หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกละครออนไลน์ | ละครออนไลน์
ละครออนไลน์ อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว

อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว ตอนที่ 6

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
19 มกราคม 2555 18:34 น.
1 | 2 | 3
หน้าถัดไป

อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว ตอนที่ 6

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว ตอนที่ 6

อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว ตอนที่ 6

อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว ตอนที่ 6

อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว ตอนที่ 6

อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว ตอนที่ 6
       
       ทาฮิร่ายังคงผุดลุกผุดนั่ง เดินวนไปเวียนมารอแนนนี่กระวนกระวาย ในขณะที่ชิกเก้นกรอกตามองไปมองมา
       แนนนี่ร่อนไม้กวาดเข้าห้องมาทางด้านหลังทาฮิร่า
       “ว๊าย...ซูปราซูปราซูปรีนานานา”
       ทาฮิร่าตกใจร้องลั่นท่องมนต์ผิดผิดๆ ถูกๆ พอตั้งสติได้ หันหลังมาเห็นแนนนี่ยืนตัวแข็งทื่อ
       “แนนนี่...”
       ทาฮิร่าเขกโป๊กที่หัวแนนนี่ ซึ่งยืนแข็งทื่ออยู่
       “มาไม่ให้ซุ่มให้เสียงแบบนี้เกิดยายตกใจท่องมนตร์ผิด บ้านถล่มลงมาจะทำยังไงล่ะแนนนี่เอ๊ย....”
       ชิกเก้นหัวเราะขำกลิ้งแนนนี่ที่ยืนแข็งทื่อขาแข็งอยู่ ทาฮิร่าบ่น แนนนี่ยื่นฟังนิ่ง ทาฮิร่านั่งลงเตรียมตัวจะพูดเรื่อง
       สำคัญ
       “เอาล่ะฟังยายนะ”
       “อือๆ อือๆ อึ๊มๆ” แนนนี่พยายามออกเสียงแต่ทำอะไรไม่ได้
       ทาฮิร่าหันมาเห็นนึกขึ้นได้ว่ายังไม่คลายมนตร์ให้แนนนี่ ทาฮิร่าร่ายมนตร์คลายให้ แนนนี่จึงหลุดจากมนตร์
       “แนนนี่ดีใจที่สุดเลย แนนนี่คิดถึงยายมีเรื่องจะถามยายอยู่พอดีเลยว่า...”
       แนนนี่พูดพรวดขึ้นมาอย่างไม่ยอมหยุด ยายทาฮิร่ายกมือขัดจังหวะให้หยุดพูด
       “เดี๋ยวขอยายพูดก่อน เรื่องนี้สำคัญมากที่สุด”
       “แต่.........”
       “ไม่ต้องพูดอะไร ยายขอถามก่อนเลยว่า ฝึกเวทมนตร์จากตำราเวทมนตร์ไปถึงไหนแล้ว”
       แนนนี่นั่งหน้างอที่ทาฮิร่าไม่ยอมฟังเรื่องที่จะพูด
       “แนนนี่.........” ทาฮิร่าเสียงเข้ม
       “ยายมีเวลาไม่มากนะ ที่มานี่กว่าจะมาได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย บาบาร่ากับไทเกอร์ตามติดตลอด อย่าทำให้ยายไม่สบายใจซิแนนนี่”
       “ค่ะ คุณยาย เรื่องของคุณยายสำคัญที่สุด” แนนนี่ตัดพ้อที่ไม่มีใครเข้าใจ
       “แนนนี่เรื่องของยาย ที่ไหนกัน มันเรี่องของหลานทั้งนั้น ถ้ายายไม่ห่วงยายไม่มาหรอก”
       ทาฮิร่าพูดงอนๆ แบบเดียวกับแนนนี่
       “เอ้าเอ้า...งอนกันไปงอนกันมา จะคุยกันรู้เรื่องมั้ยเนี่ย”
       “ชิกเก้น” ทาฮิร่ากับแนนนี่ประสานเสียง
       ชิกเก้นจ๋อยเดินถอยหลบมุมไป
       “โอเคค่ะ คุณยาย แนนนี่ให้คุณยายพูดก่อน”
       “แหม...ให้มันได้แบบนี้ซิหลานรัก เอาล่ะยยายอยากจะรู้ว่าตอนนี้ฝึกเวทมนตร์ไปถึงไหนแล้ว”
       “ก็เกินครึ่งแล้วค่ะ”
       “นั่นสิ สัญญาณจากตำราไปที่เมืองเวทมนตร์เลยชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ”
       สีหน้าทาฮิร่าดูออกว่ากลุ้มใจอย่างหนัก
       “งั้นถ้าสัญญาณจากจำราชัดขึ้นก็หมายความว่า พวกพ่อมดแม่มดก็จะรู้ว่าแนนนี่อยู่ที่ไหนล่ะซิ โอยตายๆ ตายแน่”“ทุกครั้งที่ตำราถูกกางออกและได้ฝึก ยิ่งฝึกมากขึ้นเท่าไหร่ สัญญาณก็จะชัดเจนขึ้น” ทาฮิร่าสำทับ
       “งั้นแนนนี่จะต้องหยุดใช่มั้ย” แนนนี่ถาม
       “แต่ถ้าหยุดฝึกตำราเวทย์ก็จะไม่กลับไปที่เมืองเวทมนตร์ วันนึงพ่อมดแม่มดที่เมืองเวทมนตร์ก็ต้องจับได้อยู่ดี”
       “แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะเจ้านาย เพราะเจ้าตำราเนี่ย พอได้เวลาปุ๊บก็ตามติดแนนนี่แจเลย”
       ทาฮิร่าแนนนี่สีหน้าเคร่งเครียด
       “แต่แปลกที่สัญญาณที่ถูกจับได้เมื่อคืนนี้กลับติดขัด เอ...เมื่อคืนนี้หลานฝึกเวทมนตร์ที่ไหน”
       “ตอนแรกแนนนี่ก็ไม่ได้ฝึกแต่ตำราก็บังคับให้แนนนี่ฝึก แนนนี่ก็เลยหนีเข้าไปในตะเกียงแก้ว”
       “โป๊ะเชะ...ที่สัญญาณตำราติดขัดน่าจะเป็นเพราะหลานฝึกในตะเกียงแก้วนี่เอง”
       ทาฮิร่ายิ้มดีใจที่คิดได้
       “ทำไมคะ”
       ทาฮิร่าไม่ตอบแว๊บหายเข้าไปในตะเกียงแก้ว
       
