หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกละครออนไลน์ | ละครออนไลน์
ละครออนไลน์ โดมทอง

โดมทอง ตอนที่ 5

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 มิถุนายน 2556 14:55 น.
หน้าที่แล้ว
1 | 2 | 3 | 4
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
โดมทอง ตอนที่ 5

โดมทอง ตอนที่ 5 (ต่อ)
       
       ในเวลาต่อมา ทั้ง 2 ยืนอยู่ที่ประตูหน้าห้องวิรงรอง
       
       “ดิฉันคงต้องขอตัวค่ะ”
       “ทำไม...ทนเห็นพิชญ์เขาหวานกับพิณตามประสาข้าวใหม่ปลามันไม่ได้หรือไง”
       วิรงรองตวัดสายตาเยาะผ่านใบหน้าเจ้าของคำพูดแดกดันนั้น “เกรงว่า หลานสาวของคุณคงจะทนไม่ได้มากกว่า ที่เห็นพิชญ์คอยวนเวียนอยู่กับดิฉัน”
       อดิศวร์จับต้นแขนวิรงรองกระชากเข้ามาใกล้บีบอย่างแรง วิรงรองนิ่วด้วยความหน้าเจ็บ แต่กัดฟันไม่ยอมร้องออกมา
       “อ้อ...เจ็บเป็นเหมือนกัน เจ็บก็ร้องออกมาซิ ฉันจะได้ปล่อย”
       วิรงรองสบตาอดิศวร์แน่วนิ่ง “ไม่! ฉันจะไม่มีวันร้องขอความกรุณาใดๆ จากคุณ”
       “เก่งนักเรอะ”
       อดิศวร์รวบตัววิรงรองเข้ามา
       “น้าลบ”
       2 คนสะดุ้งหันกลับไปมอง วิรงรองผลักอดิศวร์ออกทันที ในขณะที่พิณทองยิ้มนิดๆ
       วิรงรองขยับจะเข้าห้อง แต่ถูกอดิศวร์คว้าข้อมือไว้
       “เอ้อ...ขอโทษค่ะ...พิณจะมาชวนคุณวิรงรองไปเดินเล่นชายหาดคืนนี้ แต่...น้าลบคงตัดหน้าพิณไปแล้ว”
       “คงจะเป็นอย่างที่คุณพิณว่า น้าลบชวนวิรงรอง และเขาก็ตอบตกลง” อดิศวร์โมโม
       “คืนนี้เดือนหงายด้วย...ต้องสนุกแน่ๆเลย พิณไปละนะคะ”
       พิณทองเดินแกมวิ่งออกไปด้วยสีหน้าค่อนข้างแจ่มใสจากภาพที่เห็นเมื่อสักครู่
       วิรงรองสะบัดข้อมือหลุดจากอดิศวร์ แล้วจ้องหน้าเขาเขม็ง
       “ฉันไม่ไป”
       “งั้นก็ไม่ครบคู่น่ะซิ”
       วิรงรองสวนทันควันโดยไม่รู้ตัว “คุณแสงแขไงคะ! รู้สึกว่าเธอต้องเต็มใจไปด้วยแน่”
       อดิศวร์มองวิรงรอง แล้วยิ้มนิดๆ ราวกับพอใจที่เห็นท่าทีเช่นนั้น วิรงรองหน้าแดง ทั้งโกรธทั้งอายที่อดิศวร์ทำสีหน้าเหมือนอ่านใจเธอออก
       “ทานข้าวเย็นเสร็จแล้ว เราก็จะไปกันเลย” อดิศวร์บอกต่อ
       “ดิฉันไม่...”
       นัยน์ตาอดิศวร์มีแววบังคับชัดแจ้ง “ฉันจะไปกับเธอ ไม่ใช่แสงแขหรือใครทั้งนั้น”
       อดิศวร์ผละเดินออกไป วิรงรองมองตามอย่างหงุดหงิดขัดอกขัดใจ ขณะพึมพำออกมาอย่างดื้อรั้น
       
       “ฉันไม่ไป ใครจะทำไม”
       
       พิณทองเดินลงบันไดมาชั้นล่าง นัยน์ตาเป็นประกายด้วยความพอใจจากภาพอดิศวร์และวิรงรองที่เห็นเมื่อสักครู่
       แสงแขเดินผ่านชะงัก ตรงเข้ายิ้มแย้มทักทาย
       “คุณพิณทองไปไหนมาหรือคะ...เมื่อกี้เห็นคุณพิชญ์เดินเล่นอยู่คนเดียวข้างนอก”
       “ไปหาน้าลบมาค่ะ” พิณทองยิ้มเว้นจังหวะไปนิด “อีกหน่อย...ที่โดมทองต้องมีงานใหญ่แน่”
       แสงแขมองตามงงๆ
       
