มลพิษทางอากาศคร่าชีวิตคนไทย 2.2 หมื่นคนต่อปี : รายงานล่าสุดของ WHO

โดย ประสาท มีแต้ม   
13 สิงหาคม 2560 18:14 น.
        เมื่อเร็วๆ นี้ องค์การอนามัยโลกได้ออกรายงานการศึกษาเรื่อง “มลพิษทางอากาศ : การประเมินการสัมผัสและภาวะโรค” ประจำปี 2016 (แต่ไม่ระบุเดือนที่พิมพ์) เป็นรายงานที่ออกมาหลังจากองค์การสหประชาชาติได้เสนอ “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” (2015) ผมได้สรุปบางส่วนพร้อมกับแผนที่แสดงปริมาณความเข้มข้นของมลพิษในอากาศ (Ambient Air Pollution) ในส่วนต่างๆ ของโลก ดังแผ่นภาพครับ

มลพิษทางอากาศคร่าชีวิตคนไทย 2.2 หมื่นคนต่อปี : รายงานล่าสุดของ WHO
        เราค่อยๆ มาทำความเข้าใจกัน ไม่ได้ยากอย่างที่บางท่านคิดแต่เป็นเรื่องสำคัญระดับชีวิตของเราทุกคนครับ เพราะมลพิษดังกล่าวได้คร่าชีวิตชาวโลกถึงปีละ 3 ล้านคน และคนไทยเราก็ติดไปด้วยถึง 2.2 หมื่นคนต่อปี
       
        ผู้ศึกษาได้ข้อมูลมาจากการเก็บตัวอย่างจาก 3,000 เมือง ใน 194 ประเทศทั่วโลกของหน่วยงานในเครือข่ายในช่วงปี 2008-2015 จากนั้นก็ใช้กระบวนการสร้างแบบจำลองและการคำนวณออกมาเพื่ออธิบายภาวะที่เป็นอยู่ทั่วทั้งโลก ผมไม่ขอลงรายละเอียดเรื่องวิธีการศึกษานะครับ
       
        สีต่างๆ ในแผนที่แสดงความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศที่เรียกว่า Particulate Matter ซึ่งเป็นวัตถุที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมโครเมตร (นักวิทยาศาสตร์เรียก PM2.5) หรือมีขนาดประมาณ 1 ใน 30 ของเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์เท่านั้น วัตถุนี้ยิ่งมีขนาดเล็กลงเท่าใด ยิ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตมากขึ้นเท่านั้น เพราะมันสามารถผ่านอวัยวะที่ทำหน้าที่กรองโดยธรรมชาติได้
       
        องค์การอนามัยโลกได้ให้คำแนะนำว่า ความเข้มข้นของสาร PM2.5 ไม่ควรจะเกิน 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (1 ไมโครกรัมเท่ากับ 1 ใน 1 ล้านกรัม) แต่จากรายงานและมองเห็นได้จากแผนที่โลกนี้ (ซึ่งเป็นค่าที่เกิดจากการคำนวณและเป็นค่าเฉลี่ยตลอดทั้งปี) พบว่า มีประชากรประมาณเพียง 8% ของโลกเท่านั้นที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่ปลอดภัยจากมลพิษดังกล่าว ในขณะที่คนไทยเรามีมลพิษดังกล่าวสูงถึงประมาณ 3 เท่าของระดับในคำแนะนำครับ
       
        เราสามารถสังเกตได้ว่า ในบริเวณที่เป็นที่ตั้งของประเทศที่มีรายได้สูง เช่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา ความเข้มข้นของสาร PM2.5 จะน้อย แต่ในบริเวณที่มีสาร PM2.5 สูงจะเป็นที่ตั้งของประเทศรายได้ต่ำและรายได้ปานกลาง
       
        รายงานนี้ยังระบุอีกว่า ในอนาคตความเข้มข้นของสารดังกล่าวในประเทศที่มีรายได้สูงมีแนวโน้มจะลดลง ในขณะที่กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศในกลุ่มแปซิฟิกตะวันตก (รวมทั้งจีน) กลับมีแนวโน้มสูงขึ้น
       
