หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกผู้จัดการรายวัน | บทความ
บทความ ลิขิต ธีรเวคิน, ความคิดเสรี

จุดอ่อนของเศรษฐกิจแบบกลไกตลาด

โดย ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน
5 สิงหาคม 2552 15:38 น.
        ในแง่ระบอบการปกครองนั้น ถ้าจะกล่าวอย่างกว้างๆ ก็คือระบบการปกครองเผด็จการสังคมนิยมซึ่งมีการใช้ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนโดยส่วนกลาง อีกระบบหนึ่งคือระบบฟาสซิสต์ที่มีพรรคการเมืองเผด็จการหนึ่งพรรค หรือไม่ก็อยู่ภายใต้อำนาจรัฐบาลทหาร ระบบที่สามคือ ระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยและมีเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เป็นเศรษฐกิจแบบเสรีหรือระบบเศรษฐกิจตลาด
       
       ในการพัฒนาเศรษฐกิจและการมีระบบการปกครองทั้ง 3 แบบข้างต้นนี้ มีตัวอย่างก็คือ เศรษฐกิจแบบเสรีนิยมและการเมืองแบบประชาธิปไตยนั้นเป็นวิถีที่อังกฤษและอเมริกาใช้ในการปกครองประเทศ ส่วนระบบสังคมนิยมและเผด็จการของพรรคก็ได้แก่จีนสมัยเหมา เจ๋อตุง และสหภาพโซเวียต ในแง่ฟาสซิสต์ก็คือเยอรมนีสมัยฮิตเลอร์ และญี่ปุ่นสมัยโตโจก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง
       
       ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยถือเป็นระบบที่เลวน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับระบบอื่น แต่ปัจจุบันนี้ก็เป็นหนึ่งในแนวโน้มของโลก นั่นคือ จะต้องมีการปกครองแบบประชาธิปไตยพร้อมๆ กับการเคารพสิทธิมนุษยชนและการค้าเสรี ในส่วนของการค้าเสรีก็เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจแบบตลาดหรือเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของโลกเสรี
       
       ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมนี้ถูกคาร์ล มาร์กซ์ โจมตีว่าเป็นระบบที่ไม่ยุติธรรม เพราะผู้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตเอารัดเอาเปรียบผู้ใช้แรงงาน จนนำไปสู่การต่อสู้ระหว่างชนชั้น คือชนชั้นนายทุนและชนชั้นกรรมาชีพ คาร์ล มาร์กซ์ ยังทำนายว่าในที่สุดแล้วทุนนิยมจะถูกล้มโดยการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งได้ประกาศใน Communist Manifesto แต่ข้อสังเกตก็คือ แม้ใน Communist Manifesto คาร์ล มาร์กซ์ ก็ยอมรับถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของระบบทุนนิยม ซึ่งสร้างความร่ำรวยอย่างมหาศาลกับยุโรปตะวันตก
       
       ส่วนดีของระบบเศรษฐกิจโดยอาศัยกลไกตลาดมีหลายประการ ในเบื้องแรกเป็นการปลดปล่อยพลังอันสำคัญของมนุษย์ซึ่งถูกจูงใจโดยผลประโยชน์ส่วนตัวให้ขยันขันแข็ง มีความคิดริเริ่ม มีการวิจัยเพื่อเพิ่มผลผลิต นำไปสู่ความหลากหลายของสินค้าที่จำเป็น ในแง่นี้มีส่วนทำให้ปิดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน แต่ในส่วนลบนั้นก็คือทำให้เกิดการรวยกระจุก จนกระจาย ในกรณีที่ระบบการเมืองไม่มีมาตรการที่จะแจกแจงรายได้ให้ยุติธรรมยิ่งขึ้น
       
       นอกเหนือจากนี้ประเด็นที่ต้องพิจารณาถึงจุดอ่อนของระบบตลาดเสรีก็คือ ความคิดในเรื่อง การรวมทุน (capital formation) ความคิดในเรื่องการหยดย้อยของผลประโยชน์ต่อชนชั้นล่าง (the trickle-down effect) นอกเหนือจากนี้คือการแจกแจงรายได้ซึ่งยังไม่ถึงจุดที่จะเกิดความยุติธรรม และประการสุดท้ายคือการค้าเสรี
       
