หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกละครออนไลน์ | ละครออนไลน์
ละครออนไลน์ ลูกผู้ชายไม้ตะพด

ลูกผู้ชายไม้ตะพด ตอนที่ 1

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
5 มีนาคม 2555 13:08 น.
หน้าที่แล้ว
1 | 2 | 3 | 4
หน้าถัดไป

ลูกผู้ชายไม้ตะพด ตอนที่ 1

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ลูกผู้ชายไม้ตะพด ตอนที่ 1

ลูกผู้ชายไม้ตะพด ตอนที่ 1

ลูกผู้ชายไม้ตะพด ตอนที่ 1

ลูกผู้ชายไม้ตะพด ตอนที่ 1

ลูกผู้ชายไม้ตะพด  ตอนที่ 1 (ต่อ)
       
       ค่ำวันเดียวกันนั้น ในขณะที่ศรนารายณ์นั่งกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย ไม้กำลังนั่งพลิกหนังสือเก่าที่อบเชยถือมาอ่าน
       
       “ไม้ว่า เรื่องจริงรึเปล่า”
       “หนังสือเขาก็บอกว่าเป็นแค่ตำนาน”
       “หนังสือมันโม้ อยากรู้อะไรถามพ่อมา” ศรนารายณ์บอก
       “พ่อรู้เรื่องเทือกเขาตะนาวศรี เหรอ” อบเชยถาม ศรนารายณ์ส่ายหน้า ขาไก่คาปากมันแพล่บ
       “เทือกเขาตะนาวศรีทำไม”
       “เทือกเขาตะนาวศรีเป็นเทือกเขาที่มีความยาวถึง 834 กิโลเมตร เริ่มตั้งแต่เทือกเขาถนนธงชัย...”
       “ดูท่าจะยาว” ศรนารายณ์บอก อบเชยไม่สนใจเล่าต่อ
       “เทือกเขาตะนาวศรีเป็นต้นกำเนิดแม่น้ำแควน้อย...”
       “ยาวขึ้นเรื่อยๆ” ศรนารายณ์บอก ไม้จึงพูดต่อ
       “มีตำนานเรื่องเล่าของชนเผ่า ปกากะญอ เกี่ยวกับไม้ศักสิทธิ์”
       คราวนี้ศรนารายณ์อึ้ง สนใจฟังขึ้นมาทันที
       “ซึ่งเอ็งคิดว่ามันเกี่ยวกับไม้ของ ลูกผู้ชาย”
       อบเชยพยักหน้า
       “ผู้เฒ่าจามู อยู่มาร้อยปี จนกลายเป็นฤๅษีที่แก่กล้าวิชาปลุกเสกเป็นอย่างมาก...”
       จากนั้นอบเชยก็เล่าเรื่องราวของฤาษีตามข้อมูลที่รู้มา
       “...ได้เหลาไม้ยาวประจำตัวอันหนึ่ง แกะจากแก่นไม้จันทน์พันปีใจกลางป่าพม่า แล้วปลุกเสกด้วยดวงวิญญาณเหล่าพยัคฆ์คชสารและอสรพิษ มาเป็นอาวุธคู่กาย ปลายด้านหนึ่งมีไว้ทำลายล้างเหล่าปีศาจ ปลายอีกด้านมีไว้เยียวยา รักษาโรคได้ แต่เมื่อพลังอยู่รวมกันก็มีอำนาจมหาศาล ขนาดแค่เหล่าอสุรกายได้กลิ่นก็ไม่กล้าเข้าใกล้ มีไว้ปราบพวกเหล่าโอปปาติกะและสัมภเวสี ชื่อและฤทธิ์เดชของฤๅษีร่ำลือไปไกล จนไม่มีภูตผีตนไหนกล้าเข้ามาในป่าแถบตะนาวศรีอีกเลย”
       เหล่าดวงวิญญาณร้ายเข้ามาโจมตีฤๅษีที่นั่งสมาธิ ฤๅษีลุกอย่างคล่องแคล่วคว้าตะพดยาวประจำตัว ฟาดฟันกับพวกเหล่าดวงวิญญาณทั้งหลาย การควงไม้ว่องไวจนมองแทบไม่ทัน เมื่อไม้วิเศษฟาดไปที่เหล่าวิญญาณ วิญญาณก็กรีดร้องและสูญสลายไปต่อหน้าต่อตา แสดงให้เห็นถึงฤทธาของไม้แก่นจันทน์พันปี
       เสียงของไม้เล่าต่อจากอบเชย
       “แต่มีวันหนึ่ง พญาเวตาลผู้ร้ายกาจก็อยากจะท้าทายอำนาจฤๅษีและยึดเอาไม้วิเศษมาเป็นของตน”
       พญาเวตาลตัวใหญ่บินลงมาจากต้นไม้ขวางทางฤๅษีไว้ ทั้งคู่เริ่มต่อสู้กันอย่างดุเดือด การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือดพญาเวตาลอาศัยความว่องไวและความเป็นสัตว์ปีกของตนโจมตีฤๅษีได้หลายครั้ง ฝ่ายฤๅษีเองก็ไม่ยอมแพ้ใช้ไม้ฟาดฟันพญาเวตาลไปเช่นกัน
