หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกผู้จัดการรายวัน | บทความ
บทความ ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์, บันทึก 2556

33 ประเด็น ถาม-ตอบ ราชอาณาจักรไทยกำลังจะเสียดินแดน

โดย ** 13 ธันวาคม 2553 15:31 น.
 33 ประเด็น ถาม-ตอบ ราชอาณาจักรไทยกำลังจะเสียดินแดน
       เปิดเอกสารถามตอบประเด็นข้อสงสัย กรณี “เขาพระวิหาร” เพื่อความรู้เท่าทันการบิดเบือนข้อมูลโดยนักการเมือง “ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์” ตอบ 33 ประเด็นเกี่ยวกับแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000, มรดกโลก และการรุกล้ำและยึดครองดินแดนไทยโดยกัมพูชา พร้อมเปรียบเทียบจุดยืน 20 ประเด็น ระหว่างรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
       
       สนับสนุนสมทบทุนเพื่อการพิมพ์แจกจ่ายฟรีได้โดยการโอนเงินที่
       “มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินเพื่อทวงคืนเขาพระวิหาร” ธนาคารกสิกรไทย สาขาบางลำพู บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 008-2-32779-9
       
                                 คำนำ
       ภารกิจส่วนหนึ่งของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็คือ การรักษาไว้ซึ่งชาติ และราชบัลลังก์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตลอดจนป้องกับประเทศ และรักษาผลประโยชน์ของชาติอันเป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทยที่บัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 70 และ 71
       
       แม้ว่า เรื่องปราสาทพระวิหารและเรื่องอาณาเขตระหว่างไทย-กัมพูชา มีความสลับซับซ้อนทางวิชาการยากแก่การเข้าใจ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงได้ให้นโยบายจัดทำเอกสารชุดนี้ขึ้นมาที่เน้นการสื่อสารในรูปแบบที่ทำความเข้าใจให้ง่ายขึ้นในรูปแบบของตารางคำถาม-คำตอบ เพื่อทำให้ผู้อ่านได้เลือกอ่านในเฉพาะประเด็นที่สงสัย หรือเป็นประเด็นที่กำลังถกเถียงกันอยู่ในสังคมเพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสรู้เท่าทันการบิดเบือนข้อมูลที่เกิดขึ้นในทางการเมืองโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ได้แบ่งออก 2 ตอน โดยตอนแรกจะเป็นการตอบคำถามในลักษณะสรุป 33 ประเด็น เกี่ยวกับแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000, มรดกโลก และการรุกล้ำและยึดครองดินแดนไทยโดยกัมพูชา และตอนที่สองจะเป็นการเปรียบเทียบจุดยืน 20 ประเด็นระหว่างรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
       
       หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารชิ้นนี้จะทำให้ท่านผู้อ่านได้มีความเข้าใจ นำไปเล่าต่อ หรือสำเนาพิมพ์เพิ่มเพื่อแจกจ่ายเอกสารชุดนี้ หรือขยายผลต่อไปให้ประชาชนที่ยังไม่รู้ได้ตระหนักถึงภัยอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น และช่วยกันลุกขึ้นมาเพื่อปกป้องอธิปไตยของไทยในเวลาที่เหลืออยู่ไม่มากนัก
       
                    ด้วยจิตคารวะ
                 ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
        โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและทีมงาน
                  เขียนและเรียบเรียง

 33 ประเด็น ถาม-ตอบ ราชอาณาจักรไทยกำลังจะเสียดินแดน
       คือ 1.เส้นเขตแดนถาวรที่ใช้สันปันน้ำและหน้าผาที่มีความชัดเจนตามธรรมชาติ จากหลักเขตที่ 1 ช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ ไปทางทิศตะวันออกจนสุดที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี ความยาว 195 กิโลเมตร (เส้นสีน้ำเงิน) 2.เส้นเขตแดนที่ไม่ชัดเจนและมีการทำหลักเขตแดน ตั้งแต่ช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ ไปทางทิศตะวันตกและลงมาทางใต้จนสุด บ้านหาดเล็ก จ.ตราด ความยาว 603 กิโลเมตร มีการจัดทำหลักเขตแดนทางบกตั้งแต่หลักที่ 1 ถึง 73 (เส้นสีแดง)

 33 ประเด็น ถาม-ตอบ ราชอาณาจักรไทยกำลังจะเสียดินแดน
       

 33 ประเด็น ถาม-ตอบ ราชอาณาจักรไทยกำลังจะเสียดินแดน
       

 33 ประเด็น ถาม-ตอบ ราชอาณาจักรไทยกำลังจะเสียดินแดน
       

 33 ประเด็น ถาม-ตอบ ราชอาณาจักรไทยกำลังจะเสียดินแดน
       

 33 ประเด็น ถาม-ตอบ ราชอาณาจักรไทยกำลังจะเสียดินแดน
       

 33 ประเด็น ถาม-ตอบ ราชอาณาจักรไทยกำลังจะเสียดินแดน
             สรุปถาม-ตอบกรณีปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา
       
       1.พันธมิตรฯ นักวิชาการ และภาคประชาชนคัดค้านเรื่องอะไร?
       ตอบ: คัดค้านไม่ให้ประเทศไทยเสียดินแดนจาก
       1.ข้อผูกพันแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ทั้งปวงที่ไทยทำกับกัมพูชา
       2.การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
       3.การรุกล้ำและยึดครองดินแดนไทยโดยกัมพูชา
       
       สรุปถาม-ตอบเกี่ยวกับข้อผูกพันแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน กับเขาพระวิหาร
       
       2.แผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ทำโดยใคร และเมื่อไหร่?
       ตอบ: ทำขึ้นโดยฝรั่งเศสแต่เพียงฝ่ายเดียว ตั้งแต่ ปี ค.ศ.1907 (พ.ศ. 2450) โดยสยามไม่เคยเซ็นยอมรับเห็นชอบด้วย และไม่เป็นไปตามสนธิสัญญาสยามกับฝรั่งเศส และไม่เป็นไปตามที่ได้มีการเดินสำรวจและตกลงปักปันกันระหว่างสยามกับฝรั่งเศส
       
       3.ถ้าไทยไม่ยึดแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน แล้วฝ่ายไทยยึดหลักอะไรเรื่องเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา ?
       ตอบ:1.สนธิสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส (ค.ศ.1904 และ ค.ศ.1907) และยึดสันปันน้ำเป็นเขตแดน
       2.ผลงานการสำรวจและปักปันระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ที่ยึดสันปันน้ำและหน้าผาเป็นเส้นเขตแดน
       
       4.แผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสนทำให้ไทยเสียดินแดนเพราะอะไร?
       ตอบ: มีความผิดพลาดมาก เขียนผิดธรรมชาติ และรุกล้ำดินแดนไทยบริเวณเขาพระวิหาร 2,875 ไร่ สุ่มเสี่ยงที่ไทยจะเสียดินแดนเขตอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่มีแผนจะผนวกเข้าเป็นมรดกโลกร่วมกับปราสาทพระวิหาร 1.5 ล้านไร่ และดินแดนส่วนอื่นๆอีกรวม 1.8 ล้านไร่ ตลอดชายแดนไทย-กัมพูชา
       
       5.ข้อผูกพันแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ระหว่างไทยกับกัมพูชามีอยู่ในเอกสารอะไรบ้าง?
       ตอบ:
       1.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ไทย-กัมพูชา พ.ศ.2543 (เอ็มโอยู 2543)
       2.แผนแม่บทฯ พ.ศ.2546 (ทีโออาร์ 2546)
       3.มติรัฐสภาเรื่องกรอบการเจรจาของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2551
       4.บันทึกผลการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี)
       
       6.ปัญหา บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ.ศ.2543 (เอ็มโอยู 2543) ที่สำคัญคืออะไร?
       1.มีการระบุให้ไทย-กัมพูชาสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกตามแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ
       2แสน ได้ด้วย ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา (อยู่ใน ข้อ 1 ค.) ทำให้ไทยต้องสุ่มเสี่ยงเสียดินแดนอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
       2.งดเว้นดำเนินการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมพื้นที่ชายแดน (ข้อ 5) โดยฝ่ายกัมพูชานอกจากจะรุกล้ำและยึดครองดินแดนเพิ่มเติมไทยแล้ว กัมพูชายังร้องเรียนกับไทยและนานาชาติกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายละเมิดเงื่อนไขนี้ตามแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน โดยที่ฝ่ายไทยไม่ได้โต้แย้งหลายครั้ง
       3.ให้ระงับข้อพิพาทใดๆที่เกิดจาการตีความหรือการบังคับใช้ เอ็มโอยู 2543 โดยสันติวิธีด้วยการปรึกษาหารือและการเจรจา (ข้อ 8) ทำให้กัมพูชาเหิมเกริมรุกล้ำและยึดครองดินแดนไทยมากขึ้น
       4.ไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 224
       5.เป็นเอกสารเริ่มต้นที่ทำให้เกิดเอกสารหลายชนิดที่มีข้อผูกพันแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน (ดูคำตอบข้อ 5)
       
       7.การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไทย-กัมพูชาที่ถูกต้องควรจะเป็นอย่างไร?
       ตอบ:
       1.เขตแดนไทย-กัมพูชาซึ่งต้องไปหา/ซ่อมแซม/หลักเขตแดนทางบกเก่า 73 หลัก จาก ช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ (หลักเขตที่ 1) ไปทางทิศตะวันออก ถึง บ้านหาดเล็ก จ.ตราด (หลักเขตที่ 73) ความยาว 603 กิโลเมตร หากสูญหายหรือต้องการทำเพิ่มเพื่อความชัดเจนก็สามารถทำได้
       
       2.เขตแดนถาวรตามธรรมชาติที่ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวหรือทำอะไรอีก เพราะบรรพบุรุษสยามกับฝรั่งเศสได้ตกลงสำรวจและปักปันไปเมื่อ 103 ปีที่แล้ว ว่าให้ใช้สันปันน้ำและหน้าผาซึ่งชัดเจนมากเป็นเขตแดนถาวรตามธรรมชาติโดยไม่เคยและไม่ต้องสำรวจเพื่อทำหลักเขตแดนใดๆ ทั้งสิ้น จาก ช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ ไปทางทิศตะวันออก จนถึง ช่องบก จ.อุบลราชาธานี ความยาว 195 กิโลเมตร ซึ่งย่อมรวมถึงเขาพระวิหารและบริเวณปราสาทพระวิหารด้วย
       
       8.ศาลโลกตัดสินคดี ปราสาทพระวิหาร พ.ศ.2505 ตัดสินแค่ไหน?
       ตอบ:
       1.ศาลโลกไม่ตัดสินแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ตามที่กัมพูชาร้องขอ
       2.ศาลโลกไม่ตัดสินเส้นเขตแดนตามแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนตามที่กัมพูชาร้องขอ
       3.ด้วยกฎหมายปิดปากที่ไทยไม่ได้คัดค้านและทักท้วง ศาลโลกตัดสินให้ตัวปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา
       4.ไทยจะต้องถอนทหาร, ตำรวจ, ผู้ดูแลจากปราสาทพระวิหารหรือบริเวณใกล้เคียง
       5.ไทยมีพันธะต้องคืนบรรดาโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับปราสาทคืนให้กัมพูชา
       
       9.ไทยปฏิบัติตัวอย่างไรกับคดีปราสาทพระวิหาร?
       ตอบ:
       1.ไทยยื่นประท้วง คัดค้าน และสงวนสิทธิ์ในตัวปราสาทพระวิหารต่อองค์การสหประชาชาติ ซึ่งการสงวนไว้ซึ่งสิทธิ์ไม่มีกำหนดระยะเวลา
       2.ล้อมรั้วรอบตัวปราสาทสำหรับแนวปฏิบัติการไม่ให้เจ้าหน้าที่ของไทยเข้าไปเท่านั้น โดยไทยยังคงยึดถือว่าแนวหน้าผาและสันปันน้ำที่มีความชัดเจนยังคงเป็นเส้นเขตแดนถาวรตามธรรมชาติที่แท้จริง และในทางปฏิบัติบันไดทางขึ้นตัวปราสาทฯยังอยู่ฝั่งไทย โดยที่กัมพูชาก็ยอมรับสภาพเช่นนี้มาโดยตลอด ไม่เคยร้องขอให้เกินไปกว่านี้แต่อย่างใด
       3.หลังจากคดีปราสาทพระวิหาร ประเทศไทยไม่ได้ต่ออายุขยายคำประกาศรับเขตอำนาจบังคับของศาลโลกจนถึงปัจจุบัน (คำประกาศหมดอายุในระหว่างพิจารณาคดีปราสาทพระวิหาร)
       
       10.ศาลโลกจะขยายผล หรือกัมพูชาจะฟ้องศาลโลกแล้วไทยจะเสียดินแดนมากกว่านี้ได้หรือไม่?
       ตอบ:
       1.ไทยได้เรียนรู้ว่าศาลโลกไม่ให้ความเป็นธรรมกับไทย ศาลโลกใช้กฎหมายปิดปากกับไทยเป็นประเทศเดียวและประเทศแรกในโลก ศาลโลกตัดสินตามการเมืองเอาใจเขมรให้มาอยู่ข้างโลกเสรีกับมหาอำนาจสหรัฐอเมริกาในยุคสงครามเย็น ทั้งนี้ทนายของกัมพูชาก็คืออดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา
       2.ศาลโลกจำกัดคำพิพากษาเฉพาะประเด็นที่ฟ้องและตัดสินเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้น ไม่สามารถขยายผลไปยังแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ได้
       3.ที่จริงแล้วคำพิพากษาศาลโลกไม่มีอำนาจหรือสภาพบังคับประเทศต่างๆได้ แต่ไทยเลือกที่จะปฏิบัติตามโดยดีเอง
       4.การขึ้นศาลโลกคู่กรณีทั้งสองฝ่ายต้องยินยอม ไทยจึงมีสิทธิ์ที่จะไม่ยินยอมขึ้นศาลโลกได้
       
       11.เพราะมีเอ็มโอยู 2543 เป็นเครื่องมืออันวิเศษทำให้ไทยกับกัมพูชาจำกัดวงให้เจรจากันเอง โดยไม่ต้องไปศาลโลกอีกครั้งให้ไทยต้องเสียเปรียบ ใช่หรือไม่?
       ตอบ: ไม่จริง เพราะศาลโลกไม่สามารถขยายผลเกินกว่าขอบเขตที่ตัดสินในคำพิพากษา ศาลโลกไม่อยู่ในสภาพบังคับไทยได้ และ ไม่มีใครมาบังคับให้ไทยต้องขึ้นศาลโลกได้ (ดูคำตอบข้อ 10)
       
       12.เพราะมีเอ็มโอยู 2543 เป็นเครื่องมืออันวิเศษทำให้องค์การสหประชาชาติหรือนานาชาติไม่มาแทรกแซง จริงหรือไม่ ?
       ตอบ: ไม่จริง เพราะกฎบัตรสหประชาชาติ ข้อ 2 วรรค 7 ไม่ให้องค์การสหประชาชาติหรือนานาชาติมาแทรกแซงความสัมพันธ์หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศอยู่แล้วตราบใดที่ไม่เป็นอันตรายในระดับนานาชาติ
       
       13.หากไทยยินยอมกัมพูชาที่จะเดินสำรวจเพื่อจัดทำหลักเขตแดนทางบกบริเวณ “เขาพระวิหาร” จะมีความหมายว่าอย่างไร?
       ตอบ:
       1.เท่ากับว่า ไทยได้สละแนวขอบหน้าผาและสันปันน้ำที่มีความชัดเจนที่สุด ซึ่งบรรพบุรุษสยามกับฝรั่งเศสได้ตกลงกันเมื่อ 103 ปีที่แล้วว่าให้ใช้เป็นเส้นเขตแดนถาวรตามธรรมชาติโดยไม่ต้องจัดทำหลักเขตแดนใดๆทั้งสิ้น ให้กลายมาเป็นว่าต้องมาสำรวจและตกลงจัดทำหลักเขตแดนกันใหม่ระหว่างไทย-กัมพูชา
       
       2.ทำให้นานาชาติเข้าใจว่า ไทย-กัมพูชา กำลังยึดถือเส้นเขตแดนอย่างอื่นที่ต้องสำรวจซ้ำและมีความไม่ชัดเจนจนถึงขั้นต้องทำหลักเขตแดนกันใหม่จากที่ไม่เคยมี ซึ่งย่อมต้องหมายถึงแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน มากกว่าจะหมายถึงขอบหน้าผาตามที่ฝ่ายไทยและฝรั่งเศสยึดถือ
       
       14.ในเอ็มโอยู 2543 ไม่ได้มี เฉพาะแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ซึ่งอยู่ในข้อ 1 (ค) เท่านั้น แต่ยังหมายถึงให้ทำตามสนธิสัญญาในข้อ 1(ก) และ 1(ข) ได้ด้วย จึงไม่ได้สรุปว่าจะใช้แผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ใช่หรือไม่?
       ตอบ:
       1.“ชื่อเต็มของแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน” อ้างว่า เป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันระหว่างสยามกับอินโดจีน ซึ่งทำตามสนธิสัญญาสยามกับฝรั่งเศส ทำให้นานาชาติย่อมเข้าใจว่า แผนที่เป็นผลงานสุดท้ายที่สรุปกันแล้ว จึงต้องยึดเอาแผนที่เป็นหลักตลอดแนวเขตแดนไทย-กัมพูชา โดยไม่มีการยกเว้นในระวางใดทั้งสิ้น
       

