หน้าแรกผู้จัดการ Online | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์
ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ ณ บ้านพระอาทิตย์ โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

เขาว่าล้างพิษตับเป็นเรื่อง “หลอกลวง” (ตอนที่ 2) : เชิญดูผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ “ก้อนสีเขียว”คือ “สบู่ก้อน” จริงหรือ?

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน
17 พฤษภาคม 2556 18:53 น.
        ณ บ้านพระอาทิตย์
       โดย : ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
       
       คนที่อวดอ้างว่าตัวเองเป็นนักวิทยาศาสตร์ไทยคนหนึ่งหลังจาก“ปล่อยไก่” ออกมาว่า “ก้อนสีเขียว” นั้น เป็นปฏิกิริยาทางเคมีที่ทำให้เกิดสบู่ก้อน ที่เกิดขึ้นจาก "น้ำดีซึ่งเป็นด่างที่แรงทำปฏิกิริยากับน้ำมันมะกอก" พอมีคนท้วงว่าน้ำดีมี pH 7.5-8.8 เท่านั้น จึงไม่สามารถทำให้เกิดสบู่ก้อนได้ ก็รีบกลับลำแก้ไขกระทู้ต่อต้านการล้างพิษตับ “ลอกตัดแปะ” เอาจากนักวิทยาศาสตร์ในต่างประเทศว่า เป็นการทำปฏิกิริยาเคมีระหว่าง "กรดไขมันในน้ำมันมะกอกกับโพแทสเซียมในน้ำมะนาว"แทน ผมจึงจับได้ว่าคนที่อวดอ้างว่าตัวเองเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่โจมตีกล่าวหาการล้างพิษตับว่าหลอกลวงนั้น คนเหล่านี้ไม่รู้จริง และไม่มีความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ในการโจมตีคนอื่นเลย
       
        ผมเฝ้ารอมา 1 สัปดาห์หลังจากเขียนบทความ นึกว่าคนที่อวดอ้างว่าตัวเองเป็นนักวิทยาศาสตร์จะทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ให้ดูหน่อยว่าการเกิดสบู่ก้อนในภาวะที่ไม่ได้เกิดจากด่างรุนแรงจะทำให้เกิดสบู่ก้อนได้หรือไม่? (ตามวิสัยของนักวิทยาศาสตร์ที่ดี) ก็ไม่มีใครมาทดสอบทางวิทยาศาสตร์ให้เห็นนอกจากทำตัวเป็นนักเลงแป้นพิมพ์หน้าคอมพิวเตอร์แต่เพียงอย่างเดียว
       
        ผมจะไม่สนใจถึงเหตุผลว่าเหตุใดคนที่โจมตีการล้างพิษตับเหล่านี้จึงไม่ยอมทดลองทางวิทยาศาสตร์ให้ประชาชนเห็น แต่เพื่อไม่ให้เสียเวลาผมจึงไปทดสอบทางวิทยาศาสตร์แบบตื้นๆ ตามประสาสื่อมวลชนและชาวบ้านธรรมดาๆมาให้ชมกันดังนี้
       
        ก่อนอื่นเพื่อทำความเข้าใจพื้นฐานให้ท่านผู้อ่านทราบว่าคำว่า “กรด” และ “ด่าง”นั้น เขาวัดกันที่ค่า pH ที่เรียกว่า potential of the hydrogen มีตั้งแต่ค่า 0 ถึง 14
       
       ถ้าได้ค่า 7.0 เรียกว่าเป็นกลาง
       ถ้าได้ค่าต่ำกว่า 7 (ระหว่าง 0 ถึง 6.9) เรียกว่ากรด (Acid)
       ถ้าได้ค่าสูงกว่า 7 (ระหว่าง 8 ถึง 14) เรียกว่าด่าง (Alkaline)

       
        ส่วน “สบู่” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายแปลว่า “สิ่งที่ผลิตขึ้นโดยนำไขสัตว์เช่นวัว หรือน้ำมันพืชเช่นน้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอกไปต้มกับด่างโซเดียมไฮดรอกไซด์จะได้สบู่แข็ง หรือนำไปต้มกับด่างโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ จะได้สบู่อ่อน ใช้ชำระล้างและซักฟอก”
       
       ราชบัณฑิตยสถาน บัญญัติศัพท์ทางวิทยาศาสตร์นี้โดยไม่ลงรายละเอียดว่า ค่า pH ของด่างทั้ง 2 ชนิดว่ามีความเข้มข้นของความเป็นด่างเข้มข้นสูงสุดเทียบเท่าระดับประมาณค่า pH 12-14 จึงจะมีโอกาสทำให้เกิด “สบู่ก้อน” ได้
และในการทำสบู่นั้นเขาจะมีสัดส่วนการผสมชัดเจน
       
       เช่น โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) ซึ่งมีค่าเป็นด่าง (Alkaline) ที่มีความรุนแรงสูงสุดถึง pH 12 ถึง14 ถ้ามีการผสมกันกับน้ำมันมะกอก โดยใช้อัตราส่วนน้ำมันมะกอก 100 กรัม และใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) 12.46 กรัม ที่ผสมกับน้ำเล็กน้อย เมื่อนำมาผสมกันก็จะทำเป็นสบู่ก้อนได้แล้ว แต่ถ้าโซเดียมไฮดรอกไซด์ถูกเจือจางจนมีความด่างน้อยลงมากไม่ว่าจะผสมเพิ่มอีกมากเท่าไหร่ก็ไม่สามารถทำให้เกิดสบู่ก้อนได้
       
       ตรงนี้นี่เองจึงย่อมเป็นการพิสูจน์ว่า “น้ำดี” ซึ่งปกติมีค่า pH ประมาณ 7.5 – 8.8 ถือเป็นด่างอ่อนเกินไปที่จะทำปฏิกิริยาเคมีจนเกิด “สบู่ก้อน” ได้ !!!
       
       ผมจึงได้ทดลองวิทยาศาสตร์พื้นฐานธรรมดาเพื่อให้เกิดความเข้าใจ โดยทำสบู่ก้อนจากน้ำมันมะกอกและด่างโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH)ที่มีค่าความเป็นด่างเข้มข้นได้ค่า pH 13 ตามสูตรผลปรากฏว่าได้สบู่ก้อนจริง (ตามภาพที่ 1)
       
       ในขณะที่ผมนำสูตรล้างพิษตับในคืนสุดท้ายที่ดื่มกัน ซึ่งก็คือน้ำมันมะกอก 150 ซีซี น้ำมะนาว 150 ซีซี และดีเกลือ เอามาเขย่ารวมกันแล้วผสมด้วย โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) ที่นำมาเจือจางจนค่า pH ได้ 9.0 ซึ่งถือว่าใกล้เคียงความเป็นด่างสูงสุดของน้ำดีที่จะเป็นได้คือ 7.5-8.8 ผลปรากฏว่าไม่สามารถทำปฏิกิริยาเคมีทำให้เกิดสบู่ก้อนได้ ไม่ว่าจะผสมเพิ่มอีกเท่าไหร่ก็ตาม และเมื่อผ่านไป 1 สัปดาห์ก็ไม่สามารถเกิดก้อนสบู่ได้ (ตามภาพที่ 2)


เขาว่าล้างพิษตับเป็นเรื่อง “หลอกลวง” (ตอนที่ 2) : เชิญดูผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ “ก้อนสีเขียว”คือ “สบู่ก้อน” จริงหรือ?
        พอประเด็นน้ำดี ซึ่งมีค่า pH อยู่ระหว่าง 7.5 -8.8 ซึ่งสิ่งที่ดื่มเข้าไปไม่สามารถทำปฏิกิริยากับน้ำดีให้เกิดสบู่ได้ นักวิทยาศาสตร์คนเดียวกันที่ต่อต้านการล้างพิษตับว่าหลอกลวง จึงมาเปลี่ยนหักเหแก้ไขใช้เหตุผลใหม่ภายหลังเอาดื้อๆเลยว่า "ก้อนสีเขียวดังกล่าวเกิดจากปฏิกิริยาระหว่างเอนไซม์ไลเปสในระบบย่อยอาหารกับไตรกลีเซอรอลซึ่งเป็นองค์ประกอบของน้ำมันมะกอก ทำให้เกิดกรดคาร์บอซีลิกเป็นพันธะสายยาว (ส่วนใหญ่เป็นกรดโอเลอิก) กระบวนการนี้ถูกกระทำต่อด้วยกระบวนการซาปอนิฟิเคชั่น (Saponification) กลายเป็นก้อนไขมัน (หรือไมเซลล์ micelle) ขนาดใหญ่ไม่ละลายน้ำของโพแทสเซียมคาร์บอซิเลต เนื่องจากน้ำมะนาวมีโพแทสเซียมสูงอยู่ในความเข้มข้น ได้เป็นก้อน "นิ่วสบู่" ไม่ละลายน้ำ ส่วนสีเขียวๆ ก็มาจากน้ำดีนั่นเอง (Saponification ) คือปฏิกิริยาการสร้างสบู่ เมื่อเอามาผสมน้ำด่าง แล้วกลายเป็นกรดไขมัน + กรีเซอรีน หรือสบู่นั่นเอง"
       
       ถึงแม้ว่าจะเป็นการกลับลำจากคนที่อ้างตนว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์คนเดียวกันที่เปลี่ยนจากเหตุผลว่า "น้ำดีทำปฏิกิริยากับน้ำมันมะกอก" กลายเป็น"น้ำมะนาวทำปฏิกิริยากับน้ำมันมะกอก" ซึ่งความเห็นที่แสดงมาข้างต้นนั้น ก็ยังคงเป็นแค่ "ความเชื่อ" หรือ "ความเห็น" และยังไม่ใช่ความจริงที่พิสูจน์แล้วเช่นกัน
       
       นี่คือการ"ลักไก่" โจมตีเรื่องการล้างพิษตับด้วยศัพท์ตื้นๆว่า "เพราะน้ำมะนาวมีโพแทสเซียมสูงในความเข้มข้น" แต่กลับไม่พิจารณาหรือตั้งคำถามว่าสิ่งที่ดื่มเข้าไปในการล้างพิษตับนั้น โพแทสเซียมเข้มข้นเท่าไหร่ในน้ำมะนาวเมื่อเทียบกับน้ำมันมะกอก จึงจะเกิดสบู่ก้อนได้?
       
       ผมได้ทดลองผลิตสบู่ด้วยโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์สักประมาณ 14 กรัม ผสมกับน้ำมันมะกอกสักประมาณ 100 กรัมแล้วเราก็จะพบว่าโซเดียมไฮดรอกไซด์ที่เป็นด่างเข้มข้นประมาณ 14% นั้นพบว่าบางส่วนกลายเป็นสบู่ก้อนอยู่ด้านล่าง และจะเหลือน้ำมันมะกอกบางส่วน ซึ่งหมายความว่าเราต้องการโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์มีสัดส่วนเข้มข้นที่มีปริมาณสัดส่วนที่มากกว่านี้จึงจะทำให้น้ำมันมะกอก 100 กรัมกลายเป็นสบู่ทั้งก้อนได้ (ตามภาพที่ 3)
       
       แต่ความจริงแล้วสิ่งที่เราดื่มเข้าไปในคืนสุดท้ายก็คือน้ำมันมะกอกและน้ำมะนาวอย่างละครึ่ง จึงเป็นไม่ได้ที่จะเกิดปฏิกิริยาสบู่อีกเช่นกัน เหตุผลเพราะว่าน้ำมันมะกอก 100 ซีซี จะมีกรดโอเลอิกประมาณ 55%-83% ในขณะที่น้ำมะนาว 100 ซีซี แม้จะมีโพแทเซียมแต่ก็มีอยู่เพียง 0.102 กรัมเท่านั้น จึงย่อมไม่สามารถผลิตสบู่ก้อนได้ตามอ้างแน่นอน
       
       ผมจึงได้ทดลองเพื่อพิสูจน์เรื่องนี้โดยนำน้ำมันมะกอก 100 ซีซี ผสมกับ โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ตามสัดส่วนที่อ้างว่าอยู่ในมะนาวที่ดื่มเข้าไป ก็ไม่สามารถก่อให้เกิดสบู่ก้อนแต่อย่างใด ต่อให้ผสมไปมากกว่านี้เป็น 2 - 3 เท่าตัวก็ไม่เกิดสบู่ก่อนอีกเช่นเดียวกัน (ตามภาพที่ 4)

เขาว่าล้างพิษตับเป็นเรื่อง “หลอกลวง” (ตอนที่ 2) : เชิญดูผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ “ก้อนสีเขียว”คือ “สบู่ก้อน” จริงหรือ?
        มิพักต้องพูดถึงว่าให้ทดลองเอาน้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาวและผสมดีเกลือเขย่าแล้วตั้งทิ้งไว้ข้ามปีข้ามชาติอย่างไรก็ไม่สามารถเกิดก้อนสบู่ได้แต่อย่างไร?
       
