หน้าแรกผู้จัดการ Online | ผู้จัดการสุดสัปดาห์
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ ณ บ้านพระอาทิตย์ โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

ทำไมยังไม่ยอมวิจัยเรื่องการกดนวดตาเพื่อรักษาโรคต้อหินเรื้อรังและจอประสาทตาเสื่อม !? (ตอนที่ 2)

โดย ผู้จัดการรายวัน
19 ธันวาคม 2557 19:59 น.
        ณ บ้านพระอาทิตย์
       โดย...ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

ทำไมยังไม่ยอมวิจัยเรื่องการกดนวดตาเพื่อรักษาโรคต้อหินเรื้อรังและจอประสาทตาเสื่อม !? (ตอนที่ 2)
นพ.สมเกียรติ อธิคมกุลชัย
        ภายหลังจากการที่ นพ.สมเกียรติ อธิคมกุลชัย จักษุแพทย์ผู้คิดค้นการนวดตาเพื่อรักษาโรคต้อหินและโรคจอประสาทตาเสื่อม เพื่อเพิ่มระบบไหลเวียนเลือดภายใต้หลักคิดที่ว่าเนื้อเยื่อของเราสามารถปรับสภาพ (Remodel) ได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ใช้ยา หรือใช้เลเซอร์ แต่ต้องเจออุปสรรคอยู่มากในวงการจักษุแพทย์ด้วยกันเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
       
        เริ่มต้นจากมีจักษุแพทย์บางท่านได้ไปร้องเรียนยังกองการประกอบโรคศิลปะ แต่เมื่อทำอะไรไม่ได้ ก็ได้มีการร้องเรียนไปยังทางราชวิทยาลัยจักษุแพทย์เพื่อให้ดำเนินการกับ นพ.สมเกียรติ ต่อมาในยุคประธานราชวิทยาลัย อ.อภิชาติ สิงคาลวณิช ได้มีจดหมายสั่งให้มีการลบข้อมูลในเว็บไซต์ที่ นพ.สมเกียรติ ได้ทำการเผยแพร่ในขณะนั้น ด้วยเหตุผลว่า "อาจทำความเสียหายต่อผู้ป่วยและจักษุแพทย์ที่ถูกพาดพิง" ซึ่ง นพ.สมเกียรติ อธิคมกุลชัย จึงได้ทำหนังสือชี้แจงความเป็นมาถึงประธานราชวิทยาลัยจักษุแพทย์เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2549 และร้องขอต่อราชวิทยาลัยฯใน 4 ประเด็นหลักคือ
       
        1. นพ.สมเกียรติ แจ้งว่าได้พบสาเหตุและวิธีรักษาจำเพาะของโรคต้อหินเรื้อรังแล้ว ซึ่งจะมีคุณประโยชน์มหาศาลต่อมนุษยชาติ และจะนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศไทย
       
        2. ขอให้ทางราชวิทยาลัยฯ แต่งตั้งอนุกรรมการเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้
       
        3. ขอร้องให้กรรมการราชวิทยาลัยทุกท่าน สอบถามข้อมูลเบื้องต้นกับ นพ.เอกชัย จุละจาริตต์ ผู้ป่วยโรคต้อหินที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งมีอาการดีขึ้นจากวิธีกดนวดตา ซึ่งเป็นนายแพทย์ที่มีประวัติการทำงานดีเด่น เคยได้รับรางวัลจากสภาวิจัยแห่งชาติถึง 2 ครั้ง ( นพ.สมเกียรติแจ้งว่าไม่มีกรรมการราชวิทยาลัยฯแม้แต่ท่านเดียวที่จะเสียสละเวลาคุยสอบถามกับ นพ.เอกชัย)
       
        4. ได้แจ้งให้ทราบว่า นพ.สมเกียรติ กำลังดำเนินการที่จะทำวิจัยยืนยันผล โดยร่วมมือกับ รพ.เมตตาประชารักษ์ (รพ.วัดไร่ขิง) โดยมีการมอบข้อมูลให้ นพ.วิวัฒน์ โกมลสุรเดช โดยจะทำการวิจัย 4 หัวข้อ คือ การนวดตา สามารถลดความดันลูกตาในผู้ป่วยโรคต้อหินเรื้อรัง, การนวดตาสามารถเพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปหล่อเลี้ยงเซลล์ประสาทตา, การนวดตาสามารถฟื้นฟูสภาพสายตาให้แก่ผู้ป่วยโรคต้อหินเรื้อรัง, สาเหตุของโรคต้อหินเรื้อรัง เกิดจากความเสื่อมสภาพของแผ่น Lamina cribrosa