       2.เอกสารกรมสนธิสัญญากระทรวงการต่างประเทศ พ.ศ. 2547 ระบุชัดเจนว่าหากสันปันน้ำขัดแย้งกับแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ให้ยึดแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนเป็นหลัก รวมถึงระวางดงรักและเขาพระวิหารด้วย
       
       3.หากยึดตามสนธิสัญญาว่าให้ใช้สันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดนจริง ก็คงไม่มีการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนกันใหม่ในบริเวณเขาพระวิหาร เพราะบริเวณดังกล่าวบรรพบุรุษสยามกับฝรั่งเศสเมื่อ 103 ปีที่แล้วได้สรุปให้ใช้ขอบหน้าผาซึ่งเป็นสันปันน้ำที่มีความชัดเจนให้เป็นเขตแดนตามธรรมชาติโดยไม่ต้องจัดทำหลักเขตแดนใดๆ ทั้งสิ้น
       
       4.กัมพูชากล่าวหาไทยว่าใช้ทหารรุกรานดินแดนกัมพูชาตามแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ทั้งในบันทึกผลการประชุม เจบีซี และในคณะกรรมการมรดกโลก แต่ฝ่ายไทยก็ไม่ได้ทักท้วงแต่ประการใด
       
       15.ผลบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) ปัญหาอยู่ที่ตรงไหน?
       ตอบ:
       1.บันทึกการประชุมเพื่อสำรวจซ้ำและจัดทำหลักเขตแดนกันใหม่โดยเฉพาะบริเวณเขาพระวิหาร  เสมือนเป็นการสละผลงานการสำรวจและปักปันของคณะกรรมการปักปันเขตแดนผสมสยาม-ฝรั่งเศสซึ่งได้สรุปไปเมื่อ 103 ปีที่แล้วว่า ให้ใช้แนวสันปันน้ำและหน้าผาเป็นเส้นเขตแดนถาวรตามธรรมชาติโดยไม่เคยต้องทำหลักเขตแดนใดๆ
       
       2.เป็นผลบันทึกการประชุมที่มีคำปราศรัยใส่ร้ายประเทศไทยว่ารุกล้ำดินแดนกัมพูชาตามแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน โดยที่ฝ่ายไทยไม่ได้มีการโต้แย้งใดๆ
       
       3.มีร่างข้อตกลงชั่วคราว ที่ยืนยันจะใช้ เอ็มโอยู 2543 และ ทีโออาร์ 2546 ซ้ำ และยังตกลงจะให้ทหารทั้งสองฝ่ายออกจากดินแดนบริเวณเขาพระวิหาร ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นพื้นที่สันติภาพ และทำให้แผนบริหารจัดการมรดกโลกปราสาทพระวิหารของกัมพูชาสามารถดำเนินการได้ทันที
       
       16.เอ็มโอยู 2543 คือ เครื่องมืออันวิเศษที่ทำให้ไทยสามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแสดงว่าว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดเอ็มโอยู 2543 เพราะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม จริงหรือไม่? และหากไม่มี เอ็มโอยู 2543 ก็จะไม่มีเครื่องมือไปบอกว่ากัมพูชาทำผิดข้อตกลง จริงหรือไม่?
       ตอบ:
       ไม่จริง เพราะไทยเรามีสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส และผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนผสมสยาม-ฝรั่งเศส ที่สามารถระบุชัดเจนด้วยเหตุผลที่แข็งแรงกว่าว่า “กัมพูชาละเมิดอธิปไตยไทย”รุกล้ำเลยแนวสันปันน้ำและขอบหน้าผา
       
       ตรงกันข้ามเหตุผลของ เอ็มโอยู 2543 ที่ใช้เหตุผลว่า มีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในพื้นที่พิพาทนั้น กลับใช้กับพื้นที่ซึ่งเป็นของไทยและไม่เคยเป็นของกัมพูชามาก่อน มาบัดนี้ไทยก็ไม่สามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในดินแดนไทยได้แต่อย่างใด
       
       ซ้ำร้ายกัมพูชากลับกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมตามแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ตามเอ็มโอยู 2543 อีกด้วย
       
       17.ข้อผูกพันแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน แม้มีปัญหาในอดีตก็จะต้องกลับมาเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาอยู่ดี เราไม่ควรห่วงเกินไป จริงหรือไม่?
       ตอบ:
       1.กัมพูชาได้อาศัยเงื่อนไทยที่ไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบรุกล้ำและยึดครองดินแดนไทยในส่วนที่กัมพูชาไม่เคยครอบครองมาก่อน
       
       2.กัมพูชาสามารถโฆษณาชวนเชื่อจากข้อผิดพลาดมากมายกับนานาชาติว่าไทย-กัมพูชา ยึดถือแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสนแล้ว
       
       3.ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาได้ใช้เป็นเอกสารประกอบพิจารณาแผนบริหารจัดการมรดกโลกปราสาทพระวิหารของกัมพูชา
       
       4.รัฐสภาไทยมีโอกาสตกเป็นเครื่องมือของอำนาจทุนที่ครอบงำพรรคที่เอื้อประโยชน์ต่อกัมพูชาได้
       
       18. เอ็มโอยู 2543 ยกเลิกฝ่ายเดียวไม่ได้ จริงหรือไม่?
       ตอบ: ไม่จริง ไม่มีข้อห้ามใน เอ็มโอยู 2543 ว่าห้ามยกเลิก แม้แต่รัฐบาลชุดนี้ก็ใช้ ครม.ยกเลิกเอ็มโอยู 2544 (บันทึกความเข้าใจพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล) กับกัมพูชามาแล้วทั้งๆที่ในเวลานั้นอ้างเหตุผลทางการเมือง ในขณะที่กัมพูชาได้ละเมิดเอ็มโอยู 2543 ไปแล้วหลายครั้ง ไทยจึงมีสิทธิ์ และมีความชอบธรรมที่จะยกเลิก เอ็มโอยู 2543 อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
       
       คำถามเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
       
       19.สาระสำคัญการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 32 ปี 2551 คืออะไร?
       ตอบ:
       1.ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
       2.กัมพูชาได้ส่งแผนผังรวมถึงขอบด้านข้างตัวปราสาทพระวิหารซึ่งไทยถือว่ารุกล้ำดินแดนไทย
       3.กัมพูชาเสนอเอกสารในลักษณะจะทำให้พื้นที่กันชน และพื้นที่พัฒนารอบตัวปราสาทพระวิหาร กินรุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทย
       4.กัมพูชาเสนอเอกสารแผนที่ภาพรวมว่าเขตแดนไทย-กัมพูชาคือแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ส่วนไทยไม่ทักท้วงในประเด็นนี้
       5.จะมีการตั้งคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศเพื่อให้ความคุ้มครองทรัพย์สินมรดกโลก (มี 7 ชาติ อเมริกา, จีน, ญี่ปุ่น, ฝรั่งเศส, เบลเยียม, กัมพูชา, ไทย)
       6.กำหนดให้กัมพูชายื่นแผนบริหารจัดการในปี 2553
       
       20.สาระสำคัญการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 33 ปี 2552 คืออะไร?
       ตอบ:กัมพูชาได้ร้องต่อคณะกรรมการมรดกโลกว่า ไทยใช้กำลังทหารรุกรานกัมพูชาตามแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ในบริเวณเขาพระวิหารตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2551 เป็นต้นมาจนทำให้กัมพูชาเสียหาย โดยฝ่ายไทยไม่ทักท้วงแต่ประการใด
       
       21.สาระสำคัญการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 34 ปี 2553 คืออะไร?
       ตอบ:
       1.คณะกรรมการมรดกโลกได้แจ้งในรายงานว่า องค์การยูเนสโกได้ให้เงินช่วยเหลือรัฐบาลกัมพูชา จำนวน 50,000 เหรียญสหรัฐฯ ซ่อมและสร้างตลาดกัมพูชาในดินแดนไทย เพราะจากเหตุที่กัมพูชาได้กล่าวหาว่าไทยรุกล้ำดินแดนกัมพูชาตามแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน โดยที่ฝ่ายไทยก็ไม่ได้ทักท้วงอีก
       
       2.กัมพูชาได้ส่งมอบแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสนให้กับทุกชาติประกอบแผนบริหารจัดการมรดกโลก (ยกเว้นประเทศไทย)
       
       3.ไทย-กัมพูชา ยอมลงนามในร่างมติประนีประนอมระหว่างกัน โดยให้เลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการมรดกโลกปราสาทพระวิหารของกัมพูชาในการประชุมครั้งที่ 35 เดือนมิถุนายน 2554
       
       22.เหตุผลที่เลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการมรดกโลกปราสาทพระวิหารเป็น มิถุนายน 2554 เพราะอะไร?
       ตอบ:
       1.ฝ่ายไทยร้องเรียนว่ากัมพูชาได้ส่งเอกสารล่วงหน้าไม่ถึง 6 สัปดาห์ ผิดกติกามรดกโลก
       
       2.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เห็นชอบให้นายสุวิทย์ คุณกิตติ ลงนามประนีประนอมกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2553 โดยมีเงื่อนไขจะทำให้ไทยต้องเสียเปรียบในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 35 ในเดือนมิถุนายน 2554
       
       23.สิ่งที่ นายสุวิทย์ คุณกิตติลงนามร่างมติประนีประนอมกับกัมพูชาและคณะกรรมการมรดกโลกสรุปว่ามีเนื้อหาอะไร?
       ตอบ:
       1.รับมอบเอกสารการประชุมครั้งที่ 34
       2.อ้างถึงมติคณะกรรมการมรดกโลกและการรับรองรายงานการประชุมคณะกรรมการมรดก
       โลกย้อนหลังทั้งหมดในกรณีปราสาทพระวิหาร
       3.ศูนย์มรดกโลกได้รับมอบเอกสารจากกัมพูชาแล้ว
       4.จะดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานฯพื้นที่มรดกโลก
       ปราสาทพระวิหาร 7 ชาติ
       5.จะตัดสินพิจารณาเอกสารที่ยื่นต่อคณะกรรมการมรดกโลกในการประชุมครั้งที่ 35 ปี 2554
       
       24.สิ่งที่ นายสุวิทย์ คุณกิตติ ลงนาม มีนัยยะต่อการประชุมครั้งที่ 35 ปี เดือนมิถุนายน 2554 ว่าอย่างไร?
       ตอบ:
       1.ไทยและคณะกรรมการมรดกโลกได้รับมอบเอกสารล่วงหน้าแล้ว 1 ปี ก่อนถึงการประชุมครั้งที่ 35 ในเดือนมิถุนายน 2554 ทำให้ฝ่ายไทยหมดข้ออ้างที่เคยใช้ว่ากัมพูชาไม่ได้ยื่นแผน
       บริหารจัดการล่วงหน้า 6 สัปดาห์ตามกติกาของคณะกรรมการมรดกโลก
       
       3.ไทยได้รับมอบเอกสารการประชุมครั้งที่ 34 ซึ่งทุกประเทศ (ยกเว้นประเทศไทย) ต่างได้รับ
       มอบแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน
       
       4.ไทยได้ยอมรับการอ้างอิงและการรับรองรายงานการประชุมและการลงมติของคณะกรรมการ
       มรดกโลกที่ผ่านมา ซึ่งมีทั้งการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารที่ขีดเส้นกระทบไทย, การ
       อ้างอิงแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน, การอ้างว่าไทยรุกรานกัมพูชาตามแผนที่มาตราส่วน
       1 ต่อ 2 แสน, การที่ยูเนสโกให้เงินสนับสนุนกัมพูชาสร้างตลาดในดินแดนไทยเพราะไทย
       รุกรานกัมพูชาตามแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน โดยที่ไทยไม่ได้ปฏิเสธ
       
       5.ไม่ปฏิเสธการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆโดยรัฐภาคีเพื่อนำไปสู่การจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนของปราสาทพระวิหาร 7 ชาติ     
       
       25. เอ็มโอยู 2543 ที่อ้างว่าการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไม่แล้วเสร็จ เป็นเหตุผลที่ทำให้เลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการมรดกโลก จริงหรือไม่?
       ตอบ:
       1.ไม่จริง เพราะที่ผ่านมาคณะกรรมการมรดกโลกได้รับแต่แผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน โดยไทยไม่คัดค้านจึงเชื่อว่าคำว่า การจัดทำหลักเขตแดนไม่แล้วเสร็จนั้น หมายถึงไม่แล้วเสร็จตามแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ซึ่งไม่กระทบต่อพื้นที่บริหารจัดการมรดกโลกที่น้อยกว่าเขตแดนตามแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนและชื่อของแผนที่ใน เอ็มโอยู 2543 นานาชาติย่อมเข้าใจว่า เป็นแผนที่ซึ่งได้ปฏิบัติตาม
       สนธิสัญญาและคณะกรรมการปักปันสยามกับฝรั่งเศส จึงเป็นผลลัพธ์ของการกำหนดเส้นเขต
       แดน
       
       2.ไม่จริง เพราะถ้าเชื่อเช่นนั้นจริง ยูเนสโกจะไม่ให้เงินมาสนับสนุนสร้างตลาดกัมพูชาในดินแดนไทย
       
       3.ไม่จริง เพราะถ้ามีน้ำหนักทำให้เลื่อนได้จริง นายสุวิทย์ คุณกิตติ ไม่จำเป็นต้องลงนามในร่างข้อตกลงประนีประนอมที่ทำให้ฝ่ายไทยต้องเสียเปรียบในการประชุมมรดกโลกครั้งที่ 35 ในเดือนมิถุนายน 2554
       
       26. เงื่อนไขที่สำคัญที่จะทำให้คณะกรรมการมรดกโลกอนุมัติแผนบริหารจัดการมรดกโลกปราสาทพระวิหารของกัมพูชาคืออะไร?
       ตอบ:
       1.ฝ่ายไทยหมดข้ออ้างตามที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ ได้ลงนามประนีประนอมกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2553
       
       2.พื้นที่รอบเขาพระวิหารเป็นพื้นที่สันติภาพและสงบ ไม่มีทหารและไม่มีการปะทะ ตลอดจนมีการรื้อถอนสิ่งที่ไม่เกี่ยวออกจากแผนบริหารจัดการมรดกโลกออกจากพื้นที่
       
       คำถามเกี่ยวกับกรณีกัมพูชารุกล้ำและยึดครองดินแดนไทย
       
       27. หลังจากไทยได้ลงนามใน เอ็มโอยู 2543 กับกัมพูชาแล้วเกิดอะไรขึ้น?
       ตอบ:
       1.กัมพูชาประกาศพระราชกฤษฎีกาใช้แผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสนบริเวณเขาพระวิหาร ทั้งๆที่ไม่เคยทำเช่นนี้มาก่อน
       
       2.รุกล้ำและยึดครองดินแดนไทยมากขึ้นบริเวณเขาพระวิหาร ทั้งการขยายตลาด ชุมชน สร้างวัด สร้างถนนวิ่งอ้อมจากฝั่งกัมพูชาเข้ามาในดินแดนไทยขึ้นถึงตัวปราสาทพระวิหาร และขยายตัวมากขึ้นอย่างไม่หยุด
       
       3.ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก พร้อมทั้งนำแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสนเป็นเอกสารประกอบด้วย
       
       4.รุกล้ำและยึดครองดินแดนไทยเพิ่มเติม ทั้งช่องตาเฒ่า, ปราสาทโดนตรวล, ปราสาทตาเมือนธม, ภูมะเขือ, ปราสาทตาควาย, ถนนศรีเพ็ญ ฯลฯ
       
       5.เป็นฝ่ายร้องเรียนกับนานาชาติว่าไทยละเมิด เอ็มโอยู 2543 รุกล้ำดินแดนกัมพูชาตามแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน
       
       28. การประท้วงถือว่าไทยยังไม่เสียดินแดนจริงหรือไม่?
       ตอบ: ในทางพฤตินัยถือว่าไทยได้สูญเสียดินแดน เพราะไทยไม่แสดงอธิปไตยเหนือดินแดนในบริเวณที่ถูกรุกรานและยึดครองได้ เช่น การเก็บภาษี การบังคับใช้กฎหมาย การเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา ฯลฯ ยิ่งที่ปล่อยให้เป็นปัญหานานวันก็ยิ่งยากในการขอพื้นที่คืน
       
       29. ต้องการสงครามกัมพูชาหรือไม่?
       ตอบ: การปะทะตามตะเข็บชายแดนเพื่อรักษาอธิปไตย เป็นการปะทะจำกัดขอบเขต ต่างกันกับการทำสงครามอย่างสิ้นเชิง
       
