หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกคอลัมนิสต์ | กาแฟขม ขนมหวาน
 

ตอนที่ 137 “พระมหากรุณา ดับมหาวาตภัย (เรื่องจริงเหนือนิยาย ของ รศ.ดร.คุณหญิง อารมณ์ ฉนวนจิตร) ”

โดย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
13 กรกฎาคม 2547 09:06 น.
        เช้าวันนี้ ผมจิบกาแฟขมแล้วได้ฟังเพลงพระราชนิพนธ์ที่คณะนักร้อง นำมาร้องประสานเสียงฟังแล้วชื่นใจ ทำให้นึกถึงคำสัมภาษณ์ของท่านอาจารย์ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กล่าวให้สัมภาษณ์ ในรายการของ ๙๗.๕ เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อไม่กี่วันมานี้ ฟังแล้วอดนำมาถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านไม่ได้
       
       ท่านอาจารย์ ดร.สุเมธ บอกว่าคนไทย ‘เห็น’ พระเจ้าอยู่หัวแล้วมีความสุข แต่ท่าน อ.สุเมธ บอกว่าอยากให้คนไทย ‘มอง’ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ละเอียดลึกซึ้งถึงพระราชกรณียกิจ ที่พระองค์ได้ทรงกระทำลงไปเพื่อประโยชน์ และความสุข ของพสกนิกรชาวไทย ท่านอาจารย์ขอพี่น้องประชาชนอย่าเพียงแค่ ‘ได้ยิน’ พระราชดำรัสที่พระองค์ทรงพระราชทานเนื่องในโอกาสต่างๆ โดยเฉพาะวันที่ ๔ ธันวาคม หนึ่งวันก่อนถึงวันเฉลิมพระชนม์พรรษาของทุกปี ซึ่งจะทรงมีพระราชดำรัสก่อนวันเฉลิมพระชนม์พรรษาหนึ่งวัน แต่ท่านอาจารย์แนะนำให้พวกเรา ‘ฟัง’ พระราชดำรัสของพระองค์ท่านแล้ว พึงนำใป ‘คิด’ อย่างใคร่ครวญ พิจารณาให้ดีแล้วจึงนำแนวทางของพระองค์ท่านที่พระราชทาน ไปเป็นเครื่องชี้นำแนวในการดำเนินชีวิตของตน
       
       ผมได้ฟังแล้วเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ว่าเราในฐานะคนไทยสมควรที่จะทำตามคำแนะนำของท่าน อ.ดร.สุเมธ เพื่อให้ชีวิตของเราอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ตามแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานกับปวงชนชาวไทย ความสงบสุขและสันติก็จะบังเกิดในบ้านเมืองของเรา
       
       สัปดาห์ที่แล้วได้เขียนเรื่องป่าและการปลูกป่าเรื่องราวของนายดาบตำรวจ วิชัย สุริยุทธ ผู้ปลูกต้นไม้สองล้านต้น ก็ได้รับความสนใจจากท่านผู้อ่านพอสมควร หลายโรงเรียนได้นำไปเผยแพร่ให้นักเรียนได้อ่านกัน แต่เช้าวันอังคารที่ผ่านมา ผมก็ได้เห็นข่าวน้ำท่วมใหญ่ในไต้หวัน ได้เห็นการปฎิบัติการของเจ้าหน้าที่ความทุกข์ยากของประชาชนแล้ว ทำให้นึกถึงพายุและภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในบ้านเราที่ ปีนี้นับว่าหนักมากอีกปีหนึ่งทีเดียว
       
       หนักที่สุดของปีเห็นจะเป็นจังหวัดตาก (บ้านของ ‘คุณนู๋ปู’ แฟนประจำคอลัมน์นี้) พายุร้ายที่เกิดขึ้นเมื่อกลางเดือน พ.ค. ๒๕๔๗ นี้เอง เป็นการก่อตัวของพายุไซโคลน ที่มีชื่อว่า ‘๐๒ บี’ แล้วต่อมาได้อ่อนตัวกลายเป็นพายุดีเปรสชัน ซึ่งพัดพาเอาพายุฝนเข้าถล่มภาคเหนือบ้านเราอย่างหนักหน่วง แล้วได้สะสมตัวกลายเป็นน้ำป่า ไหลทะลักพรวดพราดลงจากเขา นำเอาท่อนซุงจำนวนมหาศาลที่ไม่ทราบว่าใครต่อใครลักตัดเอาไว้บ้าง ลงมาอย่างรุนแรงและรวดเร็ว น่ากลัวยิ่งนัก !
       
