หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกละครออนไลน์ | ละครออนไลน์
ละครออนไลน์ ขุนศึก

ขุนศึก ตอนที่ ๑๒

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
20 พฤษภาคม 2555 07:24 น.
1 | 2 | 3 | 4
หน้าถัดไป

ขุนศึก ตอนที่ ๑๒

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ขุนศึก ตอนที่ ๑๒

ขุนศึก ตอนที่ ๑๒

ขุนศึก ตอนที่ ๑๒

ขุนศึก ตอนที่ ๑๒

ขุนศึก ตอนที่ ๑๒
       
       

       กระท่อมสมบุญตอนหัวค่ำ เสมานอนบนใบตองที่ปูรองไว้บนพื้นเรือน ไข้ขึ้นสูงไม่ได้สติอยู่ จำเรียงกำลังใช้ผ้าเช็ดตัวให้เสมา โดยมีเอื้อยแตง และสิน คอยดูเสมาอยู่ใกล้ๆ
        
       “ต้องโทษโบยหรือคิดจะฆ่ากันแน่” เอื้อยแตงพูดด้วยความเจ็บใจ
       “ถ้าอ้ายขันมันทำได้ มันก็คงจะทำไปแล้ว” สินพูดด้วยความแค้นใจ
       สมบุญยกยาหม้อเข้ามาให้เสมาแล้วรินยาใส่ถ้วย
       “ทั้งยากินยาทาก็หมดสิ้นแล้ว แม่เอื้อยแตงมีเพียงเท่านี้เองรึ”
       “เพียงเท่านี้ ก็ได้แม่หญิงเรไรฝากมาดอก ฉันเองหามีไม่ ประทังไปก่อนเถิด เช้าเมื่อใดค่อยไปหาซื้อ” เอื้อยแตงว่า
       จำเรียงรับถ้วยยาจากสมบุญ แล้วประคองเสมาขึ้นดื่ม
       “แต่ฉันเป็นน้องพี่เสมามา ไม่เคยเห็นพี่เสมาเจ็บหนักเหมือนครานี้เลย แล้วนี่จะหายทันคัดเลือกทหารหรือ” จำเรียงพูดด้วยสีหน้าเป็นห่วง
       “คัดเลือกทหารกระไรกัน” เอื้อยแตงถาม
       “พระพุทธเจ้าอยู่หัวองค์น้อย ทรงมีรับสั่งจะคัดทหารรักษาวังเพิ่ม พี่เสมาตั้งใจจะไปคัดเลือกด้วย” สมบุญว่า
       “ฝีมือเยี่ยงพี่เสมา หากไม่เจ็บไข้ ย่อมต้องได้คัดเลือกเป็นแน่ ครานี้ก็จะได้กลับไปเป็นทหารพ้นจากตะพุ่นเสียที อ้ายขันอ้ายพุฒจะกลั่นแกล้งไม่ได้อีก” สินบอก
       เสมายังคงนอนไร้สติเพราะพิษไข้ ไม่รู้จะหายทันคัดเลือกหรือไม่
       
