ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

โดย ไพรัตน์ แย้มโกสุม   
12 กรกฎาคม 2560 15:41 น.
        โรคอย่างหนึ่งที่มีมาคู่โลก ไม่มียา ไม่มีหมอรักษาได้ มันมีอิทธิพลต่อมนุษย์มาก นั่นคือ “โรคเบื่อ”
       
        ทำไมจึงเบื่อ?
       
        ก็มันซ้ำซากจำเจ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พายเรือในอ่างวนไปวนมาอยู่นั่นแหละ
       
        ประวัติศาสตร์ คือกระจกเงาสะท้อนสิ่งที่ทำมาแล้ว ว่าเป็นอย่างไร
       
        ถ้าดี มีประโยชน์ต่อส่วนรวม อันเป็นคนกลุ่มใหญ่ ก็ทำต่อไป ซ้ำรอยต่อไป ไม่ว่ากัน
       
        หากไม่ดี แม้จะมีประโยชน์ต่อตนและพรรคพวก อันเป็นคนกลุ่มน้อย ก็เลิกเสีย อย่าซ้ำรอยอีกเลย
       
        แต่ก็แปลกดีนะ ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอยู่เรื่อย แต่เป็นรอยแห่งความชั่ว เห็นแก่ตัว เป็นผลประโยชน์ของคนส่วนน้อย
       
        รอยแห่งความดีความถูกต้อง อันเป็นผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ไม่ค่อยซ้ำรอยเลย
       
        ดูสิ! ประชาธิปไตยมีอายุ 85 ปีแล้ว ใครรวยขึ้น ใครจนลง?
       
        แน่นอน คนส่วนน้อยที่มีอำนาจรวยขึ้น คนจนส่วนใหญ่ที่ไร้อำนาจจนลง
       
        คนส่วนน้อยที่รวยขึ้น ถือว่าเป็นคนได้เปรียบ ขณะที่คนส่วนใหญ่ที่จนลง ถือว่าเป็นคนเสียเปรียบ
       
        คนส่วนน้อยได้เปรียบ เพราะไปเอาเปรียบคนส่วนใหญ่ ด้วยกลวิธีต่างๆ ทั้งผิดกฎหมายและถูกกฎหมาย ซ้ำแล้วซ้ำเล่าตราบเท่าทุกวันนี้
       
        ความไม่ดีหรือความชั่วดำรงอยู่ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เพราะอะไร?
       
        เพราะความเบาปัญญา หรือโง่เขลานั่นเอง
       
        คนเบาปัญญา มักจะมองอะไร เห็นอะไรผิดๆ
       
        เอาง่ายๆ เรื่องบาปเรื่องบุญ
       
        ท่านผู้รู้ทั้งหลาย ก็สอนมาบอกมาทุกยุคสมัยว่า...บาปให้ละให้เลิก บุญให้ทำให้เจริญ ทำบุญแล้ว เลิกบาปแล้ว ก็ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ เพียงเท่านี้ก็โอเค ไม่ต้องทำอะไรมากมาย
       
        แต่เราทั้งหลาย ทั้งผู้มีอำนาจทั้งผู้ไร้อำนาจ ก็ตีความบาปบุญจิตผ่องใสไปต่างๆ นานา น่าระอา
       
        เบื่อที่จะยกตัวอย่าง ก็มีให้เห็นเป็นประจำอยู่แล้วทุกวี่ทุกวัน คิดแล้วทำแล้ว ก็โชว์ความโง่เขลาเบาปัญญาของตัวเองพรรคพวกตัวเองไปด้วย
       
        เอาเรื่องบาปบุญที่เป็นของแท้จริงสักหน่อยนะ...
       
        “บาปอย่างเดียว คือความไม่รู้
       
        บุญอย่างเดียว คือความตระหนักรู้
       
        สิ่งที่ไม่อาจทำได้ โดยปราศจากความไม่รู้ คือบาป
       
        สิ่งที่ทำได้ ด้วยความตระหนักรู้เพียงเท่านั้น คือบุญ
       
        เป็นไปไม่ได้ที่จะฆ่าใคร ถ้าเราตระหนักรู้
       
        เป็นไปไม่ได้ที่จะข่มขืน ที่จะขโมย ที่จะคอร์รัปชัน ที่จะโกงบ้านกินเมือง ที่จะกระทำทารุณ หากเราตระหนักรู้ เราจะทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เลย
       
        เพียงแต่เมื่อความไม่รู้มาครอบคลุมเท่านั้น ในความมืดมัวของความไม่รู้ อารมณ์ทุกชนิด จึงเข้ามาสู่เราได้”
       
        นั่นคือ...วาทะของผู้ตื่นรู้ทั้งหลายทั้งปวง ที่ตอบโจทย์เรื่องบาปบุญได้ชัดแจ้ง
       
        ฟังเรื่องเล่าที่ไม่เบาปัญญาสักหน่อย ความสงบแห่งตนอาจจะเกิดขึ้นบ้าง...
       
