หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกผู้จัดการรายวัน | Live-Lite
 

“จตุรมิตรสามัคคี” ฤาชื่อจะเหลือเพียงตำนาน

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 1 พฤศจิกายน 2550 18:53 น.

“จตุรมิตรสามัคคี” ฤาชื่อจะเหลือเพียงตำนาน

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
“จตุรมิตรสามัคคี” ฤาชื่อจะเหลือเพียงตำนาน

“จตุรมิตรสามัคคี” ฤาชื่อจะเหลือเพียงตำนาน

“จตุรมิตรสามัคคี” ฤาชื่อจะเหลือเพียงตำนาน

“จตุรมิตรสามัคคี” ฤาชื่อจะเหลือเพียงตำนาน

“จตุรมิตรสามัคคี” ฤาชื่อจะเหลือเพียงตำนาน

“จตุรมิตรสามัคคี” ฤาชื่อจะเหลือเพียงตำนาน

“จตุรมิตรสามัคคี” ฤาชื่อจะเหลือเพียงตำนาน

“จตุรมิตรสามัคคี” ฤาชื่อจะเหลือเพียงตำนาน

“จตุรมิตรสามัคคี” ฤาชื่อจะเหลือเพียงตำนาน

“จตุรมิตรสามัคคี” ฤาชื่อจะเหลือเพียงตำนาน

“จตุรมิตรสามัคคี” ฤาชื่อจะเหลือเพียงตำนาน

“จตุรมิตรสามัคคี” ฤาชื่อจะเหลือเพียงตำนาน

“จตุรมิตรสามัคคี” ฤาชื่อจะเหลือเพียงตำนาน

ถ้าฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ คือตำนานลูกหนังเชื่อมความสามัคคีที่ยังคงมีมนต์ขลังเรียกความจุศิษย์เก่า-ศิษย์ปัจจุบันได้เต็มอัฒจันทร์ในทุกครั้งที่จัด ศึกลูกหนังขาสั้นที่ชื่อ “จตุรมิตร” ก็น่าจะมีระดับความน่าสนใจที่ไม่ต่างกันนัก หากแต่โดดเด่นกว่าในระดับความเข้มข้นของกองเชียร์ รวมไปถึงความมุ่งมั่นในชัยชนะของทั้งสี่โรงเรียนที่เข้าร่วม อันได้แก่ สวนกุหลาบวิทยาลัย เทพศิรินทร์ กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และอัสสัมชัญ
       

       แม้ว่าวัตถุประสงค์หลักเมื่อครั้งที่ผู้บริหารทั้ง 4 โรงเรียนร่างแบบการแข่งขันรายการนี้ขึ้นมา เพื่อต้องการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของ 2 โรงเรียนรัฐบาลและ 2 โรงเรียนเอกชน ที่มักจะมีเหตุความไม่ลงรอยระหว่างกันบ่อยครั้ง แต่ระยะเวลาที่การแข่งขันถูกจัดอย่างต่อเนื่องยาวนานมาถึง 43 ปี ก็แทบจะไม่ได้ลดอุณหภูมิความร้อนแรงทั้งบนอัฒจันทร์และในสนามแข่งขันได้เลย จนทำให้ระยะหลังมนต์เสน่ห์ของฟุตบอลนักเรียนรายการนี้เริ่มเสื่อมถอยมนต์ขลังถูกลดระดับความน่าสนใจจากพื้นที่สื่อ
       
       ถึงเวลานี้ตำนานที่รุ่นต่อรุ่นได้สร้างขึ้นจะถูกสานต่อไปในทิศทางที่ถูกต้อง หรือจะเสื่อมสลายปล่อยให้ชื่อของชมพูฟ้า, ลูกแม่รำเพย, ชงโคม่วง และอินทรีแดง กลายเป็นฝุ่นควันแห่งความยิ่งใหญ่ในอดีต ผู้ที่อยู่ในปัจจุบันคือคนที่กำหนดและให้คำตอบเรื่องอนาคตของศึก “จตุรมิตรสามัคคี” ได้ดีที่สุด
       
       1.
       
