ศาลฯห้ามเคนยาส่งสัตว์ป่ามาไทย

โดย ผู้จัดการรายวัน   
21 ธันวาคม 2548 22:21 น.
        เอเอฟพี - เชียงใหม่ไนต์ซาฟารีส่อเค้าแห้วสัตว์ป่าหายากจากเคนยา หลังศาลกรุงไนโรบี มีคำสั่งระงับการส่งออกสัตว์ป่า 175 ตัว มายังประเทศไทยชั่วคราว ทั้งนี้ เพื่อรอผลตัดสินตามคำฟ้องร้องของบรรดานักอนุรักษ์ฯ ที่กล่าวหาว่า ข้อตกลงส่งมอบสัตว์ป่าดังกล่าวถือเป็นการละเมิดกฎหมาย
       
       นายโจเซฟ เนียมู ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นในกรุงไนโรบี เมืองหลวงของเคนยา ออกคำสั่งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (20 ธ.ค.) ว่า การส่งมอบสัตว์ป่าหายากให้กับประเทศไทย ตามข้อตกลงซึ่งรัฐบาลทั้งสองประเทศได้ลงนามร่วมกันในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) เมื่อเดือนก่อน ต้องเลื่อนออกไปเป็นเวลาอย่างน้อย 2 เดือน จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาในคดีที่กลุ่มชุมชน และสวัสดิภาพสัตว์ต่างๆภายในประเทศเคนยา ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องคัดค้าน
       
       ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สมาคมองค์การแห่งชุมชนไนโรบี และกลุ่มประชาคมเคนยาเพื่อการปกป้องคุ้มครองสัตว์ ได้ร้องขอต่อศาลให้พิพากษายกเลิกข้อตกลงส่งออกสัตว์ป่าให้กับไทย ทว่า ผู้พิพากษาเนียมูได้เลื่อนการตัดสินใจออกไป จนกระทั่ง เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เขาได้มีคำวินิจฉัยว่า เอ็มโอยูดังกล่าวไม่ถือเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ดังนั้น จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาล และให้ดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีต่อไป พร้อมกับออกคำสั่งระงับการส่งออกสัตว์ป่าไว้เป็นการชั่วคราวดังกล่าว
       
       "ศาลลงความเห็นว่า เอ็มโอยูระหว่างทั้งสองประเทศ ไม่ใช่สนธิสัญญา ดังนั้น ข้าพเจ้าขอออกคำสั่งชั่วคราวให้ระงับการส่งออกเป็นเวลา 60 วันนับจากนี้" ผู้พิพากษาเนียมูตัดสิน
       
       สำหรับการลงนามข้อตกลงเอ็มโอยูฉบับนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยนายมอร์ริส ดีโซโร รัฐมนตรีสัตว์ป่าและการท่องเที่ยวแห่งเคนยา จรดปากการ่วมกับนายยงยุทธ ติยะไพรัช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทย ในกรุงไนโรบี ภายใต้คำมั่นว่าด้วยการร่วมมือกันด้านการจัดการชีวิตสัตว์ป่า และอุทยานแห่งชาติ
       
       ส่วนหนึ่งของข้อตกลงนี้ คือ ทางการเคนยาจะส่งสัตว์ป่า 175 ตัว ในจำนวนนี้รวมถึงม้าลาย, นกฟลามิงโก, ควายป่า, วัวป่า, ฮิปโป, ไฮยีน่า, หมาจิ้งจอก และกวางอิมพาลา ให้กับสวนสัตว์ไนต์ซาฟารี ซึ่งเพิ่งเปิดขึ้นใหม่ในจังหวัดเชียงใหม่ ทางภาคเหนือของไทย
       
       ความเคลื่อนไหวนี้สร้างความโกรธแค้นให้กับบรรดานักอนุรักษ์สัตว์ป่าท้องถิ่น และทั่วโลก ส่งผลให้เกิดความพยายามแรงกล้าในการต่อสู้หยุดยั้งการทำข้อตกลง โดยพวกเขาให้เหตุผลว่า ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นการละเมิดกฎหมาย อีกทั้งยังไม่สอดคล้องกับหลักการอนุรักษ์ และส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของเคนยา ในฐานะผู้นำในการคุ้มครองสัตว์
       
