หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกผู้จัดการรายวัน | บทความ
บทความ ประสาท มีแต้ม, โลกที่ซับซ้อน

ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนยุคที่สาม (3จี)

โดย ประสาท มีแต้ม 5 มกราคม 2557 19:46 น.
“ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เราไม่อาจมีสิ่งหนึ่งโดยปราศจากอีกสิ่งหนึ่งได้”(Democracy and human rights are inseparable. We cannot have the one without the other.)
       เนลสัน แมนเดลา, บิดาแห่งแอฟริกาใต้ยุคใหม่

       
       คนไทยเราคุ้นเคยกับคำว่า “3จี” หรือ “3G” จากกรณีโทรศัพท์มือถือโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเราเกิดความล่าช้ากว่าในการจัดสรรคลื่นความถี่และได้ใช้ภายหลังประเทศเพื่อนบ้านนานนับปี แต่เราอาจจะไม่เคยตั้งคำถามเลยว่าหมายถึงอะไรและเป็นอย่างไร
       
       คำว่า “3G” ย่อมาจาก “Third Generation” หรือ “ยุคที่สาม” ถ้าเป็นกรณีโทรศัพท์ไร้สาย ยุคแรก (1G) มีใช้ครั้งแรกในปี 2522 ทีกรุงโตเกียว ยุคที่สอง (2G) เริ่มครั้งแรกในปี 2534 ในประเทศฟินแลนด์ซึ่งเป็นรุ่นที่คนไทยใช้ต่อสู้กับการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 สำหรับยุค 3G เริ่มใช้ครั้งแรกในปี 2545 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงจนเราไม่สามารถแยกได้ว่ามันคือมันคือเครื่องเสียง กล้องถ่ายรูป คอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นฆ่าเวลา หรือโทรศัพท์กันแน่
       
       คราวนี้กลับมาที่ประชาธิปไตยกับสิทธิมนุษยชนครับ
       
       ถ้าเราเชื่อตามที่ท่านเนลสัน แมนเดลา กล่าวไว้ คือเป็นสิ่งเดียวกันและแบ่งแยกไม่ได้ ดังนั้น ทั้งประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนจึงเติบโตและเกาะติดไปด้วยกัน และเมื่อเข้าใจสิ่งหนึ่งก็หมายถึงการเข้าใจอีกสิ่งหนึ่ง
       
       เท่าที่ผมค้นเจอจาก Wikipedia พบว่า ผู้ที่แบ่งเรื่องสิทธิมนุษยชนออกเป็น 3 ยุค คือศาสตราจารย์ Karel Vašák ชาวเช็ก-ฝรั่งเศสเมื่อปี 1979 (ต่อมาเขาได้รับตำแหน่งที่ปรึกษาขององค์การยูเนสโก แห่งสหประชาชาติ)
       
       สิทธิมนุษยชนยุคที่หนึ่ง(1G) ให้ความสนใจกับการใช้สิทธิในการพูด การเขียน การพิมพ์โฆษณา การนับถือศาสนา รวมถึงสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง โดยเริ่มต้นตั้งแต่ ค.ศ. 1215 เป็นสิทธิในการปกป้องปัจเจกชนจากการกระทำของรัฐ เขาเรียกยุคนี้ว่าเป็น “ยุคสีน้ำเงิน” และได้รับการยอมรับในระดับสากลในสหประชาชาติในปี ค.ศ. 1948
       
       ผมเข้าใจว่าสิทธิมนุษยชนยุคนี้ในประเทศไทยก็น่าจะเป็นยุคที่มีนักคิด นักเขียนอย่าง ศรีบูรพา และจิตร ภูมิศักดิ์ เป็นผู้เคลื่อนไหว เป็นต้น
       
       ผมเองก็ไม่ทราบว่า ทำไมจึงเรียกว่า “ยุคสีน้ำเงิน” แต่สันนิษฐานว่าน่าจะเชื่อมโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์
       
       สิทธิมนุษยชนยุคที่สอง (2G) เริ่มต้นตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นสิทธิที่เน้นถึงความเท่าเทียมกัน ทั้งในเรื่อง สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม สิทธิในการทำงาน การมีที่อยู่อาศัย การดูแลสุขภาพ และการได้รับการดูแลเมื่อไม่มีงานทำ สิทธิมนุษยชนในยุคนี้บางครั้งถูกเรียกว่า “ยุคสีแดง”
       
       และเช่นเดียวกันครับ ผมเข้าใจว่า “ยุคสีแดง” น่าจะมาจากการเคลื่อนไหวของกระบวนการกรรมกร รวมทั้งกระบวนการคอมมิวนิสต์
       
       ยุคล่าสุด สิทธิมนุษยชนยุคที่สาม (3G) เริ่มต้นหลัง “ปฏิญญาสตอกโฮม” ในปี 2515 ของสหประชาชาติว่าด้วย “สิ่งแวดล้อมมนุษย์ (Human Environment)” และ “ปฏิญญาริโอ” ในปี 2535 ว่าด้วย “สิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (Environment and Development)” ซึ่งถือเป็นกฎบัตรระหว่างประเทศ ตลอดจนเอกสารอีกหลายชิ้นที่ได้จุดประกายแนวคิดขึ้นมา
       
