ความชอบธรรมทางการเมือง (Political Legitimacy) ของผู้ใช้อำนาจรัฐ

โดย ลิขิต ธีรเวคิน   
1 มีนาคม 2549 18:18 น.
        ความชอบธรรมทางการเมือง (Political Legitimacy) แตกต่างจากความถูกต้องทางกฎหมาย (Legality) นักกฎหมายมักจะเน้นความถูกต้องตามตัวกฎหมายหรือตามลายลักษณ์อักษร โดยไม่เข้าใจว่าในทางการเมืองและทางรัฐศาสตร์นั้นความถูกต้องตามกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ จะต้องมีความชอบธรรมทางการเมืองด้วย ซึ่งหมายถึงการยอมรับโดยคนทั่วไปว่าสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายนั้น นอกจากถูกต้องแล้วยังต้องมีเหตุมีผลเป็นที่ยอมรับได้ มีความพอเหมาะกับกาลและเทศะ ตัวอย่างเช่น การใช้งบประมาณแผ่นดินของผู้กุมอำนาจรัฐแม้จะปฏิบัติตามกฎหมายรัฐทุกประการ แต่ใช้ในทางสุรุ่ยสุร่ายก็จะไม่มีความชอบธรรมทางการเมือง
       
       ความชอบธรรมทางการเมืองของผู้ใช้อำนาจรัฐ ประกอบด้วยสามส่วนใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้ คือ
       
       ประการแรก การเข้าสู่ตำแหน่งอำนาจ (acquiring power) ในระบบการเมืองจะมีกฎกติกาของการเข้าสู่ตำแหน่งอำนาจ เช่น ในสมัยโบราณกาลนั้นผู้ซึ่งมีความสามารถและแข็งแรงที่สุดก็จะกลายเป็นผู้ปกครอง หรือผู้ที่สามารถจะแก้ปัญหาที่สังคมกำลังเผชิญอยู่ก็จะมีความชอบธรรมเข้าสู่ตำแหน่งอำนาจได้ จนกระทั่งถึงจุดที่มีประเพณีการสืบเชื้อสาย โอรสของกษัตริย์ก็มีสิทธิที่จะสืบราชสมบัติต่อจากพระบิดาจนกลายเป็นประเพณีการสืบสันตติวงศ์ และในบางกรณีการใช้กำลังเข้ายึดอำนาจจนกุมสถานการณ์ได้ก็จะกลายเป็นผู้ที่มีความชอบธรรมที่จะเป็นผู้ครองอำนาจรัฐ ในกรณีของจีนนั้นถือได้ว่าได้รับอาณัติจากสรวงสวรรค์ (the mandate of heaven) ในกรณีของไทยนั้นผู้กระทำการยึดราชบัลลังก์ได้สำเร็จก็จะอ้างว่ามีบุญบารมีและมีบุญญาธิการที่จะครองสิริราชสมบัติ จึงมีประเพณีปราบดาภิเษกนอกเหนือจากราชาภิเษก ทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าวนี้คือสิ่งที่ แม็กซ์ เวเบอร์ นักสังคมวิทยานามอุโฆษถือว่าเป็น traditional legitimacy
       
       แต่มาในยุคระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน การลงคะแนนเสียงของประชาชนจึงเป็นที่มาของความชอบธรรมทางการเมือง (source of legitimacy) หรือที่เรียกว่า เสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์ (vox populi, vox dei) ผู้ที่ชนะการเลือกตั้งก็จะมีความชอบธรรมทางการเมือง ในส่วนนี้แม็กซ์ เวเบอร์ กล่าวว่าเป็นความชอบธรรมทางการเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมายและมีเหตุผล (legal-rational legitimacy)
       
       แต่เมื่อใดที่ทั้งความชอบธรรมทางการเมืองแบบประเพณีไม่ปรากฏ หรือความชอบธรรมทางการเมืองแบบกฎหมายและมีเหตุผล ทำงานไม่ได้ผล สังคมก็จะมุ่งหาตัวบุคคลเป็นหลัก โดยประชาชนจะโหยหาตัวบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษที่เรียกว่าบุญญาธิการ (charisma) โดยคนคนนั้นสามารถดึงดูดผู้คนให้มีความนิยมชมชอบ และมีความเชื่อว่าจะเป็นผู้มาแก้ปัญหากลียุคได้ ผู้นำเช่นนี้เป็นทำนองเดียวกับผีบุญหรือผู้มีบุญตามคติของคนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเชื่อว่าผู้มีบุญหรือผีบุญจะมาเกิดเพื่อมาแก้ยุคเข็ญของแผ่นดิน และนี่คือที่มาของกบฏผีบุญในยุคล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ความชอบธรรมในส่วนนี้คือ charismatic legitimacy
       
