"Operation Royal Rain" ปฏิบัติการเหนือเมฆ

โดย MGR Online   
22 มีนาคม 2548 09:09 น.
Operation Royal Rain  ปฏิบัติการเหนือเมฆ
        ไฟแผงหน้าปัดติดพรึบ ใบพัดหน้าเครื่องบินปอร์ตเตอร์หมุนเร็วจนครางหึ่งๆ
       
       "อู่ตะเภาไลต์นิ่ง….ทรีเอฟซิกซ์ทีน…รีเควสต์นัมเบอร์วัน ทู-ทรี…"
       
       "รันเวย์เคลียร์!"
       
       นักบินขยับเข็มขัด กางแผนที่กับข้อมูลการบินบนตัก เขาตรวจเช็กสภาพทั่วไปครั้งสุดท้าย แล้วแท็กซี่เครื่องไปยังรันเวย์ ดึงคันบังคับไปข้างหน้า วันนี้เขาทะยานสู่ท้องฟ้าพร้อมทีม Rainmaker อีกครั้ง
       
       ท่ามกลางอากาศร้อนแล้ง ปฏิบัติการ "ฝนหลวง" เริ่มต้นขึ้นแล้ว…


Operation Royal Rain  ปฏิบัติการเหนือเมฆ
เมื่อกำหนดพิกัดเป้าหมายได้แล้ว พวกเขาจะรีบขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที
         
        
                                   -1-
       
       มีนาคม 2548... สนามบินอู่ตะเภา ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออก
       
       หลายวันที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ลงข่าวภัยแล้งที่แผ่ปกคลุมทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง สำหรับเกษตรกรปีนี้เรียกว่าเลวร้ายและหนักหนากว่าทุกปีที่ผ่านมา เพราะฝนทิ้งช่วงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีก่อน
        
        
       คำกล่าวของ สุนทร ริ้วเหลือง อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเมื่อเร็วๆ นี้ว่า "ภาพรวมขณะนี้มีพื้นที่ประสบภัยแล้ง 71 จังหวัด 696 อำเภอ 61 กิ่งอำเภอ ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 11,058,902 คน โดยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบภัยแล้งสูงสุดคิดเป็น 79.03% ของพื้นที่ รองลงมาคือภาคตะวันออก 64.31% ..ทั่วประเทศมีพื้นที่ประสบภัยทั้งหมด 60.19% " (มติชนรายวัน 20 มี.ค.2548) คงบอกอะไรได้บ้าง

Operation Royal Rain  ปฏิบัติการเหนือเมฆ
ทุกเช้าจะมีการประชุมของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องฝ่ายต่างๆ เพื่อกำหนดแผนงานขึ้นบิน ซึ่งคอมพิวเตอร์ก็มีส่วนช่วยในการปฏิบัติงานได้มากทีเดียว
         
        
       และตอนนี้ดูเหมือนความหวังทั้งมวลในการแก้ปัญหามุ่งมาที่ปฏิบัติการ "ฝนหลวง"
       

       "ตอนนี้นักบินและเจ้าหน้าที่อ่อนล้าเหมือนกันเพราะหนักมาตลอด" เสียงของ ทวี กาญจนา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออก ผุดขึ้นมาย้ำเตือน เมื่อเรามองนักบินกับเจ้าหน้าที่ทำฝนหลวงฝ่ายต่างๆ ซึ่งตอนนี้เตรียมพร้อมทั้งวันเป็นสิ่งยืนยันภัยแล้งรุนแรงขณะนี้ได้ดีไม่แพ้ภาพจากทีวี
        
