอด
ชอบใจมากเรื่องนี้
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 13 +4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
กรุณาให้ credit ถึงที่มาของภาพต่างๆ ที่นำมาประกอบเป็นข้อมูลในบทความนี้ด้วย
acknowledgement
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 12 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ที่ทำลายเครดิตบทความนี้มากที่สุดคือกราฟสิบอันดับเหตุแห่งการเสียชีวิตนี่แหละ เอาดื้อๆงี้เลย ไม่ทราบว่าจริงเท็จแค่ไหน ที่แน่ๆน้ำมันถั่วเหลืองไม่มีขายในฝรั่งเศส ฉนั้นที่เขาว่าใช้กันทั่วโลกก็ไม่ใช่ความจริงอย่างนึงละ ในยุโรปจะพูดกันมากถึงอันตรายจากน้ำมันปาล์มครับ เนื่องจากในอุณหภูมิห้องน้ำมันปาล์มจะเป็นของแข็ง การขนส่งง่ายเลยมีราคาถูก และถูกใช้มากในอุตสหกรรมอาหารเพื่อลดต้นทุน เป็นต้นว่าขนมปังกรอบ บิสกิต เค้กและของกรอบๆทั้งหลายที่ทำด้วยระบบอุตสาหกรรม
Pongratta
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ถามหน่อยครับ ที่บอกว่าน้ำมันปาล์มจะแข็งตัวที่อุณหภูมิห้องทำให้สะดวกในการขนส่ง หมายความว่าอะไร ถูกต้องจริงหรือ
-O-O-
 
ความคิดเห็นที่ 11 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
กราฟแสดง10อันดับการเสียชีวิต แล้วยกความผิดว่าเหตุแห่งโรคหัวใจคือน้ำมันถั่วเหลืองนี่มันไม่ง่ายไปหรือ?
Pongratta
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 10 +5 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เอากราฟอย่างนี้มาเปรียบเทียบกันได้เหรอครับ เพราะในสมัยเมื่อ 2443 ยุคสมัยนั้นสาธารณสุขของโลกเป็นอย่างไร มียา antibiotic ออกมาใช้แล้วหรือยัง

ลองดูอันดับการตายต้น ๆ เลยก็ได้ ว่าที่ตายในสมัยก่อนนั้นมาจากโรคติดเชื้อทั้งหมด ถ้าในสมัยก่อนคิดค้นยา antibiotic ได้แล้ว เมื่อคนอายุมากขึ้น โรคที่คนมักจะเป็นกันก็หนีไม่พ้น ไขมัน เบาหวาน หัวใจอยู่ดี
B
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 9 +5 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อยากจะเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้นำมันมะพร้าวรักษาโรคเก๊า เมื่อปี 2540 ผมเริ่มเป็นเก๊าครั้งแรก เจ็บมาก และ เป็นบ่อยมาก ต้องกินยา เช่น ไซโรลิก เป็นประจำ และ ทำให้ท้องร่วงด้วย หลังจากนั้น ราวปี 2550
ได้ดืมน้ำมันมะพร้าว 1 ช้อน ร่วมกับ น้ำมันปลา 2 เม็ด วันละ 3 ครั้ง ไม่มีอาการเจ็บข้อเพราะเก๊า แม้ว่าผลการตรวจเลือด กรดยูริก ยังสูงอยู่

บางสัปดาห์ลืม ดื่มน้ำมันมะพร้าว กับ น้ำมันปลา อาการเจ็บข้อเพราะโรคเก๊าก็จะกำเริบอีก เมื่อเริ่มดืม ดื่มน้ำมันมะพร้าว กับ น้ำมันปลา 1 ช้อน + 2 เม็ด อาการจะหายไป
medicamat@gmail.com
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 8 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ดูราคาน้ำมันพืชในห้างแล้วงง พวกน้ำมันถูกๆ อย่างน้ำมันปาล์มกับน้ำมันถั่วเหลืองราคาแต่ละยี่ห้อจะใกล้เคียงกัน