       การละเมิดอธิปไตยควรใช้การเจรจาและทางการทูตเป็นจุดเริ่มต้น แต่หากไม่ฟังแล้ว ไทยต้องแสดงอธิปไตยเหนือดินแดนในพื้นที่ดังกล่าวให้ได้ เช่น การใช้ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง, การจัดเก็บภาษี การบังคับใช้กฎหมาย การเชิญธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดเสา แต่เมื่อฝ่ายทางการไทยอ่อนแอกัมพูชาจึงเหิมเกริมและใช้กองกำลังทหารติดอาวุธรุกรานและยึดครอง ดังนั้นไทยก็มีความชอบธรรมที่จะใช้ทหารในการผลักดันเช่นกันเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ
       
       30. กลยุทธ์ทางการทหารของกัมพูชาคืออะไร?
       ตอบ:
       1.ใช้ทหารบุกรุกยึดครองแล้วขยายชุมชนให้กัมพูชายึดครองโดยพฤตินัย
       2.พื้นที่มรดกโลกปราสาทพระวิหาร เมื่อใกล้ถึงวันพิจารณาแผนบริหารจัดการ กัมพูชาจึงถอนชุมชน เพื่อให้ถอนทหารและงดเว้นการปะทะทั้งสองฝ่าย โดยใช้ข้ออ้างในการสำรวจและทำหลักเจแดนตามเอ็มโอยู 2543 แต่แท้ที่จริงก็คือการทำให้เป็นพื้นที่สันติภาพเพื่อให้แผนบริหารจัดการมรดกโลกปราสาทพระวิหารได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมมรดกโลกครั้งที่ 35 ถือเป็นการนำนานาชาติมาผ่านเวทีมรดกโลกมาสร้างความชอบธรรมให้กัมพูชายึดครองดินแดนไทย ขยายความชอบธรรมในกรรมสิทธิ์ในดินแดนดังกล่าวให้เป็นของกัมพูชาในระหว่างที่เจรจาไม่สำเร็จตามที่กัมพูชาต้องการ
       
       31. กัมพูชาถอนชุมชน ตลาดและวัด โดยอ้างหลายครั้งว่าสถานภาพถอยกลับไปก่อนวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 โดยฝ่ายไทยอ้างเป็นผลงานว่าเป็นผลงานจาก เอ็มโอยู 2543 และการเจรจา จริงหรือไม่?
       ตอบ:
       กัมพูชาอ้างว่าให้ถอยกลับไปก่อน วันที่ 15 กรกฎาคม 2551 หมายถึงว่า ทหารไทยได้เลิกรุกรานกัมพูชาตาแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน และพร้อมที่จะบริหารจัดการในพื้นที่มรดกโลกแล้ว โดยกัมพูชาได้สร้างหลักฐานเอกสารอย่างน้อย 2 ครั้ง คือ
       
       1. ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 33 กัมพูชาให้ร้ายว่าไทยรุกรานกัมพูชาตามแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2551 จนองค์การยูเนสโกให้เงินสนับสนุนกัมพูชาให้ซ่อมสร้างตลาดในดินแดนไทย 50,000 เหรียญสหรัฐ โดยไทยไม่ทักท้วง
       
       2.ในคำปราศรัยในบันทึกผลการประชุม ประธานเจบีซีฝ่ายกัมพูชากล่าวร้ายว่าตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2551 ประเทศไทยได้มีการปะทะละเมิดเอ็มโอยู 2543
       
       32. การลาออกจากภาคีอนุสัญญามรดกโลก ได้อะไร?
       ตอบ:
       1.ยกเลิกสิ่งที่ทำให้ไทยเสียเปรียบ และไม่ยอมรับการละเมิดอธิปไตยไทย
       
       2.ถือเป็นการปฏิเสธมติคณะกรรมการมรดกโลกที่ผิดพลาดในการประชุมที่ผ่านมาทั้งหมด และสิ่งทีกำลังจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตโดยฝ่ายไทยได้แจ้งล่วงหน้าก่อนแล้ว
       
       3.หากไทยลาออกจาภาคีอนุสัญญามรดกโลกล่าช้า หรือยังจะใช้เป็นเวทีในการเจรจาคัดค้านต่อไป ย่อมเท่ากับว่าไทยยอมรับมติคณะกรรมการมรดกโลกที่ผ่านมา และหากปล่อยผ่านไปถึงการประชุมลงมติแผนบริหารจัดการมรดกโลกในครั้งที่ 35 ในเดือนมิถุนายน 2554 แล้ว ไทยจะต้องเผชิญหน้ากับมหาอำนาจอีกหลายชาติ จากที่เคยเผชิญหน้ากับกัมพูชาประเทศเดียว
       
       4.ไม่กระทบต่อทะเบียนมรดกโลกที่ได้อนุมัติไปแล้วก่อนหน้านี้
       
       33. ข้อเสนอของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย?
       ตอบ:
       1.ลาออกจากภาคีอนุสัญญามรดกโลก เพื่อแสดงการปฏิเสธมติคณะกรรมการมรดกโลกและองค์การยูเนสโกที่ได้ละเมิดอธิปไตยไทยและไม่ฟังคำทักท้วง
       
       2.ผลักดันชุมชนและทหารกัมพูชาออกจากดินแดนไทย พร้อมทั้งทวงคืนแผ่นดินไทยกลับมาดังเดิม
       
       3.ยกเลิกและหยุดยั้งข้อผูกพันทั้งปวงที่เกี่ยวเนื่องกับแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน
             สรุปถาม-ตอบกรณีปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา
       
       1.พันธมิตรฯ นักวิชาการ และภาคประชาชนคัดค้านเรื่องอะไร?
       ตอบ: คัดค้านไม่ให้ประเทศไทยเสียดินแดนจาก
       1. ข้อผูกพันแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ทั้งปวงที่ไทยทำกับกัมพูชา
       2. การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
       3. การรุกล้ำและยึดครองดินแดนไทยโดยกัมพูชา
       
       สรุปถาม-ตอบเกี่ยวกับข้อผูกพันแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน กับเขาพระวิหาร
       
       2. แผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ทำโดยใคร และเมื่อไหร่?
       ตอบ: ทำขึ้นโดยฝรั่งเศสแต่เพียงฝ่ายเดียว ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1907 (พ.ศ. 2450) โดยสยามไม่เคยเซ็นยอมรับเห็นชอบด้วย และไม่เป็นไปตามสนธิสัญญาสยามกับฝรั่งเศส และไม่เป็นไปตามที่ได้มีการเดินสำรวจและตกลงปักปันกันระหว่างสยามกับฝรั่งเศส
       
       3.ถ้าไทยไม่ยึดแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสนแล้วฝ่ายไทยยึดหลักอะไรเรื่องเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา ?
       ตอบ:1.สนธิสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส (ค.ศ. 1904 และ ค.ศ.1907) และยึดสันปันน้ำเป็นเขตแดน
       2.ผลงานการสำรวจและปักปันระหว่างสยามกับฝรั่งเศสที่ยึดสันปันน้ำและหน้าผาเป็นเส้นเขตแดน
       
       4.แผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสนทำให้ไทยเสียดินแดนเพราะอะไร?
       ตอบ: มีความผิดพลาดมาก เขียนผิดธรรมชาติ และรุกล้ำดินแดนไทยบริเวณเขาพระวิหาร 2,875 ไร่ สุ่มเสี่ยงที่ไทยจะเสียดินแดนเขตอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่มีแผนจะผนวกเข้าเป็นมรดกโลกร่วมกับปราสาทพระวิหาร 1.5 ล้านไร่ และดินแดนส่วนอื่นๆอีกรวม 1.8 ล้านไร่ ตลอดชายแดนไทย-กัมพูชา
       
       5.ข้อผูกพันแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ระหว่างไทยกับกัมพูชามีอยู่ในเอกสารอะไรบ้าง?
       ตอบ:
       1.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ไทย-กัมพูชา พ.ศ. 2543 (เอ็มโอยู 2543)
       2.แผนแม่บทฯ พ.ศ. 2546 (ทีโออาร์ 2546)
       3.มติรัฐสภาเรื่องกรอบการเจรจาของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย -กัมพูชา (เจบีซี) เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2551
       4.บันทึกผลการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี)
       
       6.ปัญหา บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ.ศ. 2543 (เอ็มโอยู 2543) ที่สำคัญคืออะไร?
       1. มีการระบุให้ไทย-กัมพูชาสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกตามแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ
       2แสนได้ด้วย ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา (อยู่ใน ข้อ 1 ค.) ทำให้ไทยต้องสุ่มเสี่ยงเสียดินแดนอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
       2. งดเว้นดำเนินการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมพื้นที่ชายแดน (ข้อ 5) โดยฝ่ายกัมพูชานอกจากจะรุกล้ำและยึดครองดินแดนเพิ่มเติมไทยแล้ว กัมพูชายังร้องเรียนกับไทยและนานาชาติกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายละเมิดเงื่อนไขนี้ตามแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน โดยที่ฝ่ายไทยไม่ได้โต้แย้งหลายครั้ง
       3. ให้ระงับข้อพิพาทใดๆที่เกิดจาการตีความหรือการบังคับใช้ เอ็มโอยู 2543 โดยสันติวิธีด้วยการปรึกษาหารือและการเจรจา (ข้อ 8) ทำให้กัมพูชาเหิมเกริมรุกล้ำและยึดครองดินแดนไทยมากขึ้น
       4. ไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 224
       5. เป็นเอกสารเริ่มต้นที่ทำให้เกิดเอกสารหลายชนิดที่มีข้อผูกพันแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน (ดูคำตอบข้อ 5)
       
       7.การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไทย-กัมพูชาที่ถูกต้องควรจะเป็นอย่างไร?
       ตอบ:
       1.เขตแดนไทย-กัมพูชาซึ่งต้องไปหา/ซ่อมแซม/หลักเขตแดนทางบกเก่า 73 หลัก จาก ช่องสะงำ จ. ศรีสะเกษ (หลักเขตที่ 1) ไปทางทิศตะวันออก ถึง บ้านหาดเล็ก จ.ตราด (หลักเขตที่ 73) ความยาว 603 กิโลเมตร หากสูญหายหรือต้องการทำเพิ่มเพื่อความชัดเจนก็สามารถทำได้
       
       2.เขตแดนถาวรตามธรรมชาติที่ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวหรือทำอะไรอีก เพราะบรรพบุรุษสยามกับฝรั่งเศสได้ตกลงสำรวจและปักปันไปเมื่อ 103 ปีที่แล้ว ว่าให้ใช้สันปันน้ำและหน้าผาซึ่งชัดเจนมากเป็นเขตแดนถาวรตามธรรมชาติโดยไม่เคยและไม่ต้องสำรวจเพื่อทำหลักเขตแดนใดๆทั้งสิ้น จาก ช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ ไปทางทิศตะวันออก จนถึง ช่องบก จ.อุบลราชาธานี ความยาว 195 กิโลเมตร ซึ่งย่อมรวมถึงเขาพระวิหารและบริเวณปราสาทพระวิหารด้วย
       
       8.ศาลโลกตัดสินคดี ปราสาทพระวิหาร พ.ศ. 2505 ตัดสินแค่ไหน?
       ตอบ:
       1.ศาลโลกไม่ตัดสินแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ตามที่กัมพูชาร้องขอ
       2.ศาลโลกไม่ตัดสินเส้นเขตแดนตามแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนตามที่กัมพูชาร้องขอ
       3.ด้วยกฎหมายปิดปากที่ไทยไม่ได้คัดค้านและทักท้วง ศาลโลกตัดสินให้ตัวปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา
       4.ไทยจะต้องถอนทหาร, ตำรวจ, ผู้ดูแลจากปราสาทพระวิหารหรือบริเวณใกล้เคียง
       5.ไทยมีพันธะต้องคืนบรรดาโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับปราสาทคืนให้กัมพูชา
       
       9.ไทยปฏิบัติตัวอย่างไรกับคดีปราสาทพระวิหาร?
       ตอบ:
       1.ไทยยื่นประท้วง คัดค้าน และสงวนสิทธิ์ในตัวปราสาทพระวิหารต่อองค์การสหประชาชาติ ซึ่งการสงวนไว้ซึ่งสิทธิ์ไม่มีกำหนดระยะเวลา
       2.ล้อมรั้วรอบตัวปราสาทสำหรับแนวปฏิบัติการไม่ให้เจ้าหน้าที่ของไทยเข้าไปเท่านั้น โดยไทยยังคงยึดถือว่าแนวหน้าผาและสันปันน้ำที่มีความชัดเจนยังคงเป็นเส้นเขตแดนถาวรตามธรรมชาติที่แท้จริง และในทางปฏิบัติบันไดทางขึ้นตัวปราสาทฯยังอยู่ฝั่งไทย โดยที่กัมพูชาก็ยอมรับสภาพเช่นนี้มาโดยตลอด ไม่เคยร้องขอให้เกินไปกว่านี้แต่อย่างใด
       3.หลังจากคดีปราสาทพระวิหาร ประเทศไทยไม่ได้ต่ออายุขยายคำประกาศรับเขตอำนาจบังคับของศาลโลกจนถึงปัจจุบัน (คำประกาศหมดอายุในระหว่างพิจารณาคดีปราสาทพระวิหาร)
       
       10.ศาลโลกจะขยายผล หรือกัมพูชาจะฟ้องศาลโลกแล้วไทยจะเสียดินแดนมากกว่านี้ได้หรือไม่?
       ตอบ:
       1.ไทยได้เรียนรู้ว่าศาลโลกไม่ให้ความเป็นธรรมกับไทย ศาลโลกใช้กฎหมายปิดปากกับไทยเป็นประเทศเดียวและประเทศแรกในโลก ศาลโลกตัดสินตามการเมืองเอาใจเขมรให้มาอยู่ข้างโลกเสรีกับมหาอำนาจสหรัฐอเมริกาในยุคสงครามเย็น ทั้งนี้ทนายของกัมพูชาก็คืออดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา
       2.ศาลโลกจำกัดคำพิพากษาเฉพาะประเด็นที่ฟ้องและตัดสินเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้น ไม่สามารถขยายผลไปยังแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ได้
       3.ที่จริงแล้วคำพิพากษาศาลโลกไม่มีอำนาจหรือสภาพบังคับประเทศต่างๆได้ แต่ไทยเลือกที่จะปฏิบัติตามโดยดีเอง
       4.การขึ้นศาลโลกคู่กรณีทั้งสองฝ่ายต้องยินยอม ไทยจึงมีสิทธิ์ที่จะไม่ยินยอมขึ้นศาลโลกได้
       
       11.เพราะมีเอ็มโอยู 2543 เป็นเครื่องมืออันวิเศษทำให้ไทยกับกัมพูชาจำกัดวงให้เจรจากันเอง โดยไม่ต้องไปศาลโลกอีกครั้งให้ไทยต้องเสียเปรียบ ใช่หรือไม่?
       ตอบ: ไม่จริง เพราะศาลโลกไม่สามารถขยายผลเกินกว่าขอบเขตที่ตัดสินในคำพิพากษา ศาลโลกไม่อยู่ในสภาพบังคับไทยได้ และ ไม่มีใครมาบังคับให้ไทยต้องขึ้นศาลโลกได้ (ดูคำตอบข้อ 10)
       
       12.เพราะมีเอ็มโอยู 2543 เป็นเครื่องมืออันวิเศษทำให้องค์การสหประชาชาติหรือนานาชาติไม่มาแทรกแซง จริงหรือไม่ ?
       ตอบ: ไม่จริง เพราะกฎบัตรสหประชาชาติ ข้อ 2 วรรค 7 ไม่ให้องค์การสหประชาชาติหรือนานาชาติมาแทรกแซงความสัมพันธ์หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศอยู่แล้วตราบใดที่ไม่เป็นอันตรายในระดับนานาชาติ
       
       13. หากไทยยินยอมกัมพูชาที่จะเดินสำรวจเพื่อจัดทำหลักเขตแดนทางบกบริเวณ “เขาพระวิหาร” จะมีความหมายว่าอย่างไร?
       ตอบ:
       1.เท่ากับว่าไทยได้สละแนวขอบหน้าผาและสันปันน้ำที่มีความชัดเจนที่สุด ซึ่งบรรพบุรุษสยามกับฝรั่งเศสได้ตกลงกันเมื่อ 103 ปีที่แล้วว่าให้ใช้เป็นเส้นเขตแดนถาวรตามธรรมชาติโดยไม่ต้องจัดทำหลักเขตแดนใดๆทั้งสิ้น ให้กลายมาเป็นว่าต้องมาสำรวจและตกลงจัดทำหลักเขตแดนกันใหม่ระหว่างไทย-กัมพูชา
       
       2.ทำให้นานาชาติเข้าใจว่า ไทย-กัมพูชา กำลังยึดถือเส้นเขตแดนอย่างอื่นที่ต้องสำรวจซ้ำและมีความไม่ชัดเจนจนถึงขั้นต้องทำหลักเขตแดนกันใหม่จากที่ไม่เคยมี ซึ่งย่อมต้องหมายถึงแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน มากกว่าจะหมายถึงขอบหน้าผาตามที่ฝ่ายไทยและฝรั่งเศสยึดถือ
       