       ในการยื่นฟ้องร้องของพวกเขา บรรดากลุ่มนักอนุรักษ์ฯชี้ว่า นายดีโซโร กระทำการไม่ถูกต้องที่ลงนามข้อตกลง โดยไม่ปรึกษากับเคนยา ไวลด์ไลฟ์ เซอร์วิส (เคดับเบิลยูเอส) สำนักงานซึ่งได้รับอำนาจตามกฎหมายอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการอนุรักษ์ และการจัดการสัตว์ป่าของประเทศ
       
       "มรดกของชาติในประเทศนี้ไม่ควรปล่อยให้อยู่ในอำนาจจัดการของบุคคลคนเดียว หรือหน่วยงานซึ่งเป็นเครื่องมือของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว" นายเอ็มบูกัว มูรีธี หนึ่งในทนายฝ่ายโจทก์แถลงต่อศาล
       
       บรรดาเจ้าหน้าที่เคดับเบิลยูเอส กล่าวว่า พวกเขาคัดค้านข้อตกลงฉบับนี้ในหลายๆเรื่อง ไม่เฉพาะข้อวิตกเกี่ยวกับสุขภาพสัตว์ หากต้องถูกส่งไปอยู่ในถิ่นซึ่งไม่ใช่แหล่งที่อยู่ตามธรรมชาติดั่งเดิมของมัน ขณะที่นางคอนนี ไมนา โฆษกเคดับเบิลยูเอส เผยว่า หน่วยงานของเธอไม่เคยได้รับหนังสือชี้แจงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าว ยกเว้นจดหมายขอบคุณจากสถานทูตไทยในกรุงไนโรบี เพียงฉบับเดียว
       
       ด้านกองทุนระหว่างประเทศเพื่อสวัสดิภาพสัตว์ (ไอฟอว์) แสดงความยินดีต่อคำสั่งล่าสุดของผู้พิพากษาเนียมู โดยระบุว่า กลุ่มของตนหวังว่าข้อตกลงฉบับนี้จะถูกยกเลิกไป จากการถูกฟ้องร้องคราวนี้
       
       "มันทำให้เราหวังว่า คดีนี้จะได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังจากระบบกฎหมายในเคนยา และเราก็หวังว่ามันจะยุติลงในบทสรุปที่เป็นประโยชน์กับชาวเคนยา ผู้ซึ่งกำลังแสวงหาการสิ้นสุดของข้อตกลงส่งออกดังกล่าว" นางอลิซาเบธ วัมบา โฆษกของไอฟอว์ บอกกับสำนักข่าวเอเอฟพี
       
       การทำข้อตกลงส่งออกสัตว์ป่าระหว่างเคนยา-ไทยครั้งนี้ ยังสร้างความไม่พอใจซึมลึกไปถึงชนเผ่าท้องถิ่น โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นักรบชนเผ่ามาไซ ตลอดจนเด็ก สตรี และผู้เฒ่าผู้แก่ประจำเผ่ารวมกันกว่า 500 คน ได้ออกมาชุมนุมประท้วงคัดค้านแผนการของรัฐบาลอย่างโกรธเกรี้ยว พร้อมทั้งขู่จะกรีดเลือด หากแผนการยังคงดำเนินต่อไป
       
       บรรดาผู้คัดค้านมองว่า ข้อตกลงอื้อฉาวนี้ไม่ต่างจากการยกมรดกของเคนยาให้กับไทย นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการทำร้ายสัตว์ป่า และภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งถือเป็นหัวใจที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ
       
       การคัดค้านดังกล่าวยังทวีความเข้มข้นมากขึ้นในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เมื่อข้าราชการอาวุโสของไทยผู้หนึ่ง ประกาศจะเปิดภัตตาคารเสิร์ฟอาหารซึ่งทำจากเนื้อสัตว์ป่าอย่างยีราฟ, ม้าลาย และจระเข้ ภายในสวนสัตว์ไนต์ซาฟารี อย่างไรก็ดี แผนการนี้ต้องระงับไปในที่สุด เมื่อมีเสียงประท้วงหนาหูยิ่งขึ้นทั้งจากในและนอกประเทศ

จำนวนคนโหวต 32 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017