หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกอาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรม | ข่าว
 

สังคมเสื่อม! “พ่อ-แม่” แอบนำศพลูกซุกโลงเย็นวัดหลักสี่

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม
13 ตุลาคม 2555 17:59 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
สังคมเสื่อม! “พ่อ-แม่” แอบนำศพลูกซุกโลงเย็นวัดหลักสี่
เจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๋ง ตรวจสอบศพทารกที่แห้งเหลือแต่กระดูก หลังถูกพ่อแม่ใจยักษ์ลักลอบนำมาวางไว้ในโลงเย็นภายในวัดหลักสี่

สังคมเสื่อม! ชายหญิงคู่รักหน้าตาดีแอบนำศพทารกเพศชายมาซ่อนไว้ในโลงเย็นของวัดหลักสี่ หลังถูกทางวัดปฏิเสธฌาปนกิจให้ เนื่องจากไม่มีใบมรณบัตรมายืนยัน ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามพ่อแม่ใจยักษ์คู่นี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
       
       วันนี้ (13 ต.ค.) เมื่อเวลา 12.05 น. พ.ต.ท.สุทธิชัย วิโรจน์ พนักงานสอบสวน (สบ 2) สน.ทุ่งสองห้อง รับแจ้งพบซากศพทารกภายในวัดหลักสี่ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่  กทม.จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง
               
       ที่เกิดเหตุ อยู่บริเวณศาลากิจสุวรรณ เจ้าหน้าที่พบตะกร้าหวายใส่ศพทารกเพศชาย อวัยวะครบ 32 ภายในตะกร้ามีผ้านวมรองไว้ข้างใต้  มีผ้าขนหนูห่อตัวทารกไว้ และมีขวดนมวางอยู่ข้างๆ ซึ่งตะกร้าใบนี้อยู่ในโลงเย็นภายในศาลาดังกล่าว จากการตรวจสอบพบว่า สภาพศพแห้งเหลือแต่กระดูก เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 2 เดือน
               
       สอบสวนนางศิริกร หรือซิ้ม พรมจีน อายุ 45 ปี แม่ครัวของวัดหลักสี่ เปิดเผยว่า ช่วงต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา มีชายหญิงคู่หนึ่งขับรถมาที่วัด ซึ่งฝ่ายชายอายุประมาณ 30 ปี ส่วนผู้หญิงอายุประมาณ 20 ปี รูปร่างหน้าตาดี ได้นำศพทารกเพศชายอายุครรภ์ 7 เดือน มีสายรถยาวกว่า 10 เซนติเมตรติดมาด้วย มาให้ทางเจ้าหน้าที่วัดเผาศพให้ แต่ทางวัดได้บอกว่าให้นำเอกสารใบมรณบัตรมาด้วยจึงจะเผาศพทารกให้ แต่ทั้งสองได้บ่ายเบี่ยงไปต่างๆ นานา จนกระทั่งทั้งคู่ได้นำศพเด็กกลับไป และไม่พบชายหญิงคู่ดังกล่าวอีกเลย
       
       “ทั้งนี้ ฉันไม่ทราบว่าพ่อแม่ของทารกแอบเอามาไว้ที่ศาลาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ฉันจำตะกร้าใบนี้ได้ ในเช้าวันนี้ เจ้าหน้าที่วัดจะเข้าไปทำความสะอาดศาลาหลังดังกล่าวและทำความสะอาดโลงเย็นด้วย เพราะจะเตรียมนำศพที่มาใหม่ขึ้นศาลา เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดออกก็พบตะกร้าภายในมีศพทารกดังกล่าว จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที” นางศิริกรกล่าว
               
       เบื้องต้น เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ซากศพทารกดังกล่าวน่าจะเสียชีวิตภายในครรภ์หรือถูกทำแท้ง จากนั้นพ่อแม่ของเด็กจะนำศพมาให้ทางวัดทำการฌาปนกิจให้ แต่ทางวัดไม่ยอมจึงแอบนำศพมาซุกซ่อนใส่ในโลงเย็นไว้ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะส่งศพทารกไปตรวจสอบที่สถาบันนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจ พร้อมทั้งเร่งติดตามพ่อแม่ใจยักษ์คู่นี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
              

ข่าวล่าสุด ในหมวด
รปภ.ประจำอู่เมล์สาย 62 ป่วยเรื้อรัง นั่งเสียชีวิตในรถ
โชเฟอร์แท็กซี่คนดีเก็บเงินสดกว่าครึ่งแสนคืนนักท่องเที่ยวรัสเซีย
โฆษก สตช.พบเบาะแสสื่อออสซีตีข่าวนักท่องเที่ยว ถูก ตร.รีดไถเรื่องจริง
สตช.จี้เอาผิดก๊วนหมิ่น ม.112 เร่งประสานจับผู้ต้องหาในต่างแดน
ตำรวจฝากขัง-ค้านประกันครั้งที่ 3 “พงศ์พัฒน์” กับพวก 10 ราย
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 10 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 2 คน
20 %
ไม่เห็นด้วย 8 คน
80 %
ความคิดเห็นที่ 11 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ลูกคนเดียวทำไมให้เกิดมาไม่ได้ ข้องใจจริงๆ บาปหนักน่ะ ถ้าทำให้ลูกตาย คนอยากมีลูก กลับไม่มี แต่คนมีลูกกลับทิ้งขวาง น่าอนาจจัง พวกท่านที่ทำบาปคิดสนุกกับกามรมณ์เท่านั้นหรือ
จากคนไม่มีลูก
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 5 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
สมมติวว่าแม่เด็กท้อง 7 เดือน แล้วแท้ง (ทำแท้ง) จากนั้นเก็บศพไว้ 1 เดือน (หาทางจัดการกับศพ) จึงนำที่ไปวัด (คิดว่าวัดจะทำพิธีให้) แต่วัดปฏิเสธ จึงทิ้งเด็กไว้ (ไม่รู้จะทิ้งที่ไหนดี) 1 เดือน หลังจากนั้นจึงมีคนมาพบ
เหมือนคนกลัวความผิด
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 4 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
คุณที่บอกว่า พ่อแม่คำนึงถึงประเพณีชาวพุทธอะ เข้าใจอะไรผิดหรือป่าว พ่อแม่ ทำแท้งค์กินยาขับเด็กออกมา นี้มันฆ่าคนเลยนะ ส่วนศพเด็กคงกลัว ไม่กล้าเอาไปทิ้งขยะ กลัวโดนจับได้ กลัวติดคุก ก็เลยจะเผาทำลายหลักฐาน แต่ทางวัดไม่ให้เผา ก็เลยทิ้งแม่มไว้ในวัด ก็มีแค่นี้ มันมีดีตรงไหน?????
เบื้อก
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014