แต่ถ้าเป็นน้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันคาโนล่า น้ำมันมะกอก แต่ละยี่ห้อราคาจะต่างกันมาก จะซื้อของถูกก็กลัวไม่ดี จะซื้อของแพงก็กลัวโดนหลอก จ่ายแพงกว่าทำไม เลยซื้อราคากลางๆ มากันโง่ (หรือโง่ไปแล้วฟะ ของถูกดันไม่ซื้อ)

ตอนนี้ในครัวมีน้ำมันหลายชนิดมาก ขนาดน้ำมันถั่วลิสง น้ำมันเมล็ดองุ่นก็ยังมี เอาแค่น้ำมันมะกอกก็มีหลายประเภทแล้ว สับสนชีวิตมาก
ซื้อมันหมดทุกชนิดเลย
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผมเห็นใจคุณ คห.8 จริง ๆ ครับ ... ทุกวันนี้สังคมมันหลอกล่อเอาแต่ผลประโยชน์เข้าตัว .... ไปสร้างบาปกรรมกับใครมันไม่สนใจเอาเลย

เรื่องน้ำมันมะพร้าวนี่เชื่อถือได้ครับ ... ผมเคยศึกษาด้วยตัวเองมาก่อนนี้แล้วหลายปี .... พึ่งมามีการค้นคว้าจริงจังและประกาศออกมาจากนักวิชาการบางคน .... หากเอาเรื่องนี้ไปถามหมอยังตอบไม่เหมือนกันเลย .... ผมเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ ที่สังคมไทยเรายึดถือมันมาจากต่างประเทศที่เขาชวนเชื่อทั้งนั้นแหละครับ .... เราต้องเข้าหาความรู้ด้วยตัวเราเองแล้วทดลองดูว่ามีผลอย่างไร ... แค่ปีสองปีรู้เรื่องได้ชัดเจนด้วยตัวเองครับ .... อย่าไปสับสน
มาบอก
 
ความคิดเห็นที่ 7 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ที่จริงคนจำนวนไม่น้อยที่พยายามเปิดเผยความจริงอันนี้ แต่ส่วนมากโดยเฉพาะ ในเมกาและยุโรป การจะใช้ยาอะไรรักโรคอะไรนั้น บริษัทประกันสุขภาพและบริษัทยายักษ์ใหญ่เขาลอบบี้โรงบาลไว้แล้วทั้งหมด การรักษาที่ยืดเยื้อย่อมหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น (ในประเทศไทยเองน่าจะกำลังเป็นไปในลักษณะเดียวกัน) สรุปแล้วคือชีวิตคนแม้ในประเทศที่อ้างว่าประชาธิปไตย
เจริญถึงที่สุดนั้นก็เพียงแค่ใช้ชีวิตมนุษย์ให้เป็นแค่เศษเสี้ยวส่วนหนึ่งชองธุรกิจ
ผมว่าน่าจะเป็นความรับผิดชอบส่วนบุคคลที่ต้องศึกษาหาความรู้เพื่อป้องกันตนเอง เจ็บไข้ได้ป่วยถึงกับนอนโรงหมอทุกวันนี้เชื่อใจพวกอัปรีย์นั่นได้ที่ใหนว่ามันจะไม่ลักควักเอาเครื่องในเราไปขายคนรวยที่เข้าแถวรอคิวเปลี่ยนอะหลั่ยแบบจ่ายไม่อั้น
ส่วนตัวผมใช้น้ำมันมะพร้าวจากแอ๊ฟริกาและฟิลิปปินส์ ดมและตั้งไว้บนโต๊ะสังเกตุการเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิห้อง ทั้งกินทั้งทาผิวและหมักผมด้วย
อย่านอนโรงหมอให้เขาลักเครื่องใน
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
โอ๊ะ โอ๊ะ น่ากัวจัง มีลักเครื่องในด้วย
หนูกัวว
 