       ท่อนซุงขนาดยักษ์เหล่านี้ได้แปลงกายเป็นจรวดตอร์ปิโด ที่ยิงลอดกระแสน้ำอันเชียวกรากจากเรือดำน้ำ พุ่งทะยานเข้าทำลายบ้านเรือนของประชาชน ที่อยู่ตามหุบเขาและที่ราบเบื้องล่าง จนพังพินาศยับเยิน และยังได้พัดพาคร่าชีวิตราษฎรจำนวนหลายคน หายไปกับสายน้ำอันดุร้ายนั้น !!
       
       พายุร้ายลูกนี้ เข้าถล่มบ้านเรือนราษฎร ต.แม่จะเรา อ.แม่ระ มาด จ.ตาก จมทำความเสียหายขนาดหนัก บ้านเรือนราษฎรจมหายไปใต้น้ำ ดีเปรสชันก็ยังแผลงฤทธิ์ไล่ถล่มบ้านเรือนราษฎรใน อ.อมก๋อย บ้านหลวงหมู่ ๑-๒ อย่างเมามัน สะพานถูกตัดขาด มีราษฎรสูญหายไปกับสายน้ำ ๓ ราย นอกจากนั้นเป็นผลให้โรงเรียนต้องหยุดการเรียนการสอน จนกว่าพายุร้ายจะสงบลง
       
       ผมขอเรียนว่า เป็นผู้สนใจในการศึกษาค้นคว้า เกี่ยวกับเรื่องการเข้าเผชิญเหตุร้าย รวมทั้งการบริหารการจัดการเมื่อพบกับภาวะวิกฤติ หรือสถานการณ์วิกฤติ ไม่ว่าเกิดจากภัยธรรมชาติหรือภัยที่มาจากน้ำมือมนุษย์ เช่นการก่อการร้าย การบริหารจัดการในเรื่องนี้ ปัจจุบันกลายเป็นวิชาที่ต้องเรียนกันในมหาวิทยาลัย เรียกว่า Crisis Management นอกจากนั้นก็ยังได้รับการฝึกฝนรับมาในด้านนี้ด้วย
       
       เมื่อประมาณเกือบยี่สิบปีที่แล้ว ทางสภาความมั่นคงแห่งชาติเริ่มต้นฝึกอบรม ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และนายทหารระดับผู้บังคับการกรม ให้รู้จักกับการต่อรองและการแย่งตัวประกัน ทางสภาความมั่นคงได้นำทีมผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มาจากประเทศอังกฤษ แต่ทางทีมอังกฤษไม่ได้นำทีมที่จะแสดงเป็นผู้ก่อการร้าย ที่ต้องสนทนาต่อรองกับผู้เข้าฝึกมาด้วย
       
       ทางสภาความมั่นคงจึงประสานมาที่ผม ขอให้เข้าช่วยเหลือทีมผู้เชี่ยวชาญจากอังกฤษในเรื่องนี้ ซึ่งผมก็รับด้วยความเต็มใจ การเจรจาต่อรองทำกันทางโทรศัพท์ โดยผู้เชี่ยวชาญจากอังกฤษ ให้ผู้เข้าร่วมฝึกพูดกับผม (ซึ่งรับบทเป็นผู้ก่อการร้าย) ซึ่งการฝึกก็ผ่านไปเรียบร้อย โดยผู้เข้าฝึกไม่ทราบด้วยซ้ำว่า คนที่เขากำลังเจรจาอยู่ด้วยนั้นเป็นคนไทย จนกระทั่งเมื่อถึงเวลารับประทานเลี้ยงหลังสิ้นสุดการฝึก จึงมีการเปิดเผยตัว ซึ่งก็ได้หัวเราะกันครื้นเครงไป
       
       ที่เล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง ไม่ได้เป็นการอวดอ้างตนว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ แต่เพื่อเรียนให้ท่านทราบว่า ผมเป็นผู้สนใจในเรื่อง Crisis Managerment มายาวนาน เพราะเคยฝึกศึกษามาในเรื่องนี้ และยังได้เขียนบทความที่เกี่ยวกับเรื่องการก่อการร้าย เช่นแนวทางระวังป้องกันการค้าทางทะเล ซึ่งสำนักงานพานิชย์นาวี และหนังสือพิมพ์อีกหลายฉบับได้ขอไปตีพิมพ์ นอกจากยังมีมาตรการในเรื่องความปลอดภัยของระบบธนาคาร เช่นการฉัอโกงธนาคาร การใช้เอกสารทางการเงินปลอม ดังที่เคยเล่าให้ฟังว่า แม้แต่คำว่า “ฟอกเงิน” ก็เป็นถ้อยคำที่ผมคิดขึ้นครั้งแรก สำหรับการบรรยายของผมในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อประมาณเกือบยี่สิบปีที่แล้ว ในที่สุดคำนี้ก็ได้กลายเป็นถ้อยคำกฎหมายไป ซึ่งก็ยังแปลกใจอยู่ไม่หาย ส่วนบทความและตำราของผม มีผู้นำไปพิมพ์เผยแพร่ให้ได้อ่านกัน สามารถค้นคว้าได้ตามห้องสมุดมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น
       