        
       วันนี้ พวกเขาตื่นแต่เช้าเตรียมวางแผนทำงานที่ตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งถูกแปลงเป็นสำนักงานและห้องวางแผนการบินเล็กๆ ขณะที่ข้างตู้ รถตรวจอากาศฝนหลวงจอดสงบนิ่งเพื่อสนับสนุนข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยาที่ได้จากบอลลูนตรวจอากาศซึ่งถูกปล่อยไปแต่เช้ามืด โดยมีโปรแกรมซอนด์ทูและคอมพิวเตอร์ประมวลผลไฮเทคแสดงออกมาเป็นค่าต่างๆ อย่างละเอียดเกี่ยวกับสภาพอากาศที่ความสูงระดับต่างๆ
       
       ***********

Operation Royal Rain  ปฏิบัติการเหนือเมฆ
สารเคมีที่ถูกจัดเตรียมบนภาคพื้นดิน
         
        
       9 โมงเช้า ห้อง Brief…การประชุมนักวิชาการ นักบิน หัวหน้าคนบดสารเคมีเริ่มขึ้น หลังทุกคนแจ้งความพร้อมของฝ่ายตน ดูข้อมูล ปัจจัยพื้นฐาน และกำหนดพื้นที่เป้าหมายเรียบร้อยแล้ว รถยนต์สามคันก็ถูกสตาร์ทเพื่อส่งนักบิน นักวิชาการ เจ้าหน้าที่โปรย และสารเคมีหลายสิบถุงไปยังเครื่องบินที่จอดสงบนิ่งบนลาน
        
        
       ปอร์ตเตอร์ 3 ลำครางกระหึ่ม แล้วเริ่มต้นแท็กซี่ไปยังรันเวย์…
       
       กัปตันวิโรจน์ ราษฎร์เจริญ นักบินประจำเครื่องลำที่สองดันคันบังคับไปข้างหน้า เจ้าปอร์ตเตอร์ของเขาตามจ่าฝูงเข้ารันเวย์อย่างกระชั้นชิด แล้วยกตัวขึ้นสู่อากาศด้วยความเร็วสูง…

Operation Royal Rain  ปฏิบัติการเหนือเมฆ
สารเคมีที่ถูกจัดเตรียมบนภาคพื้นดิน
         
        
        
       น่านฟ้าเป้าหมายวันนี้อยู่เหนือเทือกเขางวงช้างของจังหวัดระยอง ที่ซึ่งลมตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นสื่อนำพาก้อนเมฆที่พวกเขากำลังจะไปเร่งปฏิกิริยา ให้กลายเป็นฝนหลวงไปตกยังพื้นที่แถบบ้านปลวกแดงและนิคมพัฒนาได้
        
        
       "ขับเครื่องบนอากาศหนักกว่าขับรถบนพื้นหลายเท่า แต่เป็นระเบียบกว่าบนถนน" กัปตันไพโรจน์ กาญจนไพร นักบินเครื่องที่สามผู้เคยร่วมงานกับ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ( ผู้นำพระราชดำริริเริ่มฝนหลวงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปฏิบัติ) บอกกับเราก่อนแท็กซี่เครื่องไปยังรันเวย์

Operation Royal Rain  ปฏิบัติการเหนือเมฆ
เจ้าหน้าที่บดสารเคมีเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ปิดทองหลังพระ โดยเฉลี่ยทุกๆ วันพวกเขาต้องทำงานยกสารเหล่านี้ถึง 6 ตัน
         
        
       เราเห็นรูปธรรม เมื่อฝูงบินไปเจอเมฆฝนซึ่งมีสภาพอากาศภายในแปรปรวนกลุ่มหนึ่งเข้าอย่างจัง "พี่ครับ ผมขอขึ้นไปที่ 7,000 ฟุต" กัปตันวิโรจน์วิทยุไปยังลีดเดอร์ ขณะที่เครื่องเกิดอาการตกหลุมอากาศเป็นระยะ แต่เขาก็ดูสงบนิ่งด้วยเป็นเรื่องธรรมดา ก่อนพยายามขึ้นเหนือเมฆ และเท่าที่เราจำได้ ด้านขวามือคืออ่าวไทยที่ท้องฟ้าใสแจ๋ว…
       
