หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกละครออนไลน์ | ละครออนไลน์
ละครออนไลน์ ธรณีนี่นี้ใครครอง

ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 7

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
4 กรกฎาคม 2555 08:40 น.
1 | 2 | 3 | 4
หน้าถัดไป

ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 7

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 7

ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 7

ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 7

ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 7

ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 7
        
       
       คุณย่าแดงกับดรุณีนั่งห้อยเท้าอยู่ที่แคร่หน้าบ้านพักอาทิจเคียงกัน
        
       “ถ้าเขาไม่เมาเรื่องมันก็คงไม่เป็นแบบนี้”
       “เหล้ามันไม่เคยให้คุณใครอยู่แล้ว”
       “เขาคงเสียใจเรื่องที่หนูก่อไว้มากก็เลยไประบายเอากับเหล้า หนูขอโทษนะคะคุณย่า ที่เป็นต้นเหตุให้เขาต้องเป็นแบบนี้”
       ย่าหันมามองดรุณี เห็นสีหน้าและแววตาของหลานสาวที่บ่งว่าเสียใจจริงๆ ก็ไม่อยากจะซ้ำเติม
       “พี่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรเรานี่ ย่าเห็นเขาโทษแต่ตัวเองที่หลงผิดไป”
       “ก็เพราะเขาไม่โทษใครนี่ล่ะค่ะที่ทำให้หนูรู้สึกผิด หนูไม่ใช่เด็กไม่รู้จักคิดนะคะคุณย่า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ หนูคงไม่ก่อเรื่องแบบนี้”
       “ใจเย็นๆก่อนเถอะ เรื่องมันอาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่เราคิดก็ได้”
       ย่าแดงมองตาดรุณี เห็นยังไม่คลายความรู้สึกผิดในใจ จึงโอบหญิงสาวเข้ามาซบที่ไหล่เพื่อให้คลายความกังวล ทั้งๆที่ย่าแดงเองก็เก็บความกังวลที่แววตาไม่มิดเช่นกัน
       
       อาทิจเดินสะโหลสะเหลเข้ามาที่แปลงผัก ลุงเกร็งยืนรดน้ำผักอยู่หันมาเห็นอาทิจ
       “อ้าว...คุณอาทิจ ค่อยยังชั่วขึ้นแล้วหรือครับ”
       อาทิจไม่ได้ยินเพราะมัวแต่ไล่มองผักที่ปลูกบนแปลง ด้วยหัวใจที่อ่อนระโหยโรยแรง
       “ผักขาดน้ำไปหลายวัน ลุงก็มัวแต่ยุ่งอยู่ในสวนส้ม เลยไม่ได้แวะมาดูให้เลย คิดว่าเจ้าฑูรหรือใครจะมารดน้ำให้บ้าง แต่ก็...”
       อาทิจเห็นผักที่แห้งเหี่ยวเพราะขาดน้ำ แล้วต้องกลืนน้ำลายเหนียวๆลงคอ
       “ทุกคนต่างมีหน้าที่กันทั้งนั้น ผมเองต่างหากที่ละเลยหน้าที่จนทุกอย่างเป็นแบบนี้”
       ชายหนุ่มรู้สึกเจ็บปวดที่เห็นผักที่เพาะมากับมือต้องมาเหี่ยวเฉา ผลงานชิ้นแรกของเขาพังไม่เป็นท่า ไม่ต่างจากผลงานชิ้นที่สองที่พังยับเยิน ลุงเกร็งมองชายหนุ่มอย่างเห็นใจ
       “รดน้ำแล้วอาจจะพอฟื้นตัวได้บ้างนะครับ”
       อาทิจย่อตัวลงแล้วเอามือลูบผักที่แห้งเหี่ยวเฉา ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับกายและใจของเขาในเวลานี้
       
       จิ๋วแจ๋ววิ่งเสิร์ฟอาหารบนโต๊ะ ซึ่งเวทางค์และวิยะดานั่งประจำที่เรียบร้อยแล้ว เวทางค์เร่งไปกินไป
       “เร็วๆหน่อยได้มั้ยจิ๋วแจ๋ว คนกำลังหิว”
       จิ๋วแจ๋ววางอาหารจากถาดลงบนโต๊ะมือเป็นระวิง
       “จิ๋วแจ๋วนึกว่าคุณเวกับคุณวิจะรอคุณย่ากับคุณณีก่อนนี่คะ”
       วิยะดาโวย
       “ฉันก็รอจนไส้กิ่วไปหมดแล้ว เขาไปไหนกันเนี่ย แกรู้มั้ย”
       “จิ๋วแจ๋วจะรู้ได้ยังไงล่ะคะ ก็แม่ให้จิ๋วแจ๋วอยู่รับใช้คุณที่นี่”
       ย่าแดงเดินกลับเข้ามา เวทางค์ซึ่งกำลังตักข้าวคำโตเข้าปาก รีบวางช้อนแล้ววิ่งไปหาย่าทันที
       “คุณย่าครับ กินข้าวกันครับคุณย่า”
       วิยะดาวางช้อนแทบไม่ทัน ตามมาบ้าง
       “เนี่ยวิรอคุณย่าตั้งนานแน่ะค่ะ แต่โรคกระเพาะมันกำเริบ วิก็เลยต้องกินก่อน แต่เพิ่งกินไปแค่ สองคำเองค่ะ พี่เวสิคะซัดไปตั้งครึ่งจานแล้ว”
       เวทางค์หันไปดุน้อง
       “เว่อร์แล้วยายวิ พี่เพิ่งกินไปแค่ สองคำเหมือนเรานั่นแหละ คุณย่าเชิญครับ...เชิญ”
       เวทางค์จะประคองย่าไปนั่ง ย่าแดงโบกมือห้าม
       “ย่าไม่หิว เราสองคนกินกันเถอะ ย่าขอตัวไปพักก่อน แล้วก็ไม่ต้องรอแม่ณีนะ เขาเข้าไปกินกับคนงานแล้ว”
       ย่าแดงเดินออกไป ทันทีที่ย่าเดินพ้นสายตา สองพี่น้องก็วิ่งจู๊ดกลับไปนั่งที่โต๊ะแล้วทานข้าวต่ออย่างเมามัน ดุจน้องผู้หิวโหย จิ๋วแจ๋วมองสองพี่น้องแล้วแอบส่ายหน้าเล็กๆ
       
