iPrice วิเคราะห์สงครามอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย

โดย MGR Online   
13 สิงหาคม 2560 12:51 น.
iPrice วิเคราะห์สงครามอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย
        ตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นตลาดที่ร้อนระอุ เมื่อยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซจากประเทศสหรัฐอเมริกาอย่าง Amazon ตัดสินใจเข้ามาเปิดตลาดในประเทศสิงคโปร์ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้
       
       ไม่ใช่เพียงร้านค้าอีคอมเมิร์ซในประเทศสิงคโปร์เท่านั้นที่จะต้องเตรียมรับมือกับการเข้ามาของ Amazon แต่อีคอมเมิร์ซในประเทศอื่น ๆ ก็จะต้องเตรียมรับมือต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นนี้เช่นกัน
       
       iPrice ได้ทำการศึกษาร้านค้าอีคอมเมิร์ซที่ทำตลาดอยู่ในประเทศไทย และได้จัดทำ The Map of E-Commerce หรือ สงครามอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย โดยให้ผู่ที่สนใจสามารถเลือกฟิลเตอร์ร้านค้าได้หลายตัวเลือก เช่น จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ (วัดค่าจาก Similarweb), จำนวนแอปฯ ดาวน์โหลด (Google Play) และจำนวนผู้ติดตามในโลกโซเชียล

iPrice วิเคราะห์สงครามอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย
        ที่ iPrice ทำการเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2560 และพบผลการศึกษาที่น่าสนใจ 5 ข้อดังต่อไปนี้
       
       ราชาแห่งอีคอมเมิร์ซของประเทศไท
       
       น่าจะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าราชาในตลาดอีคอมเมิร์ซคงจะหนีไม่พ้นยักษ์ใหญ่อย่าง Lazada ที่ทำตลาดในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 โดย Lazada มีจำนวนผู้เข้าชมเว็บและผู้ติดตามโซเชียลมีเดียมากที่สุดในประเทศไทย ถึงแม้ Lazada จะเป็นยักษ์ใหญ่ในประเทศไทย แต่ก็จะชะล่าใจไม่ได้สำหรับการเข้ามาของ Amazon โดยรายละเอียดว่าเหตุใด Lazada จึงได้เป็นราชาแห่งอีคอมเมิร์ซมีดังต่อไปนี้
       
       1. จำนวนผู้เข้าชมสูงสุดในประเทศไทย (41,680,000 ครั้ง)
       2. จำนวนแอปฯ ดาวน์โหลดสูงสุด (50,000,000 ดาวน์โหลด)
       3. จำนวนผู้ติดต่อใน LINE สูงสุด (18,894,000 ผู้ติดตาม)
       4. จำนวนผู้ติดต่อใน Facebook สูงสุด (17,539,000 ไลค์)
       5. ถึงแม้ว่า Lazada จะได้อันดับที่ 6 สำหรับจำนวนผู้ติดตามใน Instagram (84,088 คน) ซึ่งชัดเจนว่า Instagram ไม่ใช่เครื่องมือหลักในการสื่อสารต่อกลุ่มลูกค้าของ Lazadaอย่างไรก็ตาม Lazada สามารถตีตื้นขึ้นสู้ Carnival ได้อย่างแน่นอน ซึ่งมีจำนวนผู้ติดตามใน Instagram อยู่ที่ 261,000 คน
       
       การทำตลาดอยู่ในประเทศไทยกว่า 5 ปีนี้แสดงให้เห็นว่ากลยุทธ์เชิงรุกของ Lazada ในการเข้าทำตลาดใน 6 ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พร้อมกันนั้นส่งผลให้ Lazada ขึ้นเป็นราชาในตลาดได้ และที่สำคัญกลยุทธ์การใช้การสื่อสารแบบ Integrated Communication ถือเป็นผลสำเร็จ กล่าวคือใช้ช่องทางโซเชียลช่องทางเดียวกันสำหรับทุกประเทศนั่นเอง
       
