เปิดปูมชีวิต “ทนายนกเขา” แกนนำคปท.“ผมต้องล้มรัฐบาลทรราชย์ให้ได้!”

โดย ผู้จัดการรายวัน   
17 มกราคม 2557 16:45 น.
เปิดปูมชีวิต “ทนายนกเขา” แกนนำคปท.“ผมต้องล้มรัฐบาลทรราชย์ให้ได้!”
        ช่วงกระแสการเมืองร้อนแรงอย่างนี้ ปฎิเสธไม่ได้ว่าชื่อของ “ทนายนกเขา- นิติธร ล้ำเหลือ” กลายเป็นบุคคลสำคัญระดับต้นๆ ที่หลายคนจับตามอง เนื่องจากเขาเป็นบุคคลสำคัญในการวางกลยุทธทางการเมืองในฐานะที่ปรึกษาเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.)
       

       หลายคนตั้งสมญานามว่าเขาเป็นทนายความเพื่อแผ่นดิน ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามบอกว่าเขาเป็นเผด็จการทางการเมือง แต่ไม่ว่าเขาจะเป็นอะไรก็ตาม ตัวตนและที่มาของเขาก็น่าสนใจไม่น้อย
       

       เขาคนนี้แหละที่ยอมควักเงินตัวเองเป็นล้านเพื่อต่อสู้คดีช่วยเหลือชาวบ้าน เคยผ่านเหตุการณ์ลอบยิงมาแล้วถึง 8 ครั้ง เคยถูกข่มขู่มาแล้วนับไม่ถ้วน แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ทำให้เขายอมแพ้ และยังคงต่อสู้เพื่อ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” และ “ล้มรัฐบาลทรราชย์” ให้หมดไป
       

       เชื่อว่าถ้าคุณได้รู้จักตัวตนและความเป็นมาของทนายนักสู้คนนี้แล้ว จะต้องบอกว่า “ไม่ธรรมดา” จริงๆ
       

       กว่าจะมาเป็นทนายความนกเขา
       

       นิติธรเล่าว่าความที่เขาเติบโตมาในชุมชนแออัด เคยเจอเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อิทธิพลในทางที่ไม่ถูกต้อง บวกกับนิสัยไม่ยอมคน ทำให้กลายเป็นแรงบันดาลใจอยากจะเป็นทนายความมาตั้งแต่เด็กๆ
       

       “ผมเติบโตมาในครอบครัวฐานะปานกลาง คุณพ่อคุณแม่ทำงานรับจ้าง ครอบครัวเราอยู่ในชุมชนที่เรียกว่าชุมชนแออัดย่านเจริญนคร พออยู่ในชุมชนแบบนี้ ก็มักถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อิทธิพลในลักษณะข่มขู่บ่อยๆ เช่น แค่ผมนั่งเล่นกีต้าร์กับเพื่อน ตำรวจสายตรวจขับรถผ่านมาหมั่นไส้ เรียกผมและเพื่อนมาตบกะบาลบอกว่า” เข้าบ้านไปเลยมึง” เลยรู้สึกว่ามันเกินไป เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง
       

       “ตอนแรกอยากเป็นแพทย์ไม่ก็นักกฎหมาย แต่พอรู้สึกว่าถ้าเราไม่รู้กฎหมายก็จะป้องกันตัวเองไม่ได้ เลยชักอยากเป็นทนายความ สมัยเรียนมัธยมที่โรงเรียนแจงร้อนวิทยา ผมเคยเถียงกับอาจารย์ เพราะไม่ชอบทดลองวิทยาศาสตร์ที่มีสัตว์หรือใช้สารเคมี อาจารย์เลยบอกว่า “มึงต้องเรียนกฎหมาย เพราะมึงเรียนพวกนี้ไม่ได้หรอก” และอาจารย์บอกผมว่า “ถ้ามึงไม่ชอบเรียนชั่วโมงวิทยาศาสตณ์ ก็ไม่ต้องเรียน จะไปไหนก็ได้ แต่อย่าเที่ยวไปป่วนคนอื่น แล้วจะให้คะแนนมึง” ผมเลยไปห้องสมุดแทน เพราะไม่อยากเรียนวิทยาศาสตร์ เรียกว่าตัวเองมีหัวกบฏตั้งแต่สมัยเรียนก็ว่าได้ ประจวบกับตอนหลัง คุณแม่ป่วยเป็นมะเร็งเต้านม ครอบครัวต้องใช้เงินเยอะ เลยคิดว่าเรียนแพทย์ไม่ได้แล้ว คงต้องเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย ถึงได้ตัดสินใจไปเรียนรามฯ คณะนิติศาสตร์” นิติธรเล่า
       

