หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรก Celeb Online | lifestyle & travel | check-in
“โครงการพัฒนาดอยตุง” พระราชปณิธานของสมเด็จย่า สู่ “มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต”
ASTVผู้จัดการออนไลน์
29 กรกฎาคม 2555 20:03 น.
“โครงการพัฒนาดอยตุง” พระราชปณิธานของสมเด็จย่า สู่ “มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต”
        เชื่อว่าหลายคนต้องรู้จัก “โครงการพัฒนาดอยตุง” และหลายคนก็มีโอกาสขึ้นไปสัมผัสความงดงามของธรรมชาติที่ยั่งยืนของโครงการนี้มาแล้วเช่นกัน
       แต่คงมีน้อยคนที่จะรู้ว่าภายในปี 2560 โครงการพัฒนาดอยตุง จะถูกถ่ายโอนการบริหารจัดการการพัฒนาและธุรกิจให้แก่ประชาชนในชุมชน ตามที่ “สมเด็จย่า” สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีพระราชดำริให้โครงการพัฒนาดอยตุง สามารถเลี้ยงตนเองได้

“โครงการพัฒนาดอยตุง” พระราชปณิธานของสมเด็จย่า สู่ “มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต”
        แต่เดิมพื้นที่ดอยตุงยังเป็นสภาพป่าหัวโล้น เมื่อปี 2530 สมเด็จย่าได้เสด็จพระราชดำเนินไปเยือนดอยตุงเป็นครั้งแรก ทรงทอดพระเนตรเห็นชาวเขาตัดไม้ทำลายป่า ทำไร่เลื่อนลอย และปลูกฝิ่นเพื่อยังชีพ มีการค้าอาวุธสงคราม กองกำลังชนกลุ่มน้อยตามชายแดน
       จากความเชื่อของสมเด็จย่าที่ว่า “ไม่มีใครเกิดมาเป็นคนไม่ดี แต่ที่เขาไม่ดีเพราะขาดโอกาสและทางเลือก” จึงกลายมาเป็นพระราชปณิธานที่จะพัฒนาพื้นที่ดอยตุงให้มีความสมบูรณ์ดังเดิม พร้อมกันไปกับการดำเนินการพัฒนายกระดับความเป็นอยู่ของราษฎรให้ดีขึ้น ในชื่อโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริเมื่อปี 2531 ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 93,515 ไร่ ให้ประโยชน์แก่ชาวบ้าน 29 หมู่บ้าน ประมาณ 11,000 คน
       กว่า 24 ปี ที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงเข้ามารับหน้าที่บริหารจัดการโครงการ เริ่มตั้งแต่แก้ปัญหาด้านสาธารณสุขให้ชาวบ้านได้มีน้ำดื่มน้ำใช้ที่สะอาด มีถนนหนทาง มีไฟฟ้า และมีโรงเรียนในชุมชนสำหรับลูกหลานชาวเขา พอถึงช่วงปี 2537 ทางมูลนิธิเริ่มส่งเสริมการพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ด้วยการหาวิธีเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์
       จากพระราชปรัชญาในการทรงงานของสมเด็จย่า เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งเสริมให้คนอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างมีสำนึกและพึ่งพาอาศัยกัน จึงเป็นโจทย์ที่เจ้าหน้าที่ต้องมาสานต่อว่า ทำอย่างไรคนกับป่าถึงจะพึ่งพาอาศัยกันได้อย่างยั่งยืน