       ในแง่ของการรวมทุนนั้น หลักการคือเพื่อกระตุ้นความจำเริญทางเศรษฐกิจให้มีการพัฒนาโดยการเปิดโรงงานผลิตสินค้า ซึ่งจะนำไปสู่การว่าจ้างแรงงานจนมีรายได้กระจายไปทั่ว และจากรายได้ดังกล่าวก็นำไปสู่การซื้อขายจับจ่าย ทำให้เกิดการกระตุ้นความจำเริญด้วยตัวคูณ (the multiplier effect) เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องให้คนรวยจำนวนหนึ่งเป็นผู้มีเงินมากกว่าคนทั่วไป และรวมเงินเพื่อเป็นทุนในการลงทุน คำถามก็คือ สภาพนี้เป็นความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ต้นใช่หรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนี้ก็จะส่งผลต่อการแจกแจงรายได้ตั้งแต่ต้น แต่ข้ออ้างก็คือเป็นความจำเป็นของการรวมทุนเพื่อการลงทุน และมีข้อซึ่งแก้ต่างการรวมทุนนี้คือประเด็นที่สอง
       
       The trickle-down effect หรือที่เรียกว่า ไหลหยดของผลประโยชน์ โดยมีข้อถกเถียงว่า เมื่อเศรษฐกิจจำเริญขึ้นคนรวยกลุ่มเล็กๆ มีรายได้เพิ่มขึ้น ผลจากความจำเริญของเศรษฐกิจก็ส่งผลถึงคนยากจนในแง่การเพิ่มรายได้ การว่าจ้างแรงงาน ดังนั้นเมื่อคนรวยๆ ขึ้น คนจนก็ได้ประโยชน์จากการรวยขึ้นของคนรวย คำกล่าวนี้แม้จะเป็นความจริงแต่ประเด็นก็คือสัดส่วนของเพิ่มรายได้ของคนจนจะน้อยกว่าคนร่ำรวย ดังจะเห็นได้จากข้อเท็จจริงของประเทศไทยคือ
       
                   ตารางที่ 1 การกระจายรายได้ในช่วงเวลา พ.ศ. 2505-2533
       


จุดอ่อนของเศรษฐกิจแบบกลไกตลาด
       

                   ตารางที่ 2 การกระจายรายได้ในช่วงเวลา พ.ศ. 2535-2549

จุดอ่อนของเศรษฐกิจแบบกลไกตลาด
       

        ที่มา: Medhi Krongkeaw (1979), สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (คำนวณจากเทปข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมในปีต่างๆ โดยใช้น้ำหนักถ่วงข้อมูลของสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย), ข้อมูลจากการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ประมวลผลโดยสำนักพัฒนาการเศรษฐกิจชุมชนและการกระจายรายได้ ใน อัศวิน ไกรนุช, (2550) รายงานการวิจัยเรื่อง การเปลี่ยนแปลงความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้จากการพัฒนาประเทศ.
       

       ในช่วงเกือบ 50 ปีรายได้ของคนจนซึ่งเป็น 20% ของคนทั้งประเทศ หรือประมาณ 12 ล้านคนอยู่ระหว่าง 3-5 บาทต่อรายได้ 100 บาทของมวลรวมชาติ ส่วนคนร่ำรวย 20% จะอยู่ระหว่าง 55-60 บาทของมวลรวมชาติ ซึ่งช่วงระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมาโครงสร้างรายได้ดังกล่าวนี้มิได้มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย ซึ่งหมายความว่านโยบายเรื่องการแจกแจงรายได้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เห็นได้ชัดจากการไม่มีการเก็บภาษีทรัพย์สิน ภาษีที่ดิน และภาษีมรดกซึ่งเป็นภาษีทางตรง ครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาคนรวยและคนจนใน 20% สูงสุดและต่ำสุดยังคงมีสภาพเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง the trickle-down effect จึงเป็นคำกล่าวอ้างที่ไม่เป็นความจริงจากกรณีของประเทศไทย
       