       แก้วตักกับข้าวใส่ปิ่นโตให้ดรุณี ในขณะที่คนงานอื่นๆนั่งจับกลุ่มกินข้าวกันเป็นกลุ่มๆ ลุงเกร็งเดินตรงเข้าไปหาไพฑูรย์ซึ่งนั่งกินข้าวอยู่กับต๊อด อึ่ง พัน
       “ไอ้ฑูร...ทำไมไม่ไปรดน้ำผักให้คุณอาทิจบ้างวะ ผักจะแห้งตายหมดแล้วรู้มั้ย”
       ดรุณีและแก้วหันไปมอง
       “เฮ้ย...จริงด้วย”ต๊อดตกใจ
       อึ่งหน้าเสีย
       “ทำไงดีวะ”
       พันหันไปต่อว่าไพฑูรย์
       “พี่ฑูรก็น่าจะเตือนกันมั่ง”
       “เดี๋ยวยันโครม...ลำพังแค่ลงกล้วยคนเดียวข้าก็ไข้จับแล้ว จะเอาเวลาที่ไหนไปรด
       น้ำผักได้อีก”
       ลุงเกร็งส่ายหน้าอย่างเบื่อหน่าย
       “ไม่ได้ให้ไปรดเองเว้ย มีปากก็สั่งคนงานไปสิวะ ไอ้สามตัวนี่ก็พลอยหายหัวไปด้วย”
       ต็อดหน้าสลด
       “ก็ฉันมัวขี้หดตดหาย กลัวนายจะโกรธเรื่องกล้วยจนลืมผักไปเลย”
       อึ่งหน้าเครียด
       “จากที่หายโกรธ คงกลับมาโกรธอีกก็คราวเนี่ย”
       พันนึกได้
       “งั้นพวกเรารีบไปรดกันเดี๋ยวนี้เลย”
       ลุงเกร็งส่ายหน้า
       “สายไปแล้วเว้ย คุณอาทิจเธอรดของเธอเองแล้ว ข้าบอกจะตามพวกเอ็งมาช่วย เธอก็ห้ามไว้ บอกทำคนเดียวได้ ชวนมากินข้าวก็ไม่มา บอกจะรดให้เสร็จก่อน เฮ้อ...หายไข้รึยังก็ไม่รู้ ดีไม่ดีไข้กลับซ้ำขึ้นมา คราวนี้ล่ะ หนักกว่าเดิมแน่”
       แก้วหันไปบอกดรุณี
       “ รีบเอาไปส่งคุณอาทิจเถอะค่ะคุณณี”
       แก้วส่งปิ่นโตที่ใส่เถาเรียบร้อยแล้วให้ดรุณี หญิงสาวรับไปโดยไม่อิดออด
       
       ย่าแดงนั่งนิ่งที่หน้าโต๊ะหมู่บูชา หญิงชราไม่พูดอะไรสักคำ แต่แววตาของท่านกำลังปรับทุกข์อยู่กับพระที่ตั้งเป็นประธาน อย่างจะอ้อนวอนให้คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองอาทิจให้แคล้วคลาดจากเรื่องเลวร้าย พร้อมกับ ขออย่าให้เรื่องที่ได้ยินได้ฟังมาเป็นเรื่องจริง
       
       อาทิจนั่งถอนผักที่เหี่ยวเฉาออกจากแปลง ดรุณีถือปิ่นโตก้าวเข้ามายืนสะท้อนใจที่เห็นชายหนุ่มนั่งทำงานกลางแดดด้วยใจที่เหนื่อยล้าอย่างเดียวดาย
       “พักมากินข้าวก่อนเถอะ”
       อาทิจเงยหน้าขึ้นมามองดรุณี แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
       “ขอบคุณครับ คุณวางไว้เถอะ ตรงไหนก็ได้ ผมทำงานเสร็จแล้วจะกินเอง”
       ดรุณีไม่ยอม
       “ก็หยุดพักมากินก่อนสิ เดี๋ยวก็ป่วยซ้ำขึ้นมาอีกรอบหรอก”
       อาทิจยังคงก้มหน้าก้มตาทำงาน ดรุณีไม่ยอมแพ้ง่ายๆ
       “นายคงไม่อยากให้คุณย่าต้องเทียวไปเทียวมาดูแลนายนานๆหรอก จริงมั้ย”
       “ครับ ต่อไปนี้ผมจะดูแลตัวเองให้ดี”
       “เริ่มจากการกินข้าวให้ตรงเวลา”
       อาทิจพูดไปทำงานไป
       “ผมยังไม่หิว”
       ดรุณีไม่ยอม
       “ไม่หิวก็ต้องกิน เพราะนายต้องกินยา หรือนายอยากให้คุณย่าลำบากไปตามหมอมาดูนายอีก”
       “ผมทำความเดือดร้อนให้ท่านมามากแล้ว ผมไม่อยากให้ท่านต้องร้อนใจเพราะผมอีก ขอบคุณนะที่เตือน”
       อาทิจล้างมือแล้วมารับปิ่นโตจากดรุณี ก่อนจะเดินไปนั่งที่ใต้ร่มไม้โดยไม่พูดไม่จาอะไรอีก
       “ฉันจะกลับไปเตรียมยาให้นายที่บ้าน ถ้านายไม่ต้องการให้คุณย่าเป็นห่วงนายมากไปกว่านี้...ก็กรุณากลับไปกินด้วย”
       ดรุณีเดินออกไป อาทิจชะงัก กลืนข้าวที่อยู่ในปากอย่างยากเย็น ยามนี้เขาดูจะเป็นภาระของทุกคนไปซะทุกเรื่อง
       