       แต่เนื่องจากว่า ในปัจจุบันนี้กระแสของโลกมีความโน้มเอียงไปสู่เรื่องอำนาจอธิปไตยของชาติและผู้ที่มีแนวโน้มที่จะละเมิดอธิปไตยของชาติอื่น ดังนั้น สิทธิเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ยากที่จะออกเป็นกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจน
       
       ดังนั้น คำว่า “สิทธิมนุษยชนยุคที่สาม” โดยส่วนใหญ่แล้วยังไม่ใช่คำที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ แต่มักจะเรียกกันเล่นๆ ว่า “ยุคสีเขียว” สิทธิในยุคที่สามนี้เป็นการรวมกันของหลายๆ เรื่องเข้าด้วยกัน ซึ่งได้แก่
       
        - สิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง (self-determination)
       
        - สิทธิในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
       
        - สิทธิที่จะมีสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์
       
        - สิทธิในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ (รวมถึงแสงอาทิตย์ที่คนมักจะลืมด้วย)
       
        - สิทธิในการสื่อสาร
       
        - สิทธิในการมีส่วนร่วมในมรดกวัฒนธรรม
       
        - สิทธิในความเท่าเทียมกันระหว่างคนแต่ละยุคและความยั่งยืน
       
       ความหมายของ “ยุคสีเขียว” น่าจะมากกระบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลก นั่นเอง
       
       กลับมาที่ประบวนการประชาธิปไตยในบ้านเราครับ โดยมองในแง่พัฒนาการหรือการเติบโตของ “ประชาธิปไตย”
       
       ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 สังคมเราอยู่ในยุคเผด็จการทหารมายาวนาน นิสิต นักศึกษาในขณะนั้นได้เรียกร้องรัฐธรรมนูญ โดยไม่ได้สนใจเลยว่ารายละเอียดจะเป็นอะไรบ้าง ขอให้มีก็พอ
       
       แต่หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ประเด็นของการเคลื่อนไหวทางสังคมได้มุ่งเน้นไปที่ความไม่เป็นธรรมของชนชั้นล่าง เช่น กรรกร ชาวนา ตลอดจนประเด็นขับไล่ฐานทัพอเมริกาและการเอารัดเอาเปรียบเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ คือการขุดแร่ดีบุกโดยมีแร่แทนทาลัมที่มีราคาแพงติดไปด้วย
       
       ยุคนี้น่าจะเป็นยุค 2G
       
       ในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง ผมจำได้แม่นยำว่า กระแสสังคมรวมทั้งตัวผมเองด้วย ต้องการให้รัฐธรรมนูญกำหนดว่า “ส.ส.ต้องสังกัดพรรค” ในขณะที่ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (ในนามกลุ่ม 99) ไม่เห็นด้วย แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 และ 2550 กำหนดให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรค ซึ่งนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ไทยระบุว่า “ในโลกนี้มีแค่ 2 ประเทศเท่านั้น คือ ไทยและประเทศด้อยพัฒนาในแอฟริกาอีก 1 ประเทศ” และสร้างปัญหาอย่างรุนแรงให้กับสังคมไทย คือ ทุนสามานย์ซื้อยกพรรค
       
       ที่นำมาเล่าก็เพราะต้องการชี้ให้เห็น “พัฒนาการ” ของแนวคิดประชาธิปไตยไทยในแต่ละยุคสมัย ที่สามารถมีทั้งผิดหรือถูกได้ เพื่อนำไปสู่การปฏิรูป
       
       กลับมาที่สิทธิมนุษยชนยุคที่สามอีกทีครับ
       
       การเรียกร้องให้ปฏิรูปประเทศไทยของ “มวลมหาประชาชน” ในขณะนี้ต้องถือว่าเป็น “สิทธิมนุษยชนยุคที่สาม” หรือ ”ประชาธิปไตยยุคที่สาม” ซึ่งต้องถือว่ามีความก้าวหน้าในระดับโลก
       
       ตัวอย่างรูปธรรม เช่น การเรียกร้อง “จังหวัดจัดการตนเอง” ของเครือข่ายพลเมืองในหลายจังหวัดภาคเหนือ รวมทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้เพื่อกำหนดอนาคตตนเอง
       
       ผมเองมีประสบการณ์ตรงในการจัดทำข้อเสนอในแผนพัฒนาภาคใต้โดยผ่านกระบวนการ “สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ” ซึ่งเป็นไปตามที่ได้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ
       
