สายน้ำ ศิลปะ และการบรรจบกันของศิลปินสองฝั่งสาละวิน

โดย ผู้จัดการรายวัน   
17 ธันวาคม 2547 09:34 น.
สายน้ำ ศิลปะ และการบรรจบกันของศิลปินสองฝั่งสาละวิน
แม่น้ำสาละวินที่กำลังถูกมนุษย์ปล้นชิงไปจากธรรมชาติ
        -1-
       
       สาละวินเดือนธันวาคมแม้น้ำจะน้อย แต่ก็ยังคงเชี่ยวกราก แม่น้ำที่ยิ่งใหญ่ไม่ว่าจะอยู่ในฤดูกาลใดก็ยังคงยิ่งใหญ่
       
       คณะของเรา- ศิลปินและสื่อมวลชนที่ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ด้วยเวลาหนึ่งคืนกับอีกค่อนวัน ลงจากรถตู้พาหนะคันเดิมเพื่อเปลี่ยนไปนั่งเรือหางยาว ที่ชาวบ้านสองฟากฝั่งสาละวินใช้ในการสัญจร แต่ในวันนั้นพบเพียงเรือที่ติดธงชาติไทย เช่นเดียวกับกิจกรรมริมฝั่งไทยที่มีบ้านเรือนผู้คนและการเพาะปลูกพืชริมฝั่งให้เห็นเป็นระยะ ขณะที่ฝั่งประเทศพม่ามีเพียงทิวเขาเขียวทึบที่ดูนิ่งสงัด เป็นกำแพงธรรมชาติกั้นระหว่างหาดทรายสีขาวยาวเหยียดกับแม่น้ำสาละวิน
       
       หมู่บ้านท่าตาฝั่ง ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน คือจุดหมายของการเดินทางเพื่อมาร่วมเปิดงาน “ศิลปะแลกเปลี่ยนไทย-พม่า สาละวิน” ซึ่งจะเปิดงานอย่างเป็นทางการที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 18 ธันวาคมที่จะถึงนี้ และเมื่อระยะเวลาสามวันสองคืนที่ลุ่มน้ำสาละวินผ่านพ้นไป ก็เริ่มเข้าใจเจตนาของกลุ่มศิลปินผู้จัดงานมากขึ้นว่าเหตุใดจึงอยากให้เรามาร่วมสัมผัสการแสดงศิลปะในพื้นที่แห่งนี้
       
       แม่น้ำสาละวินได้ชื่อว่าเป็นแม่น้ำสายสุดท้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ยังคงความบริสุทธิ์และไหลรินอย่างอิสระจากต้นกำเนิดที่ทิเบตก่อนจะไหลลงสู่ทะเลที่อ่าวเมาะตะมะ เมืองเมาะละแหม่งตอนใต้ของพม่า แต่ความบริสุทธิ์ของเธอกำลังถูกย่ำยีจากอภิมหาโครงการระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลพม่าที่มีชื่อว่า “เขื่อนสาละวิน”
       
       คืนหนึ่ง มนตรี จันทวงศ์ เจ้าหน้าที่โครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ประจำภาคเหนือ ได้ฉายวิดีทัศน์ผลกระทบของการสร้างเขื่อนสาละวินที่หากมีขึ้นจะท่วมพื้นที่เฉพาะฝั่งไทยเป็นจำนวน 51,700 ไร่ ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน 19,101 ไร่ และอุทยานแห่งชาติสาละวิน 3,540 ไร่
       
       คืนนั้นไม่ได้มีแต่เฉพาะศิลปินกับสื่อเท่านั้น แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านท่าตาฝั่งที่เป็นคนไทยเชื้อสายปกาเกอะญอได้มาร่วมชมอยู่หลายคน โอกาสที่พวกเขาจะได้ดูสื่อสมัยใหม่เหล่านี้มีไม่บ่อยนัก เนื่องจากหมู่บ้านนี้ไม่มีไฟฟ้าต้องใช้เครื่องปั่นไฟ มนตรีอธิบายว่าตัวเขื่อนสาละวินตอนล่างจะมีพื้นที่อ่างเก็บน้ำยาวขึ้นไปตามลำน้ำสาละวินจนถึงบริเวณเขื่อนสาละวินตอนบน ทำให้พื้นที่หมู่บ้านต่างๆ ริมน้ำสาละวินและลำน้ำสาขาจะต้องถูกน้ำท่วมและได้รับผลกระทบ หนึ่งในนั้นก็คือหมู่บ้านท่าตาฝั่ง
       
