หน้าแรกผู้จัดการ Online | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์
 

ส่องทิศทางธุรกิจอาหารเครือซีพี ผ่านวิสัยทัศน์ “เจ้าสัวธนินท์”

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 2 พฤศจิกายน 2556 06:39 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ส่องทิศทางธุรกิจอาหารเครือซีพี ผ่านวิสัยทัศน์ “เจ้าสัวธนินท์”

ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์-เป็นประจำทุกปีที่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF จะจัดงานเลี้ยงขอบคุณคู่ค้าและพันธมิตร แต่ความพิเศษของงานในปีนี้ ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อค่ำคืนวันที่ 25 ตุลาคม ที่ผ่านมา อยู่ที่การปาฐกถาพิเศษโดย “ธนินท์ เจียรวนนท์” ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปีของ CPF พร้อมกับฉลองการก้าวขึ้นสู่ “เบอร์ 1” ในธุรกิจอาหารสัตว์โลก
       
       นอกจากการกล่าวขอบคุณเกษตรกรและพันธมิตรคู่ค้า เจ้าสัวซีพียังย้อนอดีตของธุรกิจอาหารสัตว์เครือซีพีพร้อมด้วยกุญแจความสำเร็จตลอด 60 ปี ทั้งยังกล่าวถึงแนวโน้มและทิศทางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลก
       
       ธนินท์พูดเสมอว่า “โลกเปลี่ยนแปลง เราต้องเตรียมใจและต้องเปลี่ยนแปลงตามโลกให้ทัน” ซึ่งแน่นอนว่า ความเปลี่ยนแปลงของโลกที่อยู่ในความสนใจของธนินท์ ย่อมหมายถึง “มูลค่าธุรกิจ” ที่จะส่งผลต่ออนาคตและทิศทางของธุรกิจในเครือซีพีทั้งหมด โดย ผู้จัดการ 360 ํ สรุปประเด็นสำคัญมาพอสังเขป ดังต่อไปนี้
       
       “ถ้ายังมีมนุษย์อยู่ ธุรกิจซีพีก็อยู่ได้”
       
       “ธุรกิจการเกษตรไปจนถึงธุรกิจอาหารสัตว์ และต่อยอดไปถึงธุรกิจอาหารมนุษย์ ทั้งหมดนี้จะเป็นธุรกิจที่จะอยู่คู่กับมนุษย์ ฉะนั้นถ้าเมื่อไหร่ไม่มีมนุษย์ เมื่อนั้นธุรกิจซีพีถึงจะอยู่ไม่ได้” คำกล่าวของเจ้าสัวซีพี ปรากฏบ่อยครั้ง ไม่ได้เฉพาะบนเวทีครบรอบ 60 ปีของ CPF ครั้งนี้ แต่แทบทุกครั้งที่มีโอกาสพูดถึงอนาคตของเครือซีพี
       
       วิสัยทัศน์ในเรื่องนี้ของธนินท์ถูกตอกย้ำให้หนักแน่นยิ่งขึ้น ด้วยประสบการณ์กว่า 200 ปี ของกลุ่มธุรกิจ “ดูปองท์ (DuPont)” บริษัทยักษ์ใหญ่ของอเมริกา ซึ่งหลังจากศตวรรษแรกที่ดูปองท์ร่ำรวยจากการผลิตดินปืน จนมาสู่ศตวรรษที่ 2 ซึ่งหันมารุกด้านเคมีภัณฑ์ พอเข้าสู่ศตวรรษที่ 3 ดูปองต์หันกลับมาเน้นลงทุนด้านการเกษตรไปจนถึงอาหาร
       
       บวกกับแนวโน้มประชากรโลกที่จะเพิ่มขึ้นจาก 7 พันล้านคน เป็น 9 พันล้านคนในไม่ถึง 40 ปีข้างหน้า ธนินท์เชื่อว่า นี่จะส่งผลให้เกิดการบริโภคอาหารที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการเกิดภาวะขาดแคลนอาหารและวัตถุดิบในอนาคต
       
       “ซีพี เข้าไปลงทุนและขายสินค้าในจีน อินเดีย และอาเซียน ซึ่งมีประชากรเกือบ 3 พันล้านคน ขณะเดียวกันเราก็ยังขายสินค้าไปในอเมริกา กลุ่มยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ฯลฯ หมายความว่า เราขายอาหารให้คนเกือบครึ่งโลก”
       