       ทั้งคู่ต่อสู้กันอย่างดุเดือด สุดท้ายฤๅษีเอาไม้ปักไปที่หัวใจของพญาเวตาล พญาเวตาลเคียดแค้นฤๅษีมากหักไม้ยาวครึ่งท่อนเพื่อให้เกิดปลายแหลม อาศัยที่ฤๅษีเผลอ ปักไปกลางอกของฤๅษีเช่นกัน ขนาดยาวเท่าไม้ตะพดวิญญาณของพญาเวตาลค่อยๆ ถูกดูดหายไปในตะพดครึ่งที่ปักหัวใจเขาอยู่
       “ตะพดส่วนทำลายที่ดูดวิญญาณเวตาลเข้าไป เรียกตะพดฝั่งนั้นว่าตะพดเลือด ส่วนด้านปลายที่ใช้เยียวยาที่ปักอกฤๅษีเรียกว่าตะพดวิญญาณ... แม้ว่าตะพดจะหักกลางแต่ก็ยังมีพลังอำนาจหลงเหลืออยู่ ซึ่งสำหรับคนธรรมดาที่มีไว้ครอบครองก็เรียกว่าของที่วิเศษเลย ฤๅษีได้เก็บเอาไม้ตะพดทั้งสองที่หักห่อด้วยหนังเสือเอาไว้แล้วมาสิ้นใจตายที่ริมแม่น้ำแควน้อย”
       ฤๅษีเดินบาดเจ็บมีเลือดไหลจากแผลที่หน้าอกไม่หยุดไปที่ริมแม่น้ำแล้วสิ้นใจตกลงไปในแม่น้ำ ร่างฤาษีหายไป แต่ไม้ที่ห่อด้วยหนังเสือทั้งคู่ลอยบนน้ำ ...ไม้ทั้งคู่ลอยไปห่างกันเรื่อยๆ ห่างกันไป จนแยกกันในที่สุด
       “ทั้งไม้ตะพด ทั้งฤๅษีต่างตกลงไปในน้ำ แต่ก็ไม่มีใครได้เห็นศพของฤๅษีเลย”
       ภายในโต๊ะอาหารเงียบกริบ ศรนารายณ์อ้าปากค้างกระดูกไก่หล่นจากปาก
       “หนังสือจากไหน” ศรนารายณ์ถามออกมา
       “หลวงพ่อบอกว่า คัดจากคัมภีร์ใบลาน ของพระพม่า ที่ธุดงค์ผ่านมาหลายสิบปีแล้ว”
       “ทำไมเธอถึงสนใจขนาดไปค้นประวัติไม้ตะพดนี่” ไม้ถามอย่างแปลกใจ
       “เธอไม่เห็น ไม้ตะพด ที่ลูกผู้ชายใช้เหรอ ...ชั้นว่ามันไม่ธรรมดาแน่ๆ”
       “ถ้าเรารู้ความลับของไม้ตะพด เราก็จะรู้ความลับของลูกผู้ชาย” ไม้พึมพำออกมา
       “ข้าบอกว่าไม่ใช่ลูกผู้ชาย ...แหม คันปาก เดี๋ยวก็บอกความจริงซะนี่”
       “ไม่ต้องบอกชั้นก็รู้ ว่าลูกผู้ชายมีอยู่จริง” ไม้มองศรนารายณ์ ศรนารายณ์ กระหยิ่ม ทำกรุ้มกริ่ม
       วันต่อมาไม้นั่งคุยกับจันทร์เรื่องลูกผู้ชาย
       “ลูกผู้ชาย ไม่มีอยู่จริงหรอก” จันทร์บอก
       “ฮึ?”
       “ได้ยินไม่ผิดหรอกเครื่องรางของขลังของวิเศษอะไรเนี่ยมันไม่มีอยู่จริง เพราะมันไม่มีเหตุผล โลกนี้มันเป็นโลกของวิทยาศาสตร์”
       “แต่แกก็เห็นว่าเมื่อวาน สิ่งที่ลูกผู้ชายถือ...มันมีอิทธิฤทธิ์”
       “แกไม่เคยดูมายากลรึไง มันเป็นกลอุปกรณ์ มันแค่ใช้ความเร็วหลอกตาเราบวกกับฝีมือมวยนิดหน่อย”
       “ชั้นไม่เอากับแกด้วยหรอก ชั้นเคยเห็นลูกผู้ชายมาหลายครั้งแล้ว เค้าเก่งและว่องไวมาก ชั้นไม่เชื่อหรอกว่าเค้าจะเป็นแค่นักมายากลที่ตีต่อยได้”
       “นั่นไง ชั้นถึงต้องหาหลักฐานว่าลูกผู้ชาย จริงๆ แล้วมันไม่ได้เก่งจริง ไม่อยากรู้เหรอวะ เก่งจริงทำไมต้องหลบๆ ซ่อนๆ”
       “ชั้นเชื่อ บางเรื่องไม่จำเป็นต้องรู้ แค่เชื่อก็พอ”
       “แต่เรื่องนี้จำเป็นต้องรู้”
       “ชั้นเชื่อว่ะ”
       ไม้ตบบ่าจันทร์ก่อนจะลุกไป จันทร์บ่นงึมงำอยู่คนเดียว
       “ต้องหาหลักฐานมาให้ได้”
       ขณะนั้นทิวากับสมุนอีก 2 คน แต่งตัวหล่อยืนอยู่หน้าสนามกีฬา ทิวาทำยืนเต๊ะ เท่กว่าใคร สาวๆเดินผ่านก็ซุบซิบ ทำท่าทีว่าชอบ ทิวายิ่งเก็กไปใหญ่ อบเชยเดินเข้ามาเห็นแก๊งทิวาจึงทำไม่สนใจเดินเลี่ยง ทิวาเห็นหน้าอบเชย มาแต่ไกลก็เดินรี่ไปขวาง
       “สวัสดีจ้ะคนสวย”
       “ถอยไปไกลๆ”
       “ไม่ถอย”
       “ชั้นจะนับ 1 ถึง 3 นะ ถ้าไม่หลบนายเจอดีแน่”
       “ขนาดนั้นเชียว”
       “หนึ่ง...”