       ดรุณีเปิดประตูเข้ามาในห้องพักอาทิจ หญิงสาวกวาดตามองไปทั่วห้องเธอยืนอยู่ท่ามกลางที่นอนหมอนมุ้ง ที่ยังไม่ได้เก็บเข้าที่ เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าขาวม้าห้อยระเกะระกะอยู่ตามมุม และที่พื้น
       “รกอย่างกับรังหนู เจ้าต๊อดก็ไม่เก็บกวาดให้เรียบร้อยก่อน หรือว่ารีบไปทำงาน”
       ดรุณีถอนใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดตัวผ้าขาวม้าลงตะกร้าผ้า แล้วหันมาเก็บที่นอน หมอน มุ้งและผ้าห่มให้เข้าที่
       “ขี้ฝุ่นก็เยอะซะ เฮ้อ”
       ดรุณีเอาผ้าคลุมที่นอนให้อาทิจ แล้วเอาไม้ขนไก่ปัดขี้ฝุ่นตามซอกมุมต่างๆ...ดรุณีเอาผ้ามาเช็ดถูโต๊ะ ตู้ เก้าอี้ ก่อนจะลงมาเช็ดที่พื้นห้อง...ดรุณีนั่งพิงฝาผนังเอามือปาดเหงื่อเหนื่อย...ดรุณีจัดวางข้าวของในห้องอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
       “เสร็จสักที สะอาดเอี่ยมน่าอยู่ คอนโดหรูชิดซ้าย”
       ดรุณีเดินมาที่โต๊ะแล้วกรีดนิ้วหยิบยาต่างๆออกจากซองใส่ในถ้วยเล็กๆ แล้วหางตาก็เหลือบไปมองผ่านกรอบหน้าต่าง เห็นอาทิจเดินสะโหลสะเหลกลับมา ดรุณีหันซ้ายมองขวา แล้วคว้ากระดาษซึ่งอาทิจใช้สำหรับเขียนจดหมายถึงที่บ้านมาเขียนอะไรยุกยิก ก่อนจะวิ่งหลบไปทางหลังบ้าน
       อาทิจเปิดประตูเข้าห้องมา ชายหนุ่มเดินมาที่โต๊ะเห็นกระดาษที่ดรุณีใช้แก้วน้ำทับไว้ อาทิจหยิบขึ้นมาดู
       “กินยา แล้วดื่มน้ำให้หมดแก้ว”
       อาทิจวางกระดาษลงแล้วหยิบยาขึ้นมากินก่อนจะดื่มน้ำตามไปครึ่งแก้ว ชายหนุ่มวางแก้วลงบนโต๊ะแล้วขยับออกมา แต่แล้วก็ชะงักหันกลับไปดื่มน้ำจนหมดแก้วตามคำสั่งคุณย่าน้อย จากนั้นจึงเดินเซมาล้มตัวลงนอนและหลับไปในทันที ดรุณีย่องเข้ามาชะโงกหน้ามองแล้วบ่นอย่างขัดใจ
       “จะลืมตาดูสักนิดขอบคุณสักหน่อยก็ไม่ได้ สะอาดเรี่ยมยังกับอยู่บนสวรรค์ขนาดนี้”
       ดรุณีจะเดินออกไปแต่แล้วก็กลับมาดึงผ้าห่มที่ตนเองพับไว้เรียบร้อยที่ปลายเท้าขึ้นมาห่มให้ชายหนุ่ม มือดรุณีดึงผ้าขึ้นมาโดนแขนของเขาโดยบังเอิญ
       “เฮ้ย...ทำไมตัวร้อนจี๋อย่างนี้ล่ะ...บอกแล้วว่าอย่าออกไปตากแดด เห็นมั้ยไข้ขึ้นอีกจนได้”
       ดรุณีบ่นเสร็จก็จ้ำออกไป อาทิจนอนปากซีดและแห้งผากอยู่บนที่นอน
       
       คนงานทยอยเอาจานชามที่กินแล้ว เขี่ยเศษอาหารลงถังขยะแล้ววางในกะละมัง แก้วกำลังเก็บหม้อถาดที่ใส่อาหารวางซ้อนกัน ต๊อดหันไปบอกไพฑูรย์
       “ฉันขอแวะไปดูนายสักแวบนะพี่ฑูร ไม่รู้ป่านนี้เป็นลมคาบ้านไปรึยัง”
       “ข้าไปด้วย” อึ่งขออนุญาตไพฑูรย์ “ไม่เกินครึ่งชั่วโมง จะรีบกลับมาจ้ะ”
       พันจะไปด้วยหันไปบอกไพฑูรย์
       “ข้าด้วย...เดี๋ยวกลับมาทำงานทดเวลาที่หายไปให้ด้วยเอ้า”
       ไพฑูรย์มองสามคน
       “พวกเอ็งจะไปทำอะไร”
       ต๊อดรีบบอก
       “เช็ดตัว”
       พันบอกต่อ
       “หุงข้าว”
       อึ่งคิดนิดนึงก่อนจะพูดออกมา
       “ซักเสื้อ ถูบ้าน ทำกับข้าว โอ๊ย...สารพัดงานจะมีให้ทำ”
       “เออ...รีบไปดูแลกันให้ดี ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ดูแล”
       แก้วฉุนขาด
       “พูดอย่างนี้หมายความว่ายังไง แกแช่งคุณอาทิจงั้นเหรอ”
       ไพฑูรย์เบ้หน้า
       “เปล๊า...ฉันแค่คิดว่าหน้าที่พวกเนี่ยะมันหน้าที่เมีย เดี๋ยวต่อไป...เมียตัวจริงคุณอาทิจย้ายมาอยู่นี่เมื่อไหร่ ไอ้พวกนี้คงตกกระป๋อง ได้เป็นแค่เมียน้อยก็แค่นั้น”
       ต๊อดงงๆ
       “ใคร...เมียนาย ต๊อดนอนกับนายทุกคืน ไม่เห็นนายปริปากบอกเลยว่ามีเมียแล้ว”
       “เขาจะบอกเอ็งได้ยังไงในเมื่อเขาเพิ่งมี”
       ลุงเกร็งหันไปปรามไพฑูรย์
       “พูดอะไรระวังปากบ้างนะเว้ย หัวใกล้หงอกกันอยู่แล้ว”
       ไพฑูรย์มองหน้าลุงเกรง
       “อย่าบอกนะว่าน้าเกร็งก็ไม่รู้เรื่องกับเขาเหมือนกัน เออ...ปิดข่าวกันดีจริงๆ”
       แก้วหวั่นใจ
       “แกรู้อะไรห๊า...”
       พันมองหน้าไพฑูรย์
       “ถ้ารู้ว่าเมียนายเป็นใคร ก็พูดมาเลยดีกว่า”
       อึ่งขำๆ
       “หวังว่าคงไม่เอาฮา เฉลยว่าเป็นคนคุ้นเคยอย่างพี่ตุ๊นะ”
       คนงานฮาตรึม ไพฑูรย์ไม่พอใจ
       “ไม่ต้องมาแขวะเมียข้า อย่างกะเมียคุณอาทิจไม่ใช่คนคุ้นเคยของพวกเอ็งงั้น
       แหละ มันก็เคยมือเคยไม้มาก่อนทั้งนั้นล่ะเว้ย”
       ลุงเกร็งไม่พอใจ
       “เอ็งพูดให้ดีนะ...เอ็งหมายถึงใคร”
       “ก็นังทองประศรี ขวัญใจคาราโอเกะไง นั่นแหละเมียคุณอาทิจ”
       ทุกคนตะลึง ในขณะที่แก้วหันรีหันขวาง เรื่องนี้คงจะไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไปแล้ว
       