       14.ในเอ็มโอยู 2543 ไม่ได้มี เฉพาะแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ซึ่งอยู่ในข้อ 1 (ค) เท่านั้น แต่ยังหมายถึงให้ทำตามสนธิสัญญาในข้อ 1 (ก) และ 1(ข) ได้ด้วย จึงไม่ได้สรุปว่าจะใช้แผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ใช่หรือไม่?
       ตอบ:
       1.“ชื่อเต็มของแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน” อ้างว่าเป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันระหว่างสยามกับอินโดจีน ซึ่งทำตามสนธิสัญญาสยามกับฝรั่งเศส ทำให้นานาชาติย่อมเข้าใจว่า แผนที่เป็นผลงานสุดท้ายที่สรุปกันแล้ว จึงต้องยึดเอาแผนที่เป็นหลักตลอดแนวเขตแดนไทย-กัมพูชา โดยไม่มีการยกเว้นในระวางใดทั้งสิ้น
       

       2.เอกสารกรมสนธิสัญญากระทรวงการต่างประเทศ พ.ศ. 2547 ระบุชัดเจนว่าหากสันปันน้ำขัดแย้งกับแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ให้ยึดแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนเป็นหลัก รวมถึงระวางดงรักและเขาพระวิหารด้วย
       
       3.หากยึดตามสนธิสัญญาว่าให้ใช้สันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดนจริง ก็คงไม่มีการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนกันใหม่ในบริเวณเขาพระวิหาร เพราะบริเวณดังกล่าวบรรพบุรุษสยามกับฝรั่งเศสเมื่อ 103 ปีที่แล้วได้สรุปให้ใช้ขอบหน้าผาซึ่งเป็นสันปันน้ำที่มีความชัดเจนให้เป็นเขตแดนตามธรรมชาติโดยไม่ต้องจัดทำหลักเขตแดนใดๆทั้งสิ้น
       
       4.กัมพูชากล่าวหาไทยว่าใช้ทหารรุกรานดินแดนกัมพูชาตามแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ทั้งในบันทึกผลการประชุม เจบีซี และในคณะกรรมการมรดกโลก แต่ฝ่ายไทยก็ไม่ได้ทักท้วงแต่ประการใด
       
       15.ผลบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) ปัญหาอยู่ที่ตรงไหน?
       ตอบ:
       1.บันทึกการประชุมเพื่อสำรวจซ้ำและจัดทำหลักเขตแดนกันใหม่โดยเฉพาะบริเวณเขาพระวิหาร  เสมือนเป็นการสละผลงานการสำรวจและปักปันของคณะกรรมการปักปันเขตแดนผสมสยาม-ฝรั่งเศสซึ่งได้สรุปไปเมื่อ 103 ปีที่แล้วว่า ให้ใช้แนวสันปันน้ำและหน้าผาเป็นเส้นเขตแดนถาวรตามธรรมชาติโดยไม่เคยต้องทำหลักเขตแดนใดๆ
       
       2.เป็นผลบันทึกการประชุมที่มีคำปราศรัยใส่ร้ายประเทศไทยว่ารุกล้ำดินแดนกัมพูชาตามแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน โดยที่ฝ่ายไทยไม่ได้มีการโต้แย้งใดๆ
       
       3.มีร่างข้อตกลงชั่วคราว ที่ยืนยันจะใช้ เอ็มโอยู 2543 และ ทีโออาร์ 2546 ซ้ำ และยังตกลงจะให้ทหารทั้งสองฝ่ายออกจากดินแดนบริเวณเขาพระวิหาร ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นพื้นที่สันติภาพ และทำให้แผนบริหารจัดการมรดกโลกปราสาทพระวิหารของกัมพูชาสามารถดำเนินการได้ทันที
       
       16.เอ็มโอยู 2543 คือเครื่องมืออันวิเศษที่ทำให้ไทยสามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแสดงว่าว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดเอ็มโอยู 2543 เพราะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม จริงหรือไม่? และหากไม่มี เอ็มโอยู 2543 ก็จะไม่มีเครื่องมือไปบอกว่ากัมพูชาทำผิดข้อตกลง จริงหรือไม่?
       ตอบ:
       ไม่จริง เพราะไทยเรามีสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส และผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนผสมสยาม-ฝรั่งเศส ที่สามารถระบุชัดเจนด้วยเหตุผลที่แข็งแรงกว่าว่า “กัมพูชาละเมิดอธิปไตยไทย”รุกล้ำเลยแนวสันปันน้ำและขอบหน้าผา
       
       ตรงกันข้ามเหตุผลของ เอ็มโอยู 2543 ที่ใช้เหตุผลว่า มีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในพื้นที่พิพาทนั้น กลับใช้กับพื้นที่ซึ่งเป็นของไทยและไม่เคยเป็นของกัมพูชามาก่อน มาบัดนี้ไทยก็ไม่สามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในดินแดนไทยได้แต่อย่างใด
       
       ซ้ำร้ายกัมพูชากลับกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมตามแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ตามเอ็มโอยู 2543 อีกด้วย
       
       17.ข้อผูกพันแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน แม้มีปัญหาในอดีตก็จะต้องกลับมาเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาอยู่ดี เราไม่ควรห่วงเกินไป จริงหรือไม่?
       ตอบ:
       1.กัมพูชาได้อาศัยเงื่อนไทยที่ไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบรุกล้ำและยึดครองดินแดนไทยในส่วนที่กัมพูชาไม่เคยครอบครองมาก่อน
       
       2.กัมพูชาสามารถโฆษณาชวนเชื่อจากข้อผิดพลาดมากมายกับนานาชาติว่าไทย-กัมพูชา ยึดถือแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสนแล้ว
       
       3.ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาได้ใช้เป็นเอกสารประกอบพิจารณาแผนบริหารจัดการมรดกโลกปราสาทพระวิหารของกัมพูชา
       
       4.รัฐสภาไทยมีโอกาสตกเป็นเครื่องมือของอำนาจทุนที่ครอบงำพรรคที่เอื้อประโยชน์ต่อกัมพูชาได้
       
       18. เอ็มโอยู 2543 ยกเลิกฝ่ายเดียวไม่ได้ จริงหรือไม่?
       ตอบ: ไม่จริง ไม่มีข้อห้ามใน เอ็มโอยู 2543 ว่าห้ามยกเลิก แม้แต่รัฐบาลชุดนี้ก็ใช้ ครม.ยกเลิกเอ็มโอยู 2544 (บันทึกความเข้าใจพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล) กับกัมพูชามาแล้วทั้งๆที่ในเวลานั้นอ้างเหตุผลทางการเมือง ในขณะที่กัมพูชาได้ละเมิดเอ็มโอยู 2543 ไปแล้วหลายครั้ง ไทยจึงมีสิทธิ์ และมีความชอบธรรมที่จะยกเลิก เอ็มโอยู 2543 อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
       
       คำถามเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
       
       19. สาระสำคัญการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 32 ปี 2551 คืออะไร?
       ตอบ:
       1.ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
       2.กัมพูชาได้ส่งแผนผังรวมถึงขอบด้านข้างตัวปราสาทพระวิหารซึ่งไทยถือว่ารุกล้ำดินแดนไทย
       3.กัมพูชาเสนอเอกสารในลักษณะจะทำให้พื้นที่กันชน และพื้นที่พัฒนารอบตัวปราสาทพระวิหาร กินรุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทย
       4.กัมพูชาเสนอเอกสารแผนที่ภาพรวมว่าเขตแดนไทย-กัมพูชาคือแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ส่วนไทยไม่ทักท้วงในประเด็นนี้
       5.จะมีการตั้งคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศเพื่อให้ความคุ้มครองทรัพย์สินมรดกโลก (มี 7 ชาติ อเมริกา,จีน,ญี่ปุ่น,ฝรั่งเศส,เบลเยียม,กัมพูชา,ไทย)
       6.กำหนดให้กัมพูชายื่นแผนบริหารจัดการในปี 2553
       
       20.สาระสำคัญการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 33 ปี 2552 คืออะไร?
       ตอบ:กัมพูชาได้ร้องต่อคณะกรรมการมรดกโลกว่า ไทยใช้กำลังทหารรุกรานกัมพูชาตามแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ในบริเวณเขาพระวิหารตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2551 เป็นต้นมาจนทำให้กัมพูชาเสียหาย โดยฝ่ายไทยไม่ทักท้วงแต่ประการใด
       
       21.สาระสำคัญการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 34 ปี 2553 คืออะไร?
       ตอบ:
       1.คณะกรรมการมรดกโลกได้แจ้งในรายงานว่า องค์การยูเนสโกได้ให้เงินช่วยเหลือรัฐบาลกัมพูชา จำนวน 50,000 เหรียญสหรัฐ ซ่อมและสร้างตลาดกัมพูชาในดินแดนไทย เพราะจากเหตุที่กัมพูชาได้กล่าวหาว่าไทยรุกล้ำดินแดนกัมพูชาตามแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน โดยที่ฝ่ายไทยก็ไม่ได้ทักท้วงอีก
       
       2.กัมพูชาได้ส่งมอบแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสนให้กับทุกชาติประกอบแผนบริหารจัดการมรดกโลก (ยกเว้นประเทศไทย)
       
       3.ไทย-กัมพูชา ยอมลงนามในร่างมติประนีประนอมระหว่างกัน โดยให้เลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการมรดกโลกปราสาทพระวิหารของกัมพูชาในการประชุมครั้งที่ 35 เดือนมิถุนายน 2554
       
       22. เหตุผลที่เลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการมรดกโลกปราสาทพระวิหารเป็น มิถุนายน 2554 เพราะอะไร?
       ตอบ:
       1. ฝ่ายไทยร้องเรียนว่ากัมพูชาได้ส่งเอกสารล่วงหน้าไม่ถึง 6 สัปดาห์ ผิดกติกามรดกโลก
       
       2. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เห็นชอบให้นายสุวิทย์ คุณกิตติ ลงนามประนีประนอมกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2553 โดยมีเงื่อนไขจะทำให้ไทยต้องเสียเปรียบในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 35 ในเดือนมิถุนายน 2554
       
       23.สิ่งที่นายสุวิทย์ คุณกิตติลงนามร่างมติประนีประนอมกับกัมพูชาและคณะกรรมการมรดกโลกสรุปว่ามีเนื้อหาอะไร?
       ตอบ:
       1. รับมอบเอกสารการประชุมครั้งที่ 34
       2. อ้างถึงมติคณะกรรมการมรดกโลกและการรับรองรายงานการประชุมคณะกรรมการมรดก
       โลกย้อนหลังทั้งหมดในกรณีปราสาทพระวิหาร
       3. ศูนย์มรดกโลกได้รับมอบเอกสารจากกัมพูชาแล้ว
       4. จะดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานฯพื้นที่มรดกโลก
       ปราสาทพระวิหาร 7 ชาติ
       5.จะตัดสินพิจารณาเอกสารที่ยื่นต่อคณะกรรมการมรดกโลกในการประชุมครั้งที่ 35 ปี 2554
       
       24. สิ่งที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ ลงนาม มีนัยยะต่อการประชุมครั้งที่ 35 ปี เดือนมิถุนายน 2554 ว่าอย่างไร?
       ตอบ:
       1. ไทยและคณะกรรมการมรดกโลกได้รับมอบเอกสารล่วงหน้าแล้ว 1 ปี ก่อนถึงการประชุมครั้ง
       ที่ 35 ในเดือนมิถุนายน 2554 ทำให้ฝ่ายไทยหมดข้ออ้างที่เคยใช้ว่ากัมพูชาไม่ได้ยื่นแผน
       บริหารจัดการล่วงหน้า 6 สัปดาห์ตามกติกาของคณะกรรมการมรดกโลก
       
       3.ไทยได้รับมอบเอกสารการประชุมครั้งที่ 34 ซึ่งทุกประเทศ (ยกเว้นประเทศไทย)ต่างได้รับ
       มอบแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน
       
       4.ไทยได้ยอมรับการอ้างอิงและการรับรองรายงานการประชุมและการลงมติของคณะกรรมการ
       มรดกโลกที่ผ่านมา ซึ่งมีทั้งการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารที่ขีดเส้นกระทบไทย, การ
       อ้างอิงแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน, การอ้างว่าไทยรุกรานกัมพูชาตามแผนที่มาตราส่วน
       1 ต่อ 2 แสน, การที่ยูเนสโกให้เงินสนับสนุนกัมพูชาสร้างตลาดในดินแดนไทยเพราะไทย
       รุกรานกัมพูชาตามแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน โดยที่ไทยไม่ได้ปฏิเสธ
       
       5.ไม่ปฏิเสธการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆโดยรัฐภาคีเพื่อนำไปสู่การจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนของปราสาทพระวิหาร 7 ชาติ     
       
       25. เอ็มโอยู 2543 ที่อ้างว่าการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไม่แล้วเสร็จ เป็นเหตุผลที่ทำให้เลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการมรดกโลก จริงหรือไม่?
       ตอบ:
       1.ไม่จริง เพราะที่ผ่านมาคณะกรรมการมรดกโลกได้รับแต่แผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน โดยไทยไม่คัดค้านจึงเชื่อว่าคำว่า การจัดทำหลักเขตแดนไม่แล้วเสร็จนั้น หมายถึงไม่แล้วเสร็จตามแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ซึ่งไม่กระทบต่อพื้นที่บริหารจัดการมรดกโลกที่น้อยกว่าเขตแดนตามแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนและชื่อของแผนที่ใน เอ็มโอยู 2543 นานาชาติย่อมเข้าใจว่า เป็นแผนที่ซึ่งได้ปฏิบัติตาม
       สนธิสัญญาและคณะกรรมการปักปันสยามกับฝรั่งเศส จึงเป็นผลลัพธ์ของการกำหนดเส้นเขต
       แดน
       
       2.ไม่จริง เพราะถ้าเชื่อเช่นนั้นจริง ยูเนสโกจะไม่ให้เงินมาสนับสนุนสร้างตลาดกัมพูชาในดินแดนไทย
       
       3.ไม่จริง เพราะถ้ามีน้ำหนักทำให้เลื่อนได้จริง นายสุวิทย์ คุณกิตติ ไม่จำเป็นต้องลงนามในร่างข้อตกลงประนีประนอมที่ทำให้ฝ่ายไทยต้องเสียเปรียบในการประชุมมรดกโลกครั้งที่ 35 ในเดือนมิถุนายน 2554
       
       26. เงื่อนไขที่สำคัญที่จะทำให้คณะกรรมการมรดกโลกอนุมัติแผนบริหารจัดการมรดกโลกปราสาทพระวิหารของกัมพูชาคืออะไร?
       ตอบ:
       1.ฝ่ายไทยหมดข้ออ้างตามที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ ได้ลงนามประนีประนอมกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2553
       
       2.พื้นที่รอบเขาพระวิหารเป็นพื้นที่สันติภาพและสงบ ไม่มีทหารและไม่มีการปะทะ ตลอดจนมีการรื้อถอนสิ่งที่ไม่เกี่ยวออกจากแผนบริหารจัดการมรดกโลกออกจากพื้นที่
       
       คำถามเกี่ยวกับกรณีกัมพูชารุกล้ำและยึดครองดินแดนไทย
       
       27. หลังจากไทยได้ลงนามใน เอ็มโอยู 2543 กับกัมพูชาแล้วเกิดอะไรขึ้น?
       ตอบ:
       1.กัมพูชาประกาศพระราชกฤษฎีกาใช้แผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสนบริเวณเขาพระวิหาร ทั้งๆที่ไม่เคยทำเช่นนี้มาก่อน
       
       2.รุกล้ำและยึดครองดินแดนไทยมากขึ้นบริเวณเขาพระวิหาร ทั้งการขยายตลาด ชุมชน สร้างวัด สร้างถนนวิ่งอ้อมจากฝั่งกัมพูชาเข้ามาในดินแดนไทยขึ้นถึงตัวปราสาทพระวิหาร และขยายตัวมากขึ้นอย่างไม่หยุด
       
       3.ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก พร้อมทั้งนำแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสนเป็นเอกสารประกอบด้วย
       
       4.รุกล้ำและยึดครองดินแดนไทยเพิ่มเติม ทั้งช่องตาเฒ่า, ปราสาทโดนตรวล, ปราสาทตาเมือนธม, ภูมะเขือ, ปราสาทตาควาย, ถนนศรีเพ็ญ ฯลฯ
       
       5.เป็นฝ่ายร้องเรียนกับนานาชาติว่าไทยละเมิด เอ็มโอยู 2543 รุกล้ำดินแดนกัมพูชาตามแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน
       
       28. การประท้วงถือว่าไทยยังไม่เสียดินแดนจริงหรือไม่?
       ตอบ: ในทางพฤตินัยถือว่าไทยได้สูญเสียดินแดน เพราะไทยไม่แสดงอธิปไตยเหนือดินแดนในบริเวณที่ถูกรุกรานและยึดครองได้ เช่น การเก็บภาษี การบังคับใช้กฎหมาย การเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา ฯลฯ ยิ่งที่ปล่อยให้เป็นปัญหานานวันก็ยิ่งยากในการขอพื้นที่คืน
       