       การแข่งขันฟุตบอล “จตุรมิตรสามัคคี” ถือกำเนิดขึ้นมาในปี พ.ศ.2507 จากความคิดริเริ่มของ อาจารย์โปร่ง ส่งแสงเติม อาจารย์ใหญ่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กับ อาจารย์อารีย์ เสมประสาท อาจารย์ใหญ่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย จากนั้นอาจารย์ทั้ง 2 ท่านได้ขอความร่วมมือจาก อาจารย์บุญอวบ บูรณะบุตร อาจารย์ใหญ่โรงเรียนเทพศิรินทร์ และ อาจารย์บรรณา ชโนดม อาจารย์ใหญ่โรงเรียนอัสสัมชัญที่จะร่วมกันจัดการแข่งขันฟุตบอลระหว่าง 4 โรงเรียนขึ้น เพื่อเป็นการเชื่อมความสามัคคีของนักเรียน ตลอดจนครูอาจารย์ของแต่ละสถาบัน
       

       ทั้งนี้ศึกสี่เส้าของ 4 โรงเรียน ฟาดแข้งครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม-18 พฤศจิกายน พ.ศ.2507 โดย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ จากนั้นมีการผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพหมุนเวียนไปยัง โรงเรียนเทพศิรินทร์ โรงเรียนอัสสัมชัญ และโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ ตามลำดับ ก่อนจะวนกลับมาที่โรงเรียนสวนกุหลาบฯ อีกครั้ง โดยมีการจัดการแข่งขันอย่างต่อเนื่องทุกปี
       
       จากการแข่งขันนัดแรกจนมาถึงปัจจุบัน ท่ามกลางความร้อนแรงของเหล่ากองเชียร์และนักกีฬาซึ่งล้วนอยู่ในวัยเต็มไปด้วยพลังแห่งความขับเคลื่อน แน่นอนว่าหนีไม่พ้นการกระทบกระทั่งระหว่างกัน จนทำให้อาจารย์ฝ่ายปกครองต้องส่ายหัว แต่เพื่อต้องการให้การแข่งขันยังคงอยู่เพราะหลายฝ่ายยอมรับว่าศึก “จตุรมิตรสามัคคี” คือหนึ่งในกระบวนการสำคัญที่ได้คัดกรองนักฟุตบอลฝีเท้าดีเข้าสู่สนามที่ใหญ่กว่า ทั้งในนามทีมชาติและสโมสร
       
       ในที่สุดจึงหาวิธีที่จะลดปัญหาความรุนแรงดังกล่าว โดยมีการเสนอให้จัดแบบปีเว้นปีและให้มีการแข่งขันภายในขึ้นหรือที่เรียกว่า “การแข่งขันแบบเหย้า-เยือน” เพราะสามารถควบคุมสถานการณ์รุนแรงต่างๆ ได้ดีกว่าที่สนามใหญ่ ประกอบกับการจัดแบบปีเว้นปีจะช่วยให้ทั้งสี่โรงเรียนประหยัดงบประมาณที่จะจัดสรรมาใช้ในการแข่งขัน
       
       2.
       
ดังที่ได้ปรากฏในตำนานของวงการลูกหนังว่า ศึก “จตุรมิตรสามัคคี” นั้นเป็นสนามเพื่อคัดกรองนักเตะฝีเท้าดีขึ้นไปสู่สนามที่ใหญ่กว่า ดังนั้น การแข่งขันรายการนี้แม้จะเป็นเพียงฟุตบอลของนักเรียนมัธยม แต่ดีกรีความตื่นเต้นไม่เป็นสองรองใคร เนื่องจากเหล่าแข้งวัยทีนของทั้ง 4 โรงเรียนต่างก็พกศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจในสถาบันลงสนามทุกครั้ง บวกกับพลังอันอัดแน่นทำให้ทุกคนเล่นกันชนิดเกินร้อย ส่งให้รูปเกมในแต่ละนัดเป็นไปอย่างตื่นเต้นระทึกใจตั้งแต่ต้นจนถึงนาทีสุดท้าย
       