       "โอเค! ถ้าไม่ไหวเบี่ยงออกเหนือทะเลเลย" เสียงตอบกลับจากผู้ฝูงสุธรรม ปันโนปกรณ์
       

       "แล้วเจอกันที่ 7,500 ฟุตครับ"…กัปตันวิโรจน์กล่าว ก่อนดึงสติ๊กพาเครื่องไต่ระดับ 7,000 ฟุต
        
        
       สำหรับทีม Rainmaker เหตุการณ์แยกฝูงเกิดขึ้นบ่อยเพราะการทำฝนหลวงบางครั้งด้วยวิธีการทำให้นักบินต้องทำสิ่งขัดกับหลักนิรภัยคือการพุ่งสู่ก้อนเมฆ เพราะโดยหลักการเครื่องบินจะต้องเลี่ยงการบินเช่นนี้ เนื่องจากในเมฆจะมีกระแสอากาศ Up & Down Stream หรือเทอร์บูแลนซ์ตลอดเวลา และสิ่งนี้ทำให้เกิดการ "ตกหลุมอากาศ" ได้

Operation Royal Rain  ปฏิบัติการเหนือเมฆ
กัปตันวิโรจน์ ราษฎร์เจริญ กำลังนำเครื่องแท็กซี่ไปยังรันเวย์
         
        
       "เราขึ้นไปต้องรับผิดชอบชีวิตของทุกคน ขึ้นเท่าไรลงเท่านั้น ความเสี่ยงอยู่ที่นักบินว่าชำนาญขนาดไหน เท้าพ้นพื้นก็อยู่ที่การตัดสินใจ บางทีเห็นฟ้าแลบก็ต้องทำ เราพยายามเสี่ยงน้อยที่สุด เรื่องจะบินลุยแทร่ดๆ ไปในเมฆฝนฟ้าคะนองเราไม่ทำ จะดูสภาพการณ์ว่าแบบไหนเหมาะที่สุด…แต่ถ้ามีการร้องขอเราก็เข้า แต่มั่นใจได้ครับ นักบินเองชำนาญอยู่พอสมควร" ผู้ฝูงตอบข้อสงสัยในการปฏิบัติการสุดหวาดเสียว
        
        
       กัปตันไพโรจน์ เล่าถึงสภาพอากาศวันนี้ว่า "อากาศปิดแบบวันนี้บินยาก ปีกตัวเองบางทีก็ไม่เห็น เราบินตามเครื่องวัด บางทีนักบินอาจหลง เพราะไม่เชื่อเครื่องวัดที่บอกว่าเอียงซ้าย ความรู้สึกจะตรงข้ามคล้ายเอียงขวามากกว่า ถ้าเราดึงคันบังคับตรงข้ามเครื่องก็หล่น นี่เรียกว่า Vertico หลงสภาพ"

Operation Royal Rain  ปฏิบัติการเหนือเมฆ
ก้อนเมฆเป้าหมาย
         
        
       หลังจากเด้งขึ้นๆ ลงๆ ในหลุมอากาศอยู่สักพัก ปอร์ตเตอร์ของเราก็พบเครื่องอีกสองลำที่จุดนัดหมายความสูง 7,500 ฟุต เวลานี้เรียกได้ว่าพวกเขาบินด้วยสัญชาตญาณ ความชำนาญและเครื่องวัดโดยแท้จริง ปราศจากเวสเซอร์เรดาร์ ที่แม้จะสแตนด์บายไว้ก็ไม่มีอะไรปรากฏที่จอ(เสีย)…กัปตันทั้งสามลำบอกว่าถ้าได้เครื่องใหม่จะปลอดภัยและอุ่นใจกับทีมงานมากกว่านี้ "ตอนนี้ไม่มีเลย ถ้ามีจะรู้ว่าเมฆหนาไม่หนา มันจะมีแถบสีบอกว่าควรหลบทางไหน"
       