ทำไมยังไม่ยอมวิจัยเรื่องการกดนวดตาเพื่อรักษาโรคต้อหินเรื้อรังและจอประสาทตาเสื่อม !? (ตอนที่ 2)
โจเซฟ เฟลมเมอร์
        นอกจากนี้ นพ.สมเกียรติ ยังได้แจ้งว่าได้ร่วมมือกับ ศาสตราจารย์โจเซฟ เฟลมเมอร์ จากมหาวิทยาลัย บาเซล ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ผู้เขียนตำรา ต้อหิน (Glaucoma) ประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อแจกจักษุแพทย์ทั่วโลก ได้ยืนยันที่จะทำการวิจัยเรื่องดังกล่าวร่วมกันอีกด้วย
       
        ต่อมา ประธานราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย ได้มีหนังสืออีกครั้งให้ทำการปิดเว็บไซต์ในการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว นพ.สมเกียรติ อธิคมกุลชัย จึงได้ทำหนังสืออีกครั้งในวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 แจ้งว่าการนวดตายังเป็นวิธีเดียวเท่านั้นในปัจจุบันที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยโรคต้อหินเรื้อรังที่โรคกำลัง Active ให้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติอีกครั้งหนึ่ง การปิดเว็บไซต์ก็เท่ากับปิดโอกาสที่ผู้ป่วยโรคต้อหินเหล่านั้น จะเข้าถึงข้อมูลที่จะสามารถช่วยเหลือเขาให้รอดพ้นจากภาวะตาบอดได้ อย่างไรก็ตาม นพ.สมเกียรติ อธิคมกุลชัย ได้น้อมรับการตัดสินของราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทยที่ได้ตัดสินใจจากข้อมูลเท่าที่ได้รับในเวลานั้น จึงได้ดำนินการปิดเว็บไซต์การรักษาโรคต้อหินด้วยการนวดตาหลังจากนั้น 1 เดือน
       
        ต่อมาเมื่อผู้บริหารชุดใหม่เข้าทำหน้าที่ ได้ประสานมายังผู้บริหารของโรงพยาบาลในเครือบางปะกอก เพื่อขอให้ นพ.สมเกียรติ อธิคมกุลชัย ให้หยุดการรักษาผู้ป่วยด้วยเทคนิคการนวดตาและให้ปิดเว็บไซต์ที่เผยแพร่ข้อมูลการคิดค้น ปรากฏว่า นพ.สมเกียรติ จึงได้ส่งรายละเอียดข้อมูลความเป็นมาในการคิดค้นเทคนิคการนวดตา ซึ่ง เป็นการคิดค้นบนพื้นฐานความรู้ด้านจักษุขั้นสูง และส่งจดหมายชี้แจงถึงประธานราชวิทยาลัยจักษุแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2550 โดยได้ยืนยันในจดหมายฉบับนั้นความตอนหนึ่งว่า
       
        "3 ปีที่คิดค้นวิธีการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคต้อหินเรื้อรังที่มีปัญหาดวงตาใกล้บอด ได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เกินความคาดหมายที่คิดเอาไว้มาก ได้ค้นพบสาเหตุที่แท้จริงของโรคต้อหินเรื้อรังและค้นพบการักษาจำเพาะของโรคนี้ ในขณะที่ศูนย์วิจัยโรคต้อหินทั่วโลก ยังไม่สามารถคิดค้นได้
       
        เนื่องจากการคิดค้นของผมจบสมบูรณ์แล้ว ผมพร้อมที่จะเลิกการักษาด้วยวิธีการดังกล่าวตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ยกเว้นผู้ป่วยที่โรคกำลัง Active และตากำลังจะบอด ซึ่งผมจะยังคงทำการักษาต่อไปด้วยสำนึกของความเป็นแพทย์และเพื่อนมนุษย์"