       ทาฮิร่าอยู่ในตะเกียงแก้ว แนนนี่ตามเข้ามา
       “ก็เพราะในตะเกียงแก้วเปรียบเสมือนโลกส่วนตัว ดังนั้นการจับสัญญาณจึงหาไม่เจอ หรืออาจจะติดขัด”
       “ว้าว...ตะเกียงแก้วเธอนี่เจ๋งจริงๆ”
       “แน่นอนอยู่แล้ว เพราะฉันเป็นตะเกียงวิเศษที่พิเศษที่สุดในโลก” ตะเกียงแก้วยิ้มหน้าบาน
       “พอได้แล้วตะเกียงแก้วหยุดเว่อร์ ซะที” ทาฮิร่าหันไปต่อว่า
       “นี่ถ้าเธอไม่เงอะงะ ทำฉันพังไปเมื่อครั้งที่แล้ว ฉันคงเลิศกว่านี้ยายทาฮิร่า”
       ตะเกียงแก้วพูดงอนๆ แนนนี่ยิ้มขำ
       “เอาน่า ฉันขอโทษ นี่เธอก็สวยเหมือนเดิมแล้ว เอางี้ฉันคงจะต้องฝากเธอให้ดูแลตำราเวทมนตร์ และใช้ที่นี่เป็นที่ให้
       แนนนี่ฝึกเวทย์มนต์หน่อยก็แล้วกัน แม่ตะเกียงแก้วที่พิเศษที่สุดในโลก”
       ทาฮิร่าพูดปลายเสียงแกมประชดประชัน
       “เมื่อคืนนี้มันยังเละเทะไม่พออีกเหรอ ฝึกเวทย์ในนี้ฉันมีหวังพัง พัง พัง”
       “นะตะเกียงแก้ว แนนนี่สัญญาถ้าแนนนี่ฝึกจบ แนนนี่จะทำให้ตะเกียงแก้วสวยกว่าเดิมร้อยเท่า”
       แนนนี่อ้อน
       “ได้ได้ เธอสัญญาแล้วนะ”
       “จ้า แนนนี่สัญญา”
       “เอาล่ะ ต่อไปนี้หลานก็ต้องฝึกเวทมนตร์ให้จบเร็วที่สุด และต้องฝึกในตะเกียงแก้วเท่านั้นห้ามเอาตำราออกไปด้าน
       นอก”
       “แนนนี่สัญญาว่าจะฝึกเวทย์ให้จบเร็วที่สุด”
       สิ้นคำแนนนี่ตำราเวทย์ก็เด้งออกจากที่วางมาหาแนนนี่
       “เอ้ย....ยังไม่ใช่ตอนนี้”
       ทว่าตำราเวทย์ตื้อแนนนี่
       “นี่คงได้เวลาฝึกเวทย์แล้ว ตั้งใจหน่อยนะ ยายต้องรีบไปละหายมานานเดี๋ยวยัยบาบาร่ากับเจ้าไทเกอร์จะสงสัย”
       ว่าแล้วทาฮิร่าก็แว๊บหายไป
       “คุณยาย แนนนี่ยังไม่ได้ถามเลยว่า คุณยาย”
       แนนนี่ตะโกนตามหลัง จะไปก็ไปไม่ได้เพราะ ตำราตามตื้ออยู่
       แนนนี่เซ็ง ที่ไม่ได้ถามเรื่องมาลี จำใจยอมนั่งลงฝึกเวทมนตร์
       “ซูปรา ซูซูซูซูซูปรา.........อ๊าก”
       “ว้าย................”
       ตะเกียงร้องวี๊ดว้าย เพราะข้าวของในตะเกียงแก้วล้มระเนระนาด ขณะที่ด้านนอกเห็นตะเกียงแก้วสั่นไหวโยกไปมา
       มีเสียงแนนนี่ตะเกียงแก้วโวยวายไปมา เพราะแนนนี่ท่องผิดท่องถูก
       ชิกเก้นมองดูเหตุการณ์จากด้านนอก ส่ายหน้าออกมาอย่างระอา
       
       “จะไหวมั้ยเนี่ย เฮ้อ.....”
       