       เราเริ่มต้นจากกลุ่มประชาสังคม นักพัฒนาเอกชน ข้าราชการ นักธุรกิจและนักวิชาการทุกภาคส่วน โดยการจัดเวทีพูดคุยกันนับสิบครั้ง ทุกจังหวัด ค้นคว้าข้อมูลและหลักวิชาการต่างๆ อย่างหลากหลาย แล้วนำมาสู่สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ จนได้ฉันทามติ โดยให้เริ่มต้นกระบวนการใหม่เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน ไม่ใช่กำหนดโดยกลุ่มทุนจำนวนน้อยราย
       
       การพัฒนาที่คนภาคใต้ต้องการ คือ การต่อยอดจากสินค้าเกษตร (เช่น ยางพารา ที่มีปัญหา) การประมง การท่องเที่ยว และการพัฒนาการศึกษา (ซึ่งต่อมาสังคมไทยทราบว่าเละตุ้มเป๊ะ) เป็นต้น ไม่ใช่โรงไฟฟ้าถ่านหิน ไม่ใช่สะพานเศรษฐกิจ หรือท่าเรือน้ำลึกซึ่งไม่รู้ว่าจะนำไปขนสินค้าอะไร และไปไหน
       
       รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ยอมรับกระบวนการและมติดังกล่าว แล้วมอบให้สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นแม่งาน แต่ในที่สุดก็มีการ “เบี้ยว” กันเกิดขึ้น รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงไม่สนใจกระบวนการ แต่กำลังจะเปลี่ยนภาคใต้ไปอย่างขนานใหญ่ โดยเฉพาะยิ่งสะพานเศรษฐกิจสงขลา-สตูล ที่จะทำลายอุทยานแห่งชาติและสิทธิชุมชนดังที่กล่าวแล้ว
       
        ในฐานะที่ผมเองได้ทำงานในคณะอนุกรรมการสิทธิชุมชน ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมาร่วม 2 ปี ได้มีโอกาสตรวจสอบการละเมิดสิทธิชุมชนโดยหน่วยงานของรัฐและเอกชน พบว่า ข้าราชการระดับสูงทั้งหมดไม่มีความเข้าใจในสิ่งที่เรียกว่า “สิทธิมนุษยชนยุคที่สาม” หรือ “ประชาธิปไตยยุคที่สาม” เอาเสียเลย
       
        ตรงกันข้าม มวลมหาประชาชนที่ผิดหวังกับ “การลักหลับ” ผ่านกฎหมายยกโทษให้คนโกง การไม่เคารพสิทธิชุมชนในโครงการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทของนักการเมืองที่ร่วมมือกับกลุ่มทุนข้ามชาติจีนและเกาหลีใต้ (ถือว่าเป็นโลกาภิวัตน์ยุคที่สาม) รวมทั้งเหตุการณ์อื่นๆ ได้ทำให้คนไทยลุกขึ้นมาอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน จึงถือเป็นความก้าวหน้าในระดับโลกเลยทีเดียว
       
        ผมอยากจะให้นิยามว่า ประชาธิปไตยยุคที่สาม มีความหมายตรงกันข้ามกับโลกาภิวัตน์ยุคที่สาม ซึ่งมีผู้ให้คำนิยามว่า “โลกาภิวัตน์คือรัฐบาลโลกที่เข้ามาจุ้นจ้านในประเทศอื่นๆ ได้ ทั้งๆ ที่ประชาชนไม่ได้เลือก”
       
        แต่คนในประเทศได้ถูกนักการเมืองทั้งระดับประเทศและโลกหลอกว่า การเลือกตั้งคือทางออก คือสรณะ

       
        ประชาธิปไตยในยุคที่สาม เป็นประชาธิปไตยที่ไม่เพียงแต่เรียกร้องการจัดการตนเองเท่านั้น ซึ่งหมายถึงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน การใช้พลังงานในท้องถิ่น (พลังงานแสงอาทิตย์) ไม่ใช่โรงไฟฟ้าถ่านหิน (ที่นำถ่านหินมาจากต่างประเทศ) แต่ยังเป็นประชาธิปไตยเพื่อเรียกร้องให้มีการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของโลก ซึ่งนับวันจะนำไปสู่สภาวะโลกร้อนอันเป็นต้นเหตุของภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นทุกปี จนยากที่จะเยียวยาได้
       
        การลุกขึ้นสู้ของมวลมหาประชาชนไทยในครั้งนี้จึงถือว่าเป็นความก้าวหน้าที่นำกระแสโลก นำกระบวนการประชาธิปไตยยุคที่สาม โดยหลักการครับ ขอแสดงความนับถือและคารวะมา ณ โอกาสนี้

ข่าวล่าสุด ในหมวด
ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนยุคที่สาม (3จี)
ทำไมต้องปฏิรูปพลังงานและอย่างไร?
“การเลือกตั้งแทบไม่มีความหมายเลย”: อเมริกันวิพากษ์อเมริกาและโลก
ปฏิรูปประเทศไทย มองการใช้ประโยชน์จากดวงอาทิตย์
ความเข้าใจผิดต่อ “ประชาธิปไตย” และ “คณิตศาสตร์”
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 6 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Public Law | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2013