หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกผู้จัดการรายวัน | บทความ
บทความ บรรจง นะแส, ฝ่าเกลียวคลื่น

ทุ่งหวัง...2499 (ตอนที่ 11..เสื่อผืนนั้น)

โดย บรรจง นะแส 18 พฤศจิกายน 2556 14:28 น.
ทุ่งหวัง...2499 (ตอนที่ 11..เสื่อผืนนั้น)
       ภาพของชายชรา 2-3 คนที่เดินเข้ามาในหมู่บ้านด้วยความอ่อนน้อม แวะเวียนเดินเรี่ยไรเงินในหมู่บ้านของจ้อนถือเป็นเรื่องปกติที่ทุกๆ คนในหมู่บ้านคุ้นชิน จ้อนมักหยิบเหรียญเงินเจาะรูที่แม่ตั้งไว้ตามขอบฝาบ้าน 2-3 เหรียญให้ไปทุกครั้งที่พวกเขาเดินเข้ามา คุณยายเคยบอกจ้อนว่าพวกเขาจะต้องเดินทางไกล ไปทำพิธีฮัจญ์ที่นครเมกกะซึ่งจะต้องใช้เงินมากพวกเขาไปแสวงบุญไปทำบุญ เราจะได้ทำบุญร่วมกับเขาด้วยจ้อนนึกภาพออกถึงความร่วมมือกันในงานบุญต่างๆ ที่พี่น้องพุทธและมุสลิมมักมาช่วยๆ กันเสมอๆ เพราะที่วัดทรายขาวซึ่งห่างไปจากบ้านจ้อนไม่มากนัก เวลาจ้อนไปงานทำบุญในวัด เขามักแวะไปกินอาหารที่โรงครัวของพี่น้องมุสลิม คุณตาเล่าว่าท่านเจ้าอาวาสและโต๊ะอิหม่ามบ้านทรายขาวนั้นเป็นเพื่อนสนิทกันมาก เวลามีงานในวัดโต๊ะอิหม่ามก็จะยกขบวนกันมาช่วยงาน ทั้งลงแรงทำกุฏิพระ ศาลาการเปรียญ ขนอิฐเทปู ขึ้นมุงหลังคา ฯลฯ เวลามีงานที่มัสยิดท่านเจ้าอาวาสก็จะป่าวประกาศให้ลูกศิษย์ลูกหาและชาวบ้านไปช่วยงานมัสยิดเช่นกัน ความสัมพันธ์ของชุมชนพุทธและมุสลิมในตำบลของจ้อนเป็นไปอย่างสุขสงบ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันเสมอมา โดยมีท่านเจ้าอาวาสและโต๊ะอิหม่ามเป็นห่วงโซ่เชื่อมร้อยให้อยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน
       
       เจ้าสีหมอกของป๊ะหมานดุ่มๆ มาแต่ไกล จ้อนวิ่งไปบอกคุณตา ดูเหมือนคุณตาจะรู้ล่วงหน้าและคืนนี้มื้อพิเศษสำหรับป๊ะหมานก็เริ่มขึ้น ไก่หนุ่ม 2 ตัวที่ถูกมัดขาล่ามไว้ใต้ถุนหลายวันแล้ว ก็ถูกนำออกมาให้ป๊ะหมานได้จัดการเชือดด้วยตัวท่านเอง จ้อนมีหน้าที่ช่วยก่อไฟต้มน้ำร้อนลวกถอนขนไก่กับน้าๆ ป๊ะหมานจัดการกับไก่ 2 ตัวอย่างรวดเร็ว ด้วยมีดที่คมกริบจากเอวของแก จ้อนเล็งมีดสวยของป๊ะหมานอยู่นานแล้ว ด้ามของมันทำด้วยเขากวาง อยู่ในปลอกหนังควายที่เย็บอย่างประณีต
       
       “อยากได้ใช่ไหมล่ะ” จ้อนสะดุ้งโหยง ไม่นึกว่าป๊ะหมานจะถามตรงใจเช่นนั้น “เอา..เอาไปเลย ป๊ะตั้งใจจะเอามันมาให้ลูกนั่นแหละ เห็นลูบๆ คลำๆ มันทุกครั้งนี่” จ้อนรับมีดที่ป๊ะหมานเพิ่งจะเช็ดเลือดไก่และเสียบใส่ฝักอย่างตื่นเต้น และคืนนี้เขาก็ได้ซุกตัวในผ้าถุงคุณยายใกล้ๆ กับคุณตาและป๊ะหมานอีกครั้ง
       