       ข้อสังเกตก็คือ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วเมื่อความชอบธรรมแห่งอำนาจรัฐตามประเพณี ตามกฎหมายและเหตุผล ไม่สามารถจะตอบสนองต่อความต้องการทางจิตวิทยาของประชาชนได้ ประชาชนก็จะโหยหาบุคคลที่มีบุญญาธิการที่เรียกว่าอัศวินม้าขาวมาช่วยแก้ปัญหา ซึ่งเป็นลักษณะของจิตวิทยามนุษย์โดยทั่วไปเมื่อเกิดความเคว้งคว้างและวังเวง ขาดที่พึ่ง ขาดความเชื่อมั่น ขาดความหวังต่ออนาคต จะโหยหาผู้นำที่คนนิยมชมชอบและสามารถฝากความหวังได้ เช่น มหาตมะคานธี ที่มีส่วนในการปลดปล่อยอินเดียให้เป็นอิสระจากการปกครองของอังกฤษ หรือบางกรณีก็อาจจะนำไปสู่การเกิดผู้นำที่เป็นเผด็จการ เช่น อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ มุสโสลินี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
       
       ที่กล่าวมาเบื้องต้นคือความชอบธรรมทางการเมืองอันเกี่ยวเนื่องกับการเข้าสู่ตำแหน่งอำนาจ ถ้าการเข้าสู่ตำแหน่งอำนาจผิดยุค ผิดสมัย เช่นในยุคที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่เข้าสู่ตำแหน่งอำนาจโดยใช้กองกำลังก็จะไม่มีความชอบธรรมทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ความชอบธรรมทางการเมืองในส่วนนี้จะต้องขึ้นอยู่กับส่วนที่สองด้วย นั่นคือ ความสัมฤทธิผลในการปกครองบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาและการพัฒนา
       
       ประการที่สอง ความสัมฤทธิ์ผลในการปกครองบริหาร (Performance) จะมีความสำคัญยิ่ง ในกรณีที่สังคมมีปัญหาวิกฤตอย่างหนัก ประชาชนต้องการให้มีการแก้ปัญหาโดยเร็ว การให้น้ำหนักความชอบธรรมทางการเมืองในการเข้าสู่ตำแหน่งอำนาจตามกติกาหรือตามครรลองนั้นอาจจะลดน้อยลง สิ่งที่ประชาชนต้องการจะเห็นก็คือคนที่มีความรู้ความสามารถ มีความกล้าหาญเข้ามาแก้ปัญหา ดังนั้น บุคคลที่เข้ามาสู่ตำแหน่งอำนาจแม้จะไม่มีความชอบธรรมทางการเมืองเนื่องจากมีการละเมิดกติกา เช่น เข้ามาโดยใช้กำลังนั้น จะต้องรีบสร้างความชอบธรรมด้วยผลงานในการแก้ปัญหาและด้วยนโยบายที่จะพัฒนาประเทศเพื่อความผาสุกของประชาชน ความชอบธรรมทางการเมืองจากผลงานจะบดบังการขาดความชอบธรรมทางการเมืองในการเข้าสู่ตำแหน่งอำนาจได้ กลับกัน บุคคลที่มีความชอบธรรมทางการเมืองในการเข้าสู่ตำแหน่งอำนาจอย่างสมบูรณ์ เช่น มาจากการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น แต่ถ้านโยบายในการแก้ปัญหาและการพัฒนานั้นมีผลงานที่ไม่น่าพอใจ ก็จะเสียความชอบธรรมในส่วนของผลงานในส่วนนี้ สิ่งที่ประชาชนจะทำได้ภายใต้ระบบการเมืองแบบเปิดก็คือ การรอให้มีการเปลี่ยนตัวผู้เข้ามาบริหารประเทศด้วยการเลือกตั้ง ในกรณีที่เป็น charismatic leader ถ้าทำงานไม่ได้ผลอาจนำไปสู่ความผิดหวังและความโกรธแค้นถึงกับรุมฆ่าผู้นำเช่นนี้ได้
       
