‘บัดเจ็ทโฮเทล’ แข่งขันดุ ที่พักหลักร้อยของนักท่องเที่ยว

โดย กิตตินันท์ นาคทอง   
12 สิงหาคม 2560 14:35 น. (แก้ไขล่าสุด 19 สิงหาคม 2560 00:46 น.)
‘บัดเจ็ทโฮเทล’ แข่งขันดุ ที่พักหลักร้อยของนักท่องเที่ยว
        แม้หลายคนจะบ่นว่าเศรษฐกิจทุกวันนี้ซบเซา แต่มาดูธุรกิจการท่องเที่ยวแล้ว ดีวันดีคืนอย่างไม่น่าเชื่อ อาจเป็นเพราะวันหยุดยาวที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเป็นกิจกรรมที่หลายคนชื่นชอบ
       
       ปีงบประมาณ 2559 “บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.)” รายงานจำนวนผู้โดยสาร 6 สนามบินหลักของประเทศ มีมากกว่า 119 ล้านคน ตัวเลขครึ่งปีแรกของปี 2560 (ตุลาคม 2559-มิถุนายน 2560) จำนวนผู้โดยสารอยู่ที่ 96 ล้านคน
       
       ส่วนสายการบินต้นทุนต่ำอย่าง “แอร์เอเชีย” บอกว่า ถึงจะถูกจัดระเบียบทัวร์ศูนย์เหรียญก็ยังทำกำไรกว่า 1,800 ล้านบาท ส่วนสายการบินอื่นที่ขาดทุนเพราะต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้น
       
       อานิสงส์จากการขยายเส้นทางการบินรวมทั้งเส้นทางเชื่อมต่อไปยังจังหวัดภูมิภาค นอกเหนือจากจังหวัดหัวเมืองใหญ่ ก็ทำให้เมืองนั้นความเจริญขยายตัว ห้างสรรพสินค้า นิคมอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัย ต่างก็ขยับขยายจำนวนมาก
       
       อีกหนึ่งธุรกิจที่น่าสนใจก็คือ “บัดเจ็ทโฮเทล” (Budget Hotel) หรือ โรงแรมราคาประหยัด ที่เน้นสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน โดยคิดราคาห้องพักเริ่มต้นที่ 350 บาท สูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท
       
       ยกเว้นบางโรงแรมจะมีลูกเล่น กำหนดราคาห้องพักมากกว่า 1,000 บาทขึ้นไป ตามทำเลที่ตั้ง แหล่งท่องเที่ยว หรือตามสิ่งอำนวยความสะดวกบางอย่างที่เพิ่มขึ้น
       
       โมเดล “บัดเจ็ทโฮเทล” หรือโรงแรมราคาประหยัด เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ที่แหวกแนวที่สุดคือ ก่อนหน้านี้ บริษัทในเครือสายการบินแอร์เอเชียอย่าง “ทูน โฮเทลส์” เคยร่วมทุนกับเรด แพลนเนต เปิดโรงแรมทูน โฮเทลส์ 5 แห่งในไทย
       
       เวลาเข้าพักจะได้แค่เตียงนอนกับระบบน้ำอุ่นเท่านั้น อยากได้เครื่องปรับอากาศ ผ้าขนหนู สบู่ แชมพู โทรทัศน์แอลซีดี และไว-ไฟก็ต้องจ่ายเพิ่ม แต่สุดท้ายเมื่อหมดสัญญา เรด แพลนเนตบริหารเต็มตัว ก็ไม่เคยพบเห็นโมเดลนี้อีกเลย

‘บัดเจ็ทโฮเทล’ แข่งขันดุ ที่พักหลักร้อยของนักท่องเที่ยว
        จากการสังเกตโรงแรมบัดเจ็ทต่างๆ จะพบว่า ส่วนใหญ่จะให้เฉพาะสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานที่ลูกค้าต้องการ เช่น ที่นอน เครื่องปรับอากาศ เครื่องทำน้ำอุ่น โทรทัศน์ ตู้เย็นขนาดเล็ก โต๊ะเอนกประสงค์ และบริการไว-ไฟฟรี
       
       ที่สำคัญ โรงแรมเหล่านี้จะไม่มีแผนกบริการอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) เพราะฉะนั้นจะไม่มีบริการอาหารเช้า อย่างดีก็แค่บริการกาแฟฟรีในตอนเช้าเท่านั้น ช่วยทุ่นค่าใช้จ่ายไปได้มหาศาล
       
       ปัจจุบัน บัดเจ็ทโฮเทล มีทั้งผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ลงทุนเอง และโรงแรมเครือข่ายที่เปิดทั่วประเทศ 2 เจ้าใหญ่ ๆ ได้แก่ กลุ่มจาวลาเชียงใหม่ กรุ๊ป เจ้าของแบรนด์ “บีทู” (B2) มากที่สุด 31 แห่ง นับเฉพาะ จ.เชียงใหม่ มากถึง 15 แห่ง
       