       แม้บุคลิกนิติธรจะเป็นคนพูดน้อย แต่ความที่เขาเป็นคนมีหลักการ ชอบอ่านหนังสือ เลยมักจะมีไอเดียดีๆ กลายเป็นที่ปรึกษาของเพื่อนมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ แม้กระทั่งเวลาเห็นเพื่อนถูกรังแกหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม นิติธรจะกลายเป็นผู้นำในการเรียกร้องสิทธินั้นทันที
       

       “ผมเป็นคนไม่ยอมคน แม้จะอยู่นิ่งเฉย ไม่พูดอะไรไร แต่ถ้าถึงเวลา เช่น เห็นระเบียบของโรงเรียนไม่โอเค ผมก็จะไม่ยอม ครั้งหนึ่งอาจารย์ตีนักเรียนแล้วเอาไมค์ไปจ่อ เพื่อให้คนอื่นได้ยิน เป็นการทำให้นักเรียนคนนั้นอาย ผมก็จะไม่ยอม บอกว่ามันไม่ถูกต้อง เลยนำพวกออกมาโต้แย้ง ในขณะเดียวกันผมจะมีบุคลิกของคนที่รักเพื่อน คือ ไม่พูด แต่เข้าชาร์ตอีกฝ่ายเลย หรือถ้าไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ถ้ารู้ว่าเพื่อนมีเรื่องและบาดเจ็บ ก็จะเข้าไปดูแล” นิติธรเล่า
       

       รามคำแหงช่วยหล่อหลอมแนวคิด
       

       ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง นี้เอง นิติธรบอกว่าเขาได้รับปลูกฝังความคิดทางการเมือง โดยเขาเข้าร่วมเป็นสมาชิกของชมรมถ่ายภาพ เน้นถ่ายภาพที่สะท้อนปัญหาสังคมและปัญหาการเมือง
       

       “ชมรมถ่ายภาพมีคอนเซ็ปต์ว่า ถ่ายภาพเพื่อสะท้อนปัญหาสังคม ซึ่งดูยากกว่าการทำงานข่าว เพราะภาพจะต้องสื่อสารออกมาตรงๆ ผมทำงานอยู่ในกลุ่มสื่อศิลป์ ทำหน้าที่เป็นฝ่ายการเมือง คือ แม้จะถ่ายภาพไม่เป็นเลย แต่จะทำงานในเชิงแนวคิด คือ จัดเสวนาว่าควรจะสื่อภาพออกมาในลักษณะไหน เพื่อให้ภาพที่ออกมารับใช้สังคมด้วย คือ ฟ้องด้วยภาพถ่าย
       

       “แล้วถ้าน้องๆ ในชมรมคนไหนมีแนวคิด เราจะจัดให้น้องไปถ่ายภาพในตลาดหรือในชุมชนแออัด เพื่อให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคม ในขณะเดียวกันก็ถ่ายภาพในมหาวิทยาลัยรามคำแหง เพื่อสะท้อนสิ่งที่เป็นปัญหาของมหาวิทยาลัยและชีวิตความเป็นอยู่ของนักศึกษา จากนั้นนำภาพจากช่างภาพฝีมือดีมาจัดนิทรรศการประจำปี มีการจัดค่ายพัฒนาชุมชน เช่น ไปทำห้องสมุด ไปทำสนามเด็กเล่น เรียกว่าชมรมถ่ายภาพช่วงที่ผมอยู่จะมีสีสันมาก ไม่ใช่แค่มีชมรมถ่ายภาพอย่างเดียว ” นิติธรเล่า
       