       เสถียร แสนสิงห์ นักวิชาการบนเครื่องลำแรก มองเมฆสองก้อนที่ก่อตัวใกล้กันอย่างสนใจ ก่อนส่งเสียงผ่านเฮดโฟนว่า นั่นคือเป้าหมาย และขณะนี้จากการคำนวณสภาพลมและทิศทางสามารถเริ่มงานได้ทันที

Operation Royal Rain  ปฏิบัติการเหนือเมฆ
หลังจากพบเป้าหมายแล้ว เครื่องปอร์ตเตอร์ก็แปรขบวนเข้าโจมตีก้อนเมฆ
         
        
       "ขอตำแหน่งพี่ด้วยครับ" กัปตันวิโรจน์กล่าว ก่อนทวนตำแหน่งและตกลงทิศทางกับทุกลำ
       
       "Start Mission" …"รับทราบ" …ฝูงบินจัดฟอร์เมชั่น แล้วแยกย้ายปฏิบัติงานทันที
       
       ถึงตรงนี้ คนโปรยสารที่ห้องข้างหลังเปิดปากถุงแล้วหย่อนสารเคมีสูตร 8 ซึ่งถูกออกแบบสำหรับปฏิบัติการในเมฆอุ่น (สูงไม่เกินหมื่นฟุต) มีสารแคลเซี่ยมคลอไรด์ (Cacl2) ลงช่องปล่อย การบินครั้งนี้ไม่ต้องทำขั้นตอนแรกคือ "ก่อกวน" สามารถเริ่มขั้นตอนที่สองคือ "เลี้ยงให้อ้วน" ได้ทันที เพราะเมฆก่อตัวขึ้นเองอยู่แล้ว
        
        
       ในหลวงของเราทรงพระราชทานวิธีการไว้ในตำราฝนหลวงหลายข้อ แต่โดยสรุป พระองค์ทรงแยกเป็นสามขั้นตอน (ไม่รวมเทคนิคพิเศษที่เพิ่มเข้าไปภายหลังอย่างซูเปอร์แซนด์วิช) คือ

Operation Royal Rain  ปฏิบัติการเหนือเมฆ
"ล้อเล่นกับท้องฟ้า ขอฝนกับเทวดา"
        "ก่อกวน" ซึ่งเป็นการสร้างแกนให้เกิดเมฆ โดยอาศัยผงเกลือแป้ง ซึ่งทำในสภาวะที่ความชื้นเหมาะสม ส่วนขั้น "เลี้ยงให้อ้วน" คือการใช้สารเคมีประเภทต่างๆ ช่วยเพิ่มแกนเม็ดไอน้ำในเมฆทำให้เมฆฝนมีความหนาแน่นมากขึ้น และขั้นสุดท้ายคือ "โจมตี" ซึ่งจะเป็นขั้นตอนที่เสี่ยงต่อผู้ปฏิบัติงานมากที่สุด เพราะจะต้องเข้าไปโปรยสารเคมีเพิ่มปริมาณการตกของฝนถึงในเมฆที่มีกระแสอากาศแปรปรวน

Operation Royal Rain  ปฏิบัติการเหนือเมฆ
การโปรยสารเคมีเพื่อ "เลี้ยงให้อ้วน"
         
        
       ตรงหน้าเราตอนนี้ไม่ใช่การโชว์บินผาดแผลงของเครื่องรบ แต่เป็นการบินผาดโผนเสี่ยงภัยปล่อยสารเคมีทำฝนหลวงเพื่อประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำข้างล่างอย่างหนักที่พวกเขาทำกันอย่างสุดฝีมือเพื่อเหนี่ยวนำน้ำบนท้องฟ้าลงมาสู่ดิน เรียกว่าขอน้ำแบบเผชิญหน้ากับเทวดาอย่างใกล้ชิด
       