       เวลาเดียวกันนั้น ปัทมนกำลังบอกผาดเรื่องจัดสวนอยู่ที่ริมรั้วบ้านนั่นเอง
       “ตรงนี้ปัทว่าน่าจะลงต้นไม้เพิ่มซักหน่อยนะ อยากได้ต้นที่ออกดอกแล้วดอกหอมๆ หน่อยจะได้รู้สึกสดชื่นป้าผาดว่า
       ไงจ๊ะ”
       “งั้นเป็นดอกยี่เข่งเป็นไงคะ ดอกสวยกลิ่นหอมเลี้ยงง่ายมีหลายสีด้วยคะ” ผาดแนะ
       “ก็ดีนะจ๊ะป้าผาดทนแดดด้วย กรุงเทพอากาศร้อนได้ต้นไม้ที่ทนแดดหน่อยก็จะดี นี่ถ้าได้ดอกสายน้ำผึ้งมาก็ดีนะให้
       เลื้อยอยู่ริมรั้วหอมชื่นใจได้ทั้งวัน”
       “ค่ะ เดี๋ยวผาดจะไปหาที่ตลาดดอกไม้ดูคะ”
       อิงอรเดินเปลี่ยนชุดออกมาจากบ้านเห็นปัทมนกำลังบอกผาดเรื่องจัดสวน เลยเข้ามาคุยด้วย
       “ทำอะไรจ๊ะยัยปัท” อิงอรทักทายเสียงใส
       “กำลังว่าจะหาต้นไม้มาลงเพิ่มน่ะค่ะ”
       “นี่เด็กๆ ไปไหนหมดล่ะจ๊ะ”
       “ยังไม่กลับจากมหา’ลัยเลยค่ะ ส่วนธานีก็คงกลับค่ำๆ”
       “แต่พี่ว่าน่าจะมีคนนึงกลับมาแล้วนะ”
       “ใครคะ” ปัทมนสงสัย
       อิงอรเหลือบตามองไปทางห้องของแนนนี่
       “ก็ยัยแนนนี่ไงจ๊ะ นี่พี่พูดจริงสาบานได้ แนนนี่ไม่ใช่คนแน่ๆ ตะกี้พี่เห็นบินผ่านหัวพี่ไป บรื๊อ.....”
       อิงอรทำท่าขนลุกเมื่อคิดถึงเรื่องเมื่อครู่
       “พี่อิงคะ ตาฝาดแล้วล่ะคะ แนนนี่นี่เหรอคะจะบินได้”
       ปัทมนพูดแกมหัวเราะกลบเกลื่อน แต่ในใจก็รู้ดีว่าน่าจะเป็นไปได้ ผาดแอบหัวเราะที่ได้ยินอิงอรพูด
       “เอาล่ะเอาล่ะ พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ พี่จะต้องพิสูจน์ให้ทุกคนเห็น เอ......แต่ว่า เรื่องนี้พี่ว่าน่าจะพิสูจน์ได้นะ”
       “เรื่องอะไรคะ..”
       “ก็เรื่องเมื่อคืนนี้ไง บังเอิญพี่มาเห็นตาภวัตน่ะยืนกอดกับดารกาอยู่หน้าบ้าน”
       ปัทมนตกใจแต่ก็ข่มอารมณ์ไว้
       “พี่เห็นแล้วก็ไม่อยากจะเชื่อเพราะตาภวัตเองก็ดูท่าทีสุภาพ ส่วนหนูดาก็เรียบร้อยไม่เคยทำเรื่องเสียหาย พี่ละเป็น
       ห่วงจริงจรี๊ง”
       ปัทมนไม่สบายใจเดินเลี่ยงออกไป ปล่อยอิงอรยืนพูดเพ้ออยู่คนเดียว อิงอรหันมาเห็นปัทมนเดินไปแล้ว
       “นี่ถ้าไม่เชื่อก็ลองไปถามคุณจักรดูได้ นะยัยปัท ปัท อ้าว...ยัยปัท ว้า....”
       อิงอรเซ็ง
       
       พอภวัตกลับมาบ้านก็เจอจักรวาลและปัทมนนั่งรออยู่ในห้องรับแขกแล้ว
       “สวัสดีครับอาปัท”
       ภวัตยกมือไหว้ปัทมน ปัทมนรับไหว้หน้านิ่ง
       “มานั่งนี่พ่อตัวดี”
       ภวัตเดินมานั่งลง ข้างๆ จักรวาล
       “ผมคงไม่แก้ตัวอะไรแทนเจ้าภวัตแล้วล่ะครับ เชิญคุณปัทจัดการได้ตามสบายเลยครับ”
       “เรื่องเมื่อคืนนี้อารู้เรื่องหมดแล้ว”
       “ครับ” ภวัตรับคำหน้าเจื่อน พอจะรู้อยู่แล้วว่าเรื่องอะไร
       “มีอะไรจะพูดมั้ย”
       “ไม่ครับ ผมคงต้องขอโทษอาปัทด้วย ผมสัญญาว่าจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก”
       “ภวัต อาไม่รู้หรอกว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่นี่ถ้ามีใครเอาไปพูดมากเข้าคนที่เสียงหายก็คือน้องดา ถ้าไม่เห็นแก่อา
       อย่างน้อยภวัตก็ต้องให้เกียรติน้องดาบ้าง”
       “ครับ...”
       “อาไม่รู้ว่าตอนนี้เรารักใครหรือชอบพอกับใครอยู่ แต่เรื่องมันเป็นแบบนี้แล้วถ้าไม่อยากให้มีปัญหามากขึ้น อาขออีก
       อย่างอย่าใกล้ชิดกับแนนนี่อีก”
       สีหน้าภวัตดูออกว่าตกใจมาก
       “ภวัตก็รู้ แนนนี่คิดยังไงกับเรา ถ้าแนนนี่รู้เรื่องระหว่างภวัตกับน้องดาอะไรจะเกิดขึ้น อาขอร้องอย่าให้มันมีปัญหา
       มากกว่านี้”
       “ครับ”
       ภวัตรับปากหน้าเครียด ยิ่งเครียดขึ้นเมื่อฟังที่สองคนสรุป
       “เอาเป็นว่าเราคงต้องเร่งงานหมั้นให้เร็วขึ้นใช่มั้ยครับคุณปัท” จักรวาลว่า
       “ก็คงต้องเป็นอย่างนั้นล่ะคะ ส่วนแนนนี่ปัทคงต้องบอกแกให้เร็วที่สุด”
       