       อีกกลุ่มหนึ่ง ได้แก่ ดิ เอราวัณ กรุ๊ป ผู้บริหารโรงแรมชื่อดัง ก็เป็นเจ้าของแบรนด์ “ฮ็อป อินน์” (HOP INN) มีทำเลครอบคลุมทั่วประเทศ 26 แห่ง รวมทั้งยังลงทุนในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ อีก 2 แห่ง
       
       นอกจากนี้ กลุ่มซีพีแลนด์ เจ้าของโรงแรมฟอร์จูน ก็เริ่มปั้นแบรนด์ที่ชื่อว่า “ฟอร์จูน ดี” เริ่มต้นแห่งแรกที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ส่วนกลุ่มเซ็นทารา กำลังศึกษาข้อมูล โดยวางราคาระดับต่ำกว่าแบรนด์ COSI อยู่ที่ 600-1,000 บาทต่อคืน
       
       อย่างไรก็ตาม เมื่อนักท่องเที่ยวยุคนี้ล้วนพึ่งพา ระบบโอทีเอ (Online Travel Agency) โดยพิจารณาจากราคาห้องพักถูกที่สุดเป็นหลัก เช่น อะโกด้า เอ็กซ์พีเดีย บุ๊คกิ้ง ทราเวลโลก้า ฯลฯ โดยจะรับเงินเปอร์เซ็นต์จากทางโรงแรมอีกที
       
       ทำให้โรงแรมเครือข่ายต้องใช้กลยุทธ์ซีอาร์เอ็ม (Customer Relationship Management) สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในรูปแบบสมาชิก เพื่อให้ลูกค้ายึดติดกับแบรนด์มากขึ้น และไม่ต้องถูกหักเปอร์เซ็นต์จากระบบโอทีเอ
       
       เช่น โรงแรมบีทู มีบัตรสมาชิกที่เรียกว่า “ไอแอม บีทู” เป็นบัตรเติมเงินเพื่อใช้แทนเงินสดชำระค่าห้องพัก ได้รับคะแนนสะสมเป็นส่วนลดห้องพักหรือของที่ระลึก รวมทั้งจะได้รับเงินโบนัสสะสมพิเศษทุกครั้งที่เติมเงิน
       
       หรือ โรงแรมฮ็อปอินน์ มีโปรแกรมสะสมคะแนน “ฮ็อปอินน์ รีวอร์ดส” เมื่อเข้าพักในราคาปกติ (งดร่วมรายการทุกโปรโมชั่น) ทุก 1 คืนเท่ากับ 1 คะแนน ครบ 10 คะแนน รับส่วนลด 500 บาท สำหรับเข้าพักครั้งต่อไป
       
       กลยุทธ์ซีอาร์เอ็มของทั้งสองโรงแรม เป็นการปิดกั้นจุดอ่อนของระบบโอทีเอ ที่แม้ลูกค้าจะได้ที่พักราคาถูกจริง แต่ต้องเสี่ยงดวงว่าจะพบกับโรงแรมที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่สะดวกและปลอดภัย ก็จะมองหาโรงแรมในราคาที่ยอมรับได้

‘บัดเจ็ทโฮเทล’ แข่งขันดุ ที่พักหลักร้อยของนักท่องเที่ยว
        ในชีวิตเคยใช้บริการบัดเจ็ทโฮเทล ทั้งโรงแรมบีทู และล่าสุดกับโรงแรมฮ็อปอินน์ พบว่ารูปแบบการให้บริการคล้ายคลึงกัน แต่ก็มีความต่างในเรื่องมาตรฐานการให้บริการ
       
       ที่แรก โรงแรมบีทู สันติธรรม จ.เชียงใหม่ เป็นโรงแรมขนาดเล็ก 46 ห้อง ตั้งอยู่ในชุมชนสันติธรรม ถนนเทพารักษ์ ใกล้กับแยกรินคำ ภายในมีห้องพักขนาด 33 ตารางเมตร มีเครื่องปรับอากาศ ห้องน้ำแบบฝักบัว
       
       ในตอนนั้นจองผ่านระบบโอทีเอ ได้ราคา 490 บาท เมื่อทำรายการแล้ว ทางโรงแรมจะโทร. มาสอบถามว่าจะเข้าพักกี่โมง เมื่อไปถึงก็เช็กอิน ได้ห้องพักชั้น 2 ของโรงแรม แต่ไม่มีลิฟท์ อารมณ์เหมือนอยู่หอพักนักศึกษา
       