       ในส่วนของ the multiplier effect มีส่วนจริงในระดับหนึ่ง เพราะคนยากจนในปัจจุบันมีรายได้สามารถจะจับจ่ายซื้อของที่เป็นสินค้าบริโภคมากขึ้น ตั้งแต่เครื่องดื่ม เช่น เบียร์ เสื้อผ้า รถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์กระบะ และอื่นๆ
       
       แต่ขณะเดียวกันเกษตรกรซึ่งมีจำนวนสิบๆ ล้านคนก็ยังเผชิญกับปัญหาที่แก้ไม่ตก คือการตกต่ำของราคาพืชผลเนื่องจากกลไกตลาดบกพร่องและพ่อค้าคนกลางซึ่งเอาเปรียบเกษตรกรด้วยการผูกขาดหรือกึ่งผูกขาดทั้งในการขาย (พันธุ์พืช ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ฯลฯ) และการรับซื้อ (เช่น ข้าว ผัก มันสำปะหลัง ฯลฯ) สภาพของชนบทยังคงมีสภาพเหมือนเดิมในครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาก็คือ แล้ง น้ำท่วม แจกผ้าห่มในฤดูหนาว ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ เกษตรกรติดหนี้ท่วมหัว ฯลฯ วนเวียนไม่มีที่สิ้นสุดตราบจนทุกวันนี้ ถ้า capital formation และ the trickle-down effect ส่งผลประโยชน์ต่อคนชั้นล่างจริง การแจกแจงรายได้ก็ไม่น่าจะมีความเหลื่อมล้ำดังที่ยกมาให้เห็นในตาราง
       
       การค้าเสรี (free trade) คือการใช้กลไกของตลาดในระดับโลก แต่ประเทศที่ด้อยพัฒนาเสียเปรียบอย่างมหาศาล free trade แต่ไม่ fair trade เป็นกลไกของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่เอาเปรียบประเทศที่พัฒนาน้อยกว่า ประเด็นดังกล่าวจะต้องมีการพิจารณาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความบกพร่องที่ปล่อยให้เงินเหรียญสหรัฐ เป็นเงินสำคัญของโลก ใช้เป็นหน่วยในการวัดราคาสินค้าและปล่อยให้สหรัฐฯ ติดหนี้สินพะรุงพะรังทั่วโลกบนฐานแห่งการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยเกินตัวและงบที่ขาดดุล ระเบียบโลกทางการเงินควรจะมีความยุติธรรมยิ่งกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไกระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ ธนาคารโลก IMF WTO จะต้องมีการพิจารณาเพื่อการแก้ไขต่อไป
       
       ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยคู่กับเศรษฐกิจเสรีและทุนนิยม จะพึงประสงค์ก็ต่อเมื่อนำไปสู่ความยุติธรรมทางสังคมในแง่การแจกแจงรายได้ มิฉะนั้นสภาพที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็คือ ประเทศร่ำรวยแต่คนยากจน (rich country, poor people) โดยประเทศที่ร่ำรวยนั้นคือความร่ำรวยของคนกลุ่มเล็กๆ บนยอดพีระมิดแห่งการแจกแจงอำนาจทางการเมือง อำนาจเศรษฐกิจ และสถานะทางสังคม ในขณะที่คนส่วนใหญ่ที่ฐานพีระมิดยังยากจนแสนเข็ญโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงกว่า 5 ทศวรรษที่ผ่านมาตามที่ได้ยกตัวเลขมาให้เห็นข้างต้นนี้

ข่าวล่าสุด ในหมวด
การเมืองป่วน สังคมป่วย
การพัฒนาสองแนวทางของคนสองกลุ่มในประเทศจีน
พระบรมราโชวาทที่ควรรับไว้เหนือเกล้า
ความสำเร็จที่อยู่บนกองปัญหาของจีน
ความเป็นมาของระบบการศึกษาไทย
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 9 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2015