       โป่งกำลังทำสวนอยู่ ฮัมเพลงอย่างสบายอารมณ์ จู่ๆ แนนนี่โผล่มาด้านหลัง ตะโกนเรียกใส่หูโป่ง
       “โป่ง....”
       “จ๊าก.....” โป่งตกใจ
       “โธ่...อาจารย์ ตกใจหมดเลย”
       “จะขวัญอ่อนอะไรขนาดนั้น”
       “ก็แหม...อาจารย์เล่นแว๊บไปแว๊บมา จู่ก็โผล่มาไม่ให้ซุ่มให้เสียงชายหนุ่มหัวใจบอบบางอย่างโป่งก็ตกใจน่ะซิคร๊าบ”
       แนนนี่นั่งลงถอนหายใจเฮือกใหญ่สีหน้ากลุ้มใจ
       “เป็นอะไรอาจารย์ หน้ามุ่ยเชียว ใครแกล้งอาจารย์บอกโป่งเดี๋ยวโป่งจะจัดการให้”
       โป่งสีหน้ามุ่งมั่นจริงจังยังกับจะไปออกศึก
       “นี่แหละฉันถึงมาหาโป่งไง ฉันคิดว่าโป่งต้องช่วยฉันได้แน่นอน”
       “ว่ามาเลยฮับจารย์โป่งเต็มที่”
       โป่งตั้งการ์ดฮุกซ้ายขวาอวดความพร้อม
       “แนนนี่ไม่ได้จะให้โป่งไปต่อยตีกับใครซะหน่อยนะ”
       “อ้าว...แล้วมันยังไงล่ะอาจารย์”
       “แนนนี่จะให้โป่งไปเป็นนักสืบ”
       “นักสืบ”
       “ใช่ นักสืบ”
       โป่งทำหน้างง แนนนี่กระซิบที่ข้างหูโป่งเล่าให้ฟัง
       “ได้เลยครับอาจารย์ สบายมาก แต่อาจารย์สัญญานะว่าจะสอนโป่งเล่นกล” โป่งต่อรอง
       “ไม่มีปัญหา งั้นเริ่มเรียนตอนนี้กันเลย”
       “จริงเหรอครับ” โป่งทำท่าดีใจตื่นเต้น
       “ท่องตามนะ”
       “ครับๆๆ”
       “ซูปรา..”
       “ซูปรา..”
       แนนนี่วาดมือขึ้น โดยมีโป่งทำตามเป๊ะๆ
       “ซูปรา ซูปรา อาโล อาโปรา”
       แนนนี่ท่องมนตร์ครู่เดียวใบไม้ก็ร่วงจากต้นไม้ลงมาเต็มพื้น โป่งอึ้ง
       “ลองฝึกดูนะ ฉันไปล่ะ อ้อ...แล้วอย่าลืมกวาดใบไม้ด้วยนะโป่ง ไม่งั้นลุงจักรมาเห็นโดนดุแน่ ฮ่าฮ่า”
       แนนนี่ หัวเราะเสียงใสเดินออกไป ส่วนโป่งก้มลงมองไปไม้ที่เกลื่อนเต็มพื้น
       “อาจารย์ หางานมาให้โป่งอีกแล้วเหรอครับเนี่ย”
       เห็นโป่งหน้าเซ็งแต่ก็ยังคงชี้ไปที่ใบไม้ท่องมนต์
       “ซูปรา ซูปรา”
       โป่งพยายามท่องมนต์ให้ใบไม้รวมมาเป็นกองเดียวกัน
       ไม่นานนักลมก็พัดใบไม้ค่อยๆขยับ
       “ขยับแล้ว ขยับแล้ว อาจารย์โป่งทำได้แล้ว โป่งทำได้แล้ว”
       โป่งร้องออกมาอย่างลิงโลด
       