       ถึงแม้ผมจะแสดงเหตุผลเหล่านี้ข้างต้นเพื่อแสดงให้เห็นว่าการเกิดปฏิกิริยาสบู่ก้อนเกิดขึ้นไม่ได้ในภาวะที่ไม่เกิดด่างเข้มข้นเพียงพอไม่ว่าจาก "น้ำดี" หรือ "โพแทสเซียมในน้ำมะนาว" ที่ดื่มเข้าไปในการล้างพิษตับ แต่ก็บางคนอาจยังเกิดข้อสงสัยอยู่ดีว่าสิ่งที่ผมอธิบายจากปฏิกิริยาภายนอกนั้นอาจไม่เหมือนปฏิกิริยาภายในร่างกาย ซึ่งก็คงจริงส่วนหนึ่ง แต่ความจริงอีกส่วนหนึ่งคือต้องตั้งคำถามด้วยว่าการเกิดปฏิกิริยาสบู่ก้อนที่มีด่างที่รุนแรงระดับ pH 12-14 มีมากพอจริงหรือในร่างกายเราที่จะทำสบู่ก้อนได้?
       
       น้ำมะนาวแม้อยู่ภายนอกจะเป็นกรด (ที่มาจากกรดซีตริก) แต่นักโภชนาการทั่วโลกต่างจัดให้เป็นหมวดอาหารที่ออกฤทธิ์เป็นด่างเมื่อถูกย่อยสลายในร่างกายเราแล้ว และจัดให้น้ำมะนาวอาหารประเภทด่างสูงสุดที่มีค่า pH ไม่เกิน 9.0 ซึ่งเป็นด่างที่ไม่เข้มข้นพอที่จะทำให้เกิดสบู่ก้อนได้

       
       เพื่อตัดปัญหาในประเด็นข้อสงสัยนี้ ผมจึงได้ขอให้สถานล้างพิษตับ ที่ เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ชื่อ "ธัญสมุย" โดยคุณชนาบุญ เพชรพรหม (คุณกอบ) ผู้ดูแลศูนย์ได้ตรวจสอบพร้อมถ่ายวีดีโอและภาพถ่ายว่าก้อนที่ออกมาเป็นสบู่หรือไม่ด้วยการทดสอบ 2 ประการง่ายๆ คือ ประการแรก วัดค่า pH ของ "ก้อนสีเขียว" ถ้าเป็น "ก้อนสบู่"ปกติต้องเป็นด่างอยู่ที่ประมาณ 10 -12 จริงหรือไม่ ? ประการที่สอง ถ้า "ก้อนสีเขียว" เป็น "สบู่ก้อน" ที่เป็นด่างจริง หากขยี้แล้วนำมาถูแล้วเกิดฟองหรือไม่?

เขาว่าล้างพิษตับเป็นเรื่อง “หลอกลวง” (ตอนที่ 2) : เชิญดูผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ “ก้อนสีเขียว”คือ “สบู่ก้อน” จริงหรือ?
ภาพที่ 5 วัดค่า pH ของก้อนสีเขียวด้วยกระดาษวัดค่า pH ได้ค่าประมาณระหว่าง 7 - 8 ไม่ใช่คุณลักษณะของสบู่ก้อน
       

เขาว่าล้างพิษตับเป็นเรื่อง “หลอกลวง” (ตอนที่ 2) : เชิญดูผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ “ก้อนสีเขียว”คือ “สบู่ก้อน” จริงหรือ?
ภาพที่ 6 เมื่อนำมาขยี้และถูก้อนสีเขียวที่ออกมาจากการล้างพิษตับแล้วไม่เกิดฟอง
        ผลปรากฏว่าเมื่อทดสอบค่า pH และลักษณะทางกายภาพในการเกิดฟองแล้ว ไม่สามารถเรียกก้อนเหล่านี้ว่าสบู่ก้อนได้แต่ประการใด คุณชญาบุญที่ทดสอบเรื่องนี้ใจดีฝากบอกนักวิทยาศาสตร์ด้วยว่าหากจะลองเอาก้อนเหล่านี้ไปลองฟอกเมื่อไหร่ก็จะส่งไปให้ด้วยความยินดี
       
       ผมจึงโทรศัพท์ไปสัมภาษณ์ขอความคิดเห็นจาก คุณหมออนัน ศรีพนัสกุล
วุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญศัลยศาสตร์ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ท่านเป็นอาจารย์แพทย์ที่ผ่าตัดตับตับคนไข้มามากในลำดับต้นๆของประเทศไทย ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับปฏิกิริยาสบู่ในร่างกายว่า "ถ้าเกิดปฏิกิริยาสบู่ได้จริงร่างกายจะตอบสนองด้วยการเร่งถ่ายท้องอย่างรุนแรงโดยทันที" ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจว่าแทบทุกคนที่เข้าหลักสูตรล้างพิษตับต้องทานดีเกลือหรือสวนล้างเสียด้วยซ้ำจึงจะทำให้ก้อนเหล่านี้ออกมาจากร่างกายได้ ไม่ได้อยู่ในภาวะถ่ายท้องอย่างรุนแรงแต่ประการใด
       
       ผมอาจจะเป็นคนหนึ่งที่เห็นว่าก้อนที่ออกมานั้นน่าจะเรียกว่า "ก้อนไขมัน" น่าจะถูกต้องกว่าคำว่า"นิ่ว" ก็เพียงเพราะเหตุผลที่ว่าอาจทำให้เกิดความสับสนกับก้อนนิ่วที่เป็นแคลเซียมที่จมน้ำได้ แต่ผมก็ไม่สามารถจะหาคำตอบได้ว่าจะเรียกก้อนเหล่านี้เพื่อลดความน่าเชื่อถือว่าเป็น "ก้อนสบู่" ได้อย่างไรเช่นกัน?
       
       คนที่อวดอ้างว่าตัวเองเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่โจมตีเรื่องนี้และเรียกก้อนที่ออกมาจากการล้างพิษตับว่า "ก้อนสบู่" และดูถูกดูแคลนว่าคนที่เรียกว่า "ก้อนนิ่ว" นั้นเป็นพวกหลอกลวงและคนที่เชื่อก็เป็นพวกโง่นั้น ผมกลับคิดตรงกันข้ามว่าคนที่เรียกว่า "ก้อนนิ่ว" นั้นอาจจะใกล้เคียงมากกว่าคำว่า "ก้อนสบู่" ด้วยซ้ำไป
       
       เพราะ "นิ่ว" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายว่าหมายถึง "เกลือเคมีหรือสารเคมีอื่น เช่น คอเลสเตอรอลที่เกิดเป็นก้อนแข็งในไต กระเพาะปัสสาวะ ถุงน้ำดี หรือท่อของต่อมบางชนิดในร่างกาย เช่น ต่อมน้ำลาย ตับอ่อน"
       
       ส่วน "สบู่" ตามพจนานุกรมต้องใช้ชำระซักฟอกได้ แต่ก้อนเหล่านี้ไม่มีคุณสมบัตินำมาใช้ชำระและซักฟอกไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
       
       ผมเป็นคนหนึ่งได้ทดลองล้างพิษตับด้วยตัวเองด้วยเปลี่ยนวิธีหลายรูปแบบ (เพื่อทดลองหาความจริง) และเห็นคนที่เจ็บป่วยที่หายได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งคนป่วยหลายคนที่มีนิ่วในถุงน้ำดีหายไปจากการตรวจดูด้วยเครื่องอัลตร้าซาวด์โดยไม่ต้องผ่าตัด “คนจำนวนมาก” ที่เป็นไวรัสตับอักเสบชนิดบีดีขึ้นอย่างแทบไม่น่าเชื่อ อาการโรคภูมิแพ้หลายคนดีขึ้น ฯลฯ ผมกลับสนใจมากกว่าว่าการหายป่วยจากอาการเหล่านี้มีผลตรวจทางการแพทย์ยืนยันได้นั้นสามารถหายได้อย่างไร จากวิธีการนี้?
       
       แต่ถ้าใครเพียงแค่สังเกตได้ว่า "น้ำดี" ที่ถูกล่อให้ขับออกมาจำนวนมากเพื่อช่วยย่อย "น้ำมันมะกอก" นั้น "น้ำดี"ได้ถูกผลิตมาจากองค์ประกอบของคลอเลสเตอรอลหรือไขมันชั้นเลวจากตับ แต่น้ำมันมะกอกนั้นเป็นไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียวที่เป็นไขมันชั้นดี ถ้าสังเกตเรื่องนี้ให้ดีก็จะรู้ว่าวิธีการนี้ไม่ธรรมดา และแหลมคมกว่านักวิทยาศาสตร์ตื้นๆที่มาสนใจหาก้อนสบู่ยิ่งนัก
       
       เรื่องนี้ยังไม่จบ โปรดติดตามตอนต่อไป หรืออาจจะหลายตอนนะครับ !!!

       
       

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เขาว่าล้างพิษตับเป็นเรื่อง "หลอกลวง" (ตอนที่ 1)
ข่าวล่าสุด ในหมวด
ต้องลองชิม! สูตรอาหาร โปรตีนถั่วเหลืองผสมน้ำมันมะพร้าวของ SPA FOODS
ทำไมยังไม่ยอมวิจัยเรื่อง การกดนวดตาเพื่อรักษาโรคต้อหินเรื้อรัง และจอประสาทตาเสื่อม (ตอนจบ) !?
ทำไมยังไม่ยอมวิจัยเรื่อง การกดนวดตาเพื่อรักษาโรคต้อหินเรื้อรังและจอประสาทตาเสื่อม !? (ตอนที่ 5)
ทำไมยังไม่ยอมวิจัยเรื่อง การกดนวดตาเพื่อรักษาโรคต้อหินเรื้อรังและจอประสาทตาเสื่อม !? (ตอนที่ 4)
ทำไมยังไม่ยอมวิจัยเรื่อง การกดนวดตาเพื่อรักษาโรคต้อหินเรื้อรังและจอประสาทตาเสื่อม !? (ตอนที่ 3)
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 91 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
ความคิดเห็นที่ 10 +58 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เป็นการนำเสนอที่มีการทดลอง มีตัวอย่างหลายรูปแบบซึ่งเป็นเรื่องที่ดีครับ การโต้แย้งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรด้วย แต่ว่าเรื่องพื้นฐานควรจะรู้มากว่านี้อีกสักหน่อยนะครับ
คำศัพท์ในทางวิทยาศาสตร์นะครับ เราจะดูกันที่โครงสร้างโมเลกุลครับ เราไม่ได้ดูว่าถึงคุณสมบัติทางกายภาพ เช่นสี กลิ่น จะเกิดฟองหรือไม่เกิดฟอง ในกรณีนี้ สบู่ นี้จะหมายถึง saponification นะครับ ไม่ใช่ soap ถ้าอยากรู้ว่ามันเป็นอย่างไร สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ
http://en.wikipedia.org/wiki/Saponification
การหาความรู้เป็นเรื่องที่ดี แต่บางครั้งก็ต้องเลือกหลักฐานที่เหมาะสมในการอ้างอิงด้วย นี่ไม่ใช่เรื่องทางด้านภาษาศาสตร์ ที่สมควรจะนำพจนานุกรม ราชบัณฑิตมาอ้าง แต่เป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ ที่ควรนำ พจนานุกรมทางวิทยาศาสตร์ มาใช้ในการอ้างอิงมากกว่านะครับ
wolf
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 11 +40 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
สรุป ฝ่ายที่ออกมาตอบโต้เรื่องของสิ่งที่ออกมาจากการล้างพิษตับในเมืองไทยไม่ได้คิดเองและทดลองอะไรเองที่เป็นในทางวิทยาศาตร์เลยทั้งๆที่บอกคนทั้งประเทศว่าตัวเองเป็นนักวิทยาศาตร์ แถมไปยกประเด็นที่เขาต่อสู้ในต่างประเทศมาก่อน จนมาถึงทุกวันนี้ฝ่ายที่ออกมาคัดค้านในเรื่องนี้ในต่างประเทศเกือบจะจนด้วยการหาหลักฐานมาหักล้างไม่ได้อีกแล้ว เอาละ ใหนๆก็ใหนๆ ยก Andreas Moritz ชาวเยอรมัน  ผู้เชี่ยวชาญในการล้างตับ  เขียนไว้ในหนังสือของเขาชี้แจงในเรื่องนี้ไว้อย่างละเอียด Chapter 8 Frequently Asked Questions

คําถาม ฉันอ่านเจอข้อมูลในอินเตอร์เน็ตว่า ก้อนนิ่วที่ถูกขับออกมาระหว่างการทํา ความสะอาดตับเป็นเพียงน้ํามันมะกอกที่จับตัวเป็นก้อนแข็ง เป็นความจริงหรือไม่?