       เรไรรออยู่บนเรือนหลวงรามเดชะด้วยความกระวนกระวายใจ เอื้อยแตงเดินกลับขึ้นเรือนมา เรไรเข้าไปหาทันทีด้วยความเป็นห่วงเสมา
       “เป็นกระไรบ้าง”
       “ฉันรึ ก็สบายไม่เจ็บไม่ไข้กระไร” เอื้อยแตงแกล้งยั่ว
       “ แม่เอื้อยแตง”
       เอื้อยแตงยิ้มขำๆแล้วบอกว่า
       “พี่เสมาโดนโบยเสียหลังแตกยับ ได้ไข้ตัวร้อนเป็นไฟ ตอนฉันกลับยังไม่ฟื้นเลย”
       เรไรหน้าเสียห่วงเสมาจับใจ เอื้อยแตงพอเห็นสีหน้าเรไรก็ใจอ่อน
       “ พี่เสมาแข็งแรงกว่าคนทั่วไป แลมีคนเฝ้าไข้อยู่หลายคน พรึ่งนี้ได้ยาก็คงดีขึ้น แม่หญิงไม่ต้องกังวลไปดอก แต่ที่ฉันหาเข้าใจไม่ คือเมื่อแม่หญิงห่วงพี่เสมาเช่นนี้ เหตุใดเมื่อครู่ถึงไม่ตามไปด้วยกันเล่า”
       เรไรหน้าขรึมลง
       “ฉันมีคู่หมั้นคู่หมายแล้วจะทำกระไรก็ต้องนึกถึงเกียรติของตนแลคู่หมั้น แม้จะไปเยี่ยมไข้ แต่ก็เป็นชายที่เคยมีใจด้วย หาเหมาะควรไม่”
       “แต่แม่หญิงถูกหลอกไม่ใช่รึ เหตุใดไม่ถอนหมั้นเล่า”
       “หากถอนหมั้น พ่อแม่ท่านต้องเสียหน้านักฉันทำไม่ได้ดอก”
       เอื้อยแตงได้แต่ถอนใจแล้วส่ายหน้า
       “เป็นแม่หญิงนี่ลำบากแท้ จะทำสิ่งใดก็ต้องกลัวเสียเกียรติ เสียหน้าตาอยู่ร่ำไป”
       “หากแม่เอื้อยแตงเคยทำให้พ่อแม่ทุกข์ใจมามากเช่นฉัน ก็จักเข้าใจ ว่าเหตุใดฉันต้องทำเช่นนี้”
       เรไรหน้าเศร้าด้วยความอัดอั้นตันใจ เอื้อยแตงมองเรไรนิ่ง เป็นครั้งแรกที่รู้สึกเห็นใจเรไร และเริ่มเข้าใจเรไรมากขึ้น
       
       เช้าวันรุ่งขึ้น ขันและพุฒพร้อมด้วยทหารจำนวนหนึ่งกรูกันเข้ามาในกระท่อมสมบุญ ขณะที่จำเรียงกำลังดูแลเสมาที่นอนป่วยไม่ได้สติอยู่ ขันตวาดลั่น
       “เฮ้ย เอาตัวมันไป”
       พวกทหารกรูกันเข้ามาจะดึงตัวเสมาไป ทั้งๆที่เสมายังป่วยหนัก จำเรียงตกใจมากร้องถาม
       “จะทำกระไรกัน คนป่วยเจียนตายไม่เห็นรึ”
       จำเรียงจะเข้าไปช่วยเสมาก็ถูกทหารผลักออกมา
       ทันใดนั้น สมบุญก็เข้ามาในกระท่อมด้วยความโกรธจัด ชักดาบคู่มือเตรียมสู้ พุฒตะคอกขู่
       “มึงคิดกบฏรึอ้ายสมบุญ”
       “มึงอย่ามาใส่ความกู พวกมึงบุกมาถึงเรือนกู แล้วยังทำร้ายพี่เสมาอีก จะมาหาว่ากูกบฏได้อย่างไร”
       “กูไม่ได้ทำร้ายอ้ายเสมา แต่กูจะเอามันไปทำงาน มันเป็นตะพุ่นหญ้าช้างมีหน้าที่เกี่ยวหญ้าให้ช้างกิน จนป่านฉะนี้แล้วมันยังไม่ทำงาน จะไม่ให้กูมาตามได้กระไรวะ”
       “พี่เสมาเจ็บหนักได้ไข้สูงเพียงนี้ ยังจะให้ไปเกี่ยวหญ้าอีกรึ” จำเรียงว่า
       “ถ้ามันไม่ตายก็ต้องไป ช้างศึกไม่มีหญ้ากิน รู้หรือไม่ว่าโทษสถานใด” ขันบอก
       “ตะพุ่นไม่ได้มีพี่เสมาคนเดียว ให้คนอื่นทำแทนก่อนก็ได้”
       “ตะพุ่นคนอื่นก็ต้องเลี้ยงช้างตัวอื่น ใครจะว่างมาทำแทนกัน เอ็งไม่รู้กระไร ก็หุบปากไปเถิดนังจำเรียง”
       สมบุญเก็บดาบเข้าฝักด้วยความแค้นใจ
       “ถ้ากระนั้นกูจะเกี่ยวหญ้าเลี้ยงช้างแทนพี่เสมาเอง เช่นนี้แล้ว พวกมึงคงหมดข้ออ้างแล้วใช่หรือไม่”
       ขันและพุฒหันไปสบตากัน ไม่คิดว่า ยศขนาดสมบุญจะยอมลดตัวไปทำงานทาส ใจจริงอยากเล่นงานเสมามากกว่า แต่เมื่อสมบุญอ้างแบบนี้ก็จำต้องยอม
       ขันและพุฒเดินหัวเสียนำทหารกลับออกไป จำเรียงชำเลืองมองสมบุญด้วยสายตาเป็นห่วง
       “ ไม่ต้องเป็นห่วงข้า ดูแลพี่เสมาให้ดีเถิด”
       จำเรียงมองตามสมบุญที่เดินตามขันและพุฒออกไปด้วยความซาบซึ้งใจในน้ำใจจนน้ำตาคลอขึ้นมา
       