       29. ต้องการสงครามกัมพูชาหรือไม่?
       ตอบ: การปะทะตามตะเข็บชายแดนเพื่อรักษาอธิปไตย เป็นการปะทะจำกัดขอบเขต ต่างกันกับการทำสงครามอย่างสิ้นเชิง
       
       การละเมิดอธิปไตยควรใช้การเจรจาและทางการทูตเป็นจุดเริ่มต้น แต่หากไม่ฟังแล้ว ไทยต้องแสดงอธิปไตยเหนือดินแดนในพื้นที่ดังกล่าวให้ได้ เช่น การใช้ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง, การจัดเก็บภาษี การบังคับใช้กฎหมาย การเชิญธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดเสา แต่เมื่อฝ่ายทางการไทยอ่อนแอกัมพูชาจึงเหิมเกริมและใช้กองกำลังทหารติดอาวุธรุกรานและยึดครอง ดังนั้นไทยก็มีความชอบธรรมที่จะใช้ทหารในการผลักดันเช่นกันเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ
       
       30. กลยุทธ์ทางการทหารของกัมพูชาคืออะไร?
       ตอบ:
       1.ใช้ทหารบุกรุกยึดครองแล้วขยายชุมชนให้กัมพูชายึดครองโดยพฤตินัย
       2.พื้นที่มรดกโลกปราสาทพระวิหาร เมื่อใกล้ถึงวันพิจารณาแผนบริหารจัดการ กัมพูชาจึงถอนชุมชน เพื่อให้ถอนทหารและงดเว้นการปะทะทั้งสองฝ่าย โดยใช้ข้ออ้างในการสำรวจและทำหลักเจแดนตามเอ็มโอยู 2543 แต่แท้ที่จริงก็คือการทำให้เป็นพื้นที่สันติภาพเพื่อให้แผนบริหารจัดการมรดกโลกปราสาทพระวิหารได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมมรดกโลกครั้งที่ 35 ถือเป็นการนำนานาชาติมาผ่านเวทีมรดกโลกมาสร้างความชอบธรรมให้กัมพูชายึดครองดินแดนไทย ขยายความชอบธรรมในกรรมสิทธิ์ในดินแดนดังกล่าวให้เป็นของกัมพูชาในระหว่างที่เจรจาไม่สำเร็จตามที่กัมพูชาต้องการ
       
       31. กัมพูชาถอนชุมชน ตลาดและวัด โดยอ้างหลายครั้งว่าสถานภาพถอยกลับไปก่อนวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 โดยฝ่ายไทยอ้างเป็นผลงานว่าเป็นผลงานจาก เอ็มโอยู 2543 และการเจรจา จริงหรือไม่?
       ตอบ:
       กัมพูชาอ้างว่าให้ถอยกลับไปก่อน วันที่ 15 กรกฎาคม 2551 หมายถึงว่า ทหารไทยได้เลิกรุกรานกัมพูชาตาแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน และพร้อมที่จะบริหารจัดการในพื้นที่มรดกโลกแล้ว โดยกัมพูชาได้สร้างหลักฐานเอกสารอย่างน้อย 2 ครั้ง คือ
       
       1. ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 33 กัมพูชาให้ร้ายว่าไทยรุกรานกัมพูชาตามแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2551 จนองค์การยูเนสโกให้เงินสนับสนุนกัมพูชาให้ซ่อมสร้างตลาดในดินแดนไทย 50,000 เหรียญสหรัฐ โดยไทยไม่ทักท้วง
       
       2.ในคำปราศรัยในบันทึกผลการประชุม ประธานเจบีซีฝ่ายกัมพูชากล่าวร้ายว่าตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2551 ประเทศไทยได้มีการปะทะละเมิดเอ็มโอยู 2543
       
       32. การลาออกจากภาคีอนุสัญญามรดกโลก ได้อะไร?
       ตอบ:
       1.ยกเลิกสิ่งที่ทำให้ไทยเสียเปรียบ และไม่ยอมรับการละเมิดอธิปไตยไทย
       
       2.ถือเป็นการปฏิเสธมติคณะกรรมการมรดกโลกที่ผิดพลาดในการประชุมที่ผ่านมาทั้งหมด และสิ่งทีกำลังจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตโดยฝ่ายไทยได้แจ้งล่วงหน้าก่อนแล้ว
       
       3.หากไทยลาออกจาภาคีอนุสัญญามรดกโลกล่าช้า หรือยังจะใช้เป็นเวทีในการเจรจาคัดค้านต่อไป ย่อมเท่ากับว่าไทยยอมรับมติคณะกรรมการมรดกโลกที่ผ่านมา และหากปล่อยผ่านไปถึงการประชุมลงมติแผนบริหารจัดการมรดกโลกในครั้งที่ 35 ในเดือนมิถุนายน 2554 แล้ว ไทยจะต้องเผชิญหน้ากับมหาอำนาจอีกหลายชาติ จากที่เคยเผชิญหน้ากับกัมพูชาประเทศเดียว
       
       4.ไม่กระทบต่อทะเบียนมรดกโลกที่ได้อนุมัติไปแล้วก่อนหน้านี้
       
       33. ข้อเสนอของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย?
       ตอบ:
       1.ลาออกจากภาคีอนุสัญญามรดกโลก เพื่อแสดงการปฏิเสธมติคณะกรรมการมรดกโลกและองค์การยูเนสโกที่ได้ละเมิดอธิปไตยไทยและไม่ฟังคำทักท้วง
       
       2.ผลักดันชุมชนและทหารกัมพูชาออกจากดินแดนไทย พร้อมทั้งทวงคืนแผ่นดินไทยกลับมาดังเดิม
       
       3.ยกเลิกและหยุดยั้งข้อผูกพันทั้งปวงที่เกี่ยวเนื่องกับแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน
        
       
       ตารางเปรียบเทียบ 20 จุดยืนของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
       
กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกรณีเขตแดนไทย-กัมพูชา
       
        

 33 ประเด็น ถาม-ตอบ ราชอาณาจักรไทยกำลังจะเสียดินแดน
       

 33 ประเด็น ถาม-ตอบ ราชอาณาจักรไทยกำลังจะเสียดินแดน
       

 33 ประเด็น ถาม-ตอบ ราชอาณาจักรไทยกำลังจะเสียดินแดน
       

 33 ประเด็น ถาม-ตอบ ราชอาณาจักรไทยกำลังจะเสียดินแดน
       

 33 ประเด็น ถาม-ตอบ ราชอาณาจักรไทยกำลังจะเสียดินแดน
       

 33 ประเด็น ถาม-ตอบ ราชอาณาจักรไทยกำลังจะเสียดินแดน
       

 33 ประเด็น ถาม-ตอบ ราชอาณาจักรไทยกำลังจะเสียดินแดน
       

 33 ประเด็น ถาม-ตอบ ราชอาณาจักรไทยกำลังจะเสียดินแดน
                     คำปราศรัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
                       เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2505
       
       พี่น้องร่วมชาติ และมิตรร่วมชีวิตที่รักของข้าพเจ้าทั้งหลาย ตามที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือที่เรียกว่า ศาลโลก ได้วินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๕ ให้ปราสาทเขาพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา และทางรัฐบาลได้ออกแถลงให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบเป็นลำดับนั้น
        
       รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยเฉพาะตัวของข้าพเจ้า ถือว่า เรื่องนี้มีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผลได้ผลเสียของชาติ อันเป็นเรื่องของแผ่นดินไทย ซึ่งเป็นมรดกที่บรรพบุรุษของเราสู้มา อุตสาห์ฝ่าคมอาวุธรักษาไว้ และตกทอดมาถึงรุ่นเรา
       
       เนื่องจากในคำปราศรัยนี้เป็นเรื่องที่สะเทือนใจพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าทราบดีว่า ในส่วนลึกและหัวใจแล้ว คนไทยผู้รักชาติทุกคน มีความเศร้าสลดและมีความข่มขืนใจเพียงใด แสดงออกถึงของประชาชนในการเดินขบวนทั่วประเทศ เพื่อคัดค้านคำพิพากษาของศาลโลกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เป็นสิ่งที่เห็นกันอยู่อย่างชัดเจนแล้ว
       
       ทั้งนี้มิใช่ว่าพวกเราจะนั่งนิ่งเฉยหรือท้อแท้ใจ ชาติไทยยอมท้อแท้ทอดอาลัยไม่ได้ เราเคยสูญเสียดินแดนแก่ประเทศมหาอำนาจที่ล่าอาณานิคมมาแล้วหลายครั้ง หากบรรพบุรุษของเรายอมท้อแท้ เราจะเอาแผ่นดินที่ไหนมาอยู่กันได้จนถึงทุกวันนี้ เราจะต้องหาวิธีการสู้ต่อไป
       
       สำหรับกรณีเขาพระวิหาร ซึ่งศาลโลกได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วนั้น ข้าพเจ้าขอทบทวนเข้าใจกับเพื่อนร่วมชาติทั้งหลายว่า รัฐบาลและประชาชนชาวไทย ไม่ได้เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลโลก ทั้งในข้อเท็จจริงกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักความยุติธรรม
       
       เมื่อเป็นดังนี้ แม้นรัฐบาลและปวงชนชาวไทย จะได้มีความรู้สึกสลดใจและข่มขืนเพียงใด ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ ก็ต้องปฏิบัติตามพันธกรณีในกฏบัติสหประชาชาติ กล่าวคือ ต้องยอมให้กัมพูชามีอธิปไตยเหนือเขาพระวิหาร ตามพันธกรณีแห่งกฎบัติสหประชาชาติ แต่รัฐบาลขอตั้งประท้วงและขอสงวน สิทธิ์อันชอบธรรมของประเทศไทยในเรื่องนี้ไว้ เพื่อสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินทางกฎหมายที่จำเป็น ซึ่งอาจจะมีขึ้นในภายภาคหน้า ให้กรรมสิทธิ์นี้กลับคืนมาในโอกาสอันสมควร
       
       พี่น้องทั้งหลายคงทราบดีว่า ชาติของเราต้องเสียศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิไปเนื่องจากเขาพระวิหาร อีกสิบปีอีกกี่ร้อยปี เราก็สามารถสร้างเกียรติภูมิคราวนี้กลับคืนมาได้ ข้าพเจ้าทราบว่า การสูญเสียปราสาทเขาพระวิหารครั้งนี้ เป็นการสูญเสียที่สะเทือนใจของคนไทยทั้งชาติ
       
       ฉะนั้นแม้นว่ากัมพูชาจะได้ปราสาทเขาพระวิหารนี้ไป ก็คงไปได้แค่ซากปรักหักพัง และแผ่นดินเฉพาะรองรับเขาพระวิหารเท่านั้น วิญญาณของปราสาทเขาพระวิหารยังคงอยู่กับคนไทยตลอดไป ประชาชนชาวไทยจะระลึกอยู่เสมอว่า ปราสาทเขาพระวิหารของไทยถูกปล้นเอาไป ด้วยอุปเล่ห์เพทุบาย คนที่ไม่มีเกียรติและไม่รับผิดชอบ ไม่รักความเป็นธรรม เมื่อประเทศไทยเราประพฤติปฏิบัติดีในสังคมโลก อันเป็นที่มีศีลธรรม มีสัตย์ ในวันหนึ่งข้างหน้าไม่ช้าก็เร็ว ปราสาทเขาพระวิหารจะต้องกลับมาสู่ดินแดนไทยอีกครั้งหนึ่ง
       
       เหตุการณ์เกี่ยวกับเขาพระวิหารครั้งนี้ สลักแน่นอยู่ในความทรงจำของคนไทยสืบไปชั่วลูกชั่วหลาน และเป็นรอยจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ของชาติไปตลอด เสมือนแผลที่อยู่ในใจของคนไทยทั้งชาติ แต่ข้าพเจ้าหวังอยู่เสมอว่า ในที่สุด ธรรมมะย่อมชนะอธรรม การหัวเราะที่หลังย่อมดังกว่า และนานกว่าพี่น้องร่วมชาติทุกท่าน ได้โปรดวางใจรัฐบาลซึ่งข้าพเจ้าเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่นี้ จะสามารถนำชาติและพี่น้องชาวไทยที่รักก้าวสู่อนาคตอันสุขใสให้ได้ และข้าพเจ้ารับรองแก่ท่านทั้งหลายว่า เมื่อถึงคราวที่ชาติคับขันแล้ว ข้าพเจ้าจะกอดคอร่วมเป็นร่วมตายกับพี่น้องประชาชนชาวไทย เอาเลือดทาแผ่นดิน ไม่เสียดายชีวิตแม้แต่นิดเดียว แต่เราจะทำอย่างไรได้ ข้าพเจ้าเองมีความเจ็บช้ำน้ำใจไม่น้อยไปกว่าเพื่อร่วมชาติทั้งหลาย
       
       การที่ข้าพเจ้าต้องมากล่าวถึงเรื่องนี้ ข้าพเจ้าอยากจะกล่าวว่า การมาพูดกับท่านด้วยน้ำตา น้ำตาของข้าพเจ้า เป็นน้ำตาของลูกผู้ชาย ของเลือด ของความคับแค้น และการผูกใจเจ็บชั่วชีวิตชาตินี้และชาติหน้า ต่อดวงวิญญาณของบรรพบุรุษผู้กล้าหาญของชาวไทย
       
       ข้าพเจ้าขอกล่าวคำปฏิญาณด้วยสัตย์วาจาดังนี้ พี่น้องที่รักชาติทั้งหลายน้ำตาไม่อาจทำให้เราฉลาดขึ้น แต่เราจะต้องได้อะไรคืนมา ในขั้นสุดท้ายชาติไทยจะต้องประสบกับชัยชนะเสมอ เราต้องกล้าสู้ เราต้องกล้ายิ้มรับภัยที่มาถึงตัวเรา ชาติไทยเป็นชาติที่เชื่อมั่นในบริวารพุทธศาสนา ตั้งตนอยู่ในความเป็นธรรมตลอดมา
       
       ข้าพเจ้าเชื่อมั่นเสมอว่า ชาติของเราจะไม่อับจนเป็นอันขาด เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องหนึ่งในบรรดาเรื่องใหญ่ทั้งหลาย มีความสำคัญมากกว่านี้ ชาติที่รักของเรากำลังพัฒนาไปในสู่วิถีทางที่ดีขึ้น เหตุนี้ไม่ใช่เหตุผลความอับจนของ  เรา จงหวังและทำในเรื่องชาติที่สำคัญกว่านี้ ข้าพเจ้าเชื่อมั่นเหลือเกินว่า ชาติไทยของเรามีอนาคตแจ่มใสและรุ่งโรจน์อย่างแน่อนและมั่นคงในอนาคตอันใกล้ นี้ เราจงมาช่วยกันสร้างชาติที่รักยิ่งของเราต่อไป
       
       พี่น้องชาวไทยที่รักทั้งหลาย วันนี้เป็นวันหนึ่งและในวันข้างหน้า เราจะต้องเอาปราสาทเขาพระวิหารคืนมาให้จงได้ และให้เป็นของชาติไทย
       
                                  เพลง สุดแผ่นดิน
                                          ส.อ.พรเลิศ สารานิยกุล
       
       สุดดินคือถิ่นน้ำ              เขตคามไทยสุดแนว
       เราถอยไปไม่ได้อีกแล้ว     ผืนดินสิ้นแนวทะเลกว้างใหญ่
       
       ชาติไทยในเก่ากาล          ถูกเขารานย่ำใจ
       เคยเสียน้ำตามากเพียงไหน  เสียเนื้อเลือดเท่าไรชาวไทยจำได้ดี
       
       เราถอยมาอยู่แสนไกล      รวมเผ่าไทยอยู่อย่างเสรี
       พระสยามทรงนำโชคดี      ผืนดินถิ่นนี้คือแผ่นดินทอง
       
       ไม่มีที่แห่งไหน              ให้ไทยไปจับจอง
       เราถอยไปไม่ได้พี่น้อง      ใครคิดมาแย่งครองผองไทยจงสู้ตาย

ข่าวล่าสุด ในหมวด
กปปส. กับ ปชป. ทางสองแพร่งที่ต้องเลือก / ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
วันอังคารนี้ กิตติรัตน์ จะช่วยพา ครม.เสี่ยงคุก !?
จุดชี้ขาดอยู่ที่ “ไทยจะสงวนสิทธิ์ที่จะไม่รับอำนาจศาลโลกหรือไม่” !?
ลาก่อน ยิ่งลักษณ์!?
ฤา พล.อ.อ.สุกำพล จะซ้ำรอยประวัติศาสตร์เมื่อ 83 ปีที่แล้ว!?
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 419 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
 
ความคิดเห็นที่ 4 +336 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
คนแรกที่ควรอ่าน และ ต้องอ่านคือ... นายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ด่วนที่สุดเลย!!!!!!!!!!
ก่อนไม่มีแผ่นดินจะอยู่
ความคิดเห็นที่ 5 +196 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ขอบคุณอาจารย์ปานเทพและทุกๆท่านที่ต่อสู้เพื่อแผ่นดินอ่านแล้วอยากร้องไห้
พธม.สวีเดน
ความคิดเห็นที่ 175 +155 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผลงานของ “นายกฯศรีธนญชัยขายชาติแห่งพรรคประชาธิเปรต & รัฐบาลโจรเสื้อนอก” ชี้ชัด ไม่ต่างเอี้ยหางแดง.