คําตอบ มีความพยายามของแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร (herbalist) ที่มีชื่อเสียง พยายามจะ บั่นทอนความน่าเชื่อถือถึงประโยชน์ของการทําความสะอาดตับโดยกล่าวว่าก้อนนิ่วเหล่านี้จริงๆแล้วเป็นก้อนนุ่มนิ่มเหมือนสบู่ (soap stone) ที่เกิดจากน้ํามันมะกอกหรือสิ่งที่ตับผลิตขึ้นซึ่งเป็นผลจากการตอบสนองการดื่มน้ํามันมะกอกปริมาณมากๆในทันทีทันใด แต่ละคนก็ล้วนมีเหตุผลของตนเองในการกล่าวเช่นนั้น ซึ่ง ฉันไม่ขอวิจารณ์ใดๆ พวกเขาคงไม่เคยทําการทําความสะอาดตับ มิเช่นนั้น เขาจะตระหนักเองว่าก้อนนิ่ว เหล่านั้นทํามากจากอะไรและมีอะไรเกิดขึ้นกับร่างกายของเขาเมื่อขับก้อนนิ่วเหล่านั้นออกมา ข้างล่างนี้เป็นผลการตอบสนองจํานวนหนึ่งต่อการล้างพิษ :
⋅  กลิ่นเน่าเหม็นที่ระเหยจากก้อนนิ่วที่ถูกกําจัดออกมา ไม่ใช่มาจากน้ํามนั มะกอก หากแต่เป็นกลิ่นที่มาจากของเสียในอุจจาระ
⋅  น้ํามันมะกอกไม่สามารถทําให้เกิดการจับตัวเป็นก้อนข้นแข็งได้ แม้ว่าจะทําการทดสอบปฏิกริยา ทางเคมีแล้วก็ตาม เป็นไปไม่ได้ที่ในช่วงเวลาสั้นๆซึ่งน้ํามันมะกอกไหลผ่านระบบลําไส้และไม่อยู่ใน สภาพที่จะทําให้เกิดการแข็งตัวของสิ่งต่างๆ
⋅  การวิเคราะห์ก้อนนิ่วที่ขับออกมาพบว่า ส่วนประกอบพื้นฐานทั้งหมดมาจากน้ําดี อาจจะพบ สารอินทรีย์อื่นๆอยู่บ้าง ก้อนนิ่วจํานวนมากประกอบด้วยน้ําดีที่สะสมชั้นแล้วชั้นเล่าเป็นเวลานาน มิใช่จะเกิดชั่วข้ามคืน ส่วนประกอบอื่นๆของนิ่วคือ ก้อนแข็งที่ถูกแคลเซียมตกตะกอนในถุงน้ําดี ก้อนนิ่วสีแดงดําหรือสีดําซึ่งบางคนขับออกมาระหว่างการล้างพิษ เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าไม่ใชก้อนนิ่วอ่อนนิ่มที่เกิดจากน้ํามันมะกอก
⋅  ส่วนประกอบของน้ํามันมะกอก ไม่ได้ผ่านตับมากเท่าที่มันควรจะเป็นหากจับตัวกับอาหาร ดังนั้น ระหว่างการทําความสะอาดตับ ตับไม่ได้ทําหน้าที่ใดๆนอกจากขับก้อนนิ่วและน้ําดี ทั้งตับและลําไส้เล็กไม่สามารถเป็นแหล่งผลิตก้อนนิ่วอ่อนนิ่มได้ ครั้นตับและถุงน้ําดีสะอาดอย่างสมบูรณ์ ไม่มีก้อนนิ่วที่จะถูกขับออกมาอีกหลังจากดื่มน้ํามัน หรือ น้ําผลไม้รสเปรี้ยวผสม (citrus juice mixture) ถ้า ก้อนนิ่วเกิดจากน้ํามันมะกอกจริง มันควรจะเกิดขึ้นในการทําความสะอาดตับหลังจากที่ตับและท่อ น้ําดีสะอาดอย่างสมบูรณ์แล้วด้วย แต่ไม่มีก้อนนิ่วถูกขับออกมาในกรณีนี้แม้ว่าจะดื่มน้ํามันมะกอก ไปมากเท่าไรก็ตาม นอกจากนี้ น้ํามันมะกอกที่ทานระหว่างการทําความสะอาดตับให้ผลไม่ เหมือนกันทุกครั้ง ระหว่างการทําความสะอาดตับครั้งหนึ่งอาจจะมีนิ่วเพียง50 ก้อนขับออกมา ในขณะที่ครั้งหน้าอาจจะมีมากกว่าพันก้อนก็ได้
⋅  บางคนที่แพ้น้ํามันมะกอกหรือไม่สามารถดื่มน้ํามันมะกอกได้ก็จะมีทางเลือกอื่นๆ เช่น น้ํามันแมคคา เดเมียใส ระหว่างการทําความสะอาดตับจะมีก้อนนิ่วสีเขียวขับออกมา ในการผ่าชําแหละตับ เรา อาจพบก้อนนิ่วคลอเลสเตอรอลที่มีสีเขียวในท่อน้ําดีส่วนที่อยู่ในตับได้
⋅  ถ้าก้อนนิ่วเกิดจากน้ํามันมะกอก ทําไมคนจํานวนมากจึงหายจากการเจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น หอบหืด ภูมิแพ้ มะเร็ง โรคหัวใจ เบาหวาน แม้กระทั่งอัมพาต ภายหลังการขับก้อนนิ่วอ่อนนิ่ม จํานวนมาก ออกมาระหว่างการทําความสะอาดตับ
⋅  คนจํานวนมากขับก้อนนิ่วที่มีสีสันต่างกัน เช่น สีดํา แดง เขียว ขาว เหลือง และสีแทน น้ํามัน มะกอกไม่ได้มีสารแต่งสีเหล่านั้นจึงไม่สามารถทําให้เกิดก้อนนิ่วที่หลากหลายสีสันเช่นนนั้ ได้
⋅  คนที่ส่งก้อนนิ่วของตัวเองไปทดสอบทางเคมี ได้รับรายงานกลับมาว่า เกือบทั้งหมดของก้อนนิ่ว ประกอบด้วยคลอเลสเตอรอลและเกลือ ซึ่งระบุได้ว่าเป็นก้อนคลอเลสเตอรอลที่พบในถุงน้ําดี ส่วนประกอบจํานวนน้อย คือ สารอินทรีย์ที่ไม่ทราบแหล่งกําเนิดแน่ชัด ซึ่งจับตัวกับก้อนนิ่วที่ติดอยู่ ตามท่อน้ําดี
⋅  คนจํานวนหนึ่งรวมถึงตัวฉันเองด้วยพบว่าบางครั้งก็มีก้อนนิ่วคลอเลสเตอรอลสีเขียวขับออกมา ตอนเย็นของวันที่ล้างพิษ แม้กระทั่งช่วงก่อนดื่มน้ํามันมะกอกก็ตาม คนจํานวนมากที่ผ่านการทําความสะอาดตับมาหลายครั้งแล้วก็ยังบอกว่า มีก้อนนิ่วถูกขับออกมาในช่วงวันที่ดื่มน้ําแอปเปิล ทั้งหมดยังไม่ได้ผ่านวันที่ดื่มน้ํามันมะกอก ก้อนนิ่วที่ขับออกมาไม่มีอะไรที่แตกต่างทั้งขนาด รูปร่าง สี กลิ่น กับก้อนนิ่วที่ถูกกําจัดออกมาในวันจริง
⋅  การแพทย์ทางเลือก ซึ่งไม่ใช่ผู้เขียนพิสูจน์ถึงการเกิดขึ้นของก้อนนิ่วคลอเลสเตอรอลในท่อน้ําดีของตับในทางการแพทย์เรียกว่า “นิ่วภายในตับ” นิ่วในตับหรือนิ่วในท่อน้ําดี ก้อนนิ่วสีเขียว ประกอบด้วยคลอเลสเตอรอลและส่วนที่มีน้ําดีเป็นองค์ประกอบ ในความเป็นจริงไขมันจะสลายตัว เมื่ออยู่ในอากาศที่อุ่นขึ้นและมีออกซิเจน ตัวคลอเลสเตอรอลเองประกอบด้วยน้ําร้อยละ 90 ก้อนนิ่วคลอเลสเตอรอลจะแตกสลายอย่างรวดเร็วเมื่อออกสู่สิ่งแวดล้อมโดยแบคทีเรียที่ย่อยสลาย สิ่งนี้ คงไม่เกิดขึ้น หากมันยังติดอยู่ในท่อน้ําดีของตับ
⋅  มีรูปภาพจํานวนมากของตับที่ถูกผ่าชําแหละในหอจดหมายเหตุทางการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัย คลินกิ แสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของก้อนนิ่วในท่อน้ําดีของตับ
⋅  มีข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ทางการแพทย์ว่า ประชาชนนับล้านที่ขับก้อนนิ่วสีเขียวคล้ายโคลนตมซึ่ง ประกอบด้วยก้อนนิ่วคลอเลสเตอรอลสีเขียวที่เป็นปฏิกริยาตอบสนองหลังจากการทานอาหารที่มันจัด ก้อนนิ่วเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากไขมันหรือน้ํามันที่เราทานเข้าไป มันถูกกําจัดออกจากตับและถุง น้ําดีผ่านทางน้ําดีที่หลั่งออกมา ไม่มีความแตกต่างระหว่างก้อนนิ่วที่ขับออกมาเองโดยไม่ได้ตั้งใจกับก้อนนิ่วที่ขับผ่านกระบวนการทําความสะอาดตับ
การทําความสะอาดตับไม่ใช่ผลหลอกที่เกิดจากความรู้สึก(placebo effect*2) ก้อนนิ่วที่ตกตะกอน แคลเซียมถูกขับออกมาจากถุงน้ําดี โดยปกติแล้วหลังการทําความสะอาดตับ 5-8 ครั้ง เป็นก้อนนิ่วที่ถูกระบุ ว่าพบในถุงน้ําดีที่ผ่าชําแหละดู มันยังคงไม่สลายและจับเป็นก้อนหินแข็ง มีเพียงแต่ก้อนนิ่วที่ตกตะกอนอย่าง ครึ่งๆกลางๆที่อาจจะหดตัวได้บ้างเมื่อเวลาผ่านไป แต่ส่วนที่ตกตะกอนแคลเซียมแล้วในชั้นนอกจะยังคงสภาพเดิม

ในวัย 40 ฉันทุกข์ทรมานจากโรคนิ่วในถุงน้ําดี ผ่านมามากกว่าสิบปี ถุงน้ําดีของฉันอัดแน่นไปด้วย ก้อนนิ่วที่ทําให้เกิดความเจ็บปวด, กระดูกสันหลังคดและหดสั้น หลังการทําความสะอาดตับครั้งแรก ฉันก็ไม่ ทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วยเหล่านั้นอีกเลย กระดูกสันหลังที่คดก็หายไปหลังการทําความสะอาดตับครั้งที่ 12 หลังจากนั้นฉันก็ทําความสะอาดตับปีละครั้ง ก็ยังคงพบก้อนนิ่วออกมา ถึงแม้ว่าฉันจะใช้วิธีการเดิม ถุง น้ําดีของฉันก็ยังคงสะอาดอย่างสมบูรณ์และทํางานอย่างมีประสิทธิภาพในปัจจุบัน

ผู้คนนับพันจากทั่วทุกแห่งบนโลกรักษาถุงน้ําดีของเขาไว้ได้
ผ่านการทําความสะอาดตับ หลายคนได้ สุขภาพที่ดีกลับคืนมาและรักษาชีวิตของตนไว้ได้โดยการทําความสะอาดตับนี้ มีคนมากมายตั้งใจสนับสนุน และเผยแพรคํากล่าวอ้างที่ดูแปลกประหลาดและไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า การทําความสะอาดตับนั้นขับก้อนนิ่ว น้ํามันมะกอกที่อ่อนนุ่ม ปล้นโอกาสของตนเองและเพื่อนร่วมชาติในการที่จะดูแลสุขภาพตนเอง นี่คือบางสิ่งที่ เราต้องอยู่ร่วมกับมัน
paulla2
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 35 +27 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อาจารย์ปานเทพอุทิศตัวเองและทุ่มเทเวลาในการทำงานเพื่อประโยชน์ของมวลชนอย่างมาก ขอแสดงความชื่นชมและนับถืออย่างจริงใจ
รู้จักอาจารย์ปานเทพ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 21 +13 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ประเด็นหลักล้างพิษตับคือทำให้โรคร้ายแรงให้หายหรือเปล่า คงไม่ใช่สบู่หรือไม่สบู่ แต่ถ้าออกมาเป็นสบู่ฟอกหน้า ทำความสะอาด แต่โรคร้ายแรงหายสุขภาพดีขึ้นอย่างชัดเจน ก็โอเคแล้วนะ

ผมว่าคนไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้อาจเป็นคุณหมอ, นักวิทยาศาสตร์ หรือคนอื่น ๆ ถ้าอยากเล่นงาน อ.ปานเทพจริง ๆ ต้อง หาหลักฐาน หรือวิธีการที่ชัดเจน ไม่งั้นเอาเขาไม่อยู่หรอกครับ อ.ปานเทพ เขาก็สแตนบายรอพวกคุณ ๆ มาทำให้เขาหน้าแหกอยู่