       สินเดินถือห่อยาใหญ่สองห่อมาอย่างอารมณ์ดี เพื่อจะไปขึ้นเรือของตนที่ผูกเอาไว้ที่ท่าเรือ ขณะนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงคนทักดังขึ้นที่ด้านหลัง
       “ประเดี๋ยวก่อนอ้ายน้องชาย”
       สินหันกลับไป เห็นขุนจำนงซี่งเป็นขุนวังสนองพระโอษฐ์ของสมเด็จพระเอกาทศรถยืนอยู่ด้านหลัง ตัวขุนจำนงนั้นเป็นคนหยิ่งยโส มีฝีมือเพลงทวนเป็นเลิศ
       “พี่ชายมีกระไรรึ” สินถาม
       ขุนจำนงชี้ไปที่ห่อยา
       “ยาสองห่อนั่นเป็นยาสมานแผลแลรักษาบอบช้ำของขุนรักษาใช่หรือไม่”
       “ใช่จ้ะ ฉันเพิ่งซื้อมาเมื่อครู่เอง”
       “ขายต่อให้ข้าเถิด ข้าตั้งใจจะไปซื้อกับขุนรักษาแต่หมดเสียก่อน ต้องรออีกสองสามวันกว่าที่ปรุงใหม่จะเสร็จ ข้าไม่อยากรอ จักขอซื้อต่อเอ็ง”
       “พี่ชายจะเอาไปรักษาคนรึ ถ้ากระนั้นฉันปันให้ก็ได้ ไม่ต้องซื้อดอกจ้ะ”
       ขุนจำนงวางมาดข่ม
       “เปล่าดอก ข้าไม่ได้เอาไปรักษาใคร แต่ข้าเป็นทหาร อ้ายพวกที่อยู่ในสังกัดข้ามันซ้อมมือบาดเจ็บกันอยู่เนืองๆ ข้าจึงต้องมีเตรียมไว้”
       “ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ได้เร่งด่วนกระไร ฉันคงขายให้พี่ชายไม่ได้ดอกจ้ะ เพราะฉันจะเอาไปรักษาคน”
       “พูดไม่รู้ความรึก็ข้าบอกว่า ข้าอยากได้ ไม่เช่นนั้น ข้าจะตามเอ็งมาจากเรือนขุนรักษาทำไม”
       “จะตามมาจากที่ใดฉันก็ไม่ขาย แล้วก็ไม่ต้องเอายศศักดิ์ทหารมาขู่ฉัน ฉันหากลัวไม่”
       “ เอ็งพูดเช่นนี้ ท้าทายข้ารึ”
       ขุนจำนงพุ่งเข้าแย่งห่อยาจากสินทันที สินฉากหลบออกไป ขุนจำนงตามต่อย สินก็โยกหัวหลบออกไปได้อย่างสวยงาม
       “ ฝีมือไม่เลว” ขุนจำนงว่า
       ขุนจำนงเห็นไม้ไผ่ที่ปักอยู่ริมน้ำเลยดึงไม้ออกมาใช้ต่างทวนคู่มือ หวดเข้าใส่สินทันที สินเจอขุนจำนงรุกไล่ไม่กี่กระบวนก็เสียท่า ขุนจำนงใช้ไม้ไผ่ตวัดโดนข้อมือ จนห่อยาหลุดจากมือกระเด็นตกน้ำไป สินโมโหที่ห่อยาตกน้ำทำให้ไม่มียาไปรักษาเสมาเลยหันไปคว้าพายจากในเรือ เข้ามาสู้กับขุนจำนง
       ทั้งคู่สู้กันในเชิงเพลงทวนอย่างดุเดือด ต่างฝ่ายต่างร้ายกาจพอกัน กินกันไม่ลงทั้งคู่ พวกชาวบ้านเริ่มเข้ามามุงดูการต่อสู้มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งคู่สู้กันอยู่พักหนึ่งเห็นชาวบ้านมากันเยอะ กลัวมีเรื่องตามมาเลยผละออกจากกัน
       “ฝีมือเอ็งร้ายกาจนัก มิน่าเล่าจึงได้โอหังเช่นนี้... มีคนมามุงโขอยู่ ข้าไม่อยากมีเรื่องถึงนครบาลให้เดือดร้อน ไว้คราหน้าหากเจอกัน เอ็งกับข้ามาทำสัญญาประลองกันตามธรรมเนียมเถิด จะได้ไม่มีผู้ใดยุ่งเกี่ยวได้”
       “ถึงครานั้น ก็อย่าลืมเตรียมอาวุธคู่มือมาด้วยเล่า หากว่าแพ้จะได้ไม่ยกมาเป็นข้ออ้างได้”
       ขุนจำนงมองสินด้วยตาอาฆาตก่อนจะเดินเลี่ยงไป สินรีบไปเขี่ยห่อยาเก็บขึ้นมาด้วยความรู้สึกหงุดหงิดปนเสียดาย
       