       บรรยากาศแห่งความกังวลดูจะทับทวีขึ้น แต่เด็กๆ ปกาเกอะญอยังจดจ่ออยู่กับภาพตรงหน้า เสียงหัวเราะแทรกขึ้นมาเป็นระยะเมื่อพวกเขาเห็นภาพหมู่บ้าน เรือ และวิถีชีวิตที่คุ้นเคย แต่ไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าภาพแผนที่แนวสีฟ้าหนาทึบที่คนเมืองบอกว่าจะทับเขตหมู่บ้านเกินกว่าครึ่งนั้นคืออะไร
       
       พะตีจออู ศรีมาลี ผู้ก่อตั้งหมู่บ้านท่าตาฝั่งและอดีตพ่อหลวงของ 5 หมู่บ้าน เคยว่าไว้ว่า หายนะของหมู่บ้านครั้งแรกคือเมื่อมีการประกาศให้หมู่บ้านอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติสาละวิน ทำให้วิถีชีวิตชาวปกาเกอะญอได้รับผลกระทบ ทั้งการทำไร่หมุนเวียนของชาวบ้านที่ถูกมองเป็นการทำลายป่า แม้จะเก็บของป่ามาใช้เป็นปัจจัย 4 ก็ถูกหวงห้าม แต่ชาวปกาเกอะญอก็พยายามปรับตัวจนอยู่รอดมาได้ ทว่าการสร้างเขื่อนสาละวินที่นับเป็นหายนะครั้งที่สองนั้น พะตีจออูกล่าวว่าจะเป็นหายนะที่ไม่เหลืออะไรเลย
       
       -2-
       
       “เมื่อปีที่แล้วได้มีโอกาสไปร่วมเวิร์กชอปกับศิลปินที่พม่า แต่ก่อนที่จะได้ไปพอดีได้มีโอกาสเข้ามาที่หมู่บ้านนี้กับมนตรี ก็ได้รู้เรื่องโครงการการสร้างเขื่อนและก็รู้ข้อมูลเรื่องแม่น้ำสาละวินที่เป็นแม่น้ำพรมแดนไทย-พม่า และเป็นแม่น้ำที่มีกลุ่มชาติพันธุ์อยู่เยอะมาก ตอนที่อยู่พม่าเขาให้อิสระว่าจะทำเรื่องอะไรก็ได้ พอดีตัวเองทำงานเกี่ยวกับเรื่องของแม่น้ำอยู่ เช่น เรื่องแม่น้ำมูล ก็เลยบอกไอเดียเขาว่าอยากจะเวิร์กช็อปเกี่ยวกับเรื่องแม่น้ำ ก็ได้ไปดูแม่น้ำอิระวดี แล้วก็เวิร์กชอปกับศิลปินพม่า ก็เจอสองคนนี้ (ยู วิน หม่อง กับ ลัต ลัต โซ) ได้เวิร์กชอปด้วยกัน ช่วงว่างจากการเวิร์กช็อปก็หาโอกาสไปเมืองเมาะละแหม่ง เพื่อที่จะไปดูลุ่มน้ำสาละวินช่วงที่ลงทะเล พอไปเสร็จแล้วก็เกิดความคิดที่จะทำงานต่อที่แม่น้ำสาละวินที่บ้านเรา อยากจะให้ศิลปินไทยกับศิลปินพม่ามาทำงานที่นี่ด้วยกันว่าคิดยังไง แล้วก็อีกอย่างหนึ่งก็คือใช้ศิลปะเป็นสื่อในการเล่าเรื่องราววิถีชีวิต สภาพแวดล้อม รวมทั้งปัญหาการสร้างเขื่อนซึ่งมันจะทำลายทั้งฝั่งไทยและฝั่งพม่า” จิตติมา ผลเสวก ผู้จัดการโครงการศิลปะแลกเปลี่ยนไทย-พม่า สาละวิน กล่าวถึงที่มาของการจัดงานในครั้งนี้ที่มีจุดเริ่มจากปัญหาการสร้างเขื่อน
       