       “เริ่มนับแล้ว”
       “สอง...”
       “น่ากลัวจังเลย”
       “สาม...”
       “ไหน...โดนอะ...”
       ทิวายังพูดไม่ทันขาดคำอบเชยก็เตะผ่าหมากเข้าให้ทิวาถึงกับทรุดไปกองกับพื้น หน้าดำหน้าแดง สมุนรีบเข้ามาช่วย
       “สม เตือนแล้วไม่ฟังเอง”
       ไม้เดินออกมาจากสนามกีฬาพอดี อบเชยรีบวิ่งรี่เข้าหาไม้ ทิวาแม้จะเจ็บก็ยังแอบดูอบเชย
       “คิดแล้วเชียวว่าไม้ต้องมาอยู่ที่นี่”
       “มีอะไร”
       “พ่อถามว่าวันนี้จะไปทำงานพิเศษที่ร้านรึเปล่า”
       “ก็ไปทุกวันอยู่แล้ว ทำไมต้องให้มาถาม”
       “ก็...เผื่อว่าเลิกเรียนเร็วแล้วอยากเลื่อนเวลามาทำเร็วกว่าปกติ”
       “รู้ได้ไงว่าเลิกเร็ว”
       “ก็...ตอนชั้นเลิกเรียน แวะไปหาไม้ที่โรงเรียนมา”
       “แล้วไหนว่าอาศรให้มาถาม เพิ่งเลิกเรียนแล้วไปเจออาศรตอนไหน”
       “เออ...ก็โกหกไง แค่อยากมาเจอ จะชวนไปกินข้าวที่บ้าน มีอะไรรึเปล่าล่ะ”
       “โกหกให้จับได้ตลอด” ไม้บ่นแล้วเดินนำออกไป อบเชยรีบวิ่งตาม
       “แล้วตกลงจะไปมั้ยล่ะ”
       ไม้เงียบไม่ตอบ อบเชยวิ่งตามตื้อไม้ ทิวามองตามอย่างไม่พอใจ
       “ไอ้ไม้”
       
       ไม้ยอมมากินข้าวบ้านอบเชย ไม้ อบเชย ศรนารายณ์นั่งกินข้าวกับพื้นมีสำรับกับข้าววางตรงกลาง และในสำรับมีกับข้าวสองสามอย่าง
       “กับข้าวฝีมือชั้นเป็นไงมั่งไม้” อบเชยถาม
       “ก็งั้นๆ ดีกว่าไม่มีอะไรกิน”
       “ทำเป็นปากแข็ง รู้หรอกว่าอร่อย” ไม้เบะหน้า อบเชยตักหมูยอชิ้นสุดท้ายในจานให้ไม้
       “ไม้ชิมนี่สิกินชิ้นสุดท้ายจะได้แฟนสวย” หมูยอยังไม่ทันถึงจานของไม้ ศรนารายณ์ก็เอาช้อนตนชนช้อนของอบเชยจนหมูยอกระเด็นออก ศรนารายณ์เอาช้อนตนไปรับหมูยอจากอากาศ แล้วก็ทำท่าเหมือนเอาเข้าปาก เหลือแต่ช้อนว่างเปล่า “พ่อ...ทำแบบนี้อีกแล้วนะ”
       “ก็พ่ออยากมีแฟนสวยนี่”
       “ไม่ต้องคิดจะหาแม่ใหม่ให้หนูเลยนะ”
       “ใจแคบ”
       “พ่อนั่นแหละใจแคบ แค่หมูยอชิ้นเดียวยังไม่ยอมให้ไม้กิน”
       “ใครว่าพ่อใจแคบ” ศรนารายณ์ค่อยๆ หยิบช้อนอีกคันที่มีหมูยอวางอยู่เหมือนเดิม ยังไม่ถูกกิน ยื่นให้ไม้ “ยังไม่ได้กินซักหน่อย” ไม้ตะลึง
       “ โห อาศรทำได้ยังไงน่ะ”
       “มายากลเด็กๆ ระวังเหอะเอามาเล่นของกินจะปวดท้อง”
       ไม้เห็นศรนารายณ์เล่นมายากลจึง นึกถึงคำพูดของจันทร์ที่พูดไว้ว่าลูกผู้ชายคือคนที่มีทักษะมายากลบวกกับฝีมือมวย ไม้ยิ่งมั่นใจว่าศรนารายณ์คือลูกผู้ชายมากขึ้น
       กลางดึกคืนนั้นขณะที่เมฆนอนหลับตานิ่ง ไม้กับนอนกระสับกระส่ายพลิกตัวไปมาคิดเกี่ยวกับเรื่องของ “ลูกผู้ชาย” เมฆรู้สึกถึงความกระวนกระวายใจของไม้จึงพูดขึ้นทั้งที่หลับตา
       “มีเรื่องอะไรไม่สบายใจรึไง”
       “พ่อรู้จักอาศรมากี่ปีแล้ว”
       “ถามทำไม”
       “ก็แค่ถามทั่วๆ ไปนั่นแหละ”
       “ก็เห็นกันมาตั้งแต่เด็กนั่นแหละ”
