หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกละครออนไลน์ | ละครออนไลน์
ละครออนไลน์ แววมยุรา

แววมยุรา ตอนที่ 2

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 เมษายน 2555 12:46 น.
1 | 2 | 3 | 4
หน้าถัดไป

แววมยุรา ตอนที่ 2

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
แววมยุรา ตอนที่ 2

แววมยุรา ตอนที่ 2

แววมยุรา ตอนที่ 2

แววมยุรา ตอนที่ 2 
       แววมยุรากับไลลาต่างก็นั่งหน้าบึ้ง ทั้งสองถือไดร์เป่าผมเป่าผมและเสื้อผ้าของตัวเองอยู่ที่เบาะนั่งตรงเคาท์เตอร์บริษัทที่มาสมัครงาน เอกรินทร์ยืนกอดอกมองทั้งคู่อย่างอ่อนใจ พนักงานหญิงยืนรออยู่ข้างๆ เอกรินทร์
       “แน่ใจนะคะว่าจะไม่ตีกันอีก” พนักงานหญิงเอ่ยถาม
       “ไม่แล้วครับ ผมแนะนำให้เค้ารู้จักกันแล้ว” เอกรินทร์ตอบ
       แววมยุรากับไลลายังบึ้งตึงใส่กัน ทั้งสองปิดไดร์เป่าผม เอกรินทร์รับไดร์เป่าผมมาแล้วยื่นคืนให้พนักงานหญิง
       “ขอบคุณมากนะครับ ที่อุตส่าห์หาไดร์เป่าผมมาให้ยืม”
       พนักงานหญิงรับคืนพร้อมส่งสายตาหวานให้เอกรินทร์ “เพราะเห็นแก่คุณหรอกนะคะ” พนักงานหญิงหันไปทำหน้าบึ้งใส่แววมยุรา “ทีนี้ก็รีบไปสัมภาษณ์งานได้แล้ว ฝ่ายบุคคลเค้ารออยู่”
       แววมยุรารับคำ “ค่ะ”
       แววมยุราขยับจะเดินไป ไลลาหันมามองหน้าอย่างเอาเรื่อง เอกรินทร์ต้องมายืนคุมเชิงไม่ให้เกิดเรื่องอีก
       
       ชายวัยสี่สิบกว่าๆ ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบุคคลกำลังนั่งพิงพนักสบายๆ ดูใบสมัครของแววมยุรา เขาพลิกไปมาสักครู่จึงพูดขึ้น
       “เท่าที่ผมเพิ่งสัมภาษณ์คุณ แล้วก็ดูจากใบสมัครที่คุณเพิ่งกรอกนี่ ผมแฮปปี้นะ คุณมีบุคลิกที่ดี ทัศนคติก็ดี ที่สำคัญ คุณเป็นผู้หญิงที่สวย คุยเก่งแถมยังฉลาด เหมาะกับงานพีอาร์ของบริษัทเรามาก”
       แววมยุรายิ้มอย่างโล่งใจ “ขอบคุณมากค่ะ”
       หัวหน้าฝ่ายบุคคลดูใบสมัคร “คุณเขียนเบอร์โทรไว้แล้วใช่มั้ย ยังไงผมจะติดต่อกลับไป คุณมีอะไรอยากจะถามทางเรามั้ย”
       “เอ่อ..ขออนุญาตถามว่า ที่บอกว่าจะติดต่อกลับไปนี่แปลว่า คุณจะติดต่อกลับจริงๆ หรือเป็นแค่การปฏิเสธอย่างสุภาพคะ เพราะฝ่ายบุคคลของทุกบริษัท ชอบตัดบทและปฏิเสธด้วยคำว่า แล้วจะติดต่อกลับไปน่ะค่ะ”
       หัวหน้าฝ่ายบุคคลหัวเราะชอบใจ “ฮ่าๆๆ ใช่ๆ ในกรณีทั่วไป ถ้าผมบอกว่าแล้วจะติดต่อกลับไป มันแปลว่าผมไม่รับคนๆ นั้นเข้าทำงาน แล้วก็จะไม่ติดต่อกลับไปจริงๆ”
       แววมยุราหน้าเสียไป
       “แต่ในกรณีของคุณมันต่างไปนะ ผมรับรองว่าจะติดต่อกลับไปแน่ๆ”
       แววมยุรายิ้มออก
       “....เพราะเท่าที่ดูนี่ ผมไม่เห็นเหตุผลที่จะไม่รับคุณเข้าทำงานเลย แล้วยิ่งทางพี่บก.ฝ่ายข่าวเค้าแนะนำมา เอาเป็นว่าคุณเตรียมตัวเริ่มงานใหม่ที่นี่ได้เลย แล้วผมจะโทรไปคอนเฟิร์มอีกทีให้เร็วที่สุดเลยหละครับ”
       “ค่ะ...ขอบพระคุณมากๆ เลยค่ะ”
       แววมยุรายิ้มอย่างดีใจและโล่งใจ
       
