‘งักปุกคุ้ง’ แห่งเสียนหลอ

โดย วริษฐ์ ลิ้มทองกุล   
20 มีนาคม 2550 21:46 น.
        ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมหยิบหนังสือนิยายกำลังภายในเรื่อง “กระบี่เย้ยยุทธจักร” ติดตัวไปอ่านฆ่าเวลาระหว่างการเดินทางติดตามบรรดาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เดินทางไปปราศรัยในเวทียามเฝ้าแผ่นดินสัญจร ที่สองหัวเมืองใหญ่แห่งแดนอีสาน นครราชสีมาและบุรีรัมย์
       
       กระบี่เย้ยยุทธจักร (หรือ ยิ้มเย้ยยุทธจักร หรือ เดชคัมภีร์เทวดา หรือในภาษาจีนคือ 笑傲江湖) เป็นนวนิยายกำลังภายในจากฝีปากกาของสุดยอดปรมาจารย์ทางวรรณกรรมจีนยุคปัจจุบันนาม ‘กิมย้ง’
       
       กล่าวกันว่ากระบี่เย้ยยุทธจักรถือเป็นนิยายกำลังภายในเรื่องเดียวของกิมย้งที่ไม่ได้อิงประวัติศาสตร์ของจีนในยุคใด แต่เป็นนวนิยายกำลังภายในแนวการเมืองที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีการรังสรรค์กันขึ้นมา เป็นตำนานเรื่องราวที่เขียนถึงคนที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายธรรมมะ ชาวอธรรม และ วิญญูชนจอมปลอมได้ลึกซึ้งและถ่องแท้ที่สุด!

‘งักปุกคุ้ง’ แห่งเสียนหลอ
        สำหรับแฟนๆ นิยายกำลังภายในของกิมย้ง ที่เคยผ่านตา “กระบี่เย้ยยุทธจักร” ผมเชื่อแน่ว่า คงจดจำตัวละครสองตัวได้ขึ้นใจ หนึ่งคือ เหล็งฮู้ชง ตัวเอกของเรื่อง ศิษย์คนโตและศิษย์ทรยศแห่งสำนักฮั้วซัว (หรือหัวซาน ที่ปัจจุบันเป็นยอดบรรพตในมณฑลส่านซี) สองคือ งักปุกคุ้ง ซือแป๋เจ้าสำนักฮั้วซัว
       
       งักปุกคุ้ง แซ่งัก นามปุกคุ้ง เป็นเจ้าสำนักฮั้วซัว ผู้สืบทอดเพลงกระบี่และลมปราณเมฆม่วงแห่งสำนักฮั้วซัว หนึ่งใน 5 สำนักกระบี่แห่งบู๊ลิ้ม ภาพภายนอกเป็นผู้กล้าที่ได้ชื่อว่าเป็นจอมยุทธ์ผู้ทรงคุณธรรม เป็นเจ้าสำนักกระบี่อันเลื่องชื่อที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสำนักมาตรฐานของยุทธจักร จนได้รับฉายาจากบรรดาจอมยุทธ์ว่า “กระบี่วิญญูชน”
       
       งักปุกคุ้ง นอกจากจะเป็นเจ้าสำนักของยอดสำนักกระบี่แล้ว ในด้านของชาติพันธุ์ เจ้าตัวยังเชื่อมั่นด้วยว่า ต้นตระกูลงัก (หรือในภาษาจีนกลางคือแซ่เย่ว์ – 岳) ของตนมีวีรบุรุษกู้ชาติอยู่หลายคน โดยหนึ่งในผู้ที่มีชื่อเสียงที่สุดของตระกูลงักก็คือ ‘งักฮุย (เย่ว์เฟย)’ ยอดขุนพลแห่งราชวงศ์ซ่งใต้ งักปุกคุ้งเชื่อมั่นใน ‘คุณธรรม’ ของตนจนถึงกับเดินทางรอนแรมพาเหล่าศิษย์ฮั้วซัวไปเคารพสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของงักฮุย
       
       อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นเจ้าสำนักกระบี่ฝ่ายธรรมะ ทั้งยังได้ฉายาว่าเป็น “กระบี่วิญญูชน” แต่ตลอดทั้งเรื่อง ชื่อเสียงและคำพูดของงักปุกคุ้ง กลับไม่ได้สอดคล้องกับการกระทำของเขาเลยแม้แต่น้อย
       