        จำนวนผู้เสียชีวิตจากมลพิษดังกล่าวในประเทศจีนและอินเดียสูงถึง 1 ล้านคนและกว่า 6 แสนคนต่อปี ตามลำดับ ในขณะที่ประเทศไทยเราซึ่งมีจำนวนประชากรพอๆ กับประเทศฝรั่งเศสแต่เรามีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงถึง 2 เท่าของฝรั่งเศส คำอธิบายก็สามารถดูได้จากสีของแผนที่ คือ ความเข้มข้นของสาร PM2.5 ของฝรั่งเศสก็ไม่ถึงครึ่งของที่ประเทศไทยเรามี
       
        สาร PM2.5 เกิดจากอะไรและทำไมจึงอันตรายถึงตาย เพื่อให้เข้าใจง่ายผมนำเสนอด้วยภาพก่อนเลยครับ

มลพิษทางอากาศคร่าชีวิตคนไทย 2.2 หมื่นคนต่อปี : รายงานล่าสุดของ WHO
        การเกิดของสาร PM2.5 และสาร PM10 (มีขนาด 10 ไมโครเมตร) เกิดจาก 2 กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คือ กระบวนการทางฟิสิกส์ซึ่งเกิดจากลมหรือพายุพัดพาเอาฝุ่นละอองแล้วมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ กับกระบวนการทางเคมีในอากาศซึ่งมีสารที่เกิดจากเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้า การจราจร โรงงานอุตสาหกรรมและครัวเรือน เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โลหะหนัก ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และไนตรัสออกไซด์ รวมทั้งการทำปฏิกิริยาเคมีกันเองของสารเหล่านี้ในอากาศอีกด้วย
       
        รายงานขององค์การอนามัยโลกฉบับนี้ไม่ได้ให้รายละเอียดว่ามลพิษ PM2.5 มาจากไหนบ้างเป็นร้อยละเท่าใด แต่เท่าที่ผมค้นคว้าจากแหล่งอื่นพบว่า ในสหรัฐอเมริกาประมาณครึ่งหนึ่งมาจากโรงไฟฟ้า ในขณะที่ในประเทศสหราชอาณาจักรประมาณ 20% มาจากประเทศอื่น
       
        โอ้! มันสามารถเคลื่อนที่ไปมาได้ไกลชนิดข้ามพรมแดน (ไม่ต้องใช้พาสปอร์ต)ถึงขนาดนั้นเลยหรือ
       
        ในประเด็นที่ว่าทำไม PM2.5 จึงอันตรายถึงชีวิต
       
        ภาพซ้ายมือสุด แสดงการเปรียบเทียบระหว่างขนาดของเส้นผมของมนุษย์ ถ้าเส้นผมมีขนาดดังในรูป สาร PM2.5 ก็จะสามารถมองเห็นได้ ภาพบนทางขวามือแสดงให้เห็นสาร PM2.5 ในระบบทางเดินหายใจของมนุษย์ สำหรับภาพปอดของคนก็คงไม่ต้องอธิบายนะครับ
       
        คราวนี้มาถึงเรื่องโรคและจำนวนผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศ ผู้ศึกษาระบุว่ามี 4 โรค (ดูในตารางครับ)

มลพิษทางอากาศคร่าชีวิตคนไทย 2.2 หมื่นคนต่อปี : รายงานล่าสุดของ WHO
        นอกจากความเข้มข้นของ PM2.5 จะมาจากการคำนวณแล้ว จำนวนผู้ตายจากโรคต่างๆ ก็มาจากการคำนวณ ไม่ใช่จากการเก็บสถิติ
       
        ผลการศึกษาพบว่า จาก 8 ประเทศที่ผมเลือกมานำเสนอ ประเทศไทยมีความเข้มข้นของสาร PM2.5 สูงเป็นอันดับที่ 3 รองจากจีนและอินเดีย และอัตราการตายต่อจำนวนประชากร 1 แสนคนก็อยู่ในอันดับที่ 3 เช่นกัน (คงเป็นหลักคิดของผู้ศึกษา) โดยมีจำนวนผู้เสียชีวิตจาก 4 โรคดังกล่าวรวมกันปีละ 2.24 หมื่นคน
       
