หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกคอลัมนิสต์ | ในนามพลเมือง
 

ตำนานตระกูลชิน ฉบับตีความ (4)

โดย บัณรส บัวคลี่ 7 เมษายน 2557 18:30 น.
ตอน : ปมของทักษิณ
       
       ประวัติศาสตร์ความทรงจำที่แท้จริงของชาวชินวัตรเริ่มที่สันกำแพง คนรุ่นหลานคือรุ่นทักษิณยังมีความจำเกี่ยวกับปู่และย่าอยู่ กู่ของตระกูลที่วัดโรงธรรมสามัคคีมีชื่อปู่เชียง-ย่าแสงบรรจุอยู่ที่นั่น แต่ไม่ปรากฏชื่อของทวดเส็ง - คูชุ่นเส็งซึ่งน่าจะเสียชีวิตหลังจากอพยพไปอยู่สันกำแพงไม่นาน คงประมาณต้นรัชกาลที่ 6
       
       ตอนย้ายไปสันกำแพงพ.ศ.2453 นายเชียงเริ่มเป็นหนุ่มอายุ 20 ต่อมาแต่งงานกับย่าแสงคนพื้นถิ่นสันกำแพง จุดเด่นของนายเชียงก็คือเป็นคนที่ผ่านโลก ผ่านโรงเรียนฝรั่ง ผ่านบรรยากาศของกรุงเทพ ผ่านการเดินทางอพยพโยกย้ายจากเมืองจันทน์ ไปกรุงเทพและจากกรุงเทพไปเชียงใหม่รวมไปถึงการพบเห็นจดจำ “สาเหตุ” การโยกย้ายออกจากเมืองจันทน์ และ “สาเหตุ” ของการถูกปล้นจนแม่เสียชีวิตระหว่างไปเก็บอากรบ่อน จนต้องย้ายจากเวียงเชียงใหม่ไปอยู่ที่สันกำแพงแดนบ้านนอกคอกนาในยุคนั้น
       
       ด้วยผ่านอะไรมามากมายภาษาหนังจีนเรียกว่า “ประสบการณ์พิสดาร” มาขนาดนี้และไม่รู้ว่าเข็ดขยาดกับอำนาจการเมืองด้วยหรืออย่างไรจึงก้มหน้าก้มตาทำมาหากินสร้างหลักฐานจากการค้าขายจนมีฐานะกิจการที่สร้างหลักฐานได้คือค้าผ้าไหม
       
       ตระกูลชินวัตรเริ่มนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่บัดนั้น เปลี่ยนนามสกุลแซ่ คู มาเป็นชินวัตร เพราะลูกชายชื่อศักดิ์ไปรับราชการเป็นทหาร การเปลี่ยนนามสกุลเป็นชินวัตรคงประมาณหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เล็กน้อย
       
       นายเชียงมีลูก 12 คน ลูกชายส่วนใหญ่เรียนต่อหรือทำงานที่มั่นคง ยกเว้นนายเลิศ พ่อของทักษิณ ชินวัตรที่เรียนธรรมศาสตร์เพียงระยะเดียวก็ลาออกมาทำงานที่บ้าน
       
       ลูกผู้ชายถ้าไม่เรียนต่อสูงๆ ก็ได้งานดี ศักดิ์เป็นนายทหาร สุรพันธ์ เรียนด้านเทคนิคย้อมสีพิมพ์ผ้าจากเยอรมัน บุญรอด เรียนด้านการตอกผ้าและเครื่องจักรทอผ้าจากญี่ปุ่น สุเจตน์ เรียนวิศวฯ จุฬาฯ
       
       ไม่ต้องมองในแง่จิตวิทยาเป๊ะก็ได้ เอาแค่สามัญสำนึกเข้าจับ ลองเอาตัวเองแทนทักษิณและน้องๆ เมื่อเปรียบเทียบกับญาติพี่น้องลุงป้าอาที่เห็นหน้าค่าตากันแต่ละคนมีที่ทางไปดีๆ บ้างร่ำรวย บ้างใหญ่โตกันทั้งนั้น....นี่คงเป็นความกดดันหนึ่งของครอบครัวนายเลิศ เพราะนายเลิศเรียนไม่จบลาอกมาก่อนแล้วก็วิ่งสาละวนทำมาหากินร้อยแปดชนิดตัวเป็นเกลียว
       