       ดังนั้น ความชอบธรรมทางการเมืองจึงต้องประกอบด้วยสองส่วน นั่นคือ การเข้าสู่ตำแหน่งอำนาจกับผลงานในการแก้ปัญหาและการพัฒนา ใครก็ตามที่สามารถมีทั้งสองส่วนนี้ก็จะมีคะแนนนิยมชมชอบและเป็นที่ชื่นชม และประชาชนก็จะให้โอกาสในการทำงานเพื่อชาติและแผ่นดินเป็นระยะเวลานาน อย่างไรก็ตาม สำหรับบางประเทศเช่นสหรัฐอเมริกาได้กำหนดการเป็นประธานาธิบดีเอาไว้เพียงสองสมัย ซึ่งหมายความว่าเมื่อครบ 8 ปีแล้วก็ต้องเปลี่ยนตัวผู้นำ ถึงแม้ประธานาธิบดีคนเดิมจะมีผลงานประทับใจเพียงใดก็ตาม ทั้งนี้เนื่องจากความเชื่อที่ว่าบุคคลที่ทำงานมาแล้วถึง 8 ปี น่าจะถึงจุดอิ่มตัว ในส่วนที่สอง การเปิดโอกาสให้ผู้อื่นมีโอกาสเข้ามาบริหารประเทศเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และจะช่วยคลี่คลายความตึงเครียดทางการเมืองได้
       
       อย่างไรก็ตาม ยังมีความชอบธรรมทางการเมืองในส่วนที่สามที่ต้องนำมาพิจารณา แม้ผู้ได้อำนาจและมีความชอบธรรมเนื่องจากมาตามครรลอง มีผลงานที่น่าประทับใจและเป็นที่นิยมชมชอบของประชาชน แต่ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความชอบธรรมทางการเมือง นั่นคือพฤติกรรมทางการเมือง
       
       ประการที่สาม พฤติกรรมทางการเมืองและบุคลิกภาพที่สอดคล้องกับกฎหมาย ศีลธรรม วัฒนธรรมและประเพณี ความชอบธรรมทางการเมืองในส่วนนี้ซึ่งเกี่ยวพันกับพฤติกรรมทางการเมืองและการแสดงออกที่สอดคล้องกับกฎหมาย ศีลธรรม วัฒนธรรมและประเพณี รวมทั้งบุคลิกภาพนั้น เป็นส่วนสำคัญนอกเหนือจากความชอบธรรมในส่วนที่หนึ่งคือได้แก่การเข้าสู่ตำแหน่ง และส่วนที่สองได้แก่ผลงาน โดยความชอบธรรมในส่วนที่หนึ่งและส่วนที่สองจะคลายความเข้มข้นลงเมื่อมีกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้คือ
       
       ก) ผู้ดำรงตำแหน่งอำนาจรัฐละเมิดกฎหมาย และกระทำการขัดต่อหลักนิติธรรม การละเมิดกฎหมายนั้นเป็นได้ทั้งในส่วนที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือตะแบงตีความกฎหมายเพื่อความสัมฤทธิผลในการทำงาน ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายในตัวของมันเอง หรือการออกกฎหมายที่มีลักษณะที่ขัดแย้งหรือก้ำกึ่งกับการขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการบริหารประเทศ ความไม่ถูกต้องตามกฎหมายย่อมจะนำไปสู่ความเสียความชอบธรรมทางการเมือง
       
       ข) ศีลธรรม กรณีที่เกี่ยวกับความชอบธรรมทางการเมืองโดยตรงก็คือเรื่องอื้อฉาวในการฉ้อราษฎร์บังหลวง ซึ่งถ้าเป็นการฉ้อฯที่ผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้งก็จะขัดแย้งกับข้อ ก) ที่กล่าวมาแล้วด้วย แต่ถ้าเป็นกรณีก้ำกึ่งในลักษณะของผลประโยชน์ทับซ้อนก็จะนำไปสู่ความสงสัยในความซื่อสัตย์สุจริต ทำให้ความชอบธรรมทางการเมืองของผู้ครองอำนาจรัฐที่มีอยู่ในประการที่หนึ่งและสองถูกลดน้ำหนักลงได้
       