       ศึกลูกหนังจตุรมิตรฯ ในช่วงแรกๆ เด็กสวนฯ กับเด็กเทพฯ ต่างครองความยิ่งใหญ่ในการแข่งขัน โดย อาจารย์ภูษิต จันทร์จิเรศรัศมี ผู้ควบคุมทีมโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ได้บอกเล่าตำนานความยิ่งใหญ่ของลูกหนังขาสั้นของทั้งสองโรงเรียนว่า “สมัยก่อนสวนกุหลาบฯ และเทพศิรินทร์มีการรับนักเรียนในโควตานักกีฬาอยู่ก่อนแล้ว ทำให้มีนักเตะฝีเท้าดีมากกว่าอีกสองสถาบัน
       
       “จนกระทั่งในช่วงหลังๆ เมื่อเกิดการปรับเปลี่ยนสถานการณ์จึงค่อยพลิกมาเป็นยุคของคริสเตียนฯ และอัสสัมฯ บ้าง เนื่องจากมีงบสำหรับทำทีมฟุตบอลมากขึ้น ทั้งในส่วนของการเตรียมทีม สวัสดิการ และการมอบโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเตะ รวมไปถึงระบบการคัดตัวนักฟุตบอลที่เริ่มหันมาใช้วิธีตระเวนดูตามการแข่งขันระดับเยาวชนรายการต่างๆ ก่อนชักชวนเด็กที่มีทักษะเชิงลูกหนังเข้ามาศึกษาในสถาบันกันมากขึ้น”
       
       แม้จะมีการแบ่งช่วงครองความยิ่งใหญ่ของแต่ละโรงเรียน ทว่าในเรื่องของทำเนียบแชมป์และสถิติความสำเร็จต่างๆ นั้นไม่มีการบันทึกสถิติการคว้าแชมป์อย่างเป็นทางการเอาไว้ เพื่อเป็นการสนองวัตถุประสงค์ของการแข่งขันที่เน้นถึงการเชื่อมสัมพันธ์และสร้างมิตรภาพระหว่างสถาบันมากกว่ามุ่งเอาผลแพ้-ชนะ
       
       นอกจากนี้ จตุรมิตรสามัคคียังเป็นเวทีแจ้งเกิดสำหรับดาวจรัสแสงของวงการลูกหนังไทยนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสามารถก้าวขึ้นไปสู่ระดับสโมสรไปจนถึงทีมชาติ ไม่ว่าจะเป็น วิรัช ชาญพานิชย์, ประกาศิต สุวรรณานนท์, ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล, ประสงค์ พันธ์สวัสดิ์ เรื่อยมาจนถึงรุ่นปัจจุบันอย่าง ธีรเทพ วิโนทัย, จักรกริช บุญคำ, ปรัชญ์ สมัคราษฎร์ หรือแม้แต่ รณชัย รังสิโย ชื่อเหล่านี้ล้วนผ่านสังเวียนจตุรมิตรฯ มาแล้วทั้งสิ้น
       
       3.
       
       สีสันของฟุตบอลระหว่าง 4 โรงเรียนชายล้วนนั้นไม่ได้มีแต่เพียงเกมระดับคุณภาพที่สามารถพัฒนานักฟุตบอลจนก้าวไปสู่สนามใหญ่ระดับทีมชาติได้ แต่บนอัฒจันทร์ที่มีกองเชียร์ของทั้ง 4 โรงเรียนนั้นชนิดเต็มความจุสนามนั้นก็มีความเข้มข้นไม่แพ้กัน
       
       การเชียร์ในฟุตบอลจตุรมิตรฯ นั้น แม้ว่าจะเป็นเพียงศึกลูกหนังขาสั้น แต่บรรยากาศในสนามกลับคึกคักเกินขนาดของรายการ เมื่อถึงเวลาที่นักบอลลงสนามฟาดแข้ง กองเชียร์แต่ละโรงเรียนจะพร้อมใจกันส่งเสียงตะโกนร้องเพลงเชียร์ให้กับทีมลูกหนังของสถาบันตัวเองชนิดไม่กลัวคอจะแหบแห้งกลับบ้าน
       