       ไม่ใช่แค่นั้นปัญหาในเรื่องการเงินก็เป็นอีก “ปม” หนึ่งของลูกๆ นายเลิศ
       
       เรื่องนี้ทักษิณเป็นคนเล่าเอง ผ่านหนังสือ “ตาดูดาวเท้าติดดิน” ว่า แม่ยินดี มารดาของเขาอึดอัดกับการเงินของครอบครัวที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง มีแต่ชื่อเสียงเป็นส.ส.คนรู้จักแต่เงินทองไม่เหลือเพราะต้องลงกับการเมืองหมดขนาดสั่งว่าถ้ายังไม่รวยอย่าเล่นการเมือง
       
       หนังสือเล่มนี้แม้จะเป็นผลงานของผู้ใช้นามปากกาว่า “วัลยา” เป็นผู้เขียนแต่เนื้อแท้คือการเขียนตามคำบอกตามที่ทักษิณ ชินวัตรกำหนดนั่นแล เพราะตอนนั้นเขาเตรียมก่อตั้งพรรคไทยรักไทยแล้ว (จดทะเบียนตั้ง ก.ค.2541) มติชนสุดสัปดาห์ตีพิมพ์ช่วงไล่เลี่ยกันและรวมเล่มในปี 2542 ถือเป็นหนังสือที่จงใจออกมาเพื่อเปิดตัวหัวหน้าพรรคการเมืองหน้าใหม่นั่นล่ะ
       
       “วัลยา” กล่าวในคำนำเสมือนเป็นการยอมรับเองว่า “ได้รับการทาบทามจากคณะทำงานของคุณทักษิณให้ช่วยเรียบเรียงอัตชีวประวัติจากคำบอกเล่าของคุณทักษิณเอง" เพราะฉะนั้นการที่ทักษิณเอ่ยถึงข้อกังวลและความเครียดกดดันของแม่ยินดีตลอดถึงภาวะชักหน้าไม่ถึงหลังก็ล้วนแต่มาจากปากของทักษิณเอง ไม่ใช่เรื่องที่แต่งขึ้นมาใส่ร้าย
       
       “ปม” เรื่องการเงินของครอบครัวไม่ใช่แค่คำบ่นของแม่ยินดี เพราะกิจการของครอบครัวย่ำแย่ลงจริงๆ เรื่องนี้ก็มีเขียนไว้ใน“ตาดูดาวเท้าติดดิน” แต่ทักษิณบอกในทำนองว่าพ่อถูกคนโกงเพราะบุกเบิกไปข้างหน้าไม่สนสะสางงานเบื้องหลัง แล้วก็เป็นอย่างที่รู้ธุรกิจหลักอย่างโรงหนัง กิจการเดินรถก็หมดไป
       
       ที่ยังเหลือเป็น “เค้า” หรือ “ต้นทุน” จริงๆ ก็คือภาพลักษณ์ของตระกูลใหญ่ที่มีพี่น้องประสบความสำเร็จและร่ำรวย และก็คอนเน็คชั่นที่นายเลิศได้สร้างขึ้นระหว่างเล่นการเมือง
       
       ทักษิณได้มรดกพ่อจริงๆ จากสิ่งนี้ !
       
       ตระกูลชินวัตรเป็นตระกูลที่ปลูกฝังลูกหลานให้เข้าไปมีอำนาจการเมืองตั้งแต่เริ่มจะเว้นว่างไปก็แค่รุ่นปู่เชียงที่อาจจะเจอ “ประสบการณ์พิสดาร” เตี่ย คูชุ่นเส็งพาอพยพจากเมืองจันทน์ มาเชียงใหม่ก็แม่ก็เจอปล้นเลิกเป็นนายอากรอพยพต่ออีก แต่เมื่อมาถึงรุ่นลูกๆ แนวคิดแนวทางที่ปลูกฝังกันมาคือมีอำนาจรัฐ เข้าไปสู่การเมือง ควบคู่กับการทำมาหากินก็ชัดเจนขึ้นมาอีกครั้ง
       
       การแสวงหาอำนาจการเมืองคู่กับอำนาจเศรษฐกิจแบบ “วิ่งเต้นเพื่อเป็นนายอากรผูกขาด” ฝังอยู่ในสายเลือดปลูกฝังกันมาแต่ยุคก๋ง คูชุ่นเส็ง วิ่งเต้นเป็นนายอากรผูกขาดบ่อนเบี้ยสร้างฐานะ มาเว้นช่วงในยุคปู่คือ นายเชียง-ย่าแสง จากนั้นชินวัตรรุ่น 3 (เลิศ) และ 4 (ทักษิณ) ก็กระโจนสู่วงจรอำนาจ
       
       แสวงหาทั้งอำนาจทั้งความร่ำรวยพร้อมกัน !
       
