ศรีบูรพา '49 จากใจมิตรหลากวัยถึง หงา คาราวาน

โดย ผู้จัดการรายวัน   
4 พฤษภาคม 2549 22:35 น.
ศรีบูรพา '49 จากใจมิตรหลากวัยถึง หงา คาราวาน
สุรชัย จันทิมาธร (หงา คาราวาน)
        นามนี้ สุรชัย จันทิมาธร ในแวดวงเพลงเพื่อชีวิตรู้จักกันน้อยกว่า หงา คาราวาน ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่ของวงการเพลงเพื่อชีวิต แต่ในแวดวงวรรณกรรมเขาเป็นที่รู้จักกันมายาวนานตั้งแต่ปี 2509 หลังจากการตีพิมพ์เรื่องสั้นเรื่องแรกของเขา
       
       
ตัวตนของ สุรชัย จันทิมาธร ที่สร้างทำมาแต่ในอดีตระยะเวลาที่ยาวนานเกือบครึ่งศตวรรษ เมื่อมาผนวกกับอีกภาคหนึ่งของการเป็นต้นธารของดนตรีเพื่อชีวิตที่จำหลักไว้เมื่อครั้งเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ทำให้มิติทางการทำงานของเขาหลากหลายยิ่ง ทั้งงานศิลปะหลายแขนง ไม่ว่าจิตรกรรม, วรรณกรรม, กวีนิพนธ์ และบทเพลง โดยเฉพาะการยืนเคียงข้างประชาชน อุดมการณ์ที่ยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมเพื่อนำไปสู่สังคมดีงาม
       
       รางวัลศรีบูรพาประจำปี 2549 จึงมอบให้เป็นเกียรติยศให้แก่ สุรชัย จันทิมาธร

       

       รางวัลศรีบูรพาเป็นรางวัลประจำปีที่คณะกรรมการ 'กองทุนศรีบูรพา' ได้พิจารณาหารือ และลงมติด้วยเสียงข้างมากเพื่อมอบให้แก่บุคคลที่เป็นนักคิด นักเขียน นักแปล กวี หรือนักหนังสือพิมพ์ ที่มีแบบฉบับการใช้ชีวิตที่งดงาม มีผลงานติดต่อกันเป็นเวลายาวนานไม่น้อยกว่า 20 ปี และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อเป็นเกียรติ และเพื่อสนับสนุน ส่งเสริมศิลปินในสาขาต่างๆ นักเขียน กวี และนักหนังสือพิมพ์ได้เอาเยี่ยงอย่างแบบฉบับการใช้ชีวิตที่ดีงาม และแบบฉบับการสร้างสรรค์งานที่มีคุณค่าต่อสังคม
       
       และในวันนี้ 5 พฤษภาคม ซึ่งเป็น 'วันนักเขียน' จะมีการมอบรางวัลศรีบูรพาให้แก่สุรชัย จันทิมาธร หรือหงา คาราวาน โดยงานเริ่มตั้งแต่ 15.00 น. เป็นต้นไป ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กทม.
       
       มาฟังมิตรสหาย และเพื่อนพ้องน้องพี่พูดถึง สุรชัย จันทิมาธร
       
       *ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนกับน้องชาย
       

       ลูกชายวัย 10 ขวบกว่าของหงา คาราวาน กันตรึม-พิฆเณศร์ จันทิมาธร บอกคำแรกว่า สิ่งที่อยากบอกพ่อคือ ดีใจด้วยกับรางวัลครั้งนี้ของพ่อ
       
       "ดีใจเหมือนกันที่พ่อเป็นที่รู้จักของคนส่วนใหญ่ พ่อก็สั่งสอนทำให้ผมได้รู้เรื่องอื่นๆ ผมอ่านหนังสือของพ่อเล่มเดียวคือ 'มาจากที่ราบสูง' ก็อยากดำเนินรอยตามพ่อ อยากเขียนหนังสือ เล่นดนตรี แต่ไม่อยากอยู่อย่างเดียวคือ ไม่อยากร้องเพลง เพราะผมไม่ชอบร้องเพลง แต่ชอบเล่นกีตาร์"
       