       แต่การนำเอาเด็กผู้ชายที่อยู่ในวัยคึกคะนองมารวมกันเพื่อเชียร์กีฬา การกระทบกระทั่งระหว่างกองเชียร์ย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะหลังของการแข่งขัน เพียงเพราะบุคคลบางกลุ่มบนอัฒจันทร์เชียร์ไม่รู้จักเป็นผู้แพ้ที่ดีเรียกว่า “บอลแพ้คนไม่แพ้” ก็ต้องทำให้เกิดเหตุการณ์ประจันหน้าด้วยอารมณ์ ที่สุดกลายเป็นรอยด่างของเกมการแข่งขัน ทั้งที่ในอดีต การเชียร์ฟุตบอลรายการนี้เคยจบลงด้วยภาพอันสวยงามดังที่อาจารย์ “วิชิต สุริยะเรืองรัศมี” อดีตหัวหน้าฝ่ายปกครองโรงเรียนเทพศิรินทร์ ที่มีส่วนร่วมกับจตุรมิตรสามัคคีมาตั้งแต่ปี 2511 เล่าถึงบรรยากาศครั้งแรกๆ ให้ฟัง ซึ่งคนรุ่นหลังอาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นอีกแล้วว่า
       
       “ในการเชียร์วันสุดท้าย พวกกองเชียร์ทั้ง 4 โรงเรียนจะวิ่งกรูลงไปในสนามเพื่อแย่งหมวกกัน พยายามแย่งของคนอื่นมาให้ได้มากที่สุด แล้วก็ต้องรักษาหมวกของตัวเองเอาไว้ให้ได้ เป็นเรื่องสนุกสนาน ก่อนที่ต่างคนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน” แต่ในปัจจุบัน กีฬาเพื่อความสามัคคีของทั้ง 4 สถาบันมีปัญหาการทะเลาะวิวาทกันมาตลอด จนแทบจะกลายเป็นเอกลักษณ์ (ในทางลบ) มากกว่ามนต์เสน่ห์แห่งเกมลูกหนังที่มีมายาวนานกว่า 40 ปี
       
       ถึงจะมีการป้องกันต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นการเข้าค่ายจตุรมิตรฯ ทั้ง 4 โรงเรียนก่อนการแข่งขัน หรือการนำกองเชียร์และเชียร์ลีดเดอร์ไปพูดคุยกับกองเชียร์ต่างโรงเรียนเพื่อสร้างความคุ้นเคย แม้กระทั่งให้ครูอาจารย์เองไปเฝ้าระวังตามบริเวณต่างๆ รอบสนามศุภฯ หลังจบเกมการแข่งขัน แต่ดูเหมือนว่าปัญหาไม่ได้เบาบางลงไป
       
       เมื่อเป็นเช่นนี้ ศึกจตุรมิตรฯ ในช่วงหลังจึงมีมาตรการที่ควบคุมกองเชียร์อย่างเข้มงวด และแทบจะทำให้เสน่ห์ของฟุตบอลรายการนี้ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ทั้งนี้ อาจารย์วิชาญ จันทร์สกา รองผู้อำนวยการ กลุ่มบริหารงานบุคคลการเงินและสินทรัพย์ โรงเรียนสวนกุหลาบฯ ที่คลุกคลีอยู่กับกีฬา 4 สถาบันมาตั้งแต่ปี 2521 กล่าวถึงวิธีการใหม่ว่า “ในสนามจะมีการทำบัตรคล้องคอ แบ่งโซนพื้นที่ ไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องในส่วนนั้นๆ เข้าไปยุ่มย่าม รวมทั้งเครือข่ายผู้ปกครองทั้ง 4 สถาบันที่จะมาร่วมมือกันสอดส่องดูแลบริเวณรอบนอกสนามและส่งข่าวหากเกิดอะไรขึ้น”
       