        เทพพยากรณ์แห่งเดลฟี่ ประกาศว่า โซเครติส เป็นคนที่ฉลาดที่สุดในโลก มีคนสองสามคนวิ่งไปบอกเขา...
       
        “ดีใจด้วยนะ เทพพยากรณ์แห่งเดลฟี่ ประกาศว่า ท่านเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในโลก”
       
        โสเครติส กล่าวว่า... “นั่นเป็นเรื่องไร้สาระทั้งนั้น ข้ารู้เพียงอย่างเดียวว่า ข้าไม่รู้อะไรเลย”
       
        คนเหล่านั้นพากันงุนงง และสับสน จึงกลับไปที่วิหารเพื่อบอกกับเทพพยากรณ์
       
        “ท่านบอกว่า โซเครติส เป็นคนที่ฉลาดที่สุดในโลก แต่ตัวเขากลับปฏิเสธ เขาบอกว่า เขาเป็นคนเขลาที่สุด เขาบอกว่า เขารู้อยู่อย่างเดียวว่าเขาไม่รู้อะไรเลย”
       
        เทพพยากรณ์หัวเราะ และกล่าวว่า... “นี่คือสาเหตุที่ข้าประกาศว่า เขาเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในโลก เพราะเขารู้ว่า เขายังไม่รู้”
       
        เรื่องเล่าเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...คนเขลาเชื่อว่าตนฉลาด คนบ้าเชื่อว่าตนสติดีที่สุด
       
        แล้วเราทั้งหลายทั้งปวงล่ะ คิดเห็นเป็นประการใด?
       
        คนเรามักเห็นแต่ความผิดของคนอื่น มีน้อยนักที่จะเห็นความผิดของตัวเอง
       
        วินาทีที่เรามองเห็นความผิดของตัวเอง การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนจะเริ่มต้น
       
        พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ตลอดทุกยุคทุกสมัย จึงสอนอยู่เพียงเรื่องเดียวคือ...ความรู้ตัวหรือความตระหนักรู้ หรือการตื่นรู้
       
        จงตื่น จงตื่น จงตื่น!!!
       
        ก็เพราะเรายัง “หลับ” อยู่นั่นเอง จึงปลุกให้ “ตื่น”
       
        ท่านโอโช กล่าวไว้ในหนังสือ ตื่นรู้ ตอนหนึ่งว่า...
       
        “สิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่ง ที่จะต้องเข้าใจเกี่ยวกับมนุษย์ก็คือ...มนุษย์นั้นหลับใหล ถึงแม้ในขณะที่คิดว่า ตนกำลังตื่นอยู่ ก็มิได้เป็นเช่นนั้น ท่านหลับตอนกลางคืน ท่านหลับตอนกลางวัน เป็นเช่นนี้ตั้งแต่เกิดจนตาย ท่านเปลี่ยนรูปแบบของการหลับไปเรื่อยๆ แต่ท่านกลับไม่เคยตื่นอย่างแท้จริง
       
        ท่านกำลังฝัน วันแล้ววันเล่า ทั้งขณะที่ลืมตาและหลับตา แน่นอนว่า ในความฝัน ไม่ว่าท่านจะทำอะไร ก็ล้วนแต่ไร้ความหมาย ไม่ว่าท่านจะคิดอะไร ก็ล้วนแต่ไร้จุดหมาย ไม่ว่าท่านจะวางแผนอะไร ก็ล้วนแต่ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของความฝัน และไม่อาจจะทำให้ท่านเห็นได้ว่าคืออะไร
       
        ดังนั้น พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ จึงทรงยืนกรานถึงสิ่งเดียวเท่านั้นคือ การตื่นรู้!
       
        เพราะการตื่นรู้ คือเป้าหมายของทุกชีวิต”
       
        “อยู่อย่างโลกหล้า-เงินตราเป็นใหญ่”...วลีนี้จริงหรือไม่จริง?
       