       น้องชายของหงา คาราวาน ซึ่งอายุห่างกันประมาณ 11 ปี สหชาติ จันทิมาธร ซึ่งพยายามจะเดินตามรอยเท้าของพี่ชายในเส้นทางของการเป็นศิลปินเพลงเพื่อชีวิต และประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งกับวงอินโดจีน ปัจจุบันเขาร่วมทัวร์คอนเสิร์ตเป็นนักร้องในวงของหงา คาราวาน และรับผิดชอบจัดกิจกรรมพิเศษ โดยเฉพาะในการแข่งขันฟุตบอล เขาบอกว่า
       
       "ผมมีแรงบันดาลใจจากพี่หงา แล้วมีกำลังใจในการเริ่มต้น การส่งอิทธิพลทางความคิดก็มาจากงานของแก ได้อ่านเรื่องสั้นแกบ้าง ได้ฟังเพลงของแก ได้ฟังคาราวานชุดแรกก็ซึมซับเข้าใจกัน มันเป็นธรรมชาติ เพราะเรื่องที่แกเขียนถึงพูดถึงมันคือความเป็นจริงที่เรามองเห็นอยู่ทุกวี่ทุกวัน ชาวนาชาวบ้าน ตัวละครบางคนผมก็รู้จักมีตัวตนจริงอยู่ในหมู่บ้านเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว"
       
       สหชาติ บอกว่า พี่ชายคือหงา เป็นคนแนะนำให้ผมมาเรียนศิลปะที่โคราช มาเรียนทางเขียนรูป ก็ชอบเล่นดนตรี ชอบที่จะเขียนเพลงมาเอาดีทางนี้
       
       "ผมมองงานเขียนในช่วงแรกของแก 'เดินไปสู่หนไหน' ก็ชอบใจอยู่ว่ามีความฝันทางอารมณ์และความเป็นจริงที่สะท้อนอยากให้สภาพสังคมดีขึ้น อยากให้คนในสังคมมีชีวิตที่งอกงาม แกเขียนภาพที่เป็นจริงในยุคสมัยของแก กับพี่หงาก็คงไม่มีอะไร อยากให้เป็นอย่างนี้ ผมพอใจในความเป็นพี่หงา สำหรับคนทั่วไปที่ยังรักและศึกษางานพี่หงาอยู่ผมก็ดีใจ ผมถือว่าพี่หงาไม่เคยเลือกการเมืองในฝ่ายที่ผิด เลือกอยู่ข้างประชาชนมาตลอด"
       

       *ผองเพื่อนร่วมวงคาราวาน
       

       หลังจากที่วง ท.เสนสัญจร ที่ประกอบด้วยสุรชัย จันทิมาธร กับวีระศักดิ์ สุนทรศรี มาพบกับวงบังคลาเทศแบนด์ ซึ่งมี ทองกราน ทานา กับมงคล อุทกเป็นสมาชิก ที่เทคนิคโคราช นครราชสีมา หลังจากแจมดนตรีและทัศนคติซึ่งกันและกัน ทั้ง 2 วงก็เห็นด้วยที่จะยุบวงมารวมตัวกันนาม 'คาราวาน' เมื่อนั้นตำนานก็เริ่มขึ้นยามพระเจ้าหลับใหล
       
       วีระศักดิ์ (แดง คาราวาน) กล่าวถึงสุรชัยว่า สมควรจะได้รางวัลนี้ ถ้าคิดว่าการทำงานเพลงเป็นงานวรรณกรรม ผู้พิจารณารางวัลคงรวมถึงการเขียนเพลง บทบาทการทำงานตลอดช่วงชีวิต
       