       
        ภายหลังจาก นพ.สมเกียรติ ส่งข้อมูล "ประวัติการคิดค้นการนวดรักษาโรคต้อหิน" และจดหมายถึงประธานวิทยาลัยจักษุแห่งประเทศไทยไปแล้ว อุปสรรคในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคต้อหินด้วยการนวดตาก็ค่อยๆบรรเทาลง จนกระทั่ง นพ.สมเกียรติ ได้แจ้งความก้าวหน้าในผลการคิดค้นอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลการค้นพบว่า"การใช้สายตาจ้องคอมพิวเตอร์เป็นประจำ เป็นอีกปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งของโรคต้อหินเรื้อรัง" ซึ่งตรงกับข้อมูลการค้นพบของ ดอกเตอร์ มัสซายูกิ ทาเตะมิชิ จากโรงเรียนแพทย์มหาวิทาลัย โตโฮ รายงานเอาไว้เมื่อปลายปี พ.ศ. 2547 ซึ่งปัญหานี้จะทำให้มีผู้ป่วยทยอยตาบอดมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว จึงแจ้งต่อความสำคัญของการนวดตาไปยังประธานราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2551 และได้ส่งหนังสือตำราเล่มใหม่ของ ศาสตราจารย์โจเซฟ เฟลมเมอร์ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ที่ได้ระบุว่า "ระบบไหลเวียนเลือดเป็นสาเหตุสำคัญของโรคต้อหินเรื้อรัง"
       
        แม้ว่าจะมีผู้ป่วยโรคต้อหินเรื้อรังจะมีอาการดีขึ้นและได้รับผลตอบรับดีจากการนวดตา ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารของโรงพยาบาล มีผลทำให้ นพ.สมเกียรติถูกให้ออกจากงานทันที จึงเท่ากับเป็นการยุติการคิดค้นในโรงพยาบาลดังกล่าวลง
       
        สำหรับงานวิจัยที่ดำเนินมาก่อนหน้านี้ โดย นพ.วิวัฒน์ โกมลสุรเดช โรงพยาบาลวัดไร่ขิง ได้ทำหนังสือราชการเสนอขออนุมัติต่อกรมการแพทย์ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2549 นั้น ผลปรากฏเรื่องราวที่น่าสนใจดังนี้
       
        นพ.สมเกียรติ อธิคมกุลชัย ได้เข้าไปชี้แจงโครงการวิจัยดังกล่าวร่วมกับจักษุแพทย์จากโรงพยาบาลวัดไร่ขิง ซึ่งบังเอิญว่า หนึ่งในคณะกรรมการที่สัมภาษณ์เพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการวิจัย เป็นจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคต้อหินท่านหนึ่ง จากคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น "ได้ปฏิเสธโครงการวิจัยนี้"โดยให้เหตุผลว่า :
       
        "ทุกวันนี้โรคต้อหินเรื้อรังสามารถรักษาได้ดีอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องทำวิจัย"
       
        แต่ความพยายามในการพิสูจน์ความจริงยังไม่จบเพียงเท่านี้ โปรดติดตามตอนต่อไป

       
       

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ทำไมยังไม่ยอมวิจัยเรื่อง การกดนวดตาเพื่อรักษาโรคต้อหินเรื้อรังและจอประสาทตาเสื่อม !? (ตอนที่ 1)
ข่าวล่าสุด ในหมวด
ถอดรหัส! เบื้องลึกผลิตภัณฑ์ยาพ่นสเปรย์ “กัญชา” ม.รังสิต กับโรคมะเร็ง จะไปไกลได้ถึงไหน?
คนไทยควรตระหนักข่าวเรื่องสารก่อมะเร็งในกาแฟแค่ไหน?
สุดวิกฤติ! โรงพยาบาลรัฐแออัด โรงพยาบาลเอกชนแสนแพง แพทย์ทางเลือกไร้งานวิจัย(มีคลิป)
จาก “รอยยิ้มและน้ำตา” ภาค 1 “บุพเพสันนิวาส” ถึง ภาค 2 ”พรหมลิขิต” กระแสนี้จะพาไทยไปถึงไหน !!!?
สมัครด่วน 100 คนเท่านั้น! หลักสูตรวิถีชีวาเวชศาสตร์ ม.รังสิต “รุ่นที่ 2” เป็นหมอสำหรับตนเอง “ลดการใช้ยา ด้วยบูรณาการแห่งปัญญา”
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 13 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2018