       ที่บริษัทของนุกูล นุกูลประคองสร้อยสุดหรูที่นิติภูมิส่งให้ขึ้นมาพิจารณาด้วยสีหน้าพึงพอใจ
       “สร้อยเพชรส่วนตัวของภรรยาคุณสีหราช ทศพลหรือครับ” นุกูลถาม
       “ใช่ครับ” นิติภูมิตอบ “พ่อของผมเคยเล่าให้ฟังว่าภรรยาคุณสีหราชถอดสร้อยเส้นนี้มอบให้แม่กับมือ ในฐานะคนชอบพอนิสัยใจคอกัน แม่ใส่สร้อยเส้นนี้ถ่ายรูปแค่ครั้งเดียว แล้วก็ยกให้พ่อเก็บไว้เพื่อมอบให้ผมตอนที่ผมโตพอที่จะดูแลรักษามันได้น่ะครับ”
       “มันมีความหมายกับคุณมากขนาดนี้ แล้วทำไม...คุณถึงจะยกสร้อยเส้นนี้มาร่วมประมูลกับทางเราล่ะครับ” นุกูลสงสัย
       “ผมอยากทำอะไรให้แม่บ้างน่ะครับเพราะท่านจากไปตั้งแต่ผมยังเด็กตอนที่ผมไม่สามารถตอบแทนท่านได้”
       “หมายความว่าอะไรครับ”
       “ผมจะนำเงินจากการประมูลสร้อยเส้นนี้มอบให้การกุศลทั้งหมด หวังว่าสมบัติของแม่ผมชิ้นนี้จะช่วยชีวิตคนได้หลายชีวิตเลย จริงไหมครับ”
       “คุณนี่จิตใจดีเหลือเกินนะครับ” นุกูลเอ่ยชม
       “แต่ถ้าขอเสนอของผมทำให้คุณนุกูลลำบากใจก็ไม่เป็นไรนะครับ”
       “ตรงกันข้ามเลยครับ อีกไม่กี่วันทางเราจะจัดประมูลอยู่พอดี ผมจะเร่งพีอาร์ให้คนรู้ว่ามีสร้อยเส้นนี้ในการประมูลด้วย..ผมว่าสมบัติชิ้นสำคัญเป็น Rare Item ชิ้นนี้มีแต่คนจ้องจะเป็นเจ้าของอยู่แล้วล่ะครับ”
       นิติภูมิยิ้มแล้วมองสร้อยที่อยู่ในกล่องวางอยู่ตรงหน้าเขา
       นิติภูมิเดินออกมาจากห้องทำงานของนุกูลหลังจากคุยกับนุกูลเสร็จ
       “แกต้องวัดใจกับฉันหน่อยล่ะ ไอ้สยุมภูว์” นิติภูมิพูดกับตัวเอง
       
       แจ็คถือบัวรดน้ำรดต้นไม้อยู่ใกล้ๆ รั้วด้านที่ติดกับบ้านแววมยุรา สักพักสยุมภูว์เดินมาดึงบัวรดน้ำจากมือของแจ็ค
       “มา..ให้ฉันเอง”
       “จะดีเหรอพี่ น้าเพิ่มแกสั่งผมไว้ว่าให้ดูแลพี่จักรให้ดี งานอะไรหนักๆ ห้ามให้พี่จักรทำ”
       สยุมภูว์ทำท่ายกบัวรดน้ำ “แล้วบัวรดน้ำนี่มันหนักตรงไหนเหรอ”
       แจ็ครับมายกๆ เพื่อประมาณน้ำหนักดู “อืม...ไม่ค่อยนะพี่” แจ๊คยื่นคืนให้ แล้วหันหลังเดินหลบไปอย่างร่าเริง “สบายกูหละ”
       สยุมภูว์ยืนรดน้ำต้นไม้ที่ริมรั้วแต่สายตาชะเง้อมองบ้านข้างๆ เพราะตั้งใจมองหาแววมยุรา
       เสียงเพิ่มพงษ์ดังขึ้น “เค้าออกไปแล้วหละครับ”
       สยุมภูว์สะดุ้งแล้วก็ทำฟอร์มก้มหน้าก้มตารดน้ำต้นไม้ “น้าเพิ่มพูดถึงใครน่ะ”
       “ก็คนที่คุณสยุมภูว์...”
       สยุมภูว์รีบยกนิ้วจุ๊ปาก “ชู่วว..” สยุมภูว์พยักหน้าไปทางหนึ่ง เพิ่มพงษ์หันมองตามไปเห็นแจ็คกำลังนอนเล่นสบายอยู่เก้าอี้ยาวในสวน
       เพิ่มพงษ์รีบเปลี่ยนเป็นเสียงเข้ม “ก็ผู้หญิงคนที่แกแอบมองอยู่น่ะสิไอ้จักร ฉันเห็นไอ้หนุ่มมอเตอร์ไซค์มารับไปแต่เช้า” เพิ่มพงษ์ตบไหล่ปลอบ “เลิกหวังเหอะว้า”
       “ใครหวังอะไร? ผมเปล่าซะหน่อย”
       “อ๊ะ..เปล่าก็เปล่า มัวแต่ปากแข็ง ไม่เร่งทำคะแนน เดี๋ยวไอ้มอเตอร์ไซค์มันก็คาบไปกินซะก่อนร๊อกไอ้จักรเอ๊ย”
       เพิ่มพงษ์เดินไป ทิ้งให้สยุมภูว์คิดทบทวนใจตัวเองว่าชอบแววมยุราจริงหรือ เพิ่มพงษ์เดินผิวปาก ผ่านแจ็คที่นอนเคลิ้มหลับสบายอยู่ แล้วเพิ่มพงษ์ก็ดีดด้วยแข้งจนแจ็คหล่นลงมากองกับพื้น แล้วเพิ่มพงษ์ก็เดินจากไปอย่างเนียนๆ
       “อูย...” แจ๊คนอนพังพาบกับพื้นเอามือกุมหลังป้อยๆ
       