       “อาศรเคยบอกความลับอะไรกับพ่อ แบบเรื่องที่บอกใครไม่ได้เรื่องที่รู้กันแค่สองคนบ้างรึเปล่า”
       “ไม่รู้สิ ทำไมถึงอยากรู้เรื่องพวกนี้”
       “ไม่มีอะไรหรอก พ่อ ชั้นขอเรียนมวยกับอาศรได้มั้ย”
       เมฆพลิกตัวตะแคงข้างหันหลังให้ไม้ เขาลืมตาขึ้นในความมืด
       วันต่กมาขณะที่จันทร์เตะบอลเสร็จเดินออกมาจากสนาม ไม้วิ่งรี่ไปหา
       “แกจะพิสูจน์เรื่องลูกผู้ชายยังไง” ไม้ถามจันทร์
       “นี่เรายังคุยเรื่องนี้ไม่จบอีกเหรอ”
       “ชั้นอยากรู้ว่าแกคิดอะไรไว้บ้าง”
       “ก็คงต้องหาตัวคนที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นลูกผู้ชายก่อน”
       “แล้ว...”
       “ก็หาโอกาสไปอยู่ใกล้ชิดคนๆ นั้น เพื่อจะได้สืบ”
       “แปลว่าชั้นก็คิดถูก”
       “ไหนบอกไม่สนใจเรื่องนี้ไง”
       “ถ้ามันช่วยไม่ให้พ่อชั้นต้องเจ็บตัวได้ ชั้นก็จะทำ”
       “หมายความว่าไง”
       “ถ้าชั้นเป็นมวย ชั้นก็จะได้ช่วยคุ้มครอง ไม่ให้พ่อต้องเจ็บตัว เวลามีใครมาทำร้าย”
       “ดีกว่าแบ่งกันรับฝาเท้ากับพ่อ อย่างทุกวันนี้ใช่มั้ย” จันทร์บอกยิ้มๆ ไม้พยักหน้ารับ
       “ชั้นทนเห็นพ่อโดนทำร้ายแบบนี้ไปตลอดไม่ได้เหมือนกัน”
       “งั้นแกมีแผนอะไร”
       “ชั้นจะเรียนมวยกับอาศรนารายณ์ ชั้นคิดว่าเขาคือลูกผู้ชาย”
       “การจะตามหาตัวลูกผู้ชาย ชั้นว่าแค่เราสองคนไม่พอว่ะ”
       “แกเล็งใครเอาไว้อีกเหรอ” จันทร์ยิ้ม
       ไม้กับจันทร์มาหาชาญที่ท่ารถบขส.ขณะนั้นชาญนั่งพักผ่อนกินถั่วระหว่างรอผู้โดยสารที่ท่ารถ
       “พี่ชื่อชาญใช่มั้ย”
       ชาญมองไม้อย่างกวนๆ
       “เอ็งเป็นใคร”
       “พ่อชั้นชื่อเมฆ”
       “อ๋อ ลูกพี่เมฆ เริ่มจำได้ละ วันที่มีเรื่องก็อยู่ด้วยนี่”
       ไม้พยักหน้ารับ
       “วันนั้นชั้นเห็นฝีมือการต่อสู้ของพี่นี่ไม่เบา” จันทร์บอก
       “ไอ้นี่ใครเนี่ย”
       “นี่ชื่อจันทร์ เป็นเพื่อนชั้นเอง”
       “ท่าทางกวนประสาท...แล้วนี่เอ็งสองคนมีอะไรกับข้า”
       “ได้ข่าวว่าพี่เป็นแฟนตัวยงของลูกผู้ชายไม่ใช่เหรอ”
       “แหล่งข่าวเอ็งนี่ใคร รู้เรื่องข้าเยอะจริงนะ”
       “จะใครก็ช่างเถอะ จริงมั้ยล่ะ”
       “เอ๊ะไอ้นี่ อย่ามาพูดจาล้อเล่นกับข้านะ ข้าไม่ใช่เพื่อนเล่น”
       “ใจเย็นๆ พี่ชาญ ปากมันเป็นแบบนี้แหละ จริงๆ ไม่มีอะไร” ไม้บอก
       “อยากรู้เรื่องลูกผู้ชายมากกว่านี้รึเปล่าล่ะ” จันทร์ถามชาญ
       “อยาก แต่ไม่อยากรู้จากเอ็ง”
       “แต่พวกชั้นสามารถทำให้พี่ใกล้ชิดสนิทสนมกับลูกผู้ชายได้นะ” ชาญนิ่งคิด
       “คนอย่างเอ็งน่ะนะจะมีปัญญา”
       “เอางี้มั้ยล่ะ ถ้าสู้กันแล้วชั้นชนะ มาช่วยชั้น 2 คน ตามหาลูกผู้ชาย” จันทร์ท้า
       “ชั้นจะต้องเสียแรงไปสู้กับเด็กอ่อนหัดอย่างแกทำไม”
