หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์
ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ การเมือง

เงาทรราชในนามประชาธิปไตย : การแก้รัฐธรรมนูญกับความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนระบอบและรูปแบบรัฐ(จบ)

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน
30 ธันวาคม 2554 17:57 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
เงาทรราชในนามประชาธิปไตย : การแก้รัฐธรรมนูญกับความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนระบอบและรูปแบบรัฐ(จบ)
คนเสื้อแดงกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 นำโดย นายเพชรวรรต  วัฒนพงศ์ศิริกุล นายเรืองไกร กิจวัฒนะ และนายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือต่อ นายวิสุทธ์ ไชยณรุณ รองประธานคนสภาฯ คนที่ 2 เพื่อเสนอร่างแก้ไข รธน.ในนามประชาชน เมื่อ 29 ธ.ค.54

ปัญญาพลวัตร
       โดย...พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
       
       เหล่าทรราชและผู้สนับสนุนมีความชำนาญและเชี่ยวชาญในการใช้คำว่า “ประชาธิปไตย” เพื่ออำพลางปกปิดเจตนา ความคาดหวัง และการกระทำอันเป็น “เผด็จการ” ของพวกมัน และใช้คำว่า “เสียงส่วนใหญ่” เพื่อกลบฝังเสียงแห่งความรู้ เหตุผล ปัญญา และคุณธรรม
       
       เหล่าทรราชยังชำนาญในการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมแบบจอมปลอม โดยกำหนดกลไกและวิธีการที่ตนสามารถควบคุม จัดตั้ง ระดมผู้คนภายใต้สังกัดให้เข้ามากุมสภาพเวทีการประชุม เพื่อเลือกสรรข้อมูลข่าวสาร ความคิดเห็น ชี้นำการตัดสินใจ และวินิจฉัยเรื่องราวตามธงที่ตั้งเอาไว้ ไม่ว่าสิ่งนั้นถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ก็ตาม
       
       ปลายเดือนธันวาคม พุทธศักราช 2554 พรรคเพื่อไทยมีการประชุมกันเพื่อเปิดฉากปฏิบัติการทางการเมืองครั้งใหญ่ที่อาจนำไปสู่การสร้างความสั่นสะเทือนแก่สังคมไทยตลอดปี 2555 โดยนายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทยแถลงเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2554 ว่า สมาชิกพรรคเพื่อไทยร้อยละ 90 เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เพราะเป็นไปตามนโยบายพรรคที่เคยหาเสียงไว้เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 ว่าจะเร่งรัดผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญ ยึดหลักนิติธรรม และพร้อมรับการตรวจสอบโดยให้ประชาชนเห็นชอบด้วยการทำประชามติ
       
       ย้อนหลังไปก่อนหน้านั้น นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ เจ้าสำนักลัทธิแดงนิยม ได้เคยกล่าวไว้ว่า “ยุทธศาสตร์ 3 ข้อ ของ นปช. คือ 1) การล้มรัฐบาลอำมาตย์ ยึดอำนาจรัฐ ซึ่งได้ทำสำเร็จแล้ว โดยพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่บรรดาสาวกลัทธิแดงให้การสนับสนุนได้เป็นพรรครัฐบาล 2) การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ซึ่งลัทธิแดงนิยมถือว่าเป็นผลผลิตของคณะมนตรีความมั่นคง (คมช.) ซึ่งเป็นผู้ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ เมื่อปี 2549 และ 3) การโค่นล้มระบอบอำมาตยาธิปไตย ซึ่งลัทธิแดงถือว่าเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุด
       
       การขับเคลื่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยจึงเป็นไปตามเส้นทางยุทธศาสตร์ที่กลุ่มลัทธิแดงนิยมได้กำหนดไว้ ส่วนจะเดินไปถึงยุทธศาสตร์ที่สามของกลุ่มลัทธิแดงนิยมหรือไม่ คำตอบคงปรากฏชัดเจนมากขึ้นในอีกไม่ช้า
       
       ในการนำเสนอกรอบคิดใหญ่เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยและลัทธิแดงนิยมแบ่งงานกันเดินสองด้านคือ ด้านกระบวนการแก้ไขซึ่งมีพรรคเพื่อไทยเป็นผู้นำเสนอ ส่วนด้านเนื้อหาในเบื้องต้นฝ่ายลัทธิแดงเป็นผู้เสนอ สำหรับด้านกระบวนการแก้ไขประกอบด้วย
       