ความคิดเห็นที่ 6 +4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ไปฟังเรื่อง "เลือกแนวทางปฏิบัติตัว เพื่อหัวใจที่แข็งแรง" โดยมูลนิธิหัวใจแห่ง ปทท วันนี้ (4 ตค 56) ที่ BBL-Silom พูดเรื่องนี้พอดี และก็พูดถึงน้ำมันที่ใช้ประกอบอาหาร ควรใช้ไขมันไม่อิ่มตัวที่สะกัดจาก รำข้าว เมล็ดชา Corona seeds หรือน้ำมันมะกอก

ไม่มีการแนะนำให้ใช้ น้ำมันถั่วเหลืองเลย
จริงๆ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 5 +25 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
นี่เป็นผลงานค้นคว้าที่ยอดเยี่ยมมาก ขอบคุณASTV และ อ.ปานเทพมากๆ ที่ช่วยปลดแอกความเป็นทาสด้านสุขภาพให้กับคนไทย ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อนายทุนในระบอบทุนนิยมสามานย์อีกต่อไป
ดวงตาเห็นธรรม
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เอาน้ำมันไรดี น้ำมันมะพร้าวแพงอยุ่นะ
ใสๆ สกัดเย็นใช่ไหม
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 3 +80 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
สุดยอดๆๆๆท่าน ปานเทพ นับถือๆๆๆๆ
ไม่ว่าจะ ข้อมูล ความรู้เนื้อหา ความหลากหลาย และผลงานการสืบเสาะค้นคว้า มาอ้างอิง
จะติดตามผลงาน ของท่านต่อไป( เพราะตนเองห่วงแต่เอาตัวและครอบครัวให้รอดก็ลำบากแล้ว)
สำคัญ ท่านกล้า นำเสนอผลงาน แม้ว่าจะกระทบกับใคร ใหญ่แค่ไหน
*เมื่อท่านรักเรา เราก็จะรักท่าน*
ขอบคุณ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 2 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ปัจจุบันเอามันหมูมาทำน้ำมันหมู ประหยัดค่าน้ำมันพืชไปได้เยอะเลย เพราะน้ำมันหมูสามารถนำมาทอดซ้ำได้
หลายหน เดือนหนึ่งใช้น้ำมันพืช 2-3 ขวด พอใช้น้ำมันหมู
ทำอาหาร น้ำมันพืชใช้ไปครึ่งขวดเท่านั้นเอง แถมรู้สึกว่า
ระบบขับถ่ายก็ดีขึ้น กลิ่นตัว กลิ่นปากที่เคยมี พอหันมา
ใช้น้ำมันหมูแทน ก็รู้สึกว่าไม่มีเลย แปลว่าระบบข้างใน
ของเราตอนที่ใช้น้ำมันพืชทำอาหาร มันคงเน่ามากเลยเนอะ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
น้ำมันหมูเป็นน้ำมันที่ทานอร่อย ทานในปริมาณที่พอเหมาะได้ดี เพราะไม่ผ่านกรรมวิธีสังเคราะห์ พูดง่าย ๆ ก็คือไม่ได้เติมสารเคมีเข้าไปด้วย
แต่ข้อเสียคือมีเคอเลสเตอรอลสูงมาก แต่เมื่อทานแล้วหมั่นออกกำลังกายก็ไม่เป็นไร
แต่ถ้าทานเยอะแล้วไม่ออกกำลังกาย...
โรคภัยจะถามหา
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ไขมันจากสัตว์อันตรายมากฉันทานแค่7-8เดือนตรวจเจอมะเร็งระยะ0ยังไม่ลุกลามรักษาแค่ตัดชิ้นเนื้อออกและโดนฉายแสงแค่นั้น ที่แน่ใจว่าเกิดจากน้ามันหมูเพราะเป็นคนรักษาสุขภาพ ไม่ทานสัตว์ใหญ่และสัตว์ปีกจะทานแต่ผักและอาหารทะเล ใช้้น้ำมันพืช1กิโลปรุงอาหารได้10วันเดือนนึงใช้3กิโล ซึงเข้าใจว่าปัจจุบันการเลี้ยงหมูใช้สารเคมีเยอะ เป็นไปได้ว่าไขมันหมูมีอันตรายอย่าซื้อไปทานเด็ดขาด
ตา
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ขอบคุณสำหรับความรู้นะค่ะ การทานน้ำมันหมู คนจีนจะ
ทานน้ำชาตบท้าย เพื่อล้างไขมัน แต่ที่เราทาน ก็จะใช้
โซดาผสมน้ำมะนาว หรือน้ำมะนาวทานตบท้ายเช่นกันค่ะ
สำหรับน้ำมันมะพร้าวติดเรื่องกลิ่น แต่อ่านดูว่าถ้าเอามา
ตากแดดสักพักกลิ่นก็จะหายไป ทางภาคใต้มะพร้าวโลละ 50
ถ้าอย่างไรจะลองเอามาทำดู แต่เห็นทีต้องรอซื้อเตาถ่านก่อนค่ะ ที่นี่ฟืนเยอะ จะได้นำมาใช้ได้ เพราะเปลืองแก๊ส
ในการทำเหมือนกัน อย่างว่าแก๊สราคามันพุ่งขึ้นทุกเดือน
 