       “ชาวบ้านเขากังวล แต่ชาวบ้านที่นี่ไม่เหมือนกับสมัชชาคนจน หรือเขื่อนปากมูลที่กล้าลุกขึ้นมา คือเขารู้สึกว่าเขาเป็นคนชายขอบ ไม่ค่อยมีปากมีเสียงอะไรหรอก ความรู้สึกของชาวบ้านที่นี่ก็คือว่าเขาไม่ได้ต่อต้านแต่เขาขอความเห็นใจ ให้ลุกขึ้นมาเดินขบวนแบบนั้นเขาไม่กล้าทำ พ่อเฒ่าจออูบอกว่าชาวบ้านเหมือนไข่ รัฐบาลเหมือนหิน หินปาไข่ไข่แตก ไข่ปาหินไข่ก็แตกอีก แต่ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านบอกว่าจะไม่ไปไหน” จิตติมาจึงหวังให้โครงการนี้เป็นกระบอกเสียงแทนชาวบ้านอีกทางหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เพียงชนกลุ่มน้อยในไทยเท่านั้น แต่รวมถึงชนกลุ่มน้อยในฝั่งพม่าด้วย เพราะเขื่อนสาละวินตอนบนจะท่วมพื้นที่ประมาณ 600,000 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเขตที่อยู่อาศัยของชนกลุ่มน้อยต่างๆ ในเขตรัฐคะเรนนี รัฐฉาน ประเทศพม่า
       
       จากประสบการณ์การได้ไปพบเห็นแวดวงศิลปะของพม่า ทำให้จิตติมามองเห็นว่าศิลปะพม่าแตกต่างจากไทยมาก อันเป็นผลเนื่องมาจากการปิดประเทศและความเข้มงวดด้านการแสดงออกทางความเห็นของรัฐบาล แต่ทว่าศิลปินพม่านั้นกลับมีความกระตือรือร้นมาก เมื่อบวกกับความคิดและความกล้า จึงเป็นสาเหตุที่จิตติมาได้ชักชวนศิลปินพม่า 2 คนมาร่วมแสดงในเมืองไทย
       
       “การสร้างงานศิลปะมันจะเปิดโอกาสให้เขาออกมานอกประเทศได้ง่ายกว่าอย่างอื่น เพราะศิลปินพม่าจะเริ่มได้รับเชิญจากต่างประเทศให้มาแสดงงานศิลปะ คืองานแนวนี้ งานศิลปะการแสดงสด หรือ Performance Art หรือศิลปะการจัดวาง (Installation Art) เขาเพิ่งเริ่มได้ไม่กี่ปีนี้เอง โดยเฉพาะงาน performance เป็นเรื่องที่ศิลปินคนรุ่นใหม่ของพม่าชอบมาก เขาบอกว่ามันปะทะเข้าไปในใจเขา…” ด้วยเหตุนี้เองจิตติมาจึงได้พบเห็นนัยทางการเมืองที่ซุกซ่อนในผลงานของศิลปินพม่า ซึ่งก็ต้องอาศัยการตีความหลายชั้นจึงจะเข้าใจ เพราะหากทำอะไรไม่ถูกใจรัฐบาล ศิลปินผู้นั้นก็อาจถูกคุกคามได้
       
       -3-
       
       “แม่น้ำไม่ได้มีไว้ขาย – The river is not for sale !” คือคำประกาศก้องริมฝั่งสาละวินของ ยู วิน หม่อง (Nyo Win Maung) ศิลปินชาวพม่า ที่ร่วมแสดงศิลปะในงานครั้งนี้ด้วย
       
       เสียงสัญญาณเตือนคล้ายระเบิดเวลาดังขึ้น ขณะที่ยู วิน หม่อง ค่อยๆ โรยม้วนกระดาษทิชชูสีขาวสะอาดให้ไหลลงมาเติมเนินทรายแม่น้ำสาละวินอย่างช้าๆ จนครบทั้ง 3 ม้วน ก่อนเขาจะเก็บม้วนกระดาษที่กลิ้งออกนอกกรอบหินสี่เหลี่ยมที่ล้อมรอบไปด้วยเศษซากขยะต่างๆ ขณะที่ภายในกรอบนั้นมีตุ่มน้ำดินเผาวางตั้งอยู่ โดยมีลวดหนามพันเกี่ยวไว้ แล้วนำกระดาษทิชชู่นั้นมาพันจนรอบลวดหนาม
       