       “คิดดูให้ดี พี่ไม่มีอะไรต้องเสียซักอย่าง ได้เหงื่อไม่ชอบเหรอ” ไม้บอก ชาญนิ่งคิด “ถ้าพี่อยากรู้อะไรเกี่ยวกับลูกผู้ชาย ถามชั้นได้นะ...หรือพี่กลัวเด็กอ่อนหัดอย่างไอ้จันทร์มัน” ไม้ยุจันทร์มองหน้าเพื่อนแบบ อยู่ๆ ก็หาตีนมาให้ซะงั้น คำพูดของไม้ทำให้ชาญเลือดขึ้นหน้า มองจันทร์
       “มีใครเคยบอกเอ็งมั้ยว่าปากเอ็งนะ ชวนให้โดนกระทืบ” ชาญบอกพร้อมกับผลักอกจันทร์
       “ยังไม่ได้ว่าอะไรซักคำ” จันทร์บอก
       “เฮ้ย จะดีเหรอ...” ไม้ยิ้มที่ยุสำเร็จ
       ทั้งหมดมาที่ลานหลังวัด ไม้ยืนอยู่ตรงกลางเป็นกรรมการ มีชาญกับจันทร์ยืนจ้องหน้ากันอยู่คนละฝั่ง ต่างคนต่างดูเชิงกัน ชาญถือกระบอกตั๋วส่งเสียงแก๊บๆ ส่วนจันทร์ก็หมุนน็อตในมือเล่นไปมา ชาญยิงคำถามวัดภูมิว่ารู้เรื่องลูกผู้ชายจริงมั้ย
       “ผ้าที่คาดตาของลูกผู้ชายทำจากอะไร”
       “หนังเสือโคร่ง เป็นส่วนหนึ่งของผ้าจากชุดฤาษีที่เป็นคนทำไม้ตะพด” ไม้บอก
       “รู้ได้ไงวะ” จันทร์ถามอย่างแปลกใจ
       “เพิ่งอ่านมา”
       “อ่านมาจากไหน” ชาญถามต่อ
       “คัมภีร์ใบลานร้อยปี พระธุดงค์ข้ามฝังมาจากพม่าทิ้งเอาไว้”
       “หมดเวลาความรู้แล้ว มาสู้กัน ... ถ้าแพ้ พี่ต้องยอมเป็นพวกผมนะ” จันทร์บอกแล้วยิ้ม
       จากนั้นการต่อสู้ของทั้งคู่เริ่มต้นขึ้น ชาวบ้านที่มาดูเชียร์กันเย้วๆ ชาญหาจังหวะได้หลายครั้งใช้กระบอกตั๋วทั้งฟาดทั้งหนีบจันทร์ ส่วนจันทร์เองก็ไม่น้อยหน้า เอาน็อตดีด ต่อยด้วยมือที่ใส่แหวนเป็นน็อตในทุกนิ้วทำเอาชาญเซไปเหมือนกัน การต่อสู้ดุเดือด ไม้มองตาไม่กระพริบ
       ระหว่างนั้นเมฆเอาผ้าขนหนูเช็ดหน้าเช็ดตาเดินมาที่ท่ารถ แต่เห็นผู้คนต่างเดินสวนกันไปมากกว่าปกติ พร้อมซุบซิบกันเหมือนจะรีบไปไหนซักที่ ดูผิดสังเกต เมฆจึงเรียกคนไว้คนหนึ่ง
       “มีอะไรกันเหรอพี่”
       “เค้าต่อยกันหลังวัดน่ะสิ เห็นบอกลูกชายเอ็งก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยนะ”
       “ห๊า”
       ไทยมุงรีบวิ่งไปดู เมฆหันซ้ายหันขวาตามไปกับเค้าด้วย
       ที่ลานหลังวัดขณะนั้นจันทร์กับชาญกำลังสู้กันอย่างดุเดือด ยังไม่มีทีท่าว่าใครจะแพ้หรือชนะ
       ไม้ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ตรงนั้นดูการต่อสู้ แล้วจันทร์กับชาญก็สู้รัดฟัดเหวี่ยงเหมือนมวยวัดเพราะเหนื่อยหอบ
       ไม้เข้าไปพยายามแยกออกจากกัน จนดูกลายเป็นสามคนรุมฟัดกันอยู่ เพราะ จันทร์กับชาญไม่ยอมแยกกันง่ายๆ เมฆเดินกระเผกเข้ามาเห็นไม้ยืนอยู่ท่ามกลางคนที่กำลังสู้กัน เมฆรีบแหวกคนเข้ามาทันที
       “นี่ทำอะไรกันน่ะ หยุดเดี๋ยวนี้”
       จันทร์กับชาญ รวมทั้งไม้ต่างหันมาทางเมฆ
       “พ่อ”
       “ลูกพี่”
       ไม้ จันทร์ ชาญหน้าเสีย ส่วนเมฆหน้าเข้มดุ
       เมฆพาไม้มาคุยบนรถที่เมฆขับ เมฆดุไม้
       “พ่อบอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่าไปคบหากับไอ้พวกอันธพาล”
       “แต่จันทร์เค้าไม่ใช่อันธพาลนะพ่อ”