       ไม่เพียงแต่อาจารย์ฝ่ายปกครอง ศิษย์เก่าที่ยังเห็นคุณค่าของฟุตบอลรายการนี้ก็ได้พยายามสืบต่อเจตนารมณ์เดิมให้อยู่ต่อไป ดังเช่น ขจรเดช ช่วงชยพันธุ์ หรือ “โจ” อินทรีแดงรุ่น 117 ซึ่งผ่านสังเวียนจตุรมิตรฯ มาแล้วหลายบทบาท ได้เล่าประสบการณ์ของตนเองกับความรุนแรงในฐานะผู้ชมว่า “ส่วนใหญ่บนสแตนด์เชียร์ไม่ค่อยมีปัญหา เพราะมีอาจารย์รวมถึงพี่ๆ สตาฟคอยเบรกอารมณ์ไว้ เวลาเสร็จงานก็จะนั่งรถบัสกลับโรงเรียนทั้งหมด ปัญหาส่วนใหญ่เกิดนอกสนาม เมื่อกองเชียร์พยายามแสดงตัวว่ามาจากสถาบันไหน ก่อนจะเขม่นกันไปมาจนมีเรื่องกันในที่สุด เชื่อว่าถ้ามีการควบคุมอย่างเข้มงวดน่าจะช่วยลดความรุนแรงลงไปได้”
       

       4.
       
       ถึงเวลานี้ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ ศิษย์เก่า หรือแม้แต่ศิษย์ปัจจุบัน เริ่มเป็นห่วงว่าอนาคตจตุรมิตรสามัคคีกำลังจะเสื่อมค่าลงจากเดิม ทั้งภาพลักษณ์ในแง่ลบที่ปรากฏต่อสายตาบุคคลภายนอก หรือแม้แต่งบประมาณที่ใช้จัดการแข่งขันของแต่ละโรงเรียน ดังเช่นที่ อาจารย์วิชาญ จันทร์สกา ได้แจกแจงให้ฟังว่า “อย่างสวนกุหลาบฯ นั่งรถบัสไปสนามศุภฯ ประมาณ 34 คัน คันละ 3 พัน ก็ประมาณหนึ่งแสน จากนั้นก็มีค่าอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนที่ขึ้นสแตนด์ 1,250 คน และยังมีทั้งสตาฟ ครู ตัวสำรอง ขบวนพาเหรด รวมแล้วประมาณ 1,800 คน เสียค่าอาหารกลางวันอีกประมาณแสนนึงรวมแล้วสองแสน นี่เฉพาะวันเปิด วันปิดก็คูณไปอีก 2 เท่า”
       
       
“ฝั่งอัสสัมฯ และคริสเตียนฯ อาจไม่ได้รับผลกระทบจากจุดนี้มากเท่ากับ 2 โรงเรียนรัฐบาลอย่างเทพศิรินทร์และสวนกุหลาบฯ ที่ต้องดิ้นรนหาเงินและใช้จ่ายอย่างประหยัด อย่างเทพศิรินทร์ถือเป็นเอกลักษณ์มาช้านานในการเดินทางไปยังสนามศุภฯ ด้วยการเดินซึ่งประหยัดไปได้หลายแสนบาท ด้านสวนกุหลาบเองก็มีการทอดผ้าป่าการศึกษาขอเงินจากผู้ปกครอง ปีนี้ก็ได้มากว่า 6 แสน ซึ่งสามารถแบ่งเบาภาระของโรงเรียนไปได้บ้าง”
       
       ปัจจุบันปัญหาเรื่องงบประมาณได้ถูกแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. มาเป็นผู้สนับสนุนหลักและพร้อมจะอัดฉีดเงินจำนวนนับล้านบาทในการแข่งขันครั้งล่าสุด แต่สำหรับปัญหาทะเลาะวิวาทที่นับวันจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และได้ทำลายวัตถุประสงค์ของต้นกำเนิดการแข่งขันรายการนี้ กลับเป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าจตุรมิตรฯ กำลังประสบภาวะวิกฤต เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองเริ่มไม่มั่นใจในความปลอดภัยของบุตรหลาน จนไม่ยอมให้เข้าร่วมกิจกรรม นอกจากนี้ แม้ฟุตบอลจตุรมิตรฯ จะยังเป็นความภาคภูมิใจของสายเลือดทั้ง 4 สถาบัน แต่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การแข่งขันที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานรายการนี้ ลดคุณค่าลงเรื่อยๆ ในสายตาของคนภายนอก
       