       นอกจากนั้นเมื่อมีการฝึกช่วยเหลือผู้ประสพภัยต่างๆ เช่นการฝึกของกองทัพเรือเรื่องการช่วยเหลือผู้ประสพภัยทางทะเล การฝึกของหน่วยตำรวจต่างๆ ผมมักจะหาโอกาสไปเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วยเสมอ เพราะสนใจในเรื่อง Safe Guard ในเรื่องระบบรักษาความปลอดภัย ที่เมื่อประเทศของเราเข้าสู่ระบบการค้าของโลก จะต้องจัดเรื่องนี้ให้ได้มาตรฐาน เพื่ออุดรูรั่วในระบบการค้าเสรี ทั้งการค้าภายในและกับต่างประเทศ รวมทั้งกิจการธนาคาร หน่วยราชการ การระมัดระวังการรักษาความปลอดภัย ต้องมีมาตรฐานสูง มาตรการต่างๆต้องเตรียมให้พร้อมสรรพเสียก่อน จึงจะเข้าโรมรันกันทางการค้าหรือเรื่องอื่นๆที่ประเทศของเราต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง
       อย่างเรื่องที่ทางราชการเพิ่งแถลงเมื่อเช้าวันเสาร์นี้เองว่า จะเพิ่มมาตรการในเรื่องการระวังป้องกันในเรื่องท่าเรือพานิชย์ เพราะระบบท่าเรือของเรายังหละหลวมไม่ได้มาตรฐาน เรื่องนี้ผมก็เคยเขียนบทความเรื่อง “ท่าเรือไม่ใช่ท่าโจร” ลงติดต่อกันในหนังสือพิมพ์ ‘ผู้จัดการรายสัปดาห์’ มาร่วมยี่สิบปีแล้วและมีผู้อ่านชอบกันมาก ซึ่งผมคิดว่ายังทันสมัยอยู่ทีเดียว ทางราชการสามารถนำไปพิจารณาได้เป็นอย่างดี หากสนใจติดต่อขอมาก็ไม่ขัดข้องที่จะจัดส่งให้
       
       เรื่องราวที่น่าสนใจและควรเหล่านี้ ผมจะได้ทยอยเขียนให้ท่านผู้อ่านรับทราบโดยจะสอดแทรกไปในคอลัมน์ ไม่ให้ดูเป็นวิชาการเกินไป และต้องขอเล่าย้อนให้ฟังว่า
       ในปี พ.ศ.๒๕๔๔ ได้เกิดเหตุอุทุกภัยก่อให้เกิดความวิปโยค ที่ อ.วังชิ้น จ.แพร่ ซึ่งอุทกภัยในครั้งนั้นได้ชาวบ้านเสียชีวิตบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก สร้างความเสียหายไม่น้อยกว่าร้อยล้านบาท ซึ่งต้นเหตุสำคัญเกิดจากการตัดไม้ทำลายป่านั่นเอง ผมได้มีหนังสือถึง
       
       รัฐมนตรีมหาดไทย ให้จัดหน่วยงานของตำรวจตระเวณชายแดน เป็น ‘กองรักษาด่านทั่วไป’ คอยระวังเหตุในเรื่องนี้ ผมเขียนเอาไว้ว่า
       
       “.....ระหว่างขับรถไป ก็คิดไปถึงความสำเร็จกับป่าที่ตำรวจตระเวนชายแดน อุตรดิตถ์ ที่ร่วมแรงร่วมใจกันปลูกป่า จนได้รับคำชมจากราษฎร สมาชิกสภา ผู้หลักผู้ใหญ่ได้ยินแล้วให้ชื่นใจนัก เพราะตำรวจชายแดนนั้นเป็น “มืออาชีพ” โดยแท้
       ท่านที่เพิ่งเข้ามาอ่าน แล้วสงสัยว่า ความหมายของคำว่ามืออาชีพเป็นอย่างไร ในสายตาของหน่วยสอบสวนอาชีพอย่าง เอฟ.บี.ไอ. ก็ขอให้ท่านเปิดไปดู  "กาแฟขม ...ขนมหวาน ตอนที่ ๒๖ ” ก็จะเข้าใจแจ่มแจ้ง
       