       “คนไม่ใช่อันธพาลอยู่ๆ จะไปหาเรื่องต่อยตีกับใครมั้ยล่ะ” ไม้นิ่ง “นี่ที่อยู่ๆ จะไปเรียนมวยกับพี่ศรก็เพราะจะมาต่อยตีกับพวกมันนี่ใช่มั้ย”
       “ไม่ใช่นะพ่อ ชั้นแค่อยากมีวิชาไว้ป้องกันตัวก็แค่นั้น”
       “ไม่ต้องเลย พ่อไม่ให้แกไปเรียน คนตั้งเยอะต่อสู้อะไรไม่เป็นเค้าก็ดำรงชีวิตกันได้จนแก่ตาย มีแต่พวกที่เตะต่อยเป็นนั่นแหละ จะตายก่อนกำหนด”
       “แต่พ่อก็เห็นว่าพวกเราโดนหาเรื่องตลอด จะให้ชั้นหนีไปตลอดชีวิตไม่ได้หรอกนะ”
       “พ่อบอกว่าไม่ก็คือไม่ แล้วอย่าให้รู้ว่ายังคบกับคนพวกนี้อีก”
       “พ่อ...” เมฆเดินลงจากรถ โดยไม่สนใจแววตาอ้อนวอนของไม้ ไม้ช้ำใจ กลั้นน้ำตา “ชั้นแค่ไม่อยากให้ใครมากระทืบพ่อแค่ชั้นเห็นพ่อไม่สู้คนก็ช้ำใจพออยู่แล้ว พ่อต้องให้ชั้นช้ำในเพราะส่วนแบ่งจากการที่คนอื่นมายำพ่อไปตลอดชีวิตงั้นเหรอ” ไม้บอกเสียงดัง เมฆหยุดชะงักและหันมาตบหน้าไม้ให้หยุดพูด “พ่ออยากให้ชั้นโดนกระทืบขาเป๋เหมือนพ่องั้นเหรอ”
       “ข้ามีเหตุผล” เมฆบอกอย่างช้ำใจ
       “เหตุผล...กลัวจะเดินถึงที่หมายเร็วไปงั้นเหรอ” ไม้ประชดอย่างน้อยใจ
       “พ่อไม่ต้องรีบไปไหนอีกแล้ว เอ็งคือที่หมายของพ่อ”
       “ชั้นขอโทษ”
       เมฆพยักหน้า
       “คืนนี้นอนที่นี่แหละ ไม่ต้องกินข้าว”
       เมฆปิดประตูรถบขส. ไม้อยู่ข้างในไม่พยายามจะออกมา
       เมฆเดินออกมามองหน้าชาญและจันทร์อย่างเคืองๆ
       “กลับไปได้แล้ว แล้วอย่ามาก่อเรื่องแบบนี้อีก”
       “เข้มปั้ก” เมฆมองชาญนิ่ง ไม่เล่นด้วย “ไปดีกว่า”
       ชาญปลีกตัวออกไป จันทร์ยังยืนนิ่ง
       “บอกให้กลับไปได้แล้ว อยู่ในวัยเรียนก็เรียน หรือถ้าจะเสียคนก็ไม่ต้องชวนลูกชั้นเข้าไป”
       “จริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นเรื่องไม่ดีอย่างที่คิดนะ” จันทร์บอก
       “คนจะต่อยจะตีกัน มันมีแต่เหตุผลงี่เง่าเท่านั้นแหละชั้นไม่อยากฟัง ไป”
       จันทร์จำใจต้องเดินออกไปทั้งที่เป็นห่วงไม้ที่โดนขังไว้ในรถ เมฆถอนหายใจเมื่อเหลือเขาอยู่คนเดียว มองปิ่นโตข้าว เขาเอาข้าวในปิ่นโตเทให้หมาผอมโซแถวนั้น เมฆพึมพำมองไปทางรถที่เขาบังคับให้ไม้อดข้าว
       “...พ่อจะหิวเป็นเพื่อนเอ็งนะลูก”
       คืนนั้นเมื่อเมฆกลับมาบ้าน เมฆดูรูปไม้กับเขาตอนเด็กที่อยู่บนหัวเตียงแล้วถอนหายใจ เมฆถอดเสื้อจะอาบน้ำ เนื้อตัวเมฆมีแผลเป็นรอยมีด รอยกระสุนเต็มตัวไปหมด
       ช่วงเวลาเดียวกันนั้นที่ท่ารถ บขส.ไม้นอนอยู่บนเนินตรงคันเกียร์ของรถบขส. ไม้ถอนหายใจอย่าง ไม่สบายใจ จู่ๆ ก็มีเสียงเปิดประตูรถดังขึ้น ไม้ลุกขึ้นนั่ง อบเชยเดินขึ้นมาบนรถพร้อมกับห่อข้าว
       “มีคนบอกว่าไม้ไปมีเรื่องกับเค้า เจ็บตรงไหนรึเปล่า”
       อบเชยถามแล้วปรี่เข้าหาไม้อย่างเป็นห่วง
       “ไม่ได้เป็นอะไร ชาวบ้านก็ลือมั่วไปหมด”
       “ถ้าไม่มีเรื่องแล้วทำไมโดนทำโทษ” ไม้ถอนหายใจ