       ดรุณีใช้ผ้าขนหนูซึ่งชุบน้ำบิดมาหมาดๆ เช็ดหน้าให้อาทิจที่ไข้ขึ้นเพ้อยกมือไขว่คว้าอากาศ ปากก็พึมพำเรียกหาแม่
       “คุณแม่ครับ...คุณแม่...คุณแม่”
       ดรุณีไม่รู้จะทำยังไง จึงจับมือชายหนุ่มไว้แล้วปลอบเบาๆ
       “ไม่เป็นไรนะ...ไม่เป็นไร”
       อาทิจคว้ามือดรุณีไว้ ชายหนุ่มดึงมือหญิงสาวมาซุกไว้ข้างแก้ม ก่อนจะเบียดตัวขึ้นมานอนหนุนตัก
       เหมือนกับที่เคยทำกับแม่เมื่อตอนที่ตัวเองไม่สบาย ดรุณีนั่งนิ่งเป็นรูปปั้น สิ่งที่บ่งว่าหญิงสาวยังมีชีวิตคือลมหายใจเข้าออกและหัวใจที่เต้นตึกตักจนแทบจะทะลุออกมานอกอก หญิงสาวตกอยู่ในภวังค์ก่อนจะตื่นจากภวังค์เมื่ออาทิจละเมอขึ้นอีก
       “ผมจะดูแลน้องๆครับคุณพ่อ...ผัก...ไม่ได้รดหลายวันแล้ว ผมจะไปรดน้ำผักนะครับคุณย่า”
       ดรุณีได้ยินแล้วสะท้านเข้าไปถึงทรวง หญิงสาวก้มลงมองชายหนุ่มด้วยใบหน้าที่อ่อนโยนที่สุด
       “ชีวิตนายคงมีแต่พ่อ แม่ น้องๆ คุณย่า แล้วก็งาน”
       ดรุณีมองอาทิจนิ่งอยู่ชั่วครู่ แล้วจึงค่อยๆขยับตัวเขาออกไปจากตักเพื่อให้หนุนหมอนแทน แล้วหญิงสาวต้องชะงักอีกครั้ง เมื่อได้ยินประโยคพึมพำต่อมาของชายหนุ่ม
       “ผมไม่ต้องการแย่งอะไรไปจากคุณ คุณเกลียดผมมากเลยเหรอคุณณี”
       ดรุณีมองอาทิจที่นอนหน้าแดงจัดและปากแห้งผากด้วยพิษไข้ ด้วยหัวใจที่แห้งผากไม่ต่างกัน
       
       ต๊อด อึ่ง พันเดินคุยกันหน้าตาซีเรียสมาตามทาง ต๊อดไม่เชื่อในสิ่งที่ไพฑูรย์พูด
       “มันจะเป็นไปได้ยังไงวะ นายกับยายทองโตนั่นเหมือนอยู่กันคนละโลก นายไม่เอาผู้หญิงคันๆพรรค์นั้นทำเมียหรอก”
       อึ่งแปลกใจ
       “ก็นั่นสิวะ บอกว่านายเป็นกะเทย ข้ายังจะอึ้งน้อยกว่านี้”
       พันเห็นด้วยกับอึ่ง
       “เออว่ะ ยายนั่นน่ะ โดนคนงานทั้งสวนแอบจับตูดมาหมดแล้วมั้ง”
       อึ่งนึดอะไรได้ก็หน้าตื่น
       “เฮ้ย...หรือว่ามันจะปล้ำนาย”
       ต๊อดเห็นด้วย
       “เฮ้ย...จริงด้วย”
       พันเห็นบางอย่างก็ตกใจ
       “เฮ้ย...ใครมาก่อเตาต้มน้ำวะ”
       ต๊อดกับ อึ่ง มองตามพันไปที่หน้าบ้าน เห็นคนก่อเตาต้มน้ำทิ้งไว้จริงๆ ลุงเกร็งที่จู่ๆก็โผล่เข้ามายืนรวมกลุ่มกับสามเกลอ โพล่งขึ้น
       “เฮ้ย...หรือว่าจะเป็นนังทองประศรี”
       ต๊อด อึ่ง พัน หันมามองลุงเกร็งอย่างตกใจร้องออกมาพร้อมกัน
       “เฮ้ย!”
       ลุงเกร็งรีบเอามือจุ๊ปากกดเสียงต่ำสุดชีวิต
       “เฮ้ย...เบาๆสิวะ”
       ต๊อดบีบเสียงเบาบ้าง
       “โธ่...น้าเกร็ง มาได้ไงเนี่ย ตกใจหมด”
       “ข้าก็แวบมาดูคุณอาทิจบ้างสิ แต่ถ้านังทองประศรีมันแอบมาทำหน้าที่เมีย ดูแล
       คุณอาทิจอยู่ล่ะ”
       อึ่งหนักใจ
       “ดูแลน่ะไม่เท่าไหร่ กลัวว่ามันจะใช้กำลังปลุกปล้ำจับนายทำผัวให้ได้มากกว่า”
       ลุงเกร็งนึกได้
       “งั้นจะมายืนพูดกันอยู่ทำไมล่ะ รีบไปช่วยคุณอาทิจสิวะ”
       ทุกคนไม่พูดพล่ามทำเพลง ต่างคนต่างย่องเข้าไปที่ตัวบ้านหน้าตาจับผิดเอาจริงเอาจัง
       
