หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกละครออนไลน์ | ละครออนไลน์
ละครออนไลน์ ตะวันทอแสง

ตะวันทอแสง ตอนที่ 5

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 กันยายน 2555 22:32 น.
1 | 2 | 3 | 4
หน้าถัดไป
ตะวันทอแสง ตอนที่ 5
        ตะวันทอแสง ตอนที่ 5
       
       ภายในบ้านวงศ์เธียรสถิตย์ในเวลาเดียวกัน ที่โต๊ะอาหารสไตล์อังกฤษอันหรูหรา ประดับประดาด้วยดอกไม้เมืองหนาวราคาแพง เครื่องใช้บนโต๊ะที่บ่งบอกถึงความมีรสนิยมสูงของเจ้าของบ้าน
       
       บรรยากาศช่างสดใส อบอุ่น และรื่นรมย์ต่างจากบ้านเถลิงยศอย่างสุดขั้ว
       ปรางทิพย์ยื่นห่อผ้ากำมะหยี่ในมือให้สุวิทย์
       “สำหรับคุณพ่อค่ะ”
       ปรางทิพย์ยิ้มสดใส ส่งของให้สุวิทย์ที่นั่งอยู่ข้างๆ ถัดไปรัชนีนั่งอยู่ สามคนพ่อแม่ลูกนั่งกินข้าวกันพร้อม
       หน้า มีคนรับใช้ยืนบริการอยู่สามคน สุวิทย์ ขณะกำลังทานอาหารอยู่ก็ตกใจนิดๆ ตื่นเต้นกับของขวัญที่ปรางทิพย์ให้
       “ของพ่อ”
       “ใช่ค่ะ…เป็นของขวัญตอบแทนที่คุณพ่อต้องเหนื่อยหาบ้านใหม่ที่ประเทศไทยให้ปรางกับคุณแม่ไงคะ”
       “ที่คุณบอกว่าลูกขอไปทำธุระก่อนจะมาบ้าน ก็คือ ธุระเนี่ยเหรอ”
       รัชนียิ้มแล้วบอก
       “ฉันเห็นลูกบ่นสงสารที่คุณต้องเหนื่อยบินไปบินมาอังกฤษ ประเทศไทยตั้งหลายรอบ เพื่อจะหาบ้าน หามหาวิทยาลัยให้ แล้วก็ยังต้องทำงานไปด้วย”
       “คุณแม่ก็เลยแนะนำให้ปรางหาของขวัญมาให้คุณพ่อ เผื่อคุณพ่อจะได้ชื่นใจหายเหนื่อย แล้วนี่ก็เป็นของขวัญสุดพิเศษที่ปรางเลือกเอง ที่สำคัญ..ใช้เงินส่วนตัวซื้อด้วยนะคะ ไม่ใช่รูดบัตรแล้วให้คุณพ่อจ่าย”
       สุวิทย์กับรัชนียิ้มตามเป็นบรรยากาศของครอบครัวที่แสนน่ารักและอบอุ่น
       “เหรอๆมา ไหนดูสิว่าของขวัญสุดพิเศษของลูกสาวพ่อคืออะไร”
       สุวิทย์รับมาแล้วก็เปิด ท่ามกลางความตื่นเต้นของปรางทิพย์และรัชนีที่มองภาพสองพ่อลูกอย่างมีความสุข..นี่แหละคือชีวิตที่ฉันต้องการอย่างแท้จริง สุวิทย์เปิดออกมาเห็นของข้างในก็ตาโตวาวด้วยความถูกใจ
       “โอ้โห...พิเศษจริงๆด้วย สวยมากลูก สวยถูกใจพ่อมากๆ ลูกสาวพ่อนี่ รู้ใจพ่อจริงๆ”
       ปรางทิพย์ยิ้มปลื้มบอก
       “ต้องชมคุณเจ้าของร้านที่ปรางไปซื้อค่ะ เพราะเขาเป็นคนช่วยปรางเลือก คุณเจ้าของร้านนี้ ทั้งใจดี สุภาพ แล้วก็รสนิยมดีมาก ของในร้านสวยๆทั้งนั้นเลยค่ะ”
       “เหรอ...ชื่อร้านอะไรลูก เผื่อวันหลัง พ่อจะได้แอบไปซื้อมาเซอร์ไพรส์แม่เค้าบ้าง เครื่องเพชรแบบนี้แม่เค้าชอบ”
       สุวิทย์ถามยิ้มๆ แล้วก็หันมากระเซ้ารัชนีที่อมยิ้มอย่างมีความสุข รัชนีเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำมาดื่ม ปรางทิพย์มองพ่อแม่ที่แซวกันแล้วก็ยิ้มตาม
       “ตกลงชื่อร้านอะไรลูก”
       “ชื่อร้าน เถลิงยศจิวเวอรี่ ค่ะพ่อ” ปรางทิพย์ตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ
       ทันทีที่ได้ยินชื่อร้านรัชนีตัวเย็นวาบตั้งแต่ศรีษะถึงปลายเท้า..ใจสั่นวูบ
       “เจ้าของร้านชื่อ ภคพงษ์ ค่ะ ภคพงษ์ เถลิงยศ”
       รัชนีมือไม้อ่อนขึ้นมากระทันหัน แก้วเจียรนัยที่ถืออยู่หล่นลงพื้นโดยไม่รู้ตัว เพล้ง !!!! เสียงแก้วกระทบพื้นดัง
       กรีดกลางวงสนทนา เศษแก้วกระจายเต็มพื้น ปรางทิพย์และสุวิทย์หันมาด้วยความตกใจ
       “คุณแม่”
       “คุณรัช เป็นอะไรหรือเปล่า หน้าซีดมากเลย อ้าว ยืนอึ้งอะไรกันอยู่ รีบมาเก็บเศษแก้วสิ” สุวิทย์พูดแล้วรีบหันมาบอกคนใช้
       “ค่ะๆ”
       รัชนีพยายามควบคุมอารมณ์ให้ปกติที่สุด
       “ฉันรู้สึกหน้ามืด..ฉันขอไปห้องน้ำก่อนนะคะ”
       สุวิทย์รีบลุกตามและพูดเตือนด้วยความห่วง
       “เดินดีๆนะคุณ ระวังเศษแก้วด้วย”
       รัชนีไม่ทันได้ฟัง รีบเดินปลีกตัวออกไปให้เร็วที่สุด ปรางทิพย์และสุวิทย์มองตามรัชนีไปด้วยความเป็นห่วง
       