       เอกรินทร์เดินนำไลลากับแววมยุรามาที่มอเตอร์ไซค์ของตน โดยมี รปภ.ยืนกอดอกคุมเชิงอยู่
       เอกรินทร์พูดกับแววมยุรา “ยังไงผมก็ต้องขอโทษคุณแทนไลลาด้วยนะครับ”
       ไลลาได้ยินก็ฉุน “เอ๊ะ! ยังไงกันนายเอก พูดอย่างงี้เหมือนจะปรักปรำว่าฉันเป็นฝ่ายผิดรึไง”
       “เธอก็เหวี่ยงใส่ฉันก่อนจริงๆ” แววมยุราสวน
       ไลลาตอกกลับ “ก็เธอฉีดน้ำใส่ฉันก่อน”
       “ก็ฉันไม่ได้ตั้งใจ แล้วก็ขอโทษเธอแล้ว”
       “หยุดทีเถอะครับ ผมขอร้องหละ” เอกรินทร์ปราม
       “แต่ว่า...” ไลลาต่อรอง
       “หรือเธออยากมีปัญหากับรปภ.ข้างหลังโน่น” เอกรินทร์ถาม
       ไลลาหันไปเห็น รปภ.หยิบกระบองมาตีๆ ที่มือตัวเองเบาๆ เชิงขู่
       “เอาเป็นว่าต่อไปเนี้ย ผมจะพยายามจัดคิว ไม่ให้สองคนนี้มาเจอหน้ากัน โอเคมั้ย เลิกแล้วต่อกันไป” เอกรินทร์บอก
       “ก็ด๊าย...แยกย้ายกันไป ทางใคร” ไลลาพูดเน้นเสียงใส่แววมยุรา “ทางมัน”
       เอกรินทร์ขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์ ไลลาขยับขึ้นนั่งซ้อนท้าย เอกรินทร์กระแอมแล้วพูด
       “ฉันพาคุณแววมยุรามา ก็ต้องพากลับไปส่ง”
       ไลลาหน้าหงิก แววมยุราทำท่ากลั้นหัวเราะขำๆ ไลลาได้แต่จิกตาใส่อย่างเคืองๆ แววมยุราขึ้นนั่งซ้อนท้าย ทั้งสองสวมหมวกกันน็อค ไลลามองหน้าแววมยุราอย่างอาฆาต
       “ถ้าเจอกันอีกที แกโดนแน่”
       
       เริงใจยกนิ้วนับ แววมยุรา เอกรินทร์ ชลธิชาที่นั่งโต๊ะเดียวกันกับเธอที่ร้านกาแฟ
       เริงใจชี้ตัวเองก่อนแล้วชี้นิ้วนับไล่เรียงไป “หนึ่ง..สอง..สาม...สี่...ห้า เอ๊ะ! แก๊งค์เรามีใครเกินมาคนนึงเนี่ย”
       เอกรินทร์รับมุก “โธ่...ผมก็คิดว่าผมเนียนแล้วนะ มีคนสังเกตเห็นจนได้”
       “ยัยเริงใจ ชอบแกล้งคุณเอกเค้าจริง” ชลธิชาปราม
       “ยัยนี่ก็แกล้งทุกคนนั่นแหละ ยิ่งเป็นผู้ชาย ก็ยิ่งชอบแกล้ง” แววมยุราบอก
       “ไม่ได้แกล้งย่ะ”เริงใจตบไหล่เอกรินทร์ “แหม..คนเค้าซี้กัน จับมือร่วมสาบานเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันแล้ว ว่าแต่เธอสองคนไปไหนกันมายะ”
       “ก็นี่ไง คุณเอกเค้าแนะนำฉันให้ไปสัมภาษณ์งาน” แววมยุราบอก
       ชลธิชาดีใจกับเพื่อน “แล้วเป็นไงบ้างจ๊ะ”
       “ก็...น่าจะเป็นข่าวดีนะ สงสัยฉันจะไม่ตกงานแล้วหละ” แววมยุรายิ้ม
       “งั้นจะรออะไร มาๆๆ ทุกคน ยกแก้วขึ้นมา เร็วสิ” เริงใจรีบชวน
       เริงใจยกแก้วกาแฟขึ้นกลางวง ทุกคนยกแก้วกาแฟที่หน้าตนขึ้นมา
       “แด่งานใหม่ของยัยแววมยุรา เอ้า...โชน!!!”
       ทุกคนยิ้มแย้มชนแก้วแต่ยังไม่ทันได้ดื่ม เสียงโทรศัพท์ของแววมยุราก็ดังขึ้น แววมยุราหยิบขึ้นมาดูหน้าจอ
       แววมยุราจุ๊ปากให้เพื่อนๆ เงียบ “ชู่วว...เงียบก่อน สงสัยจะเป็นบริษัทที่ฉันเพิ่งไปสมัครงานน่ะ”
       เอกรินทร์รีบบอก “รับสิคุณ ต้องเป็นข่าวดีแน่ๆ”
       แววมยุรากดรับโทรศัพท์ ทุกคนยื่นคอเงี่ยหูรอฟังกันสลอน
       “สวัสดีค่ะ...ค่ะ ใช่ นี่แววมยุราพูดค่ะ”
       