       ในตอนนั้น ผมกล่าวถึงจดหมายของผมเขียนถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอให้ท่าน เอาหน่วยงานหนึ่งของตำรวจตระเวนชายแดน มาทำหน้าที่แจ้งเหตุเตือนภัยทางธรรมชาติ ในลักษณะของ กองรักษาด่าน หรือ กองระวังเหตุ โดยทำเป็นหนังสือไปถึงท่านรัฐมนตรี
       
       ภายหลังจากที่เกิดเหตุการณ์วิปโยค น้ำป่าไหลหลากที่คร่าชีวิตชาวบ้าน อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ไปมากมาย จนศพดารดาษกลาดเกลื่อน ต้องนำมากศพมากองเผารวมกัน ดูน่าสมเพชเวทนายิ่งนัก พร้อมกับ ทรัพย์สิน บ้านเรือน ของราษฎร ทิ้งไว้แต่คราบน้ำตา
       
       การที่ผมแนะนำหน่วยงานนี้ เพราะผมเห็นว่าเป็นหน่วยงานที่มีศักยภาพสูงมาก ระบบการทำงานที่ดีเยี่ยม มีงานแผนที่ ฝ่ายเสนาธิการของหน่วย ยานพาหนะ การสื่อสาร ครบครัน บวกด้วยความชำนาญในภูมิประเทศ เหมือนอ่านลายมือตัวเอง ถ้ารัฐบาล เพียงสนับสนุน เบี้ยเลี้ยง น้ำมัน วัสดุอุปกรณ์เพียงเล็กน้อย เท่านั้น หน่วยงานนี้ก็ทำงาน ได้ฉับพลันทันที นอกจากนั้นยังสามารถ ระดมสรรพกำลังได้เป็นอย่างดี ขอยกตัวอย่าง เช่น กรมการปกครองเพิ่งออกข่าวว่าเมื่อเดือนเศษมานี้เองว่า การเตรียมการทางภาค ใต้ เพื่อรับมือน้ำท่วม เมื่อฝนมาก่อนฤดู กรมการปกครองบอกว่า มีรถแทรกเตอร์เตรียมไว้หนึ่งคัน แต่หากหน่วยตำรวจชายแดนหน่วยนี้ได้ทำงานอย่างทีผมแนะนำ เขาก็อาจเตรียม การขอรถแทรกเตอร์ แบ็คโฮ รวมทั้งอุปกรณ์อย่างอื่นจาก คุณชายแซม (ม.ร.ว.แซม แจ่มจรัส รัชนี) จากโครงการหลวงฯ ซึ่งอยู่ที่หน้าค่ายของเขาที่ อำเภอแม่แตง จังหวัด เชียงใหม่ เอาขึ้นไปช่วยชาวบ้าน ได้ทีละหลายๆคัน และไปถึงที่เกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว อย่างนี้เป็นต้น

       
       นี่ก็ใกล้จะถึงฤดูฝนเต็มตัว เพราะเข้าพรรษาก็วันที่ ๒๕ เดือนนี้แล้ว ขอเตือน ว่า ท่านรัฐมนตรีอย่าได้นอนใจไป ถ้าเกิดเหตุซ้ำ ฝ่ายค้าน วุฒิสภา ประชาชน ก็จะสวดเอาเสียคะแนนนิยมเอาเปล่าๆ ....”

       
       พูดแล้วก็ไม่น่าเชื่อว่า แทบจะไม่มีการตระเตรียมความพร้อมจากทางฝ่ายบ้านเมืองที่ดีพอ รวมทั้งไม่ได้มีการปฏิบัติการตามที่ผมได้ให้คำแนะนำ ทั้งๆที่ทำบันทึกไปถึงเป็นการส่วนตัว สำเนาส่งให้เลขานุการท่านอดีตรัฐมนตรี แต่เหตุการณ์ก็เกิดซ้ำขึ้นอีก ในสมัยรัฐมนตรีมหาดไทยท่านนี้หลังจากที่เขียนเตือนไม่กี่วัน ท่านสามารถหาอ่านได้ใน “กาแฟขม…ขนมหวาน ตอนที่ ๔๑“ ซึ่งผมเสียใจที่คนต้องมาบาดเจ็บล้มตายซ้ำ และแสดงความขัดเคืองอย่างมาก ต่อมาอดีตรัฐมนตรีท่านนี้ก็ถูกย้ายไปกระทรวงยุติธรรม ไปมีปัญหากับข้าราชการในกระทรวงที่ท่านอยู่อีก จนต้องมีการเลื่อนชั้นท่านขึ้นเป็นรองนายก ฯ
       