       แน่นอน ทุกคนไม่อยากตกสวรรค์…การขึ้นแต่ละครั้งนอกจากต้องคิดถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญแล้ว ยังใช้งบประมาณหลายหมื่นบาท การตัดสินใจเข้าปฏิบัติการกับเมฆก้อนหนึ่งจึงผ่านการคิดคำนวณจากประสบการณ์ และหลักวิชาการอย่างรอบคอบที่สุด "ก่อนหน้าที่มีเครื่องตก เป็นเรื่องอากาศและประสบการณ์นักบินที่เข้ามาปฏิบัติการใหม่ยังไม่คุ้นกับงานแบบนี้ เพราะบินเข้าเมฆ มีเกาะหมู่ ซึ่งยาก เป็นแบบเดียวกับที่โชว์กันในงาน" ผู้ฝูงเอ่ย
        
        
       "ฝนจะตกไม่ตกอยู่ที่สภาพอากาศว่าชื้นแค่ไหน การเปลี่ยนแปลงมีตลอดครับ ล้อเล่นกับธรรมชาติมันยาก ช่วงนี้ทำฝนประสบความสำเร็จน้อยเนื่องจากความชื้นต่ำ จากระดับพื้นถึงความสูง 6,000 ฟุต มี 60% แต่เลยขึ้นไปอีกมี 20% แบบนี้ความชื้นที่จะไปประกอบกับกลุ่มเมฆมันมีน้อยมาก" เสถียรบอกกับเรา

Operation Royal Rain  ปฏิบัติการเหนือเมฆ
การทำงานครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นกับลมว่าจะพัดพาเมฆไปในทิศทางที่คำนวณ
        ตอนนี้ภาพเครื่องบินปล่อยหางสีขาวตัดกับท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มปรากฏต่อสายตา ลำหนึ่งมุดบริเวณไหล่เมฆอย่างน่าตื่นตา อีกลำหนึ่งก็โปรยสารเคมีที่ฐานเมฆระดับ 7,000 ฟุต คราวนี้พวกเขากำลังจับเมฆสองก้อนรวมตัวกันแล้ว "เลี้ยงให้อ้วน"
       
       กัปตันไพโรจน์บอกว่า ท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ เขาสามารถพาทีมทำงานฝนหลวงไปได้ทุกจุดถ้าสภาพเครื่องอำนวย "เรามีการปรับเป้าหมายตลอด เพราะต้องการกลุ่มเมฆที่ได้ผลที่สุด นักบินมีหน้าที่พาไป คนที่บอกว่านักบินไปไม่ถึงที่หมายนั้นไม่มีทางครับ เรายินดีไปตามที่หมาย คนที่พูดว่านักบินไปไม่ตรงเป้าหมายนั้น อาจเพราะฟังจากชาวบ้านที่เห็นว่าเขาอาศัยอยู่ตรงนี้ เขาขอฝนแต่ไม่เห็นนักบินมาทำ ซึ่งมีปัจจัยเนื่องมาจากทิศทางลม ความเร็วลม เราจะไปทำเหนือลมครับ เขาไม่เห็นเลยคิดไปอย่างนั้น"
       
       สารเคมีหมด ในที่สุดเสียง "Mission Complete" ก็ดังขึ้นในหูฟัง เครื่องปอร์ตเตอร์สามลำบินมาเกาะกลุ่มอีกครั้งและมุ่งหน้ากลับฐาน "ช่วงเมื่อกี้เราแค่เลี้ยงให้อ้วน เร่งปฏิกิริยาเมฆให้มารวมตัวกันมากขึ้น เดี๋ยวการโจมตีอาจจะมีอีกช่วงหนึ่งตอนบ่าย..ภารกิจของวันจะจบเมื่อเราส่งข้อมูลไปถวายพระองค์ท่านที่หัวหินครับ" เสถียรกล่าว

