หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกมุมจีน | ข่าวพิเศษ
ข่าวพิเศษ 30 ปีไทยจีน

ครอบครัวนายปรีดี พนมยงค์กับความประทับใจจากแผ่นดินจีน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
20 มิถุนายน 2548 14:23 น.
1 | 2
หน้าถัดไป

ครอบครัวนายปรีดี พนมยงค์กับความประทับใจจากแผ่นดินจีน
ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ในวันนี้ ยิ้มเป็นสุขเมื่อย้อนความหลังถึงเมืองจีน

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ครอบครัวนายปรีดี พนมยงค์กับความประทับใจจากแผ่นดินจีน
ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ พร้อมด้วยลูกสาว ดุษฎีและวาณี เดินทางจากประเทศไทยที่สนามบินดอนเมือง พ.ศ.2496 เด็กผู้หญิงในภาพคือ อ.ดุษฎี

ครอบครัวนายปรีดี พนมยงค์กับความประทับใจจากแผ่นดินจีน
นายปรีดี และท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เข้าพบนายกรัฐมนตรีจีน นายโจวเอินไหล มิตรผู้ให้ความช่วยเหลือครอบครัวนายปรีดีขณะลี้ภัยในประเทศจีน (ถ่ายที่ปักกิ่ง พ.ศ.2506)

ครอบครัวนายปรีดี พนมยงค์กับความประทับใจจากแผ่นดินจีน
ครอบครัวพร้อมหน้า ท่านปรีดี ท่านผู้หญิงพูนศุข สุดา ดุษฎี วาณี ที่หน้าบ้านพักที่กว่างโจว พ.ศ.2501

ครอบครัวนายปรีดี พนมยงค์กับความประทับใจจากแผ่นดินจีน
ดุษฎี พนมยงค์ เข้าร่วมทำนาที่มณฑลกวางตุ้ง ใช้ชีวิตเหมือนกับวัยรุ่นชาวจีนทั่วไปในยุคนั้น พ.ศ.2502

ครอบครัวนายปรีดี พนมยงค์กับความประทับใจจากแผ่นดินจีน
สองตายายใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายที่เมืองจีน พ.ศ.2496-2512

ครอบครัวนายปรีดี พนมยงค์กับความประทับใจจากแผ่นดินจีน
นายปรีดีและท่านผู้หญิงพูนศุขเข้าร่วมในพิธีฉลองวันชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีนวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2508

ช่วงปีพ.ศ.2490 ประเทศไทยยุคเผด็จการครองเมือง เหตุผลทางการเมืองหลายครั้งหลายคราทำให้คนในครอบครัวนายปรีดี พนมยงค์ ถูกกลั่นแกล้ง ถูกให้ร้ายป้ายสี และรังแก จนจำต้องเดินทางออกนอกประเทศ ลี้ภัยไปพำนักยังดินแดนไกลบ้าน
       ปลายปี พ.ศ.2495 ขณะที่ครอบครัวนายปรีดี ฯ อยู่ในระหว่าง ‘บ้านแตกแต่สาแหรกไม่ขาด’ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์และบุตรชาย ปาล พนมยงค์ ถูกจับกุมในข้อหา ‘กบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร’ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2495 ท่านผู้หญิงถูกคุมขังไว้ที่กองสันติบาลหลังจากนั้นเป็นเวลา 84 วัน ส่วนบุตรชายถูกลิดรอนเสรีภาพอยู่ในเรือนจำลหุโทษและบางขวางต่อมาเป็นเวลาเกือบ 5 ปี
       หลังจากได้รับอิสรภาพ ความอดทนจึงดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุด ท่านผู้หญิง พร้อมด้วยลูกเล็กๆ ดุษฎี และวาณี ก็เดินทางไปสมทบกับนายปรีดี ณ จุดหมายปลายทางของการ ‘หนีร้อนไปพึ่งเย็น’ .....ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน.....
       ธันวาคม พ.ศ.2496 จีนแดงก็ได้กลายเป็น‘บ้าน’ อีกหลังหนึ่งของครอบครัวเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ.2512 รวมเวลา 16 ปี
       
       แม้ว่าวันนี้ลูกหลานไทยยุคใหม่จะไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามหรือเรื่องราวของพวกท่าน แต่คนรุ่นเก่าไม่มีใครลืมเคราะห์กรรมแห่งชีวิตที่ครอบครัวหนึ่งต้องเผชิญอย่างแสนสาหัสครั้งแล้วครั้งเล่า บนผืนแผ่นดินที่เรียกได้ว่าเป็นบ้านเกิดเมืองนอน ทว่าอย่างไรก็ตาม เมื่อท่านผู้หญิง พูนศุข และลูกๆ ได้รื้อฟื้นความทรงจำของชีวิตเสี้ยวหนึ่งที่ ‘บ้าน’ ในเมืองจีน เรื่องราวของพวกท่านกลับเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพและความอบอุ่นอันน่าชื่นใจ.....