       "การเขียนหนังสือนั้นแกไม่ได้ทิ้ง แม้ไม่ได้เขียนโดยตลอดเหมือนกับนักเขียนโดยทั่วๆ ไป งานที่ทำมีบทบาทอย่างลึกซึ้งกว้างขวางต่อสังคมไทย ปฏิบัติตัวในทางให้การศึกษาแก่ประชาชน มีความมั่นคงมาตลอด
       
       "งานเขียนของแกก็ได้รับการยอมรับอย่างสูงในหมู่นักอ่านจริงๆ ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา คนจะรู้จักหงา คาราวานมากกว่าสุรชัย จันทิมาธร คนในแวดวงเพื่อชีวิตบางส่วนอาจจะไม่รู้ว่าสุรชัย จันทิมาธรคือใคร เป็นนักเขียนเขียนหนังสือเรื่องอะไร บ้างก็รู้จักกันค่อนข้างจำกัดอยู่ ในด้านของคนอ่านหนังสือกับคนฟังเพลงเพื่อชีวิตจะอยู่คนละส่วน ผมชอบงานเขียนของเขา ซึ่งไม่สังกัดอยู่กับพื้นที่หรือเวลา และคิดว่ายังอยู่ได้นานทั้งงานเขียนเพลง และหนังสือ"
       

       ทางด้าน ทองกราน ทานา (อืด คาราวาน) ก็บอกว่า ดีใจด้วยกับรางวัลศรีบูรพาที่หงาได้รับในปีนี้
       
       "ผมคิดว่าน่าจะได้ตั้งนานแล้ว เพราะหงาก็ทำงานเพื่อสังคมเพื่อประชาชนมายาวนานโดยไม่มีการหยุด ยังทำอยู่สม่ำเสมอ แล้วก็มีสิ่งใหม่ๆ เข้ามาเรื่อยๆ ผมก็ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือของเขาเท่าไหร่ แต่เขาเป็นคนที่เขียนหนังสือได้ล้ำหน้าล้ำยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นมุมมองหรือเรื่องราวต่างๆ ที่เขาคิด มันมีปรัชญามีแง่คิดอยู่ในนั้น ก็ถือว่าเป็นสมัยใหม่ เรียกว่าเป็นนักเขียนตัวแทนของยุคสมัยที่หัวก้าวหน้าคนหนึ่ง
       

       "แนวเขียนรูปของหงาก็เป็นลายเส้น การเขียนกวี และเขียนเพลงก็จะสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน จะมีสัญลักษณ์ของเขา เขาเคยเขียนรูปในปกเทปชุด บ้านนาสะเทือน ก็เป็นทิศทางของศิลปะเพื่อชีวิต"
       
       ส่วนมงคล อุทก (หว่อง คาราวาน) กล่าวว่า หงาทำงานมานานแล้ว ตั้งแต่เด็กเริ่มเป็นหนุ่มจนแก่ ซึ่งยังดีที่ได้เขียนหนังสือ สามารถเป็นพื้นฐานที่ได้รางวัลศรีบูรพา
       
       "ทั้งชีวิตประมาณ 30 ปีย้อนหลังที่หงาทำงานดนตรีมาเป็นหลัก แต่วงการดนตรีไม่เคยให้รางวัลแกเลย ซึ่งไม่รู้ว่าวงการนี้คืออะไร อย่างน้อยวงการนักเขียนเขาก็ยังมองเห็น งานเขียนของหงาก็คลาสสิก โดยเฉพาะเรื่องสั้น ต่อจากลาว คำหอม ก็มีหงานี่แหละ เพราะหยิบเรื่องง่ายๆ มีบรรยากาศที่เป็นชนบทที่เป็นภาคอีสาน
       