       งักปุกคุ้งเป็นวิญญูชนที่มักจะหาเหตุ อ้างโน่น กล่าวนี่อยู่เสมอ เพื่อหลีกหนีและหลบเลี่ยงปัญหา โดยเฉพาะจากฝ่ายตรงข้ามที่แข็งแกร่งกว่า
       
       งักปุกคุ้งเป็นวิญญูชนที่มักจะวางเฉย เมื่อประสบเห็นความไม่เป็นธรรมของยุทธจักร อย่างเช่นในกรณี หมู่จอมยุทธ์ฝ่ายธรรมะประพฤติตนเยี่ยง ‘หมาหมู่’ กลุ้มรุมทำร้ายจอมยุทธ์ฝ่ายอธรรม
       
       งักปุกคุ้งเป็นวิญญูชนที่พร้อมใจจะให้ร้ายป้ายสีและถีบหัวส่ง เหล็งฮู้ชง ศิษย์เอกของตน มากกว่าที่จะยื่นมือเข้าปกป้องเมื่อเหล็งฮู้ชงถูกกล่าวหาว่าสมคบกับฝ่ายอธรรม
       
       งักปุกคุ้งเป็นวิญญูชนที่แม้ปากจะบอกว่าไม่สนใจต่อลาภยศ หรือยอดวิชาแห่งยุทธจักร แต่กลับส่งงักเล้งซัง บุตรีของตนเองไปเสี่ยงอันตราย ทั้งยุยงให้ตกแต่งกับลิ้มเพ้งจือ รวมถึงยินยอมสละอวัยวะเพศของตัวเอง เพียงเพื่อจะได้ครอบครองเพลงคัมภีร์กระบี่ตระกูลลิ้ม
       
       กล่าวโดยสรุปแล้วงักปุกคุ้ง เป็นบุคคลประเภทที่ “ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ” ภายนอกดูเป็นคนดีที่มีชื่อเสียง เป็น “กระบี่วิญญูชน” เจ้าสำนักกระบี่อันเลื่องชื่อ แต่แท้จริงแล้วกลับประพฤติตนยิ่งกว่าคนในสายอธรรมเสียอีก
       
       เมื่อพลิกอ่าน “กระบี่เย้ยยุทธจักร” และพิจารณาความระหว่างบรรทัดที่กิมย้งสอดแทรกลงในนวนิยายกำลังภายในเล่มนี้ ผู้อ่านก็จะรับรู้ได้ถึงความเป็นอัจฉริยะของกิมย้ง ที่แม้จะเขียนถึงเรื่องราวในยุทธภพในยุคสมัยราชวงศ์หมิง (ตามการคาดเดาของผู้เขียนเอง) แต่เนื้อหาของนวนิยายกลับสามารถนำมาเปรียบเทียบกับความเป็นไปทางการเมือง เสียดสีถึงพฤติกรรมของผู้คนในสังคมจีนในยุคสมัยที่ประเทศจีนวุ่นวายที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์ คือ ในช่วงของการปฏิวัติวัฒนธรรม (พ.ศ.2509-2519)
       
       หลีกลี้จากเรื่องราวอันเข้มข้นในนิยายกระบี่เย้ยยุทธจักร ระหว่างที่อยู่ที่โคราชและบุรีรัมย์ ผมลองนึกทบทวนถึงประโยคที่คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เริ่มกล่าวบ่อยครั้งขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
       
       “สังคมไทยทุกวันนี้เป็นสังคมที่โชคร้าย สังคมไทยเป็นสังคมซึ่งเลวทรามต่ำช้าจริงๆ เพราะไอ้งักปุกคุ้ง ไอ้วิญญูชนจอมปลอมมันเยอะเหลือเกิน วิญญูชนจอมปลอมที่ปากพูดอย่าง แต่การกระทำเป็นอีกอย่าง ... ”
       

       ดินแดนเสียนหลอ (暹罗 หรือ ชื่อที่ชาวจีนใช้เรียก สยาม ) ทุกวันนี้ แม้ความเลวร้ายของสถานการณ์ทางการเมืองจะไม่ถึงขั้นช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมของประเทศจีนเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยหลายๆ ด้านและพฤติกรรมของผู้นำในสังคมแล้ว พวกเราเหล่าประชาชนที่ต่อสู้กับระบอบทักษิณมาตั้งแต่ต้น และรู้เห็นถึงความเป็นไปของบ้านเมืองในช่วง 5-6 ปีนี้มาตลอดก็เริ่มจะแจ่มแจ้งแล้วว่า ทุกวันนี้ใครกันที่ปากกับใจไม่ตรงกัน ใครกันที่คำพูดกับการกระทำขัดแย้งกัน ใครกันที่ดีแต่พูดแต่ไม่ยอมทำ ใครกันที่ประพฤติตัวเฉกเช่นวิญญูชนจอมปลอม ...
       