       ลุงเกร็งโผล่หัวเข้ามาตรงช่องหน้าต่างเป็นคนแรก ตามด้วย ต๊อด ต่อด้วยอึ่ง และปิดท้ายที่พัน ทุกคนเห็น อาทิจนอนตะแคงข้างหันหลังให้ ข้างๆของเขามีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังก้มงุดๆเหมือนจะจูบชายหนุ่ม ทั้งสี่คนมีอาการเดียวกันคือ โกรธ ขึงขัง ตั้งท่าจะปีนหน้าต่างขึ้นมาเอาเรื่องเต็มที่ แต่แล้วทั้งหมดก็มีอาการเดียวกัน คือ เอ๋อ มึน งง สุดท้ายก็หดหัวกันแทบไม่ทัน เมื่อเห็น ดรุณีโผล่หน้าขึ้นมา แล้วพลิกตัวอาทิจให้นอนหงายก่อนจะติดกระดุมเสื้อเม็ดบนๆ ให้ชายหนุ่ม
       “เสร็จสักที”
       ดรุณีขยับผ้าขึ้นมาห่มให้ แล้วหันไปยกกะละมังกับผ้าเช็ดตัวขยับลุกขึ้น เพื่อจะเดินไปที่ประตู ทั้งสี่หันมาสบตากัน ก่อนจะวิ่งปรู๊ดออกไป
       
       สี่คนวิ่งออกมาจากหน้าต่างหน้าตั้ง พอได้ระยะแล้วก็หันหลังกลับไปทางบ้านอาทิจ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ดรุณีถือกะละมังผ้าเช็ดตัวออกมาพอดี หญิงสาวตกใจที่เห็นทั้งสี่คน เพราะไม่ทันตั้งตัว ซึ่งก็ไม่ต่างจากทั้งสี่คนที่พยายามทำเป็นเหมือนเพิ่งเห็นดรุณี ลุงเกร็งพยายามไม่ให้หอบ
       “อ้าว...คุณหนูณี มาทำอะไรที่นี่ครับ”
       ดรุณีตั้งรับแทบไม่ทัน
       “เอ่อ...หนู...หนูมาจัดยาให้นายอาทิจน่ะค่ะ”
       ทั้งสี่เหล่มาสบตากันแค่แวบเดียว ต๊อดแอบแซวหน้าตาย
       “แล้วกะละมังนั่นล่ะครับ เอามาทำอะไร”
       “ก็...ฉัน...เห็นผ้ามันยังไม่ได้ซักก็ว่าจะเอาไปซักให้น่ะ” ดรุณีรีบกลบเกลื่อน “พวกนายแวะ
       มาเยี่ยมนายอาทิจใช่มั้ย เข้าไปสิ นอนอยู่ในบ้านนั่นแหละ”
       ดรุณีถือกะละมังเดินออกไป พันแซวต่อ
       “คุณณีจะยกกะละมังไปซักถึงบ้านเลยหรือครับ”
       ดรุณีชะงัก
       “เอ่อ...”
       “เอามานี่เถอะครับคุณหนูณี เดี๋ยวให้ไอ้พวกนี้มันจัดการครับ”
       ลุงเกร็งรับกะละมังผ้ามาจากดรุณี หญิงสาวถอนใจโล่งอกก่อนจะรีบสาวเท้าออกไป อึ่งเรียกไว้
       “คุณณีครับ”
       ดรุณีหันกลับมา
       “อะไรอีกล่ะ ฉันมาจัดยาอย่างเดียวจริงๆ”
       อึ่งยิ้มๆ
       “คือ...ผมจะบอกว่า เย็นนี้ไม่ต้องเอาปิ่นโตมาส่งนะครับ เดี๋ยวผมกับเพื่อนๆจะทำกับข้าวให้นายเอง”
       ดรุณีส่งยิ้มเจื่อนๆให้ทุกคน ก่อนจะรีบจ้ำออกไป ต๊อดผิดคาด
       กะจะฉะยายทองโตสักหน่อย กลายเป็นคุณณีซะนี่”
       ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าในห้องรับแขกบ้านย่าแดง วิไลลักษณ์โพล่งขึ้นอย่างมั่นอกมั่นใจ
       
       “นายอาทิจต้องปล้ำยายแม่ค้านั่นแน่นอนค่ะ”
       ประเวทย์ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ดรุณีนั่งกับพื้นข้างย่าแดง โดยมีเวทางค์ยืนคู่กับวิยะดาอยู่อีกมุม ประเวทย์ปรามภรรยา
       “อย่าเพิ่งด่วนสรุปสิคุณ อาทิจยังไม่ได้คุยกับฝ่ายนั้นเลย อาจมีทางออกก็ได้”
       “แล้วคุณพี่คิดว่าพวกนั้นมันจะยอมเหรอคะ ได้เป็นหลานสะใภ้คุณย่าก็เท่ากับได้นั่งกินนอนกินไปทั้งชาติ”
       ย่าแดงขัดขึ้น
       “ทรัพย์สมบัติที่แม่หามาได้ ไม่ได้มีไว้ให้คนนั่งกินนอนกินเอาไปใช้ ทุกคนต้องทำงาน ไม่ใช่อาศัยอานิสงค์สมบัติเก่า อย่างนี้ต่อให้มีเท่าไหร่มันก็หมด”
       วิไลลักษณ์ร้อนตัว
       “วิไลไม่ได้นั่งกินนอนกินนะคะคุณแม่ วิไลออกงานสังคมช่วยคุณพี่ด้วยเหมือนกัน”
       ย่าแดงมองหน้า
       “แล้วแม่ว่าอะไรเราล่ะ”
       วิยะดาพูดขึ้นมาบ้าง
       “ถึงยังไงแม่นั่นก็ไม่เหมาะกับพี่อาทิจค่ะคุณแม่ วิเห็นแล้วไม่ถูกชะตา หน้าตาก็จัด
       จ้าน แต่งตัวก็เย๊อะซะ”
       เวทางค์หันไปขัดน้องสาว
       “แล้วเราน้อยเหรอยายวิ”
       วิยะดาชะงัก
       “วิเยอะ...วิยอมรับ แต่วิก็มีเทสต์ ไม่ใช่โปะทุกอย่างเป็นโป๊ะแตกแบบแม่นั่น แล้วตาพ่อกับยายแม่ก็หน้าตาอย่างกับผีดูดเลือด ถ้าพี่อาทิจไปอยู่ด้วยล่ะก็ มีหวังโดนสูบเลือดสูบเนื้อหมดตัวแน่”
       แก้ววิ่งหน้าตื่นเข้ามา
       “เกิดเรื่องแล้วค่ะ นายสิงห์ทองมันยกขบวนมาที่นี่อีกแล้ว คราวนี้มีตำรวจมาด้วยนะคะ”
       คนหันมามองหน้ากัน...เป็นเรื่องแล้วสิทีนี้
       