        หากมองรอบด้าน ก็มีทั้งจริงและไม่จริง
       
        จริงเท่ากับอยู่ใต้โลก แบกโลกไว้ เป็นทาสที่ปล่อยไม่ไป
       
        ไม่จริงเท่ากับอยู่เหนือโลก อยู่แบบตื่นรู้ เป็นอิสระ
       
        หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร บิดาแห่งการเกษตรแผนใหม่ เจ้าของวรรคทอง...
       
        “เงินทองเป็นของมายา-ข้าวปลาสิของจริง”
       
        นี่คือรากเหง้า-รากฐานที่แท้จริงของคน
       
        อยู่กับดินน้ำฟ้า มีข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ นี่คือตื่นแล้ว ไม่ใช่ยังหลับยังฝันอยู่
       
        อยากมีเศรษฐกิจ 4.0 อยากมีหอชมเมืองสูงสุดติดอันดับหนึ่งในเก้าของโลก อยากมีรถไฟความเร็วสูงเหมือนจีน อยากๆๆ ซึ่งต้องใช้เงินใช้ทอง จึงจะสนองความอยากได้
       
        การอยู่ใต้โลก อยู่กับมายา มากเล่ห์กลลวง ต้องมีเงินจึงจะอยู่ได้ ถ้าไร้เงินก็ไม่มีอยู่มีกิน ในที่สุดก็ตายหยังเขียด
       
        การอยู่กับโลกจริงๆ ไม่มีเงินมีทองก็อยู่ได้ เพราะมีข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นผลผลิตที่ทำมากับมือ
       
        เศรษฐกิจแบบใหม่หรือเศรษฐกิจพอเพียง จึงเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๙ เป็นอีกหนึ่งโครงการพระราชดำริของพระองค์ ทำให้ผู้คนที่เข้าใจเข้าถึงตื่นรู้อยู่กับตัวเอง ไม่หลับใหลเหมือนแต่ก่อน
       
        อยู่อย่างพอเพียง คืออยู่อย่างมีอิสระเสรี เพราะมีสิ่งจำเป็นต่อชีวิตแล้ว เหลือกินเหลือใช้ค่อยจำหน่ายขายไปเป็นรายได้
       
        ทำให้รู้จักตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง พึ่งตัวเองได้ “คนพึ่งตัวเองได้เท่านั้น จึงจะเป็นที่พึ่งของคนอื่นของสังคมได้”
       
        แม้จะไม่ทันสมัย ไม่ศิวิไลซ์เหมือนโลก แต่ก็เบาสบายดี ไม่หนัก เพราะไม่ได้แบกโลกหรือแบกขยะใดๆ
       
        เพียงแวบเดียว แค่เห็นความผิดตัวเองเท่านั้น ความถูกต้องก็ผุดเกิด ปานเปิดสวิตช์ไฟในห้องมืด ความมืดหายไป ความแจ้งมาแทนทันที
       
        “ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
       
        เพราะเบาปัญญา
       
        อยู่อย่างโลกหล้า
       
        เงินตราเป็นใหญ่”
       
        “ปฺญญาชีวํ ชีวิตมาหฺ เสฏฺฐํ-ปราชญ์ว่า ชีวิตที่อยู่ด้วยปัญญา ประเสริฐสุด”
       
        ญาณ คือปัญญา ซึ่งเป็นดวงชวาลาหรือตะเกียงในโลก ในอีกมิติหนึ่งมี 3 ญาณ
       
        1. สัญชาตญาณ ไม่เคยคิดว่ามีปัญหา มันไม่ต้องการคำตอบ หรือทางออกอะไร มีแต่ดำเนินไปตามธรรมชาติ
       
        2. ปรีชาญาณ มักจะมองทุกสิ่งทุกอย่างในลักษณะเป็นปัญหา เป็นปัญหาที่ยังหาคำตอบไม่ได้
       
        3. ปัญญาญาณ เป็นการได้มาซึ่งคำตอบที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง โดยที่มันไม่เคยรู้สึกว่ามีปัญหาแต่อย่างใด
       
        ญาณ 3 อย่างนี้ เหมือนกับก้อนเส้าชีวิต สัญชาตญาณคือร่างกาย ปรีชาญาณคือสมอง ปัญญาญาณคือจิตวิญญาณ
       
        ชีวิตดำรงอยู่ได้ ก็เพราะก้อนเส้า 3 ก้อนนี้ พิจารณาให้ดี ก็อาจเห็นสิ่งสุดยอดที่ไม่มีอะไรยิ่งกว่า

จำนวนคนโหวต 1 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017