       ทนายรับใช้สังคม
       

       หลังเรียนจบจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง นิติธรเริ่มต้นทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชน คณะกรรมการยุติธรรมและสันติแห่งประเทศไทย โดยทำงานเป็นนักกฎหมายช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่ชายขอบพื้นที่ทางภาคเหนือ เขาเล่าว่าช่วงสองปีที่ทำงานที่นี่ เขาต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในป่าเขา วันๆ ต้องเดินเท้าอบรมกฎหมายในพื้นที่ภาคเหนือ คอยรวบรวมปัญหาที่ชาวบ้านเจอ เพื่อช่วยทำคดีให้ชาวบ้านได้รับสิทธิเสรีภาพ และได้รับความคุ้มครอง
       

       นอกจากนั้น นิติธรยังมีบทบาทในการทำคดีช่วยเหลือสังคมมากมาย ผลงานที่สร้างชื่อให้เขา คือ คดียับยั้งการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ,คดีแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.), คดีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา กรณีเสนอปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกขัดต่อรัฐธรรมนูญ และคดีการเมือง เช่น คดีนายยงยุทธ ติยะไพรัช ทุจริตการเลือกตั้ง พ.ศ. 2550 ,คดีการเลือกตั้ง 2 เมษายน พ.ศ. 2549 เป็นโมฆะ
       

       ความที่นิติธรทำงานแบบถึงลูกถึงคน ไม่ยอมจำนวนต่อความอยุติธรรมแบบนี้เอง ทำให้เขาถูกเจ้าหน้าที่ข่มขู่และถูกลอบยิงมาแล้วถึง 8 ครั้ง! แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ทำให้เขารู้สึกกลัว เพราะมองว่าความตายเป็นเรื่องธรรมชาติ จึงไม่อยากไปยึดติด คิดว่าขนาดเขายังเจอเรื่องแบบนี้ ชาวบ้านยิ่งต้องเจอหนักกว่า กลายเป็นแรงบันดาลใจทำให้เขาตั้งใจทำงานเพื่อสังคมต่อไป
       

       “ตอนที่ได้ยินว่ามีผู้ต้องขังถูกซ้อมที่จังหวัดตรัง ผมก็ลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูล ไปเยี่ยมผู้ต้องขัง ไปคุยกับญาติ ระหว่างเดินทางกลับก็ถูกรถไล่ยิง บางครั้งเจอชายฉกรรจ์ขับรถตามเพื่อข่มขู่ คือ จะโดนแบบนี้ตลอด หรือช่วงที่ไปจังหวัดยะลา เพราะได้รับร้องเรียนว่ามีผู้ต้องขังหญิงถูกข่มขืน แต่พอลงพื้นที่ไปก็หาข้อมูลไม่ได้ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลบอกว่ามีหญิงสาวมารักษาเพราะถูกข่มขืนจริง แต่ไม่ปรากฏข้อมูลส่วนตัวของหญิงคนนี้ว่าเป็นใครมาจากไหน สอดคล้องกับเรื่องที่เราได้รับการร้องเรียน แต่ข้อมูลด้านอื่นๆ ไม่เพียงพอ พอมีข่าวออกไปว่าเราลงพื้นที่มาทำข่าว ขับรถออกมาก็เจอรถไล่ยิง แต่รอดมาได้อีก
       

       “ช่วงที่ผมทำงานในฐานะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ มีโอกาสได้ทำคดีของอำเภอแม่อาย เรื่อง เจ้าหน้าที่อำเภอถอนสัญชาติชาวบ้านอำเภอแม่อายออกหมดเลยจำนวนพันกว่าคน ผมต้องลงพื้นที่ไปอยู่เป็นเดือนๆ พองบไม่พอ ผมก็ควักเงินส่วนตัวทำ หมดเงินไปเป็นล้าน เพราะเอาคนไปช่วยทำ 30 คน จึงต้องดูแลเขาทั้งหมด ทำจนฟ้องชนะ ศาลปกครองสั่งคืนสัญชาติให้แก่ชาวบ้านที่อำเภอแม่อาย ระหว่างที่ทำนั้นก็ถูกกดดัน เจอคนข่มขู่ ชาวบ้านถูกข่มขู่ แต่ถึงทำอย่างนั้น ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเหนื่อย คิดแค่ว่าต้องทำให้สำเร็จ”
       

       ตั้งแต่ทำงานช่วยชาวบ้านมา คดีไหนที่รู้สึกหดหู่ใจมากที่สุด ?
       