       ต๊อด อึ่ง พันกำลังช่วยกันหุงข้าว เผาปลา เด็ดผักอยู่หน้าบ้าน จิ๋วแจ๋ววิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
       “คุณอาทิจอยู่รึเปล่าพี่ต๊อด”
       “นอนอยู่ในห้องแน่ะ มีอะไรเหรอน้องจิ๋วแจ๋ว”
       “พ่อยายทองประศรีน่ะสิ มันมาเอาเรื่องคุณอาทิจอีกแล้ว”
       อึ่งโมโห
       “มันจะอยากมีผัวจนตัวสั่นอะไรขนาดนี้วะ”
       พันหันไปจิ๋วแจ๋ว
       “ไม่ต้องปลุกนายหรอก เดี๋ยวพี่พันยอมไปเป็นผัวมันให้เอง”
       ต๊อดเห็นด้วย
       “เออ...ไปให้มันเลือกทั้ง สามคนนี่ล่ะ อยากได้ใครเป็นผัวก็ว่ามา...ไป...พวกเรา”
       ทันใดนั้นเสียงเข้มของอาทิจก็ดังมา
       “ไม่ต้อง”
       ทุกคนหันไปมองที่ประตู เห็นอาทิจยืนอยู่ที่นั่น
       “ฉันไปเอง”
       
       แก้วเดินนำคุณย่า ดรุณี ประเวทย์ วิไลลักษณ์ เวทางค์ วิยะดา ออกมาที่หน้าบ้าน สิงห์ทองซึ่งยืนเกาะกลุ่มอยู่กับคำมา ทองประศรีและบรรยงซึ่งใส่ชุดตำรวจเต็มยศ สิงห์ทองโวยทันที
       “ผมให้เวลาคุณย่าทั้งวันแล้วทำไมคุณย่าไม่ให้คนไปส่งข่าวว่าจะเอายังไง ทำอย่างนี้มันตั้งใจจะปัดความรับผิดชอบชัดๆ”
       บรรยงหน้าถอดสีเมื่อเหลือบเห็นประเวทย์ เลยพยายามดึงมือสิงห์ทองห้ามไม่ให้พูด
       “ไม่ต้องมาห้าม ข้าเย็นไม่ไหวแล้วเว้ย ยังไงวันนี้คุณย่าก็ต้องตอบผมให้ได้ว่าจะรับผิดชอบนังหนูมันยังไง ไม่งั้นเรื่องถึงโรงพักแน่”
       ประเวทย์พูดขึ้นเรียบนิ่ง
       “พูดกันดีๆก็ได้ บุกรุกเข้ามาในบ้านคนอื่นอย่างนี้ น่าจะเกรงใจเจ้าของบ้านบ้าง”
       สิงห์ทองทำกร่างใส่
       “ทำไมต้องเกรงใจ แล้วแกเป็นใคร มายุ่งอะไรกับเรื่องนี้ห๊า”
       บรรยงหน้าเสีย
       “ปัดโธ่...น้าสิงห์...นี่ล่ะท่านผู้ว่าลูกชายคุณย่าท่าน”
       สิงห์ทองมืออ่อนเสียงอ่อนยกมือไหว้ประเวทย์ได้ทันที คำมา ทองประศรี บรรยงเลยยกมือไหว้ตามไปด้วย
       “สวัสดีครับท่าน” สิงห์ทองยืนกุมเป้า “คือ...ตอนนี้ครอบครัวผมเดือดร้อนจริงๆ นังหนูมันก็
       เอาแต่ร้องไห้เสียใจ จนทุกคนไม่เป็นอันทำอะไร นอกจากนั่งเฝ้ามัน กลัวมันจะฆ่าตัวตายน่ะครับ”
       คำมา ทองประศรี บรรยงหันไปมองสิงห์ทองว่าทำไมเปลี่ยนไปได้เร็วขนาดนี้ ทองประศรีรีบบีบน้ำตา
       “ถ้าพี่เขาไม่รับหนูเป็นเมีย หนูก็คงอยู่มองหน้าใครไม่ได้จริงๆ”
       อาทิจเดินเข้ามา โดยมีต๊อด อึ่ง พัน จิ๋วแจ๋วประกบหลัง
       “ก่อนที่เธอจะพูดว่าเป็นเมียฉัน ฉันขอถามอะไรเธอสักสองสามข้อได้มั้ย”
       ทุกคนหันไปมองอาทิจแล้วกลับมามองทองประศรี หญิงสาวเลยต้องรับคำอ้อมแอ้ม เพราะหมดทางเลี่ยง
       “พี่จะถามอะไรศรีก็ถามมาเถอะจ้ะ”
       “เธอยืนยันว่าฉันข่มเหงเธอใช่มั้ย”
       ทองประศรีไม่กล้าสบตา
       “จ้ะ”
       “ถ้างั้นเล่ามาว่าฉันข่มเหงเธอยังไง กรุณาเล่าให้ละเอียดด้วย”
       ทองประศรีเห็นสายตาทุกคนที่จ้องมาที่เธอแล้วอยากจะกลั้นใจตาย คำมาแอบหยิกลูก
       “เล่าไปสิวะ เขาให้โอกาสแล้วก็แฉซะให้หมดเปลือก”
       “พี่เขา...เมามากจนคนอื่นกลับบ้านกันหมดแล้ว พี่เขาก็ไม่ยอมกลับ แต่...เอ่อ...กินต่อจนฟุบหลับคาโต๊ะ หนูง่วงนอนก็เลยเข้าไปปลุกพี่เขา เขาตื่นมาไม่เห็นใครก็เลย...เลย...” ทองประศรีบีบน้ำตาร้องไห้โฮ “ปล้ำหนู หนูร้องโวยวาย เขาก็เอามือมาปิดปากหนู หนูพยายามดิ้นหนี แต่ดิ้นยังไงก็ไม่หลุด พี่เขาแรงยังกะช้าง”
       “เธอร้องโวยวายแถมยังพยายามดิ้นหนี แล้วผู้หญิงสองคนที่อยู่ด้วยล่ะ เขาอยู่ที่ไหน ทำไมไม่มาช่วย พ่อกับแม่เธอด้วย”
       ทองประศรีรีบแก้
       “นังสานกับนังสมมันเพลียจัด ก็เลยขอไปนอนก่อน ส่วนพ่อกับแม่ไม่อยู่ ไปเล่นไพ่ นังสองคนนั้นมันก็เลยไปนอนห้องพ่อกับแม่”
       วิยะดาอดไม่ได้
       “แต่ผู้ชายเขาวิ่งไล่ปล้ำเธอนะ ไม่ได้วิ่งเอาไอติมมาให้ดูด อย่างน้อยมันก็ต้องออกแรงสู้ ข้าวของในร้านก็ต้องล้มพังเสียหายเสียงดังกันบ้าง แล้วน้องเธอจะไม่ได้ยินเสียงเอะอะโครมครามบ้างเลยเหรอ หรือที่ไม่ได้ยินเพราะมันไม่ได้มีการต่อสู้อะไร เธอต้องการให้พี่อาทิจปล้ำเธอมากกว่า จริงๆแล้วก็ไม่รู้ว่า ใครปล้ำใครด้วยซ้ำ เพราะอีกคนก็เมาจนจำอะไรไม่ได้”
       ทองประศรีบีบน้ำตาอีก
       “อย่าพูดอย่างนั้นสิคะ คุณก็เป็นผู้หญิงเหมือนศรี คุณน่าจะรู้ดีพรหมจารีของใคร ใครก็หวง”
       อาทิจถอนใจ
       “เอาล่ะ...ในเมื่อเธอบอกว่าฉันเอามือปิดปากเธอที่ร้องโวยวายให้คนช่วย ถ้าอย่างนั้น...ขอโทษนะ เธอช่วยบอกฉันหน่อยว่า ใครเป็นคนถอดกางเกงให้ฉัน ขอโทษทุกคนด้วยนะครับที่ผมต้องถามคำถามที่ไม่สุภาพ”
       ทองประศรียืนตัวชาอึ้งไป เธอก้มหน้าแล้วตอบแบบโกรธๆเพราะหาทางออกไม่ได้
       “พี่ก็ถอดของพี่เองน่ะสิ”
       “ฉันนุ่งกางเกงยีนส์และใส่เข็มขัดด้วย ฉันไม่สามารถถอดมันด้วยมือข้างเดียวได้อยู่แล้ว ระหว่างที่ฉันถอดกางเกงด้วยมือทั้งสองข้าง ปากเธอก็คงจะว่าง แล้วทำไมเธอไม่ร้องให้คนช่วย”
       บรรยงเผลอตัวถามขึ้น
       “นั่นสิ...ทำไมไม่ร้อง”
       อึ่งนึกได้พูดขึ้นมา
       “ถ้าตั้งใจจะร้อง รับรองว่ามีเวลาแหกปากเป็นครึ่งชั่วโมง เพราะขนาดฉันกับไอ้พันช่วยกันถอดกางเกงตัวนั้นให้นายวันที่นายสลบกลับมา ยังใช้เวลาเป็นสิบนาที”
       พันเสริม
       “ใช่...กางเกงนายฟิตอย่างกับอะไรดี เธอกับน้องอีกสองคนมาช่วยกันถอด จะหลุดรึป่าวยังไม่รู้เลย”
       ทองประศรีร้องไห้อยากจะตายซะเดี๋ยวนั้น
       “พี่เขาถอดของเขาเองจริงๆ ที่หนูร้องไม่ออกก็เพราะหนูมัวแต่ตกใจ ก็...เกิดมาหนูยังไม่เคยถูกผู้ชายที่ไหนปล้ำนี่”
       ต๊อดสวนทันควัน
       “มีแต่สมยอมหรือไม่ก็ไปปล้ำเขาเองใช่มั้ยล่ะ”
       “อ้าว...เฮ้ย”
       สิงห์ทองจะถลาเข้าไปชกต๊อดบรรยงรั้งแขนไว้
       “ใจเย็นน่า อย่ามีเรื่องกันเลย”
       คำมาหันไปหาย่าแดง
       “แล้วจะเอายังไงล่ะคะคุณย่า ท่านผู้ว่า ใครเป็นคนถอดกางเกงก็ช่างเถอะ ในเมื่อลูกสาวฉันเสียตัวไปแล้ว ยังไงหลานชายท่านก็ต้องรับผิดชอบ”
       สิงห์ทองโมโหมาก
       “ก็ลองไม่รับดูสิ พ่อจะเอาหลักฐานพวกนี้ไปแจ้งความที่โรงพัก”
       ย่าแดงมองอย่างสงสัย
       “หลักฐานอะไร”
       “นี่ครับ...ทางนี้เขาอัดรูปจากคลิปที่ถ่ายทางโทรศัพท์แล้วเอามาแจ้งความกับผม ผมไม่อยากให้เป็นเรื่องราวใหญ่โตก็เลยพามาเจรจาที่นี่ก่อนครับ”
       บรรยงยื่นซองเอกสารให้คุณย่า สิงห์ทองได้ทีขู่ทันที
       “ผมขอค่าเสียหาย ห้าแสน แล้วจัดการแต่งงานให้ลูกผมด้วย ไม่งั้นผมจะอัดรูปพวกนี้ส่งไปที่สำนักพิมพ์ ให้หนังสือพิมพ์มันพาดหัวทุกฉบับเลย”
       ย่าแดงดึงรูปที่อยู่ในซองออกมาดู แล้วกลืนน้ำลายเหนียวๆลงคอ
       “ฉันจะคุยกับคนในครอบครัวก่อน แล้วจะติดต่อกลับไป”
       