ให้ดีถ้าเห็นว่าเรื่องล้างพิษตับอาจทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด และมีผลเสียกับร่างกายมาก ก็ควรไปรวมกลุ่ม หาหลักฐานให้พร้อมแล้วติดต่อ อ.ปานเทพ ถกกันไปเลยว่าสิ่งไหนถูก ไม่ใช่เถียงแค่สบู่ หรือไม่สบู่ มันไม่ใช่ประเด็น ดู ปญอ. มาก
OIL
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 53 +10 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
- บทความนี้ดี เอาไว้นานๆหน่อยครับ

- jd300 กับชาวหว้ากอหลายๆคน จิตใจคับแคบไป สมมุติฐานที่คิดไว้ ยังไม่ได้ทดสอบอะไร เชื่อเป็นจริงเป็นจัง ถ้ามีการวิจัย ทดสอบจริงๆแล้ว ผมพร้อมยอมรับ

- หมอจำนวนมาก จิตใจยังคับแคบ ถ้าวิธีการนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากหมอด้วยกัน ไม่ยอมรับกันง่ายๆว่า หมอจนปัญญารักษาโรคภูมิแพ้ ความดัน เบาหวาน ไขมัน มะเร็งแล้ว มันต้องเปลี่ยนวิธีคิดได้แล้ว ยังอีโก้ไม่ยอมรับง่ายๆ

- คนป่วยมะเร็งส่วนใหญ่ เมื่อผ่าก้อนมะเร็งทิ้งแล้ว มักจะลาม ตัดอวัยวะนู่นตัดนี่ทิ้งไปเรื่อยๆจนตายในที่สุด ก่อนตายต้องทรมานจากโรค จากวิธีการรักษา เสียเงินจำนวนมาก บางคนหมดตัว สุดท้ายก็ต้องตาย หมอหรือหมายังไม่สำนึก

- มีหมอบางคนใจกว้าง และยังคงจิตใจของนักวิทยาศาสตร์ไว้อยู่ สนใจมาศึกษา ถ้าคุณมาศึกษาวิจัยแล้วจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หรือมีจุดติงใดๆ ผมพร้อมยอมรับ ไม่ใช่โผล่มาเก่งแต่ปาก อ้างทฤษฎีลอยๆ
เหยี่ยวดง
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 61 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เค้าทำการทดลองมาแย้งคุณอีกยกแล้ว พร้อมอธิบายความหมายของ"สบู่"ในทางวิทยาศาสตร์ด้วย
คุณจะแก้ข้อสงสัยนี้ยังไงต่อครับ

http://pantip.com/topic/30541806
GB-Milan
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
****บางทีก้อนเหล่านี้ก็ออกมาก่อนทานน้ำมันมะกอกนะ*****
ตอนเเรกผมไม่เชื่อ เเต่ศึกษาดูเเล้วไม่น่าเสียหายเเละสิ้นเปลืองอะไรมากจึงลองทำ
ผมทำสูตรเยอรมันครับ ให้อดอาหารก่อน 7 วัน ระหว่างนี้ทานน้ำเเอปเปิ้ลด้วย
(ที่จริงการอดอาหารล้างพิษมีมาเเต่โบราณเเล้ว บางสูตรให้ทานน้ำผึ้งด้วย)
ในช่วง 7 วันของการอดอาหาร ดื่มเเต่น้ำเเอปเปิ้ล ปรากฎว่ามี ก้อนสีเขียวเล็ก ๆ หลุดออกมาบ้าง
แต่ในวันท้ายสุด ถ่ายตอนเช้า มีก้อนสีเขียวใหญ่บ้างเล็กบ้าง เเละมีก้อนเเข็งเล็ก ๆ คล้ายๆปูนหรือกรวด
หลังทำเเล้ว ร่างกายเบาสบาย ปลอดโปร่ง
ลองทำดูสิครับ บางอย่างคุณยังหาคำตอบเเบบชัดเจนไมได้เพราะไม่ได้ลองทำ
เห็นคุณค้นคว้าทดลองเเบบนักวิทยาศาสตร์ ผมนับถือจริง ๆ
น้ำมันมะกอก + ดีเกลือ ไม่ถึง 2 ช้อนโตะ ไม่ทำให้ใครตายหรอก ผมทำมาหลายหนเเล้วไม่ตาย ลองทำดูสิ
ผมทำเอง เสียเงินค่าอุปกรณ์ไม่ถึง 800 บาท (รวมค่าน้ำเเอปเปิ้ล 7 ขวดเเล้ว)
ผมทำเเล้วได้ผลดีไง ไม่ได้มีส่วนได้เสียอะไรอยู่เเล้ว เสียเวลามาพิมพ์นิดหน่อย ขอท้าให้ลองทำดู หากทำเเล้ว
เป็นผลที่ไม่ดี หรือเป็นผลเสีย คุณจะได้มาบอกได้ไง
กล้าทดลองหน่อย น้ำมันมะกอก + ดีเกลือ ไม่ถึง 2 ช้อนโตะ ไม่ทำให้ใครตายหรอก ได้ผลดีมากด้วย
เปิดใจเเละกล้า ๆ ทำหน่อยครับ
คนกทม.
 
ความคิดเห็นที่ 60 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ถามจริง นี้จะอวยปานเทพกันไม่ลืมหูลืมตาเลยใช้ปะ ผมเห็นในกระทู้พันธิปก็เถียงกันมีเหตุผลไม่ได้ช่วยกันรุมแบบที่โม้กันมาเลย
roland001@hotmail.com
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 57 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ไปล้างพิษตับมา 2 ครั้งแล้ว อยากบอกว่าร่างกายรู้สึกดีขึ้นมาก และอย่างน้อยก็ทำให้เราได้ระมัดระวังการอยู่การกิน และรักษาสุขภาพตัวเองมากขึ้น โดยส่วนตัวยอมรับว่า ศรัทธาอาจารย์ปานเทพมาก และอยากบอกท่านทั้งหลายที่แย้งและไม่เห็นด้วย ลองเปิดใจ และกล้าพอที่จะไปพิสูจน์กับตัวเองจะดีกว่า มั้ย เขาทำกันมาไม่รู้กี่หมื่นคนแล้ว ยังไม่มีใครตายเลย มีแต่ทุกๆคนรู้สึกดีขึันและรักษาสุขภาพมากขึ้น ระวังการกินมากขึ้น แค่ผลตรงนี้ก็ชื่นใจก็คุ้มแล้ว ส่วนเมือ่ลองแล้วคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ค่อยมาตัดสินใจว่า มันหลอกลวงหรือไม่ แล้วค่อยมาว่ามาโจมตี มันจะแฟร์กว่ามั้ย สูตรของอาจารย์ปานเทพและสันติอโศก เขาก็ใช้แต่สมุนไพร ไม่มีอะไรที่คุณต้องกลัว ปัญหานิ่ว ปัญหาไขมันพอกตับ ปัญหาต่างๆในร่างกาย แน่นอนมันเกิดจากนิสัยการกินของเรา เราลดในการที่เอาสิ่งไม่ดีต่อร่างกายเข้าไป ร่างกายก็ย่อมดีขึ้นแน่นอน แต่ครอสล้างพิษตับ ชี้ให้เห็นและอธิบายให้เห็นให้เข้าใจละเอียดและชัดเจนในที่มาและที่ไปของขบวนการการทำงานของร่างกาย แค่นี้มันก็คุ้มเหลือเฟือแล้ว ที่เหลือในการที่คุณกล้ามาเข้าครอส ก่อนที่คุณจะปาวๆ แล้วแย้ง แถมทำเก่งแต่หลังคีย์บอด กล้าออกมาพิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง อย่างสุภาพชน จะดีกว่า หรืออีกอย่างที่พูดว่า มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ
Liz
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 55 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
สรุปถ้าใครเชื่อก็จงไปล้างพิษตับจะทำเองก็ได้เพราะวิธีการทำเขาไม่ปกปิด ถ้าใครไม่เชื่อก็อยู่เฉยๆ มันก็เท่านี้แหละ
สี่บวกสี่
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 54 +5 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ขอเสนออาจารย์ ปานเทพ
ให้เอาสิ่งที่ได้จากการล้างพิษตับ
ไปพิสูจน์ที่ Lab ที่เชื่อถือได้สัก 2-3 แห่ง
โดยเชิญฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมาเป็นพยาน
เพื่อจะได้รู้กันเสียทีว่าสิ่งที่ออกมาจากการล้างพิษตับ
มันคืออะไร
ผมว่าแค่นีัน่าจะจบ เพราะผล Lab มันตอบข้อสงสัยได้ว่ามันคืออะไร ดีกว่ามาตอบโต้กันไปมาอย่างนี้
อยากให้พิสูจน์
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 53 +10 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
- บทความนี้ดี เอาไว้นานๆหน่อยครับ

- jd300 กับชาวหว้ากอหลายๆคน จิตใจคับแคบไป สมมุติฐานที่คิดไว้ ยังไม่ได้ทดสอบอะไร เชื่อเป็นจริงเป็นจัง ถ้ามีการวิจัย ทดสอบจริงๆแล้ว ผมพร้อมยอมรับ

- หมอจำนวนมาก จิตใจยังคับแคบ ถ้าวิธีการนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากหมอด้วยกัน ไม่ยอมรับกันง่ายๆว่า หมอจนปัญญารักษาโรคภูมิแพ้ ความดัน เบาหวาน ไขมัน มะเร็งแล้ว มันต้องเปลี่ยนวิธีคิดได้แล้ว ยังอีโก้ไม่ยอมรับง่ายๆ

- คนป่วยมะเร็งส่วนใหญ่ เมื่อผ่าก้อนมะเร็งทิ้งแล้ว มักจะลาม ตัดอวัยวะนู่นตัดนี่ทิ้งไปเรื่อยๆจนตายในที่สุด ก่อนตายต้องทรมานจากโรค จากวิธีการรักษา เสียเงินจำนวนมาก บางคนหมดตัว สุดท้ายก็ต้องตาย หมอหรือหมายังไม่สำนึก

- มีหมอบางคนใจกว้าง และยังคงจิตใจของนักวิทยาศาสตร์ไว้อยู่ สนใจมาศึกษา ถ้าคุณมาศึกษาวิจัยแล้วจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หรือมีจุดติงใดๆ ผมพร้อมยอมรับ ไม่ใช่โผล่มาเก่งแต่ปาก อ้างทฤษฎีลอยๆ
เหยี่ยวดง
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 52 +8 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
การที่อ.ปานเทพเอาผล ของการพิสูจน์มานานแล้วของชาวอโศกมาเผยแผ่ ให้สาธุชนคนทั่วไป แน่่นอนย่อมมีคนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยครับ ไม่ต้องไปสืบค้นให้เสียเวลาครับ อ.ปานเทพ คุณสนธิเตือนเสมอ พันธมิตร ต้องรักกันมากๆ เกาะกลุ่มไว้ คนอื่นๆ ถ้าเปิดใจยอมรับ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ และลุถึงผลประโยชน์ร่วมกัน ย่อมเป็นประโยชน์ ทั้งผู้รับ และผู้ให้ ครับ.
eddkrub
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 51 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
บทความนี้ทางผู้จัดการโปรดกรุณาเอาไว้หน้าแรกสักหนึ่งอาทิตย์จะได้ไม่ครับ
อย่าเพิ่งเอาลง
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 48 +4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ทำไมกินน้ำมันมะกอกและดีเกลือ(ขับน้ำดีออกจากร่างกาย)จึงมีผลกับโรคต่างๆหลายชนิด เช่น เบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในเลือด ลดไขมันในตับ ลดการอักเสบ ลดการกระตุ้นการแบ่งตัวของมะเร็งบางชนิด

เรื่อง การสื่อสัญญาณเซลล์ของกรดน้ำดี
http://digital_collect.lib.buu.ac.th/journal/Science/v15n2/107-115.pdf
สรุปสั้นๆนะครับ
กรดน้ำดีที่พบปริมาณมากที่สุด2ชนิดได้แก่ CDCA และ CA เมื่อถึงลำไส้เล็กจุลินทรีย์เปลี่ยน CDCA-->LCA และCA-->DCA(กรดน้ำดีทุติยภูมิ) กรดน้ำดีที่พบปริมาณน้อยได้แก่ UDCA TCA และกรดน้ำดีที่มีหมู่คีโตน จากนั้นร่างกายจะดูดกลับน้ำดีเหล่านี้ที่ลำไส้ใหญ่ จากการศึกษาพบกว่า เมื่อกรดน้ำดีทุติยภูมิในเลือดสูงขึ้น จะสัมพันธ์ต่ออัตราการเกิดโรคนิ่วชนิดโคเลสเตอรอล มะเร็งในลำไส้ใหญ่ และโรคอื่นๆที่กล่าวถึงในด้านล่าง