       ประเทศไทยยุคที่ชินวัตรรุ่น 3 (นายเลิศ ต่อมา สุรเจตน์ สุรพันธ์ ) เข้าสู่การเมืองนั้นเป็นยุคการเมืองแบบปิดภายใต้บรรยากาศท็อปบูต จอมพลสฤษดิ์ยึดอำนาจจากจอมพล ป. 2502 จอมพลถนอมรับไม้ต่อก็ปกครองแบบไม่มีรัฐสภาแล้วก็มาเปิดให้เลือกกันในปี 2512 ปี่กลองเชิดขึ้น คนที่อยากจะกระโจนสู่การเมืองก็ได้โอกาสเปิดหน้าเข้าไปในตอนนั้น
       
       ความสัมพันธ์ของนายเลิศ ชินวัตร กับอดีตรัฐมนตรีปรีดา พัฒนาถาบุตร เกิดขึ้นในช่วงที่เขาพยายามสร้างตนเองทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองท้องถิ่น ปรีดาเป็นส.ท.เทศบาลนครเชียงใหม่ ส่วนเลิศเป็น ส.จ.สมาชิกสภาจังหวัดพร้อมๆ กับการทำโรงหนังและกิจการเดินรถ
       
       ปีพ.ศ.2512 เป็นปีที่นายเลิศชนะเลือกตั้งเป็นส.ส. ปีเดียวกับ ปรีดา พัฒนถาบุตร นายเลิศสมัครอิสระ ส่วนปรีดาสังกัดพรรคสหประชาไทยที่มีจอมพลถนอมเป็นหัวหน้าพรรค ความสนิทสนมคงจะเพิ่มพูนขึ้นตั้งแต่ครั้งนั้น เลือกตั้งใหม่อีกรอบปี 2518 ปรีดายังได้เป็นส.ส.และเป็นรัฐมนตรีด้วยแต่เลิศไม่ได้เป็นแล้ว พอดีทักษิณเรียนจบนายร้อยตำรวจพ่อเลิศเลยฝากเป็นนายตำรวจติดตามท่านรัฐมนตรีปรีดาเสียเลย
       
       เส้นสายความสัมพันธ์การเมืองของชินวัตรสายนายเลิศกับปรีดา พัฒนถาบุตรยังต่อเนื่องมาถึงการเมืองท้องถิ่นเชียงใหม่ในยุคต่อๆ มาด้วยเพราะปรีดาถือเป็นคนร่วมก่อตั้งกลุ่มประชาสันติ บริหารเทศบาลนครเชียงใหม่มาแต่ยุคแรก พอมายุคกลางๆ นายเลิศให้ลูกสาวสาวคนโต “เจ๊ใหญ่” เยาวลักษณ์ ชินวัตร ลงเล่นการเมืองได้เป็นเทศมนตรีอยู่หลายสมัย สนิทสนมกับหัวหน้ากลุ่มประชาสันติในยุคเปลี่ยนไม้คือ ศรีสวัสดิ์ อาวิพันธุ์ อย่างที่คนเชียงใหม่ทราบกันทั่วไป
       
       ชินวัตรสายนายเลิศจึงพาเหรดสู่การแสวงหาอำนาจการเมืองเพราะพ่อเลิศส่งไม้ต่อให้รุ่นลูกร่ำเรียนวิชาการเมืองตั้งแต่เริ่มรุ่น และการที่ครอบครัวมีช่องทางใกล้ชิดกับคนระดับ “รัฐมนตรี” นี่มันยอดเยี่ยมมาก จะเอ่ยปากอะไรก็มีน้ำหนักมากกว่าคนทั่วไป
       