       ประเทศเราเคยผ่านประสบการณ์อุทุกภัย ซึ่งทำความเสียหายใหญ่หลวงอย่างนี้มาหลายต่อหลายครั้ง เกิดเหตุครั้งใดก็ตื่นตัวครั้งหนึ่ง แล้วก็จางหายไป มาถึงปีนี้ผมมีความดีใจที่ได้เห็นว่า ทางฝ่ายอุตุนิยมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำได้ดีพอใช้ ได้มีการเตรียมการกำหนดพื้นที่เสี่ยงภัย การแจ้งเตือนข่าวอากาศให้ราษฎรทราบเป็นระยะ สิ่งที่อยากเพิ่มเติม คือการพิจารณาหน่วยช่วยเหลือสนับสนุน คือหน่วยตำรวจตระเวณชายแดน ที่มีความอ่อนตัวในการปฏิบัติการ มีสมรรถภาพและความเป็นมืออาชีพสูงมาก ผมจึงขอฝากรัฐบาลเอาไว้ด้วย
       
       ภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งสำคัญ ที่คนไทยไม่อาจลืมเลือนได้ จนกระทั่งมีผู้นำไปสร้างเป็นภาพยนต์เร็วๆนี้ คือ “มหาวาตภัยที่แหลมตะลุมพุก” ตรงนี้ผมขอเรียนทบทวนเสริมว่า พายุโซนร้อนชื่อแฮเรียต เส้นผ่าศูนย์กลางของพายุ มีขนาด ๓๐๐ กิโลเมตร หรือใหญ่เท่ากับจังหวัดนครศรีธรรมราช ความเร็วลม ๑๘๐–๒๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วในการเคลื่อนที่ ๙๒.๖๒๒ กิโลเมตรต่อชั่วโมง เจ้าพายุมหาโหดลูกนี้ได้ทำให้เกิดคลื่นยักษ์เข้าโหมกระหน่ำกวาดเอาหมู่บ้าน บริเวณปลายแหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช หายไปในพริบตา พร้อมกับคร่าชีวิตชาวมุสลิม และชาวไทยไปเป็นจำนวนมาก
       
       วันที่เกิดเหตุการณ์ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ เวลาประมาณ ๑๙.๐๐–๒๐.๐๐ น. ชาวบ้านเล่าว่า ก่อนเกิดเหตุน้ำทะเลลดลงไปเป็นจำนวนมาก ท้องฟ้าแดงฉาน แล้วเสียงลมพายุก็ดังกึกก้อง คล้ายเสียงเครื่องบินไอพ่นบินกันมาเป็นฝูง คลื่นสูงเทียมยอดสน ไล่ถล่มใส่แหลมตะลุมพุกลูกเดียว กินเวลา ๓ ชั่วโมง บ้านเรือนก็เริ่มพัง และขณะที่ฝนตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เสียงดังกึกก้อง ชาวทั้งเด็กเล็กและผู้ใหญ่วัยชรา เริ่มร้องไห้กระจองอแง ไฟดับมืดไปทั้งตะลุมพุก
       
       พอสี่ทุ่มคลื่นลมหยุดสงบนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก จนชาวบ้านตายใจว่าพายุสงบแล้ว ผู้คนเริ่มออกจากบ้านมาสำรวจความเสียหาย แต่อย่างไม่มีใครคาดคิดอีกครึ่งชั่วโมงต่อมา พายุอีกลูกก็พัดสวนทิศทางกับที่เข้าถล่มลูกแรก ก่อให้เกิดคลื่นสูงที่ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่าเหมือนต้นตาล ๓ ต้น เอามาต่อกัน คือสูงเกินกว่า๒๐ เมตร คราวนี้บ้านเรือนและผู้คน ถูกกวาดลงทะเลเหี้ยนเตียนราบเรียบ บ้านเรือนถูกกวาดลงลงทะเลเกือบทั้งตำบล มีเหลือรอดอยู่เพียง ๑๐ หลังคาเรือน มีผู้เสียชีวิตในตำบลนี้เกือบพันคน สูญหายเกือบสองร้อย ที่เหลือตกอยู่ในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัว ไร้ที่อยู่อาศัยและหิวโหย
       
       หลังพายุร้ายผ่านไป แหลมตะลุมพุกแทบจะกลายเป็นสุสาน กลางคืนจะร้างผู้คน มีแต่ซากบ้านเรือนกับเศษสิ่งของเท่านั้นที่ยังเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ตรงนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัย ของคนหลายพันคนมาก่อน มองไปทางไหนก็เห็นแต่สุนัขเที่ยวขุดคุ้ยซากศพที่ถูกฝังไว้ขึ้นมากัดกินด้วยความหิวโหย
       