       
       อยากจะให้ท่านผู้หญิงกรุณาเล่าถึงการเดินทางไปประเทศจีนในสมัยนั้นคะ
       ท่านผู้หญิง : ไปประเทศจีนถึงเมื่อเดือนธันวาคม 2496 การเดินทางไปนี้แสนลำบาก เพราะเราไม่มีสัมพันธ์กันนะ ฉันต้องไปฝรั่งเศสก่อน จากฝรั่งเศสก็ไปสวีเดน ฝรั่งเศสก็ยังไม่มีทูตจีนตอนนั้น จะไปพบทูตจีนก็ต้องไปที่สต๊อคโฮล์ม ประเทศสวีเดน ได้ไปพบทูตจีนนะคะ และจากสต๊อคโฮล์มก็ไปกรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ทูตจีนที่สตอคโฮล์มก็เป็นทูตที่เฮลซิงกิด้วย เขาก็ต้อนรับดี และจากเฮลซิงกิ ฟินแลนด์ก็ขึ้นเครื่องบินไปมอสโคว์ อยู่ซักอาทิตย์นะ หน้าหนาวอากาศหนาวจัด จากมอสโคว์นั่งรถไฟสายเทรนไซบีเรียไปอีก 7 วัน 7 คืน จึงถึงชายแดนเมืองแมนจูลี ระหว่างทางผ่านไซบีเรียเห็นแต่หิมะขาวโพลนไปหมด ไปถึงเมืองแมนจูลีนายปรีดีก็มารับ เพราะได้นัดแนะกันไว้ก่อนแล้ว พักอยู่ที่แมนจูลีอยู่คืนเดียวก็เดินทางต่อไปปักกิ่ง
       
       คนในรัฐบาลจีนที่มาให้ความช่วยเหลือคือใครคะ
       
ท่านผู้หญิง :
ท่านทูตบอกว่า นายกโจวเอินไหลเป็นคนที่ช่วยเหลือให้เราได้ไปประเทศจีน พร้อมชี้ให้ดูรูปถ่ายที่ติดอยู่ในสถานทูต ว่าคนนี้แหละ
       
       นายกฯโจวเอินไหลในความทรงจำของท่านเป็นคนอย่างไรคะ
       
ท่านผู้หญิง :
เป็นสุภาพบุรุษที่มีน้ำใจดี ยินดีต้อนรับเรา ให้เกียรติเราทุกอย่าง ต้อนรับเราด้วยชีวปัจจัย ให้ที่อยู่นะคะ ให้อาหาร ให้เครื่องนุ่มห่ม แล้วก็ให้การรักษาพยาบาล นอกจากนี้ ยังมีรถยนต์ประจำตัวพร้อมทั้งคนขับให้อีก ให้บ้านอยู่ พร้อมทั้งหมด
       
       
       เรียนถามทุกท่านเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ในเมืองจีนสมัยนั้นเป็นอย่างไรบ้างคะ

       
ท่านผู้หญิง : เราอยู่อย่างสบาย เกรงใจเจ้าของบ้านเหลือเกิน รู้สึกไม่สบายใจว่าอยู่สบายกว่าคนจีนทั่วไป เขาเป็นผู้เสียภาษีอากร เป็นเจ้าของประเทศ ส่วนเราลี้ภัยไปอาศัยเขาอยู่ แต่กลับมีความเป็นอยู่อย่างดี จะไปโรงพยาบาลก็พิเศษ จับจ่ายซื้อของก็พิเศษ อะไรก็พิเศษไปหมด ไม่ต้องรอเข้าแถว พวกนี้ (ชี้ไปทางลูกๆ) รู้สึกอายเวลานั่งรถเก๋ง ลูกๆอายที่มีความเป็นอยู่พิเศษกว่าคนจีน
       