       "ชีวิตหลักๆ ของแกก็คือเขียนหนังสือ ผมบอกให้เขียนรูป แกบอกว่าอุปกรณ์เยอะ แกเขียนลายเส้นดี ใช้ปากกาได้เก่งมาก ถึงแกไม่มีเวลาวาดรูป แกก็เขียนหนังสือ ซึ่งตรงนี้น่าศึกษา เพราะแกเป็นคนที่เขียนตรงไหนก็ได้ ทำงานได้หมดทั้งเขียนเพลง และเขียนหนังสือ บนรถตู้ ในร้านกาแฟ ร้านก๋วยเตี๋ยว อะไรก็ได้ถ้าคนเร่งต้นฉบับมา เขียนได้หมด ถือว่าแกบันทึกสังคมไทย และโลกไว้ด้วย เป็นคนทำงานไวและมีคุณภาพ ได้รางวัลนี้แล้วรางวัลอื่นๆ คงตามมา"
       
       * เพื่อนเก่ามิตรสหายแก่
       

       ส.ว.รักษาการ ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ เป็นผู้หนึ่งที่คลุกคลีและรู้จักหงามายาวนาน บอกว่า รักหงามากในด้านปัญญา รักในความเป็นคนของเขา
       
       "ถ้าเขาเป็นผู้หญิงผมขอแต่งงานมานานแล้ว ในเรื่องงานเขียนและเพลงนับได้ว่าเขาเป็นกวีดีเด่นของประเทศไทย นอกเหนือจากนั้นมีความเป็นกวีเพื่อชีวิต มีความสุนทรีย์มากในด้านภาษาที่เต็มไปด้วยความรักที่จะมาแบ่งปันแก่สังคม ในขณะเดียวกันก็มีอารมณ์การต่อสู้เพื่อความยุติธรรม"
       
       โคราชเป็นสถานที่ที่หงาใช้เป็นแหล่งเพาะฟักตัวทางความคิดและฝีมือ และมีเพื่อนอยู่มากมาย มงคล สนิทบุรุษ (ศรีเหน่ง โคราช) ซึ่งคอยสนับสนุนวงคาราวานมาตั้งแต่ยุคแรกๆ เล่าความหลังว่า รู้จักสนิทก็รักนิสัยกัน เพราะหงาเป็นคนที่มีอุดมคติ มีความมุ่งมั่น
       
       "ถ้าจะพูดถึงสมัยก่อนหงาก็สู้มาตลอด เหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองก็เปลี่ยนแปลงไป ทุนนิยมเข้ามาอะไรเข้ามาก็แล้วแต่ สุรชัยก็ยังเป็นสุรชัยคนเดิมเสมอต้นเสมอปลาย แล้วก็ยังยืนหยัดอยู่ เขาเป็นคนที่มองเห็นปัญหาของประเทศอย่างลึกซึ้งและต่อสู้อย่างกล้าหาญจนถึงปัจจุบัน ทั้งที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ชีวิตก็เป็นสุรชัยอย่างที่ใครๆ เห็น มีเพื่อนมีมิตรที่รักเยอะแยะ แล้วสุรชัยก็รักทุกคน
       
       "เมื่อเร็วๆ นี้สุรชัยก็ขึ้นเล่นดนตรีในการชุมนุมประท้วง นี่คือสุรชัย เขาไม่คิดว่าจะเป็นอันตราย ไม่คิดว่าจะถูกทำอะไรก็ตามแต่ เพราะเขาต่อสู้มาเยอะทั้งเข้าป่าจับปืน ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์การปฏิวัติ บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตย สิ่งที่สุรชัยมองเห็นว่าไม่เป็นธรรมเขาก็ประท้วงโดยไม่รุนแรงอะไร ใช้แนวรบด้านวัฒนธรรมคือเสียงเพลงของเขา รางวัลศรีบูรพาไม่ใช่รางวัลเล็กๆ เป็นรางวัลที่ดี ผู้ที่ได้รับรางวัลนี้สังคมต้องมองเห็นว่าเป็นคนดี ซึ่งยังไม่เพียงพอ แต่ต้องประพฤติปฏิบัติเพื่อประชาชนและประโยชน์ของสังคม"
       