       เจ๊ใหญ่-เยาวลักษณ์ เป็นหัวหอกการเข้าสู่การเมืองของชินวัตรรุ่น 4 อายุห่างจากน้องเล็กปู-ยิ่งลักษณ์ ขนาดเป็นแม่ลูกกันได้ (2488-2510 ห่างกัน 22 ปี) ตอนที่ปูเรียนหนังสือที่เรยินาฯ ก็ไปพร้อมกันกับลูกสาวสองคนของเจ๊ใหญ่ น้า-หลาน มีรถเก๋งและคนขับรถรับส่งคุณหนูไปโรงเรียนคอนแวนต์ เพราะตอนนั้นเจ๊ใหญ่เป็นผู้บริหารเทศบาลแล้ว อายุของน้าปูกับลูกของเจ๊ใหญ่ห่างกันแค่ 3 ปี จนคนเข้าใจกันว่าปูเป็นลูกของเจ๊ใหญ่ด้วยซ้ำไป
       
       ชินวัตรรุ่นที่ 4 ที่เล่นการเมืองต้องยกให้เจ๊ใหญ่เป็นคนแรก ต่อมาเป็นทักษิณ ส่วนเยาวภาเข้าสู่การเมืองปี 2544 เมื่อพี่ชายพร้อมแล้ว
       
       ทักษิณมีแรงขับ แรงทะเยอทะยานในเรื่องการเมืองและเรื่องการเศรษฐกิจอยากร่ำรวยแรงขับดังกล่าวมาจากทั้งสายเลือดและสิ่งแวดล้อม เขาเองก็ไม่ปิดบังนะว่าตัวเองนั้นนะ “อยาก” จะกระโจนเข้าสู่วงจรอำนาจมาตั้งแต่หนุ่ม เรื่องนี้เขียนไว้เองในตาดูดาวเท้าติดดิน
       
       มองในแง่จิตวิทยา...หรือว่าแรงขับดังกล่าวอาจเป็นเพราะว่าในบรรดาพี่น้องชินวัตรรุ่นที่ 3 นายเลิศและครอบครัวไม่ประสบความสำเร็จเทียบเท่าพี่น้องคนอื่นๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านชื่อเสียงเกียรติยศ ?
       
       เมื่อมาถึงรุ่นที่ 4 ทักษิณ ชินวัตรจึงนำพี่น้องสายนายเลิศให้ผงาดขึ้นเหนือลูกพี่ลูกน้อง เช่นสายพล.อ.ชัยสิทธิ์-พล.อ.อุทัย ชินวัตรผู้เป็นลูกของลุง หรือแม้แต่รุ่นป้า รุ่นอาที่เคยมีฐานะและชื่อเสียงเหนือกว่านายเลิศมาก่อน.
       
       ป.ล.โปรดติดตามตอนต่อไป : ตอน ครอบครัวและความรักแบบชินวัตร

ข่าวล่าสุด ในหมวด
ตำนานตระกูลชิน ฉบับตีความ (4)
ตำนานตระกูลชิน ฉบับตีความ (3)
บรรยง พงษ์พานิช : บทบาท พีอาร์ ปตท.
ตำนานตระกูลชิน ฉบับตีความ (2)
ตำนานตระกูลชิน ฉบับตีความ (1)
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 6 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 5 คน
84 %
ไม่เห็นด้วย 1 คน
16 %
ความคิดเห็นที่ 4 +6 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เยาวลักษณ์. ยิ่งลักษณ์. ชื่อคล้องจองกัน. เปนการตั้งชื่อที่สื่ออะไรบางอย่าง. คนสันกำแพงเขารุ้ดีว่า เปนอะไรกัน.
เฉลยต่อด้วย
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 9 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ลุยไปเลยลุงกำนัน ปฏิวัติประชาชนให้สำเร็จแล้วจัดตั้งรัฐาธิปัตย์ด้วยตัวเองเพื่อทูลเกล้าหานายกรัฐมนตรีหรือทูลพระราชอำนาจคืนพระองค์ให้ทรงราชวินิจฉัย

ไม่มีอะไรดีกว่านี้อีกแล้วในภาวะใกล้สิ้นชาติเช่นนี้
ด้วยความชอบธรรมของมวลมหาประชาชน ที่พิสูจน์แล้วจากอำนาจศาลให้ไร้รัฐบาลเพราะความฉ้อฉลไม่ซื่อสัตย์ด้วยประการทั้งปวง