        เนื่องจากผมเองไม่ค่อยเข้าใจในหลักวิชาของผู้ศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับภาวะโรค ผมจึงได้นำข้อมูลจำนวนผู้เสียชีวิตของคนไทยจากสำนักงานสถิติแห่งชาติมาเปรียบเทียบกันดู
       
        พบว่าในปี 2557 คนไทยเราเสียชีวิตปีละ 4.4 แสนคน ในจำนวนนี้มีสาเหตุมาจากโรคมะเร็งทุกชนิดรวมกันจำนวน 7.0 หมื่นคน ซึ่งนำโด่งอันดับที่ 2 คือความดันเลือดสูงและโรคหลอดเลือดในสมองถึงกว่า 2 เท่าตัว (ดูตาราง)

มลพิษทางอากาศคร่าชีวิตคนไทย 2.2 หมื่นคนต่อปี : รายงานล่าสุดของ WHO
        กล่าวเฉพาะการตายจากโรคมะเร็งทุกชนิดอย่างเดียวในช่วง 2550-2557 พบว่าได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 4.4% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีเสียอีก! ที่น่าตกใจกว่านั้น การตายจากโรคความดันเลือดสูงและโรคหลอดเลือดในสมองเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15.8% ต่อปี
       
        ในเรื่องสถิติการตายของคนไทย ผมมีข้อสังเกต 2 ประการ คือ
       
        หนึ่ง การจำแนกชนิดของโรคของไทยกับของรายงานโดยองค์การอนามัยโลกไม่ตรงกัน จึงทำให้เราไม่ทราบได้ว่าผลการศึกษาของรายงานดังกล่าวมีความใกล้เคียงกับ “ความจริง” มากน้อยแค่ไหน เช่น จำนวนผู้ตายจากมะเร็งปอดจากมลพิษทางอากาศอย่างเดียว จำนวนกว่า 4 พันคน กับจำนวนผู้ตายจากมะเร็งทุกชนิด 7 หมื่นคน นั้นมีความสอดคล้องหรือใกล้เคียงกันหรือไม่ หรือต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม
       
        สอง จากตารางของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ทำไมสาเหตุการตายจากความชรา จึงไม่ได้ถูกจัดให้เป็นสาเหตุการตายชนิดหนึ่งนอกจากนี้ สาเหตุการตายจาก “อื่นๆ” ในตารางซึ่งมีมากถึงกว่า 2 แสนคน (เกือบครึ่งของจำนวนการตายทั้งหมด) นั้น มันจะทำให้ความชัดเจนของข้อมูลเลือนรางไปหรือเปล่าครับ ถ้าเราสามารถดึงข้อมูลสาเหตุการตายจากความชราออกมาได้ จะทำให้เราเข้าใจถึงภาวะของสังคมไทยได้ดีขึ้น
       
        สรุป รายงานขององค์การอนามัยโลกฉบับล่าสุดนี้ ยังมีรายละเอียดอีกเยอะครับ รวมทั้งผู้ศึกษาเองก็กล่าวถึงปัญหาในการศึกษาของตน อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าผลการศึกษานี้มีประโยชน์มาก ถ้าเรารู้จักนำไปใช้เป็นกรอบในการวางนโยบายการพัฒนาประเทศ ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วต่างก็ปรับตัวเองไปสู่การลด PM2.5 ขอขอบคุณผู้ศึกษาครับ
       
        และอย่างที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ที่มาของสาร PM2.5 ในสหรัฐอเมริกานั้นประมาณครึ่งหนึ่งมาจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลในบ้านเราก็คงไม่ต่างไปจากนี้มากนัก ในวันนี้เรามีเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งแสงแดด และลมที่ไม่ทำให้เกิดสาร PM2.5 ราคาก็ถูก แต่ทำไมผู้บริหารประเทศจึงไม่สนใจ คนไทยที่มีความเสี่ยงต่อการถูกคร่าชีวิตต้องช่วยกันตั้งคำถามครับ


จำนวนคนโหวต 11 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017