ยธ.ยืนยันกระทรวงไม่มีนโยบายเลิกจ้างลูกจ้างชั่วคราว-เหมาบริการ

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม   
19 พฤษภาคม 2560 11:11 น. (แก้ไขล่าสุด 19 พฤษภาคม 2560 13:12 น.)
ยธ.ยืนยันกระทรวงไม่มีนโยบายเลิกจ้างลูกจ้างชั่วคราว-เหมาบริการ
         
       MGR Online - รองปลัดกระทรวงยุติธรรมโพสต์เฟซบุ๊กแจง ไม่มีนโยบายเลิกจ้างลูกจ้างชั่วคราวและเหมาบริการ อยู่ระหว่างถกสำนักงาน ก.พ.ร.-ก.พ.หาทางแก้ไข
       
       วันนี้ (19 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อช่วงดึกที่ผ่านมา นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และโฆษกกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุถึงว่า วิกฤตการเลิกจ้างลูกจ้างในสังกัดกระทรวงยุติธรรม กระทรวงยุติธรรมไม่มีนโยบายเลิกจ้างลูกจ้าง
       
       “ปกติกระทรวงยุติธรรมจะมีเงินเสริมงบประมาณจากดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลางที่คู่ความนำมาวางไว้ที่กรมบังคับคดีที่นำไปฝากไว้กับธนาคาร ซึ่งกระทรวงการคลังอนุญาตให้กระทรวงยุติธรรมนำไปใช้เสริมงบประมาณได้ โดยให้กำหนดเป็นระเบียบการใช้จ่ายเงินดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลางของส่วนราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรม พ.ศ. 2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยให้ส่งเงินดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลางจำนวนร้อยละ 10 ของยอดเงินดอกเบี้ยคงเหลือทุกสิ้นเดือนมีนาคมและสิ้นเดือนกันยายนของทุกปีเป็นรายได้แผ่นดินโดยให้นำส่งภายใน 60 วันนับแต่วันสิ้นเดือนนั้นๆ
       
       นับแต่นั้นเป็นต้นมา กระทรวงยุติธรรมก็จะได้รับการจัดสรรงบประมาณไม่เป็นไปตามจริงตามภารกิจปกติและภารกิจที่เพิ่มขึ้นของกระทรวงยุติธรรม แต่จะสามารถใช้เงินดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลางเพื่อเสริมงบประมาณตลอดมา ตั้งแต่เพื่อการปลูกสร้างซ่อมแซมหรือต่อเติมอาคารสถานที่ราชการ การขออนุมัติซื้อครุภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงการจ้างลูกจ้างชั่วคราว หรือการจ้างเหมาบริการ โดยที่ส่วนราชการต่างๆ ในสังกัดต้องมีหนังสือหรือบันทึกขอใช้จ่ายเงินดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลางตามแบบบัญชีประมาณการรายจ่าย พร้อมด้วยบันทึกชี้แจงเหตุผลความจำเป็นและรายละเอียดต่างๆ ประกอบ โดยเฉพาะต้องเป็นรายการจำเป็นที่ได้ของบประมาณมาแล้วแต่ไม่ได้รับการจัดสรร เพื่อให้กระทรวงยุติธรรมพิจารณา โดยจะมีคณะอนุกรรมการกลั่นกรองที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพิจารณาในเบื้องต้นก่อนที่จะเสนอคณะกรรมการดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลางกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้พิจารณาในลำดับสุดท้าย เว้นแต่กรณีที่เป็นนโยบายสำคัญที่มีความจำเป็นเร่งด่วน หากไม่ดำเนินการจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการก็ให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติได้เลย แต่ต้องมีการแจ้งให้คณะกรรมการฯ ทราบในโอกาสต่อไป ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดต้องดำเนินการภายใต้ระเบียบราชการเหมือนการใช้งบประมาณปกติ
       