       10 อันดับสุดยอดอีคอมเมิร์ซเว็บไซต์ในประเทศไทยมีแต่เว็บเทคโนโลยีและทั่วไป
       
       เมื่อจัดอันดับสุดยอดร้านค้าอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยตามจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์แล้วนั้น พบว่าอีคอมเมิร์ซเว็บไซต์อันดับ 1 ถึง 9 นั้นเป็นร้านค้าที่ขายสินค้าประเภททั่วไปและเทคโนโลยี โดยมีการจัดลำดับดังต่อไปนี้ Lazada TH, 11 Street TH, Shopee TH, Chilindo, Notebook Spec, J.I.B, Central Online, Tarad, Advice,และ Konvy
       
       โดยอันดับที่ 10 เป็นเว็บไซต์ Konvy.com ที่เป็นร้านขายสินค้าประเภทแฟชั่น โดยสินค้าที่วางขายเป็นเครื่องสำอางและครีมบำรุงผิวแบรนด์ต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและจากต่างประเทศ
       
       จากการศึกษาพบว่าชาวไทยนิยมซื้อเสื้อผ้าจากแบรนด์ร้านค้าที่ขายในช่องทางโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook และ Instagram มากกว่า เนื่องจากแบรนด์เหล่านี้มีการออกแบบเสื้อผ้าที่มีสไตล์น่าสนใจและอินเทรนด์กว่าเสื้อผ้าที่วางขายในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซทั่วไป จึงทำให้เว็บอีคอมเมิร์ซที่ขายเสื้อผ้าแฟชั่นนั้นไม่ได้รับความสนใจ ทำให้เว็บ Konvy.com เป็นเพียงเว็บแฟชั่นเว็บเดียวที่สามารถขึ้นเป็นสุดยอดสิบอันดับได้
       
       ***การต่อสู้ที่ดุเดือดระหว่างคู่แข่งจากต่างประเทศ
       
       เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย 3 อันดับได้แก่ Lazada, 11street และ Shopee ล้วนแล้วแต่เป็นเว็บไซต์ที่มาจากต่างประเทศและเห็นโอกาสในการทำตลาดในประเทศไทย จึงได้เข้ามาขยายฐานการทำธุรกิจในประเทศไทย โดย Lazada ต้นกำเนินมาจากบริษัท Rocket Internet ประเทศเยอรมนี 11Street มาจากประเทศเกาหลีใต้ และ Shopee มาจากประเทศสิงคโปร์ ล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทบริษัทที่มีความเป็นอินเตอร์เนชั่นแนล
       
       ในขณะที่อันดับ 4 นั้นได้แก่เว็บไซต์ Chilindo ซึ่งเป็นเว็บไซต์ผลิตโดยคนไทย ซึ่งเป็นเว็บขายสินค้าออนไลน์ประเภททั่วไปที่ให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าผ่านการประมูล สิ่งนี้จึงเป็นรูปแบบการขายที่เป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ Chilindo สามารถสู้กับเว็บต่างชาติเหล่านั้นได้
       
       การเข้ามาของเว็บ 11Street จากประเทศเกาหลีนั้น เข้ามาเขย่าบัลลังก์ของราชาอย่าง Lazada ได้อย่างน่ากลัว เนื่องจาก 11Street ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของปี พ.ศ. 2560 ว่าจะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ซึ่งบริษัทจะใช้กระแสนิยมเกาหลี และจำนวนสินค้าที่หลากหลายในการสร้างจุดเด่นให้กับแบรนด์ของตนเอง
       
       นอกจากนี้การทุ่มงบประมาณให้กับการสื่อสารทางการตลาดถือเป็นกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก เนื่องจากมีการเจาะตรงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นคนกรุงเทพฯ วัยทำงาน ซึ่งนิยมใช้การขนส่งสาธารณะ
       