       จากธุรกิจอาหารสัตว์ในไทยเมื่อ 60 ปีที่ซีพีพัฒนาเข้าสู่อุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ครบวงจร ต่อเนื่องถึงการผลิตอาหารสำเร็จรูป ณ วันนี้ ธุรกิจอาหารสัตว์ของเครือซีพีได้ขยายตัวไปในหลายประเทศ โดยมียอดขายเกือบ 30 ล้านตันต่อปี ถือเป็นอันดับ 1 ของโลกในขณะนี้
       
       “ด้วยวิสัยทัศน์ของประธานธนินท์ที่จะเป็น “ครัวของโลก” ทำให้เครือซีพีต้องขยายธุรกิจให้ครบวงจร คือ Feed-Farm-Food หมายถึงเริ่มตั้งแต่ธุรกิจอาหารสัตว์ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ แปรรูปเนื้อสัตว์ และอาหารสำเร็จรูป ตลอดจนเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีก เพื่อควบคุมการผลิตและคุณภาพ ตรวจสอบย้อนหลัง เป็นช่องทางการขาย และลดต้นทุนให้แข่งขันในตลาดโลกได้” อดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่แห่ง CPF กล่าว
       
       ปัจจุบันธุรกิจอาหารของ CPF มีการขยายการลงทุนไปใน 25 ประเทศ และบริการอาหารแก่ผู้บริโภคกว่า 100 ประเทศทั่วโลก สร้างยอดขายให้บริษัทราว 3.5 แสนล้านบาท ทั้งนี้ อดิเรกตั้งเป้าว่า ภายใน 5 ปี จะดันยอดขายของ CPF ให้ไปถึง 7 แสนล้านบาท หรือเป็น 2 เท่าของปัจจุบัน
       
       อย่างไรก็ดี ธนินท์ยอมรับว่า ปัจจุบันธุรกิจอาหารของเครือซีพียังไม่ครบวงจรนัก เพราะซีพียังไม่มีโรงชำแหละสุกรเป็นของตัวเอง เนื่องจากคุณแม่ไม่อยากให้ฆ่าหมู แต่วันนี้ ถึงเวลาที่ซีพีจำเป็นต้องมีโรงฆ่าหมูเป็นของตัวเอง ขณะที่ธุรกิจอาหารมนุษย์ของเครือซีพี ก็ยังมีจุดอ่อนสำคัญคือ การขาดผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาอาหารมนุษย์ โดยเฉพาะตลาดอาหารเพื่อสุขภาพ และอาหารสำหรับผู้สูงอายุ
       
       “จากยุคอิเล็กทรอนิกส์ สู่ไบโอเทคโนโลยี”
       
       “ต้องขอบคุณท่านประธานจรัญ ที่ส่งผมไปดูงานที่ต่างประเทศ ทำให้ได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้เห็นว่าโลกทำอะไรอยู่ ถ้าผมไม่ได้ไปตรงนั้น (เครือซีพี) ก็อาจจะไม่ได้มาถึงวันนี้” ธนินท์เกริ่นพร้อมกับระบุว่า ความสำเร็จของเครือซีพีอยู่ที่การใช้เทคโนโลยีมาตลอด
       
       ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่ซีพีนำมาใช้ทำให้ธุรกิจการเกษตรของเมืองไทยเปลี่ยนเป็นระบบเกษตรอุตสาหกรรม และทำให้ซีพีสามารถขยายเข้าสู่ธุรกิจและอุตสาหกรรมอาหารมาจนวันนี้
       
       ธนินท์ประกาศว่า ณ วันนี้ ธุรกิจการเกษตรในทั่วโลกกำลังเปลี่ยนจากยุคเทคโนโลยีระบบอิเล็กทรอนิกส์ เข้าสู่ยุค “ไบโอเทคโนโลยี” อย่างจริงจัง โดยมองว่าไบโอเทคโนโลยีจะเป็นอนาคตที่ยิ่งใหญ่ ที่จะช่วยทำให้คำว่า “ขาดอาหาร” หมดไป พร้อมกับช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลและสร้างรายได้ให้ธุรกิจได้อีกมาก
       
       เจ้าสัวซีพียกตัวอย่างข้าวโพด โดยระบุว่า เมื่อผ่านไบโอเทคโนโลยีขั้นสูง ต้นข้าวโพดต้นเดียวจะสร้างมูลค่าได้เป็นล้านบาท แทนที่จะเอารถไปไถกลับเพื่อเป็นปุ๋ย
       