       1) การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ซึ่งเป็นเรื่องที่ว่าด้วยกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จากเดิมที่การริเริ่มแก้ไขมาจากกลุ่มบุคคล 4 กลุ่ม คือ คณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร สมาชิกวุฒิสภา และ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งห้าหมื่นคน หากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งต้องการเสนอแก้ไข ก็เขียนเป็นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมโดยเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมและให้รัฐสภาพิจารณาเป็นสามวาระ
       
       พรรคเพื่อไทยมิได้ประสงค์เพียงแค่ “แก้ไขรัฐธรรมเพิ่มเติม” แต่ประสงค์ “เขียนรัฐธรรมนูญใหม่” จึงต้องเสนอแก้ไขมาตรานี้ก่อนเพื่อจัดตั้ง “สภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา” ดังนั้นการเสนอเช่นนี้จึงมิใช่ “การแก้ไขรัฐธรมนูญ” แต่เป็นการ “ยกเลิกรัฐธรรมนูญเดิม” โดยอาศัยเสียงส่วนใหญ่ในสภา และหากว่าข้อเสนอแก้ไขมาตรา 291 ใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ไม่มีข้อความในวงเล็บ 1 วรรค 2 ที่ว่า “ ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะเสนอมิได้” ย่อมหมายความว่า รัฐธรรมนูญที่กำลังร่างใหม่เปิดหน้าต่างแห่งโอกาสให้มีการเสนอเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองและรูปแบบของรัฐได้ และไม่มีหลักประกันใดเลยว่าโอกาสเช่นนั้นไม่เกิดขึ้น
       
       ในอดีตเมื่อครั้งที่จัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 ความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงระบอบและรูปแบบของรัฐโดยอาศัยรัฐธรรมนูญแทบไม่มีเลยเพราะความคิดทางการเมืองของผู้คนในสังคมไทยมีเอกฉันท์ในเรื่อง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นรัฐแบบราชอาณาจักรรัฐเดี่ยว แต่ในปัจจุบันซึ่งมีกระแสการเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบเพื่อให้ประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็น “รัฐไทยใหม่” หรือ “สาธารณรัฐ” จึงทำให้ความเสี่ยงมีสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจาณาจากองค์ประกอบและที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังมีการเสนออยู่ในขณะนี้
       
       2) เค้าโครงองค์ประกอบและที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้รับการเสนอโดยนักการเมืองผู้ประสงค์ “ร่างรัฐธรรมนูญใหม่” มีองค์ประกอบสมาชิก 2 ส่วนคือ ส่วนแรกมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละหนึ่งคน และส่วนที่สองมาจากการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิชาการอีกจำนวนหนึ่ง ภายใต้สภาพการเมืองไทยในปัจจุบัน พรรคการเมืองสามารถกุมสภาพและกำหนดผลแพ้ชนะการเลือกตั้งได้ ทำให้คาดการณ์ได้ไม่ยากว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแต่ละจังหวัด แต่ละภาค มาจากไหนและเป็นตัวแทนของใคร
       
       ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางบางจังหวัดซึ่งเต็มไปด้วยมวลชนของลัทธิแดงนิยม มีความเป็นไปได้สูงที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นแกนนำของลัทธิแดงนิยมในจังหวัดนั้นๆ และหากดูจำนวนของจังหวัดในแต่ละภาค คงไม่ยากที่จะทำนายว่ากลุ่มใดที่สามารถคุมเสียงส่วนใหญ่ในสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ สำหรับสมาชิกในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิ หากให้กลไกทางการเมืองในปัจจุบันผู้สรรหา ก็คงจะคาดการณ์ได้ไม่ยากเช่นเดียวกันว่า นักวิชาการหรือผู้ทรงคุณวุฒิฝ่ายไหนที่จะได้เข้าไปเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และหากองค์ประกอบของสมาชิกสภาร่างเป็นดังที่ผู้เขียนได้วิเคราะห์ไว้ โฉมหน้ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ออกมาย่อมมีแนวโน้มเป็นไปตามสิ่งที่นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยฯ ได้เคยเสนอต่อสาธารณะ และอาจเป็นมากกว่านั้นเพราะมีอีกหลายเรื่องที่อยู่ในความคิดความเชื่อของบรรดาแกนนำลัทธิแดงซึ่งยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ
       