การสื่อสัญญาณเซลล์ของกรดน้ำดี
- กรดน้ำดีชนิด DCA TDCA TCA กระตุ้นการเก็บกลูโคสในรูปแบบไกลโคเจน ลักษณะเดียวกับอินซูลิน
- ลดสะสมไขมันในตับ ลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด กรดน้ำดีชนิด CA TCA DCA กระตุ้นการสังเคราะห์ไกลโคเจน
กรดน้ำดีชนิดอื่นๆที่เหลือกระตุ้นการสลายไกลโคเจน
(ผมคิดว่าการขับน้ำดีทิ้ง น่าจะช่วยลดปริมาณของกรดน้ำดีทุติยภูมิชนิดLCA และกรดน้ำดีที่พบปริมาณน้อยอื่นๆในร่างกาย ที่กระตุ้นการสลายไกลโคเจน ร่วมกับการหลั่งกรดน้ำดีเป็นการขับโคเลสเตอรอลออกจากร่างกายโดยตรง และกระตุ้นการสังเคราะห์กรดน้ำดีใหม่ แต่การรักษาแผนปัจจุบันเราใช้ ยาลดระดับโคเลสเทอรอลในเลือดชนิด bile acid binding agents (ยานี้ทำให้ปริมาณกรดน้ำดีลดลง และกระตุ้นการสังเคราะห์กรดน้ำดีใหม่คล้ายกัน)
- มะเร็งลำไส้บางชนิด กรดน้ำดีชนิด DCA กระตุ้นการแบ่งตัวของมะเร็ง
(ผมคิดว่าการขับน้ำดีทิ้ง น่าจะช่วยลดปริมาณของกรดน้ำดีทุติยะภูมิชนิดDCA แต่การรักษาแผนปัจจุบันเราใช้ยายับยั่งสัญญาณจากDCA)
- กระตุ้นการอักเสบ กรดน้ำดีชนิด CDCA DCA LCA ผ่าน inflammatory gene
(ผมคิดว่าการขับน้ำดีทิ้ง น่าจะช่วยลดปริมาณของกรดน้ำดีทุติยะภูมิชนิดLCA,DCA จึงลดอาการอักเสบลง)

ความเห็นของผม
การล้างพิษตับ ทำไมจึงเห็นผลได้อย่างชัดเจนในกลุ่มผู้ป่วยที่กล่าวมาข้างต้น เพราะ การขับน้ำดีทิ้ง ช่วยขับกรดน้ำดีชนิดทุติยภูมิที่สะสมเพิ่มขึ้นในร่างกายและกรดน้ำดีปริมาณน้อยชนิดอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดอาการของโรคต่างๆที่กล่าวมา และมีลักษณะการขับกรดน้ำดีชนิดพบปริมาณมากออกจากร่างกาย คล้ายกับยาในกลุ่ม bile acid binding agents แต่อาจเห็นผลได้ชัดเจนหลังจากทำมากกว่ายา เนื่องจาก เป็นการขับน้ำดีทิ้งในปริมาณมากนั้นเอง

ผู้ล้างพิษตับไม่ควรเป็นผู้มีภาวะทุโภชนาการ โดยเฉพาะในกลุ่มวิตตามินบี อะมิโนอะซิดและแร่ธาตุ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างน้ำดีโดยตับ
เนื่องจาก เมื่อร่างกายขาดสารเหล่านี้ กระบวนการสร้างน้ำดีได้สร้างกรดน้ำดีชนิดที่พบในปริมาณน้อยบางชนิดเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันได้

หวังว่าจะทำให้เกิดความเข้าใจเพิ่มขึ้นนะครับ ^^
คำตอบทางการแพทย์จ้า
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 47 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ทำเองครั้งที่สาม
ครั้งแรก ผสมน้ำมะนาว
ครั้งสองผสม น้ำมะนาว น้ำส้ม เกลือ
ครั้งสาม ผสมเครื่องดื่มชูกำลังและมะนาวผง
เพราะตวงน้ำมันมะกอกใส่ขวด 150 cc พอดี
ทั้งสามครั้งออกมาเป็นเม็ดเขียว จับดูเป็นเมือก
จึงสำคัญที่น้ำมันมะกอก ส่วนผสมต่างกันเพื่อให้ดื่มง่าย
ครั้งสองออกมามีเม็ดดำด้วย
ครั้งสามมีเม็ดเขียวขนาดครึ่งเฃ็นต์ประมาณ 10 เม็ดและเม็ดเล็กๆ 20-30 เม็ด
ประสบการณ์จริง อ่านแล้วทำเอง
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
สองครั้งแรกอดอาหาร 1 วัน กินดีเกลือ 2 ครั้ง ดื่มน้ำมันมะกอก ตอน 4 ทุ่ม
ครั้งที่สามอดอาหาร 3 วัน ไม่ใช้ดีเกลือ ดื่มน้ำมันมะกอกตอน 6 โมงเย็น 6โมงเช้าสวน น้ำเปล่าไม่ใส่กาแฟ
กดกูเกิล ล้างพิษตับ
เพิ่
 
ความคิดเห็นที่ 46 +5 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ไปล้างตับที่ศรีศักดิ์รีสอร์ทเมื่อวันที่ 11-14 พ.ค.56 วันนี้ไปเจาะเลือดตรวจการทำงานของตับและอัลต้าซาว์ตับ ปรากฏว่า ไขมันเกาะตับไม่มีเหมือนครั้งก่อน ผลเลือดดีมาก เหลือเชื่อจริง ๆ แต่ก็เป็นจริง ขอบคุณป้าวัน เฮียตง เจ้าเป้า และติ๊ก โอกาสหน้าจะไปอีก
ครู
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 45 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผมอยู่พิษณุโลกพึ่งไปทำที่บ้านสวนรีสอร์ทวังนกแอ่น
กลับมาเมื่อวาน สัมผัสด้วยตัวเองรับรองว่าดีเยี่ยม
พวกอวดรู้ คาดคะเน ไม่มีทางรู้ความลึกของท้องทะเล
แน่จริงให้ไปทดลองทำแล้วกลับมาพูดใหม่จะเป็นบุญกว่า
ก่อนหน้าก็สงสัย
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 43 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ทดลองในภาพที่ 2 แล้วไม่เกิดเป็นก้อนสบู่ไม่ทราบว่าได้ใส่เอนไซม์ไลเปสเข้าไปรึยังครับ ไม่งั้นมันจะเกิด saponification ออกมาเป็นสบู่ได้ยังไงละคร้าบบบ
เหอะๆ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ไลเปส เป็น lypase เป็นเอนไซม์ (enzyme) ที่ย่อยโมเลกุลของไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) ให้ได้กรดไขมัน (fatty acid) พบในระบบการย่อยของมนุษย์ และสัตว์ ผลิตได้จากแบคทีเรีย (bacteria) รา (mold)

ความสำคัญของเอนไซม์ไลเปสในอาหาร

เอนไซม์ไลเปสมีบทบาทสำคัญในอาหารทั้งในแง่โทษและการนำมาใช้ประโยชน์ดังนี้

ในอาหาร ประเภทน้ำมัน และไขมันหรืออาหารที่มีปริมาณไขมันสูงได้แก่ อาหารทอด เช่น บะหมี่สำเร็จรูป เมื่อโมเลกุลของไตรกลีเซอไรด์ถูกย่อยด้วยเอนไซม์ไลเปส จะได้กรดไขมันอิสระ (free fatty acid) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเสื่อมเสียของอาหาร (food spoilage) ทำให้เกิดปฏิกริยาต่อเนื่องคือลิปิดออกซิเดชัน (lipid oxidation) ทำให้อาหารเกิดกลิ่นผิดปกติ (off flavor) ทีเรียกว่ากลิ่นหืน (rancidity)
ใช้เพื่อเร่งปฏิกริยา interesterification ในการปรับโครงสร้างของไตรกลีเซอไรด์ เพื่อให้ได้ sturcture triglyceride
ผสมแล้วเป็นก้อนสบู่
 
ความคิดเห็นที่ 41 +5 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ลองกับตัวเองแล้วใขมันพอกตับจาก80กับ120พอทำเสร็จไปเช็กที่ รพ ดูเหลือ 28กับ43 หมอบอกตับปกติหายอักเสบแล้ว
เชื่อ 10000000/หลังจากทำยังไงก็ไม่ลง
dokmaitien@gmail.com
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
มันลงเพราะการอดอาหาร กินแต่น้ำผลไม้แล้ว แบบชีวจิต
พธม
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เรียนคุณ ที่อ้่างว่าเป็น พธม

คุณก็ลองวัดค่าของคุณก่อนทำ ชีวจิต กับหลังทำชีวจิตสิครับ ทดลองได้นี่ครับด้วยตัวคุณเอง แล้วจะรู้ว่า มันไม่ได้ลงขนาดนั้น

น่าเบื่อคุณ พธม ตัวปลอมจริงๆ เชื่อไหมคนเยี่ยงนี้ จะตายก็ไม่ยอมมาล้างพิษตับ ทั้งๆที่รู้ว่าได้ผลดี ตายด้วย อคติ ดื้อรั้น แท้ๆ...น่าสงสาร
เหนื่อยใจจริงๆ กับคนอวดเก่ง
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
การล้างพิษตับ ทำไมจึงเห็นผลได้อย่างชัดเจนในกลุ่มผู้ป่วยที่กล่าวมาข้างต้น เพราะ การขับน้ำดีทิ้ง ช่วยขับกรดน้ำดีชนิดทุติยภูมิที่สะสมเพิ่มขึ้นในร่างกายและกรดน้ำดีปริมาณน้อยชนิดอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดอาการของโรคต่างๆที่กล่าวมา ลักษณะคล้ายกับยาในกลุ่ม bile acid binding agents แต่อาจเห็นผลได้ชัดเจนหลังจากทำมากกว่ายา เนื่องจาก เป็นการขับน้ำดีทิ้งในปริมาณมากนั้นเอง
http://pantip.com/topic/30457053/comment23
เรื่องไขมันได้คำตอบทางการแพทย์แล้วนะครับ
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
นะ คุณพธม.วิธีง่ายๆ คุณก็รู้แต่ทำไมแกล้งโง่อยู่ละ สรุป ให้หายโง่อีกครั้ง ปัญหาสุขภาพมันอยู่ที่อาหาร กินเป็น โรคก็น้อย
..
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
มันลงเพราะการอดอาหาร กินแต่น้ำผลไม้แล้ว แบบชีวจิต เขารู้กันมาหลายสิบปีแล้ว กินเป็น โรคน้อย
อดอาหาร กินแต่น้ำผลไม้ ค่าเท่ากัน
ไม่ต้องมีน้ำมันมะกอกหรอกน่า
ทดลองดูผล ว่าไง มาตอบด้วยนะ

แต่มาโม้ มองเซลล์มะเร็งด้วยตาเปล่าด้วยนะ
ก้อนนิ่ว หลุดจากตับได้อีก
สงสารประเทศไทย
 
ความคิดเห็นที่ 41 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
cheap nfl jerseys writer rss feed it truly is tough for an outsider to judge the kind of acceptance the sport of football enjoys in us.
wholesale jerseys http://www.timminsymca.org/sportjerseys/
wholesale jerseys
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 40 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
คนที่ว่า...สิ่งที่ออกมาจากการสวนล้าง เป็นขี้...ไม่ใช่นะ เพราะเมื่อคุณเข้าโปรแกรมล้างพิษ จะต้องงดอาหารตลอดเวลาที่อยู่ในขบวนการ สิ่งที่ให้กิน มีแค่น้ำมะพร้าว น้ำแอ็ปเปิ้ล น้ำมะขามผสมน้ำผึ้ง...แค่นั้นกับ2วันสุดท้าย จะมีการดื่มน้ำมันมะกอก+น้ำมะนาว อ้อ...แล้วก็มีกินน้ำดีเกลือ และน้ำที่ให้ดื่มในแต่ละวัน คือน้ำสะอาด(1ขวดใหญ่)+น้ำด่าง(1ช้อนโต๊ะ) ส่วนตัวผม หลังการกินน้ำมันมะกอก+น้ำมะนาว ตอนเช้าสวนล้างออกมา ไม่มีก้อนเจ้าปัญหาที่ว่า...ทั้ง2วัน(สุดท้าย) พี่กอบ...วินิจฉัยว่า เป็นเพียงเม็ดเลือดแดงที่เสื่อมสภาพ เพราะเกิดจากการอดนอน นอนไม่เพียงพอ เวลานอนไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องคนทั่วไป ซึ่งก็จริง...เธอรู้ได้อย่างไร เธอว่า...จากประสบการณ์ที่เห็นมาเยอะ ด้วยอาชีพหน้าที่...ผมกว่าจะนอนก็หลังเที่ยงคืน...ตื่นนู่น10โมงเช้า...ถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริงตามที่เธอวินิจฉัย เธอว่า...การนอนที่ถูกต้อง ไม่ได้ขึ้นกับจำนวนชั่วโมงที่นอน ร่างกายมีนาฬิกาชีวิต ที่หมุนตามพระอาทิตย์ขึ้นลง พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว แต่คุณนยังนอนอยู่ ร่างกายก็เริ่มต้นการทำงานของมันอัตโนมัติเลย พระอาทิตย์ลงแล้ว ร่างกายควรพักผ่อน แต่คุณยังไม่พัก ร่างกายก็ถูกใช้งานแบบผิดปกติไป หลายนานวันปี การสั่งสมความบกพร่องของร่างกายก็จะทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ การที่คุณคุ้นเคย ไม่ได้แปลว่า คุณปกติ...เธออธิบายว่าอย่างนี้ ลองเสริชหา นาฬิกาชีวิตของคนเราได้ใน กูเกิล...
เล่าสู่กันฟัง...ทำไป2ช็อต
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
นอนไม่เป็นเวลา น้ำดีจากตับ มันเลยไม่หลั่งแบบคนทั่วไป มันจึงไม่ถ่ายออกมาเป็นก้อน
OO
 