       โดยใช้การโฆษณากลางแจ้งอันได้แก่ BTS Station ซึ่งโฆษณาที่เด่นที่สุดคงจะหนีไม่พ้น BTS Siam ที่ใคร ๆ ก็ต้องติดตากับแบรนด์ 11Street ที่มีการใช้เหล่าคนมีชื่อเสียงมาโปรโมตเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง จนทำให้ 11Street มียอดผู้เข้าชมขึ้นเป็นอันดับสอง ซึ่งมีจำนวนผู้เข้าชมกว่า 9,632,000 ต่อเดือน
       
       Shopee ซึ่งเปิดตัวโดยการทำธุรกิจในรูปแบบ C2C ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ให้พื้นที่แก่ผู้ขายสินค้าและผู้ซื้อมาแลกเปลี่ยนทางการค้า Shopee เพิ่งระดมทุนรอบใหม่เพื่อนำมาใช้สำหรับการขยายตลาดและเพิ่มรูปแบบของธุรกิจเป็นแบบ B2C
       
       ขณะเดียวกัน Shopee จะโฟกัสในการพัฒนาแอปพลิเคชันบนมือถือให้ตอบสนองต่อผู้ใช้เป็นอย่างดี ซึ่งทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายใช้แอพพลิเคชั่นได้ง่ายขึ้น จึงทำให้แอพฯ Shopee มียอดดาวน์โหลดกว่า 1 ล้านดาวน์โหลดและมียอดผู้เข้าชมกว่า 3,500,000 ต่อเดือน
       
       ***ผู้นำด้านโซเชียลมีเดียในประเทศไทย
       
       ยอดผู้เข้าชมต่อเดือน, จำนวนแอปฯดาวน์โหลดและผู้ติดตามทาง Facebook สูงสุด
       ถ้าหากเปรียบเทียบร้านค้าสัญชาติไทยแล้วนั้น ร้านค้า Chilindo ขึ้นเป็นที่หนึ่งในสามด้านได้แก่จำนวนผู้เข้าชมต่อเดือนกว่า 3,056,000 ครั้ง, จำนวนแอปฯ ดาวน์โหลดสูงสุดกว่า 500,000 ดาวน์โหลดและผู้ติดตามทาง Facebook สูงกว่า 3,510,000 ไลค์
       
       Chilindo มีจุดขายที่แตกต่างจากร้านค้าโดยทั่วไปเนื่องจากมีการขายสินค้าในรูปแบบประมูล ซึ่งให้ผู้ซื้อสินค้าประมูลสินค้าเริ่มต้นที่ราคา 1 บาท จุดขายนี้ทำให้ Chilindo เป็นที่สนใจของผู้ใช้ นอกจากนี้บริษัทยังมีการทำการตลาดบน Facebook ที่แอคทีฟ โดยมีการนำเสนอสินค้าผ่านวีดีโอและ GIF ได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งแต่ละโพสต์ได้รับความสนใจและสร้าง engagement ได้สูง
       
       ***เจ้าแม่ Instagram
       
       Canival ซึ่งเคยเป็นร้านขายรองเท้าสตรีทแบรนด์เล็กๆในมุมหนึ่งของสยามสแควร์ในอดีต ตอนนี้ได้เข้ามาเล่นในตลาดอีคอมเมิร์ซอย่างเต็มตัว จนสามารถเอาชนะยักษ์ใหญ่อย่าง Lazada ได้ด้วยการใช้ Instagram รุกตลาดแฟชั่น ร้าน Carnival มีผู้ติดตามสูงสุดกว่า 261,000 ผู้ติดตามบน Instagram
       Carnival ให้ความสำคัญกับรูปภาพที่โพสต์บน Instagram โดยคำนึงถึงองค์ประกอบของรูปภาพทั้งด้านแสง, สี และการวางสินค้าที่มีความเป็นเอกลักษณ์ และสามารถถ่ายทอดรายละเอียดของรองเท้าได้เป็นอย่างดี
       
       นอกจากนี้แต่ละโพสต์จะมีการบอกรายละเอียดที่ลูกค้าต้องการอย่างชัดเจน อาทิ จำนวนสินค้า, ไซส์ และราคาของสินค้าที่วางขาย รวมถึงช่องทางในการสั่งซื้อที่สะดวก Instagram จึงเป็นจุดแข็งที่ทำให้ Carnival ประสบความสำเร็จในการทำตลาดแฟชั่นด้วย Instagram
       