1 ประชานิยมผลาญเงินหลวง แจกลูกเดียวฟรีมันทุกอย่าง (มอมเมาประชาชนซื้อเสียงล่วงหน้า)

2 มีแต่กู้(อ้างโครงการไร้สาระและเอางบประมาณมาแดกกันแถมแก้กฎหมายกู้เงินอาจนำพาไปสู่หายนะทางการเงิน)

3. แต่งตั้งตำรวจเลวให้มีอำนาจประเทศชาติไร้ซึ้งความยุติธรรม

4. รัฐมนตรี ข้าราชการ สส มีแต่พวกสกปรก เช่น สุเทพ/ประวิทย์/โสภณ ซาเล้ง/พัชรวาท/เนวิน/อนุพงษ์/ปู่ชัย/แถมเอาเจ้าแม่อ่าง อบ นวดมาบริหารประเทศ คุมกระทรวงพานิชย์ฯลฯ

5. กระทรวงต่างๆมีแต่ข่าวคอรับชั่น เช่น โกงเรื่องปลากระป๋องเน่า/ข้าวสารเน่า (เน่าแล้วเน่าอีกเน่าซ้ำซาก)

6. ทุจริต นมโรงเรียน (มันโกงแม้กระทั้งเด็กนักเรียน)

7. ทุจริตเครื่องชี้ระเบิด “GT 200” และเครื่องตรวจหาสารเสพติด “ALPHA 6”

ยุคทักษิณปี 48 ซื้อมาใช้ 4 เครื่อง ราคาเครื่องละ 2 หมื่น

ยุคสุรยุทธ์ปี 49 สั่งเพิ่มมาอีก 500 เครื่อง เครื่องละ 7 หมื่น

ยุคอภิสิทธิ์ปี 52 ซื้อเพิ่มอีก 2,000 เครื่อง เครื่องละ 1.4 ล้านบาท (แต่ยังส่งไม่ครบ 2 พันเครื่องเรื่องแตกเสียก่อน)

(สุดยอดของมหกรรมหลอกลวงต้มตุ๋น)

8. คดีทุจริตเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองที่ได้รับจากกกต.29ล้าน แล้วก็สร้างหลักฐานเท็จในการใช้เงิน เนื่องจากกระทำการเข้าข่าย มาตรา 62 และ65 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญพรรคการเมือง 2541 และมาตรา82และ 93 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญพรรคการเมือง 2550 จากกรณีใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาทไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และเป็นที่มาของคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

9. คดีการรับบริจาคเงิน รับเงินใต้โต๊ะ 258 ล้านจากประชัย และยักย้ายถ่ายเทเงินเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของปปช. และเป็นที่มาของคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

ล่าสุด มีความพยายามจะแก้กฎหมายมาตรา 237 เรื่องการยุบพรรค ( เมืองไทยถึงยุคโจรเสื้อนอกครองเมือง )

10. รถเมล์ 4,000 คัน(โกงแบบอุบาทมากๆหน้าด้านสุดๆ)/

11. ย้ายดอนเมือง “อนุมัติสร้างสุวรรณภูมิ”ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นแต่เพื่อจะแดกกัน/

12. จะ “แปรรูปการรถไฟ”ทั้งๆที่มีกระแสต่อต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและสัมปทานของรัฐ/

13. โครงการ “ สปก 4-01” ก็จะเอามาปัดฝุ่นและก็โกงอีกยังไม่เข็ด/

14. เรื่อง “เขาพระวิหาร”ก็โกหกประชาชนจนเขาจับได้ว่าไปเจรจาสวมรอยผลประโยชน์แทนทักษิณ จนฮุนเซนยกสัมปทานน้ำมันให้ต่างชาติในเขตอ่าวไทยก็ยังเฉยไม่เดือดร้อนอะไร

และ “ต้นเหตุ”ของการเสียดินแดนคือ MOU ปี 43 ลงนามโดย “นาย ชวน หลีกภัย” โดยไม่ผ่านสภา เป็นการรับรองแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000

ล่าสุด !!!จะแก้กฎหมาย มาตรา 190 เรื่องการทำหนังสือสัญญาระหว่างรัฐที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาและต้องทำประชาพิจารณ์ ( ต่อไปแอบไปเซ็นต์ขายชาติที่ไหนก็ได้ประชาชนหมดสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลจะได้กินได้โกงกันแบบสบายใจ..ชั่วได้ใจจริงๆ )

15. ทักษิณจัดงานวันเกิดล่ารายชื่อกดดันในหลวง อภิสิทธิ์บอกจะไปเตะบอล

16. เคลือข่ายวิทยุและดาวเทียมเสื้อแดงรัฐบาลก็ปล่อยให้โจมตี สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ได้อย่างเสรี

17. วางแผนแก้กฎหมายเพื่อนิรโทษกรรมให้พวกทักษิณและสส. เสื้อแดงหวังเงินแบ่งหลายหมื่นล้านถ้าทำสำเร็จ(คงจะยากข้ามศพพันธมิตรไปเสียก่อน)

18. ขึ้นภาษีอย่างไม่สนใจหัวใจคนในชาติว่าจะแบกภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้อย่างไร เช่น น้ำมันขึ้นเกือบ10 บาทต่อลิตร

19. ใช้สื่อของรัฐไปในทางหาเสียงโฆษณายังกับสินค้าให้รัฐบาลของตน และพูดอยู่ข้างเดียว

20. ยัดข้อหาพันธมิตรทั้งๆที่รู้อยู่แกใจว่าพันธมิตรไม่ผิดหวังจะสกัดการเมืองใหม่ อนาคตจะได้ผสมพันธุ์กับพวกหางแดง

21. เล่นละครเตือนเสื้อแดงเบ้างเป็นระยะเพื่อให้ภาพออกมาว่าเป็นกลางกับทุกฝ่ายแต่หลับตาข้างหนึ่งให้สีแดงเสมอจนกระทั้งบุก ถึงวังที่หัวหินรัฐบาลก็เฉยไม่รู้เรื่อง

22. ส.ส. 14 คนของประชาธิปัตย์ถูกเฉชือดและรอคิวอีก 40 คนจาก กกต ว่าทุจริตถือหุ้น และหุ้นส่วนใหญ่จะเป็นสัมปทานของรัฐ เช่น
1 ปตท. /
2 ขสมก /
3 บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น /
4 บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) /
5 บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) /
6 บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) /
7 บริษัท โทเทิลแอคแซสคอมมูนิเคชั่น จำกัด /
8 ถือหุ้นบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ฯลฯ

23. สส. ประชาธิปัตย์ทุจริตโครงการ “ชุมชนพอเพียง”

24. โกงคอมพิวเตอร์โรงเรียน (เครื่องละ 60,000 บาท)

25. กระทรวงสาธารณสุข ล็อกสเปค 3 ครุภัณฑ์ เอื้อเอกชน เครื่องดมยา - ตรวจหัวใจ – ตรวจสารชีวเคมีในเลือด

26. สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ก็ถูกเปิดโปง ความไม่ชอบมาพากล ในการใช้ “งบประชาสัมพันธ์”ของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

27. ผู้ใหญ่ ร.ฟ.ท.สั่งหยุดเดินรถไฟเพื่อดิสเครดิตสหภาพฯเปิดทางรัฐบาลเข้าแปรรูป(รัฐบาลประชาธิปัตย์เลวไม่ต่างอะไรกับ รัฐบาลทักษิณ)

28. รัฐบาลประชาธิปัตย์เจรจากับประเทศสมาชิกเพื่อเปิดเสรีการลงทุนในอาเซียนทางภาคเกษครกรรม(ACIA) 3 สาขา ได้แก่

1การเพาะขยายและปรับปรุงพันธุ์พืช

2 การทำประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

3 การทำป่าไม้จากป่าปลูก

(เป็นการเร่งให้เกิดการกว้านซื้อและเช่าพื้นที่เกษตรกรรมและกลุ่มทุนต่างชาติเข้าไปใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรม / การจดสิทธิบัตรจากสายพันธุ์พืชไทย
ในขณะที่มีบริษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติรายหนึ่งกำลังผลักดันกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชเพื่อไม่ให้แบ่งปันผลประโยชน์กับรัฐและชุมชน)
ซึ่งจะบังคับใช้ในปี 2553 เท่ากับเป็นการทำลายเกษตรกรและคนส่วนใหญ่ของประเทศ
(ข้อนี้เลวมากจริงๆจะขายชาติขายแผ่นดินไปถึงไหน)

29. เปิดเอกสารจับโกหก “เทพเทือก” เป็นผู้สั่งจ่ายเงินงวดสุดท้าย เอี่ยว “ทุจริตจักรยานยนต์ไทเกอร์” กว่า 429 ล้านบาท ขณะที่เจ้าตัวทำมึนงง อ้างเรื่องเกิดก่อนเป็น รองนายกฯ

30. นายสุเทพในฐานะประธาน คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ละเมิดกฏหมาย คว่ำมติ ปปช.
กรณีชี้มูลความผิดนายตำรวจ 3 นายในคดีสลายม็อบ7ตุลาคม ซึ่งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา และศาลรัฐธรรมนูญเคยมีมติยืนยันแล้วว่า ก.ตร.ไม่มีสิทธิโต้แย้งมติป.ป.ช.เหมือนมีคำสั่งประหารชีวิตไปแล้ว แต่มาเปลี่ยนแปลงอีกไม่ได้
(การกระทำอย่างนี้ถือว่านายสุเทพและรัฐบาลเป็นผู้ทำลายกระบวนการยุติธรรมอย่างเลวร้ายที่สุด)

31. มอมเมาประเทศชาติด้วย “หวยออนไลน์”เป็นอบายมุขทั้งๆที่พันธมิตรได้เคยต่อสู้กับทักษิณมา ยุครัฐบาลประชาธิปัตย์ มีมติอนุมัติหน้าตาเฉยเลย ล่าสุดไม่เห็นด้วยทำไมไม่แสดงความเห็นคัดค้านตั้งแต่แรก ( เบื้องหลังรัฐเบรกหวยออนไลน์ 1) กลัวท่อน้ำเลี้ยงแห้ง 2) ยี่ปั๊วรายใหญ่ที่มีสายสัมพันธ์มายาวนานเสียประโยชน์ )

32. “กอร์ปศักดิ์”เลิกขวางขายข้าวโพด แต่กว่าจะจบรัฐเสียหาย 5 พันล้าน ( เจ็บปวดจริงๆเงินภาษีประชาชนทั้งนั้น)

33. เผยแผ่นซีดี “รักหรือทำลาย ประเทศไทย”โจมตีเหมารวมทั้งคนเสื้อเหลือง-เสื้อแดง แจกบนที่ว่าการอำเภอถลาง เป็นฝีมือของรัฐบาลชัดเจน

34. กรณีการจัดซื้อรถพยาบาลฉุกเฉินระดับสูง จำนวน 232 คัน ตามสัญญาเลขที่ 11/2549 ของกระทรวงสาธารณสุข ถังออกซิเจน-ชุดปรับความดันในรถพยาบาลฉุกเฉินฉาวของกระทรวงสาธารณสุข นำเข้าไม่ผ่าน อาหารและยา เตรียมดำเนินคดีบริษัทฐานนำเข้าเครื่องมือแพทย์ที่ห้ามนำเข้า จำคุก 5 ปี ปรับ 2.5 แสนบาท หรือทั้งจำและปรับ

35. ขึ้น “ค่าโทลเวย์แพง”เกินเหตุเอื้อประโยชน์เอกชน ขูดเลือดขูดเนื้อประชาชน ล่าสุด ( มูลนิธิเพื่อ ผู้บริโภคร่วมมือนักกฎหมาย ฟ้องกรมทางหลวง รมต.คมนาคม และคณะรัฐมนตรี ต่อศาลปกครอง ให้เพิกถอนสัญญาสัมปทานกรณีโทลล์เวย์ )

36. กรณี “มาบตาพุด” จน สภาทนายความฯ ออกแถลงเตือนรัฐบาลและเอกชนอย่าข่มขู่ประชาชน บิดพลิ้วไม่ปฏิบัติตาม
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดให้เร่งแก้ปัญหามลพิษมาบตาพุด เตรียมยื่นคำร้องละเมิดอำนาจศาล สร้างความแตกแยกและมีแต่จะเอาชนะประชาชน( ประชาชนมาก่อนหรือประชาชนตายก่อนอยากขอถามรัฐบาล)

37. นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานคณะกรรมการสอบสวนการ “ทุจริตโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข”แถลงผลการสอบสวนว่า การจัดตั้งงบประมาณของโครงการนี้ มีพฤติกรรมพยานหลักฐานทำให้เกิดการทุจริตจริง ได้แก่ การขอตั้งงบประมาณสิ่งก่อสร้าง ครุภัณฑ์การแพทย์ และรถพยาบาล ราคาตั้งไว้สูงเกินจริง ซึ่งส่อเจตนาการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากไม่สามารถปัดความรับผิดชอบในฐานะที่เป็นผู้บริหาร ถือว่ามีส่วนเปิดช่องทางให้มีการทุจริต นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการไทยเข้มแข็ง แต่มีพฤติกรรมก้าวก่าย ล้วงลูก กดดัน ให้มีการจัดสรรงบประมาณเกินจำเป็น ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ( เวรกรรมเห็นทันตา )

38. ครม.เห็นชอบแผนปฎิรูป ร.ฟ.ท. แถมได้งบเพิ่มจาก 1 แสนล้านบาทเป็น 1.5 แสนล้านบาท ตีตกความเห็น สศช.เสนอตั้งกรมรถไฟหลวง แยกงานโครงสร้างพื้นฐาน ทำแบบก้าวกระโดดเพื่อทำลายสหภาพฯ จากนั้น ครม.สั่ง ร.ฟ.ท.ทำรายละเอียดแผนลงทุนแต่ละโครงการภายใน 45 วัน สบช่องสั่งเดินหน้าตั้งบริษัท ลูกแอร์พอร์ตลิ้งค์ (ตั้งหน้าตั้งตาแดกกันจริงๆ)

39. ทุจริต “การจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์” ภายใต้โครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข็มแข็ง (SP2) ปี 2553 ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) วิทยาลัยอาชีวศึกษา 415 แห่งมีมติร่วมกันที่จะไม่รับวัสดุครุภัณฑ์การฝึก ราคาแพงเกินจริง ครุภัณฑ์ด้อยคุณภาพไม่ตรงความต้องการใช้ในการเรียนการสอน(เวรกรรมมีจริง)

40. กรณี “มาบตาพุด” นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ยื่นศาลปกครองสูงสุดฟ้องนายอภิสิทธิ์และครม.ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานฯ ขอไต่สวนฉุกเฉินและคุ้มครองชั่วคราว ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประสานงานการให้ความเห็นขององค์การอิสระในโครงการหรือกิจกรรมที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง พ.ศ.2553 พร้อมขอเพิกถอนคณะกรรมการประสานงานการให้ความเห็นขององค์การอิสระในโครงการ หรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง และ ยังไม่เคยถามความเห็นประชาชนก่อนออกกฎหมาย คณะกรรมการประสานงานฯชุดนี้ โดยส่วนใหญ่จะกำหนดให้เป็นบุคคลจากทางภาครัฐและไม่มีภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม (เลวมากเห็นประชาชนเป็นผักเป็นปลา)

41. ผลสอบ สตง. ระบุชัด ปตท.ยังส่งคืนสมบัติแผ่นดินให้กระทรวงคลังไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด โกงท่อก๊าซฯบนบกและในทะเลมูลค่ารวม 32,613 ล้านบาท คุณ รสนา"ได้ส่งหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายกรณ์ จาติกวณิช และอธิบดีกรมธนารักษ์ เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2553 ที่ผ่านมา เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ติดตามเรียกคืนทรัพย์สินจาก ปตท เพิกเฉยเจอม.157 ข้อหาละเว้น
“ครม.อภิสิทธิ์”ทราบเรื่อง ตั้งแต่ปลายเดือนธ.ค.ปีที่แล้วแต่ทุกฝ่ายกลับอุบเรื่องเงียบ ( รัฐบาลนี้ไม่มีความแตกต่างจากรัฐบาลทักษิณออกกฎหมายเพื่อล้มล้างความผิดของตนเอง และมีผลบังคับใช้ 3 วันก่อนมีคำพิพากษา )