       ความเสียหายครั้งนั้น มีเสียชีวิต ๙๑๑ คน สูญหาย ๑๔๒ คน บาดเจ็บสาหัส ๒๕๒คน ไม่มีที่อยู่อาศัย ๑๐,๓๑๔ คน บ้านเรือนราษฎรเสียหาย ๔๒,๔๐๙ หลังคาเรือน โรงเรียน ๔๓๕ หลัง รวมมูลค่าความเสียหายกว่า ๓๗๗ ล้านบาท (ซึ่งมากมายในสมัยนั้น) ทั่วโลกได้แสดงความเสียใจเศร้าสลด ที่ชาติไทยประสพเหตุร้ายแรงเช่นนี้ และนี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์
       
       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วยความโทมนัสพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถานีวิทยุ อ.ส.พระราชวังดุสิต กระจายข่าวอย่างละเอียด เชิญชวนให้ประชาชนชาวไทยร่วมบริจาคกับในหลวง รวบรวมสิ่งของ เครื่องใช้ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม และเงินตามศรัทธา เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสพวาตะภัยดังกล่าว เพียงเวลาไม่นานนัก ประชาชนที่ได้รับฟังข่าวจากวิทยุ อ.ส.พระราชวังดุสิต ต่างก็หอบลูกจูงหลานพากันหอบหิ้วสิ่งของ ตามที่ตนเองจะพอมีอยู่และมีกำลังทรัพย์พอซื้อหามาได้ ทั้งถุงข้าว เสื้อผ้า จอบ เสียม หม้อ กระทะ เข้าสู่พระราชตำหนักจิตรลดารโหฐานเป็นทิวแถว ได้ข้าวของมากมายกองเต็มไปหมด ทรงพระราชกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดยานพาหหนะของทางราชการ เครื่องบินของกองทัพอากาศ เรือของกองทัพเรือ รถยนต์ของหน่วยราชการ ร.ส.พ. รถไฟ ทั้งหมดที่มีอยู่และหาได้ ระดมสรรพกำลังกันมาช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้ายเป็นการด่วน
       
       เหตุการณ์ในครั้งนั้นเอง ทำให้ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ได้ถือกำเนิดขึ้น โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้พระราชทานเงินบริจาค นำไปบรรเทาทุกข์อย่างทั่วถึง แล้วยังคงมีเงินเหลืออยู่อีกจำนวนหนึ่ง จึงทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ ขอจดทะเบียนตั้งมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๖ โดยได้พระราชทานเงินจำนวนสามล้านบาท ให้เป็นทุนประเดิม ของมูลนิธิฯ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ทันท่วงที
       
       เมื่อวันพุธที่ ๖ ก.ค.๒๕๔๗ ผมฟังวิทยุ ๙๗.๕ เอฟ.เอ็ม.ของผู้จัดการ ผู้ดำเนินรายการได้สัมภาษณ์ ท่าน รศ.ดร.คุณหญิง อารมณ์ ฉนวนจิตร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ฝ่ายวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดตรัง อาจารย์คุณหญิงได้เล่าเรื่องของท่านให้ฟังว่า
       
       บ้านของท่านอาจารย์คุณหญิงอยู่ที่แหลมตะลุมพุก นครศรีธรรมราช ประสพเหตุการณ์พายุร้ายเมื่อ ปี๒๕๐๕ ต้นไม้ในสวนโค่นจนราบเรียบ บ้านพังเสียหายยับเยิน ชีวิตชาวสวนบ้านนอกอย่างครอบครัวของท่าน ไม่ได้มีเงินเก็บในธนาคาร เหมือนคนในยุคปัจจุบัน เมื่อสวนล่มลง เงินเก็บในบ้านของครอบครัวก็พลอยหมดไปด้วย
       
       ตอนนั้นอาจารย์คุณหญิงเพิ่งเรียนอยู่มัธยม ๔ เมื่อจบการศึกษาขั้นมัธยมศึกษาแล้ว ฐานะทางบ้านไม่สามารถส่งให้เล่าเรียนต่อได้ ท่านจึงจำเป็นต้องหยุดการศึกษาไปสองสามปี เพื่อทำงานเก็บเงินเป็นทุนเพื่อการศึกษา จนมีทุนเพียงพอ ก็มาสอบเข้าเรียนใหม่โดยเอนทรานซ์เช้าคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ โดยรับจ้างทำงานเช่นพิมพ์ดีดไปด้วย
       