       ด้วยอายุการแข่งขันที่ยืนยาวมาถึง 43 ปี คงปฏิเสธไม่ได้ว่ากิจกรรมนี้มีประโยชน์และคุณค่าในตัวเอง ดังเช่นที่จตุรมิตรสามัคคีที่สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพเอาไว้มากมายให้กับวงการกีฬา อย่างไรก็ตาม หากปัญหาการทะเลาะวิวาทยังคงมีอยู่และรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต เมื่อถึงเวลานั้นสุดยอดลูกหนังขาสั้น “จตุรมิตรสามัคคี” อาจถึงตอนอวสานด้วยน้ำมือสายเลือดของตัวเอง
       
       *******************
       
       เรื่อง-ชัชวาล กมลไมตรีจิตต์/ระพีวัฒน์ เลิศวุฒิสกุล
       

       
       เกร็ดน่ารู้จตุรมิตรสามัคคี
       
       -ปี พ.ศ.2514 มีการนำรายได้จากการแข่งขันขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นครั้งแรก ดังพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า “ขอขอบใจคณะกรรมการทั้ง 4 โรงเรียนที่ได้จัดงานการแข่งขันฟุตบอลเพื่อการกุศลมาเรื่อยและขอชมเชยว่าเป็นวิธีการที่ดีเพื่อส่งเสริมความสามัคคีในระหว่างนักเรียน เป็นการสอนให้เยาวชนได้สามารถที่จะพบปะกันเพื่อความสามัคคี และเพื่อเตรียมตัวที่จะมีชีวิตผู้ใหญ่ต่อไป ซึ่งจะต้องพบปะกัน ช่วยเหลือกันและกัน ร่วมมือกันอย่างดีโดยมีความเป็นมิตรโดยแท้”
       
       -ปี พ.ศ.2532 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชานุญาตให้จัดทำถ้วยรางวัลในพระนามาภิไธยของพระองค์ เพื่อเป็นรางวัลชนะเลิศจำนวน 1 ถ้วยและถ้วยจำลองอีก 3 ถ้วย ดังนั้น เพื่อเป็นการตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณ ทางคณะกรรมการจัดการแข่งขันจึงรวบรวมรายได้จากการจัดงานนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อสมทบทุนมูลนิธิสายใจไทย และได้ปฏิบัติเช่นนี้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
       
       -จตุรมิตรฯ มีอันต้องงดการแข่งขัน 2 ครั้ง ครั้งแรกในปี พ.ศ.2509-2510 เนื่องจากติดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์และกีฬาแหลมทองซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ครั้งที่ 2 ระหว่างปี พ.ศ.2517-2520 ซึ่งประเทศไทยเผชิญกับภาวะยุ่งเหยิงทางเศรษฐกิจและการเมืองจึงทำให้ต้องงดการแข่งขันไป
       
       -การแข่งขันครั้งที่ 3 ปี พ.ศ.2511 มีการนำ “เพลงจตุมิตรสามัคคี” ซึ่งแต่งโดย สำเร็จ โชติมงคล นักเรียนเก่าเทพศิรินทร์มาร้องเป็นครั้งแรก และได้ยึดเป็นเพลงหลักของการแข่งขันนับจากนั้นสืบมา
       
       -ครั้งที่ 7 ปี พ.ศ.2516 เป็นครั้งแรกที่ใช้ตราจตุรมิตรฯ รวม 4 สถาบันซึ่งเป็นผลงานของ อาจารย์วัลลภ โพทะยะ จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย

ข่าวล่าสุด ในหมวด
“ดูเร็กซ์” แบรนด์พัง! สังคมรุมประณาม สนับสนุนให้คนข่มขืน
ม๊อบจักรยาน 'แกล้งตาย' ประท้วงการจราจรอันตรายต่อการปั่น!
ประจำวันพฤหัสบดีที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๗
เขาว่า.. การประปาห่วยไม่เปลี่ยนแปลง!?
แชร์ว่อน! เตือนสาวหลงรูป ระวังหล่อล่าแต้ม หลอกฟันแล้วทิ้ง!
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 188 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014