       เพื่อนร่วมยุคที่เล่นดนตรีและต่อสู้ร่วมกันมาตั้งแต่ 14 ตุลา 2516 รังสิต จงฌานสิทโธ หรือป่อง ต้นกล้า บอกว่า หงาสมควรที่สุดที่จะได้รับรางวัลศรีบูรพา
       
       "เพราะมีการสร้างงานมาเยอะในหลายๆ อย่าง ไม่ว่าสภาพชีวิตจะเป็นอย่างไร จะมืดหรือสว่างก็สามารถรังสรรค์งานได้อย่างดี แล้วเป็นคนที่ไม่ค่อยมีมารยาด้วย น่ารัก เคยเห็นกันมาพอสมควรในหลายสภาพ ก็โอเค ไม่มีอะไรจะมาขวางการสร้างสรรค์งานของเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านลบหรือด้านบวก"
       
       ผู้กำกับหนังอย่าง สนานจิตต์ บางสพาน ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นน้องบอกว่า ก็ดีใจด้วยที่หงาได้รางวัลศรีบูรพา โดยความเป็นสุรชัย จันทิมาธร มันถึงเวลาแล้วที่จะต้องได้รางวัล
       
       "หงาน่าจะเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าของสังคมไทยในยุคนี้ รู้จักกันมา 30 ปี สุรชัยก็เป็นคนเป็นมนุษย์คนหนึ่ง"
       
       *เพื่อน-น้องในแวดวงวรรณกรรม
       

       จำลอง ฝั่งชลจิตร นักเขียนที่ถือว่าเป็นรุ่นใหญ่ในวงการวรรณกรรมของไทยคนหนึ่ง เป็นผู้หนึ่งที่พินิจพิเคราะห์งานเขียนของหงาแบบเข้าถึง สาธยายว่า
       
       "พี่หงาเขียนเรื่องสั้นมาตั้งแต่ปี 2509 พี่หงามีบุคลิกของเขาคือ มาจากที่ราบสูง นำปัญหาออกมาสะท้อนแล้วผสมผสานกับเด็กที่เข้ามาเรียนศิลปะ ซึ่งต้องช่วยเหลือตัวเอง กรุงเทพฯในปี 2511-2512 นั้นว้าเหว่ ก็เขียนเรื่องเพื่อนที่อยู่ในแวดวงศิลปะ ศิลปินที่เป็นกลุ่มเดียวกัน วนเวียนอยู่ข้างถนน, สนามหลวง, ราชดำเนิน, หน้าพระลาน, แม่น้ำเจ้าพระยา เรื่องที่เด็กหนุ่มอายุ 20-21 เขียนออกมาก็คือความเหงา ความเปล่าเปลี่ยว โสเภณี ความว้าเหว่ ตอนนั้นทำให้นอกจากมองตัวเองแล้วก็มองคนอื่นด้วย มองด้วยสายตาที่มีมนุษยธรรมและความสงสัย ทำให้งานเขียนสะท้อนลักษณะนี้ออกมา"
       
       ด้วยความที่เคยเป็นนักศึกษาศิลปะมา แม้เรียนไม่จบก็ตาม หงาจึงมีมาตรฐานสูงในเรื่องของเทคนิควิธีการเขียนเรื่องสั้น รู้ว่าศิลปะคืออะไร จำลองบอกว่า
       
       "มีงานเขียนหลายเรื่องที่พี่หงาเขียนออกมาอย่างอิสระ เทคนิคหลายๆ อย่าง เช่น งานคอลลาจซึ่งเขียนมาตั้ง 30 ปีแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าสมัยใหม่มาก ไม่ได้ใหม่ในแง่ศิลปะแต่ใหม่ในตัวเนื้อหาด้วย เรื่องสั้นของพี่หงาแต่ละเรื่องไม่ว่ามองด้วยสายตาอะไร การจบเรื่องไม่เคยอุจาดสักเรื่องเดียว จะจบเรื่องโดยเอาศิลปะหรือธรรมชาติเข้ามาจบเรื่อง รู้สึกเป็นสุขเวลาอ่าน เป็นคนที่ใช้ภาษาแม่นมากๆ ใช้ภาษาเฉพาะตัว การเป็นคนที่รู้จักศิลปะ การเป็นคนที่อ่านมากทำให้งานของพี่หงาไม่ล้าสมัย เข้าใจลึกซึ้งว่าเรื่องสั้นคืออะไร และเข้าใจมนุษย์ ซึ่งเราจะเห็นเรื่องสั้นเหล่านี้จากพี่หงา"
       