ความคิดเห็นที่ 39 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
คิดว่าเป็นการรักษาแบบองค์รวมมากกว่านะ ประมาณลำไส้สะอาด ชำระสิ่งตกค้างออกหมดแล้วร่างกายส่วนอื่นๆ ก็สะอาดขึ้น เหมือนถูพื้นแล้วหายใจโล่งจมูกรู้สึกอากาศปลอดโปร่ง

ร่างกายทำงานประสานกันเป็นหนึ่งเดียวนะอาจไม่รักษาโดยตรงแต่ทำให้ระบบแต่ละระบบดีขึ้น โดยรวมก็ดีขึ้น
เพิ่มเติมสิ่งดีๆ ก็ได้สิ่งดีๆ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 37 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ถ้าล้างพิษตับมันทำได้ถึงขนาด นิ่วในตับหายไป เชื้อมะเร็งสามารถมองได้ด้วยตาเปล่า แบบที่อวดสรรพคุณ

ให้ทดลองโดยใช้งบประมาณของรัฐ 1000 คนที่ป่วยด้วยโรคนิ่วในตับ แล้วทดลองออกมา

ถ้าไม่ได้ผล ให้ยกเลิกทำธุรกิจ
แต่ถ้าได้ผล ให้บรรจุเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการรักษาไปเลย

ไม่งั้นจะมีพวกแฝงตัวหาผลประโยชน์ จากความไม่รู้
พธม
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
สั่งขี้มูกหรือ สั่งให้รพ.รัฐรักษาให้หายด้วยสิ ก็เพราะรักษารพ.รัฐ ไม่หาย แพง เขาถึงได้เข้าหาแพทย์ทางเลือกไง
..
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
พวกแอบแฝงหาผลประโยชน์น่ะนะ
ไปดูที่แพทย์แผนปัจจุบัน
น่าจะพอหาได้นะ เอ๊ะ รึว่า หาได้เกลื่อนกลาด
ปั๊ดโธ่ หมอส่วนใหญ่ยุคนี้น่ะหรือ?
 
ความคิดเห็นที่ 35 +27 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อาจารย์ปานเทพอุทิศตัวเองและทุ่มเทเวลาในการทำงานเพื่อประโยชน์ของมวลชนอย่างมาก ขอแสดงความชื่นชมและนับถืออย่างจริงใจ
รู้จักอาจารย์ปานเทพ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 34 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผมเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ง่ายๆ
เพ้อเจ้อ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เออวันหลังอย่าวิ่งมาให้ช่วยนะ
เจริญไปกับยาเคมีเถอะ
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ไม่เชื่อ

แล้วไง
คห.34
 
ความคิดเห็นที่ 24 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อุปมาอุปมัย ประชาธิปไตยต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น เช่นเดียวกันการรักษาโรคต้องรักษากับหมอแผนปัจจุบัน รักษาหรือฟื้นฟูด้วยวิธีอื่นผิดหมดเพราะไม่เป็นประชาธิปไตย
3455555
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 22 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เชื่ออาจารย์ปานเทพนะครับ แต่อาจารย์พลาดตรงที่ว่า ขยี้แล้วไม่เกิดฟอง เพราะสภาวะก้อนสบู่ ไม่ใช่สบู่
ทำแล้วร่างกายดีขึ้นก็ทำเถอะ ใครไม่เชื่อก็กินยาพาราต่อไป
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 21 +13 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ประเด็นหลักล้างพิษตับคือทำให้โรคร้ายแรงให้หายหรือเปล่า คงไม่ใช่สบู่หรือไม่สบู่ แต่ถ้าออกมาเป็นสบู่ฟอกหน้า ทำความสะอาด แต่โรคร้ายแรงหายสุขภาพดีขึ้นอย่างชัดเจน ก็โอเคแล้วนะ

ผมว่าคนไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้อาจเป็นคุณหมอ, นักวิทยาศาสตร์ หรือคนอื่น ๆ ถ้าอยากเล่นงาน อ.ปานเทพจริง ๆ ต้อง หาหลักฐาน หรือวิธีการที่ชัดเจน ไม่งั้นเอาเขาไม่อยู่หรอกครับ อ.ปานเทพ เขาก็สแตนบายรอพวกคุณ ๆ มาทำให้เขาหน้าแหกอยู่

ให้ดีถ้าเห็นว่าเรื่องล้างพิษตับอาจทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด และมีผลเสียกับร่างกายมาก ก็ควรไปรวมกลุ่ม หาหลักฐานให้พร้อมแล้วติดต่อ อ.ปานเทพ ถกกันไปเลยว่าสิ่งไหนถูก ไม่ใช่เถียงแค่สบู่ หรือไม่สบู่ มันไม่ใช่ประเด็น ดู ปญอ. มาก
OIL
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 20 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
JD300 เหลือค่าเพียง JD0.75 ซาจี้
คนไทย
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 19 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ง่ายๆ เลยนะ
ให้ทำติดต่อกันหลายๆครั้ง
ถ้าล้างได้จริง สะอาดขึ้น ก้อนของเสียย่อมลดลง และหมดไปในที่สุดเพราะสะอาดดีแล้ว
แต่ถ้าทำทุกครั้งแล้วยังเหมือนเดิม ก็แสดงว่าเกิดจากของที่กินเข้าไปนั่นแหละ
ง่ายปะเตง
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ก็เพราะมันลดลง และสุดท้ายไม่มีอะไรออกมาอีก เขาถึงเชื่อกันไงครับ
Than
 
ความคิดเห็นที่ 17 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ถ้าการทำให้สุขภาพกายดีขึ้นและเห็นผลเร็วขนาดนี้มันไม่น่าจะมาจะมาเพิ่งรู้กันในเวลานี้นะ เพราะน้ำมันมะกอกก็โถรู้จักใช้กันมาตั้งแต่โบราณ ล้างอวัยวะภายในถึงระดับเซลมันจะง่ายอะไรปานนั้น ใช้ความรู้สึกมากกว่าเหตุผลหรือเปล่า อะไรที่กินเข้าไปเยอะผิดปกติร่างกายมันก็หาทางกำจัดออกมาเป็นธรรมดาอยู่แล้วไปทึกทักเอาว่าเป็นการล้างจะโมเมไปมั๊ย
ติงๆ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
แล้วคนที่เขาเป็นโรคต่างๆ ก็เนื่องจากร่างกายขับออกไม่หมด ถึงได้เป็นมะเร็ง เป็นอะไรร้ายแรงมากมาย ไม่เว้นแม้กระทั่งคนเป็นหมอเอง
ต้องพิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง
 
ความคิดเห็นที่ 16 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ป้ากับลุงได้ไปทำการล้างพิษตับที่โรงเรียนผู้นำลุงลองมาเเล้วค่ะขอบอกว่าไม่ทำไม่รู้ค่ะ ได้ความรู้มามากเเละที่เเน่ๆๆไม่กินเนื้อสัตว์ค่ะใครจะว่ายังไงก็เรื่องของเขาเถอะค่ะต่างจิตต่างใจ
ป้านิด
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 15 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผมเป็นคนนึงที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบลำไส้มากๆครับ พอได้มีโอกาสเลยลองไปล้างพิษตับ ซักครั้งนึง ปรากฏว่า ดีมากๆเลยครับ อาการถ่ายยาก ปวดลำไส้ ดีขึ้นแบบน่าตกใจครับ อีกทั้ง ท้องรู้สึกโล่งมากครับ อยากบอกว่าการล้างพิษตับ ดีมากๆครับ ดีจริงงๆ
ล้างพิษตับ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 13 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
วิธีทำสบู่มีหลายวิธีครับไม่ใช่แค่ใช้ด่างแก่นะครับผม ลองไปอ่านดูนะครับ http://en.wikipedia.org/wiki/Saponification
ปกรณ์
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 12 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ล้างพิษตับนิผมไม่รู้ แต่ดื่มฉี่นี่
ฉี่คือของเสียที่รางกายขับออกมา ยังไปดื่มมันเข้าไปอีก
DKK
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เคยลองหรือยัง
ถ้ายัง อย่า้เพิ่งวิจารณ์ ครับ
กินอยู่
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ดิฉันขอยืนยันดื่มฉี่แล้วภูมิแพ้หายจริงๆหลังจากเป็นมาเกือบ 30 ปี รักษาทุกโรงพยาบาลที่ดีและแพง แต่ก็แค่บรรเทา แต่นี่ดื่มฉี่มา 2 ปีแล้วไม่เป็นอีกเลย
ปลา
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เรื่องฉี่นี่ ถ้าคุณไม่ทำก็ไม่เป็นไร มันเรื่องของคุณ
แต่อยากจะบอกว่า
ถ้าเป็นหวัดลงคอ เจ็บคอเหมือนมีก้อนคาในลำคอ
แล้วรู้สึกเหมือนจะเป็นไข้
หายาอื่นไม่ได้ในขณะนั้น
คิดถึงยาน้ำส่วนตัวสักหน่อย
ดื่มเข้าไปเถอะ ไม่ตายแน่นอน
ดื่มก่อนนอน ตื่นเช้ามาหวัดหาย ไม่เชื่อ ก็อย่าเชื่อ
อยากบอกด้วยความหวังดีเท่านั้น
ไม่ทำไม่ว่า แต่ช่วยจำคำบอกนี้ไว้สักหน่อยเถิดนะ
เผื่อฉุกเฉิน จำเป็นใช้
ดื่มฉี่มา 30 ปีแล้ว แต่ตอนนี้มาฮิตกัน
 
ความคิดเห็นที่ 11 +40 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
สรุป ฝ่ายที่ออกมาตอบโต้เรื่องของสิ่งที่ออกมาจากการล้างพิษตับในเมืองไทยไม่ได้คิดเองและทดลองอะไรเองที่เป็นในทางวิทยาศาตร์เลยทั้งๆที่บอกคนทั้งประเทศว่าตัวเองเป็นนักวิทยาศาตร์ แถมไปยกประเด็นที่เขาต่อสู้ในต่างประเทศมาก่อน จนมาถึงทุกวันนี้ฝ่ายที่ออกมาคัดค้านในเรื่องนี้ในต่างประเทศเกือบจะจนด้วยการหาหลักฐานมาหักล้างไม่ได้อีกแล้ว เอาละ ใหนๆก็ใหนๆ ยก Andreas Moritz ชาวเยอรมัน  ผู้เชี่ยวชาญในการล้างตับ  เขียนไว้ในหนังสือของเขาชี้แจงในเรื่องนี้ไว้อย่างละเอียด Chapter 8 Frequently Asked Questions

คําถาม ฉันอ่านเจอข้อมูลในอินเตอร์เน็ตว่า ก้อนนิ่วที่ถูกขับออกมาระหว่างการทํา ความสะอาดตับเป็นเพียงน้ํามันมะกอกที่จับตัวเป็นก้อนแข็ง เป็นความจริงหรือไม่?