Operation Royal Rain  ปฏิบัติการเหนือเมฆ
บรรยากาศขณะปฏิบัติการ
        ทั้งสามลำกลับสู่ฐาน และจู่ๆ ฝนก็เทลงมาพร้อมรอยยิ้มของทุกคนในทีมเมื่อก้าวลงจากเครื่อง เสถียร บอกว่าตามหลักวิชาการ "ตกลงมานี่แค่หล่อเย็นนะครับ ระดับน้ำผิวดินใต้ดินตอนนี้ยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก"
       
       นั่นหมายถึงภารกิจของพวกเขาในช่วงแล้งนี้ยังไม่จบลงง่ายๆ…
        
                                             -2-
       
       "ภารกิจการทำฝนหลวงทั่วประเทศขณะนี้มีการจัดตั้งฐานระดับภาคคือ เหนือ กลาง อีสาน ใต้ ตะวันออก เป็น 5 ศูนย์หลัก สำหรับภาคตะวันออกเป้าหมายเรามี 8 จังหวัด ระยอง จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว" ทวี กาญจนา เล่าขอบเขตงานของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงฯ ภาคตะวันออก
       
       ก่อนเล่าแผนการในอนาคต "ปกติเรามีการตั้งฐาน 3 จุด คือที่หลักคือ สนามบินอู่ตะเภา ระยอง สนามบินท่าใหม่ จันทบุรี มีระยะทำงาน 15 ก.พ. ถึงกลางเดือนพ.ค.. ที่กำหนดไว้ดังนี้เพราะเดือน พ.ค. จะเข้าฤดูฝนของภาคตะวันออกตอนล่าง คาดว่าไม้ผลจะมีน้ำพอต่อการโตแล้วและบางส่วนเก็บเกี่ยว เราจะย้ายฐานทั้งจันทบุรี ระยองไปที่วัฒนานคร สระแก้วเป็นฐานที่สาม เพื่อทำฝนช่วยพืชไร่ในส่วนของภาคตะวันออกตอนบน"
       
       ปัจจุบันศูนย์ฯ มีเครื่องบินในระดับเพียงพอคือเครื่อง CN235 2 เครื่องยนต์ บรรทุกได้ 2,000 กก. ต่อเที่ยวบิน 1 ลำ อีก 4 ลำ เป็น ปอร์ตเตอร์ เครื่องยนต์เดียว บรรทุกได้ 500 กก. ต่อเที่ยวบิน เรื่องขาดอุปกรณ์จึงไม่ใช่ปัญหา

Operation Royal Rain  ปฏิบัติการเหนือเมฆ
การบินเข้าสู่ก้อนเมฆคือสิ่งที่พวกเขาต้องทำ
        แต่เรากลับพบว่าขณะที่ที่อื่นขาดนักวิชาการมาก ที่นี่นอกจากนักวิชาการแล้วยังขาดคนบดสาร เจ้าหน้าที่พูดตรงกันว่า "เรื่องเจ้าหน้าที่ถ้ามองในด้านการทำงานให้ทันไม่พอ พูดตรงๆ อย่างคนบดโปรยสารเคมีตอนนี้มีอยู่ 10 คน ถ้าขึ้นฟ้าไปหมด ซีเอ็น 6 คน ปอร์ตเตอร์อีก 4 คน (ลำละคน) กำลังภาคพื้นดินจะไม่มีในการเตียมสารเคมีกรณีต้องบินต่อเนื่อง ต้อง 15 คนเป็นอย่างน้อยถึงทำงานได้ทั้งข้างบนและล่าง บางทีเราเตรียมสูตรขึ้นไปพอจะเปลี่ยนสูตรไม่ทัน เพราะไม่มีข้างล่างเตรียม ตอนนี้หนึ่งวันทำงาน 7 ชม. สำหรับนักบิน นักบินโหลด คนทำงานโหลดไปหมด"
       
       สองคล้องกับ ผอ. ศูนย์อย่างคุณทวี ที่บอกว่า "สมมติคนโปรย 6 คน ไม่ได้โปรยอย่างเดียว เริ่มตั้งแต่บดสารแล้วยกขึ้นรถ ถ่ายเข้าเครื่อง เทบนฟ้า เทียบแล้วบดสารเคมี 2 ตัน เขาต้องยก 3 ครั้ง สรุป 6 ตัน!"
       