       จากนั้นเขาใช้กระบวยตักน้ำมาดื่มอย่างกระหาย ก่อนจะราดรดตัวจนชุ่มฉ่ำ แล้วตักไปเดินแจกจ่ายแก่ผู้ชมที่ยืนดูอยู่โดยรอบให้ได้อาบกิน จากนั้นจึงท่องบทกวีทั้งเป็นภาษาพม่าและอังกฤษที่มีท่อนสุดท้ายว่าแม่น้ำไม่ได้มีไว้ขายที่กล่าวถึงในตอนต้น เมื่อถามยู วิน หม่องว่า สัญลักษณ์ที่ใช้ในการแสดงของเขานั้นสื่อถึงอะไร เขาตอบว่ากระดาษทิชชูหมายถึงแม่น้ำทั้ง 3 สาย คือ แม่น้ำสาละวินหรือที่เขาเรียกว่าตานลวิน แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำอิรวดี ส่วนสัญญาณเตือนนั้นก็คือให้ระวังรักษาแม่น้ำที่กำลังตกอยู่ในอันตรายนี้ให้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ตานลวิน”
       
       “ผมต้องการบอกรัฐบาลพม่าและรัฐบาลของไทยด้วยว่าอย่าขายแม่น้ำสาละวิน เธอจะได้ไหลรินอย่างอิสระเหมือนเดิม การทำงานศิลปะของผมผมไม่แคร์รางวัลหรือเงินทอง ผมแค่อยากจะแสดงสิ่งที่รู้สึกอยู่ข้างใน ผมไม่ได้เกรงกลัว ผมเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐบางคนรู้ว่างานของผมหมายถึงอะไร แต่มันก็ไม่สามารถไปเปลี่ยนอะไรรัฐบาลได้” ยู วิน หม่อง กล่าว
       
       เช่นเดียวกับผลงานของลัต ลัต โซ (Latt Latt Soe) ที่ต้องการสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตของชุมชนทั้ง 2 ฝั่งสาละวิน ที่พึ่งพิงกับสายน้ำ โดยเฉพาะการเป็นแหล่งอาหารและความอุดมสมบูรณ์ของชาวบ้านที่ทำการเกษตรและประมง การสร้างเขื่อนสาละวินจึงเป็นดั่งการกักขังให้สาละวินไร้ซึ่งอิสรภาพ และเปลี่ยนบทบาทจากผู้สร้างมาเป็นผู้ทำลาย
       
       ด้านศิลปินไทย โหมโรงด้วยผลงานของจิตติมา ผลเสวก เป็นคนแรก จิตติมานำคติความเชื่อที่ได้ฟังจากพะตีจออูเรื่องปัจจัยสำคัญ 3 สิ่งของชาวปกาเกอะญอ ได้แก่ ฝ้าย ข้าว และเกลือ มาขยายเป็นการสร้างสรรค์ทางศิลปะที่ทำให้ผู้ชมและชาวบ้านมีส่วนร่วม โดยมีอ้ายไพโรจน์ อบต.แม่ยวมร่วมอธิบายถึงความสำคัญของสิ่งเหล่านี้ ที่จะสูญสิ้นไปพร้อมๆ กับสายน้ำที่ท่วมทะลักหลังการสร้างเขื่อน
       
       ส่วนผลงานเสียดสีได้แสบสันต์ที่สุด คงเป็นผลงานของศิลปินที่ชื่อมานะ ภู่พิชิต ที่ทาตัวและใบหน้าเป็นสีเหลือง สวมไฟฉายแบบชาวบ้านไว้ใช้แทงกบ ท่ามกลางผลงานรูปภาพสัตว์ป่านานาชนิดที่วางเรียงรายไว้ล้อมรอบกองไฟขนาดใหญ่ เขาค่อยๆ อ่านลักษณะของสัตว์ชนิดต่างๆ รวมทั้งถิ่นที่อยู่ของมันไปเรื่อยๆ จนผู้ฟังมาสะดุดตอนสัตว์ 2 ชนิดสุดท้าย
       
       “คน-สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อาศัยอยู่ทั่วทุกภาคในประเทศ ส่วนใหญ่ชอบกินคนด้วยกัน เหี้ย-พบทุกภาคในประเทศไทย ส่วนใหญ่พบแต่เหี้ยที่ดีๆ…” ตอนนี้ผู้ชมต่างพากันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามๆ กัน
       