       กวีซึ่งศรัทธาในงานของหงา คาราวาน ประกาย ปรัชญา บอกแบบกระชับชัดเจนว่า
       
       "พี่หงาเป็นกวีทั้งในความลุ่มลึกของการหยั่งเห็นชีวิต ขณะเดียวกันก็มีพลังอย่างชัดเจนในแง่ของสถานการณ์ทางการเมืองและสังคมในยุคสมัย พี่หงาจะมีความเป็นกวีสองมิติควบคู่กันไปตลอดเวลาคือ ทั้งนามธรรมซึ่งเอื้อต่อการเข้าถึงภายในสำหรับผู้อ่าน กับรูปธรรมซึ่งเอื้อต่อการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ทางการเมืองภายนอก พี่หงาก็ดำรงสถานะนี้มาตั้งแต่ต้นจนปัจจุบัน และยังคงมีไฟที่จะดำรงความเป็นกวีทั้งสองมิตินี้ต่อเนื่องไปอีกยาวนาน"
       
       เวียง-วชิระ บัวสนธ์ เจ้าของและบรรณาธิการสำนักพิมพ์สามัญชน กล่าวว่า ถ้ามองในแง่งานเขียน เขาไม่มองว่า งานเขียนของหงาเป็นสกุลเพื่อชีวิต ยกเว้น 'ก่อนฟ้าสาง' เพียงเล่มเดียวที่อาจจะอยู่ในข่าย
       
       "ในแง่ของงานเรื่องสั้นไม่คิดว่าพี่หงาเขียนเรื่องสั้นในกรอบของวรรณกรรมเพื่อชีวิต กลับมองเห็นว่าให้ความสำคัญกับศิลปะมากกว่าในแง่เนื้อหาด้วยซ้ำ การสะท้อนความยากไร้หรือเป็นปากเป็นเสียงแทนสังคมมันไม่ใช่ ถ้าเราสังเกตภาพรวมเราจะเห็นว่างานเขียนเรื่องสั้นของพี่หงาจะสะท้อนให้เห็นสภาวะของปัจเจก หมายถึงว่าตัวละครที่เป็นคนเหงา คนพลัดถิ่น ถึงแม้ว่าโดยตัวแกเองจะมีสำนึกทางสังคม
       

       "ถ้าสังเกตก็พบเหมือนกับพี่หงาเองก็กีดกันอำนาจของสิ่งที่เราเรียกว่า วรรณกรรรมเพื่อชีวิต ไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับงานเขียนหรืองานวรรณกรรมด้วยซ้ำไป อาจจะไปปรากฏอยู่ในเนื้อหาของบทเพลง ซึ่งว่าไปแล้วก็ไม่มาก อย่างเพลงบางเพลงที่เหมือนกับภาคบังคับในป่า ก็กลายเป็นพี่หงาเป็นพวกเพื่อชีวิต แต่เราต้องไม่ลืมว่าเพื่อชีวิตที่ถูกผลิตขึ้นในยุคก่อนไม่ใช่เพื่อชีวิตในแบบที่เราเข้าใจในยุคหลัง คำว่าเพื่อชีวิตในยุคนั้นก็คือ งานสร้างสรรค์ สำหรับการเรียกงานเขียนของพี่หงาและดนตรีของคาราวานว่าเป็นเพื่อชีวิต แต่จริงๆ แล้วเป็นวงดนตรีที่มีเนื้อหาในการสร้างสรรค์ทางสังคมต่างหาก"
       