       ***เจ้าพ่อ LINE
       
       LINE เป็นแอปพลิเคชันแชทที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย ร้านค้าอีคอมเมิร์ซหันมาให้ความสนใจในการใช้ LINE สำหรับติดต่อและส่งข่าวสารให้กับลูกค้ามากขึ้น ซึ่งจากการศึกษาบริษัทที่ใช้ LINE ในการทำธุรกิจ
       
       พบว่า 8 บริษัทเป็นบริษัทจากประเทศไทยได้แก่ Wemall, Karmarts, Powerbuy, Jaymart, Pomelo, Shop 24, Central Online, Beauticool และอีก 2 บริษัทมาจากต่างประเทศ ได้แก่ Lazada และ Shopeeแสดงให้เห็นว่าบริษัทสัญญาติไทยเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคมากกว่าบริษัทจากต่างชาติ นี่คงเป็นช่องว่างที่บริษัทจากต่างประเทศสามารถพัฒนาเพื่อใช้เป็นช่องทางในการเข้าถึงผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น
       
       ***เปลี่ยนจากมีหน้าร้านเป็นออนไลน์
       
       ในยุคที่อีคอมเมิร์ซเติบโตอย่างรวดเร็ว ร้านค้าที่มีหน้าร้านหันมาจับโอกาสในการทำตลาดออนไลน์มากขึ้น หนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจได้แก่ร้านค้า J.I.B ซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นร้านขายคอมพิวเตอร์ที่เซียร์ รังสิต จนประสบความสำเร็จและมีสาขากว่า 140 สาขาในปัจจุบัน
       
       คุณจิ๊บผู้ก่อตั้ง J.I.B ซึ่งเล็งเห็นถึงโอกาสในการทำธุรกิจออนไลน์ได้ทดลองขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เป็นครั้งแรกจนมีรายได้กว่า 800,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเขารู้สึกเซอร์ไพรส์กับรายได้ผ่านทางออนไลน์อย่างมาก จึงทำให้เขาเห็นโอกาสในธุรกิจออนไลน์และหันมาโฟกัสในการทำธุรกิจบนอีคอมเมิร์ซมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันร้านค้า J.I.B มีผู้เข้าชมกว่า 245,000 ครั้งต่อเดือน ทำให้เป็นเว็บที่มีผู้เข้าชมสูงสุดเป็นอันดับที่ 6
       
       ตามมาติดๆ ก็คือห้าง Central ซึ่งเป็นห้างที่ใหญ่และมีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศไทย Central เห็นโอกาสในธุรกิจออนไลน์จึงได้แตกไลน์ธุรกิจออนไลน์ภายใต้ชื่อ Central Online ซึ่งนโยบายคือการนำห้างมาอยู่เพียงปลายนิ้ว Central Online มีผู้เข้าชมกว่า 2,039,500 ครั้งต่อเดือน ทำให้เป็นเว็บไซต์อันดับ 7 ที่มีผู้เข้าชมสูงสุด Central Online เป็นหนึ่งบริษัทที่น่าจับตามองเนื่องจากพวกเขาเคยเป็นร้านออฟไลน์ที่หันมาสนใจด้านออนไลน์ ชาวไทยคงต้องจับตามองว่าร้าน Central Online จะสามารถใช้ชื่อเสียงและประวัติที่สั่งสมมานานในประเทศไทยในการทำธุรกิจออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จได้หรือไม่
       
       ข้างต้นนี้คือการค้นหาที่น่าสนใจทั้ง 5 ข้อจากสงครามอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ถ้าหากต้องการใช้ Interactive Content ชิ้นนี้ สามารถไปที่ : The Map of E-Commerce Thailand

จำนวนคนโหวต 2 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
ยังไม่มีผู้เห็นด้วย
0 %
ไม่เห็นด้วย 2 คน
100 %
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017