       ในส่วนที่เกี่ยวกับศีลธรรมอีกส่วนหนึ่งก็คือพฤติกรรมส่วนตัว เช่นถ้าผู้นำทางการเมืองมีพฤติกรรมส่วนตัวในเรื่องชู้สาว ซึ่งขัดต่อศีลธรรมอันดีต่อสังคมนั้นๆ เช่น สังคมอังกฤษจะถือเรื่องอื้อฉาวในทางเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องใหญ่ แต่อาจจะไม่ขัดกับค่านิยมสังคมของฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม ความเสียหายในส่วนนี้ก็อาจมีปัญหาเรื่องความชอบธรรมได้ และผู้ดำรงตำแหน่งควรระมัดระวัง ตัวอย่างคือกรณีที่พยายามถอดถอนประธานาธิบดีคลินตันที่มีพฤติกรรมไม่ดีกับเลขาส่วนตัว เป็นต้น
       
       ค) ขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีการปฏิบัติมาช้านาน ถ้าถูกละเมิดโดยผู้นำทางการเมืองก็จะกลายเป็นประเด็นปัญหาความชอบธรรมทางการเมืองขึ้นมาได้ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้เขียนไว้ว่า ประเด็นทางการเมืองที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเผชิญก็คือ พระองค์ท่านมิได้ปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีของพระมหากษัตริย์ที่วางมาตรฐานไว้ในสมัยอยุธยาอย่างเคร่งครัด ทำให้ขาดความชอบธรรมในส่วนนี้ ในกรณีประเทศไทยนั้นจะเห็นว่าผู้นำประเทศจะต้องมีส่วนในการส่งเสริมศาสนา ในสมัยโบราณทั้งเจ้าและขุนนางต่างก็มีวัดที่อยู่ในความอุปถัมภ์ของตน ในปัจจุบันจะมีการทอดกฐิน ทอดผ้าป่า และงานการกุศลต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกอบพิธีกรรมของรัฐ รวมทั้งของชุมชน ผู้นำทางการเมืองใดก็ตามที่มองข้ามในส่วนที่เป็นกฎหมาย ศีลธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ก็จะมีปัญหาในเรื่องความชอบธรรมได้
       
       ที่สำคัญที่สุด ประชาชนในสังคมต่างคาดหวังถึงพฤติกรรมและการแสดงความคิดเห็นของผู้นำว่าควรจะเป็นในรูปใดเมื่อมีพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับประเพณีก็จะส่งผลในทางลบ ตัวอย่างเช่น กรณีประธานาธิบดีจอห์นสัน เปิดชายเสื้อให้เห็นแผลผ่าตัดที่ท้องนั้น ได้ถูกคนอเมริกันวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม หรือในกรณีที่เอ็ดเวิร์ด เคเนดี้ ขับรถพาหญิงสาวไปตกสะพานถึงแก่ความตาย ทำให้โอกาสการเป็นประธานาธิบดีสูญสิ้นไป พฤติกรรมหรือการแสดงออกในการพูดการจาที่สะท้อนถึงการขาดวุฒิภาวะในทางอารมณ์ ในทางบุคลิกภาพ และในทางการเมือง ก็อยู่ในข่ายนี้ เช่น นายจอร์จ มีนี ซึ่งลงแข่งขันในฐานะรองประธานาธิบดีของนายจอร์จ วอเรส ซึ่งลงแข่งขันประธานาธิบดีนั้น เคยกล่าวอย่างแข็งขันว่าจะเอาระเบิดปรมาณูไปทิ้งประเทศจีน ทั้งๆ ที่นายจอร์จ
       วอเรส พยายามเปิดทางว่าเป็นการพูดไม่จริง ก็ยังดันทุรังพูดต่อไปว่าจะทิ้งให้ราบเป็นหน้ากลอง เป็นต้น
       
       ทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าวมานี้เป็นส่วนที่สามของความชอบธรรมทางการเมือง ซึ่งผู้นำทางการเมืองไม่สามารถจะมองข้ามได้ ประเด็นความชอบธรรมทางการเมืองเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน เพราะมีผลโดยตรงกับการคงอยู่ของตัวผู้กุมอำนาจรัฐ และอาจส่งผลกระทบในแง่บวกและแง่ลบได้อย่างกว้างขวาง
       
       ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน
       ราชบัณฑิต
       www.dhiravegin.com
       e-mail: likhit@dhiravegin.com

จำนวนคนโหวต 9 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 8 คน
89 %
ไม่เห็นด้วย 1 คน
11 %
 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017