       อาทิจเห็นหน้าย่าแดงแล้วหวั่นใจ รูปอะไรที่ทำให้คุณย่าอึ้งได้ขนาดนี้
       
       

       อ่านต่อหน้า 2

1 | 2 | 3 | 4
หน้าถัดไป
ข่าวล่าสุด ในหมวด
ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 16 จบบริบูรณ์
ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 15
ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 14
ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 13
ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 12
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
แสดงผลหน้าเดียว
จำนวนคนโหวต 62 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 58 คน
94 %
ไม่เห็นด้วย 4 คน
6 %
ความคิดเห็นที่ 10 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ในไทยรัฐเขาลงแซงเลยไปแล้วครับ
อย่าเสียเวลาตามเลย
แฟนละคร
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ใช่ ไทยรัฐแซงไปแล้ว ผจก. แย่เลยโดนไทยรัฐสอยซะแล้ว ถึงจะลงพรุ่งนี้อีกทั้งวันขืนลงแบบนี้ ก็ไม่มีทางแซงไทยรัฐได้
คู่กรณี
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ตามไปอ่านที่โน่นโล้ดดดดดดดดดดด
ต๊อด
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ตอนแรกๆที่นี่ก็เครื่องแรง ไหงตอนนี้ แผ่วปลายโดนแซงไปแล้วเนี่ย หนำซ้ำถ้ายังลีลาอยู่อย่างนี้ คงโดนทิ้งห่างไปหลายขุม
123
 