       ภายในห้องน้ำ รัชนีรีบปิดประตูล็อคอย่างแน่นหนา รัชนีหน้าซีดแทบจะหมดแรง เมื่อรู้สึกปลอดภัย รัชนี ค่อยๆแสดงความอ่อนแอ รัชนีแทบทรุดจนต้องเอามือท้าวอ่างล้างหน้าไว้ไม่ให้ล้ม...หน้าซีด ปากสั่น หายใจหอบ
       ภาพในอดีตย้อนกลับมา รัชนีเมื่อตอนเก็บของออกจากบ้าน ภคพงษ์วิ่งไล่ตาม สายใจจับตัวไว้ รัชนีกัดริมฝีปากแน่น...ไม่ฟูมฟายแต่น้ำตาไหลพราก รัชนีเก็บกดความเป็นแม่ไว้ ตัดใจทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง รัชนีหันหน้าหนีไม่มอง และไม่ยอมใจอ่อน
       รัชนีแทบจะเซอย่างหมดแรงในห้องน้ำ...
       “ขอให้เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้...มันจบลงแค่วันนี้ด้วยเถอะ”
       รัชนีอ้อนวอนขึ้นมาเบาๆ อย่างหวาดหวั่น
       
       ในเวลาเดียวกัน ที่หน้าบ้านรสา แสงไฟยังสว่าง บรรยากาศเงียบสงบ อบอุ่น ถาดผลไม้ถูกวางบนโต๊ะ
       “ทานผลไม้ล้างปากจ้ะ” อาภรณ์ว่า
       รสา ชีวินนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารตรงบริเวณห้องรับแขกของบ้านที่ดัดแปลงทำเป็นล็อบบี้ของห้องที่พัก บนโต๊ะ
       ยังมีจานอาหารที่เพิ่งกินเสร็จ
       “ขอบคุณครับ”
       “วินนั่งเล่นไปก่อนนะ รสเอาจานไปเก็บก่อน”
       “วินเก็บให้เอง”
       รสากดไหล่ชีวินให้นั่งลง
       “เป็นแขกจะทำได้ยังไง”
       “ใช่จ้ะ วินไม่ต้องเกรงใจนะ เดี๋ยวป้ากับรสช่วยกันเก็บล้างเอง นั่งเล่นตรงนี้แหละ อ้อ..ป้าฝากดูเคาน์เตอร์ด้วยนะ ถ้ามีแขกมาถามอะไรก็ตอบให้ป้าด้วย”
       “ครับ”
       ชีวินยิ้มรับอย่างเกรงใจ รสายิ้มสดใสแล้วก็ช่วยยกถาดอาหารไปที่ครัว อาภรณ์ถือหม้อข้าวตามไป สองคนเดินหายไปหลังบ้าน ชีวินมองตามยิ้มๆ มีความสุข
       รสาเดินเข้ามาในครัว อาภรณ์เดินตามมา รสาวางถาดจานแล้วก็ล้างเศษอาหารเตรียมจะล้าง อาภรณ์มองๆ
       แล้วก็ถามขึ้น
       “นี่รส...ป้าถามจริงๆเถอะ ตั้งแต่คบกับวินมา เริ่มมองเห็นความดีของเค้าบางหรือยัง”
       “เห็นสิคะ เห็นมานานแล้วด้วย”
       “เหรอ...ตอบแบบนี้แสดงว่าเริ่มใจอ่อนแล้วใช่มั้ย”
       “ใจอ่อน ยังไงคะ”
       “อ้าว..ก็ใจอ่อน ยอมคบกับเค้ามากกว่าเพื่อนไงหล่ะ”
       รสายิ้มขำแล้วบอก
       “โธ่ป้าภรณ์...รสกับวินเป็นได้แค่เพื่อนกันจริงๆค่ะ รสว่า..บางทีเราคงจะรู้จักกันมากเกินไปหน่อย”
       “อ้าว..รู้จักกันมากเกินไปก็เลยเป็นแฟนกันไม่ได้..แล้วต้องรู้จักกันขนาดไหนถึงจะเป็นแฟนกันได้หะ”
       อาภรณ์ถามด้วยความงุนงง รสานิ่งคิด.
       “รสก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ..เอาไว้..ถ้ารสเจอคนที่ทำให้รู้สึกว่าเค้าเป็นแฟนได้เมื่อไหร่ รสจะบอกอีกทีนะคะ”
       