คําตอบ มีความพยายามของแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร (herbalist) ที่มีชื่อเสียง พยายามจะ บั่นทอนความน่าเชื่อถือถึงประโยชน์ของการทําความสะอาดตับโดยกล่าวว่าก้อนนิ่วเหล่านี้จริงๆแล้วเป็นก้อนนุ่มนิ่มเหมือนสบู่ (soap stone) ที่เกิดจากน้ํามันมะกอกหรือสิ่งที่ตับผลิตขึ้นซึ่งเป็นผลจากการตอบสนองการดื่มน้ํามันมะกอกปริมาณมากๆในทันทีทันใด แต่ละคนก็ล้วนมีเหตุผลของตนเองในการกล่าวเช่นนั้น ซึ่ง ฉันไม่ขอวิจารณ์ใดๆ พวกเขาคงไม่เคยทําการทําความสะอาดตับ มิเช่นนั้น เขาจะตระหนักเองว่าก้อนนิ่ว เหล่านั้นทํามากจากอะไรและมีอะไรเกิดขึ้นกับร่างกายของเขาเมื่อขับก้อนนิ่วเหล่านั้นออกมา ข้างล่างนี้เป็นผลการตอบสนองจํานวนหนึ่งต่อการล้างพิษ :
⋅  กลิ่นเน่าเหม็นที่ระเหยจากก้อนนิ่วที่ถูกกําจัดออกมา ไม่ใช่มาจากน้ํามนั มะกอก หากแต่เป็นกลิ่นที่มาจากของเสียในอุจจาระ
⋅  น้ํามันมะกอกไม่สามารถทําให้เกิดการจับตัวเป็นก้อนข้นแข็งได้ แม้ว่าจะทําการทดสอบปฏิกริยา ทางเคมีแล้วก็ตาม เป็นไปไม่ได้ที่ในช่วงเวลาสั้นๆซึ่งน้ํามันมะกอกไหลผ่านระบบลําไส้และไม่อยู่ใน สภาพที่จะทําให้เกิดการแข็งตัวของสิ่งต่างๆ
⋅  การวิเคราะห์ก้อนนิ่วที่ขับออกมาพบว่า ส่วนประกอบพื้นฐานทั้งหมดมาจากน้ําดี อาจจะพบ สารอินทรีย์อื่นๆอยู่บ้าง ก้อนนิ่วจํานวนมากประกอบด้วยน้ําดีที่สะสมชั้นแล้วชั้นเล่าเป็นเวลานาน มิใช่จะเกิดชั่วข้ามคืน ส่วนประกอบอื่นๆของนิ่วคือ ก้อนแข็งที่ถูกแคลเซียมตกตะกอนในถุงน้ําดี ก้อนนิ่วสีแดงดําหรือสีดําซึ่งบางคนขับออกมาระหว่างการล้างพิษ เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าไม่ใชก้อนนิ่วอ่อนนิ่มที่เกิดจากน้ํามันมะกอก
⋅  ส่วนประกอบของน้ํามันมะกอก ไม่ได้ผ่านตับมากเท่าที่มันควรจะเป็นหากจับตัวกับอาหาร ดังนั้น ระหว่างการทําความสะอาดตับ ตับไม่ได้ทําหน้าที่ใดๆนอกจากขับก้อนนิ่วและน้ําดี ทั้งตับและลําไส้เล็กไม่สามารถเป็นแหล่งผลิตก้อนนิ่วอ่อนนิ่มได้ ครั้นตับและถุงน้ําดีสะอาดอย่างสมบูรณ์ ไม่มีก้อนนิ่วที่จะถูกขับออกมาอีกหลังจากดื่มน้ํามัน หรือ น้ําผลไม้รสเปรี้ยวผสม (citrus juice mixture) ถ้า ก้อนนิ่วเกิดจากน้ํามันมะกอกจริง มันควรจะเกิดขึ้นในการทําความสะอาดตับหลังจากที่ตับและท่อ น้ําดีสะอาดอย่างสมบูรณ์แล้วด้วย แต่ไม่มีก้อนนิ่วถูกขับออกมาในกรณีนี้แม้ว่าจะดื่มน้ํามันมะกอก ไปมากเท่าไรก็ตาม นอกจากนี้ น้ํามันมะกอกที่ทานระหว่างการทําความสะอาดตับให้ผลไม่ เหมือนกันทุกครั้ง ระหว่างการทําความสะอาดตับครั้งหนึ่งอาจจะมีนิ่วเพียง50 ก้อนขับออกมา ในขณะที่ครั้งหน้าอาจจะมีมากกว่าพันก้อนก็ได้
⋅  บางคนที่แพ้น้ํามันมะกอกหรือไม่สามารถดื่มน้ํามันมะกอกได้ก็จะมีทางเลือกอื่นๆ เช่น น้ํามันแมคคา เดเมียใส ระหว่างการทําความสะอาดตับจะมีก้อนนิ่วสีเขียวขับออกมา ในการผ่าชําแหละตับ เรา อาจพบก้อนนิ่วคลอเลสเตอรอลที่มีสีเขียวในท่อน้ําดีส่วนที่อยู่ในตับได้
⋅  ถ้าก้อนนิ่วเกิดจากน้ํามันมะกอก ทําไมคนจํานวนมากจึงหายจากการเจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น หอบหืด ภูมิแพ้ มะเร็ง โรคหัวใจ เบาหวาน แม้กระทั่งอัมพาต ภายหลังการขับก้อนนิ่วอ่อนนิ่ม จํานวนมาก ออกมาระหว่างการทําความสะอาดตับ
⋅  คนจํานวนมากขับก้อนนิ่วที่มีสีสันต่างกัน เช่น สีดํา แดง เขียว ขาว เหลือง และสีแทน น้ํามัน มะกอกไม่ได้มีสารแต่งสีเหล่านั้นจึงไม่สามารถทําให้เกิดก้อนนิ่วที่หลากหลายสีสันเช่นนนั้ ได้
⋅  คนที่ส่งก้อนนิ่วของตัวเองไปทดสอบทางเคมี ได้รับรายงานกลับมาว่า เกือบทั้งหมดของก้อนนิ่ว ประกอบด้วยคลอเลสเตอรอลและเกลือ ซึ่งระบุได้ว่าเป็นก้อนคลอเลสเตอรอลที่พบในถุงน้ําดี ส่วนประกอบจํานวนน้อย คือ สารอินทรีย์ที่ไม่ทราบแหล่งกําเนิดแน่ชัด ซึ่งจับตัวกับก้อนนิ่วที่ติดอยู่ ตามท่อน้ําดี
⋅  คนจํานวนหนึ่งรวมถึงตัวฉันเองด้วยพบว่าบางครั้งก็มีก้อนนิ่วคลอเลสเตอรอลสีเขียวขับออกมา ตอนเย็นของวันที่ล้างพิษ แม้กระทั่งช่วงก่อนดื่มน้ํามันมะกอกก็ตาม คนจํานวนมากที่ผ่านการทําความสะอาดตับมาหลายครั้งแล้วก็ยังบอกว่า มีก้อนนิ่วถูกขับออกมาในช่วงวันที่ดื่มน้ําแอปเปิล ทั้งหมดยังไม่ได้ผ่านวันที่ดื่มน้ํามันมะกอก ก้อนนิ่วที่ขับออกมาไม่มีอะไรที่แตกต่างทั้งขนาด รูปร่าง สี กลิ่น กับก้อนนิ่วที่ถูกกําจัดออกมาในวันจริง
⋅  การแพทย์ทางเลือก ซึ่งไม่ใช่ผู้เขียนพิสูจน์ถึงการเกิดขึ้นของก้อนนิ่วคลอเลสเตอรอลในท่อน้ําดีของตับในทางการแพทย์เรียกว่า “นิ่วภายในตับ” นิ่วในตับหรือนิ่วในท่อน้ําดี ก้อนนิ่วสีเขียว ประกอบด้วยคลอเลสเตอรอลและส่วนที่มีน้ําดีเป็นองค์ประกอบ ในความเป็นจริงไขมันจะสลายตัว เมื่ออยู่ในอากาศที่อุ่นขึ้นและมีออกซิเจน ตัวคลอเลสเตอรอลเองประกอบด้วยน้ําร้อยละ 90 ก้อนนิ่วคลอเลสเตอรอลจะแตกสลายอย่างรวดเร็วเมื่อออกสู่สิ่งแวดล้อมโดยแบคทีเรียที่ย่อยสลาย สิ่งนี้ คงไม่เกิดขึ้น หากมันยังติดอยู่ในท่อน้ําดีของตับ
⋅  มีรูปภาพจํานวนมากของตับที่ถูกผ่าชําแหละในหอจดหมายเหตุทางการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัย คลินกิ แสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของก้อนนิ่วในท่อน้ําดีของตับ
⋅  มีข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ทางการแพทย์ว่า ประชาชนนับล้านที่ขับก้อนนิ่วสีเขียวคล้ายโคลนตมซึ่ง ประกอบด้วยก้อนนิ่วคลอเลสเตอรอลสีเขียวที่เป็นปฏิกริยาตอบสนองหลังจากการทานอาหารที่มันจัด ก้อนนิ่วเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากไขมันหรือน้ํามันที่เราทานเข้าไป มันถูกกําจัดออกจากตับและถุง น้ําดีผ่านทางน้ําดีที่หลั่งออกมา ไม่มีความแตกต่างระหว่างก้อนนิ่วที่ขับออกมาเองโดยไม่ได้ตั้งใจกับก้อนนิ่วที่ขับผ่านกระบวนการทําความสะอาดตับ
การทําความสะอาดตับไม่ใช่ผลหลอกที่เกิดจากความรู้สึก(placebo effect*2) ก้อนนิ่วที่ตกตะกอน แคลเซียมถูกขับออกมาจากถุงน้ําดี โดยปกติแล้วหลังการทําความสะอาดตับ 5-8 ครั้ง เป็นก้อนนิ่วที่ถูกระบุ ว่าพบในถุงน้ําดีที่ผ่าชําแหละดู มันยังคงไม่สลายและจับเป็นก้อนหินแข็ง มีเพียงแต่ก้อนนิ่วที่ตกตะกอนอย่าง ครึ่งๆกลางๆที่อาจจะหดตัวได้บ้างเมื่อเวลาผ่านไป แต่ส่วนที่ตกตะกอนแคลเซียมแล้วในชั้นนอกจะยังคงสภาพเดิม

ในวัย 40 ฉันทุกข์ทรมานจากโรคนิ่วในถุงน้ําดี ผ่านมามากกว่าสิบปี ถุงน้ําดีของฉันอัดแน่นไปด้วย ก้อนนิ่วที่ทําให้เกิดความเจ็บปวด, กระดูกสันหลังคดและหดสั้น หลังการทําความสะอาดตับครั้งแรก ฉันก็ไม่ ทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วยเหล่านั้นอีกเลย กระดูกสันหลังที่คดก็หายไปหลังการทําความสะอาดตับครั้งที่ 12 หลังจากนั้นฉันก็ทําความสะอาดตับปีละครั้ง ก็ยังคงพบก้อนนิ่วออกมา ถึงแม้ว่าฉันจะใช้วิธีการเดิม ถุง น้ําดีของฉันก็ยังคงสะอาดอย่างสมบูรณ์และทํางานอย่างมีประสิทธิภาพในปัจจุบัน

ผู้คนนับพันจากทั่วทุกแห่งบนโลกรักษาถุงน้ําดีของเขาไว้ได้
ผ่านการทําความสะอาดตับ หลายคนได้ สุขภาพที่ดีกลับคืนมาและรักษาชีวิตของตนไว้ได้โดยการทําความสะอาดตับนี้ มีคนมากมายตั้งใจสนับสนุน และเผยแพรคํากล่าวอ้างที่ดูแปลกประหลาดและไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า การทําความสะอาดตับนั้นขับก้อนนิ่ว น้ํามันมะกอกที่อ่อนนุ่ม ปล้นโอกาสของตนเองและเพื่อนร่วมชาติในการที่จะดูแลสุขภาพตนเอง นี่คือบางสิ่งที่ เราต้องอยู่ร่วมกับมัน
paulla2
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
กระดูกสันหลังคดและหดสั้น มันเอามารวมกับนิ่วในถุงน้ำดีได้อย่างไร โคตรมั่ว อย่างนี้ก็ไม่ต้องมีหมอรักษาโรคกระดูกสันหลังแล้วสิ
yes
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เป็นนิ่วในถุงน้ำดีมาสิบกว่าปี แล้วไม่คิดจะรักษาให้หายหรือครับ สิบปีที่แล้วล้างพิษตับยังไม่มีเลย

แล้วตลอดเวลาสิบกว่าปีนี่ ไม่มีท้องอืด ไม่มีปวดท้อง บ้างเลยเหรอครับ ถ้ามีปวด ทนไหวเหรอครับ

ผมเป็นนิ่วในถุงน้ำดีมาแค่ 2 เดือน นิ่วยังไม่ใหญ่เลย แต่ปวดจนทนไม่ได้ ต้องเข้าไปฉีดมอร์ฟีนมา 2 ครั้งแล้ว เพราะมันปวดมากถึงขนาดยาแก้ปวดทั่วไปเอาไม่อยู่

คุณทนได้มาเป็นสิบปีเพื่อมารักษาโดยวิธีล้างพิษตับ ผมว่าคุณต้องเป็นยอดมนุษย์ ทนกว่าแรมโบ้ อึดกว่าคนเหล็กเสียอีก