       ที่แปลกใจก็คือ แม้จะเข้าพักเพียงคนเดียว แต่ทางโรงแรมกลับให้ห้องพักแบบ 2 เตียงเดี่ยว แต่ละฝั่งมีทางเดินอยู่ตรงกลาง ที่สุดแล้วอีกเตียงหนึ่งก็ไม่ได้ใช้ น่าเสียดายมาก
       
       ภายในห้องมีเตียงแบ่งเป็น 2 ฝั่ง มีทางเดินผ่าตรงกลาง โทรทัศน์ตั้งอยู่ด้านบนสุด มีโต๊ะวางของ และตู้เย็นอยู่หัวเตียง ห้องน้ำอยู่ถัดไปจากโต๊ะอ่านหนังสือ มีฝักบัวสำหรับอาบน้ำ สบู่ แชมพู ของใช้ในห้องน้ำแยกต่างหาก
       
       และเนื่องจากบริเวณนี้เต็มไปด้วยหอพัก จึงไม่เห็นทิวทัศน์ที่หน้าต่างด้านหลังห้อง แต่ถ้าอยากชมบรรยากาศภายนอก ก็เปิดประตูเดินออกไปบนระเบียงโรงแรมก็ได้ แต่ไม่ค่อยเห็นวิวอะไรมาก
       
       ทำเลที่ตั้งแม้จะอยู่ในซอยลึก แต่ก็เต็มไปด้วยหอพักที่ช่วงค่ำจะคึกคักพอสมควร สามารถเดินเท้าไปแยกรินคำ เพื่อไปยังถนนนิมมานเหมินทร์ หรือเดินออกซอยลัดไปยังกาดสวนแก้วได้ด้วย

‘บัดเจ็ทโฮเทล’ แข่งขันดุ ที่พักหลักร้อยของนักท่องเที่ยว
        อีกแห่งหนึ่ง คือ โรงแรมฮ็อปอินน์ เชียงราย เป็นโรงแรมขนาด 79 ห้อง ตั้งอยู่บนถนนพหลโยธินสายเก่า เลยไนท์บาร์ซาลงมา 750 เมตร เป็นห้องพักขนาด 19.5 ตารางเมตร มีเครื่องปรับอากาศ ห้องน้ำแบบฝักบัวเช่นเดียวกัน
       
       ในตอนนั้นไม่พอใจที่พักในระบบโอทีเอ อีกทั้งนึกขึ้นได้ว่าเคยสมัครสมาชิกเล่น ๆ เอาไว้ เผื่อมีโอกาสได้เข้าพัก เมื่อนึกขึ้นได้ก็ค้นหาเบอร์โรงแรม แล้วโทร.ไป แจ้งราคาคืนละ 650 บาท จึงจองห้องพักไว้ 1 คืน
       
       มองจากภายนอก โครงสร้างอาคารไม่ต่างจากโรงแรมฮ็อปอินน์สาขาอื่น ใช้เทคโนโลยีการก่อสร้างแบบพรีแคส (Precast) ทำให้นึกถึง “คอนโดลุมพินี” ไม่ว่าจะไปเปิดที่ไหน ทำเลใด หน้าตาก็ไม่แตกต่างกัน
       
       เมื่อเช็กอิน ทางโรงแรมแจ้งว่า เตียงเดี่ยวจะให้เลือกระหว่างชั้น 1 กับชั้น 6 เราเลือกชั้น 6 ไป และแจ้งว่าจะเก็บค่ามัดจำกุญแจ 100 บาท แล้วจะได้รับคืนเมื่อเช็กเอาท์ จะได้รับบัตรคีย์การ์ด 1 ใบพร้อมแท็กระบุหมายเลขห้อง
       
       เป็นที่น่าสังเกตว่า ล็อบบี้โรงแรมแห่งนี้จะเล็กกว่าโรงแรมอื่น ๆ ด้านข้างเคาน์เตอร์จะขายเครื่องดื่ม ขนม และของใช้ส่วนตัว ถัดออกมาจะเป็นตู้แช่อาหารแช่แข็ง เครื่องชงกาแฟ เคาน์เตอร์รับประทานอาหาร และห้องน้ำแยกชาย-หญิง
       
       เมื่อเดินทางไปยังห้องพัก จะต้องเข้าออกด้วยคีย์การ์ด แล้วขึ้นลิฟท์ไปยังชั้น 6 อารมณ์เหมือนอยู่คอนโดมิเนียม ด้วยความที่โรงแรมเปิดใหม่ได้ไม่นาน ลิฟท์สภาพยังใหม่อยู่ ไม่นานนักเราก็ถึงห้องพัก ใช้คีย์การ์ดเปิดประตู
       