       อ.ดุษฎี :
ชีวิตความเป็นอยู่ต่างจากชาวบ้าน อยู่บ้านอย่างดี มีรถยนต์ มีพ่อครัว มีคนช่วยทำงานบ้าน มีคนขับรถ ชีวิตความเป็นอยู่เทียบเท่ากับระดับรัฐมนตรี เหมือนเป็นอภิสิทธิ์ชน ในขณะที่คนจีนสมัยนั้น ซื้ออะไรก็ต้องเข้าคิว อาหารทุกอย่างก็ต้องปันส่วนหมด ค่อนข้างอัตคัดขัดสน
       
       ท่านผู้หญิง :
ลูกได้เรียนฟรีหมด คือเขาไม่เก็บค่าเรียนเพราะเป็นนักเรียนต่างชาติ ลูกๆ ไม่ได้ใช้ชื่อไทย นี่ซาหนี ( อ.ดุษฎี 沙妮 ) นี่หวาหนี ( อ.วาณี 华妮 ) ของฉันนี่ เพ่ยซู ( 佩淑 ) นายปรีดี ชื่อปี๋หลี่ (比里 ) (หัวเราะอย่างเป็นสุข)
       
       อ.ดุษฎี :
ที่เมืองจีนมีร้านค้าพิเศษที่ขายสินค้าให้เฉพาะคนระดับรัฐมนตรี และคนใหญ่คนโตของจีนรวมทั้งชาวต่างชาติที่เป็นแขกของรัฐบาลจีน เราได้ใช้สิทธิ์นี้จับจ่ายซื้อของในร้านนี้เป็นประจำ
       เมื่อย้ายจากปักกิ่งมาอยู่กว่างโจว ทางการจีนได้ให้พักบ้านที่เคยเป็นสถานกงสุลฝรั่งเศส เป็นบ้านตึกแบบฝรั่ง มีสนามและสวนดอกไม้หลังบ้าน ตั้งอยู่บนเกาะ ซาเมี่ยน (沙面) ซึ่งก่อนปลดแอก เกาะนี้เป็นเขตพำนักของชาวต่างชาติเท่านั้น
       วันหนึ่ง ท่านเติ้งเสี่ยวผิง ไปเยี่ยมคุณพ่อที่บ้าน พอไปถึงก็บอกว่าบ้านเล็กไม่สมฐานะ ให้ย้าย ซึ่งความจริงบ้านนั้นใหญ่พอสมควร มีสองชั้น 3 ห้องนอน มีห้องรับแขก ห้องอาหาร ห้องหนังสือคุณพ่อ ถ้าเป็นคนจีนก็อยู่ได้หลายครอบครัว
       
       ท่านผู้หญิง :
บ้านที่ย้ายไปใหม่เป็นอดีตสถานกงสุลอังกฤษ เป็นตึกใหญ่โตพร้อมสนามหญ้ากว้างขวาง นายปรีดีได้ใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งปลูกพืชผักสวนครัวที่นำเมล็ดพันธุ์มาจากเมืองไทย เช่นพวกพริกขี้หนู ตะไคร้ ใบโหระพา สะระแหน่ ฯลฯ หน้าบ้านมีทหาร (中国人民解放军 - จากกองทัพปลดแอก) เฝ้ายามตลอด 24 ชั่วโมง
       
       อ.ดุษฎี :
ชีวิตในตอนนั้นสนุกสนานตามประสาวัยรุ่น แต่ก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง เช่น การใช้แรงงาน โชคดีของเราที่คุณพ่อเล็งเห็นว่า ลูกๆมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ชีวิตติดดิน ก็เลยให้เราสองคน(อ.ดุษฎี และอ.วาณี)ไปใช้แรงงาน งานที่ทำมีหลายประเภท เช่น ไปขนถ่านหินลงจากรถไฟ กลับมาบ้านหน้าดำ ตัวดำเลย งานที่หนักที่สุด คือ ทำคันดินสำหรับปูทางรถไฟ ซึ่งต้องไปนอนค้างคืนที่ศาลเจ้าพร้อมนักเรียนจีน คืนหนึ่งตกดึกเนี่ย น้องวาณี (ตอนนั้นอายุประมาณ 15-16) ร้องไห้ลั่นเลย ช่วยกันเอาไฟฉายส่องดูปรากฏว่า เธอโดนตะขาบตัวเบ้อเริ่มกัด ขาบวม ต้องเอายาหม่องทาบรรเทาปวด จนรุ่งเช้าจึงได้ไปหาหมอ ส่วนการไปทำนา ไปหลายฤดูกาล ตั้งแต่ใส่ปุ๋ย เกลี่ยดิน ดำนา จนถึงการเก็บเกี่ยว ถึงเหนื่อยก็สนุกดี มีประสบการณ์หนึ่งก็คือ ถึงตอนใส่ปุ๋ยธรรมชาติ หรืออุจจาระ ปัสสาวะคนที่ต้องตักมาเกลี่ยใส่ท้องนา แล้วเอาเท้าเหยียบให้มิดเพื่อคลุกเคล้าให้เข้ากับดิน กลางคืนกลับมาถึงที่พัก อาบน้ำล้างเท้าถูสบู่แล้วเล็บยังเหลืองอ๋อยอยู่เลย
       คำโบราณเปรียบเปรยคนที่ฟุ้งเฟ้อ สำรวยว่าเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ใช่มั๊ยคะ แต่นี่เราสองคนพี่น้องเหยียบขี้คนจนฝ่อเลยหละ (หัวเราะ)
       