เสื้อแดงขนาดเกณท์มาเช็คแล้วเช็คอีกที่สนามกีฬานครสวรรค์ก็ยังหลุดมาได้แค่นี้ ประชาชนไทยเขาตาสว่างแล้วโดยเฉพาะชาวนาที่เคยชูแดงได้ขึ้นมาเขาไม่เอาด้วยแล้ว เพียงแต่ว่าเขายังไม่มาร่วมกับกำนันจริงจังเท่านั้น และเมื่อฟ้าเปิด ชาวนาร่วมกับกรรมาชีพหันมาร่วมกับลุงกำนัน เมื่อนั้นเพื่อไทยหรือเพื่อใครก็คอยดูกันเพราะทอดเวลามานานก็ไม่เห็นเพื่อไทยชูประเด็นปฏิรูปใดๆ แสดงให้เห็นว่าจะสงวนอำนาจเอาไว้กินกันเองให้ชาติล่มจม

กำนันต้องประกาศให้ชัดแบบบ้านๆในหัวข้อปฎิรูปที่บอกว่าร่างกันเสร็จแล้ว ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รู้ชัดถ้วนทั่วว่านี่คือนโยบายแห่งแผ่นดินไทย
ขอให้เอาสภาจริยธรรมของหลวงปู่นำทางแล้วทุกอย่างจะปลอดภัย
ขอให้ประสบความสำเร็จเพื่อลูกหลานไทยด้วยเทอญ
30 ล้านเสียงนำไทยปฏิรูป
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 8 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
คนไทยทุกคนต้องรู้กฎหมาย
เป็นพื้นที่สำหรับเผยแพร่ข้อมูลที่มีประโยชน์สำหรับผู้ศึกษาทางด้านกฎหมาย โดยเน้นบทความที่อ่านสนุก สามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยาก

180
วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

“รัฏฐาธิปัตย์” คืออะไร
รัฏฐาธิปัตย์ หมายความว่า

๑) รัฏฐาธิปัตย์
เมื่อกล่าวถึง ปรัชญากฎหมายก็ต้องกล่าวถึง “กฎหมาย” และเมื่อกล่าวถึง กฎหมาย ก็จำเป็นต้องกล่าวถึงรัฏฐาธิปัตย์ (soverign) ซึ่งสำนักความคิดกฎหมายฝ่ายบ้านเมืองอธิบายว่าเป็นผู้ทำให้เกิดกฎหมายดังที่ จอห์น ออสติน (John Ausyin) อธิบายว่ากฎหมาย คือ คำสั่งคำบัญชาของรัฏฐาธิปัตย์

ความหมายของรัฏฐาธิปัตย์
สำนัก ฝ่ายกฎหมายบ้านเมืองให้ความสำคัญมากโดยอธิบายว่า รัฏฐาธิปัตย์ คือผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ส่วนจะเป็นใครก็สุดแท้แต่ว่าเป็นผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินหรือบ้านเมืองใด มีระบอบการปกครองอย่างไร ถ้าเป็นในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รัฏฐาธิปัตย์ คือ พระมหากษัตริย์