       สภาพห้องแม้จะแคบกว่าโรงแรมที่เคยเข้าพัก พื้นที่ใช้สอยไม่กว้าง แต่ก็มีเคาน์เตอร์วางของและอ่านหนังสืออยู่ริมหน้าต่าง มองเห็นเทือกเขาอยู่ตรงหน้า แม้สภาพห้องพักจะแคบ แต่วิวริมหน้าต่างที่ได้รับก็กินขาดแล้ว
       
       ห้องน้ำแยกเป็นอ่างล้างหน้า ห้องสุขา และพื้นที่อาบน้ำ กั้นด้วยกระจกใส สบู่และแชมพูอยู่ในกล่องบรรจุรวมกัน ส่วนระเบียงมีไว้ตั้งคอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศ
       
       ทำเลที่ตั้งแม้จะอยู่ห่างไกลจากไนท์บาร์ซาพอสมควร แต่ก็พอเดินเท้าออกไปได้ ในยามค่ำคืนถ้าหิว ก็ยังมีอาหารแช่แข็ง ขนม และเครื่องดื่มจำหน่ายที่ล็อบบี้ ตอนเช้ามีเครื่องชงกาแฟเนสกาแฟ ให้บริการฟรี 6 โมงเช้า ถึง 11 โมงเช้า

‘บัดเจ็ทโฮเทล’ แข่งขันดุ ที่พักหลักร้อยของนักท่องเที่ยว
        จากที่เข้าพักทั้งสองโรงแรมจะเห็นได้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่ทั้งสองโรงแรมพยายามรักษาไว้ คือ มาตรฐานของห้องพัก จะมีเฉพาะสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานเท่านั้น ตัดสิ่งอำนวยความสะดวกที่ไม่จำเป็น
       
       ที่ผ่านมา ผู้คนเลือกที่จะใช้ระบบโอทีเอ เพราะจะแสดงราคาถูกที่สุด แต่ก็ต้องเสียเวลาเลือกโรงแรมที่ดีที่สุดโดยการอ่านรีวิวจากพันทิป หรือคะแนนจากโซเชียลมีเดีย เพราะห้องพักราคาถูกมักจะได้รับบริการที่แย่ตามมา
       
       ถึงตอนนั้น ระบบโอทีเอจะถึงจุดอิ่มตัว เมื่อมีผู้ประกอบการแข่งขันมากกว่า 3-4 แห่ง แถมเครือข่ายโรงแรมลงมาเล่นสงครามราคาเอง ด้วยการลดราคาที่พัก หรือใช้ระบบซีอาร์เอ็มเพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ และรักษาลูกค้าเก่า
       
       อีกส่วนหนึ่ง ยังมีกลุ่มลูกค้าที่มาแบบไม่มีแบบแผน หรือกะทันหัน โรงแรมเครือข่ายจะตอบโจทย์ตรงที่ราคาห้องพักอยู่ในระดับที่ตายตัว (ยกเว้นช่วงเทศกาล) เป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าเกิดการจดจำและเข้าพักซ้ำอีก
       
       ยิ่งขยายโรงแรมไปยังจังหวัดอื่น ๆ บางคนจะเริ่มสนใจแบรนด์โรงแรมเครือข่ายเป็นอันดับต้น ๆ ถึงตอนนั้นการแข่งขันก็คงไม่ต่างไปจากสายการบินต้นทุนต่ำ ที่มักจะนำห้องพักส่วนหนึ่งมาลดราคาเพื่อสร้างการจดจำแก่ลูกค้า
       
       ถึงตอนนั้นเราจะได้เห็นบัดเจ็ทโฮเทล ของทุนโรงแรมขนาดใหญ่ พร้อมกับการปรับตัวของกลุ่มทุนท้องถิ่นเพื่อสู้ศึกครั้งนี้ สุดท้าย คนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือผู้เข้าพัก ที่จะได้รับบริการห้องพักมาตรฐานในราคาประหยัดที่มีมากขึ้น
       
       สำคัญตรงที่ โรงแรมราคาประหยัดเหล่านี้ ต้องรักษามาตรฐานห้องพัก การให้บริการ รวมทั้งราคาให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวยุคนี้ ที่ต้องการความคุ้มค่าในการท่องเที่ยว เช่น ตั๋วเครื่องบินราคาประหยัด
       
       เพื่อที่จะได้นำเงินเหล่านี้ไปทำอย่างอื่น ไปจับจ่ายแก่ร้านค้า ร้านอาหาร ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ของที่ระลึก กระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดนั้น ๆ ต่อไป.

‘บัดเจ็ทโฮเทล’ แข่งขันดุ ที่พักหลักร้อยของนักท่องเที่ยว
       

จำนวนคนโหวต 3 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 3 คน
100 %
ยังไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย
0 %
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017