       ท่านเรียนที่มหาวิทยาลัยศิลปากรไปหนึ่งปีก็ได้ทราบว่า ทางมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ได้ให้ทุนสนับสนุนเพื่อการศึกษากับผู้ประสพอุทกภัย เป็นจำนวนเงิน ๔๐๐ บาทต่อเดือน ปีหนึ่งได้ ๑๐ เดือน ซึ่งท่านอาจารย์คุณหญิงได้รับเงินทุนแล้ว ทำให้ไม่ต้องทำงานเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายระหว่างการศึกษา เงินจำนวน ๑๒,๐๐๐ บาท (หนึ่งหมื่นสองพันบาทถ้วน) ที่มูลนิธิได้ให้ความช่วยเหลือมานั้น ทำให้ท่านสามารถใช้เวลาเพื่อการเรียนได้เต็มที่ และสำเร็จการศึกษาโดยได้เกียรตินิยม
       

       จากนั้นท่านได้เข้ารับราชการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อทำงานไปสักพัก ก็ขวนขวายหยิบยืมเงินไปทำปริญญาโทต่อที่สหรัฐอเมริกา โดยทำงานระหว่างการเรียนไป ซึ่งท่านสำเร็จการศึกษากลับมา
       
       ท่านเว้นการศึกษาไป ๕ ปี โดยยังมีความต้องการเรียนจนถึงระดับปริญญาเอก ท่านอาจารย์คุณหญิงได้ทำหนังสือขอยืมเงินมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ เพื่อไปศึกษาต่อระดับดุษฎีบัณฑิต แต่เนื่องจากมูลนิธิม่มีระเบียบว่าด้วยการนี้ จึงไม่สามารถให้เงินยืมให้ได้
       
       เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อความทราบถึงพระเนตรพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านอาจารย์คุณหญิงก็ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
       
พระราชทานเงินให้ยืมส่วนพระองค์ท่าน ซึ่งทำให้ท่านอาจารย์คุณหญิง ได้ไปศึกษาต่างประเทศสมดังความตั้งใจ และตั้งหน้าร่ำเรียนจนสำเร็จได้กลับมารับราชการ ชดใช้เงินคืนพระองค์ท่าน แต่เมื่อท่านอาจารย์ได้ชดใช้ไปได้จำนวนหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเข้าอยู่หัวก็ทรงพระกรุณายกเงินยืมที่เหลือให้ ทำให้ท่านอาจารย์คุณหญิงได้นำเงินที่จะชดใช้คืนพระองค์ท่าน ไปซื้อหาเครื่องอำนวยความสะดวกให้ชีวิต คือที่อยู่อาศัยและยานพาหนะ พอที่จะใช้ไปทำงานได้คล่องตัวชึ้น
       
       ท่าน อ.คุณหญิง อารมณ์ ฉนวนจิตร เล่าให้ฟังว่า ท่านได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และได้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ได้ช่วยเหลือครอบครัวท่านอาจารย์คุณหญิง มาตั้งแต่ได้รับภัยพิบัติร้ายแรง โดยได้รับเครื่องอุปโภคบริโภค ในการดำรงชีวิตยามได้รับภัยพิบัติเป็นเบื้องต้น ตลอดจนสนับสนุนเครื่องมือเครื่องใช้และทุน ให้ดำเนินชีวิตต่อไปได้ตามปกติ
       
       ยิ่งไปกว่านั้นทางมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ยังได้วางรากฐานชีวิตให้ท่านอาจารย์คุณหญิงอย่างแน่นหนา โดยให้การสนับสนุนทางศึกษา จนท่านได้สำเร็จปริญญาเอก กลายเป็นกำลังสำคัญของชาติและมูลนิธิ ทั้งยังเป็นตัวอย่างให้กับเยาวชนรุ่นลูกหลาน ผู้ได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนบัดนี้เยาวชนที่เคยประสพเคราะห์กรรม ได้สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีและสูงกว่า ติดตามท่านอาจารย์คุณหญิงมาอีกหลายสิบคน น่าปลาบปลื้มใจมาก !
       

       ท่านอาจารย์คุณหญิงได้กล่าวว่า สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น จึงได้รับตั้งใจสนองคุณชาติและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการเป็นข้าราชการที่ดี นอกจากสั่งสอนลูกศิษย์ให้รอบรู้ในเรื่องวิชาการแล้ว ท่านยังไม่เว้นที่จะสอดแทรกเรื่อง “การเป็นคนดี มีศีลธรรม รักษาความถูกต้อง” ผมทราบว่าท่านอาจารย์คุณหญิง ได้แต่งหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งชื่อ “การสอนเพื่อพัฒนาค่านิยมและจริยธรรม” ตรงนี้ผมประทับใจมาก อยากให้ท่านอาจารย์ไปสอนกลุ่มคนที่ “มีปัญหาทางปัญญา ศีลธรรมจรรยาถดถอย” อย่างที่เขียนในตอนที่แล้ว แต่เกรงว่าคนพวกนี้จะไม่ยอมฟัง เพราะชอบแต่พูดให้คนอื่นฟัง และขอให้ชาวบ้านเชื่อตนเองแต่เพียงฝ่ายเดียว !
       