       3) การทำประชามติ ซึ่งแกนนำพรรคเพื่อไทยบางคนเสนอว่าให้ทำประชามติหลังยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสร็จแล้ว การทำประชามติเป็นสิ่งที่ดูเหมือนจะดีเพราะเป็นการประทับความชอบธรรมให้กับรัฐธรรมนูญ แต่การลงประชามติในสังคมไทยก็เฉกเช่นเดียวกับการเลือกตั้งนั่นแหละคือ ผลแพ้ชนะส่วนใหญ่ถูกกำหนดโดยกลไกการจัดตั้งและจัดซื้อคะแนนเสียง พรรคการเมืองใดมีศักยภาพในการใช้กลไกเหล่านี้ได้มีประสิทธิภาพมากกว่าก็ย่อมจะสามารถกำหนดผลของประชามติล่วงหน้าได้
       
       กล่าวโดยสรุป การเสนอยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 และ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จึงเป็นการนำพาประเทศไทยไปสู่ความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองและรูปแบบของรัฐ เพราะกระบวนการดังกล่าวเป็นการเปิดประตูแห่งโอกาสขึ้นมา และเมื่อผนวกกับแนวโน้มองค์ประกอบของสมาชิกและกลไกทางการเมืองเพื่อรองรับความชอบธรรม ก็ยิ่งทำให้ระดับความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้นไปอีก
       
       สำหรับเนื้อหาของรัฐธรรมนูญใหม่ที่ได้มีการเสนอต่อสาธารณะโดยนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ มี 10 ประเด็นซึ่งจำแนกเป็น 5 แนวคิดหลัก คือ
       
       1) การล้มล้างผลการกระทำของคณะมนตรีความมั่นคง(คมช.) อันได้แก่การยกเลิกมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ที่รับรองว่าการกระทำตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 ชอบด้วยกฎหมาย และการกระทำเกี่ยวเนื่องกับกรณีเหล่านั้นทั้งหมดชอบตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ผลสืบเนื่องที่เป็นไปได้ของการยกเลิกมาตรานี้ คือ การทำให้การดำเนินงานของ คตส. เป็นอันถูกยกเลิก และนั่นย่อมหมายความความผิดของนักการเมืองคนใดที่ริเริ่มสอบสวนและฟ้องโดย คตส. ก็ต้องถูกยกเลิกไปด้วย สิ่งที่ตามมาคือ ทักษิณ ชินวัตร จะหลุดพ้นจากคดีต่างๆที่ดำเนินการโดย คตส.
       
       2) การกระชับอำนาจให้แก่กลุ่มทุนการเมืองครอบงำรัฐสภาและทำลายหลักการถ่วงดุลย์แห่งอำนาจ โดยการยกเลิกสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา การให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีตำแหน่งทางการบริหารและสามารถแทรกแซงการโยกย้ายข้าราชการได้
       
       การกำหนดให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวเป็นการย้อนรอยความบกพร่องของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ซึ่งทำให้รัฐสภาตกอยู่ภายใต้การครอบงำครอบครัวและเครือญาติของกลุ่มทุนการเมืองผู้มีอิทธิพลซึ่งเชี่ยวชาญในการเลือกตั้ง การจัดตั้งและจัดซื้อคะแนนเสียง กลไกการเลือกตั้ง สว. ภายใต้บริบทของสังคมไทยในยุคนี้ จึงเป็นการกีดกันผู้มีความสามารถ ความรู้ และ คุณธรรม ออกจากระบบการเมืองอย่างสิ้นเชิง สำหรับการเพิ่มอำนาจให้ ส.ส. แทรกแซงระบบราชการก็ทำให้เกิดความยุ่งเหยิงในระบบถ่วงดุลย์อำนาจ และทำให้การตรวจสอบอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารไม่มีประสิทธิภาพ
       
        3) การทำลายอำนาจตุลาการ โดยกำหนดให้กลุ่มทุนการเมืองเข้าไปแทรกแซงอำนาจตุลาการ ภายใต้วลีที่สวยหรูว่า “อำนาจตุลาการต้องเกี่ยวโยงกับอำนาจอธิปไตยของประชาชน” ซึ่งหมายความว่า การให้ ส.ส. ซึ่งเป็น กลุ่มทุนการเมือง เข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้งศาลยุติธรรม หรือหากมากกว่านั้นคือการเข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอน
       