        อาภรณ์มองหลานสาวแล้วก็ส่ายหน้านิดๆ ด้วยความไม่เข้าใจ

ตะวันทอแสง ตอนที่ 5
        ชีวินนั่งกินผลไม้ พลางอ่านหนังสือพิมพ์พลางชะเง้อว่าเมื่อไหร่รสาจะมา ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์มือถือรสาดังขึ้น ชีวินสะดุ้งนิดๆ ตกใจแล้วก็มองหาไปมาจนเห็นโทรศัพท์มือถือรสาวางอยู่บนโต๊ะทำงานอาภรณ์
       
       ชีวินเดินไปหยิบมาดู ที่หน้าจอขึ้นชื่อ “ภคพงษ์” ชีวินชะงัก คิด...เอาไงดี !
       ชีวินตัดสินใจหันไปเรียกรสา
       “รส...รส....รสเจ้านายรสโทร.มาน่ะ”
       ไม่มีเสียงตอบออกมา โทรศัพท์ยังดังอยู่ ชีวินหันไปดูแล้วก็คิด ก่อนตัดสินใจหยิบมาแล้วก็กดรับ
       “สวัสดีครับ”
       
       ภคพงษ์ยืนในห้องทำงานก็ชะงักนิดๆ กับเสียงชีวินที่รับโทรศัพท์แทนรสา ภคพงษ์ปรายตาไปดูที่นาฬิกา 4 ทุ่ม 10 นาที หน้าตาแอบไม่พอใจนิดๆ
       “สวัสดีครับ”
       ภคพงษ์ตอบเสียงนิ่งๆ
       “กรุณาบอกให้รสาติดต่อกลับผมด้วย..ขอบคุณมาก”
       ภคพงษ์พูดจบก็วางสายไปนิ่งๆ ชีวินชะงัก....
       “หะ..สั่งแล้วก็วางไปเลย”
       ชีวินกดสายวางตามไปแล้วก็ส่ายหน้า ภคพงษ์วางโทรศัพท์ไว้ข้างหน้า ใบหน้านิ่งขรึม แต่ในใจแอบรุ่มร้อน
       
       รสาแปลกใจ ชีวินที่ยืนอยู่ข้างๆ ส่งโทรศัพท์ให้
       “คุณภคพงษ์ โทร.มา สี่ทุ่มกว่าเนี่ยนะ”
       - “เราเรียกรสแล้ว แต่รสคงไม่ได้ยิน เราก็เลยถือวิสาสะกดรับไป รสคงไม่โกรธนะ”
       “เราจะโกรธทำไม ขอบใจมากกว่า”
       รสาหันไปเช็ดมือแล้วก็มารับโทรศัพท์ไปแล้วบ่น
       “โทร.มาทำไมดึกๆดื่นๆ”
       “เค้าบอกให้รสติดต่อกลับไปด้วย”
       “ เรื่องอะไรของเค้านะ”
       รสาคิดด้วยความอยากรู้
       
       ภคพงษ์ยืนคุยโทรศัพท์อยู่ที่เดิม
       “ผมจะบอกคุณเรื่องรถ ตอนนี้ซ่อมเสร็จแล้ว พรุ่งนี้ผมจะให้เปลี่ยนไปรับรถมาให้”
       รสารีบบอกด้วยความเกรงใจ
       “ขอบคุณค่ะ แต่ดิฉันไปรับเองก็ได้นะคะ”
       ชีวินยืนอยู่ข้างหลัง ชะเง้อฟังด้วยความอยากรู้ ภคพงษ์ย้ำอีกทีด้วยเสียงแอบเข้ม
       “พรุ่งนี้ ผมจะให้เปลี่ยนไปรับรถมาให้”
       รสาชะงัก หมั่นไส้นิดๆ ที่ภคพงษ์เอาแต่ใจตามเคย
       “ย้ำแบบนี้ .. แปลว่าดิฉันไม่มีตัวเลือกอื่นใช่มั้ยคะ”
       ภคพงษ์อมยิ้มนิดๆ กับคำพูดของรสา
       “ผมเลือกในสิ่งที่ดีที่สุดให้คุณแล้ว”
       รสาชะงักนิดๆ พูดไม่ออกด้วยความอึ้ง ชีวินมองแล้วก็คิด ภคพงษ์ตัดบท
       “ผมโทร.มาบอกคุณแค่นี้ พรุ่งนี้เจอกัน”
       รสายังไม่ทันจะขอบคุณ เสียงวางสายไปก็ดังออกมา
       “ขอบ...อ้าว วางไปแล้ว”
       รสาส่ายหน้าแล้วก็วางตามไป
       ภคพงษ์วางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะ แล้วก็คิด...ในใจแอบหวงรสาลึกๆที่อยู่กับชีวินดึกๆดื่นๆ
       
       รสาเดินมาส่งชีวินที่หน้าบ้าน
       “แค่เรื่องรถเนี่ยนะ ทำไมถึงฝากเราบอกรสไม่ได้ ทำไมต้องให้โทร.กลับด้วย แถมยังให้คนรถไปรับรถมาให้อีก มันดีเกินไป... ไม่น่าไว้ใจอย่างแรง”
       รสามองหน้าชีวิน
       “เค้าก็ทำแบบนี้กับทุกคน มันอาจจะเป็นนิสัยของเค้าก็ได้ ถ้าวินเริ่มทำงานกับเค้า เค้าก็ทำวินแบบเดียวกัน”
       ชีวินผงะบอก
       “เย้ย..ไม่มีทาง วินว่าเค้าก็ไม่ได้ทำแบบนี้กับทุกคน”
       “เฮ่อ พูดไปตอนนี้วินก็คงไม่เชื่อ ถ้าวินได้รู้จัก ใกล้ชิดกับผู้ชายอย่างภคพงษ์มากกว่านี้ เดี๋ยววินก็รู้เอง”
       รสายืนยันอย่างมั่นใจ ชีวินไม่ตอบแต่ในใจไม่เชื่อ
       