“โครงการพัฒนาดอยตุง” พระราชปณิธานของสมเด็จย่า สู่ “มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต”
        โครงการปลูกป่าอนุรักษ์จึงเริ่มต้นขึ้น เพื่อเป็นทั้งพื้นที่ป่าและที่ทำกินของชาวบ้านไปด้วย ผลผลิตจากป่าบนเทือกเขาดอยตุงนั้น มีทั้งกาแฟพันธุ์อะราบิก้าที่ปลูกใต้ต้นแมคคาเดเมีย กาแฟที่นี่ได้ชื่อว่ามีคุณภาพเยี่ยมแห่งหนึ่งของประเทศไทย จนผลิตขายไม่ทัน ช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้เฉลี่ยครอบครัวละ 6 หมื่นถึง 1 แสนบาทต่อปี ส่วนแมคคาเดเมียก็นำสายพันธุ์มาจากฮาวาย และขณะนี้กำลังทดลองปลูกชาน้ำมัน ซึ่งคาดว่าจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจอีกอย่างหนึ่งที่นำรายได้มาสู่ชาวดอยตุง เหล่านี้เป็นต้นแบบของชาวบ้าน และป่าที่อยู่อย่างพึ่งพากันอย่างมีความสุข
       “สา” เป็นพืชดั้งเดิมของดอยตุง มูลนิธิจึงส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกเพิ่มขึ้น พร้อมกับตั้งโรงงานทำกระดาษสา โดยนำวิทยากรจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาสอนเทคนิคการทำ จนปัจจุบันงานกระดาษสาของดอยตุง กลายเป็นสินค้าที่วางจำหน่ายทั่วประเทศ

“โครงการพัฒนาดอยตุง” พระราชปณิธานของสมเด็จย่า สู่ “มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต”
       

“โครงการพัฒนาดอยตุง” พระราชปณิธานของสมเด็จย่า สู่ “มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต”
       

“โครงการพัฒนาดอยตุง” พระราชปณิธานของสมเด็จย่า สู่ “มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต”
ทรงกลด อภิสุนทรกุล
        อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของสมเด็จย่าคือโรงงานทอผ้าในชุมชน ที่สร้างงานให้กับผู้สูงอายุ ที่สามารถฝึกทอผ้าเพื่อหารายได้เลี้ยงตัวเอง และที่นี่ยังเป็นที่ทำกินของหลายๆ ครอบครัวที่มีทั้งยายปั่นด้าย ลูกสาวทอผ้า และหลานเย็บผ้า ช่วยกันหารายได้ทั้งครอบครัว โดยไม่ต้องอพยพลงจากเขาไปทำกินในเมือง
       ทรงกลด อภิสุนทรกุล นายก อบต.แม่ฟ้าหลวง คงเป็นหนึ่งในเมล็ดพันธุ์ที่โครงการได้บ่มเพาะขึ้นมาให้มีคุณภาพ เป็นชาวเขาที่จบการศึกษาเพียงชั้น ป.6 และศึกษาต่อ กศน.จนถึง ม.6 และเป็นอาสาสมัครดอยตุงรุ่นแรกที่เข้าอบรม
       เขากล่าวว่า ชาวดอยตุงจะพยายามดูแลและปกครองกันเองอย่างสงบสุข โดยมี “ผู้นำ” ของหมู่บ้านเป็นหลัก เวลามีปัญหาเกิดขึ้นในหมู่บ้าน สมาชิกทุกคนจะต้องมาร่วมชุมนุมกันเพื่อตัดสินปัญหา แสดงออกถึงความมีประชาธิปไตยของหมู่บ้าน และคนดอยตุงก็ไม่สนใจนโยบายประชานิยม เพราะพวกเขาเชื่อว่าเงินที่ได้จากการขยันทำมาหากิน ด้วยแรงกายของตัวเองนั้นจึงเป็นความภาคภูมิใจในชีวิต