       หัวหน้าฝ่ายบุคคลกำลังพูดโทรศัพท์กับแววมยุราอยู่ที่โต๊ะทำงานของเขาด้วยสีหน้าไม่สบายใจ
       “คือผมจะโทรมาบอกว่า งานที่คุณสัมภาษณ์ไว้เมื่อเช้าเนี่ย เรารับคนอื่นไปก่อนหน้าคุณแล้วเสียใจด้วยนะครับ”
       แววมยุราถือโทรศัพท์ฟังอยู่ด้วยความตกใจและผิดหวัง
       “ว่าไงนะคะ แล้วไหนคุณบอกว่าให้เตรียมตัวมาทำงานได้เลย ถ้ารับคนอื่นไปก่อนแล้วจะพูดแบบนั้นทำไม ตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่....คะ” แววมยุราลดโทรศัพท์ลง แล้วพูดกับเพื่อนๆ “เค้าวางหูใส่ฉันเลยอ่ะ”
       “แล้วเค้าไม่ชี้แจงเหตุผลอะไรเลยเหรอ” ชลธิชาถาม
       แววมยุรายังช็อคอยู่จึงได้แต่ส่ายหน้าช้าๆ
       เริงใจฉุนกึก “เฮ้ย...ทำน่าเกลียดอย่างงี้ได้ไง เอามา” เริงใจจะดึงโทรศัพท์จากมือแววมยุรา “เดี๋ยวฉันโทรกลับไปด่าเค้าเอง”
       แววมยุรายื้อไว้ “ด่าแล้วได้อะไรขึ้นมา ด่าแล้วเค้าจะเปลี่ยนใจรับฉันเข้าทำงานมั้ย”
       “อะไรของเค้าเนี่ย ผมงงไปหมดแล้ว ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ” เอกรินทร์บอก
       “อะไรก็ช่าง ฉันไม่อยากรู้แล้ว รู้แค่ว่าตอนนี้ฉันยังตกงาน แล้วก็ต้องรีบหางานใหม่ให้ได้ ก่อนที่บ้านกับรถจะโดนยึด ฉันขอรับรู้แค่นี้ก็เต็มกลืนแล้ว”
       พูดจบแววมยุราก็นั่งซึม ทุกคนมองด้วยความเห็นใจและห่วงใย
       
       รถของสยุมภูว์จอดอยู่หน้าร้านต้นไม้ของเพิ่งพงษ์ ไลลาเดินมาในร้านต้นไม้มองหาคนขาย จนมาเจอสยุมภูว์นั่งหันหลังอยู่กับพื้นเพราะกำลังเอาต้นไม้เปลี่ยนกระถางอยู่
       “น้อง...ซื้อต้นไม้หน่อยสิ น้อง!” ไลลาเรียก
       สยุมภูว์หันมา “ครับ”
       ไลลาเห็นสยุมภูว์ก็ถึงกับตะลึงเพราะหน้าตาโดนใจเธออย่างจัง
       ไลลาพูดเสียงนุ่มลง “เอ่อ..โทษค่ะ คุณเป็นเจ้าของร้านเหรอคะ”
       “ไม่ใช่หรอกครับ ร้านของน้าผมน่ะ”
       แจ็คเดินเข้ามาถาม “จะรับอะไรดีครับคุณ”
       ไลลายกมือไหว้แจ็ค “สวัสดีค่ะคุณน้า”
       แจ็ครับไหว้อย่างงงๆ “สวัสดีครับ”
       สยุมภูว์ขำ “ไอ้นี่ชื่อแจ็ค เป็นลูกน้องผมครับ”
       ไลลาพูดกับสยุมภูว์ “อ้าว..เหรอคะ คืองี้ค่ะ ฉันชื่อไลลานะคะ คือ...จะมาซื้อต้นไม้ไว้ในคอนโดซักต้นสองต้น” ไลลาชี้ตัวเอง “อยู่คอนโดคนเดียวน่ะค่ะ”
       “ผมว่าเป็นพวกต้นจั๋ง หรือพวกหมากเหลืองก็ดีนะครับ ดูแลง่าย ใบไม่ร่วง” แจ๊คอธิบาย
       ไลลาไม่สนใจฟังแจ็คเลย เธอพูดต่อ “ฉันไม่ได้เอารถมาด้วยน่ะค่ะ ถ้าให้คุณไปส่งต้นไม้ที่คอนโดจะได้มั้ยคะ จะคิดค่าส่งเพิ่มก็ได้ค่ะ”
       “ได้สิครับ ผมไปส่งให้ถึงห้องเลย” แจ๊คบอก
       ไลลายังพูดกับสยุมภูว์ “นะคะคุณ...คุณอะไรนะคะ”
       “ผมแจ็คครับ” แจ๊คชักเก้อ เพราะไลลาไม่ได้สนใจตัวเองเลย
       “ผมชื่อจักรครับ”
       “คุณจักร”
       ไลลาส่งยิ้มให้สยุมภูว์อย่างเปิดเผยว่ารู้สึกชอบพอเขาอย่างแรง
       