       ดารกาเลิกเรียนกลับมาถึงบ้าน ปัทมนนั่งรอดารกาอยู่แล้ว เรียกดารกามาคุยด้วย
       “น้องดา มาหาแม่หน่อยซิจ๊ะ”
       “ค่ะคุณแม่”
       ดารกาเดินไปนั่งลงใกล้ๆ ปัทมน สีหน้าไม่ค่อยดีนักเพราะกลุ้มใจเรื่องของมาลี
       “แม่มีเรื่องจะคุยด้วยหน่อยจ้ะ”
       ปัทมนเอ่ยขึ้น แต่ดารกากังวลใจว่าจะเป็นเรื่องของมาลี
       “ก็เรื่องของลูกกับพี่ภวัต เรื่องเมื่อคืนนี้แม่รู้หมดแล้ว และแม่ก็คิดว่าคงไม่เหมาะสมที่เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น”
       ดารกานั่งเหม่อ มัวแต่คิดถึงเรื่องมาลีจึงไม่ทันได้ฟังที่ปัทมนพูด
       ปัทมนสังเกตเห็นดารกาใจลอยจึงเรียก
       “น้องดา ดารกาลูก”
       “คะ..เมื่อกี๊คุณแม่ว่าอะไรนะคะ”
       ปัทมนเห็นสีหน้าดารกาไม่สู้ดีเท่าไหร่ เลยเปลี่ยนใจถามเรื่องอื่นแทน
       “นี่ลูกเป็นอะไรรึเปล่า”
       “อ๋อ....เปล่าค่ะ คือ” ดารกาอึกอัก อ้ำอึ้ง
       “มีอะไรบอกแม่ได้นะ”
       “คุณแม่”
       ดารกามองหน้าปัทมน น้ำตารื้นขึ้นมาเพราะรู้สึกกดดันเรื่องต่างๆ ที่ประเดประดังเข้ามา ปัทมนดึงตัวดารกาเข้ามา
       กอดแนบแน่น
       “มีอะไรบอกแม่ได้นะ หรือว่าโดนแนนนี่แกล้งมาอีกแล้ว ฮึ”
       “เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร”
       ปัทมนรับรู้ได้ถึงความทุกข์ใจของดารกา แต่ดารกาไม่ยอมเล่าอะไรให้ฟัง ปัทมนจึงคิดไปเองว่าดารกาคงโดนแนนนี่
       แกล้งอีกแล้ว
       “เราน้า..ก็ยอมน้องตลอดเลยนะ”
       
       ค่ำคืนนั้นดารกาพยายามอ่านหนังสือเรียนแต่ก็ไม่มีสมาธิ เพราะกลุ้มใจเรื่องเงินที่จะต้องเอาไปให้มาลี
       ดารกานึกถึงตอนที่ตัวเองเริ่มโมโหมาลีแต่ยังข่มอารมณ์ไว้
       “แต่ถ้าคุณหนูไม่ให้ก็ไม่เป็นไรฉันคงต้องไปให้ลูกช่วย ยังไงซะฉันก็เป็นแม่”
       
       ดารกาเครียดฟุบหน้าลงกับกองหนังสือบนโต๊ะ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ดารกาหยิบมาดูเห็นเป็นชื่อหมอไชย ดารกาคิด
       อะไรบางอย่างออก กดรับโทรศัพท์
       “คะ คุณหมอ”
       ดารกาคุยโทรศัพท์กับไชย
       
       เวลานั้นหมอไชยคุยโทรศัพท์อยู่ที่บ้าน มีบุษบานั่งอยู่ด้วย
       “แล้วเจอกันนะครับน้องดา เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง”
       หมอไชยวางโทรศัพท์จากดารกาหันมายิ้มกริ่ม
       “เป็นไงคะ” บุษบาถามอย่างสนใจ
       “ไม่น่ายาก”
       หมอไชยยิ้มมีเลศนัย
       “นี่สรุปพี่ไชยชอบยัยน้องดาอะไรนี่จริงใช่มั้ยคะ”
       “ตอนแรกก็ไม่ได้อะไร แต่ดูไปดูมาก็ท่าทางน่ารักเรียบร้อยดีเหมือนกัน แต่เราไม่ติดอะไรใช่มั้ยที่จะมีพี่สะใภ้เป็นน้อง
       ดา”
       “ยังไงก็ได้ค่ะพี่ไชย แค่ให้ออกไปพ้นๆ ทาง ห่างภวัตเป็นพอ นี่ถ้าพี่ภวัตจัดการได้ก็ดี แต่มันก็ยังเหลือยัยเด็กบ้าแนน
       นี่อีกคน”
       “แนนนี่ เด็กดื้อซนแก่นเซี้ยวขนาดนั้น เจ้าภวัตมันคงไม่อะไรด้วยหรอก ไม่ต้องห่วง”
       “มันก็ไม่แน่หรอกค่ะ ยังไงบุษก็ต้องจัดการก่อน ดีกว่ามาแก้ไขทีหลัง
       ระหว่างพูด บุษบามีสีหน้าโกรธเกลียดแนนนี่อย่างเห็นได้ชัด
       