       “คดีที่ผมรู้สึกหดหู่ใจมากที่สุด คือ คดีตากใบ ตอนนั้นผมถูกมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคณะทนายความเดินทางลงไปภาตใต้ เพื่อไปเยี่ยมผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและผู้ต้องหาที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร ซึ่งเป็นสถานที่ควบคุมผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมและยังรอดชีวิตอยู่ ไปเถียงทหารอยู่นาน เพราะเขาไม่ยอมให้เข้าเยี่ยม ผมบอกว่า “ถ้าไม่ให้ผมเยี่ยม ผมจะฟ้อง และผมจะบอกว่าคุณจะโดนข้อหาอะไรบ้าง จากนั้นผมจะให้สัมภาษณ์สื่ออย่างนี้ๆ ซึ่งคุณนั่นแหละจะเสียหาย” เขานึกว่าผมพูดเล่น แต่ผมบอกว่าผมทำจริงและลงไปให้สัมภาษณ์นักข่าวเลย
       

       “จากนั้นผมกลับมาบอกทหารว่าบอกว่าเมื่อกี้ให้สัมภาษณ์นักข่าวไปมีแต่เสียง แต่สักพักจะมีภาพข่าวเผยแพร่ตามมา และผมจะให้สัมภาษณ์แรงกว่าเดิม ในข่าวผมจะระบุชื่อคุณและบอกว่าคุณใช้วาจากับผมยังไง คุณทำยังไงกับผม ตอนนั้นมีการพูดท้าทายกัน จนสุดท้ายเขาบอกว่าผู้ใหญ่ประสานมา สรุปว่ายอมให้ผมเข้าเยี่ยมพร้อมนักกฎหมายคนอื่นๆ
       

       “ช่วงที่ใช้เวลาคุยกับผู้ต้องหา 3 ชั่วโมง มีเจ้าหน้าที่อีกคนมาโวยวายว่า “ถ้าผมอยู่ คุณไม่ได้เข้ามาแน่” ผมเลยบอกว่าไล่ผมออกไปสิ คือ ผมเป็นคนไม่กลัว กล้าจะเผชิญชะตากรรม แม้รู้ว่าทำอย่างนั้นอาจจะโดนเก็บได้ เพราะอยากให้คนที่ถูกกระทำได้รับการดูแลที่ดีขึ้น ความมุ่งหวังของผมมีอยู่แค่นี้
       

       “ สภาพที่เราเห็นมันหดหู่ ผู้ต้องหาก็เป็นคนไทยเหมือนกัน ไม่นึกว่าเจ้าหน้าที่จะทำแบบนี้ บางคนได้รับบาดเจ็บระหว่างการถูกจับกุม ซึ่งเขาก็ควรได้รับการดูแลที่ดี ต้องคิดว่าพ่อแม่พี่น้องจะรู้สึกยังไง ถ้าหากเจ้าหน้าที่ทำตัวแบบนี้ เหตุการณ์อื่นๆ จะตามมาทันที เช่น ชาวบ้านไม่ยอมรับอำนาจรัฐ, ชาวบ้านไม่ยอมรับวิธีปฎิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ ผมเลยคิดว่าตำรวจและเจ้าหน้าที่ทหารน่าจะคิดได้ หลังจากผมออกมาจากพื้นที่ ก็ทราบว่าผู้ต้องหาถูกเคลื่อนย้ายไปอยู่ในเรือนจำตามปกติ และได้รับการดูแล ผมก็ตามไปดูแลที่เรือนจำอีก ผู้ต้องหาเลยได้รับการดูแลตามสิทธิ ญาติมาเยี่ยมได้ ได้รับการรักษาตัว ทนายเข้าพบได้ง่ายขึ้น นี่จึงเป็นสิ่งที่ผมทำแล้วรู้สึกดี”
       

       บทบาทในฐานะที่ปรึกษาคปท.
       

