| วิ-นาสเรขุดทองเครื่องสำอางในไทย |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ |
12 กรกฎาคม 2550 09:10 น. |
|
 |
| นายสมพล ยศวิริยะพาณิชย์ (ซ้าย) |
|
|
 |
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
|
|
|
 |
แนวโน้มตลาดเครื่องสำอาง ยังหมุนล้อเดินหน้าได้เรื่อยๆ จากการขับเคลื่อนของกลุ่มไฮเอนด์ และแมสเป็นหัวหอก วิ-นาสเร เครื่องสำอางสุดหรู จากแดนซากุระ สบช่องขุดทองในไทย ทุ่ม 100 ล้าน ผุด บริษัท เมญ่า (ประเทศไทย) จำกัด ดูการขาย นอกเขตญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก พุ่งเป้ามัดใจ กลุ่มคนดัง ดารา และไฮโซ โดยเฉพาะ มั่นใจสิ้นปี นั่งนับเงินเข้ากระเป๋าไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท
นายสมพล ยศวิริยะพาณิชย์ ผู้จัดการภูมิภาค ภาคพื้นเอเชีย Regional Far East บริษัท เมญ่า (ประเทศไทย) จำกัด ตัวแทนจำหน่ายเครื่องสำอางระดับท๊อปไฮเอนด์ แบรนด์ วิ-นาสเรจากประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า แม้ทิศทางของตลาดรวมเครื่องสำอางปีนี้ อาจจะมีการเติบโตทรงตัว เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจ และการเมืองยังไม่แน่นอน แต่หากมองลึกลงไปในแต่ละเซกเม้นต์แล้ว กลับพบว่ามีบางเซกเม้นต์ยังคงมีอัตราการเติบโตที่ดีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น เซกเม้นต์ระดับไฮเอนด์สูงสุด มูลค่า 2,000 ล้านบาท ยังคงเติบโตไม่ต่ำกว่า 20-30% หรือระดับแมส ซึ่งมีส่วนแบ่งใหญ่สุดกว่า 80-85% จากตลาดรวม ยังคงเติบโตขึ้นเท่าตัวเช่นกัน
ส่งผลให้เครื่องสำอาง วิ-นาสเร ซึ่งเป็นเครื่องสำอางระดับไฮเอนด์สูงสุด จากประเทศญี่ปุ่น มั่นใจที่จะลงทุนทำตลาดในไทยในปีนี้ตามแผนที่วางไว้ โดยทุ่มงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท ก่อตั้ง บริษัท เมญ่า (ประเทศไทย) จำกัดขึ้น ด้วยทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท เพื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย และทั่วภูมิภาคเอเชีย เพราะจากการศึกษาพบว่า ผู้บริโภคชาวไทยมีศักยภาพด้านการซื้อเครื่องสำอาง มีมูลค่าสูงถึง 40,000 ล้านบาท จากจำนวนผู้ซื้อกว่า 18 ล้านคน
การร่วมทุนครั้งนี้ เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท เมญ่า ประเทศไทย ถือหุ้น 51% และเมญ่า คอร์ปอเรชั่น จากประเทศญี่ปุ่น ถือหุ้น 49% โดยเมญ่าไทยจะดูแลทางด้านการทำตลาดและการขายของเครื่องสำอาง วิ-นาสเร นอกประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด ทั้งในไทยเองและประเทศอื่นๆอีก 4 ประเทศในเอเชียอีก 3 ปีนับจากนี้ คือ ไต้หวัน จะเริ่มทำตลาดไตรมาส 2 ปี 2551 ตามด้วย สิงคโปร์ ในช่วงปลายปี 2551 รวมถึงจีน และมาเลเซีย ที่จะทำตลาดต่อไป โดยมีฐานการผลิตอยู่ที่ญี่ปุ่นที่เดียว
เบื้องต้นสำหรับการทำตลาดในไทย จากการที่ วิ-นาสเร ยังเป็นแบรนด์ใหม่สำหรับคนไทยอยู่ ดังนั้นจะเน้นการสร้างตลาดขึ้นมาเองก่อนเป็นหลัก มุ่งเน้นกลยุทธ์แบบปากต่อปาก สร้างกิจกรรมให้เป็นที่รู้จัก และการสื่อสารทางการตลาดผ่านสื่อนิตยสาร หนังสือพิมพ์ เจาะกลุ่มสังคมไฮโซ ดารา นักการเมือง และบุคคลที่มีชื่อเสียง เฉลี่ยอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป พร้อมสร้างฐานลูกค้าใหม่ เช่น กลุ่มเด็ก ตั้งแต่ช่วงอายุ 20-30 ขณะเดียวกันจะเน้นกลุ่มลูกค้าคนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยที่มีกว่า 4 แสนคน ที่คาดว่าจะเป็นฐานลูกค้าที่สำคัญที่ส่วนหนึ่ง
โดยจะเริ่มนำสินค้ามาวางจำหน่ายตั้งแต่เดือน กันยายน เป็นต้นไป ผ่านบิวตี้มอลล์ ของทาง เดอะมอลล์ กรุ๊ป ใน 3 สาขาปีนี้ คือ เดอะมอลล์ บางกะปิ, เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน และสยามพารากอน และในปีหน้าจะเปิดเพิ่มให้ครบ 4-5 สาขา เบื้องต้นนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายเพียง 5 เอสเคยู ในกลุ่มสกินแคร์ และจะเพิ่มเป็น 10 เอสเคยู ในสิ้นปี 2550 โดยสินค้าสำหรับผู้ใหญ่เริ่มต้นที่ 20,000 บาท ขึ้นไปต่อ 1 เซต และเด็กจะอยู่ที่ 10,000 บาทขึ้นไป ซึ่งขณะนี้มีออเดอร์จองสินค้าแล้วกว่า 100 ราย เฉลี่ยคนละ 21,250 บาทต่อ 1 เซ็ต คาดว่าจะช่วยเพิ่มยอดขายสู่เป้า 50 ล้านบาทในสิ้นปีนี้ได้ พร้อมทั้งเชื่อมั่นว่า 1-2 ปี นับจากนี้ จะต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาทแน่นอน
|
|
|
|
|
 |
|
|
 |
 |
ข่าวล่าสุด ในหมวด |
|
|
|
|
|
|
|
|
 |
 |
5 อันดับข่าวยอดนิยมของหมวด |
 |
 |
|
 |
 |
 |
|
|