       “ตอนนี้ผมกำลังติดตามการวิจัยเรื่องข้าวโพดอย่างใกล้ชิด เพราะต้นข้าวโพดสามารถเอาไปทำได้ตั้งหลายอย่าง เช่น เอาเส้นใยไปทอเป็นพรมที่ย่อยสลายได้ เอาไปทำเสื้อกันกระสุน หรือจะเอาไปหมักเป็นเอทานอลสกัดเป็นน้ำมัน แล้วน้ำมันที่ได้จะเอาไปทานหรือเอาไปสกัดทำเป็นเครื่องสำอางราคาแพงได้ ส่วนเมล็ดข้าวโพดก็สกัดโปรตีน หรือสกัดทำแป้ง แล้วเอาแป้งไปหมักทำน้ำตาลที่ดีที่สุด นี่คือเกษตรยุคใหม่”
       
       ทั้งนี้ ซีพียังมีความพยายามที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มจากต้นปาล์ม โดยนอกจากจะใช้ผลิตน้ำมันปาล์ม ตัวเมล็ดยังสามารถสกัดไปทำเครื่องสำอางชั้นดีได้ด้วย นอกจากนี้ ธนินท์ยังสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างยางพาราและอ้อย ขณะที่ทุเรียนซึ่งเป็นผลไม้ที่คนจีนชอบทาน และมะพร้าวซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของหลายเมนูอาหารไทย ซีพีกำลังทำการศึกษาอยู่
       
       ควบคู่กับประโยคที่ว่า พืชอาหาร หรือ “น้ำมันบนดิน” จะมีมูลค่าเพิ่มมากกว่าและมีความสำคัญกว่า “น้ำมันใต้ดิน” ธนินท์มักย้ำด้วยว่า น้ำมันบนดินจะปลูกแล้วปลูกอีกได้ก็ด้วยเทคโนโลยี
       
       “E-commerce จะเป็นธุรกิจที่ยิ่งใหญ่มาก”
       
       “ต่อไปโลกนี้จะค้าขายในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ธุรกิจ E-commerce มากถึง 70-80% ของมูลค่าการค้าทั้งหมด หมายความว่าธุรกิจนี้จะยิ่งใหญ่มากในอนาคต ซึ่งก็หมายถึงโอกาสในการเติบโตของธุรกิจค้าปลีกยังมีอีกมาก”
       
       กลุ่มซีพีเริ่มเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกเมื่อ 25 ปีก่อน ปัจจุบันกลุ่มซีพีมีรูปแบบร้านค้าที่หลากหลาย โดยโครงสร้างการจัดแบ่งร้านค้าปลีกในเครือ CPF แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มร้านอาหาร เช่น เชสเตอร์กริลล์ ธุรกิจห้าดาว ร้านอาหารจานด่วน “ซีพีคิทเช่น” เป็นต้น และกลุ่มค้าปลีกอาหาร ได้แก่ “ซีพีเฟรชมาร์ท” หรือ “ตู้เย็นชุมชน” “ซีพีฟู้ดมาร์เก็ต” และ “ซีพีฟู้ดเวิลด์” อีกทั้งยังมี ร้านสะดวกซื้อ 7-11 ของกลุ่ม CP All และแม็คโคร ซึ่งถูกวางให้เป็นผู้ขายสินค้าอาหารป้อนภัตตาคาร รองรับทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่
       
       “การขายอาหารสดหรืออาหารแช่แข็งแบบส่งถึงบ้าน (delivery) ยังมีน้อย นี่เป็นโอกาสที่รอให้เครือซีพีเข้าไปทำ ไม่ใช่แค่ในเมืองไทย เพราะในตลาดระดับโลกก็ยังขาดแคลน”
       
       ปัจจุบันบริษัทในเครือซีพีที่วางรากฐานและมุ่งหน้าไปสู่การรองรับธุรกิจ E-commerce อย่างเต็มตัวที่สุดก็คือ กลุ่มทรู โดยสินค้าที่ชัดเจนที่สุดคือ “ทรูมันนี่” และเว็บไซต์ Weloveshopping โดยกลุ่มทรูยังมีหน้าที่สำคัญคือเป็นผู้เชื่อมโยงธุรกิจ E-commerce และ Mobile-commerce ให้กับทั้งเครือซีพี
       