       ศิลปินคนสุดท้าย ไพศาล เปลี่ยนบางช้าง ที่เตรียมผลงานทั้งศิลปะการจัดวางและศิลปะสื่อการแสดงสดไว้ปิดท้ายการแสดงงาน ผลงานแรกไพศาลใช้เปลผ้าฝ้ายทอมือของปกาเกอะญอมาผูกแล้ววางไม้ ก้อนหินจากแม่น้ำสาละวินไว้ในเปลแทนทารก แต่มีเปลอยู่ใบหนึ่งที่เป็นลายพรางอย่างทหาร ไพศาลยังคงอารมณ์ขันไว้ในงานศิลปะด้วยการนำก้อนหินที่มีรูปร่างเหมือนหัวใจมนุษย์ไว้ในเปลใบดังกล่าวด้วย
       
       จากนั้นเขาก็ปิดด้วยการแสดงสดริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน ตะวันกำลังลับลงหลังทิวเขาฝั่งพม่า อากาศเริ่มเย็นขึ้นพร้อมกับแสงตะวันที่ค่อยๆ จางลง แต่ไฟศิลป์ยังโชติช่วง…ไพศาลทุ่มเทให้การแสดงชิ้นนี้มากกระทั่งยอมเจ็บตัวจริงๆ เราไม่รู้ว่าเด็กๆ และผู้ใหญ่ชาวปกาเกอะญอที่ตามมาดูการแสดงตั้งแต่แรกจะเข้าใจสารที่ศิลปินต้องการสื่อหรือไม่ แต่ทุกคนก็ตั้งใจชมและเข้าร่วมแสดงออกทุกครั้งด้วยความยินดี…ยินดีที่คนเมืองยังห่วงใยและสนใจความเป็นไปของวิถีชีวิตผู้คนทั้งสองฝั่งแม่น้ำสาละวิน โดยปราศจากอคติแห่งชาติพันธุ์
       
       *****
       ตารางงานศิลปะแลกเปลี่ยนไทย-พม่า สาละวิน
       ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถ.ราชดำเนิน
       11.00 น. เป็นต้นไป นิทรรศการภาพถ่ายสาละวิน
       15.00-15.30 น. วิซีดีวิถีสาละวิน
       15.30-16.30 น. เสวนาเรื่อง ศิลปะแวดล้อมและชุมชน โดย ถนอม ชาภักดี,Latt Latt Soe,ไพศาล เปลี่ยนบางช้าง และภากร กังวาลพงษ์
       16.30-17.00 น. ชี้แจงโครงการและเปิดงานอย่างเป็นทางการ โดย จุมพล อภิสุข เป็นประธานในพิธี
       17.00-17.30 น. วิซีดีศิลปะจากสาละวิน
       18.00-20.00 น. ศิลปะแสดงสดโดยศิลปินไทยและพม่า


สายน้ำ ศิลปะ และการบรรจบกันของศิลปินสองฝั่งสาละวิน
มานะ ภู่พิชิต กับงานแสดงเสียดเย้ยถึงสัตว์ที่เรียกว่ามนุษย์
       

สายน้ำ ศิลปะ และการบรรจบกันของศิลปินสองฝั่งสาละวิน
อีกภาพหนึ่งของมานะ กับงานเสียดเย้ย
       

สายน้ำ ศิลปะ และการบรรจบกันของศิลปินสองฝั่งสาละวิน
ไพศาล เปลี่ยนบางช้าง กับงานแสดงของเขา
       

สายน้ำ ศิลปะ และการบรรจบกันของศิลปินสองฝั่งสาละวิน
ก้อนหินจากแม่น้ำสาละวินถูกวางไว้ในเปลแทนทารก อีกหนึ่งผลงานของไพศาล
       

สายน้ำ ศิลปะ และการบรรจบกันของศิลปินสองฝั่งสาละวิน
ยู วิน หม่อง ศิลปินพม่า กับผลงานชื่อ แม่น้ำไม่ได้มีไว้ขาย
       

สายน้ำ ศิลปะ และการบรรจบกันของศิลปินสองฝั่งสาละวิน
ยู วิน หม่อง ศิลปินพม่า
       

สายน้ำ ศิลปะ และการบรรจบกันของศิลปินสองฝั่งสาละวิน
จิตติมา ผลเสวก กับผลงานที่นำมาจากความเชื่อของชาวปกาเกอะญอ
       

สายน้ำ ศิลปะ และการบรรจบกันของศิลปินสองฝั่งสาละวิน
ลัต ลัต โซ ศิลปินพม่าอีกคน กับผลงานที่สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของชุมชนทั้ง 2 ฝั่งสาละวิน
       

จำนวนคนโหวต 5 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017