        4) การเพิ่มอำนาจแก่ฝ่ายบริหารในการกระทำที่สุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ โดยการแก้มาตรา 190 ซึ่งคาดว่าจะแก้ให้ฝ่ายบริหารสามารถทำสนธิสัญญากับต่างประเทศโดยไม่ต้องผ่านการประชาพิจารณ์และผ่านรัฐสภา หากเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้รัฐบาลสามารถทำสัญญากับต่างชาติอย่างอิสระไม่ว่าจะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบต่างชาติอย่างไร หรือ ให้ใครได้รับผลประโยชน์บ้าง หรือ ทำให้ประชาชนและประเทศชาติเสียหายอย่างไร ก็ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้
       
        5) การสร้างเสื้อคลุมให้ดูเป็นประชาธิปไตย โดยการเสนอให้ประชาชนสามารถแก้รัฐธรรมนูญ เสนอกฎหมาย ถอดถอน ส.ส. นักการเมือง คณะกรรมการองค์การอิสระ ได้โดยตรง อันที่จริงแนวคิดเหล่านี้ก็ได้ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 อยู่แล้วซึ่งเปิดโอกาสประชาชนสามารถใช้อำนาจได้สะดวกมากกว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ด้วยซ้ำ ดังนั้นการเสนอขอแก้ไขในมาตราเหล่านี้จึงดูเป็นการต่อเติมเสริมแต่งเพื่อนำขึ้นมาอำพลางเจตนาที่แท้จริงของแนวคิดสี่ข้อแรกเสียมากกว่า
       
        กล่าวโดยสรุป เนื้อหาของรัฐธรรมที่กลุ่มลัทธิแดงเสนอต่อสาธารณะ ซ่อนเจตนาที่อยู่เบื้องหลังว่าแท้จริงแล้ว พวกเขามีความประสงค์จะแก้ไขเพื่อสร้างประโยชน์แก่ทักษิณ ชินวัตร กลุ่มทุนการเมืองและพรรคการเมือง เป็นการทำลายระบบการถ่วงดุลย์อำนาจระหว่างนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร แทรกแซงและทำลายอำนาจตุลาการ และเพิ่มอำนาจฝ่ายบริหารในการทำสนธิสัญญากับต่างประเทศโดยปิดหูปิดตาและกีดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน
       
        อย่างไรก็ตามสิ่งที่พวกเขาเสนอต่อสาธาณะข้างต้นเป็นเพียงปรากกฎของยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น ความประสงค์และนัยที่ซ่อนเร้นภายใต้คำว่า “การโค่นล้มระบอบอำมาตยาธิปไตย” อันเป็นยุทธศาสตร์สุดท้ายของ นปช. คืออะไร ยังคงเป็นปริศนาสำหรับสาธารณะเพราะพวกเขามิได้นิยามสิ่งนี้อย่างชัดเจน กระนั้นก็ตามสำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารทางการเมืองย่อมเห็นร่องรอยอันสะท้อนความหมายที่ซ้อนเร้นอยู่ภายใต้วลีนี้ โดยดูจากการเคลื่อนไหวของปกาศกและสาวกลัทธิแดงจำนวนหนึ่งในการโจมตี วิพากษ์ อาฆาตมาดร้าย ดูหมิ่นสถาบัน รวมทั้งการผลักดันให้ยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112
       
       การเคลื่อนไหวอย่างเป็นขบวนการทั้งใต้ดิน บนดิน ทั้งในและนอกประเทศที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากขณะนี้ มีลักษณะเป็นคู่ขนานและดูเหมือนมีร่องรอยของความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ดังนั้นหากมีการผลักดันให้มีกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น ก็เท่ากับว่าเป็นการผลักดันให้ประเทศไทยไปอยู่ในตำแหน่งที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเปลี่ยนแปลงระบอบและรูปแบบรัฐ และนั่นย่อมเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่สถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรง และการนองเลือดครั้งใหญ่ก็อาจเกิดขึ้นอีกครั้งในสังคมไทย
       