       
       อยากจะเรียนถามทุกท่านถึงความประทับใจที่มีต่อประเทศจีนคะ
       
ท่านผู้หญิง :
ประทับใจมาก เพราะว่า เราหนีร้อนไปพึ่งเย็น เราก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี แล้วฉันเป็นพุทธศาสนิกชน สอนให้เราต้องมีความกตัญญูรู้คุณคนที่ทำคุณให้แก่เรา ฉันไม่เคยลืมประเทศจีน ไม่เคยลืมราษฎรจีน (น้ำเสียงสั่นเครือ) ราษฎรของเขาทั้งหลายที่เขาเสียสละให้เราได้รับความสุขสบาย แต่เราก็พยายามอยู่อย่างเรียบง่าย มัธยัสถ์เพื่อเราจะได้เข้ากับเขาได้
       
       อ.ดุษฎี :
ไม่เคยลืมบุญคุณครูอาจารย์จีน ที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้ได้ใช้เลี้ยงชีพอยู่จนทุกวันนี้ และประทับใจประเทศจีนสมัยโน้น สมัยที่เราอยู่ คนจีน ซื่อสัตย์ ไม่คดโกง และก็ไม่มีอบายมุข สภาพของสังคม มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย อาจจะเพราะว่าเป็นสังคมนิยมก็ได้ และอีกอย่างหนึ่ง ประทับใจว่าคนจีนมีน้ำใจต่อกันและจริงใจ สังคมสมัยก่อนค่อนข้างสงบสุข ไม่มีโจรผู้ร้าย สามารถออกไปเดินเล่นได้สบายตั้งแต่เช้ามืด เดี๋ยวนี้ไม่ได้แล้ว มีอันตรายรอบด้าน
       
       อ.วาณี :
ที่ประทับใจมากก็คือมิตรภาพ คำว่า ‘มิตรภาพ’ ‘โหย่วยี่’ (友谊) ตั้งแต่อยู่โรงเรียนมัธยม จนกระทั่งเรียนมหาวิทยาลัย เชื่อไหมคะ 40 ปี 50 ปี เพื่อนหลายคนยังติดต่อกันอยู่ บางคนอยู่ถึงซินเจียง บางคนอยู่ซ้านซี ก็ยังติดต่อกันอยู่ มิตรภาพที่ยังอยู่ยืนยงกันมา โหย่วยี่นี่ คือไม่มีผลประโยชน์ตอบแทน มีแต่ความจริงใจความรักในเพื่อนฝูงด้วยกันอย่างบริสุทธิ์ใจ
       
       อ่านต่อหน้า 2
       
       

คลิกที่นี่ เพื่อฟัง รายงานพิเศษ ดนตรีในหัวใจ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ โดย วิทยุบีบีซีภาคภาษาไทย

1 | 2
หน้าถัดไป
ข่าวล่าสุด ในหมวด
‘ราชวงศ์ไทย’ ผู้สานสายใยไทย-จีน
รายงานพิเศษ : “สมเด็จพระเทพฯ” : ทูตสันถวไมตรีไทย-จีน
นักวิชาการจีนศึกษาแนะนักลงทุนเจาะตลาดจีนใน 4 มณฑลใกล้ไทย
สืบค้นรากบรรพบุรุษจีนแคะของนายกฯทักษิณที่เหมยโจว
ประมวลภาพ ทักษิณเยี่ยมบ้านบรรพบุรุษที่กวางตุ้ง
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
แสดงผลหน้าเดียว
จำนวนคนโหวต 11 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2015