ความคิดเห็นที่ 1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ตอนนี้น้ำมันมะพร้าวแพงกว่าน้ำมันมะกอกแล้ว
น้ำมันรำข้าวราคายังพอซื้อมาใช้ได้
ผ่านไป
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ฉวยโอกาสโหนกระแสเพิ่มราคา แท้จริง ก็ยังมีที่ราคาไม่แพงนัก มันขึ้นอยู่กับการตลาดมากกว่า ลองเปรียบเทียบราคาและคุณภาพ แต่ถ้าจะให้ดี อยู่ที่ข้อมูลการโภชนาการ ดูที่ตัวไขมัน หากมีกรดไขมัน กรดลอริก มีอยู่สูงกว่า ก็ให้เลือกตัวนั้น
การเลือกใช้
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ลองเสาะหาต่อไปนะครับ .... ไปซื้อจากแหล่งผลิตเองเลยจะได้ราคาไม่แพงครับ .... อย่าไปซื้อแบบที่เขาเอาใส่ขวดเล็ก ๆ มาขายครับ .... ผมเคยซื้อตามห้างร้านขายของเพื่อสุขภาพ ขวดนิดเดียวเป็นร้อย .... ไปซื้อจากแหล่งผลิตแกลลอนละไม่กี่ตังค์เอามาพิสูจน์ดูเหมือนกันเป๊ะเลย .... ลองดูนะครับแถวแปดริ้วก็มีแล้ว
หาจากแหล่งผลิต
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
...น้ำมันมะพร้าวแพง..กลัวทำไมคะ...ทำเองเลย...ไม่ได้ใช้เวลามากมายสักเท่าใดนัก.....ทำไม่เป็นก็ถาม อากู๋..ค่ะ
ส่วนเรื่องที่ว่า..น้ำมันมะพร้าว ป้าทำทีเดียว ใช้ทั้ง Oil Pulling ทั้งทานก่อนอาหาร ถามว่าประหยัดไหม? ประหยัดกว่าการซื้อเขานิดหน่อย แต่เราได้น้ำมันมะพร้าว 100% สะอาดแน่นอน...
...แต่นำมาทำกับข้าว มันทำให้อาหารไม่อร่อยเพราะเรื่องกลิ่นของมะพร้าว ก็เลยใช้วิธีเลี่ยงอาหารทอด หมดปัญหา....
ป้าแจ่ม
 
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014