       พิณทองออกมานอกบ้าน เหลียวมองหาพิชญ์ พบว่าบริเวณนั้นว่างเปล่า
       “หายไปไหน”
       เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พิณหยิบขึ้นมา แล้วรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
       “คุณแม่ขา...คิดถึงจังเลยค่ะ”
       คุณหญิงแว่นแก้วเดินมาทรุดตัวลงนั่งในห้องนั่งเล่น โดยมีสาวใช้จัดแจกันดอกไม้ไม่ห่างนัก
       “เสียงใสเชียวนะลูก สบายใจขึ้นแล้วหรือ”
       “มันก็สบายบ้าง ไม่สบายบ้างตามประสาพิณนั่นแหละค่ะ...แต่วันนี้สบายขึ้นกว่าทุกวัน”
       “แล้วเมื่อไหร่จะกลับบ้านล่ะ”
       “ก็คงจะเป็นวันอาทิตย์โน้นนั่นแหละค่ะ...คุณแม่คะ...พิณคิดว่า น้าลบกับวิรงรองอาจจะลงเอยกันเร็วๆ นี้แหละค่ะ”
       แว่นแก้ว โวยวาย “โอ๊ย! ตาย...ยังไงแม่ก็ไม่ยอมรับแม่นั่นมาเป็นน้องสะใภ้ พูดแล้วขนลุก”
       พิณทองหน้างอทันที “ก็ยังดีกว่าให้มาแย่งพิชญ์ไปจากพิณนั่นแหละค่ะ”
       พิณทองกดปิดโทรศัพท์ ส่วนแว่นแก้วถอนใจเฮือก
       
       ค่ำนั้น รัฐมนตรีพจน์ ออกมาโทรศัพท์ข้างนอก ตรงบริเวณสวนหน้าบ้านพิณทองที่กรุงเทพฯ เห็นดวงจันทร์กระจ่างนวล แต่ยังเห็นได้ชัดว่าเป็นข้างแรมแก่ๆ แว่นแก้วเดินเข้ามาขณะที่ สามีโทร.เสร็จพอดี
       “ใครโทร.มาหรือคะ”
       “ปลัดกระทรวง”
       “ยัยพิณโทร.มาบอกว่า ลบคงจะแต่งงานกับแม่วิรงรองเร็วๆ นี้ เห็นมั้ยว่าผิดไปจากปากฉันพูดเสียเมื่อไหร่”
       พจน์ยิ้ม “โล่งใจไปที”
       แว่นแก้วฉุน “โล่งใจ”
       “อ้าว...แล้วคุณไม่โล่งเรอะ นอกจากลูกพิณจะไม่ต้องร้องไห้ร้องห่มกลุ้มใจวันละ 3 เวลา ทั้งก่อนและหลังอาหารแล้ว...คุณลบจะได้มีคนดูแลเสียที”
       “มันจะคอยดูแต่มรดกซิ ทรัพย์สมบัติคุณลบตกทอดมาจากบรรพบุรุษไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่...ฉันไม่ยอมให้ผู้หญิงไม่มีหัวนอนปลายตีนมาชุบมือเปิบหรอก”
       รัฐมนตรีพจน์มองแว่นแก้วอย่างเย็นชาปนสลด “ก็แล้วคุณจะทำยังไง จะหาเมียให้น้องหลังจากที่หาสามีให้ลูกเรอะ ไม่เอาน่า อย่าไปก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของเขาเลย”
       “เขาเรียกว่าหวังดีต่างหาก”
       รัฐมนตรีส่ายหน้า แล้วเดินเข้าไปในบ้าน
       แว่นแก้วมองตามขวาง “ไม่เคยเข้าข้างเมียเล้ย คนอะไร”
       
       ขณะเดียวกันโอบอ้อมทยอยเก็บจานชามออกไปจากห้องอาหารในโดมทอง เวลานัดหมายไปปาร์ตี้
       “เดี๋ยวพิณขึ้นไปเอาผ้าพันคอก่อนนะคะ”
       พิณทองลุกขึ้นไปโดยไม่ฟังคำตอบจากใคร
       แสงแขมองพิชญ์ยิ้มๆ “จะไปไหนหรือคะ”
       “พิณทองอยากไปเดินเล่นชายหาด...คุณแสงแขไปด้วยกันไหมครับ”
       “ไม่ละค่ะ...แขต้องคอยดูแลปรนนิบัติคุณย่า อีกอย่าง...แขไม่ค่อยชอบทะเลตอนค่ำ...น่ากลัวจะตาย”
       อดิศวร์ลุกขึ้น “เราออกไปรอหน้าบ้านกันเถอะ อุษา ไปบอกพิณทองว่าพี่จะไปรอข้างนอก”
       แสงแขมองอดิศวร์แล้วเบิกตากว้าง ไม่รู้ว่าเขาจะไปด้วย และยิ่งกว้างขึ้นไปอีกจนแทบถลน
       “ค่ะ”
       พิชญ์บอก “คุณอุษาไม่ต้อง...ผมไปเองดีกว่า” แล้วเดินออกไป
       อดิศวร์มองมายังวิรงรอง “งั้นเราก็ออกไปรอกันสองคน”
       อดิศวร์ออกเดินไปเลย โดยมีวิรงรองเดินตามเงียบๆ
       แสงแขละล่ำละลั่ก “คุณลบ...คุณลบจะไปกับเขาด้วยหรือคะ”
       อดศวร์พยักหน้า “ใช่”
       แสงแขเปลี่ยนใจทันควัน “ขอแสงไปด้วยได้ไหมคะ”
       อดิศวร์เลิกคิ้วนิดๆ “ไหนเธอบอกว่าต้องดูแลคุณย่าไง...อีกอย่างเธอไม่ชอบทะเลตอนค่ำ”
       แสงแขอึ้ง พูดไม่ออก
       อดศวร์เดินตามวิรงรองออกไป ขณะที่อุษาจะเลี่ยงไปอีกทาง
       “พี่อุษารู้เห็นเป็นใจกับเรื่องนี้ด้วยใช่มั้ย”
       “เปล่า”
       “โกหก” แสงแขแผดเสียงใส่
       “แสงแข พี่บอกเปล่า...ก็แปลว่าเปล่า เรื่องนี้ถ้าเธอจะโกรธใครก็คงจะต้องเป็นตัวเอง เพราะคุณพิชญ์ก็ชวนแล้ว... แต่เธอปฏิเสธเอง ลองทบทวนดูให้ดีซิ”
       อุษาเดินออกไป ปล่อยแสงแขให้ฮึดฮัดพลุ่งพล่านอยู่คนเดียว
       