       เช้าวันต่อมารัดเกล้าขับรถให้ธานีติดรถนั่งไปด้วย ธานีบ่นไปมาเรื่องรถของรัดเกล้า
       “นี่มันรถหรืออะไรเนี่ยร้อนขนาดนี้” ธานีบ่นไปทำท่าร้อนไป
       รัดเกล่าหงุดหงิด เอื้อมไปเปิดแอร์จนสุด
       “จะร้อนอะไรนักหนา อาศัยรถคนอื่นเค้าแล้วยังจะมาบ่นอีก”
       “จ้า ขอบพระคุณอย่างสูง แต่จริงๆ นั่งแท๊กซี่ไปก็น่าจะดีกว่า มานั่งให้คนมาทวงบุญคุณแบบนี้”
       รัดเกล้าเบรกรถเอี๊ยด... จนธานีหัวทิ่ม หน้าคะมำไปข้างหน้า
       “โอ๊ย......อะไรเนี่ย”
       “พูดมากดีนัก ลงไปเลยไป”
       ไม่ลง บอกจะไปส่งก็ไปให้ถึงที่ซิ”
       “ได้ ถึงแล้วก็จ่ายตังค์มาด้วยแล้วกัน”
       รัดเกล้าออกรถ โดยออกตัวอย่างแรง ธานีหน้าหงายไปอีกรอบ
       “เฮ้ย...เบาๆหน่อยซิ”
       “ไม่ได้หรอกค่ะเดี๋ยวผู้โดยสารจะหาว่ารถไม่แรง”
       รถของรัดเกล้าซิ่งไปด้วยความเร็ว และแรง
       “โอเค...ยัยเกล้า พี่ยอมแล้วเบาๆหน่อย”
       รัดเกล้าเริ่มชะลอความเร็วรถลง
       “ทีหลังก็อย่าพูดมาก คนเค้ามีน้ำใจขับรถไปรับส่งให้เพราะเห็นว่ารถซ่อมอยู่ ยังไม่รู้จักขอบคุณ”
       “คร๊าบ...ขอบคุณคร๊าบ ข้าน้อยซาบซึ้งในน้ำใจ”
       ธานีทำท่าทะเล้นใส่รัดเกล้า รัดเกล้าขำ
       “ติ๊งต๊องจริงเชียวพี่ธานี”
       ธานียิ้มให้ รัดเกล้าหันไป สองคนสบตากัน ทั้งคู่รู้สึกเขิน รัดเกล้าหันไปขับรถต่อ ส่วนธานีผินหน้าหันไปมองด้าน
       นอก
       บรรยากาศในรถเงียบกริบ รัดเกล้าพูดทำลายความเงียบด้วยการชวนธานีคุย
       “พี่ธานี”
       “ฮือ”
       “พี่รู้เรื่องที่คุณพ่อเร่งงานหมั้นของพี่ภวัตกับน้องดาแล้วใช่มั้ยคะ”
       ธานีถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนตอบ
       “รู้แล้ว เฮ้อ นี่ถ้าแนนนี่รู้มีหวังบ้านแตก” ธานีเป็นกังวล
       “แล้วนี่อาปัทจะบอกแนนนี่เมื่อไหร่คะ”
       “ก็คงเร็วๆ นี้แหละ พี่ไม่อยากจะคิดเลย”
       “นั่นซิ แค้คิดก็น่ากลัวแล้วล่ะ”
       ธานีกับรัดเกล้า คิดหนักเรื่องแนนนี่พอๆ กัน
       รัดเกล้าขับรถมาส่งธานีที่หน้าบริษัท ธานีกำลังจะลงจากรถยกนาฬิกาดูเวลา
       “ว้า...วันนี้มาสายเพราะนั่งเต่ามาแท้ๆ”
       “พี่ธานี นี่มันแค่นาทีเดียวเองนะ”
       รัดเกล้าแว๊ดขึ้นมา ธานีรับเปิดประตูลงจากรถ หันมายิ้มทะเล้นให้
       “ตอนเย็นอย่าลืมมารับนะ คนขับรถ”
       “ฝันไปเถอะ กลับเองละกัน”
       รัดเกล้าออกรถไปธานีมองตามยิ้มๆ
       
       ช่วงพักเที่ยง ไชยนั่งยิ้มแย้ม ทำท่ากรุ้มกริ่มขณะมองหน้าดารกา
       “ทานเยอะๆ เลยนะครับน้องดา”
       หมอไชยพยายามเอาใจดารกา ดารกาได้แต่ฝืนยิ้มให้
       “พี่ดีใจมากเลยที่น้องดามาทานข้าวกับพี่วันนี้”
       “แต่เรื่องที่ดาของคุณหมอไว้”
       “ไม่เอาซิเลิกเรียกคุณหมอได้แล้ว เรียกพี่ไชยดีกว่านะ”
       “ค่ะ พี่ไชย” ดารการับเสียงอ่อยๆ
       ไชยยิ้มพอใจ
       “ทานข้าวเสร็จแล้ว ไปเดินเล่นกันต่อมั้ย”
       “คือ น้องดามีเรียนคะ”
       “แหม...ไม่เป็นไรหรอกวันเดียวนะ อยู่เป็นเพื่อนพี่ก่อน”
       หมอไชยหยิบซองเงินขึ้นมา ก่อนจะยื่นให้ดารกา
       “ว่าไง...อยู่เป็นเพื่อนพี่ก่อนได้มั้ย”
       “ค่ะ”
       ดารกาอึดอัดแต่ก็ปฏิเสฏไม่ได้ ดารการับซองเงินมา
       “ไว้น้องดาจะหามาใช้คืนให้เร็วที่สุดนะคะ”
       “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะเรื่องเล็กน้อย ว่าแต่น้องดาจะเอาเงินไปทำอะไรตั้งเยอะ”
       “เอ่อ...อีกเรื่องน้องดาอยากจะขอร้องอย่าบอกเรื่องนี้กับใครนะคะ”
       ไชยเอื้อมมือไปแตะมือดารกา ดารกาสะดุ้งชักมือออก
       “ได้ซิจ๊ะ...พี่จะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ”
       ไชยยิ้มแบบมีเลศนัย เป็นต่อที่ถือแต้มเหนือกว่า
       