       เวลากลางวัน วันต่อมา ที่บริเวณตลาดเมืองระยอง ที่มีคนเดินผ่านไปมา ที่หน้าร้านข้าวแกงมีผู้คนเดินเข้าออกกันคึกคัก พิมพรรณกับวาริชเดินออกมาจากร้านพอดี
       “อิ่มมั้ยครับ อยากทานขนมหวานหรือไอติมมั้ย”
       “พิมอิ่มมากเลยค่ะ แต่ถ้าวาริชอยากไปทานขนม พิมไปเป็นเพื่อนได้นะค่ะ”
       “พิมเนี่ย เป็นคนน่ารักมากเลยนะครับ มีน้ำใจกับผมทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องใหญ่เรื่องเล็ก ขอบคุณมากนะครับ” วาริชจับมือพิมพรรณ
       
       “ตกลงจะทานอะไรเป็นของหวานมั้ยคะ”
       “ไม่ต้องแล้วครับ แค่พิมดีกับผม แค่นี้ก็หวานพอแล้ว”
       พิมพรรณทั้งเขินทั้งเคลิ้ม
       “งั้นเรากลับ...ไปทำงานต่อกันดีกว่านะคะ”
       “ครับ”
       วาริชทำเนียนจับมือพิมพรรณเดินไป...วาริชมองพิมพรรณที่เขินอายด้วยความพอใจ
       ที่มุมหนึ่งของตลาด ห้าวเดินผ่านมาเห็นเข้าพอดีก็ตกใจ
       “เฮ้ย”
       ห้าวยืนอึ้งอยู่ ทันใดนั้นเสียงพร้อมก็ดังมาจากด้านหลังของห้าว
       “พิม”
       ห้าวตกใจหันขวับไป เห็นพร้อมยืนอยู่ ห้าวเหวอ
       “อาพร้อม”
       พิมพรรณนั่งอยู่บนรถวาริช ที่มือถือพิมพรรณมีเสียงข้อความเข้า พิมพรรณหยิบมาอ่าน หน้าเสียอย่างเห็นได้ชัด วาริชหันมาเห็นพอดีก็ถาม
       “พิม..มีอะไรหรือเปล่า”
       “เอ่อ..พี่ห้าวบอกว่า..พ่อเห็นเราสองคนเดินจับมือกันในตลาด”
       พิมพรรณหน้าเสียแต่วาริชมองด้วยความไม่เข้าใจ
       “แล้วไงครับ ตอนนี้เราสองคนเป็นแฟนกันแล้วนะ ทำไมเดินจับมือกันไม่ได้”
       “คือ...พิมยังไม่ได้บอกที่บ้านว่าเราสองคนเป็นแฟนกัน”
       วาริชพอได้ยินก็หักรถเข้าจอดข้างทาง ก่อนหันมาถามพิมพรรณด้วยหน้าตาจริงจัง
       “แล้วทำไมพิมไม่บอก หรือพิมอยากจะคบกับผมแบบหลบๆซ่อนๆ”
       “เปล่านะคะ แต่คือ..พิม..กลัวพ่อจะไม่อนุญาต” พิมพรรณพูดเสียงอ่อย
       “โธ่..พิมไม่ต้องห่วงนะครับ ผมไม่ใช่คนอันตราย ถ้าพ่อคุณได้คุยกับผมจริงๆจังๆ ผมมั่นใจว่าท่านจะต้องยอมให้เราคบกัน”
       “วาริชอยากจะคุยกับพ่อพิมแบบจริงๆจังๆเหรอค่ะ”
       “ใช่ครับ..เพราะผมอยากคบกับพิม ผมก็ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง ให้ผู้ใหญ่ได้รับรู้ นอกจากให้เกียรติท่านแล้วยังให้เกียรติพิมด้วย”
       วาริชพูดด้วยความจริงจัง เหมือนจะจริงใจ
        
       พิมพรรณฟังแล้วถึงกับเชื่อ ยิ้มออกมาด้วยความสบายใจ มีความสุขกับคำพูดอันสวยงามตรงหน้า

ตะวันทอแสง ตอนที่ 5
        รถของรสาจอดอยู่ที่หน้าบ้าน รสานั่งอยู่ในรถ สตาร์ตเครื่องติดอย่างง่ายดาย รสายิ้มพอใจ ดับเครื่องลงมาจากรถและหันมาทางเปลี่ยนที่ยืนยิ้มอยู่หลังรถ
        
       “เจ้ากระป๋องเลิกงองแงแล้ว ขอบคุณพี่เปลี่ยนมากนะคะ”
       “โอ้ย..ไม่ต้องขอบคุณผมหรอกครับ ผมแค่ไปขับรถมาให้คุณรสา ไปขอบคุณคุณภัคเถอะครับ”
       รสาขมวดคิ้วแปลกใจ
       