ความคิดเห็นที่ 9 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
17.00น. ของทุกวันก้อว่าบร้าไปแล้ว ทำไมต้องลงสองหน้าสองเวลาต่อวันด้วย ตกลงถ้าพรุ่งนี้ลงตอน 9.30 น.เวลาเดียวจะได้อ่านสองหน้าเหมือนเดิมใช่มั๊ย ขอตามนี้นะ ไม่ต้องลงสองเวลาก้อได้ อ่านสองหน้ารวดเวลาเดียวของทุกวันก้อได้ตามนี้นะเจ้าคะทีมงาน
คอละคร
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
มันเป็นเทกติคที่ให้คนคลิกเข้ามาดูเรื่อยๆ ยอดวิวของเว๊บจะได้สูงขึ้น แล้วจะได้เป็บเว๊บยอดนิยมในปีต่อไป พื้นที่ โฆษณาก็จะขายได้มากขึ้น .. แค่นี้แหละ
..
 
ความคิดเห็นที่ 8 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
น้อยไปอ่ะ ลงเยอะๆๆๆกว่านี้หน่อยไม่ได้หรอค่า มันขาดตอนนนอ่ะ อยากอ่านต่อออ ฮือออออออ
mk
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 7 +4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อ่าวงง ในเมื่อบอกไม่มีใครอยู่ น้องก็หลับแล้วใครถ่ายรูป ในเมื่อทองประศรีก็นอนอยู่กับอาทิจ คงเป็นไปไม่ได้ที่นางจะถ่ายเอง จับทองประศรีไปตรวจซะว่าถูกข่มขืนจริงรึเปล่าก็หมดเรื่อง ดีไมดีตรวจไปตรวจมาพบว่านางท้องก็จบละ คนพึ่งมีอะไรกันวันสองวัน จะท้องเป็นเดือนๆคงเป็นไปไม่ได้แน่นอน
สงสารอาทิจขนาด
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ใช่ แต่คนเขียนบทจะมีความรู้พอหรือ เรียนสายศิลป์มา ความรู้พวกนี้ไม่มีร็อก บทละครมันถึงได้ทุยๆอยู่เสมอละ นี่ถ้าไปฉายเมืองจีนชั้นอายเขานะเนี่ย
อยู่ที่คนเขียนบท
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อ่านบทให้ละเอียดก่อนไหม ว่าทำไม พี่อาทิจถึงยอมรับ ในเมื่อคำถามก่อนหน้านั้นก็รู้อยู่แล้วว่าไม่ได้ทำ
เอ้อ
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อู๊ย รำคาญพ่อคนเสียสละ เหมือนแม่ปิ่นอนงค์ช่องนู้นเลย แบบนี้เสียชื่อเสียยิ่งกว่า พระเอ๊กพระเอก ละครไทย
ก็เน่าตามเคย
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ถ้าเรียนสายวิทย์มา แล้วอ่านไม่ได้ศัพท์ใจความสำคัญ ก็อย่าเรียนเล้ย
..
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เรียนสายวิทย์ ต้องเป็นนักบินอวกาศ แต่ก่อนจะเป็นนักบินอวกาศต้องจบ ม.6 สายวิทย์ แล้วสอบเข้าต่อวิศวกรรมการบิน แล้วไปต่อวิศกรรมเครื่องกล 2 ปี แล้วก็ต้องสอบเข้าน่าซ่าให้ได้ ไม่ใช่ไปปลูกกล้วยป่า เห่อ ๆ
คู่กรณี
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
คงจบแค่ม.6 สายวิทย์ จะทำข้อสอบได้เร้อ ถ้าอ่านข้อสอบไม่เข้าใจ แล้วจะเข้านาซ่าได้ไง

เออ..แล้วรู้ไหม ว่าสมันนี้มีวิศวกร สถาปนิก นักวิทย์หลายคนที่ไปปลูกผักนะ 555

งง..กับตอบกลับ1 เรื่องละครไม่รู้เรื่องแล้วโยงไปกัดคนเขียนบท

ปลูกผักต้องใช้ควายไถยกร่องผักหรือเปล่าน๊า พอดีจบวิทย์มา เลยไม่รู้
อิอิ
 
ความคิดเห็นที่ 6 +4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
มันเป็นเรื่องในพ.ศ.นี้ใช่ไหม เพราะมีมือถือ มีถ่ายคลิปด้วย อย่างนั้นก็พาไปตรวจพิสูจน์ร่องรอยข่มขืน และ DNA เลย แค่แจ้งความว่าถูกใส่ความ ไม่ต้องขึ้นศาล รีบๆทำเลยเดี๋ยวหลักฐานหมดอายุ
เอาเลย สงสารอาทิจ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เห็นด้วย เรื่องถ่ายคลิปอีก ไม่มีคนอยู่บ้านตอนเขาตะลึงตึงตึงกัน ใครถ่าย ล่ะ แล้วพระเอกก็สลบซะปานนั้น อย่าแกล้งง่าวสิ ปี 2012 แล้วนะ ไม่ใช่ละครย้อนยุคใช่ไหม
นั่นสิ
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เออนะ..ขนาดอ่านละครยังไม่รู้เรื่อง

ยัยอาสะใภ้เขาบอกว่า อย่าให้เป็นเรื่องราวใหญ่โต เรื่องแจ้งความฟ้องร้อง กว่าจะสืบหาความจริงและตัดสินว่าเราถูก แต่อาที่เป็นผู้ว่ากับพ่อที่รับราชการก็เสื่อมเสียชื่อเสียงไปแล้ว และเรื่องแบบนี้มันจะติดไปชั่วชีวิตราชการ
เฮ้อ..
 
ความคิดเห็นที่ 3 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
กำลังหนุกเลย ผจก ของรักนี้หัวใจมีคลีบอีกสักเรื่องได้ไหม
นะนะขออีกเรื่อง
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 2 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เริ่มจิกหมอนแล้วใช่มั้ยยยยยย น่ารักจัง น้องณี พี่อาทิจ
love
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 1 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
มาอ่านต่อเเล้ว เย้ๆๆ
รักคนดี
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | ธุรกิจ | หุ้น | SMEs | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | โฆษณาบนเว็บ
All site contents copyright ©1999-2014