       "รัฐให้จ้างพนักงานราชการได้แต่เรื่องช้ามาก ป่านนี้ผมยังไม่มีคนงาน คนบดปัจจุบันอายุ 50 ขึ้นทั้งนั้น เหนื่อยมากครับ นอนไม่ต้องกินยานอนหลับกันแล้ว ส่วนหนึ่งผมต้องขอจากทางจังหวัด ผู้ว่าฯ ท่านก็จัดคนมาช่วย คนที่ไม่ชำนาญก็เป็นปัญหาเหมือนกัน การโปรยสารเคมีต้องอาศัยประสบการณ์ครับ จริงๆ ใครก็โปรยได้ แต่การสื่อสารและโปรยให้มีประสิทธิภาพมันยาก คนที่มีประสบการณ์ เขาจะรู้จังหวะดีกว่า" ผอ.ศูนย์กล่าว
       
       ส่วนการทำงานเชิงรุกนั้น "ตอนนี้ผมแจกเบอร์ผมเลยครับ เป็นสายตรงสู่ ผอ.ศูนย์ฝนหลวงภาคตะวันออก"
        
        
                                      -3-
       
       14 พ.ย. 2498 …ในหลวงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรภาคอีสานผ่านพื้นที่แห้งแล้ง ทรงทอดพระเนตรที่ฟ้าแล้วมีพระราชดำริว่า "…เงยดูท้องฟ้า มีเมฆ ทำไมมีเมฆอย่างนี้ ทำไมจะดึงเมฆนี้ลงมาให้ได้ ก็เคยได้ยินเรื่องทำฝนก็มาปรารภกับคุณเทพฤทธิ์ ฝนทำได้มี มีหนังสือ เคยอ่านหนังสือทำได้"
       

       โครงการ "ฝนหลวง" จากน้ำพระทัยของพระองค์จึงเกิดขึ้น…

Operation Royal Rain  ปฏิบัติการเหนือเมฆ
การบินเข้าสู่ก้อนเมฆต้องใช้ความชำนาญของนักบินสูงมาก
        พ.ศ.2548…ครึ่งศตวรรษผ่านไป กษัตริย์พระองค์เดียวกันยังทรงงานหนัก ทั้งยังมีพระมหากรุณาธิคุณดูแลประชาชนด้วยโครงการนี้ดุจ 50 ปีก่อน ด้วยการยอมลำบากพระวรกายเสด็จลงบัญชาการฝนหลวงด้วยพระองค์เอง และด้วยจริยาวัตรเช่นนี้ ทำให้คนที่ทำงานทั่วประเทศไม่เคยหมดพลังใจ
       
       กัปตันไพโรจน์บอกเราว่า "ที่มาทำโครงการในหลวง เพราะผมเคยทำงานกับท่าน ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ มาก่อน เป็นความสุข เราช่วยเหลือคนเดือดร้อน ให้ประชาชน นี่คือโครงการเพื่อความสุขราษฎรของพระเจ้าอยู่หัว"
       