       ขณะที่เกือบทุกองคาพยพของสังคม ไม่ว่าจะเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) อัยการ ศาล กำลังพยายามจะเดินหน้าเพื่อแก้ไขในสิ่งผิด ชะล้างความชั่วร้าย กำจัดคนโกงชาติออกจากสังคม แต่กลับมี “บุคคล” อยู่กลุ่มหนึ่งที่ประพฤติตัวผิดแผกแตกต่างออกไป
       
       บุคคลกลุ่มนี้ยึดถือว่าตัวเองเป็น “วิญญูชน” วิญญูชนที่ปากมักจะบอกว่า ตนเองยึดมั่นอยู่ในหลักการ ซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ แต่กลับกระทำการอุกอาจด้วยการใช้งบประมาณแผ่นดินโดยพละการ ทั้งยังไม่มีกฎหมายรองรับ กระทำการอุ้มพนักงานบริษัทเอกชนอย่างอดีตพนักงานไอทีวี ขณะเดียวกันกลับละเลย ทอดทิ้ง อดีตพนักงานรัฐวิสาหกิจขององค์การรับส่งและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.) ละเลยที่จะดูแลเอาใจใส่ คนยากไร้-เกษตรกรที่มีหนี้สินล้มพ้นตัว และเดินทางมาปักหลักเรียกร้องอยู่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล หมางเมินประชาชนที่ทนทุกข์จากมลพิษทางอากาศและน้ำทางภาคเหนือ
       
       บุคคลที่เรียกตัวเองว่าวิญญูชน วิญญูชนที่ปากมักจะบอกว่า พร้อมจะเดินหน้าปราบปรามการคอร์รัปชั่น การทุจริต แต่กลับละเลยที่จะสั่งการให้หน่วยราชการในความรับผิดชอบของตนให้ความร่วมมืออย่างจริงจังกับ คตส. ในการสืบสวน-สอบสวนการทุจริต ทั้งยังดำเนินการล็อบบี้สมาชิกสภานิติบัญญัติไม่ให้ต่ออายุ คตส. และ ผู้ว่าฯ สตง. เป็นต้น
       
       บุคคลที่เรียกตัวเองว่าวิญญูชน วิญญูชนที่ปากมักจะบอกว่ายึดมั่นในหลักการเศรษฐกิจพอเพียง แต่กลับส่งพระราชบัญญัติหวยบนดินเข้าสภานิติบัญญัติ ขณะเดียวกันก็ปล่อยให้หน่วยงานราชการในสังกัดของตนเองดำเนินนโยบายการเงินที่ผิดพลาดจนประเทศชาติต้องขาดทุนจากการซื้อ-ขายค่าเงินไปหลายแสนล้านบาท ทั้งยังมีนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนจนขับไล่นักลงทุนเอกชนให้หนีเตลิดเปิดเปิง
       
       บุคคลที่เรียกตัวเองว่าวิญญูชน วิญญูชนที่ปากมักพร่ำบอกว่ารักสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์อย่างสุดซึ้ง แต่กลับปล่อยปละละเลยให้ “อดีตผู้นำทรราช” สามารถลอยหน้าลอยตาอยู่นอกประเทศ ทั้งยังสามารถให้สัมภาษณ์พาดพิงสถาบันเบื้องสูงได้อย่างสะดวกโยธิน โดยอ้างว่าอยากให้เกิด “ความสมานฉันท์”
       
       ท่านผู้อ่านทั้งหลาย ช่วยบอกผมหน่อยเถิดครับว่า ทุกวันนี้ใครกันหนอที่ประพฤติตัวเยี่ยง ‘งักปุกคุ้งแห่งเสียนหลอ’ ใครกันที่ประพฤติตัวเฉกเช่น ‘วิญญูชนจอมปลอม’!

จำนวนคนโหวต 110 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 99 คน
90 %
ไม่เห็นด้วย 11 คน
10 %
 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017