       ไลลาเดินนำเข้ามาในคอนโด แจ็คยกต้นหมากเหลืองสูงเมตรกว่าๆ ที่ห่อรากเป็นตุ้มดินห่อพลาสติกไว้ ขณะที่สยุมภูว์ยกกระถาง และจานรองเดินตามมา
       ไลลาชี้ที่มุมหนึ่งในห้องที่รับแสงแดดได้ “ไว้ตรงนี้แหละค่ะ”
       “ครับผม” สยุมภูว์วางจานรองและกระถาง ก่อนจะพูดกับแจ็ค “ช่วยแกะพลาสติกแล้วเอาลงกระถางให้คุณเค้าด้วย”
       “ฉันชื่อไลลาค่ะ ลืมชื่อฉันแล้วเหรอคุณจักร”
       “อ๋อ..เปล่าครับ จำได้สิครับ คุณไลลา” สยุมภูว์ตอบ
       ไลลามองสยุมภูว์ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า “ดูยังไงคุณก็ไม่เหมือนคนขายต้นไม้เลยนะคะ”
       “ทำไมเหรอครับ”
       “ก็...ผิวคุณขาวเหมือนคนไม่เคยเจอแดด มือก็ไม่ได้หยาบกร้าน เล็บก็สะอาดไม่มีเศษดิน แถมหน้ายังใสขนาดนี้”
       แจ็คที่ง่วนกับการเอาต้นไม้ลงกระถาง ตอบโดยไม่หันมอง “ขอบคุณครับที่ชม”
       ไลลาเหล่มองแจ็คอย่างเคืองๆ แล้วหันมาพูดกับสยุมภูว์ต่อ “ยังไงไลลาขอเป็นลูกค้าประจำของคุณจักรนะคะ แล้วจะแวะไปซื้อต้นไม้อีกบ่อยๆ ค่ะ”
       แจ็คพูดโดยไม่หันไปมอง “ห้องเล็กแค่เนี้ยอ่ะนะ”
       ไลลาเหล่มองแจ็คอย่างเคืองๆ อีกครั้ง แล้วหันมายิ้มให้สยุมภูว์ สยุมภูว์ยิ้มตอบไปตามมารยาท
       
       แจ็คขับรถกลับมาจอดหน้ารั้วบ้าน สยุมภูว์กับแจ็คลงจากรถ
       “แต่จะว่าไปยัยไลลาอะไรนี่ก็สวยดีนะพี่” แจ๊คบอก “แล้วท่าทางเค้าก็อยากได้คนขายมากกว่าอยากได้ต้นไม้นะ พี่จักรน่าจะจัดให้เค้าซักหน่อย”
       “เฮ่ย..ฉันไม่ใช่ผู้ชายแบบนั้น”
       “ไม่ใช่ผู้ชาย” แจ๊คตกใจ “เฮ้ย! พี่คงไม่ได้หมายถึง...”
       สยุมภูว์งง “หมายถึงอะไร”
       “ก็หมายถึงพี่ไม่ใช่ผู้ชาย แต่เป็นกะเทยอย่างงั้นเหรอ”
       “แกจะบ้าเหรอ ฉันหมายถึงฉันไม่ใช่ผู้ชายแบบที่จะฉวยโอกาสกับผู้หญิงแบบนั้น คนอย่างฉัน ถ้าไม่ได้รักใคร ฉันก็ไม่เอาเปรียบเค้าหรอก”
       “โถ...พ่อคนดี ไม่รู้อะไร สมัยนี้น่ะ สาวๆ เค้าชอบแบ๊ดบอยอย่างผมนี่”
       พูดจบแจ็คก็เดินเข้ารั้วบ้านไป สยุมภูว์เดินตามแต่ก่อนจะเข้ารั้วบ้าน ทั้งสองได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์จึงหันมองไปเห็นเอกรินทร์ขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาโดยมีแววมยุรานั่งซ้อนท้าย เอกรินทร์เบรกมอเตอร์ไซค์กระชากไปทำเอาแววมยุราหน้าคะมำไปสวมกอดเต็มแผ่นหลังของเอกรินทร์
       สยุมภูว์ถึงกับจ๋อยที่ได้เห็นเพราะคิดว่าทั้งสองเป็นแฟนกัน แจ็คเหลือบมองสังเกตสยุมภูว์
       “เป็นไรอ่ะพี่จักร”
       “เปล่า...ไม่มีอะไรนี่” สยุมภูว์เดินเข้าบ้าน แต่ยังเหลียวหลังมองไปเห็นเอกรินทร์ประคองแววมยุราลงจากมอเตอร์ไซค์ด้วยความห่วงใยเหมือนเป็นคู่รักกัน
       