       เวลาต่อมา เอื้อยแตงไล่ตีสิน สินวิ่งหนีตายกระเจิดกระเจิงมาถึงหน้ากระท่อม
       “อย่าแม่เอื้อยแตง ฉันกลัวแล้วจ้ะ กลัวแล้ว” สินพูดไปหนีไป
       เอื้อยแตงยังคงโมโหแล้วตีไม่ยั้ง
       “กลัวรึอ้ายสิน เอ็งทำยาตกน้ำไปเช่นนี้ พี่เสมาจะเอายากระไรกินเล่า”
       สินจะฉากหนี แต่เอื้อยแตงไวกว่า ดึงหูสินไว้ได้ทันจนสินร้องลั่น ทั้งเจ็บทั้งกลัวจับใจ
       “โอ๊ยๆ หูข้าขาดแล้ว”
       สินยกมือไหว้เอื้อยแตง
       “ฉันขอขมาเถิดจ้ะแม่เอื้อยแตง ประเดี๋ยวฉันจะไปซื้อยาใหม่มาให้จ้ะ”
       “ยาอื่นยังพอว่า แต่ยาสมานแผลแลรักษาบอบช้ำ จะมีผู้ใดเก่งเกินขุนรักษาอีกเล่า ไม่เช่นนั้นแม่หญิงเรไรจะย้ำหนักหนา ให้ไปซื้อบขุนรักษารึ” เอื้อยแตงตวาดแว๊ด
       เอื้อยแตงดึงหูทิ้งทวน เล่นเอาสินร้องจ๊ากสะดุ้งโหยงและรีบคลำหู
       “ถ้ากระนั้นแม่เอื้อยแตงจะให้ฉันทำเช่นไรเล่าจ๊ะ เพื่อไถ่โทษ ฉันยอมทำทุกอย่างเลยจ้ะ”
       “เอ็งต้องยอมอยู่แล้ว ลองไม่ยอมซีเป็นได้เห็นดีกัน”
       สินจ๋อยสนิท กลัวเอื้อยแตงจับใจ
       “หากไม่มียา อาการพี่เสมาคงหนักลงอีกเป็นแน่ แล้วนี่จะเอาแรงกระไรไปคัดเลือกทหารกัน”
       สิน และเอื้อยแตงหน้าเครียดด้วยกันทั้งคู่ พอคิดถึงเรื่องนี้ก็ยิ่งห่วงเสมามากขึ้น
       