       ผู้ซึ่งเขียนชีวประวัติของหงา คาราวานอย่างจริงจัง และรวมเล่มออกมาในชื่อ 'กำเนิดยามพระเจ้าหลับใหล หงา คาราวาน' ชูเกียรติ ฉาไธสง บอกว่า
       
       "ผมคิดว่าในสายนักดนตรีเพื่อชีวิตคนที่เป็นตำนานมีไม่กี่คน พี่หงาคือหนึ่งในตำนาน เป็นรอยผ่านทางประวัติศาสตร์สังคม การเมือง และทำอะไรไว้หลายสิ่งหลายอย่างมาก เป็นชีวิตที่น่าศึกษาน่าสนใจ เป็นต้นแบบของตระกูลเพลงเพื่อชีวิตในประเทศไทยที่เกิดการเปลี่ยนแปลงมาจนถึงทุกวันนี้ เห็นสายธารการต่อสู้มาตั้งแต่ต้น ผลงานจะมีเสน่ห์ทุกแขนงไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมหรือดนตรี จะเป็นตัวของตัวเองหมด จะมีความเปล่าเปลี่ยว ความเหงา ซึ่งสะท้อนตัวตนของแกจริงๆ ไม่มีการเสแสร้ง บุคลิกที่เห็นเด่นชัดก็คือ ความซื่อที่ตรงไปตรงมา ไม่มีการเคลือบแฝง ซื่อตรงต่องานที่ตัวเองสะท้อนออกมา เรื่องสั้นของพี่หงาก็เป็นเรื่องสั้นสมัยใหม่คล้ายกับภาพเขียนอิมเพรสชันนิสม์ เต็มไปด้วยบรรยากาศและแสงสี
       
       "ควรได้รางวัลนี้ แม้อายุ 58 ปีแล้วก็ยังต่อสู้เพื่อสังคมอยู่ ไม่มีการท้อแท้ท้อถอย เหมือนกับสมัยหนุ่มไม่มีเปลี่ยนแปลง จิตใจยังเหมือนเดิมเป็นคนที่น่านับถือที่สุด เป็นของจริงที่สุดในวงการเพลงเพื่อชีวิต สมแล้วที่แกเป็นอาจารย์ใหญ่"
       
       เสี้ยวจันทร์ แรมไพร นักเขียนหนุ่มใหญ่บอกว่า หลายๆ คนรอคอยงานใหม่ของหงา คาราวานด้วยใจจดจ่อ
       
       "ที่จริงอยากให้น้าหงาทำงานใหม่ออกมาเพราะหลายๆ คนจะเฝ้าคอยอยู่เสมอ อย่างเรื่องสั้นพอออกมาทุกคนก็คอยติดตามอ่านเพราะอยากรู้ว่าน้าหงาคิดอะไรอยู่ ถ้าเขียนเรื่องสั้นในปัจจุบันจะเป็นอย่างไร น้าหงาเขียนเรื่องสั้นเหมือนคนวาดรูป ตวัดเพียงไม่กี่เส้นก็ออกมาเป็นรูป ซึ่งในแง่ของจิตรกรรมก็ได้ส่งผลมาสู่งานวรรณกรรมของน้าหงาด้วย โดยที่ไม่ต้องเขียนมากเอาน้อยๆ แต่เอาอยู่ มีเสน่ห์ของมันอยู่ จริงๆ น้าหงาก็ทำงานวรรณกรรมมาตลอด และการแต่งเพลงก็ถือว่าเป็นการทำงานวรรณกรรมอย่างหนึ่ง"
       
       ปิดท้ายด้วย วิภว์ บูรพาเดชะ บรรณาธิการนิตยสารแฮมเบอร์เกอร์ บอกว่า คำแรกที่พูดถึงหงา คาราวานต้องเรียกว่า ศิลปิน เพราะถือว่าเป็นศิลปินตัวจริงคนหนึ่ง ด้วยผลงานที่พิสูจน์มา ทั้งการเป็นนักเขียน นักเแต่งเพลง และนักดนตรี
       