       แววมยุราเดินเข้าบ้านมากับเอกรินทร์ วัณณรีที่อยู่ในบ้านสวมเสื้อกล้าม กางเกงขาสั้นที่ดูค่อนข้างโป๊เอ่ยทักเอกรินทร์
       “อ้าว..พี่มอไซค์ มาอีกแล้วเหรอคะ”
       “ยัยวัณ พี่เค้ามีชื่อนะ เรียกเค้าพี่เอกสิ แล้วก็แต่งตัวให้มันดีๆ หน่อยได้มั้ย” แววมยุราว่า
       “อย่าบ่นเลยน่า แต่งตัวอย่างงี้จะเป็นไรไป บ้านเรามีแต่ผู้หญิง ใครจะรู้ล่ะว่าพี่จะพาผู้ชายมา” วัณณรีสวน
       “พี่แค่แวะมาส่งคุณแววมยุรา แล้วก็จะกลับแล้วน่ะ” เอกรินทร์บอก
       “นี่ๆๆ พี่เป็นนักข่าวเหรอ เห็นพี่แววเล่าให้ฟัง”
       “ครับ ใช่ ทำไมเหรอ”
       “วัณเรียนนิเทศน่ะพี่ ต้องหาที่ฝึกงาน งั้นวัณขอไปฝึกงานกับพี่เอกได้มั้ยคะ”
       เอกรินทร์หันไปถามแววมยุราอย่างเกรงใจ “คุณว่าไง”
       “ก็แล้วแต่คุณสิ ถ้าไม่กลัวปวดหัว ก็ลองรับยัยวัณเข้าไปฝึกงานดู” แววมยุราบอก
       “นี่...พูดจาไม่ได้สนับสนุนน้องตัวเองเลยนะ” วัณณรีเซ็ง
       “ก็จริงมั้ยล่ะ” แววมยุราพูดกับเอกรินทร์ “ยังไงก็ฝากด้วยนะ ไม่ต้องไปใจดีกับยัยนี่หรอก ใช้งานให้หนักๆ จะได้รู้จักขยันกับเค้ามั่ง”
       วัณณรีหน้าหงิกใส่แววมยุรา
       
       แววมยุราเดินมาส่งเอกรินทร์ที่มอเตอร์ไซค์ ซึ่งสยุมภูว์ชะเง้อมองอยู่ในรั้วบ้านของตัวเอง
       “ขอบคุณมากนะคะสำหรับทุกอย่างในวันนี้” แววมยุราบอก
       เอกรินทร์นั่งอยู่บนมอเตอร์ไซค์แล้วหันมาพูด “คุณก็อย่าเพิ่งท้อล่ะ ไม่ได้งานนี้ เดี๋ยวก็มีงานอื่นเข้ามา แล้วเจอกันใหม่นะครับ”
       เอกรินทร์สวมหมวกกันน็อคแล้วสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์ออกไป แววมยุรายิ้มส่งพอหันจะเดินเข้ารั้วบ้าน เธอก็เห็นสยุมภูว์รีบหลบทันที แววมยุราเห็นก็หมั่นไส้
       แววมยุราเดินเข้าไปหา “ทำตัวหลบๆ ซ่อนๆ เหมือนพวกโรคจิตเลยนะ”
       สยุมภูว์โผล่หน้าขึ้นมา “ใช่...ก็เป็นโรคจิตแบบที่ชอบแอบดูคู่รักเค้าจู๋จี๋กันไง”
       “ฉันไปจู๋จี๋กันตอนไหนไม่ทราบยะ แล้วฉันกับคุณเอกก็ไม่ได้เป็นคู่รักกันซะหน่อย”
       “ถ้าไม่ใช่คู่รัก แต่ซ้อนมอเตอร์ไซค์กันสนิทสนมแนบแน่นขนาดนี้ ก็ต้องเป็น...เป็นสก๊อยซ์สิเนี่ย”
       “บ้าสิ นายรู้มั้ย มอเตอร์ไซค์ของคุณเอกเค้าแพงกว่ารถของนายอีกจะบอกให้ แถมยังเท่กว่าด้วย แล้วยังจะมีหน้าไปว่าเค้าเป็นเด็กแว๊น” แววมยุราบอก
       “ฉันไม่ได้ว่าเค้าเป็นเด็กแว๊น แต่ว่าเธอคนเดียวแหละ ยัยสก๊อยซ์” สยุมภูว์ว่า
       “นี่จะหาเรื่องฉันทำไมเนี่ย ต้องการอะไรไม่ทราบ”
       “ก็..ไม่มีอะไร๊ พอดีเดินออกมาสูดอากาศ ก็เลยบังเอิญเจอเธอเข้า”
       “บังเอิญจริงเร๊อ...แน่ใจนะว่าไม่ได้ตั้งใจแอบดู”
       “แอบดูทำไม เธอมีอะไรน่าสนใจขนาดนั้นเหรอ” พูดจบสยุมภูว์ก็จะถอยกลับไป แต่แล้วก็ชะงัก ถามแววมยุราอีก “เอ่อ...ตกลงคุณเอกอะไรนั่นไม่ใช่แฟนเธอเหรอ”
       แววมยุราส่ายหน้า “จะถามเอาอะไรเนี่ย เห็นถามย้ำเหลือเกิน”
       “เปล่า...ไม่มีอะไร”
       สยุมภูว์หันหลังกลับเดินเข้าบ้านไป พอหันหลังให้แววมยุรา สยุมภูว์ก็ฉีกยิ้มอย่างดีใจที่ได้ยินว่าเอกรินทร์กับแววมยุราไม่ได้เป็นแฟนกัน
       