42. โกงเรื่องต่อสัญญาช่อง 3 รับเงินใต้โต๊ะ รู้เห็นเป็นใจโดยข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ชงเรื่องให้นายสาทิตย์ วงษ์หนองเตย รัฐมนตีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พิจารณาว่า ไม่ต้องนำเรื่องการต่อสัญญาช่อง 3 นี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแต่อย่างใด เพื่อ จะได้หลีกเลี่ยงพระราชบัญญัติร่วมทุนนั่นเอง เพื่อให้ อสมท สามารถจัดการเองได้ทันที นายสาทิตย์ได้ลงนามไปเรียบร้อยแล้วว่า ไม่ต้องนำเรื่องเข้าสู่การประชุม ครม.และการที่ อสมท ต่อสัญญาให้ ช่อง 3 อีก 10 ปี ซึ่งจะครบสัญญาในปี 2563 ส่งผลให้อสมท จะขาดรายได้ถึงกว่าหมื่นล้านบาทอย่างแน่นอน(สื่อชั่ว +รัฐบาลเลว )

43. โกง “รถไฟฟ้าสายสีม่วง” อ้างหน้าด้านๆ น้ำมันขึ้นราคา ทั้งที่มีค่าเค ลดงบรื้อถอนสาธารณูปโภค เพื่อเพิ่มงบค่างาน หาเงินด้วยการโกงบ้านกินเมืองนับหมื่นล้าน “อภิสิทธิ์”แค่เซ็น รับทราบ แต่ปล่อยให้สร้างต่อ เท่ากับหลับตาร่วมกันโกง (นายกฯอภิสิทธ์ชักทำตัวเหมือนศรีธนญชัย)

44. นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเว็บไซต์เฟสบุ้ค โดยกล่าวพาดพิงทำลายพันธมิตรฯและพรรคการเมืองใหม่อย่างชัดเจนทำให้เกิดความเสียหายและเข้าใจผิด แถมยังมาปล่อยข่าวปั่นหุ้นดาวเทียมไทยคม
ล่าสุดออกมาโพสต์ข้อความผ่านเว็บไซต์เฟสบุ้คนายกฯ โดย กล่าวคำที่ปกปิดความจริง เล่นคำ ตัดสาระสำคัญในเอกสาร หลอกลวง คนไทยทั้งชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง แผนที่เติม (s) และ เรื่อง แผนที่ 1:200,000 ทุกฉบับ แล้วยกเว้น เฉพาะแผนที่ 1:200,000 บริเวณปราสาทพระวิหาร ทั้งๆที่ในเอกสารไม่ได้ระบุ “ข้อยกเว้น”ตามที่ นายศิริโชค โสภา พยายาม “ผายลม” ออกมาแต่เป็นการตีความเอาเองโดยฝ่ายเดียวแบบศรีธนญชัย เพราะใน เอกสาร MOU 2543 ชี้ชัดเจน ว่ายอมรับแผนที่ฝรั่งเศษจัดทำขึ้น

45. อ้างเรื่อง “โรดแมป” มาบังหน้า แผนปรองดองก็คือแผนยกประเทศให้โจร เหตุเพราะ
1 สามารถใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีได้เต็มปี และสามารถจัดสรรงบประมาณในปีหน้า
2 โยกย้ายข้าราชการได้ทั้งหมด โดยเฉพาะ ทหารและตำรวจ
3 สามารถใช้เวลานี้สมคบกับนักการเมืองทุกฝ่ายแก้ไขกติกา รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย เพื่อผลประโยชน์ของนักการเมืองกันเองทั้งสิ้น (รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อไม่ให้พรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบพรรค)

46. ทุจริตโครงการเช่าระบบการให้บริการประชาชนด้านการ “ทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนแบบใหม่”วงเงิน 3.4 พันล้านบาทแก้ไขทีโออาร์เพื่อเอื้อประโยชน์เอกชนบางราย

47. ทุจริตโครงการ “ถนนปลอดฝุ่น” (ถนนไร้ฝุ่น) หนึ่งในโครงการไทยเข็มแข็ง ที่มีมูลค่าโครงการกว่า 3.4 หมื่นล้านบาท

48. ทุจริตงบ “ภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน” โดยเฉพาะงบภัยหนาวที่จังหวัดใช้เงินทดลองราชการได้ครั้งละ 1 ล้านบาท

49. ทุจริตสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอที่ระบุว่ามี “ข้อสอบรั่ว” ช่วยเหลือ 140 ปลัดให้สอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอแลกกับการแลกผลประโยชน์รายละกว่าล้านบาท เพราะเป็นไปไม่ได้ 140 คนตอบข้อสอบเหมือนกันทุกข้อ

50. กรณี “การซื้อขายตำแหน่ง” ผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องจ่าย 20 ล้านบาท รองผู้ว่าฯจ่าย 17 ล้านบาทและถ้าเป็นนายอำเภอ 10 ล้านบาท

51. นโยบายรัฐที่เข้าไปแทรกแซงควบคุมปริมาณการเลี้ยงไก่ไข่ ทำให้เกิดการผูกขาด ทำลายเกษตรกรรายย่อยจนพินาศชิบหายหมดอาชีพ จนกลายเป็นการสมรู้ร่วมคิดระหว่างข้าราชการและทุนใหญ่ 9 ราย ดังต่อไปนี้
1 บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร
2 บจก. อาหารเบทเทอร์
3 บจก. แหลมทองฟาร์ม
4 บจก. ฟาร์มไก่พันธุ์เกิดเจริญ
5 บจก.ฟาร์มกรุงไทย
6 บจก.ยูไนเต็ดฟีดดิ้ง
7 บจก.ยู่สูงอาหารสัตว์
8 บจก.สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี
9 หจก. อุดมชัยฟาร์ม

ล่าสุด เกษตรกร 113 ราย ได้รวมตัวยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง และศาลได้รับคำร้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 522/2553 แล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนว่า มีคำสั่งทางปกครองที่ทำให้เกิดการผูกขาดละเมิดรัฐธรรมนูญ

52. ทุจริต “มอเตอร์เวย์”บางประอิน-โคราช 5.9 หมื่นล้าน ภาคประชาชนขู่ฟ้องศาลปกครองคระงับโครงการ ส่อพิรุธงบเดิม 2 หมื่นล้านพรวดเป็น 5.9 หมื่นล้าน

53. ทุจริต “ถนนเขาใหญ่” ล่าสุดกรมป่าไม้เตรียมเอกสารหลักฐานยื่นฟ้องร้องกรมทางหลวงและองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) แล้ว และจะยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

54. มหาดไทยส่อพิรุธ!! ปรับลดงบฯ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) “หมื่นล้านประเคน ส.ส.ทำโครงการ” กระทรวงมหาดไทยจะนำเงินจำนวน 1 หมื่นล้านบาทที่มีการปรับลดนั้นไปจัดสรรเอาไว้ในส่วนขององค์กรกรปกครองส่วนท้องถิ่นตามโครงการก่อสร้างถนนไร้ฝุ่น และก่อสร้างลานกีฬาเพื่อสร้างสังคมไทยเป็นสุข ปีงบประมาณ 2554 กระจายลงไปในทุกพื้นที่ การนำเงินส่วนนี้มาจัดสรรให้กับพื้นที่ของ ส.ส. งบท้องถิ่นควรปล่อยให้ท้องถิ่นบริหารกันเอง
ซึ่งอาจจะทำให้ “ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 265 และ 266” ที่กำหนดไม่ให้ใช้สถานะหรือตำแหน่ง ส.ส.เข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตัวเอง

55. ฉีกหน้ากาก!!คณะกรรมการฯแก้ไขปัญหามาบตาพุดชุด “นายอานันท์” ยัดเยียด 18 ประเภทโครงการส่ง “ผลกระทบรุนแรง”ให้ “นายอภิสิทธิ์” ประกาศใช้
การดำเนินการที่ “ขัดหรือแย้งต่อเจตนารมณ์” ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 มาตรา 67 วรรคสอง โดยชัดแจ้ง รวมทั้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2552 อีกทั้งยัง “ไม่มีกฎหมายฉบับใด” มารองรับอำนาจการประกาศประเภทโครงการทั้งหมด
(ช่วยเหลือนายทุน ขาดจิตสำนึก ประชาชนจะตายช่างหัวมัน เลวได้ใจจริงๆรัฐบาลประชาธิปัตย์)

56. “มาร์ค”แอนด์เดอะแก๊งค์ ร่วมกัน “ปล้นชาติ 2.07 ล้านล้านบาท” ได้ “งบประมาณปี54” ผ่านขาดลอย
หนี้สาธารณะมากถึง 4.5 ล้านล้านบาท สูงที่สุดในประวัติศาสตร์การปล้นชาติปล้นแผ่นดิน (ขออำนวยอวยพรให้ได้ลงนรกอเวจี)

57. สั่งให้ปลดคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ตำแหน่งผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เพราะ รัฐบาลประชาธิเปรตกำลังถูกตรวจสอบทุจริตคอรัปชั่น

58. เขมรดูหมิ่นเหยียดหยามบุรพกษัตริย์ไทย "สมเด็จพระนเรศวรมหาราช" "อภิสิทธิ์"ยังเฉยไม่รู้ร้อนรู้หนาว(ผู้นำเลว)

59. ออกหมายเรียกพันธมิตร 79 คน คดีระหว่างสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฟ้องชุมนุมปิดสนามบิน (รัฐบาลประชาธิเปรตอยู่เบื้องหลังการออกใบสั่งชัดเจน!!)

60. ทุจริต!!โครงการเช่าคอมพิวเตอร์เพื่อจัดทำระบบให้บริการประชาชน ทางด้านการทะเบียน และทำบัตรประชาชนแบบใหม่ ของกรมการปกครอง เอื้อเอกชนไม่เป็นไปตามทีโออาร์เจตนาโกง 3,490 ล้านบาท กับบริษัท คอนโทรล ดาต้า (ประเทศไทย) จำกัด

61. คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบพบการทุจริตในสำนักงานการอาชีวศึกษา กรณีเปิดประมูลโครงการที่เกี่ยวข้องกว่า 136 โครงการ มูลค่า 5,300 ล้านบาท (ตั้งหน้าตั้งตาแdกกันเต็มที่)

62. กรณีที่ นาย “ชุมพล กาญจนะ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์” ถูกองค์คณะผู้พิพากษารวม 9 คน มีคำพิพากษาคดีที่ ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดกล่าวหา จงใจยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินของตนเองหรือคู่สมรส หรือบุคคลที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ม.263 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ( ป.ป.ช. ) พ.ศ.2542 ม.119 โดยป.ป.ช. ชี้มูลความผิดนายชุมพล เมื่อวันที่ 26 พ.ย.52 ว่า ปกปิดข้อเท็จจริงในบัญชีหนี้สินของตัวเอง 13 ครั้ง ตั้งแต่เป็น ส.ส.สุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2540 โดยพบว่ามีการปกปิดหนี้สินของตัวเองในบริษัทแห่งหนึ่งเป็นจำนวนหลายบัญชี
(ส่วนนาย แสงโรจน์ กาญจนะ ลูกชายนายชุมพล ก็ก่อคดีอุกฉกรรจ์ในท้องที่ สภ.อ.เมืองสุราษฎร์ธานีหลายคดี เช่น สับกุญแจมือข่มขืนแด็กนักเรียนอาชีวศึกษาหลานสาวตำรวจยศ พ.ต.ท.ขึ้นรถพาไปขืนข่นที่บ้านพัก / ก่อเหตุดวลปืนยิงตำรวจ สภ.อ.พุนพิน ที่ชาร์กี้ผับ / ใช้อาวุธปืนยิง นายกิตติ วิเศษสมบัติ พนักงานขับรถสำนักงานสรรพากร ภาค 11 สุราษฎร์ธานี เสียชีวิต / ก่อคดีข่มขืนวิตถารสาวพม่าจนไส้แตก แล้วแถมด้วยการฆ่าปิดปากจักรยานยนต์รับจ้างที่เข้าไปช่วยนำเหยื่อสาวชาวพม่าไปส่งโรงพยาบาล )

63. พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายอภิสิทธิ์หุ่นเชิด, กระทรวงการคลัง, นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีไอซีที ที่มาจากพรรคประชาธิปัตย์ มีความพยายามใช้เล่ห์เหลี่ยม พลิกวิธีหลายตลบ หาเศษหาเลยจากการประมูล 3G
จนศาลปกครอง ต้องสั่งระงับการประมูลเพราะทำผิดกฎหมาย มันก็ยังจะหน้าด้านหาวิธีแdกให้ได้
ล่าสุด ครม.อนุมัติ เงินงบประมาณ 1.9 หมื่นล้าน ให้ “ทีโอที” ตั้งบริษัทลูกขยายโครงข่าย 3จี สุดยอดวิชาโกงกินชาติจริงๆ

64. รายชื่อสส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่เข้าข่ายขัดมาตรา 48 และถือครองหุ้นบริษัทที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐ หรือคู่สัญญาอันมีลักษณะผูกขาดตัดตอน ขัดมาตรา 265 (2) จ่อถูกเชือด มีดังต่อไปนี้

1.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค และ ส.ส. สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ถือหุ้นในบริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
2.นายอนุชา บูรพชัยศรี ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ถือหุ้น บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
3.นายสมเกียรติ ฉันทวานิช ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ถือหุ้น บริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
4.นายชนินทร์ รุ่งแสง ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ถือหุ้น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
5.น.ส.นริศา อดิเทพวรพันธุ์ ส.ส. นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ถือหุ้น บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)
6.นายสัมพันธ์ ทองสมัคร ส.ส. นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ถือหุ้นบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)
7.นายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร ส.ส. นครสวรรค์ พรรคประชาธิปัตย์ ถือหุ้นบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)
8.นายจุติ ไกรฤกษ์ ส.ส. พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ถือหุ้น บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) บริษัท ทีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน)
9.นายวิชัย ล้ำสุทธิ ส.ส. ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ถือหุ้นบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)
10.นายเจือ ราชสีห์ ส.ส. สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ถือหุ้น บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
11.นายลาภศักดิ์ ลาภาโรจน์กิจ ส.ส. สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ถือหุ้น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)
12.นางนิภา พริ้งศุลกะ ส.ส. สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ถือหุ้นบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
13 .นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ส.ส. สัดส่วน กลุ่มที่ 8 พรรคประชาธิปัตย์ ถือหุ้น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)
14.น.ส.เฉลิมลักษณ์ เก็บทรัพย์ ส.ส. สัดส่วน กลุ่มที่ 8 พรรคประชาธิปัตย์ ถือหุ้น บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท ทีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน)
ส่วน ส.ส. ที่ถูกร้องแต่พบว่าถือหุ้นในบริษัทที่ กกต.มีมติว่าไม่เข้าข่ายห้ามถือ
1.นายสกลธี ภัทิยกุล ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ถือหุ้น บริษัท อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน)
2.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ถือหุ้น บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
3 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ถือหุ้น บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
4.นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ถือหุ้น บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
5.นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ส.ส. นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ถือหุ้น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
6.นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ส.ส. นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ถือหุ้นบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
7.นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ส.ส. ประจวบคีรีขันธ์ พรรคประชาธิปัตย์ ถือหุ้น บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
8.นางกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ ส.ส. พังงา พรรคประชาธิปัตย์ถือหุ้น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
9.นายวินัย เสนเนียม ส.ส. สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ถือหุ้น บริษัท อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน)
10.พล.อ.พิชาญเมธ ม่วงมณี ส.ส. สัดส่วน กลุ่มที่ 1 พรรคประชาธิปัตย์ ถือหุ้น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

65. งบประมาณการประชาสัมพันธ์ ของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งในแต่ละปีกระทรวงพาณิชย์มีวงเงินด้านนี้สูงนับพันล้านบาท ก็มีข่าวทุจริต ใช้ บริษัท อ.ส.ม.ท. จำกัด (มหาชน) เป็นฉากหน้าเพื่อผ่องถ่ายงบประมาณให้บริษัทเอกชนของนักการเมือง
ใช้ชื่อโครงการว่า “โครงการเผยแพร่สื่อโทรทัศน์และพาณิชย์สร้างสรรค์” มีมูลค่าโครงการที่ลงนามกับ อ.ส.ม.ท. 50 ล้านบาท แต่ในข้อเท็จจริง อ.ส.ม.ท.มีรายได้เข้าบริษัทจากโครงการนี้เพียง 4.5 ล้านบาทเท่านั้น ที่เหลือ 45.5 ล้านบาท ถูกงาบโดยบริษัทในสังกัดนักการเมือง แล้วยังมีการต่อยอดโครงการ ระยะที่สองเพิ่มงบประมาณอีก 70 ล้านบาท รวมมูลค่า 120 ล้านบาท

66. ทุจริตเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม กรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่ง สวมสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือ / กรณีจ่ายเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้ประสบภัยไม่ถึงมือผู้เดือดร้อน แต่กลับไปมอบให้หัวคะแนน / กรณีสวมรอยหาเสียงโครงการแจกข้าวถุงเฉลิมพระเกียรติ

67. แก้...รัฐธรรมนูญ มาตรา 93 - 98 เขตเลือกตั้ง เป็นแบบเขตเดียวเบอร์เดียว “หวังซื้อเสียง”
แก้... มาตรา 190 ว่าด้วยการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ “ หวังขายชาติ”