อีกอย่างนิ่วมันก็มีวันโตนะครับ สิบกว่าปีมันไม่โตทะลุถุงน้ำดีคุณออกมาแล้วเหรอครับ

ฝุดๆ
โม้แล้ว
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
คุณโม้แล้ว ไปผ่ามาหรือยังคะ
ถ้ายัง นี่นับเป็นโอกาสดีเลยนะคะที่จะได้พิสูจน์ด้วยตัวเอง
ถ้าทำแล้วได้ผล จะได้ไม่ต้องผ่าตัดให้เจ็บตัวและเสียเงิน
ปวดนิ่วนี่ทรมานรุนแรงมากเลยนะคะ ได้ยินคนที่เป็นพูดให้ฟังหลายคนแล้ว ถึงขั้นต้องฉีดมอร์ฟีนนี่แสดงว่าปวดมากจริงๆ
ทำมาแล้ว
 
ความคิดเห็นที่ 10 +57 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เป็นการนำเสนอที่มีการทดลอง มีตัวอย่างหลายรูปแบบซึ่งเป็นเรื่องที่ดีครับ การโต้แย้งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรด้วย แต่ว่าเรื่องพื้นฐานควรจะรู้มากว่านี้อีกสักหน่อยนะครับ
คำศัพท์ในทางวิทยาศาสตร์นะครับ เราจะดูกันที่โครงสร้างโมเลกุลครับ เราไม่ได้ดูว่าถึงคุณสมบัติทางกายภาพ เช่นสี กลิ่น จะเกิดฟองหรือไม่เกิดฟอง ในกรณีนี้ สบู่ นี้จะหมายถึง saponification นะครับ ไม่ใช่ soap ถ้าอยากรู้ว่ามันเป็นอย่างไร สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ
http://en.wikipedia.org/wiki/Saponification
การหาความรู้เป็นเรื่องที่ดี แต่บางครั้งก็ต้องเลือกหลักฐานที่เหมาะสมในการอ้างอิงด้วย นี่ไม่ใช่เรื่องทางด้านภาษาศาสตร์ ที่สมควรจะนำพจนานุกรม ราชบัณฑิตมาอ้าง แต่เป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ ที่ควรนำ พจนานุกรมทางวิทยาศาสตร์ มาใช้ในการอ้างอิงมากกว่านะครับ
wolf
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
แถ ไปเรื่อย

เขาบอก สิ่งที่มีคนทักทวงว่า ก้อนเขียวเป็นสบู่ที่เกิดจากการกินน้ำมันมะกอก+น้ำมะนาว และไปรวมกับน้ำย่อยในระบบทางเดินอาหาร

เขาก็ทำจำลองให้เห็นว่า ในสภาพแบบนั้นไม่เกิดก้อนสบู่ ก็แค่นั้น

พระเจ้าวิดยาสาด ไว้ทำน้ำยาบ้วนปาก
ตักกะสาดก่อนดีมั๊ย
อาร์ม
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
แต่ทำไมwolfไม่สนใจคำว่าovertimeเลย ล้างพิษตับเขาแค่แค่ overnight เท่านั้น
แถมไม่ได้อยู่นิ่งๆแบบภาพวาดด้วย
การหาความรู้ต้องเอาจริงเอาจัง ใจกว้าง ข้อมูลต้องครบถ้วน
ไม่ใช่เอานี่นิดเอานั่นหน่อยปะติดปะต่อ แล้วเสนอตามอารมณ์ของตัวเองที่อยากให้เป็น
kob
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
มาถูกทางแล้วครับ สิ่งสำคัญคือการพิสูจน์ ไม่ใช่หลับหูหลับตาคิดว่าถูกหรือว่าผิด คนเคยทำวิจัยจะรู้ดีกว่าจะเป็นการวิจัยนั้นต้องพยายามแค่ไหน
ติเพื่อก่อ
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ตับอักเสบบี กินยาทางวิทยาศาสตร์แล้วลดลงมั๊ย พิสูจน์ให้ดูหน่อย แค่อยากรู้
เด็กคอม
 
ความคิดเห็นที่ 9 +4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
สบู่ไม่ได้เกินเฉพาะจาก ไขมันและเบสแก่ ได้อย่างเดียวครับ กรุณาเข้าใจด้วย แล้ว สบู่ก็มีอยู่ 2 แบบการเกิดไม่ได้เป็นปฏิกิริยาที่รุนแรงเลย
http://en.wikipedia.org/wiki/Saponification
freeingtone
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 8 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
สบู่มันใส่สารสร้างฟองมันถึงมีฟอง นักวิชาการบทความนี้นี่มันโง่จริงๆ
ง่าวจริง
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
แต่เเกน่ะควาย
ดูตัวเองก่อนนะควาย
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
แม้มีเพียงแค่หนึ่งประโยคในบทความที่มันผิดอย่างชัดเจน มันก็สร้างความไม่น่าเชื่อถือของส่วนที่เหลือทั้งหมดแล้วครับ เห็นด้วยกับคหแปด
คหแปดพูดถูก
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
วันหนึ่งถ้าคุณเป็นมะเร็งตับ คุณอย่าคิดถึงเขานะ ให้คุณไปตัดตับทิ้งเลยนะ ถ้าลามไปทั่วร่างกาย ก็ตัดอวัยวะในร่างกายทิ้งให้หมดนะ
โชคดี
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ทำแล้วดี ทำแล้วได้ประโยชน์ ทำต่อไป ไม่เอารัดเอาเปรียบไม่เอาประโยชน์ใส่ตัว ทำต่อไป เป็นกำลังใจให้ คุณปานเทพ
ชาวเชียงราย
 
ความคิดเห็นที่ 7 +7 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อย่าไปสนใจพวกเอี้ยนั่นที่มันต่อต้านกล่าวหาเรยย์ครับ
มันไม่เชื่อก็ปล่อยให้มันเป็นไปเหอะ ป่วยการไปอธิบาย
ให้พวกสมองควายพวกนั้น
มดแดง
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 6 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ตรรกกะที่คุณว่ายังไม่เพียงพอครับ ถ้าคุณอยากรู้ว่าสารประกอบตรงนั้นคืออะไร ควรนำมาวิเคราะห์หาสารประกอบเทียบกับก้อนนิ่วโดยตรง อันนั้นจะรู้ชัดเจน

ส่วนการทดลองด้านบน ไม่จำเป็นต้องจบวิศวะมา ทำได้ครับ เป็นหนึ่งในการทดสอบสมมติฐานเบื้องต้นเท่านั้น
โทนี่
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
รีบไปเข้าโครงการ one book one play เขาบอกแต่แรกแล้วว่าเป็นการทดสอบตื้นๆ แปลไทยเป็นไทยคือเพื่อขุดบ่อล่อควาย
แต่ละเรื่องที่ปานเทพทำงานข้อมูลจะ้วิธีโยนหินให้กระจายไปทั่ว รอขี้เท่อแสดงตัวตนแล้วค่อยหักล้างด้วยข้อมูล
อภิสิทธิ์ยังเป๋ ขอแค่ให้พูดออกมาเยอะๆสุดท้ายจะจนแต้ม เพราะผลตอบรับเป็นเครื่องยืนยันที่ดีที่สุดมากกว่าสมมติฐานใดๆทั้งสิ้น
ถ้าอึเป็นก้อนสบู่แล้วเบาหวานลด โอ๊ยยอย่างนี้วงการแพทย์ก็ห่วยแตกแล้ว มีหมอมาเป็นร้อยปีแค่นี้คิดไม่ได้
ยอดตำรวจขี้หมา
 
ความคิดเห็นที่ 4 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ขอบคุณอาจารย์อย่างสูงสุดค่ะ ที่พยายามอธิบายและกระจายความรู้สู่ประชาชน ทุกคนที่หายและดีขึ้น เกิดศรัทธาและความเชื่อมั่น มากกว่า ความสงสัยว่า มันคืออะไร
ด้วยรักและขอบคุณอย่างสูงค่ะ
yoou
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 3 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เอ อาจารย์คะ นิ่วนี่มันมีแบบnon gravel ด้วยไม่ใช่หรือคะ. เพราะตัวเองไปล้างพิษตับหลายครั้ง. เห็นข้อมูลหลายคนที่ผ่านการล้างพิษตับปรากฏวาไปตรวจดูนิ่วในถุงนำดีก็ไม่พบทั้งที่หมอจะผ่าเอานิ่วถุงนำดีก่อนมาล้างพิษ
ล้างพิษตับดีมากนะคะ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 2 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เชิญอาจารย์ไปเล่นห้องพันทิพด้วยครับ
ถกข้อเท็จจริง
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ไปถกก็เสียเวลาเปล่าๆ
คนถกที่นั่นก็ไม่ได้ทำอะไรนอกจากโพสแค่นั้น
ทดลองแล้วนำมาเสนอสิ
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เสียเวลา มาปฏิบัติจริงกันเลยดีกว่า มองไปข้างหน้า ทำไมโรคหลายโรคถึงได้จางหาย มานั่งถกไม่มีประโยชน์ ในเมื่อเขาไม่เชื่อ ก็คนละทางเดิน
..
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เข้าไปทำไมห้องกอสวะ ห้องนี้มันเปลี่ยนไปทางวิทย์สุดโต่งมาหลายปีแล้ว คนดีๆในบอร์ดยุคแรกๆ มีความรู้หลบหนีไปหมดแล้ว มีแต่เด็กรุ่นหลังใช้อีโก้มาฟาดฟันกันเหมือนขึ้นเวทีมวย (น่าจะจัดมวยในโลกจริง ท่าจะดี) คนไทยมีความรู้ทางวิทย์มากขึ้นแต่กระบวนการคิดและการแลกเปลี่ยนความคิดยังล้าหลังมากๆ

ตัวอย่างง่ายๆ ผมทำงานธุรกิจสิ่งแวดล้อม วางระบบบำบัดฝุ่นโรงงาน ถ้าเป็นโรงงานฝรั่งหรือญี่ปุ่นเขาจะฟังเราก่อนแล้วเขาแชร์ความคิดของเขาออกมา จากนั้นก็ถกกันแบบเอาถูก-ผิด ไม่มีเรื่องอารมภ์มาเกี่ยว แล้วก็จบดีงานส่งได้ ระบบทำงานได้ถูกต้องเป็นที่พอใจ

ต่อไปโรงงานคนไทย จะออกไอเดียมาให้เราทำ ไม่ฟังที่เราเสนอทำตามความคิดด้านเดียวแม้นจะอธิบายแล้วว่าจะเกิดปัญหาขึ้น พอทำระบบเสร็จเกิดปัญหาก็โยนขี้มาให้เลย แก้งานอยู่ซ้ำซากๆ จนเสร็จ เสียเวลาในการดำเนินงานอย่างสูญเปล่า รวมทั้งเขาก็ต้องทำให้สายการผลิตเขาชะงักไปด้วย

เห็นด้วยกับท่าน จุดๆ แก้ปัญหาด้วยการคิดและปฎิบัติ เป็นแนวทางที่ดี มานั่งเปิดตำราจับผิดแล้วเมื่อไหร่จะได้แก้ปัญหา
ความรู้ต้องคู่กับความคิด
 
ความคิดเห็นที่ 1 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
พวกที่ชอบอ้างตนเป็นนักวิทยาศาสตร์นั้น โปรดทราบ ไม่มีใครเชื่อว่า จะมีนักวิทยาศาสตร์เก่งและเชื่ยวชาญได้ทุกเรื่อง จริง เดี๋ยวด้านอิเล็คทลอนิคส์ เดี๋ยวเคมี เดี๋ยวก็เรื่องกายวิภาค อะไรจะเก่งขนาดนั้น เชื่อเถิดคนพวกนี้ เป็นได้แค่ครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป ผมเชื่อว่า สู้วิศวกรอย่างคุณปานเทพไม่ได้ ที่ใช้ตรรกและค้นคว้าข้อมูลลงละเอียดให้เหมือนจริงแล้วทดลองให้เห็นกัน จะๆ ผลที่ได้จึงสามารถสรุปความเป็นได้อย่างไร น่าเชื่อถือกว่ากันมาก ข้อสำคัญ ได้ทดลองกับตวเองหลายครั้ง
ขอบคุณคุณปานเทพมาก
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ดีกว่าพวกไม่รู้วิทยาศาสตร์แต่พยายามอธิบายวิทยศาสตร์แบบไสยศาสตร์
555
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อยากรู้ว่าทำไมทำแล้วรู้สึกดีขึ้น ขอให้ไปบอกท่านอาจารย์ปานเทพ ผู้เปรื่องปราดของคุณอธิบายคำว่า "พลาซีโบ" ให้ฟังสิ รับรองจะหายปวดหัว ปวดท้อง คลื่นไส้วิงเวียนเป็นปลิดทิ้งเลย
มันดีขึ้นจริงๆ นะ
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ร่างกายคนเรารักษาตัวเองได้อยู่เเล้ว
ขอแค่ทำสิ่งดีๆ ให้สิ่งดีๆกับเขา
ถ้าการล้างพิษตับเป็นยาหลอก
แสดงว่าร่างกายเราได้ผลดีจากการหลอกตัวเอง
ก็ไม่แปลกอะไรนี่ ก็เหมือนยาเคมีหมอฝรั่งที่ไม่ได้ผลในทุกราย
ปัจจัยดี
 
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2015