       “มึงเดินทางวันไหน” คุณตาถามป๊ะหมาน
       
       “อาทิตย์หน้ากูจะต้องเดินไปขึ้นรถไฟที่สถานีจะนะ แล้วไปลงเรือที่นราธิวาส กูคงอยู่บนเรือหลายวัน เห็นเขาพูดกันว่า 15 วันกว่าจะถึงนครเมกกะ” ป๊ะหมานบอก
       
       “มึงอยู่กับทะเลออกท่องทะเลมาก็มาก กลัวอะไรกับการขี่เรือวะ นั่งๆ นอนๆ ก็ถึงเองแหละ เอาเบ็ดไปด้วยสิเผื่อได้ตกปลาไปพลางๆ” คุณตาพูดเสมือนแซว
       
       “เรือมันคงลำใหญ่ได้ข่าวว่าบรรทุกคนได้เป็นร้อยๆ คนกินอยู่กันยังไงก็ไม่รู้” จ้อนนอนฟังซึ่งดูเหมือนว่าป๊ะหมานจะมีน้ำเสียงกังวลไม่น้อย
       
       “เกิดไม่สบายหรือตายบนเรือ เขาบอกว่าจะทำพิธีศพบนเรือห่อผ้าขาวแล้วถ่วงหินโยนลงทะเลเลยนะมึง กูกลัวปลาจะกินกูถ้ากูตายน่ะ” ป๊ะหมานตอบกลั้วหัวเราะ
       
       “นี่กูเตรียมไว้ให้มึงแล้ว กูขายไอ้ดำได้ 850 บาท มึงเอาไป 800 นะอีก 50 บาทกูเก็บไว้” คุณตาคลี่เงินที่ขายเจ้าดำวัวหนุ่มไปเมื่ออาทิตย์ก่อนออกมายื่นให้ป๊ะหมานป๊ะหมานยัดเงินใส่ถุงผ้าแบบไม่ไยดีกับมันมากนัก
       
       “กลับมาหนนี้มึงต้องเลิกให้หมดทุกอย่างตามที่คุยกันไว้กูก็พอใจแล้ว” คุณตาสำทับเหมือนยังไม่ไว้ใจป๊ะหมานว่าแกจะเลิกอาชีพนักเลงของแกได้ไหม เพราะอาทิตย์ที่ผ่านมาคุณตายังได้ข่าวว่าแกใช้ให้ลูกน้องของแกไปปล้นเถ้าแก่เรือที่สะพานเหล็กในเมือง ข่าวว่างานนั้นมีการจับลูกชายเขาไปเรียกค่าไถ่ได้เงินมาเยอะพอสมควร
       
       “เออๆ..” ป๊ะหมานรับปากเสียงแข็งๆ
       
       “การเป็นฮัจยีนะมึง มันต้องอยู่ในศีลในธรรม เหมือนพวกมึงบวชพระนั่นแหละ ต้องอยู่ให้คนเคารพ ต้องละหมาดครบทุกเวลา” ป๊ะหมานยืนยัน
       
       สองสามเดือนผ่านไปอย่างยืดยาด จ้อนสังเกตว่าอาทิตย์นี้คุณตามักออกมานั่งสูบยาสูบอยู่บนแคร่ใต้ต้นมะขามอย่างกระวนกระวายเป็นเวลานานๆ แกมักทอดสายตาออกไปที่ริมทุ่งในจุดที่เจ้าสีหมอกของป๊ะหมานโผล่ออกมาบ่อยๆ วันนี้ก็เป็นอีกวัน
       
       “มันมาแล้วๆๆ” เสียงลิงโลดของคุณตาเมื่อเห็นเจ้าสีหมอกโผล่พ้นแนวทุ่งมาแต่ไกล คุณยายกุลีกุจอไปยกถังใส่น้ำตักน้ำมาเตรียมให้เจ้าสีหมอกที่จุดล่ามของมัน คุณตาทำอะไรไม่ค่อยถูกแกเอาผ้าขาวม้าปัดฝุ่นบนแคร่หลายครั้งพร้อมๆ กับหันไปมองเจ้าสีหมอกที่ใกล้เข้ามาๆ
       