       ภคพงษ์พับหนังสือพิมพ์ธุรกิจเก็บวางไว้ตรงหน้า พลางตอบรสา
       “เรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมดผมจะเป็นคนรับผิดชอบเอง”
       รสารีบแย้งด้วยความเกรงใจ
       “ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันขอจ่ายเองดีกว่า เท่าไหร่คะ”
       รสาหยิบกระเป๋าเงินออกมาเตรียมจะจ่าย
       “รับไปเถอะ...ถือว่าเป็นการขอโทษที่พักตร์วิมลไปรบกวนการทำงานของคุณ”
       “เรื่องแค่นั้นเอง ดิฉันไม่ถือหรอกค่ะ”
       “ถึงคุณไม่ถือ ผมก็ยังยืนยันที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง”
       “ขอบคุณที่คุณมีน้ำใจ แต่ดิฉันไม่สบายใจ”
       “สบายใจเถอะ ผมเป็นคนที่ให้อะไรใครแล้วไม่หวังสิ่งตอบแทน ผมให้ เพราะอยากให้”
       รสาจะอ้าปากแย้งอีก ภคพงษ์ตัดบท
       “วันนี้ผมต้องออกไปคุยงานข้างนอก คงอยู่ทานข้าวกลางวันด้วยไม่ได้ เชิญคุณตามสบาย”
       “เอ่อ”
       ภคพงษ์พูดจบก็เดินออกไปเลย รสามองตามในอาการงงงวย ภคพงษ์เดินออกจากห้องไป
       “พูดยังกะว่าคนอื่นเค้ารอจะทานข้าวด้วยอย่างนั้นแหละ”
       รสาส่ายหน้าแล้วก็ก้มดูกระเป๋าเงินของตัวเองแล้วก็ถอนใจไม่ได้จ่ายเงินจนได้
       
       ถาดอาหารกลางวันถูกวางลงตรงโต๊ะที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากสายใจ สายใจกำลังแกะสลักผลไม้อยู่ก็เงยหน้ามามองด้วยความแปลกใจ
       “อ้าวคุณรสา...ทำไมยกอาหารมาทานตรงนี้ล่ะคะ ป้าให้นังปุยมันไปจัดไว้ให้ที่โต๊ะใหญ่นี่คะ”
       “โต๊ะมันใหญ่เกินไปน่ะค่ะ นั่งทานคนเดียวเหงา รสก็เลยยกมานั่งทานกับป้าใจตรงนี้ดีกว่าค่ะ อบอุ่นกว่ากันเยอะเลย”
       สายใจยิ้มตาม
       “ขอบคุณป้าใจมากนะคะ สำหรับอาหารกลางวัน”
       “ขอบคุณป้า..แล้วอย่าลืมขอบคุณคุณหนูด้วยนะคะ เพราะป้าทำตามคำสั่งของคุณหนูค่ะ”
       รสาชะงัก ยิ้มไม่ออก ได้แต่ก้มหน้ากินอาหารไปเงียบๆ เก็บความกังวลบางอย่างไว้ในใจ สายใจมองแล้วก็รู้สึกได้จึงวางมือจากผลไม้ข้างหน้า และพูดขึ้น
       “คุณรสาอาจจะมีความกังวล หรือสงสัยในตัวของคุณภัค บางครั้งเธออาจจะคิด พูด และทำ ไม่ค่อยเหมือนคนอื่น คำพูดคำจาบางครั้งก็ตรงเกินไป ถ้าคนที่ไม่เข้าใจ..คิดว่าเธอเป็นคนใจร้าย”
       รสาค่อยๆหยุดทาน และฟังสายใจพูดอย่างตั้งใจ
       “แต่ถ้าได้อยู่ใกล้ๆ และรู้จักตัวตนของเธอจริงๆ จะรู้ว่า..คุณหนูไม่ใช่คนใจร้าย แต่เป็นคนดีที่น่าสงสาร”
       รสาชะงัก ค่อยๆเงยหน้ามองสายใจเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่สายใจพูด
       “ถ้าคุณรสารู้จักคุณภัคมากกว่านี้ คุณก็จะเห็นเหมือนที่ป้าเห็น”
       รสานิ่งไป...ครุ่นคิด ทั้งไม่อยากเชื่อและแปลกใจ...
       
       ภายในบ้านวงศ์เธียรสถิตย์ รัชนีกำลังจัดดอกไม้เมืองหนาว สวย เก๋ ดูดีมีราคาแพงอยู่อย่างสบายใจ เสื้อผ้าหน้าผมเป๊ะ แม้จะเป็นชุดอยู่บ้านแต่สวยสง่าทุกอิริยาบถ ปรางทิพย์นั่งอยู่ข้างๆ กำลังเปิดดู
       “ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยนานาชาติเยอะมากเลยนะคะ มหาวิทยาลัยของรัฐบาลที่เป็นหลักสูตรนานาชาติก็มีดีหลายที่ ขนาดคุณพ่อคัดมาให้หนึ่งรอบแล้ว ก็ยังเยอะอยู่ดี ปรางเลือกไม่ถูกเลยค่ะ”
       ปรางทิพย์ปิดหนังสือลงด้วยความหนักใจ
       “แม่ว่าปรางค์ลองเลือกมาสัก 3-4 แห่งที่สนใจแล้วเราไปดูสถานที่จริงกัน คุณแม่พาไปเอง ลองไปสำรวจแล้วก็เลือกสิ่งที่เราชอบที่สุด”
       ปรางทิพย์ฟังอย่างตั้งใจ
       “คนเรา ถ้ายังมีโอกาสเลือก เราต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองนะจ้ะ”
       รัชนีสอนแนวทางการดำเนินชีวิตที่ตัวเองยึดถือมาตลอด ปรางทิพย์ฟัง คิดตามแล้วก็ยิ้มอย่างเข้าใจ
       “ค่ะคุณแม่”
       รัชนียิ้มพอใจในความว่านอนสอนง่ายของลูกสาว เสียงรถของสุวิทย์แล่นเข้ามา
       