       สมบุญกำลังขนหญ้ามาเลี้ยงช้างอยู่ ด้วยความเหน็ดเหนื่อย
       “เวรแท้อ้ายสมบุญ พ้นจากทาสมาได้ ก็ต้องกลับไปทำงานทาสอีก หนีไม่พ้นเลยกู”
       “บ่นกระไรรึสมบุญ” เสียงจำเรียงดังขึ้น
       สมบุญตกใจ หันไปเห็นจำเรียงที่ถือกระบอกน้ำกับข้าวห่อใบบัวยืนอยู่ทางด้านหลัง
       “แม่จำเรียงน่ะเองมาไม่ให้สุ้มให้เสียงเลย”
       “ฉันเห็นว่าบ่ายคล้อยแล้ว สมบุญยังไม่ได้กินกระไร เลยเอาข้าวเอาน้ำมาให้ แต่ถ้าสมบุญติฉันเช่นนี้ ฉันกลับก็ได้” จำเรียงทิ้งค้อนอย่างน้อยใจแล้วหันหลังกลับ
       สมบุญรีบขวางไว้
       “พิโธ่พิถัง แม่จำเรียงจ๋า อย่าเพิ่งโกรธกันเลย ฉันหาได้หมายความเช่นนั้นไม่”
       สมบุญจับมือจำเรียงไว้แล้วยิ้มกรุ้มกริ่ม
       “แม่จำเรียงเอาข้าวเอาน้ำมาให้ มีรึ ฉันจะติได้ มีแต่จักดีใจเท่านั้น”
       สมบุญจับมือจำเรียงขึ้นมาจะจูบ แต่จำเรียงดึงมือออกก่อน สมบุญเลยพลาดไปด้วยความเสียดาย
       “ถ้าเช่นนั้น ก็รีบมากินข้าวกินปลาเถิด จะได้กลับไปเฝ้าไข้พี่เสมาเสียที พี่เสมาเจ็บครานี้หนักนัก ฉันเป็นห่วงเหลือเกิน”
       ขณะนั้นเองก็มีคนๆหนึ่งเดินเข้ามายืนอยู่ทางด้านหลังของจำเรียง เมื่อรู้สึกตัว จำเรียงหันกลับไปมอง ปรากฏว่าเป็นดวงแขนั่นเอง
       “เสมาเจ็บหนัก เป็นกระไร”
       สมบุญ และจำเรียงต่างนึกไม่ถึงว่าจะเจอดวงแขที่นี่
       
       ดวงแขกำลังนั่งมองเสมาที่นอนป่วยอยู่ด้วยน้ำตาไหลอาบแก้ม ดวงแขเอื้อมมือไปจับใบหน้าที่ร้อนผ่าวด้วยพิษไข้สูงนึกสงสารเสมาจับใจ สมบุญยืนอยู่ใกล้ๆเมื่อเห็นดวงแขร้องไห้ก็แปลกใจ
       “แม่หญิง เหตุใดถึงร้องไห้เล่า สงสารพี่เสมารึ”
       “สงสารก็ข้อหนึ่ง แต่น้อยใจก็เป็นอีกข้อหนึ่ง คิดดูเถิดเสมาเจ็บหนักถึงเพียงนี้ แต่ฉันกลับไม่รู้เลย ไม่ว่าฉันเพียรพยายามเท่าใด เสมาก็หาเคยเห็นฉันในสายตาไม่” ดวงแขพูดพลางเช็ดน้ำตา
       ดวงแขร้องไห้ออกมาอีกอย่างกลั้นไม่อยู่ เบือนหน้าหลบสายตาสมบุญ ซับน้ำตาไปมา สมบุญจับตามองดวงแขอย่างจับสังเกต
       