“โครงการพัฒนาดอยตุง” พระราชปณิธานของสมเด็จย่า สู่ “มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต”
ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล
        จากพื้นที่เขาหัวโล้นปัจจุบัน ดอยตุงกลายมาเป็นผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านอาศัยอยู่กับป่าและหากินกับป่าอย่างเป็นระบบพึ่งพาซึ่งกันและกัน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งถือเป็น “ต้นแบบ” ของการพัฒนาอย่างยั่งยืน และกว่าจะมาถึงเป้าหมายที่ได้วางไว้นั้น ก็ต้องลองผิดลองถูกมากว่า 24 ปี
       คุณดุ๊ก-ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล รองประธานเจ้าหน้าที่ ฝ่ายพัฒนาโครงการ กล่าวว่าโครงการดอยตุงคือองค์ความรู้อันมีคุณค่ามหาศาล ซึ่งปัจจุบันทางโครงการได้นำมาเป็นต้นแบบในการสร้างหลักสูตร “มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต” หรือ “ดอยตุงโมเดล” ที่นำกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนจะต้องเข้าไปสัมผัสกับชีวิตจริง โดยมีปราชญ์ในท้องถิ่นเป็นผู้อบรมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิด ซึ่งปัจจุบันความสำเร็จของดอยตุง โมเดลเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก และกลายเป็นต้นแบบในการพัฒนาไปยังแหล่งอื่นๆ ที่มีปัญหาคล้ายคลึงกัน อาทิ ปางมะหัน ปูนะ จังหวัดน่าน จังหวัดอุดรธานี ประเทศอัฟกานิสถาน ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศพม่า

“โครงการพัฒนาดอยตุง” พระราชปณิธานของสมเด็จย่า สู่ “มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต”
        นอกจากนี้ ยังมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย มาฝึกงานที่โครงการ นี่ไม่นับรวมถึงสื่อมวลชนจากทั่วโลก ที่สนใจขอมาทำสารคดีตลอดทั้งปี
       แม้สมเด็จย่าจะสิ้นพระชนม์ไปนานแล้ว แต่โครงการดอยตุง ซึ่งเป็นพระราชปณิธานของพระองค์ ยังสืบสานต่อไปอย่างยั่งยืน เพื่อให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
       
       Text by : ASTV ผู้จัดการรายวัน: สังคม-สตรี
       
        
       >> อัพเดตข่าวในแวดวงสังคม ก็อซซิป แฟชั่น ความงาม และเที่ยว กิน ดื่ม เพิ่มเติมได้ที่  http://www.celeb-online.net

ข่าวล่าสุดในหมวด
ทั้งสนุกและสุขภาพดี กับ Dance Party ที่ Miglore Club Lima Coco รีสอร์ตสไตล์ฝรั่งเศสบนเกาะเสม็ด
เกาะติดขอบสนามชมการแข่งรถสูตร 1 ที่สิงคโปร์ แวะเยือนเกตเวย์เอกมัย เติมความสุขด้วยสารพัดความหวาน
 
SEARCH ::
 
 
5 อันดับข่าวยอดนิยมของหมวด
เปิดอก 5 สาวไทย บินไปผ่าหน้า โขกกราม เติมนมที่เกาหลี (ชมคลิป)
กองเชียร์มีลุ้น ! หลังเจ้าชายแฮรี่ควงเครสสิด้าดูหนัง
เจสไตล์เจ-แปน อร่อย เรียบง่ายได้สุขภาพที่ร้านยามาซาโตะ
NIVEA Naked Face Exhibition by AMAT NIMITPARK
ฟอร์ด เอคโค่สปอร์ต มอบ Gift Voucher ให้ขับฟรีไปหัวหินพร้อมห้องพักสุดพิเศษ
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด




จำนวนคนโหวต 14 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 13 คน
93 %
ไม่เห็นด้วย 1 คน
7 %
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 

CELEB ONLINE : Event | Gossip | World Celeb | Interview | Hot Topic | Mangmouth FASHION & BEAUTY : Fashion | Shopping | Tips & How To | Beauty Trend | Hair Alert | Fashion Guru | Beauty Guru | Celeb Look LIFESTYLE & TRAVEL : Dining Out | Travel | Check-in | Book | Home | Art Eye View ADVICE : Flirt | Consultant | Horo | Privacy Policy
CELEB ONLINE ASTV MANAGER CONTACT US