       เขารำลึกว่า "ม.ร.ว.เทพฤทธิ์เสียไป 6 ปีแล้วครับ ท่านเป็นคนมุ่งมั่น ขยัน อยากรู้ ทดลองหลายเรื่องเกี่ยวกับโครงการหลวง ตัวท่านผ่าตัดตั้งแต่อกไปถึงท้องน้อย มือท่านก็โดนระเบิด เหลือ 2 นิ้ว ใส่ถุงมือ ท่านเป็นคู่คิดของพระเจ้าอยู่หัว ตอนนั้นผมเป็นนักบินกองบินตำรวจ โครงการฝนหลวงผมทำมาตั้งแต่เริ่มต้นวิจัย เครื่องที่บินนั่นก็ชาวไร่อ้อยจังหวัดกาญจนบุรีซื้อให้ เครื่องปอร์ตเตอร์ 1609 ยังบินได้ครับ เรายังอนุรักษ์ไว้ที่กองบินตำรวจ"

Operation Royal Rain  ปฏิบัติการเหนือเมฆ
ภารกิจการโปรยสารเคมี
        "ตั้งแต่วิเคราะห์อากาศจนถึงขั้นโจมตีกว่าจะได้ฝนเหนื่อยมาก ผมเองก็รับฟังความทุกข์ของเกษตรกรที่กำลังล้มละลายมามาก อยากบอกว่านี่เป็นโครงการที่เกิดจากความห่วงใยของในหลวงท่าน ที่เราทุ่มเทกันไม่ว่านักวิชาการ นักบิน เจ้าหน้าที่โปรยสาร มีเป้าหมายเดียวกันคือให้ฝนตก ให้พื้นที่เกษตรรอดจากความเสียหาย เราภูมิใจที่ได้รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท สองสิ่งนี้เราชาวฝนหลวงสำนึกและตระหนักมาโดยตลอด" ผอ.ทวี กล่าว
       
       ส่วนนักวิชาการ นักบินได้บอกกับเราว่า "เราเห็นฝนตกก็มีความสุขครับ แม้บางทีแม่ค้าบางท่านอาจจะไม่ชอบบ้างก็ตาม เขาบอกเห็นเครื่องบินแล้วน้ำตาไหลเลย" กัปตันไพโรจน์กล่าวติดตลก
       
       บางทีเราหวังว่าภาพการทรงงานของ "พ่อหลวง" ภาพการทำงานของ Rainmaker ทั่วประเทศแบบไม่หยุดพักในช่วงนี้ จะเตือนสติซีอีโอบางคนที่อ้างว่าเวลานี้ไม่มีอำนาจสั่งการ แล้วหนีไปเที่ยวได้ดี

Operation Royal Rain  ปฏิบัติการเหนือเมฆ
ส่วนหนึ่งของทีมปฏิบัติการ Rainmaker จากซ้าย ผู้ฝูงสุธรรม ปันโนปกรณ์ , กัปตันไพโรจน์ กาญจนไพร , กัปตันวิโรจน์ ราษฏร์เจริญ และเสถียร แสนสิงห์
        เราหวังว่าภาพนี้จะคอยเตือนคนไทย ว่าท่ามกลางแผ่นดินร้อนระอุ…มุมหนึ่งที่วังไกลกังวล หัวหิน "พ่อหลวง" กำลังทรงงาน
       
       และเหนือขึ้นไป 7,000 ฟุต บนท้องฟ้า เหล่า "อัศวิน" ของพระองค์กำลังทำหน้าที่เพื่อประชาชนคนไทยอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย…
       
                                    *************
       
       *ขอขอบคุณท่านหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการฝนหลวงฯ คุณทรง กลิ่นประทุม ในการให้ข้อมูลพื้นฐานและภาพรวมของการทำฝนหลวงในประเทศไทย

Operation Royal Rain  ปฏิบัติการเหนือเมฆ
       

Operation Royal Rain  ปฏิบัติการเหนือเมฆ
ส่วนหนึ่งของทีมปฏิบัติการ Rainmaker จากซ้าย ผู้ฝูงสุธรรม ปันโนปกรณ์ , กัปตันไพโรจน์ กาญจนไพร , กัปตันวิโรจน์ ราษฎร์เจริญ
       

จำนวนคนโหวต 48 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017