       ไม่นานหลังจากนั้นไชยพาดารกามาเดินเล่นในห้างสรรพสินค้า เดินเข้าร้านโน้นออกร้านนี้ จังหวะนั้นโทรศัพท์ของ
       ไชยดังขึ้น
       “เออ...น้องดาเดี๋ยวพี่ขอตัวไปโทรศัพท์ซักแป๊บนะ”
       ไชยเดินห่างออกมา
       “ฮัลโหล จ้ะบุษ”
       
       อีกมุมภายในห้างเดียวกันนั้น บุษบาโทรศํพท์คุยกับไชย โดยมีภวัตยืนอยู่ห่างๆ
       “อยู่ตรงไหนคะพี่ไชย”
       “อยู่ที่ร้านเสื้อผ้าประจำของน้องไง” ไชยบอกตำแหน่ง
       “ค่ะ บุษไปเดี๋ยวนี้ค่ะ”
       “ว่าแต่ภวัตมาด้วยรึเปล่า” ไชยถาม
       บุษบาหันไปมองทางภวัตยิ้มอย่างมีเลศนัย
       “แหงล่ะ รายนั้นก็ต้องมาอยู่แล้วนี่ค่ะ”
       บุษบาวางโทรศัพท์ เดินไปหาภวัต ควงแขนเดินออกไป
       “ไปเถอะค่ะภวัต เดี๋ยวขอบุษไปดูเสื้อที่สั่งไว้ที่ร้านประจำหน่อยนะค่ะ”
       
       ด้านไชยพอกดวางโทรศัพท์ เดินไปหาดารกา ที่ยืนรออยู่
       “ไงคะชอบชุดไหนรึเปล่า เดี๋ยวพี่ซื้อให้”
       “ไม่เป็นไรค่ะ”
       ดารกายกแขนขึ้นดูนาฬิกา
       “ถ้าน้องดารีบ จะกลับก็ได้นะเดี๋ยวพี่ไปส่ง”
       “ขอบคุณค่ะ”
       ไชยเดินออกจากร้านมากับดารกาที่หน้าร้าน ก็เจอกับบุษบาและภวัตพอดี ดารกาตกใจที่เจอภวัต
       “พี่ภวัต”
       “อ้าว พี่ไชยมาได้ยังไงคะนี่ เอ๊ะนี่มากับน้องดาด้วย ไปไงมาไงคะเนี่ย”
       บุษบาตีหน้าซื่อทักทาย ไชยยิ้มรับแกล้งจับมือดารกา ดารกาพยายามเอาออกแต่ไชยไม่ยอมปล่อย
       “ว่าแต่เราเถอะยัยบุษ นี่ชวนหมอภวัตโดดงานมาเหรอเนี่ย”
       บุษบาหันไปคล้องแขนภวัต
       “เปล่าซักหน่อย มาหาข้าวกลางวันกินต่างหาก เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง อยู่แต่ในโรงพยาบาลเบื่อแย่เลย จริงมั้ยคะภ
       วัต”
       “อ่อ...ครับ” ภวัตอึกอัก เพราะยังงงๆ ที่เห็นดารกามากับไชย
       “นี่อย่าให้ฉันรู้นะอาจารย์ภวัต ว่าคุณโดดงานมาสวีทกับน้องสาวผม ฮ่ะๆๆ”
       “แหม...พี่ไชยพูดอะไรอย่างนั้นคะ ว่าแต่พี่เถอะยังไงกัน ว่าไงคะน้องดา”
       ดารกายืนหน้าซีดกลัวว่าภวัตจะเข้าใจผิด
       ภวัตมองดารกาอย่างเป็นห่วง ดารกาหลบสายตาภวัต ก้มหน้างุด
       
       ทั้งสี่คนไม่รู้ว่า ในอีกมุมหนึ่งของห้างแห่งนั้น แนนนี่มาเดินเล่นกับปีเตอร์เหมือนกัน
       “วันนี้คิดไงเนี่ย...ชวนโดดเรียนแต่วันเลย”
       “ก็ฉันเบื่อ ตอนบ่ายคงมีซ้อมงานโชว์ คงต้องเจอกับพี่สาวสุดที่รัก ไม่อยากจะเจอ”
       “ช่างเถอะ...อย่าพูดถึงเรื่องคนอื่นเลย ว่าแต่วันนี้แนนนี่อยากได้อะไร บอกปีเตอร์นะ ปีเตอร์ซื้อให้”
       ปีเตอร์ยิ้มแย้ม บอกแนนนี่
       แนนนี่เดินดูของอยู่ บังเอิญหันไปเห็นภวัตยืนอยู่กับบุษบา
       “นั่นมันพี่ภวัตนี่ แล้วนั่นยัยคุณบุษบา”
       ปีเตอร์หันไปมองตามแนนนี่ ยังไม่ทันที่จะพูดอะไร แนนนี่ก็เดินงุดๆ ไปทางกลุ่มของภวัต
       “แนนนี่รอด้วย”
       ปีเตอร์วิ่งตามแนนนี่อีกตามเคย
       