อำนาจของรัฏฐาธิปัตย์ ก็คือการมีอำนาจอธิปไตยนั่นเอง ซึ่งก่อให้เกิดผลดังนี้ คือ
๑. ผลของการมีอำนาจอธิปไตยทำให้ รัฏฐาธิปัตย์ อยู่ในฐานะสูงสุดในแผ่นดิน และไม่ต้องเชื่อฟังผู้อื่นอีก
ข้อ นี้อาจไม่ถูกต้องในเวลานี้แล้วก็เป็นได้ เพราะในระบบประชาธิปไตย รัฏฐาธิปัตย์ อาจอยู่ใต้ข้อจำกัดอำนาจบางประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามทฤษฎีว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนนั้น เมื่อประชาชนแต่ละคนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ประชาชนแต่ละคนย่อมเป็น รัฏฐาธิปัตย์ แต่ไม่มีประชาชนคนใดอยู่ในฐานะสูงสุดโดยไม่ต้องฟังคำสั่งผู้อื่น
๒. ผลประการแรกทำให้เกิดผลประการที่สองขึ้นมา กฎหมายระหว่างประเทศอันเป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ ไม่มีสภาพเป็นกฎหมาย เพราะเมื่อรัฐต่างๆ มีฐานะเท่าเทียมกันก็ไม่มีรัฏฐาธิปัตย์ผู้ใดมีอำนาจบังคับบัญชาให้รัฏ ฐาธิปัตย์ผู้อื่นอยู่ในฐานะจำยอมได้ และจะเอาผิดถ้ามีการฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศก็มิได้ ความผูกพันระหว่างรัฐต่อรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศจึงเป็นเรื่องถ้อยที่ถ้อย อาศัยกันเท่านั้น
ปัจจุบันทฤษฎีดังกล่าวของ ออสตินเสื่อมความนิยมแล้ว
๓. ข้อจำกัดอำนาจของรัฏฐาธิปัตย์
ใน สมัยที่เชื่อกันว่าอำนาจสูงสุดเป็นของพระผู้เป็นเจ้าหรือพระผู้ทรงเป็นใหญ่ เพราะทรงเป็น “ที่สุดของสิ่งที่สุดทั้งปวง” (The Absoluteness) หรือสมบูรณัตถ์ จึงไม่มีข้อจำกัดขัดขวางของอำนาจของพระองค์แต่อย่างใด ครั้นต่อมาเชื่อกันว่าพระสันตะปาปาทรงเป็นใหญ่ หรือองค์อธิปัตย์อยู่เหนือกษัตริย์ทั้งหลายแต่อำนาจของอธิปัตย์องค์นี้ย่อม ถูกจำกัดเพราะพระสันตะปาปาจะออกกฎหมายใดให้ขัดหรือแย้งกับกฎของพระผู้เป็น เจ้ามิได้

นักกฎหมายฝ่ายบ้านเมืองต่างถือกันว่า กษัตริย์ทรงเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดอย่างแท้จริงโดยไม่อยู่ใต้อำนาจรัฏฐาธิปัต ย์ หากถือว่าแม้กษัตริย์เป็นรัฏฐาธิปัตย์แต่ก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ที่เกิดจากความ ยินยอมหรือการยอมรับนับถือของประชาชน ฉะนั้น จะใช้อำนาจผิดทำนองคลองธรรมมิได้ เพราะถ้าใช้อำนาจผิดธรรมนองคลองธรรมราษฎรก็จะเสื่อศรัทธา และคลายความจงรักภักดี ซึ่งในที่สุดอาจนำไปสู่การล้มล้างอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ก็เป็นได้

สำหรับ ทฤษฎีที่ถือว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนนั้นประชาชนย่อมเป็นรัฏฐาธิปัตย์ แต่รัฏฐาธิปัตย์เช่นนี้ย่อมถูกจำกัดด้วยอำนาจรัฏฐาธิปัตย์คนอื่นๆ ซึ่งก็มีอำนาจอธิปไตยเท่าเทียมกัน เช่น พระเจ้าแผ่นดินของรัฐ ก. จะทำการใดก้าวก่ายอำนาจอธิปไตยของพระเจ้าแผ่นดินแห่งรัฐ ข. มิได้ เพราะต่างมีอำนาจอธิปไตยเช่นกันฉันใด ราษฎร ก. จะใช้อำนาจอธิปไตยของตนก้าวก่ายอธิปไตยของรัฐ ข. ไม่ได้ฉันนั้น