       เอื้อยแตงมองห่อยาห่อใหญ่สองห่อในมืออย่างชั่งใจ เป็นความรู้สึกเดียวกับจำเรียงและสิน
       “ฉันว่าเอายาพวกนี้ไปทิ้งเถิด แม่หญิงดวงแขมากเล่ห์แสนกลนัก ดูแต่มิตรรักอย่างแม่หญิงเรไรซี แม่หญิงดวงแขยังทำได้ลงคอ แล้วจักไว้ใจให้พี่เสมากินยาพวกนี้ได้กระไร” สินพูดอย่างระแวง
       จำเรียงลังเลในคำพูดของสิน
       “แล้วแม่หญิงดวงแขจะทำร้ายพี่เสมาไปเพื่อกระไรเล่า ในเมื่อแม่หญิงมีใจให้พี่เสมา”
       “ก็ไม่แน่ดอก ไม่เคยได้ยินรึ รักมากยิ่งแค้นมาก หากแม่หญิงดวงแขเห็นว่าไม่อาจได้ใจพี่เสมาแล้วอาจพาลทำร้ายเอาก็เป็นได้” เอื้อยแตงว่า
       สินรีบสนับสนุนทันที
       “แน่แล้ว แม่เอื้อยแตงพูดถูกแน่แล้วทิ้งยาไปเสียเถิด”
       “แต่เพลานี้พี่เสมาเจ็บหนักทั้งแผลแลพิษไข้ หากไม่กินไม่ทายาแล้วจะหายได้กระไร หรือแม่เอื้อยแตงกับพ่อสินหายาให้พี่เสมาได้เล่า” จำเรียงถาม
       “หากหาได้ พวกเราจะหนักใจเช่นนี้หรือจำเรียง” เอื้อยแตงพูดอย่างหนักใจ
       จำเรียงดึงห่อยามาจากมือเอื้อยแตงแล้วตัดสินใจ
       “ถ้ากระนั้นฉันจะให้พี่เสมากิน”
       “แต่..” สินอึกอัก
       “ถ้าพี่เสมาไม่หายก็ไปคัดทหารไม่ได้ อย่างไรเราก็ต้องเสี่ยง” จำเรียงพูดตัดบท
       สินและเอื้องแตงชำเลืองมองหน้ากันด้วยสีหน้าไม่สบายใจ เพราะยังระแวงในตัวดวงแขอยู่
       “ฉันเคยเป็นทาสรับใช้แม่หญิงดวงแขมาก่อน แม่หญิงมีน้ำใจกับฉันนัก ฉันเชื่อว่าอย่างไรเสียก็ไม่คิดร้ายกับพี่เสมาดอก”
       จำเรียงเดินเลี่ยงไปทางหลังกระท่อม เพื่อต้มยาให้เสมา เอื้อยแตงและสินมองหน้ากัน ถึงจะไม่ค่อยเห็นด้วยแต่ก็ยอมรับว่าต้องเสี่ยงอย่างที่จำเรียงพูด
       
       สมบุญกำลังประคองเสมาลุกขึ้นนั่งเพื่อดื่มยากลางดึก ขณะที่สินคอยทายาที่แผลด้านหลังให้เสมา
       “เป็นกระไรบ้างพี่เสมา”
       เสมา พยักหน้าช้าๆด้วยความอ่อนเพลีย
       “ดีขึ้นมากแล้ว”
       “ยานี้ชะงัดนักกินเพียงสามครา ตกดึกก็ได้สติถึงกับลุกขึ้นนั่งกินยาได้เอง” สมบุญพูดด้วยสีหน้าดีใจ
       “ยาทาก็ดีเช่นกัน ไม่ทันไรแผลก็แห้งแล้ว” สินบอก
       “ขอบน้ำใจพวกเอ็งนักที่หาหยูกยาแลดูแลข้าเช่นนี้ หากไม่ได้พวกเอ็งมิแน่ว่าครานี้ข้าอาจไม่รอดแล้ว” เสมาพูดด้วยน้ำเสียงเนือยๆด้วยความอ่อนเพลีย
       สินและสมบุญหันไปสบตากัน
       “เรื่องดูแลไม่ผิดดอก แต่ยาพวกฉันไม่ได้เป็นคนหามาดอกจ้ะ” สินบอก
       “แล้วผู้ใดให้มาเล่า” เสมาถามด้วยความแปลกใจ
       “แม่หญิงดวงแขจ้ะ ยาพวกนี้เป็นของแม่หญิงดวงแขให้มาทั้งสิ้น” สมบุญบอก
       เสมาหน้าขรึมลง และรู้สึกผิดทันทีเพราะคิดได้ว่าถึงดวงแขจะร้ายอย่างไรแต่ก็ดีกับตนเสมอมา
       