       หากผู้คิดเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญยังมีสติยั้งคิด ควรสำรวจความเป็นไปได้นี้ให้กระจ่าง และหากลดความอยาก ความต้องการของตนเองลงได้ ก็ควรยุติการเสนอแก้รัฐธรรมนูญเสียเถิด หากทำได้ อาจทำให้เงามืดของวิกฤติที่กำลังย่างกรายมาครอบคลุมสังคมไทยบรรเทาเบาบางลงไปได้บ้าง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เงาทรราชในนามประชาธิปไตยและปรองดอง คือเส้นทางสู่การนองเลือด(1)
ข่าวล่าสุด ในหมวด
ล็อก “สลากออมสิน” ยังไม่จบ
ล็อกเลข “สลากออมสิน”
สุดๆ ไปเลย “ล้างบาง” ตำรวจ
มวยคู่มันพะยะค่ะ “เฉลิม-ตู่”
ตำรวจมี “ส่วย”ด้วยหรือ
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 36 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
ความคิดเห็นที่ 7 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ไอ้พวกนี้ก็เก่งแต่พูดเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ทีคนคอร์รัปชั่นทั้งเมือง พวกมันนั่งเฉย ยิ่งถ้าทักสินคอร์รัปชั่น มันยิ่งนั่งเฉย ทนายสมชายถูกอุ้มไปฆ่า พวกมันก็นั่งเฉย ดาบยิ้มถูกยิงตายในผับ พวกมันก็นั่งเฉย ให้พวกมันไปปราบคอร์รัปชั่น หรือไปจับคนอุ้มทนายสมชาย พวกมันก็คงไม่มีปัญญา มีแต่นั่งอยู่บนหอคอยในมหาวิทยาลัย จัดประชุมในห้องประชุมไปวัน ๆ งานดี ๆ ที่สร้างความปลอดในชีวิตและทรัพย์สินประชาชน หรืองานปราบคอร์รัปชั่นมันกล้าทำที่ไหน ดีแต่นั่งในห้องแอร์ในมหาวิทยาลัยเท่านั้นเอง แค่ออกมาพบประชาชนมันก็ไม่กล้าแล้ว
คราม
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 6 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผู้หญิงแก่คนนั้น อยู่จนผมขาวแล้ว ยังไม่รู้คุณงามความดีของพระองค์ท่านอีกเหรอ
แก่เพราะกินข้าวเฒ่าเพราะอยู่นาน
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 5 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
หากว่าประเทศชาตินี้มันไม่ถือหลักนิติรัฐกันแล้วละก็ เรามาทำอะไรกันตามใจตัวเองกันดีไหมครับ เพราะยังไงบ้านเมืองมันไม่มีขื่อมีแปกันอยู่แล้ว
นพ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ไม่รู้เป็นไงนะชื่อไอ้เพชรวรรตเนี่ยมันเรียกยาก ผมอยากเรียกมันว่า ไอ้ขนเพชร เพราะจำง่ายดี
55
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 3 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
"เสียงส่วนใหญ่" ที่ใช้อย่างไร้จิตสำนึก ไร้คุณธรรม ไร้เหตุผล ไม่ได้ทำเพื่อปวงชน ไม่ใช่ประชาธิปไตยครับ เค้าเรียกกันว่า "กฎ(หมา)หมู่"
ความสงบเป็นสุขเสมอ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 2 +4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เรารู้แล้วทำอะไรได้ เรามีเป้าหมายอะไรที่จะทำลายทุนนิยมเผด็จการผลาญประเทศได้ จะไม่มีพรรคการเมืองใดสู้อำนาจโจรปล้นชาติได้เลยหรือ ทั้งที่มวลชนที่จงรักภักดีมีอยู่ ทหารเสือผู้ภักดีก็มี
แค่ปล่อยคนชั่วลอยนวลตั้งแต่๒๕๔๙ก็ผิดพอแล้ว เรายังจะรอให้ไพร่แดงจาบจ้วงไปถึงไหน
คนไทย
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 1 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เล็งดีๆๆๆสิหน้าซํ้าๆๆทั้งน้าน คนพวกนี้ไม่มีอาชีพอื่นนอกจากหากินกับแม้ว โรงแรมแบ๊งค์ยึดขายทอดตลาดแล้วยังต้องชลอเลย สังคมอย่างนี้ จะอยู่ได้นานสักขนาดไหน วันหนึ่งประชาชนไม่มีหลักยึดเหนี่ยวเหมือนปัจจุบัน หากวันนั้นมาถึงอย่าหนีแล้วกัน เสื้อแดงทั้งก๊วนระวังไว้เถอะ ประชาชนเขาจำหน้าได้หมด
สวเชียงดาว
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014