       เพิ่มพงษ์กำลังจะตักข้าวใส่ปาก แต่เขาก็ต้องชะงักเมื่อเหลือบเห็นสยุมภูว์นั่งเหม่อยิ้ม เหมือนตกอยู่ในภวังค์ เพิ่มพงษ์สะกิดแจ็คที่ก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อยให้มองไปที่สยุมภูว์
       “ยิ้มค้างเลยนะพี่จักร” แจ๊คแซว
       สยุมภูว์รู้สึกตัวจึงรีบทำหน้าบึ้งกลบเกลื่อน “หือ...อะไร ใครยิ้มอะไร”
       “สงสัยคงจะเป็นเพราะเสน่ห์สาวข้างบ้านอีกล่ะซี้” เพิ่มพงษ์ดักคอ
       สยุมภูว์สวน “แล้วถ้าใช่ล่ะ น้าเพิ่มจะว่าไง”
       เพิ่มพงษ์รู้สึกเซอร์ไพรส์ “อ้าว...ยอมรับแล้วเหรอแก”
       แจ็คกินหมดพอดีจึงเดินยกจานของตัวเองไปทางหลังบ้าน เพิ่มพงษ์เหลือบมอง พอเห็นแจ็คห่างออกไปก็รีบกระซิบ
       “จะมัวมาจีบสาวข้างบ้านไม่ได้นะ ภารกิจที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นกำลังรอเราอยู่ ถ้าคุณสยุมภูว์ไม่รีบกลับไปบริหาร แล้วทศพลกรุ๊ปจะเดินหน้าไปได้ยังไง”
       สยุมภูว์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แต่อย่าลืมว่า ทันทีที่เราเริ่มบริหารทศพลกรุ๊ป ก็เท่ากับเราแสดงตัวให้คนที่ตามฆ่าเราได้รู้ว่าเรายังไม่ตาย”
       “อันนั้นผมว่ามันคงรู้แล้วมังครับ เพราะตามข่าวก็ไม่พบร่องรอยของศพในรถที่ถูกไฟคลอกเลย ผมถึงเตรียมการให้คุณสยุมภูว์บริหารงานจากออฟฟิศลับที่ร้านต้นไม้นั่นไงล่ะครับ”
       “งั้นเราก็ควรแจ้งคุณนิติธรทราบ เพื่อให้คอยประสานงาน...” สยุมภูว์บอก
       เพิ่มพงษ์รีบสวนขึ้น “ไม่ได้นะครับ นาทีนี้ ไม่ว่าใคร ผมก็ไม่ไว้ใจทั้งนั้น”
       แจ็คเดินย้อนกลับออกมาถาม
       “กินเสร็จกันรึยัง ผมจะเก็บจานชามไปล้างให้”
       สยุมภูว์กับเพิ่มพงษ์ขยับออกห่างจากกันแล้วตักข้าวกินกันตามปกติ
       