       เวลาผ่านไปสองสามวัน ที่บริเวณท่าเรือท้ายวังในยามเช้า ดวงแขกำลังนั่งอยู่ที่ท่าน้ำเพื่อเตรียมใส่บาตร เสมาค่อยๆ เดินมาด้านหลังดวงแขแล้วนั่งลงข้างๆ ดวงแขหันกลับไปมอง นึกไม่ถึงว่าจะเป็นเสมา จึงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เสมายิ้มบางๆ
       “มิทราบว่าแม่หญิง จะเมตตาให้ข้าพระเจ้าใส่บาตรด้วยสักคนได้หรือไม่”
       “นี่เสมาหายแล้วรึยังไม่ถึงสามวันเลย” ดวงแขพูดอย่างดีใจ
       “ยังไม่หายสนิทดอก แต่ข้าพระเจ้าต้องไปคัดทหาร หากยังมีบุญอยู่บ้างก็คงได้กลับมารับใช้บ้านเมืองอีกครา”
       “แล้วเสมาหายเคืองฉันแล้วหรือ”
       “ข้าพระเจ้าจะโกรธเคืองผู้ที่ช่วยข้าพระเจ้าไว้ได้อย่างไร แม่หญิงมีคุณกับข้าพระเจ้านัก หากไม่ได้ยาของแม่หญิง อย่าว่าแต่ไปคัดทหารเลย แม้ชีวิตยังไม่รู้จักรักษาไว้ได้หรือไม่”
       ดวงแขรู้สึกดีใจที่เห็นว่าเสมามีความรู้สึกดีๆกับตัวเอง
       “ถ้ากระนั้น เสมาก็คงรู้แล้วว่าผู้ใดมีใจจริงให้เสมา”
       เสมาหน้าขรึมลงนิ่งเงียบไม่พูดอะไร ดวงแขหน้าบึ้งตึงขึ้นทันที
       “เหตุใดไม่ตอบ เสมาคงไม่ลืมดอกนะว่าแม่เรไรต้องออกเรือนกับพี่ขัน แล้วยังจะหวัง..”
       ดวงแขพูดยังไม่ทันจบ พระภิกษุรูปหนึ่งก็พายเรือผ่านมาทีท่าน้ำพอดี เสมาได้โอกาสรีบตัดบททันที
       “นิมนต์ขอรับ”
       
       เสมากุลีกุจอเตรียมตัวใส่บาตร โดยไม่พูดกับดวงแขอีก ดวงแขรู้ว่า เสมายังตัดเรไรไม่ขาดแต่ต่อหน้าพระก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก ได้แต่ยกมือไหว้พระแต่สีหน้ายังมีร่องรอยของความขุ่นเคืองอยู่
        
       อ่านต่อหน้า ๒

1 | 2 | 3 | 4
หน้าถัดไป
ข่าวล่าสุด ในหมวด
ขุนศึก ตอนที่ ๑๕ จบบริบูรณ์
ขุนศึก ตอนที่ ๑๔
ขุนศึก ตอนที่ ๑๓
ขุนศึก ตอนที่ ๑๒
ขุนศึก ตอนที่ ๑๑
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
แสดงผลหน้าเดียว
จำนวนคนโหวต 138 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 133 คน
97 %
ไม่เห็นด้วย 5 คน
3 %
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | ธุรกิจ | หุ้น | SMEs | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | โฆษณาบนเว็บ
All site contents copyright ©1999-2015