       สุวิทย์เดินเข้ามาในบ้านพร้อมกระเป๋าทำงาน คนใช้มารับไปพร้อมกับสูท สุวิทย์ใส่เสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินและใช้
       กระดุมติดแขนเสื้อที่ปรางทิพย์ให้ สุวิทย์เดินมาหารัชนีและปรางทิพย์ รัชนีหันไปเห็นก็ยิ้มให้อย่างสดใส ปรางทิพย์ก็หันไปยกมือไหว้
       “สวัสดีค่ะคุณพ่อ”
       “สวัสดีจ้ะ” สุวิทย์ยิ้มรับแล้วเดินมาร่วมวงแม่ลูก
       “เป็นไงบ้างคะคุณ วันนี้งานยุ่งหรือเปล่า”
       คนรับใช้นำเครื่องดื่มมาให้ และยกแจกันที่รัชนีจัดเสร็จแล้วออกไป
       “ไม่ยุ่งจ้ะ..แต่ผมมีข่าวดีจะมาบอก”
       รัชนีและปรางทิพย์ตั้งใจฟัง แววตาตื่นเต้น
       “ข่าวดีอะไรคะ”
       “หุ้นส่วนของเราในกลุ่มประเทศอาหรับสนใจจะขยายตลาดนำเข้าเครื่องจักรของโรงงาน ยอดสั่งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว”
       รัชนียิ้มเป็นประกาย
       “ดีใจด้วยนะคะ มีข่าวดีแบบนี้ คืนนี้คงต้องฉลองกันหน่อย”
       ปรางทิพย์ยิ้มรับและดีใจไปด้วย
       “แค่นี้ยังไม่พอ เค้าบอกว่า อยากนำเข้าจิวเวอรี่ฝีมือคนไทย เพราะกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด พ่อก็เลยให้เค้าดูของขวัญปรางให้ นี่”
       “เป็นไงคะ” ปรางทิพย์ถามอย่างตื่นเต้น
       “โห..เค้าชอบมาก พ่อก็เลยให้ผู้ช่วยลองสืบประวัติเจ้าของร้านที่ชื่อ ภคพงษ์ เถลิงยศ”
       รัชนีหุบยิ้มวูบ หน้าเจื่อนไปทันที สุวิทย์พูดต่อโดยไม่ทันสังเกต
       “เค้าเป็นนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่น่าจับตามอง และน่าร่วมงานด้วยมากๆ พ่อก็เลยให้ทางผู้ช่วยนัดทานข้าวกับเค้าเรียบร้อยแล้ว”
       รัชนีเริ่มตัวชา ร่างเย็นวาบ แต่ต้องพยายามปั้นหน้าให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้
       “ดีจังเลยค่ะ...คุณพ่อคะ..ปรางขออนุญาตไปด้วยได้มั้ยคะ ปรางจะได้ขอบคุณที่เค้าดูแลปรางอย่างดี ตอนที่ปรางไปซื้อของน่ะค่ะ”
       รัชนีหันมามองหน้าสุวิทย์ ในใจไม่อยากให้ไป..แต่สุวิทย์ตอบว่า
       “ถึงปรางไม่ขอ พ่อชวนปรางอยู่เหมือนกัน คุณก็ไปกับผมด้วยนะ”
       รัชนีช็อก โพล่งถามออกไป
       “คะ อะไรนะคะ”
       “ไปทานข้าวกับคุณภคพงษ์ เถลิงยศ .. เจ้าของร้านที่ปรางเล่าให้เราฟังไง ผมเห็นรูปเค้าแล้ว หน้าตาหล่อใช้ได้เลย”
       ปรางทิพย์อมยิ้มนิดๆ อย่างเห็นด้วย แต่ไม่ได้แสดงออกมามากจนน่าเกลียด
       “ผมอยากให้คุณไปเจอจะได้ช่วยดูว่าน่าทำธุรกิจด้วยหรือเปล่า นะคุณ ตกลงไปนะ”
       รัชนีอึดอัดอย่างแรง แต่ต้องเก็บไว้ภายในใจ พูดออกมาไม่ได้ แสดงออกมาก็ไม่ได้
        
       รัชนีมองหน้าสุวิทย์แล้วคิดว่าจะทำอย่างไรดี

ตะวันทอแสง ตอนที่ 5
        ภายในห้องทำงาน ภคพงษ์นั่งตรวจแบบเครื่องเพชรอย่างตั้งใจ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ชื่อที่หน้าจอขึ้นชื่อ “แพต” ภคพงษ์มองด้วยสายตาเย็นชา และดึงสายตากลับมาทำงานต่อ ไม่สนใจโทรศัพท์ที่ดังอยู่
       
       พักตร์วิมลวางสายไปด้วยความหงุดหงิด
       “ทำไมภัคไม่รับสาย”
       คิดแล้วก็กดข้อความส่งไป “เย็นนี้แพตว่าง ไปทานข้าวกันนะคะ” หลังส่งข้อความไปแล้วก็คิดว่า ภคพงษ์จะติดต่อกลับมาหรือเปล่า
       
       รสากำลังเดินตรวจงานติดตั้งคอมเพรสเซอร์แอร์ที่หลังบ้าน
       “โอเคค่ะ...ติดตั้งตามตำแหน่งที่รสบอกได้เลยนะคะ”
       “ครับ”
       โทรศัพท์รสาดังขึ้น รสาดูชื่อ...แล้วก็กดรับ
       “พิมว่าไงจ้ะ”
       