       สำหรับอัตรากำลังลูกจ้างที่มีการขอให้เงินดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลางนั้นเป็นภารกิจจำเป็นที่ไม่ได้รับการสนับสนุนอัตราข้าราชการและพนักงานราชการอันเนื่องมาจากมาตรการจำกัดอัตรากำลังภาครัฐ เช่น การขยายหน่วยงานตามการเปิดศาลใหม่ การฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ของสถาบันการเงินต่างๆ อาทิ สหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น หรือ SME ปริมาณที่เพิ่มขึ้นเพราะขยายอัตราโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ที่ศาลให้รอลงอาญาและคุมประพฤติจากอัตราโทษไม่เกิน 3 ปี เป็น 5 ปี หรือการนำมาตรการควบคุมทางอิเล็กทรอนิกส์หรือ EM มาใช้ในงานคุมประพฤติ การปฏิบัติตามคำสั่ง คสช. เรื่องการควบคุมสถานบันเทิงและเด็กแว้นของกรมพินิจฯ การแก้ปัญหาการอำนวยความยุติธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำให้คนจนคนด้อยโอกาส แก้ปัญหาคนจนนอนคุก คนรวยนอนบ้าน ปัญหาตีนโรงตีนศาล ปัญหาเหยื่ออาชญากรรม โดยกองทุนยุติธรรมและกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และอื่นๆ โดยผ่านสำนักงานยุติธรรมจังหวัดที่ปัจจุบันไม่มีอัตรากำลังราชการเลยใน 57 จังหวัด และ 2 สาขา จากความจำเป็นดังกล่าว จึงจำเป็นต้องใช้เงินดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลางไปจ้างลูกจ้างชั่วคราวและจ้างเหมาบริการทั้งหมดรวม 8 หน่วยงาน จำนวน 2,777 อัตรา รวมเป็นเงิน 454.1750 ล้านบาทต่อปี
       
       แต่เนื่องจากนโยบายของกระทรวงยุติธรรมต้องการเร่งรัดให้กรมบังคับคดีขายทอดตลาดและคืนเงินแก่คู่ความด้วยความรวดเร็ว และปฏิรูปการขายทอดตลาดใหม่โดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาดำเนินการ เพื่อต้องการให้เงินและสินทรัพย์ที่มีอยู่ในความดูแลไปกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงทำให้มียอดการขายแต่ละปีสูงนับแสนล้านบาท ส่งผลทำให้ดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลางลดลงโดยระบบดังกล่าว ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายที่ต้องการใช้ National e-payments ซึ่งเป็นระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ จึงทำให้จะไม่มีเงินกลางของคู่ความไปวางที่กรมบังคับคดีอีกต่อไป นั่นจึงหมายความว่าในอนาคตจะไม่มีเงินดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลางอีกต่อไป
       
       แนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว กระทรวงยุติธรรมจึงได้นำอัตราทั้งหมดที่ใช้ดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลางไปทำเป็นคำขอตั้งงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2561 ซึ่งขณะนี้ทราบแล้วว่าไม่ได้รับการจัดสรรตามที่ขอ ฉะนั้น จำนวนลูกจ้างชั่วคราวและจ้างเหมาบริการทั้งหมดในปีงบประมาณ 2561 ของกระทรวงยุติธรรมจึงอาจไม่ได้รับการจ้างต่อไป ก็จะส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องไปขอรับบริการจากส่วนราชการต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น
       
       กระทรวงยุติธรรมตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวเป็นอย่างดี ซึ่งในส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรมจึงได้ขออัตรากำลังข้าราชการหรือพนักงานราชการ โดยเฉพาะในสำนักงานยุติธรรมจังหวัดไปยังสำนักงาน ก.พ.ร. และ ก.พ. ขณะที่ส่วนราชการอื่นๆ ก็ทำคู่ขนานไปด้วยเช่นกัน พร้อมทั้งได้ทำหนังสือถึงกรมบัญชีกลางเพื่อขอชะลอการใช้ระบบ National e-payments ในส่วนของกระทรวงยุติธรรมไปพลางก่อนจนกว่ากระทรวงยุติธรรม สำนักงบประมาณ สำนักงาน ก.พ.ร. และสำนักงาน ก.พ.จะได้หาข้อยุติร่วมกันได้
       
       อนึ่ง หากได้รับการยกเว้นการเข้าระบบ National e-payments และดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลางเหลือน้อยลง การใช้เงินดอกเบี้ยดังกล่าวเสริมงบประมาณ หากต้องเลือกระหว่างการจ้างลูกจ้างจำนวนดังกล่าวข้างต้นกับการนำไปเสริมด้านอื่นๆ แล้ว กระทรวงยุติธรรมก็จะเลือกที่จะใช้จ้างลูกจ้างไว้ก่อน เพราะกระทบต่อการบริการประชาชนโดยตรง ส่วนงบบริหารอื่นก็ต้องของบประมาณปกติต่อไป”

ยังไม่มีผู้โหวต
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017