       แนนนี่พุ่งมาถึงกลุ่มของภวัต
       “พี่ภวัต”
       แนนนี่เรียกภวัตเสียงดัง ทุกคนหันไปมอง
       “ยัยเด็กแสบ มาได้ไง”
       สีหน้าบุษบาไม่พอใจ พึมพำกับตัวเอง
       “พี่ดา ก็มากับเค้าด้วยเหรอ”
       “จ้ะน้องดาเค้ามากับพี่ไชย ส่วนพี่ก็มาทานข้าวกับภวัต แล้วแนนนี่ล่ะจ๊ะ” บุษบาตอบแทนทุกคนหน้าระรื่น
       ยังไม่ทันที่แนนนี่จะตอบปีเตอร์ก็เข้ามาพอดี
       “แนนนี่ ไม่รอปีเตอร์เลยนะ”
       “อ๋อ...มากับแฟนนี่เอง” บุษบาเยาะ
       “ไม่ใช่ซะหน่อย”
       แนนนี่โกรธบุษบา ที่จู่ๆก็มาทึกทักว่าเป็นแฟนกับปีเตอร์
       ไชยเริ่มพูดขัดจังหวะขึ้นมา
       “เออ...เอางี้ดีกว่า พี่กับน้องดาขอตัวกลับก่อนนะ ส่วนภวัตก็ฝากยัยบุษด้วยแล้วกัน ไปนะครับน้องแนนนี่”
       ไชยหันมายิ้มให้แนนนี่ แล้วออกไปพร้อมดารกา ไชยพยายามแตะแขน จูงมือดารการ แต่ดารกาเบี่ยง
       ตัวหลบ
       แนนนี่มองตามงงๆ ว่าดารกามากับหมอไชยได้ไง
       “เอาล่ะ งั้นพี่ก็ต้องขอตัวเหมือนกันนะหนูแนนนี่ ไปค่ะภวัต บุษหิวจะแย่แล้ว น้องแนนนี่ก็คงอยากจะไปเที่ยวกับ
       แฟนแล้วละ” บุษบาสำทับ
       “บอกว่าไม่ใช่ไง ไม่เข้าใจรึไง”
       แนนนี่ตั้งท่าจะเอาเรื่องบุษบา
       “แนนนี่หยุดนะ อย่าทำแบบนี้เสียมารยาท”
       ภวัตปรามแนนนี่เพราะไม่อยากให้มีเรื่อง
       “แล้วทียัยคุณบุษอะไรนี่ มาว่าแนนนี่ล่ะ”
       “พี่ไม่เห็นว่าคุณบุษเค้าจะว่าอะไรเราเลยนะ”
       “พี่ภวัต”
       แนนนี่หงุดหงิดที่ภวัตเข้าข้างบุษบา บุษบาแอบยิ้มเยาะแนนนี่
       “ไปกันเถอะค่ะภวัต”
       “ไม่ได้ พี่ภวัตต้องไปกับแนนนี่”
       “เอาเป็นว่าพี่ไม่ไปกับใครทั้งนั้น ผมขอตัวนะครับบุษ”
       ภวัตเซ็ง พูดตัดบทเดินออกไป
       “พี่ภวัต รอแนนนี่ด้วย”
       แนนนี่เดินตาม บุษบากำลังจะเดินตามไป แนนนี่หันมาร่ายมนตร์ใส่ เท้าบุษบาหยุดกึกก้าวไม่ออกหน้าขมำ แนนนี่ทำหน้าทะเล้นใส่ แล้วหัวเราะ รีบตามภวัตไป
       “ว้าย”
       ปีเตอร์รับบุษบาไว้ทันพอดี ปีเตอร์บังเอิญเสียหลักนิดหน่อย ปากบุษบากับปีเตอร์จูบกัน
       บุษบาอึ้งไปชั่วครู่ เมื่อนึกได้ก็ผลักปีเตอร์ออก เช็ดปากตัวเอง
       ปีเตอร์ยืนยิ้มให้บุษบา
       “อี๋...ไอ้เด็กบ้ามาทำอย่างนี้กับชั้นได้ยังไง อี๋ อี๋ อี๋”
       บุษบาเอามือเช็ดปากตัวเองจนลิปสติกเลอะออกมา ปีเตอร์ เห็นเข้าก็หัวเราะขำ
       “มาหัวเราะอะไรชั้นไอ้เด็กบ้า”
       “คุณก็ดูนั่นซิ”
       ปีเตอร์ชี้ให้บุษบามองไปที่กระจกในร้าน พอเห็นบุษบากรี๊ดลั่นเมื่อเห็นหน้าตัวเองเต็มไปด้วยลิปสติก
       “กรี๊ดด...”
       “เบาๆ คุณ คนมองเต็มไปหมดแล้ว”
       ทุกคนมองดูบุษบาแล้วขำ บุษบาทั้งอายทั้งเจ็บใจ
       “ระวังตัวไว้เถอะนังเด็กบ้า แล้วจะได้รู้ฤทธิ์ฉันนังแนนนี่เด็กผี”
       
       บุษบาเจ็บใจสีหน้าแค้นแนนนี่มาก
       
       อ่านต่อหน้า 2

1 | 2 | 3
หน้าถัดไป
ข่าวล่าสุด ในหมวด
อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว ตอนที่ 24 จบบริบูรณ์
อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว ตอนที่ 23
อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว ตอนที่ 22
อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว ตอนที่ 21
อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว ตอนที่ 20
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
แสดงผลหน้าเดียว
จำนวนคนโหวต 22 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 19 คน
87 %
ไม่เห็นด้วย 3 คน
13 %
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | ธุรกิจ | หุ้น | SMEs | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | โฆษณาบนเว็บ
All site contents copyright ©1999-2014