       “ไม่ใช่ไอ้หมานนี่” เสียงคุณตาดูออกอาการกังวล คุณยายวางถังน้ำ จ้อนคุณตาและคุณยายสามคนออกไปยืนรอเจ้าสีหมอกถึงนอกรั้วบ้าน
       
       “ม๊ะบอกให้มาส่งข่าวลุงหลายวันแล้ว แต่ผมเพิ่งว่างวันนี้” บังโหรนลูกป๊ะหมานเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
       
       “ป๊ะไปถึงนครเมกกะ แกเกิดป่วยหนักและตายที่นั่น เขาฝังแกไว้ที่เมกกะแล้วครับคุณลุง” บังโหรนบอกแค่นั้น
       
       ตั้งแต่อาทิตย์ตกดินหายไป ท่ามกลางแสงตะเกียงสลัวๆ ของอาหารเย็น จ้อนไม่ได้ยินแม้แต่ประโยคเดียวของการพูดคุย ไม่ว่าจากคุณตาหรือคุณยายรวมทั้งน้าๆ ทุกคนก้มหน้าทำเรื่องราวของตัวเองให้เสร็จๆ จ้อนเห็นคุณยายกวักน้ำจากโอ่งขึ้นมาล้างหน้าบ่อยครั้ง แน่นอนว่าคุณยายใช้น้ำล้างกลบเกลื่อนน้ำตาบนใบหน้าของแก
       
       จ้อนแทรกตัวลงนอนใกล้ๆ คุณตาที่เข้านอนเร็วกว่าทุกๆ วัน คุณยายคงนอนไม่หลับแกจุดตะเกียงเดินออกมาที่จ้อนนอนอยู่ จ้อนเห็นคุณยายเดินไปที่แขวนเสื่อผืนนั้น เสื่อที่คุณยายสานมันด้วยมือและมีไว้สำหรับการละหมาดของป๊ะหมานมาหลายสิบปี คุณยายนำเสื่อลงมาปัดฝุ่นอีกครั้งแล้วม้วนหุ้มด้วยผ้าขาวมอๆ มัดด้วยเชือกอย่างแน่นหนา คุณยายนำเอาไปแขวนไว้ในห้องนอนของแก
       
       จ้อนอาศัยแสงตะเกียงจากคุณยาย เขาคลี่ผ้าคลุมตรงหัวนอน หยิบเอากระดิ่งก้ามปูดำที่ป๊ะหมานเอามาให้แล้วเขามองมันอย่างหวงแหนสองสามหน จ้อนดึงมีดด้ามเขาขวางออกจากฝักอีกครั้ง รอยคราบเลือดไก่จากฝีมือป๊ะหมานยังมีร่องรอยให้เห็น จ้อนหลับไปตอนไหนไม่ทราบได้ ตื่นมาในตอนเช้าเขาพบว่ามือสองข้างของเขายังกอดกระดิ่งก้ามปูดำและมีดด้ามเขากวางอยู่กับอก.

ข่าวล่าสุด ในหมวด
ทุ่งหวัง...2499 (ตอนที่ 11..เสื่อผืนนั้น)
ทุ่งหวัง...2499 (ตอนที่ 10..นักล่า)
ทุ่งหวัง..2499 (ตอนที่ 9..แจ่มจันทร์ผู้กุมหัวใจ)
ทุ่งหวัง 2499..(ตอนที่ 7.. ฆาตกรรมกลางสายฝน)
ทุ่งหวัง 2499... (ตอนที่ 6..ม้าสีหมอก)
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 2 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
ความคิดเห็นที่ 3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ติดตามเหมือนกันครับ
จากทุ่งหวังมานาน
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ติดตามอ่าน

จากคนทุ่งหวัง หลานตาผอม
opeeraya@hotmail.com
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เป็นเรื่องราวที่ดีมาก อ่านแล้วทำให้มองเห็นภาพ เข้าใจความเป็นอยู่ของผู้คนในยุคนั้น รอติดตามตอนต่อไป
ชอบมาก
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Public Law | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2013