       “ช่างเถอะ เอาเป็นว่าชั้นไม่ได้เป็นอะไร”
       “หิวมั้ย ชั้นเอาข้าวมาให้”
       “ไม่ เอากลับไปเถอะ”
       “ไม่ต้องมาทำปากแข็ง ชั้นไม่ใช่พ่อไม้ซักหน่อย หิวก็บอกหิว”
       “ก็บอกว่าไม่หิว ทำไมต้องตื้อด้วย”
       เสียงท้องไม้ร้องเสียงดังอบเชยยิ้ม
       “ไหนบอกไม่หิวไง” อบเชยยื่นห่อข้าวให้
       “นี่รับไว้เพราะเกรงใจหรอกนะ ไหนๆ ก็เอามาแล้วเดี๋ยวจะเสียน้ำใจ”
       “ไม่มีชั้นซักคนจะทำยังไงเนี่ย”
       “ก็ดีน่ะสิ สบายหู”
       “เออทำปากดีไปเถอะ” อบเชยหยิบของออกจากกระเป๋า เป็นหมอน ผ้าห่ม ออกมาวาง “นี่ เดี๋ยวกลางคืนจะหนาว”
       “ชั้นไม่ได้บอบบางขนาดนั้นหรอกน่า”
       “ใครว่า ชั้นเอามาเผื่อตัวเองต่างหาก”
       “หมายความว่า”
       “จะนอนเป็นเพื่อนไง”
       “บ้าแล้ว กลับบ้านไปเลยไ”
       “ทำไม กลัวชั้นจะปล้ำเหรอ” อบเชยยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนไม้ต้องถอยออก
       “อย่าเข้ามาใกล้นะ”
       “แค่ล้อเล่น ชั้นเอามาให้ไม้นั่นแหละ ถ้าขืนชั้นนอนที่นี่พ่อเล่นงานชั้นตาย” ไม้ถอนหายใจโล่งอก “ต้องกลับละนะ แอบหนีพ่อออกมา”
       “ชั้นบอกให้เธอไปตั้งนานแล้ว”
       “อย่าคิดถึงชั้นให้มากนักล่ะ”
       “บ้า...”
       อบเชยยิ้มหวานให้ไม้ก่อนจะเดินลงจากรถไป ไม้แอบอมยิ้มกับพฤติกรรมอบเชย
       กลางดึกคืนนั้นอยู่ๆ ไม้ก็รู้สึกตัวขึ้นมาจากน้ำจากใบไม้ที่หยดลงบนหน้า ไม้สะดุ้งตื่นปาดน้ำบนหน้าออกแล้วหันมองไปรอบตัวเริ่มงง ว่าเขามาอยู่กลางป่าได้ยังไง ไม้เดินไปตามทางเดินอย่างไม่ค่อยรู้สึกปลอดภัยนักเขารู้สึกเหมือนได้ยินเสียงก๊อบแก๊บของใบไม้เหมือนมีใครกำลังตามเค้าอยู่ ไม้หันไปดูก็ไม่เห็นอะไร จนเขาหันกลับมาอีกทีเห็นงูจงอางตัวใหญ่ แผ่แม่เบี้ยอยู่ตรงหน้า ไม้ตกใจรีบวิ่งหนีแบบไม่คิดชีวิตมาเจอเอากับช้างตัวเบ้อเริ่มขวางทางเขาไว้ ไม้หันหนีไปอีกทางเขาเจอฤๅษีนั่งสมาธิอยู่อย่างสงบ
       “หนีเร็ว ช้างกับงูกำลังมาแล้ว หนีเร็ว” ฤๅษียังสงบนิ่ง ไม้เขย่าตัวฤๅษี “ท่าน อันตรายกำลังมา ท่านรีบเอาตัวรอดก่อนเถอะสมาธิน่ะนั่งเมื่อไหร่ก็ได้”
       ฤๅษีค่อยๆ ลืมตาขึ้นมอง
       “ อันตรายที่เจ้าหมายถึงคืออะไรรึ”
       “ก็สัตว์พวกนั้น ทั้งงูทั้งช้าง”
       “สัตว์พวกนี้ไม่อันตรายหรอก” ฤๅษีพูดไม่ทันขาดคำ เสือโคร่งตัวใหญ่ก็ปรากฏตัวพร้อมคำรามเสียงดัง ไม้สะดุ้งแต่เสือก็เงียบสงบอยู่ข้างฤๅษี ไม้งง “สิ่งที่น่ากลัวกว่าสัตว์ร้าย คืออสูรร้ายในใจมนุษย์”
       “หมายความว่าอะไร”
       “อย่าปล่อยให้เวตาลกลับมา”
       “ห๊ะ”
       “อย่าปล่อยให้พญาเวตาลกลับมา”
       ฤาษีตะโกน เสียงคำรามของเสือดังคลอกับเสียงฤๅษีดังก้องไปทั่วทั้งป่า
       ขณะนั้นไม้นอนบนแท่นข้างๆ เกียร์ มือกำคันเกียร์ไว้แน่น ไม้สะดุ้งตื่นโหยงก่อนที่จะปล่อยมือจากคันเกียร์
       “ฝันอะไรวะเนี่ย อ่านตำนานไม้ตะพดมากไปแน่ๆ”