       สาเหตุที่ได้กลายมาเป็นแกนนำของคปท. นิติธรบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญ ที่แรกเขาทราบข่าวว่ามีการชุมชุมของแกนนำกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) แล้วมีการประเมินว่าอาจมีเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงเพื่อสลายการชุมนุม จึงเข้ามาสังเกตการณ์ แต่เมื่อมีการประกาศใช้พรบ.ความมั่นคง ทำให้แกนนำต้องถอนพื้นที่ออกมาจากทำเนียบรัฐบาลและต้องการย้ายพื้นที่ไปอยู่ที่สวนลุมพินี กลุ่มผู้ชุมนุมจึงไม่พอใจ เกิดลุกฮือขึ้นมาและไม่ยอมกลับบ้าน เนื่องจากต้องการชุมนุมที่หน้าทำเนียบฯ ต่อไป เขาจึงต้องเข้ามาไกล่เกลี่ย ช่วยกล่อมให้มวลชนสงบ จนยอมถอยออกจากหน้าทำเนียบรัฐบาลและมาชุมนุมในพื้นที่สี่แยกอุรุพงษ์แทน นิติธรเลยต้องตกกระไดพลอยโจนมาทำงานร่วมกับคปท. ตั้งแต่นั้นมา
       

       เรียกได้ว่าช่วงสามเดือนที่นิติธรร่วมต่อสู่กับคปท. เขาเจอทั้งเหตุการณ์ลอบฆ่า เจอตำรวจยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ทนายใจเพชรคนนี้ท้อถอย
       

       “วันที่ 29 ธ.ค. ผมเดินทางออกจากพื้นที่การชุมนุมที่สะพานชมัยมรุเชษฐ์ เพื่อออกไปทำธุระ ระหว่างขับรถไปถึงแยกอุรุพงษ์มุ่งหน้าราชเทวี สังเกตเห็นว่ามีรถยนต์หลายคันขับตามประกบ และขับรถปาดหน้าแถวบีทีเอสพญาไท แต่ผมไม่หยุดรถ ให้คนขับฉีกรถออกขวา แต่เจอรถอีกคันปาดหน้าอีก ผมก็บอกคนขับฉีกรถออกขวาอีกและยูเทิร์นกลับรถ ส่วนรถที่ปาดหน้าผมคันที่สองก็ยูเทิร์นตามมา แต่เจอมอเตอร์ไซต์ชนก่อน ผมเลยรอดมาได้ ส่วนกลุ่มชายฉกรรจ์ในรถคันที่ 1 ก็กระโดดข้ามเกาะกลางถนนที่มีต้นไม้อยู่ แต่เกาะมันกว้างเลยข้ามลำบาก พอเขาตั้งท่ายิงปืน M 16 ใส่ผมเลยยิงไม่ถนัด และจังหวะนั้นรถผมก็ขับผ่านไปแล้ว ถึงรอดมาได้ เจอเหตุการณ์ลอบยิงแบบนี้ ผมก็ไม่ได้กลัวนะ เพราะไม่ได้ยึดติดกับอะไรในชีวิต เข้าใจว่าอาจเกิดเรื่องแบบนี้ได้ตลอดเวลา แต่ถ้าจะให้ยอมแพ้วิธีการแบบนี้ ผมไม่มีทางยอมเด็ดขาด”
       

       “หรือช่วงที่ชุมนุมแล้วตำรวจยิงแก๊สน้ำตาใส่ ผมอยู่ที่สะพานชมัยมรุเชษฐ์ มันโหดร้ายตรงที่ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาเข้ามาต่อเนื่องและยิงใส่คน มีบางคนถูกยิงกระสุนจริง คิดว่าไม่ควรใช้ความรุนแรงกับประชาชนขนาดนี้ เราพูดชัดเจนแล้วว่าไม่เข้าทำเนียบ แต่เรารู้สึกว่าการเอาแท่งเบอริเออร์และลวดหนามมาวาง เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเผด็จการของรัฐบาล ซึ่งเท่ากับว่าก้าวเข้าสู่ความเป็นทรราชย์มากขึ้น ผมเลยบอกว่าจะเอาลวดหนามออก จะเอาแท่งเบอริเออร์ออก แต่เราจะไม่เข้าทำเนียบ แต่ตำรวจก็ไม่ยอมเหมือนกัน ซัดแก๊สน้ำตาเข้ามาเต็มที่ ซัดกระสุนจริงเข้ามา เลยสู้กันเต็มที่ ผมจึงต้องสู้”
       