       พิมพรรณอยู่ในห้องทำงานคนเดียว
       “พิมจะบอกพ่อกับแม่เรื่องวาริช”
       รสาขมวดคิ้วแปลกใจ พูดพลางเดินกลับมาที่ห้องทำงานด้านใน
       “เรื่องอะไรเหรอพิม”
       พิมพรรณอธิบาย
       “เรื่องที่พิมกำลังคบกับวาริชน่ะ คือ..ตอนแรกพิมก็ไม่แน่ใจว่าพ่อกับแม่จะรับได้หรือเปล่า พิมก็เลยไม่กล้าบอก แต่วันนี้พ่อเห็นพิมเดินจับมือกับวาริชที่ตลาด แล้ววาริชเองเค้าก็ยินดีที่จะให้พิมเปิดตัว พิมก็เลยคิดว่า...เย็นนี้จะพาวาริชไปสวัสดีพ่อกับแม่น่ะ”
       รสาเดินมาถึงห้องทำงาน แล้วก็นั่งลงตอบอย่างใจเย็น
       “ก็ดีนะพิม ความลับมันไม่มีในโลกหรอก บอกความจริงไปดีแล้ว”
       พิมพรรณยิ้มมั่นใจขึ้น
       “จ้ะ พิมจะลองดู ที่จริงพิมก็ไม่อยากปิดนะ แต่บางเรื่องไม่อยากบอกเพราะกลัวว่าพ่อกับแม่จะไม่สบายใจ”
       รสายิ้มนิดๆ
       “รสเข้าใจ...แล้วก็เป็นกำลังใจให้พิมนะ สู้ๆ”
       พิมพรรณยิ้มรับ
       “ขอบใจจ้า คุยกับรสทีไรสบายใจทุกทีเลย งั้นพิมกลับไปทำงานก่อนนะ”
       รสายิ้มรับก่อนวางสายไป รสาแอบหวั่นใจอยู่ลึกๆ รอยยิ้มเมื่อครู่ค่อยๆหายไป ขณะที่พิมพรรณวางสายแล้วก็ยิ้มลุ้น
       
       ที่หน้าบ้านพร้อมตอนเย็น ลูกค้ายังเล่นน้ำอยู่ริมหาด บางคนนอนอยู่ที่เตียงผ้าใบ ภายในห้องรับแขก พิมพรรณ วาริช นั่งฝั่งหนึ่ง วิมลและพร้อมนั่งอีกฝั่งหนึ่ง ห้าวยืนกอดอกอยู่ตรงกลาง วาริชยกมือไหว้พร้อมและวิมลอย่างนอบน้อม
       “สวัสดีครับ”
       พร้อมมองอย่างตั้งแง่ วิมลรับไหว้
       “สวัสดีจ้ะ”
       พร้อมนั่งนิ่ง พิมพรรณแอบหน้าเสีย วิมลหันมาสะกิดพร้อม พร้อมจำใจพยักหน้ารับ วาริชชะงักนิดๆ กับความไม่เป็นมิตร พิมพรรณหันมามองหน้าวาริชด้วยความเกรงใจแล้วก็หันไปพูดกับพร้อมและวิมล
       “พ่อจ้ะ แม่จ้ะ พิมมีเรื่องจะบอกพ่อกับแม่น่ะจ้ะ คือ...” พิมพรรณเริ่มอึกอัก
       วาริชชิงพูดเสียเอง
       “ตอนนี้เราสองคนเป็นแฟนกันแล้วครับ”
       พร้อมกับวิมลถึงแอบชะงักนิดๆที่วาริชออกตัวอย่างแรง พิมพรรณก็สะอึกนึกไม่ถึง ห้าวมองหน้าวาริชอย่างจับสังเกต วาริชไม่พูดเปล่าคว้ามือพิมพรรณมากุมไว้อีก
       “เราสองคนอาจจะรู้จักกันได้ไม่นาน แต่สำหรับผม พิมคือผู้หญิงที่ใช่ ผมรู้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกัน”
       พิมพรรณสะเทิ้นด้วยความอาย พร้อมเบือนหน้าหนีด้วยความหมั่นไส้ พึมพำๆ
       “มีปากก็สักแต่ว่าพูดไปเรื่อยเปื่อย”
       วาริชชะงัก พิมพรรณสะอึก วิมลหันมาทางพร้อมเรียก “พ่อ” เบาๆ
       “ก็มันจริงนี่..คนที่ใช่อะไรกัน นี่มันโลกความเป็นจริง ไม่ใช่ในนิยาย คงจะใช้มุกนี้จีบผู้หญิงมาเยอะแล้วล่ะสิ”
       พร้อมพูดจี้ใจดำจนวาริชสะอึก พิมพรรณหันมาทางวาริชเป็นเชิงถาม
       “ไม่ใช่นะครับ ผมไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับคนอื่นเลย พิมเป็นคนที่พิเศษสำหรับผมจริงๆ วันนี้คุณพ่อ...”
       วาริชยังพูดไม่ทันจบ พร้อมก็สวนขึ้น
       “น้อยๆหน่อย พ่อใคร ใครพ่อ”
       “เอ่อ...คุณอาอาจจะยังไม่ไว้ใจผม แต่ผมจะพิสูจน์ให้คุณอาเห็นว่าผมจริงใจกับพิม และจะดูแลพิมอย่างดีที่สุด”
       วาริชพูดอย่างมั่นใจตามประสาคนเอาตัวรอดเก่ง พิมพรรณฟังด้วยความเชื่อ มองวาริชด้วยความซึ้งใจ ห้าว
       กอดอกมองด้วยความไม่วางใจ แต่ไม่อยากพูดอะไรตอนนี้
       “ไม่ต้องมาดูแลหรอก ลูกสาวฉัน ฉันดูแลเองได้ เอาเวลาไปทำตัวให้มันดีๆ สมกับที่คุยเอาไว้ พูดไว้เยอะ ทำไม่ได้ อายเปล่า”
       พร้อมพูดจบก็ลุกขึ้นเดินออกไป พิมพรรณมองตามตาละห้อยเสียใจลึกๆ วาริชมองด้วยความไม่พอใจหน่อยๆ แต่พยายามเก็บไว้ไม่แสดงออกมามาก วิมลมองตามพร้อมแล้วก็รีบหันมาทางวาริช
       “ขอตัวไปเตรียมอาหารค่ำให้ลูกค้าก่อนนะ ตามสบายจ้ะ”
       วิมลเดินตามพร้อมไป วาริชหันมาจับมือพิมพรรณให้กำลังใจ แววตาดูอ่อนโยนเป็นคนดีมากๆ ห้าวยืนมองวาริชแล้วรู้สึกขัดหูขัดตาแปลกๆ
       