       สยุมภูว์หลบออกมาที่มุมลับตา สักพักเพิ่มพงษ์ก็เดินตามออกมา
       สยุมภูว์หันไปถาม “แน่ใจนะครับ ว่าแจ็คจะไม่ตามมาขัดจังหวะอีก”
       “ผมใช้ให้มันล้างจาน เก็บกวาดห้องอยู่ครับ คุณสยุมภูว์ไม่ต้องเป็นห่วง” เพิ่มพงษ์บอก
       “เรื่องเปิดประชุมบอร์ดบริษัท ผมคิดว่าเราต้องติดต่อคุณนิติธรเป็นคนแรก พวกผู้บริหารคงไม่เชื่อหรอกครับว่ามันเป็นการสั่งการจากผม ถ้าไม่ได้รับการยืนยันจากคุณนิติธร”
       เพิ่มพงษ์นึกออก “นั่นสินะ” เพิ่มพงษ์รู้สึกผิดหวังในตัวเอง “เพิ่มเอ๊ย..ข้ามสเต็ปท์สำคัญอย่างนี้ไปได้ไงวะเนี่ย”
       “ผมเข้าใจครับว่าน้าเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย แต่ยังไงผมก็ยืนยันว่าคุณนิติธรไม่ใช่คนที่เราต้องระแวง”
       “ครับ..ผมจะรีบติดต่อคุณนิติธรให้เร็วที่สุด เราจะได้เริ่มงานกันเสียที”
       “ขอบคุณครับน้าเพิ่ม”
       เพิ่มพงษ์เดินออกไปก็ได้ยินเสียงแตรรถดังขึ้น สยุมภูว์หันไปมองที่มาของเสียง เขาเห็นรถคันหนึ่งเข้ามาจอดที่หน้าบ้านแววมยุรา สยุมภูว์ทำหน้าหมั่นไส้แล้วก็เดินตรงไปดูด้วยความอยากรู้ว่าใครมาหาแววมยุรา
       
       รถยนต์คันหรูแล่นมาเทียบจอดหน้าบ้านแววมยุรา คำรพก้าวลงมาจากรถด้วยชุดที่แต่งมาเต็มที่ ตามประสาเพลย์บอยหนุ่มใหญ่ เขายิ้มอย่างกรุ้มกริ่มพร้อมกับมองไปที่บ้านของแววมยุรา
       
       วัณณรีนั่งกดบีบีแช็ทอยู่ภายในบ้าน ส่วนแววมยุรานั่งสเก็ตช์ภาพน้องสาวด้วยดินสอ สักพักเสียงกริ่งหน้าบ้านก็ดังขึ้น
       “วัณ ไปดูหน่อยซิว่าใครมา” แววมยุราบอกน้องสาว
       วัณณรีลุกขึ้นอย่างขัดใจที่แววมยุราขัดจังหวะการแช็ทของตน วัณณรีเดินไปสักครู่แววมยุราก็ได้ยินเสียงคนคุ้นเคยเดินเข้ามา แววมยุราหันไปมองอย่างตกใจ
       เสียงคำรพดังขึ้น “ขอบคุณมากค่า”
       คำรพเดินเข้ามาพร้อมกับวัณณรี โดยที่วัณณรียังงงๆ ว่าคำรพคือใคร
       “นี่หนูเป็นน้องสาวของแววมยุราเค้าเหรอ อืม...อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ สวยไม่แพ้พี่สาวเลยนะนี่” คำรพทำสายตากรุ้มกริ่ม
       แววมยุรารีบปราดมายืนบังวัณณรีไว้
       “คุณคำรพ คุณรู้จักบ้านฉันได้ยังไง”
       “จะยากตรงไหน คุณทำงานกับผมมาเป็นปี ผมก็แค่มาตามที่อยู่คุณแค่นั้น” คำรพบอก
       “แล้วคุณมีธุระอะไร”
       “ผมจะมาตามให้คุณกลับไปทำงานกับผมน่ะสิ”
       แววมยุรากลัวว่าวัณณรีรู้ว่าตนออกจากงานแล้วจึงพูดกับน้อง “วัณ ขึ้นไปข้างบนไป”
       วัณณรีอิดออดเพราะมือและสายตายังจดจ่อกับการแช็ทในบีบี
       คำรพมองวัณณรี “ถ้าไม่แวะมาที่นี่ก็คงไม่รู้ว่าแววมีน้องสาวสวยแบบนี้”
       “เราออกไปคุยกันนอกบ้านดีกว่าค่ะคุณคำรพ ทางนี้ค่ะ”
       แววมยุราพยายามลากแขนคำรพที่ยังมองวัณณรีอย่างโลมเลียให้ออกไปด้านนอก
       อ่านต่อหน้าที่ 2

1 | 2 | 3 | 4
หน้าถัดไป
ข่าวล่าสุด ในหมวด
แววมยุรา ตอนที่ 14 จบบริบูรณ์
แววมยุรา ตอนที่ 13
แววมยุรา ตอนที่ 12
แววมยุรา ตอนที่ 11
แววมยุรา ตอนที่ 10
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
แสดงผลหน้าเดียว
จำนวนคนโหวต 4 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 2 คน
50 %
ไม่เห็นด้วย 2 คน
50 %
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | ธุรกิจ | หุ้น | SMEs | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | โฆษณาบนเว็บ
All site contents copyright ©1999-2014