ใน อังกฤษ รัฐสภา เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดหรืออีกนัยหนึ่งรัฐสภาเป็นรัฏฐาธิปัตย์แทนประชาชนตาม ทฤษฎีว่าด้วยความมีอำนาจสูงสุดของรัฐสภา (supremacy of parliament) “รัฐสภา” มีความหมายพิเศษเพราะประกอบด้วยองค์อำนาจสามประการคือ
๑. สภาสามัญ
๒. สภาขุนนาง
๓. พระมหากษัตริย์
สำหรับ พระมหากษัตริย์นั้น แม้โดยทั่วไปไม่ถือว่าเป็นสถาบันรัฐสภา (parliamentary - institution) ดุจดังสภาทั้งสองที่กล่าวข้างต้น แต่เมื่อกล่าวถึงรัฐสภาอังกฤษเป็นองค์อำนาจสูงสุด ตามทฤษฎีเรื่องสภาวะสูงสุดของรัฐสภา คำว่ารัฐสภาในที่นี้ย่อมหมายถึงพระมหากษัตริย์ด้วย (King or Queen in Parliament) เพราะลำพังสภาทั้งสองหาทรงไว้ซึ่งอำนาจสูงสุดไม่
สำหรับ ปัญหาที่ว่า ทฤษฎีเรื่องสภาวะสูงสุดของรัฐสภาหมายความว่าอย่างไร นักกฎหมาย รัฐธรรมนูญ อังกฤษอธิบายว่ามีความหมายพิเศษสองประการคือ
๑. การมีอำนาจนิติบัญญัติล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ดังที่เดอลอล์ม (De Lolme) ได้อธิบายสรุปไว้ทำนองประชดประชันว่า “นักกฎหมายอังกฤษพึงรำลึกไว้เถิดว่ารัฐสภาอังกฤษมีอำนาจบันดาลได้สารพัดใน ปฐพี จะมียกเว้นก็แต่การแปลงหญิงให้เป็นชาย หรือการแปลงชายให้เป็นหญิงเท่านั้น”
๒. การทรงไว้ซึ่งอำนาจนิติบัญญัติแต่ผู้เดียว องค์กรหนึ่งๆ ของรัฐสภา เช่น สภาสามัญ หรือสภาขุนนาง อาจมีอำนาจนิติบัญญัติเอกเทศ แต่ก็เป็นการมอบอำนาจให้โดยรัฐสภา ซึ่งจะเรียกกลับเสียเมื่อใดก็ได้ ยิ่งกว่านั้นเมื่อรัฐสภาออกกฎหมายใด สถาบันอื่นใด เช่นศาลจะกล่าวหาว่ากฎหมายนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญมิได้ เพราะแท้จริงแล้วกฎหมายนั้นอาจมีผลเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยกเลิกฉบับเก่า ก็ได้ตามกฎหมายใหม่ยกเลิกกฎหมายเก่า (lex posterior derogat legi priori)

ข้อจำกัดอำนาจในทางทฤษฎีอาจแบ่งออกได้ดังนี้
๑. กฎหมายธรรมชาติ กฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายแห่งศีลธรรม (Natural law, international law, rule of morality ) ไดซีย์อธิบายว่าแม้รัฐสภามีอำนาจสูงสุด แต่รัฐสภาจะออกกฎหมายที่ฝ่าฝืนมโนธรรม ศีลธรรมจรรยา กฎหมายธรรมชาติ หรือกฎหมายระหว่างประเทศมิได้
๒. พระราชอำนาจ (Royal prrerogative) ไดซีย์อธิบายว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจทางการเมือง (political power) และอำนาจทางสังคม (social power) ทรงเป็นที่เคารพรักของประชาชน ถ้าทรงไม่เห็นด้วยกับการร่างกฎหมายใดหรือทรงทักท้วงความข้อใดรัฐสภาควรโอ อนอ่อนผ่อนตามพระราชประสงค์
๓. กฎหมายพื้นฐาน (Fundamental law) ไดซีย์กล่าวว่าในกรณีที่รัฐสภาออกกฎหมายสำคัญๆ ที่เป็นพื้นฐานทางสังคม เช่น กฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนรัฐสภาสมัยหลังๆ จะรีบด่วนออกกฎหมายเปลี่ยนแปลงกฎหมายพื้นฐานไม่ได้