       เย็นวันต่อมา รสาเดินดูงานภายในเรือนหลังเล็ก คุยโทรศัพท์ไป เช็กงานไป
       “พี่ห้าวคิดมากไปหรือเปล่า”
       ห้าวคุยโทรศัพท์อยู่ริมหาด
       “มันรู้สึกแปลกๆจริงๆนะรส พี่ว่าได้วาริชอะไรเนี่ย มันไม่น่าไว้ใจ มันดูคล่องจนคร่อก หวานเลี่ยนๆ พี่ว่า..รสลองคุยกับพิมเค้าดูอีกทีสิว่า ตอนนี้เค้าคิดยังไงกับไอ้เจ้าวาริช พี่ห่วงพิมจะมองโลกในแง่ดีแล้วก็โดนมันหลอกเอาได้ง่ายๆ รสก็รู้ว่าพิมเป็นคนยังไง”
       รสาฟังแล้วเริ่มเครียด
       “จ้ะ..ได้ รสตั้งใจว่า ศุกร์นี้จะลางานครึ่งวัน แล้วไประยองเลย รสจะลองคุยกับพิมดูนะคะ”
       ห้าวตาเป็นประกายขึ้น
       “ศุกร์นี้รสจะมาเหรอ ดีเลย พี่จะเตรียมทำของอร่อยๆไว้ให้นะ”
       รสายิ้มรับบอก
       “ขอบคุณค่า แล้วเจอกันจ้ะ”
       ห้าวยิ้มรับบอก
       “จ้า..รสก็อย่าทำงานหนักมากนะ แล้วก็อย่าลืมกินข้าวให้ตรงเวลา หาเวลาพักผ่อนด้วยนะ”
       “จ้า..แหมสั่งซะยาวเลย”
       “ก็พี่...เป็นห่วงนี่ แล้วเจอกันนะ”
       
       ห้าววางสายไปพร้อมกับรอยยิ้มสุขใจ

1 | 2 | 3 | 4
หน้าถัดไป
ข่าวล่าสุด ในหมวด
ตะวันทอแสง ตอนที่ 15 จบบริบูรณ์
ตะวันทอแสง ตอนที่ 14
ตะวันทอแสง ตอนที่ 13
ตะวันทอแสง ตอนที่ 12
ตะวันทอแสง ตอนที่ 11
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
แสดงผลหน้าเดียว
จำนวนคนโหวต 26 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 26 คน
100 %
ยังไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย
0 %
ความคิดเห็นที่ 7 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
โดมเล่นละครเรื่องนี้ ทำให้ภาพลักษณ์ดูดีขึ้นเยอะเลย ดูเข้ากับบทประพันธ์ ใหม่ก็โอ แต่ปรางค์ในบทดูดีกว่าตัวนาเดีย 2 เยอะ เราว่าน่าจะมีคนอื่นที่คาแรคเตอร์ดีกว่านี้นะนาเดีย 2 เวลายิ้มมันดูแหยๆ พิลึกอ่ะ
เราว่านะ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 6 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
น้องใหม่เล่นดีกว่ากบเล่นมากๆๆๆ ดูธรรมชาติกว่าเนียนกว่า

ส่วนพระเอกก็เล่นได้พอๆกับสมัยพีชทองเจือเล่น ช่างหาได้บุคคลิกใกล้เคียงกัน
สนุกดูเพลิน อนาคตไกล
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 5 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
สนุก พระเอก กะ นางเอกเหมาะสมกันจังเลย ใครนะ ช่างเลือก
งมงาย
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 4 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
น่ารักทั้งพระเอกนางเอก เคมีเข้ากันมากๆ เป๊ะเวอร์อ่ะ
mam_marky@hotmail.com
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 3 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อ่านเนื้อเรื่องแล้วสนุกมากเลยค่ะ
kung.sinhuad@hotmail.com
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 2 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ละครสนุกจัง พระเอกนางเอกสวยหล่อที่สุด
ชอบมาก
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 1 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ใหม่ น่ารัก
ชอบ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | ธุรกิจ | หุ้น | SMEs | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | โฆษณาบนเว็บ
All site contents copyright ©1999-2014