       "มีงานหลายๆ ชิ้นที่ใช้อารมณ์ศิลปินเขียนออกมาในเวลาอันสั้น และเป็นงานที่ดีด้วย อย่างเช่นเพลง 'คืนรัง' ซึ่งรู้มาว่าใช้เวลาสั้นมากในการเขียนออกมา แล้วกลายเป็นงานมาสเตอร์พีซ ซึ่งคนที่ไม่ใช่ศิลปินจะทำไม่ได้หรอก งานเขียนเรื่องสั้นของพี่หงาค่อนข้างเล่นกับอารมณ์ที่ละเอียดอ่อน ซึ่งเป็นอารมณ์ของมนุษย์ อารมณ์ที่แวบไปแวบมาหรืออารมณ์ที่วูบไหวมันอยู่ได้เรื่อยๆ เป็นการสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ ซึ่งมันเกิดขึ้นได้ทุกยุคทุกสมัย
       
       "มีคำเรียกพี่หงาว่า อาจารย์ใหญ่เพลงเพื่อชีวิตนั้นตรงมากเลยทีเดียว ทั้งมุมมองทางสังคม การเล่นภาษา ซึ่งยากมากสำหรับคนที่หัดแต่งเพลงเพื่อชีวิตใหม่ๆ จะหลุดจากคาราวาน ถือเป็นต้นแบบจริงๆ หลังๆ น่าเสียดายที่เพลงของคาราวานหายไปจากกระแสในสังคม ซึ่งคนรุ่นสามสิบกว่าๆ ที่ผ่านรุ่นเบ่งบานของเพลงเพื่อชีวิตมา เป็นศิลปะเพลงที่ปลูกฝังจิตสำนึกให้เยาวชนได้ดีมาก ซึ่งน่ากลัวเหมือนกันถ้าเด็กรุ่นหลังไม่ได้สัมผัสอารมณ์แบบนี้"
       
       คงไม่มีคำจำกัดความอื่นหรือบทสรรเสริญถึงสุรชัย จันทิมาธร หรือหงา คาราวานกันอีกแล้ว เพราะเพื่อนพ้องน้องพี่ได้บอกกล่าวความในใจแบบหมดเกลี้ยงว่า เขาเหมาะสมที่จะได้รับรางวัลศรีบูรพาประจำปีนี้อย่างไร และถือเป็นรางวัลเกียรติยศแรกแห่งชีวิตของอาจารย์ใหญ่เพลงเพื่อชีวิตที่ต่อสู้ด้วยอุดมการณ์ที่มั่นคงมาทั้งชีวิต
       
       
***********************
       
       เรื่อง - พรเทพ เฮง
       


ศรีบูรพา '49 จากใจมิตรหลากวัยถึง หงา คาราวาน
กันตรึม-พิฆเณศร์ จันทิมาธร ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของหงา คาราวาน
       

ศรีบูรพา '49 จากใจมิตรหลากวัยถึง หงา คาราวาน
วีระศักดิ์ สุนทรศรี
       

ศรีบูรพา '49 จากใจมิตรหลากวัยถึง หงา คาราวาน
ทองกราน ทานา
       

ศรีบูรพา '49 จากใจมิตรหลากวัยถึง หงา คาราวาน
มงคล อุทก
       

ศรีบูรพา '49 จากใจมิตรหลากวัยถึง หงา คาราวาน
ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ
       

ศรีบูรพา '49 จากใจมิตรหลากวัยถึง หงา คาราวาน
       

ศรีบูรพา '49 จากใจมิตรหลากวัยถึง หงา คาราวาน
       

ศรีบูรพา '49 จากใจมิตรหลากวัยถึง หงา คาราวาน
       

จำนวนคนโหวต 38 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017