68. ทุจริตให้มีการนำ เงินสงเคราะห์ปลูกยางพารา (CESS) ไปชดเชยให้กับผู้ส่งออกที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกำหนดอัตราการจัดเก็บเงินสงเคราะห์อัตราใหม่ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2553 ที่เสนอขึ้นมาจากคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) โดยมี สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน คิดเป็นมูลค่า ประมาณ 3,000 ล้านบาท

69. กระจายกันแdกพลาญเงินภาษีของชาติ !! กระทรวงมหาดไทยขอขึ้นเงินเดือนสมาชิกองค์กรบริหารส่วนตำบล (อบต.) ว่า ในที่ประชุม ครม. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อนุญาตให้กระทรวงมหาดไทยขึ้นเงินเดือนให้กับสมาชิก อบต. อย่างน่าเกลียดสุดๆ !!!ทั้งๆหนี้สินของประเทศแม้แต่ดอกเบี้ยยังไม่มีปัญญาจะจ่าย

ล่าสุด “อภิสิทธิ์” พลาญเงินภาษี ชง ครม.ขึ้นเงินเดือน ให้ตัวเองและ ส.ส. ( ยังเลวต่อได้อีก)

70. บังอาจยักยอกเงิน !! โครงการงานราตรีเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชชินีนาถ glory of silk flower of love โดยเอามูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจการพาณิชย์ IBERD มาบังหน้า ทั้งๆที่การจัดงานกาลาดินเนอร์ในลักษณะขายโต๊ะไม่ได้อยู่ใน TOR ที่ได้เซ็นสัญญากับ อ.ส.ม.ท. ตั้งแต่ต้น โครงการนี้มีมูลค่าถึง 148 ล้านบาท มีรายได้เข้าอ.ส.ม.ท. เพียง 27 ล้านบาท
ที่เหลืออีก 121 ล้านบาทผ่องถ่ายให้กับสามบริษัทได้แก่ บริษัท 365, บริษัทบางกอกโชว์เคส และบริษัทเมมฟิส ที่เป็นพรรคพวกของตัวเอง

71. รัฐบาลเกี้ยเซี้ยเอี้ยแดงชัดเจน !! คดีก่อการร้าย, เผาเมือง ,วางระเบิด, ปล้นห้าง, ยิงเอ็ม 79 ,ใช้อาวุธสงครามร้ายแรง, โค่นล้มสถาบัน โดยรัฐบาลออกมติคณะรัฐมนตรีให้ปล่อยตัวผู้ร่วมชุมนุมเหตุการณ์เดือน เม.ย.ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจำนวน 104 คน เป็นการก้าวล่วงอำนาจศาล แทรกแซงอำนาจตุลาการแบบทุเรศที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย และปิดกั้นความยุติธรรมที่ต้องให้แก่ประชาชน ( รัฐบาลประชาธิเปรต เลวเข้าขั้นโคม่า )

72. คดีการก่อการร้าย คดีล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ และลงขันรุมฆ่า คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ก็กลายเป็นเพียงแค่ “ละครน้ำเน่า” ที่ทำให้ดูขึงขังหลอกประชาชนเท่านั้น

ผลของกรรมเริ่มทำงานแล้ว “นตฺถิ กมฺมสมํ พลํ ไม่มีอานุภาพใดที่จะมีกำลังมากยิ่งกว่าอานุภาพแห่งกรรมดีและกรรมชั่วไปได้เลย”
.
.
.
แซ่บอีหลี
ความคิดเห็นที่ 15 +149 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เมื่อไหร่ อ.เจิมศักดิ์ จะทำหนังสือรู้ทันอภิสิทธิ์มั่งครับ
เห็นเชัยร์อภิสิทธิ์จัง แก้ตัวให้อีกต่างหาก
เบื่อมาร์ค เกลียดแม้ว
ความคิดเห็นที่ 8 +123 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
แนะนำให้ทำเป็น PDF เราจะทำการกระจายทาง Social Network ทั้งหมดโดยเร็ว
ทราบแล้วทำ
ความคิดเห็นที่ 63 +118 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ก่อนอื่นผมขอยืนยันนอนยันว่า MOU43+แผนที่ 1:200000 คือ หนังสือสัญญาที่ไทยได้เปรียบเขมรทุกด้าน ทำให้ไทยไม่เสียดินแดน และเป็นหนังสือสัญญาที่ดีที่สุดเท่าที่ไทยเคยทำมา

เอาอย่างนี้ละกัน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ จริงใจ ผมขอสาบานต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วทั้งแผนดินไทยว่า ...

(เอาทุกคนจุดธูป 9 ดอกทุกคน สำรวมด้วยครับ พิธีนี้ศักดิ์สิทธิ์ มากครับ)

ถ้าเรื่อง MOU2543และแผนที่ 1:200,000 เป็นสิ่งดีจริงทำให้ไทยไม่เสียดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตร ขอให้ท่านอภิสิทธิ์รวมถึงสสปชปทุกคนและครอบครัวมีความสุข ความเจริญ คิดสิ่งใดขอให้สมปราถนาทุกประการ ได้เป็นสสทุกครั้งที่เลือกตั้งแล้วโกงชาติโดยไม่ถูกจับได้ แต่สังคมยังสรรเสริญจนชั่วลูกชั่วหลาน

แต่ถ้าไม่ดีจริงและนำไปสู่การเสียดินแดนเพิ่มเติมจากปราสาทพระวิหาร ขอให้ท่านอภิสิทธิ์รวมถึงสสปชปทุกคนและครอบครัวมีแต่ล่มจม มีลูกมีหลานขอให้ติดยาเสพติด โง่ ก่ออาชญากรรม โดนตำรวจวิสามัญ มีเมียขอให้เมียมันคบชู้สู่ชายจนติดโรคเอดส์แล้วแพร่เชื้อให้ผัวตนเอง ในกรณีที่เป็นสสหญิง ขอให้สามีมีเมียน้อย หลงเมียน้อย จนติดโรคเอดส์แล้วแพร่เชื้อให้เมียตนเอง และขอให้สังคมรังเกียจจนชั่วลูกชั่วหลาน

พวกเราพธมและผู้สนับสนุนปชปมาร่วมกันอธิฐานพร้อมกัน พวกเราต้องเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันยืนยันในเรื่อง MOU43+แผนที่1:200,000นะครับ
ปชป ดีจริงๆครับ
ความคิดเห็นที่ 10 +96 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
รบกวนทางผู้จัดการ เก็บ Link นี้ไว้ตลอดนะครับ เพราะ อธิบายไปเท่าไหร่ เขาก็ไม่ฟัง ตอนนี้ก็ส่ง Link ไปให้คนอื่นๆที่ไม่เข้าใจ ให้อ่านกันอยู่...

ขอบคุณครับ
รบกวนเก็บไว้ให้ด้วยนะครับ
ความคิดเห็นที่ 53 +62 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
บอกเลยว่าผมไม่ได้อ่าน แต่เท่าที่เห็นก็คิดว่าเข้าใจ เพราะได้รับความรู้ศึกษามาเรียกว่าเต็มหัวสมองแล้ว เรื่องเขาพระวิหารจริงๆไม่มีอะไรซับซ้อน เป็นเรื่องง่ายๆแต่ไอ้ที่มันยากก็คือนักการเมืองมันทำให้ยาก ที่เขาพระวิหารเขตแดนต่างฝ่ายต่างรู้ดีต่างครอบครองกันมายาวนาน มีทหารประจำ มีหลักฐาน มีชาวบ้านอาศัยอยู่ เรียกโดยพฤตินัย ต่างฝ่ายก็รู้ดี
สาเหตุหลักก็คือ เรื่องของผลประโยชน์ เรื่องของการรับเงินเพื่อขายชาติขายแผ่นดิน ที่เริ่มมาจากพรรคปชป ปี43 โดยสุขุมพันธ์และ นายชวนหลีกภัยที่ทำMOU43 ที่มีการยอมรับมาตรา1:200000 อันนี้พวกเราก็รู้ดี จนผ่านมาทักษิณ สมชาย สมัคร และสุดท้ายก็อภิสิทธิ์ นักการเมืองเหล่านี้ก็เหมือนเหลือบที่เกาะกินประเทศ แสวงหาผลประโยชน์แม้จะเอาแผ่นดินไปขายพวกเขาก็ทำ
หากถามว่า อภิสิทธิ์รู้ไหม ตอบได้เลยว่า รู้ดี รู้ทุกเรื่อง แม้คุณสนธิ พยยามที่จะให้ความเมตตาอภิสิทธิ์ มิอยากให้คนหนุ่มที่ดีเหมือนเป้นความหวังถลำลึกลงไป โดยอ้างว่าให้อภิสิทธิลดอัตตา แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ คนอย่างอภิสิทธิ์ไม่มีอัตตา หากมีอัตตาจริง คงไม่เดินตามไข่ไอ้ห้อย ไอ้เทือก ดังที่ปรากฏให้เห็นหลายๆครั้ง หรือแม้แต่ขวางโครงการที่สังคมไม่ยอมรับได้แม้โครงการเดียวของภูมิใจไทย นั้นก็แสดงว่าคนอย่างอภิสิทธิ์ไม่มีอัตตา
แล้วทำไมอภิสิทธิ์จึงกอดMOUไว้แน่น ทั้งๆที่MOUเป้นอันตรายต่อประเทศชาติ แม้เมื่อมีพธมออกมาตระโกนบอกให้ยกเลิก อภิสิทธิ์กับทำJBCเข้าสภา เพื่อรองรับความสมบูรณ์ของ MOUที่ไม่ได้ผ่านสภา และยังเป้นการฟอกผิดให้ พรรคพวกตนเอง คือนายชวนและสุขุมพันธ์ ในเบื้องแรกความจงเกลียดจงชังแบบไม่เคยมีมาก่อนของฮุนเซนที่ประนาม ปชป อภิสิทธิ์ชนิดที่ไม่ไว้หน้ากัน นั้นหมายความว่าไง หรือมรึงรับเงินกรูไปตั้งแต่ปี43 แล้วทำไมมรึงเงียบ
จนกระทั้งทุกฝ่ายตกลงกันได้ ทักษิณลาออกจากการเป็นที่ปรึกษา อภิสิทธิ์เข้าไปกอดกับฮุนเซนทันที ทั้งที่เมื่อวานนี้กำลังจะฆ่ากันตาย ในขณะที่อภิสิทธิ์ออกมาโกหกคนไทยทั้งชาติ แต่ในทางตรงข้ามอภิสิทธิ์ก็ดำเนินการขายชาติ อย่างต่อเนื่อง เมื่อ JBC ถูกขัดขว้างก็หันมาแก้กฏหมาย190 ที่ว่าด้วยการเลือกตั้งแบ่งเขต แต่กับหมกเม็ด เรื่องสิทธิอาณาเขต ที่ไม่ต้องผ่านสภา ไม่ต้องทำประชามติ เรียกว่ากินเองชงเอง พฤติกรรมของอภิสิทธิ์แสดงให้เห็นว่า เขาไม่มีอัตตาอะไร เพียงแต่เขาดิ้นรนเพื่อที่จะขายชาติ เพื่อผลประดยชน์ของตนเองและพวกพ้อง จากข่าวที่ว่า อภิสิทธิ์มีการเตรียบพร้อมที่จะลี้ภัยโดยการติดต่อมหาลัยไว้สอนหนังสือ เมื่อถึงคราวที่ต้องหนี้ออกนอกประเทศ นั้นยิ่งตอกยำให้เห็นว่า เขาเตรียมการ ไม่ใช่อัตตา
อภิสิทธิ์บอกได้อย่างเดียวว่า MOU มีประโยชน์ แต่ไม่สามารถบอกสาธารณะได้ว่าประโยชน์นั้นคืออะไร ไม่มีคำตอบของ MOU แต่หากเราจะมองดูประโยชน์ที่อภิสิทธิ์ว่านั้น ก็คงไม่ยาก นั้นคือประดยชน์ของอภิสิทธิ์เองที่จะเข้าไปมีผลประโยชน์ในทางทะเล น้ำมัน แก๊ส ร่วมกับนักการเมืองทุกฝ่าย ทั้งทักษิณ สุเทพ ประวิทย์ เนวิน ชัย เรียกว่าครบวงจร ส่วนทักษิณนั้นก็ยกไอ้ตู่จัตุพร เป็นเครื่องบูชายันต์ให้อภิสิทธิ์ เพื่อปิดบังสายสัมพัน ทักษิณอภิสิทธิ์ มันจึงทำให้ไอ้ตู่เต้นไม่อยู่สุข การพัฒนารอบเขาพระวิหารที่จะเกิดโครงการใหญ่ๆที่เป็นของนักการเมืองที่จะเกิดขึ้น เรียกว่านี้คือโครตมหาผลประโยชน์ ที่พวกเขาจะได้รับ และนี่ก็คือประโยชน์ของ MOUที่อภิสิทธิ์บอกเสมอว่ามีประดยชน์แต่ไม่สามารถตอบคำถามว่าประโยชน์นั้นคืออะไร
เรื่องทั้งหมดก็คงมีแค่นี้ เพราะวันไหนที่เขาสบอกถึงประโยชน์ของ MOU วันนั้นก้คือวันที่เขาจะโดนไล่ออกนอกประเทศในฐานะคนขายชาติ ส่วนกลุ่มนักการเมืองชั่วทั้งหลาย ต่างก็หลอกใช้อภิสิทธิ์ซึ่งก็รวมถึงกษิตด้วย โดยใช้อภิสิทธิ์เป้นไม้กันหมา เดินหน้าชน เสียกับครอบครัว วงศ์ตระกูล ความด้อยประสบการบวกกับความอยากที่จะเป้นนายกและผลประดยชน์ก็ทำให้อภิสิทธิ์ทำได้ทุกอย่าง อภิสิทธิ์รู้ไหม เขารู้ดี แต่เขาเต็มใจทำ
ศรีเปียก
ความคิดเห็นที่ 103 +48 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
กรุณา ทำเป็น PDF ด้วยครับ จะได้ แจกจ่ายได้เร็ว
และ print แจกได้ง่าย และ คมชัด
คุณภาพ ดีกว่าเอาหนังสือไปถ่ายเอกสาร

หากทำการจัดหน้าใหม่ ให้เท่ากับ A4 โดยให้ Font โตๆ หน่อย คนสูงอายุจะได้อ่านง่าย
ตอน print ไปติด board ตามหมู่บ้าน ก็อ่านได้ง่าย
สู่เพื่อแผ่นดิน (chonsit สมาชิก)
ความคิดเห็นที่ 90 +41 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผมได้ศึกษาข้อมูลจากทั้งดูastv และทั้งจาก33ประเด็นถาม-ตอบ ของ อ.ปานเทพจนเข้าใจแล้วว่า ปัญญาหาคืออะไร แล้ว นายกทำไม(แกล้ง)โง่แบบนี้(มีอะไรลับๆกะไอ้หน้าลิงรึป่าว) ผมเป็นคน จ.อุบล ครับ จำได้ว่าเคยไปเที่ยวกับครอบครัว แต่ไม่ได้ขึ้นไป เพราะมีรั่วกั้นห้ามขึ้นและกลัวกับระเบิดที่เต็มไปหมด ตอนนั้นประมาณ10กว่าปี ผมยังเด็กอยู่เลย พอถึงตอนนี้ พูดตรงๆครับ เสียใจมากๆ ที่ต้องบอกว่าเรา ทั้งเสียดินแดนและเสียศักศรีมาก ยิ่งผมไปดูเทปตอนที่นายกคุยออกทีวีกับภาคประชาชนแล้ว ยิ่งเห็นความที่นายกและนายสุวิทย์ พยามเลี่ยงที่จะพูดตรงๆมากๆเลย พอจนมุม ก็ต้องยอมพูดไปในแนวทางเดียวกันกับที่ภาคประชาชนที่เห็นแย้งถูกต้องตามข้อมูลชัดเจน และที่ผมยังคาใจในรายการที่สุดคือ นายสุวิทย์ ไม่ได้ตอบคำถาม อ.เทพมนตรี ที่ถามว่า ทำไมถึงไปเซ็นรับรอง ทั้งที่ไม่เคยมีใครเซ็นรับรองมาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่ ทั้งนายก และนายสุวิทย์ คุยเลี่ยงเรื่องอื่น จนนายกตัดบทสรุป แถมปิดท้ายอย่างไม่สมควรอย่างยิ่ง ที่เอาพระราชดำรัสในหลวงมากล่าวปิดรายการ โดยเนื้อหาหลัก คือ ไม่ต้องการทำสงครามกับใคร /เรารู้ดีครับว่าอะไรควรไม่ควร ตอนนี้ มันต้องดูเหตุการณ์ความเป็นจริง ที่ว่า ไทยเสียดินแดนไปแล้ว และอาจจะเสียเพิ่มมากกว่านี้ ถ้าไม่ถอนMOU43และใช้การทหารควบคู่
/ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ ที่ให้ปัญญากับประชาชนอย่างเราได้ตาสว่าง...
jobyakusa@hotmail.com (333333 สมาชิก)
 
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014