       ผลแห่งการทำคุณงามความดีของท่าน ซึ่งได้ยึดเอาแนวทางการดำเนินชีวิตที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแนะนำเป็นแบบอย่าง ตัวท่านเองได้สนองคุณชาติบ้านเมืองอย่างเต็มสติปัญญา กำลังและความสามารถ และน่าภาคภูมิใจและยินดีกับท่านอาจารย์เป็นอย่างยิ่งเพราะมาถึงวันนี้ ผลแห่งการมุ่งมั่นในการทำงานสนองคุณชาติ และพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ท่านอาจารย์ได้รับเกียรติสูงยิ่งที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น “จตุตถจุลจอมเกล้า” มีสิทธิได้รับคำเรียกขานนำหน้านามว่า “คุณหญิง”
       
       ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มาก ที่ท่านอาจารย์คุณหญิงซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ในวันที่ประสพภัยอย่างสาหัสสากรรจ์ในชีวิต แต่พิษร้ายของมหาวาตะภัยครั้งนั้น ระงับลงได้ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ และยังได้ผลักดันชีวิตของท่านอาจารย์ ดร.คุณหญิง อารมณ์ ฉนวนจิตร ก้าวสู่ความรุ่งโรจน์และมีเกียรติยศยิ่ง !
       
เรื่องนี้สำหรับผมแล้วคิดว่า เป็นเรื่องจริง ที่เหนือกว่านิยายประเภท fairy tales ด้วยซ้ำไป เลยทีเดียว
       
       ท่านอาจารย์ รศ.ดร.คุณหญิง อารมณ์ ฉนวนจิตร ได้เรียงร้อยคำประพันธ์ของท่านซึ่งประพันธ์ร่วมกับ รศ.วินิตา ณ นคร สุทธิสมบูรณ์ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๕ ซึ่งท่านได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ฝ่ายใน ชั้น “จตุตถจุลจอมเกล้า" ความตอนหนึ่งว่า
       
       กราบพระบาทน้อมศิระน้อมกมล           ถวายชีพด้วยเปี่ยมล้นแห่งภักดี
       กราบพระบาทปฏิญาณพระผ่านฟ้า        จะมุ่งมั่นฟันฝ่าด้วยศักดิ์ศรี
       ถวายงาน"ราชประชานุเคราะห์"            ยิ่งชีวี เป็นแบบอย่างที่ดี"ลูกราชประชา ฯ"
       พระมหากรุณาธิคุณล้นพ้น                  สำนึกในดวงกมลยิ่งภูผา
       อัญเชิญพรพระรัตนตรัยพรเทวา           ภิบาลองค์ราชาภูมิพล ฯ

       
       เมื่อมีพายุร้ายโหมกระหน่ำประเทศของเรา จนได้รับภัยพิบัติถึงต้องบอบช้ำแสนสาหัสก็ตาม แต่ด้วยพระมหากรุณาคุณได้ดับมหาวาตะภัยนั้นสงบลง โดยได้ซับน้ำตาผู้ประสพเคราะห์กรรม ให้พ้นจากความทุกข์ยากเฉพาะหน้าอย่างรวดเร็ว และพยุงเขาให้เดินก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง
       
       พระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ช่างแผ่ไพศาลไปกว้างไกลอย่างหาที่เปรียบมิได้ !

       
                                                 …………………………………..
        

ข่าวล่าสุด ในหมวด
ตอนที่ 327 จดหมายจาก “วาทตะวัน” ถึงอัยการสูงสุด (ตะปูลงยันต์ดอกสำคัญ ใช้ตอกปิดฝาโลง “คตส.”)
ตอนที่ 326 “คตส. ยาหมดอายุ...กินก็ไม่ได้ ทาก็ไม่ได้แล้ว!”
ตอนที่ 325 “อวสาน บังสนธิ!” (อีกบทหนึ่งของ...ยามบุญหล่น คนเป็นหมา น่าอัศจรรย์)
ตอนที่ 324 ให้นายกฯสมัคร ออกหนังสือ “ชวนชิม ระดับชาติ” จะดีไหม?
ตอนที่ 323 “ไม่ได้สูง…เกินฝัน!”
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 68 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2015