       เสียงประตูรถเปิด เมฆเปิดประตูมองมาที่ไม้ ไม้รีบเก็บหมอนผ้าห่มแล้วเดินลงจากรถ ก่อนที่ไม้จะไป เมฆก็พูดขึ้นว่า
       “ข้าวอยู่บนโต๊ะ กินซะหน่อย เดี๋ยวจะไปเรียนไม่รู้เรื่อง”
       ไม้หันมองเมฆยิ้ม รับรู้ได้ถึงความรักของพ่อกับลูก
       อีกด้านหนึ่งที่ตลาดสด ขณะนั้นทิวาซึ่งอยู่ในชุดนักเรียนกำลังเดินชะเง้อตามองหาบางอย่าง โดยมีสมุนเดินตาม อบเชยในชุดนักเรียนพาณิชย์ลากเข่งผักเข้ามาในตลาด
       “ผักมาส่งแล้ว ขอทางหน่อย ขอทางหน่อยเร็ว ชั้นไม่อยากไปโรงเรียนสาย” ทิวายิ้มเดินขวางทางอบเชยทันที อบเชยมองหน้าทิวา “ถอยไป ชั้นไม่อยากอารมณ์เสียแต่เช้า”
       “จะรีบไปไหนเล่า แวะกินกาแฟคุยกันก่อนซิ”
       “นี่ อย่าคิดว่าเป็นลูกพันเทพแล้วจะมากร่างที่ไหนก็ได้นะ”
       “กร่างอะไร แค่ชวนคุยธรรมดา”
       “ท่าทางว่าเราคงคุยกันไม่รู้เรื่องแน่ๆ”
       “ใจเย็นๆ สิ เรื่องวันก่อนที่เธอเตะชั้นซะจุก ยังไม่ได้เคลียร์เลยนะ”
       “เอาสิ จะเคลียร์อะไรก็เข้ามา”
       อบเชยหยิบผักคะน้า ผักกาดขาวในเข่งขึ้นมาเป็นอาวุธ สมุนทิวาทำท่าจะพุ่งเข้าไป ทิวาห้ามไว้
       “เดี๋ยวก่อน ผู้หญิงตัวคนเดียว ชั้นจัดการคนเดียวก็พอ”
       ทิวาพูดยังไม่ทันขาดคำ อบเชยก็ขว้างกำคะน้าใส่หน้าทิวาที่กำลังพูดอยู่ เข้าปากพอดี ทิวาถุยออก
       “กินผักเยอะๆ จะได้ฉลาดไม่มัวมาทำตัวเป็นอันธพาลหาเรื่องใคร”
       “เป็นอะไรมั้ยครับคุณทิวา” สมุนถาม
       “ก็แค่ผักน่า ชั้นรับมือไหว”
       อบเชยเขวี้ยงผักกาดขาวใส่หน้าทิวาอย่างจัง เลือดกำเดาไหลออกจากจมูกทิวา
       “คุณทิวาครับ”
       “ไม่เป็นไร”
       “แต่เลือดไหลแล้วนะครับ”
       “ได้...นี่เธอ”
       พอทิวาหันมา คราวนี้อบเชยเขวี้ยงสารพัดผักในเข่งใส่ทิวาชุดใหญ่ ทั้งมะเขือ แครอท กะหล่ำปลี ปิดท้ายด้วยฟักทองทำเอาทิวามึนลงไปกองกับพื้น ใบหน้าช้ำ ปากแตกเลือดกำเดาไหลหนัก
       “ไหวมั้ยครับคุณทิวา” สมุนถาม
       
       “นี่ยังยืนทำอะไรอยู่อีกล่ะ จับมันมาให้ได้”
       
       อ่านต่อหน้า 3

หน้าที่แล้ว
1 | 2 | 3 | 4
หน้าถัดไป
ข่าวล่าสุด ในหมวด
ลูกผู้ชายไม้ตะพด ตอนที่ 15 จบบริบูรณ์
ลูกผู้ชายไม้ตะพด ตอนที่ 14
ลูกผู้ชายไม้ตะพด ตอนที่ 13
ลูกผู้ชายไม้ตะพด ตอนที่ 12
ลูกผู้ชายไม้ตะพด ตอนที่ 11
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
แสดงผลหน้าเดียว
จำนวนคนโหวต 16 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 15 คน
94 %
ไม่เห็นด้วย 1 คน
6 %
ความคิดเห็นที่ 2 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
พอร์ช หล่อมาก
กริ๊ดดดดดด
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | ธุรกิจ | หุ้น | SMEs | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | โฆษณาบนเว็บ
All site contents copyright ©1999-2014