       นอกจากนี้ ก็มีกลุ่ม CP All ที่กำลังรุกสู่พรมแดนการค้าออนไลน์อย่างจริงจัง โดยได้สร้างช่องทางขายออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ Shopat7.com ซึ่งมีบริการขายสินค้าไปในตลาดต่างประเทศด้วย
       
       “จะเป็นครัวโลก ต้องมีเครือข่ายการขายต่างแดน”
       
       ธนินท์ได้พูดถึงทิศทางการลงทุนของกลุ่มซีพีในต่างประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ โดยระบุว่า ช่วง 3-5 ปีข้างหน้า เครือซีพีจะมีการลงทุนตั้งโรงงานผลิตอาหารป้อนชาวเอเชียในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวมกันไม่เกิน 3 พันล้านบาท โดยประเทศแรกที่มองไว้คือ เบลเยียม เนื่องจากเป็นศูนย์กลางของกลุ่ม EU และซีพีได้พันธมิตรท้องถิ่นที่จะร่วมทุนแล้ว ขณะที่อังกฤษจะเป็นประเทศที่สอง ซึ่งจะลงทุนเอง 100% ตามด้วยอเมริกา
       
       นอกจากนี้ ซีพียังมองลู่ทางซื้อธุรกิจค้าปลีกในประเทศเหล่านั้น เพื่อใช้เป็นช่องทางในการกระจายสินค้า โดยจะเลือกซื้อกิจการหรือซื้อหุ้นของบริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่ของประเทศนั้น เพื่อให้สินค้ากระจายเต็มตลาดได้ทันที ซึ่งก่อนนี้ซีพีเพิ่งพลาดดีล “พาร์ค แอนด์ ช็อป” ห้างที่ใหญ่ที่สุดในฮ่องกง และดีล “คาร์ฟูร์” ห้างค้าปลีกใหญ่อันดับ 2 ของโลก
       
       “เราซื้อธุรกิจค้าปลีก ไม่ใช่เพื่อทำธุรกิจนั้นให้เจริญ แต่เราซื้อเพื่อใช้เป็นเครือข่ายจำหน่ายสินค้าเราเข้าสู่ประเทศนั้น เพราะถ้าจะเป็นครัวของโลก แต่ไม่มีเครือข่ายช่องทางขายก็ยากที่จะโต เพราะเราต้องไปขอวางสินค้าตามร้านพวกนี้ซึ่งจะช้ามาก หรือจะสร้างเองก็ช้าเกินไป แต่ถ้าเราเป็นเจ้าของห้างเอง เราก็ระบายสินค้าได้อย่างรวดเร็วและทันที”
       
       ธนินท์ระบุว่า การลงทุนในต่างประเทศในระยะแรกจะเป็นในนามของ “เครือซีพี” ก่อน แต่หากที่ไหนประสบความสำเร็จ ก็จะให้ CPF เข้าไปลงทุนต่อ ทั้งนี้ เพื่อทำให้หุ้น CPF มีมูลค่าเพิ่มขึ้น
       
       แม้ธนินท์จะเคยพูดว่า “ตลาดทั่วโลกเป็นตลาดของซีพี” แต่ก็ยอมรับว่า การทำธุรกิจในตลาดต่างประเทศ ณ วันนี้ ไม่ง่าย และไม่อาจค่อยเป็นค่อยไปได้อีกต่อไป โดยธนินท์ทิ้งท้ายว่า “วันนี้ ผมก็อายุมากแล้ว แต่ก่อนอาจจะใช้เวลามองการลงทุน “อะไร” ล่วงหน้าเป็น 20 ปี แต่เดี๋ยวนี้แค่ 3 ปีก็พอ”
       
       เป็นวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลโดยธนินท์ ที่สรุปได้สั้น กระชับ และน่าจับตามองอย่างยิ่ง
       
       

ข่าวล่าสุด ในหมวด
จับมือสังหาร พล.อ.ร่มเกล้า ความจริงวันนี้ของ “ชายชุดดำ”
จาก “โคตรนาฬิกา” ถึง “โคตรไมค์”
คสช.โปรดทบทวนอีกครั้ง ยึด “ท่อก๊าซปตท.” คืนรัฐ
“ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล” เปิดใจตอบ “โคตรไมค์” “ผมไม่ใช่ภารโรง แต่เป็นปลัดฯ ที่ไม่มีอำนาจจริงๆ!!”
อสส.ยื้อฟ้อง “ปู” จำนำข้าว คสช.เลือกผิดเลือกใหม่ได้
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
ยังไม่มีผู้โหวต
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014