       ช่วงกระแสการเมืองที่ร้อนแรงนี้เอง กลับปรากฏข่าวว่าทนายใจสู้คนนี้แหละที่เป็นหวานใจของดาราสาว “จอย-ศิริลักษณ์ ผ่องโชค” แว่วมาว่าเป็นการพบรักกลางม็อบ พอถามว่าคบกับจอยนานหรือยัง นิติธรตอบทันทีว่า “ทุกคำถามความรัก ผมขอไม่ตอบ เพราะไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ผมทำ อยากให้พี่น้องประชาชนสนใจเรื่องบ้านเมืองดีกว่า”
       

       นิติธรยังบอกอีกว่าหลังจากเหตุการณ์บ้านเมืองสงบลง เขาไม่คิดลงเล่นการเมืองแต่อย่างใด หวังแค่ได้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติเหมือนเดิม คือ กลับไปเป็นทนายความว่าความ ได้ใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่ที่บ้าน เช่น นั่งอ่านหนังสือ เล่นกีต้าร์ ดูหนังดีวีดี ก็ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งในชีวิตแล้ว เพียงแต่ว่าตอนนี้เขายังมีภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จก่อน คือ ภารกิจเพื่อชาติและบ้านเมือง
       

       “ตอนนี้ผมคิดแค่ว่าอะไรที่ทำแล้วเป็นประโยชน์แก่คนอื่นและประเทศชาติ ถ้าทำได้ก็ต้องทำ ไม่ใช่ว่าเห็นความทุกข์ยากของประชานแล้วมองผ่านเลย เพราะสถานการณ์แบบนี้ ทุกคนควรต้องช่วยกัน
       

       “ ผมเชื่อว่าการต่อสู้ที่สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความเป็นคนไทยที่สุดคือ การต่อสู้เพื่อล้มรัฐบาลทรราชย์ให้ได้ ถือเป็นการต่อสู้ที่มีคุณค่าที่สุดของชีวิตแล้ว ฉะนั้นผมต้องทำและเดินหน้าให้สำเร็จ”
       
       เรื่องโดย สุพรรษา แก้วแสงธรรม
       ภาพโดย วชิร สายจำปา
       
       ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
       
       

เปิดปูมชีวิต “ทนายนกเขา” แกนนำคปท.“ผมต้องล้มรัฐบาลทรราชย์ให้ได้!”
       

เปิดปูมชีวิต “ทนายนกเขา” แกนนำคปท.“ผมต้องล้มรัฐบาลทรราชย์ให้ได้!”
       

เปิดปูมชีวิต “ทนายนกเขา” แกนนำคปท.“ผมต้องล้มรัฐบาลทรราชย์ให้ได้!”
       

เปิดปูมชีวิต “ทนายนกเขา” แกนนำคปท.“ผมต้องล้มรัฐบาลทรราชย์ให้ได้!”
       

เปิดปูมชีวิต “ทนายนกเขา” แกนนำคปท.“ผมต้องล้มรัฐบาลทรราชย์ให้ได้!”
       

เปิดปูมชีวิต “ทนายนกเขา” แกนนำคปท.“ผมต้องล้มรัฐบาลทรราชย์ให้ได้!”
       

เปิดปูมชีวิต “ทนายนกเขา” แกนนำคปท.“ผมต้องล้มรัฐบาลทรราชย์ให้ได้!”
จอย- ศิริลักษณ์ ผ่องโชค ที่เป็นข่าวว่าปลูกต้นรักกลางม็อบกับทนายนกเขา
       

เปิดปูมชีวิต “ทนายนกเขา” แกนนำคปท.“ผมต้องล้มรัฐบาลทรราชย์ให้ได้!”
       

จำนวนคนโหวต 231 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2016