กระนั้นก็ตามทางปฏิบัติ รัฐสภาอาจตกอยู่ใต้อำนาจข้อจำกัดอำนาจบางข้อโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัวซึ่งไดซีย์อธิบายดังนี้
๑. ทฤษฎีเจ้าของอำนาจอธิปไตย (doctrine of sovereignty) ไดซีย์อ้างความเห็นของออสติน ที่ว่าแม้อำนาจนิติบัญญัติจะถูกใช้โดยรัฐสภาซึ่งประกอบด้วย สภาสามัญ สภาขุนนาง และ พระมหากษัตริย์ แต่เจ้าของอำนาจนิติบัญญัติที่แท้จริงได้แก่ประชาชนอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้นจะถือว่ารัฐสภาเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดได้อย่างไร ในเมื่อประชาชนเป็นผู้เลือกสมาชิกสภาสามัญ และเป็นผู้ให้ความเห็นชอบการเสวยราชสมบัติของพระมหากษัตริย์
๒. เหตุภายนอกอันอาจจูงใจสมาชิกรัฐสภา ไม่ให้ใช้อำนาจมาก (external limitation) ไดซีย์กล่าว่า พลังของประชาชนหรือกลุ่มอิทธิพล (Pressure group) เช่นกลุ่มนักศึกษา กลุ่มเกษตรกร กลุ่มนักวิชาการ อาจมีอิทธิพลเหนือสมาชิกรัฐสภา มิให้ใช้อำนาจสูงสุดของตนในทางที่ผิดทำนองคลองธรรมได้ เช่น สมาชิกรัฐสภาอาจอาจเกรงว่าถ้าออกกฎหมายประเภทนี้ไปแล้วอาจถกหนังสือพิมพ์ วิพากษ์วิจารณ์ อาจถูกมติมหาชนคัดค้าน อาจถูกโต้ตอบโดยนักวิชาการ หรืออาจถูกประชาชนเดินขบวนวางหรีดประท้วง เป็นต้น
๓. เหตุภายในอันอาจจูงใจสมาชิกรัฐสภาไม่ให้ใช้อำนาจมาก (intetnal limitation) เหตุภายในหมายถึง ทัศนคติ การศึกษาอบรม พื้นเพทางสังคมและการเมือง ตลอดจนค่านิยมของสมาชิกรัฐสภา เหตุเหล่านี้ย่อมกล่อมเกลาจิตใจของผู้นั้นให้เป็นไปในแนวทางที่ตนมีพื้นเพมา

แม้รัฐสภาจะมีอำนาจสูงสุด แต่ก็ไม่ต้องกลัวว่ารัฐสภาจะใช้อำนาจบาทใหญ่คุกคามประชาชน เพราะรัฐสภาย่อมกลัวพลังของประชาชน และสมาชิกสภาเองต่างก็มีที่มาจากสังคมนั้นๆ จึงมีจิตสำนึกทางกรเมืองสูง และมีวิญญาณของสุภาพชนในระบอบประชาธิปไตยอย่างครบถ้วน จึงเป็นที่หวังได้ว่าจะไม่ใช้อำนาจของตนออกนอกรีตนอกรอย
เขียนโดย ขุนเข่าไร้น้ำใจ
copy
แผ่นดินของเรา
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 7 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
พี่น้องตระกูลฮุน (ฮุนทั้งตระเกี้ย)
สวะของแผ่นดิน
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 6 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
พ่อปูคือคนเก็บตั่วหนังที่ตระกูลนี้ทำอยู่
พอ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 5 +4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
คนตระกูลชินวัตรมีโอกาสที่จะทำคุณงามความดีทดแทนบุญคุณแผ่นดินไทย แต่ได้ทำลายโอกาสในการสร้างความดีให้แก่ประเทศชาติ

ในทางตรงกันข้าม ตระกูลชินวัตรโดยทักษิณ เยาวภา ยิ่งลักษณ์ได้ทำการโกงชาติ โกงแผ่นดิน ฆ่าผู้บริสุทธิ์มากมาย

กรรมจะเป็นตัวกำหนดถึงการกระทำของคนในตระกูลนี้ในไม่ช้า
น่าเสียดาย
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 4 +6 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เยาวลักษณ์. ยิ่งลักษณ์. ชื่อคล้องจองกัน. เปนการตั้งชื่อที่สื่ออะไรบางอย่าง. คนสันกำแพงเขารุ้ดีว่า เปนอะไรกัน.
เฉลยต่อด้วย
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ใจแตกท้องไม่มีพ่อ
แม่มมันแรด
 
ความคิดเห็นที่ 3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
สรุปว่าเป็นตั่วเฮียทุกคนตระกูลนี้
เเอฟ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 2 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เยาวยิ่ง
น้องหรือหลานทักสิน
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 1 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ปูลูกเจ๊ใหญ่
เยาวยิ่ง
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ถูกต้องนะคร๊าบบบบบบบบบ
แล้วพ่อเปนใคร
 
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014