       ก้อนเมฆฝนสีดำแผ่กระจายเต็มท้องฟ้า พร้อมกับเสียงร้องครืนครันและแสงแปลบปลาบเป็น สัญญาณว่าฝนใกล้จะตก
       อดิศวร์และวิรงรองเงยหน้ามอง
       วิรงรองพูดลอยๆ “ฝนจะตกแล้ว”
       อดิศวร์มองวิรงรองนิ่งๆ “ดีใจละซี”
       วิรงรองหันขวับมามอง “ทำไมดิฉันจะต้องดีใจ”
       อดิศวร์ยังคงนิ่งๆ อย่างเดิม “เพราะเธอจะได้ไม่ต้องเห็นอะไรที่มันบาดตาบาดใจไงล่ะ”
       “อย่าคิดว่าคุณจะอ่านใจใครออกไปเสียหมดทุกคน” วิรงรองหยัน
       “อย่างน้อยฉันก็อ่านเธอออกละ”
       ฝนเริ่มโปรยปรายลงมา
       “ฝนตกแล้ว”
       พิชญ์ และพิณทองเดินออกมา พิณทองมีสีหน้าเสียดายสุดๆ
       “ว้า ฝนตกแล้ว...เสียดายจังเลย” พิณทองบ่น
       “เอาไว้พรุ่งนี้ก็ได้” อดิศวร์ว่า
       ตลอดเวลาพิชญ์ลอบมองวิรงรองเงียบๆ ทั้งหมดนิ่งอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง จนวิรงรองหันมาสบตาพิชญ์พอดี
       วิรงรองขยับออกเดิน “ดิฉันขอกลับห้องก่อนนะคะ”
       พิณทองกอดอก “หนาวจัง เรากลับเข้าข้างในกันดีกว่าค่ะ”
       พิชญ์พยักหน้า แล้วเดินตามพิณทองเข้าไปเงียบๆ โดยมีอดิศวร์เดินปิดท้าย
       
       ส่วนแสงแขยืนมองฝนตกที่บริเวณหน้าต่างห้องด้วยความสะใจ
       “สมน้ำหน้า ดี! ตกมาให้หนักๆ เลย! จะได้ออกไปไหนไม่ได้!”
       แสงแขหัวเราะชอบอกชอบใจแข่งกับเสียงฝนด้านนอก
       
       ทั้ง 4 คนมาถึงทางแยกจะไปอีกด้านของตัวบ้าน
       “แยกกันตรงนี้นะ คุณพิณ คุณพิชญ์”
       “ค่ะ”
       อดิศวร์แตะแผ่นหลังวิรงรองให้ออกเดิน หญิงสาวจำต้องเดินไป พิชญ์มองด้วยสีหน้าแววตาสะเทือนใจ
       พิณทองเรียกเบาๆ “พิชญ์คะ”
       พิณทองจับมือพิชญ์แน่นราวกับจะยึดไว้เป็นที่พึ่ง ทั้ง 2 เดินเคียงไปด้วยกัน
       
       ไม่นานต่อมาวิรงรองเดินมาที่ห้องของตัวเอง ขณะที่อดิศวร์ตามมาช้าๆ
       “ขอแสดงความเสียใจด้วยอีกครั้ง”
       วิรงรองหันขวับมาทันที “ฉันไปทำอะไรให้...คุณถึงได้ต้องคอยถากถางเยาะเย้ยตลอดเวลา”
       “ฉันเปล่า...เธอร้อนตัวไปเอง”
       “ฉันอ่านสายตาของคุณออก”
       อดิศวร์ค่อยๆ ยิ้ม นัยน์ตาเป็นประกายขณะที่ก้าวเข้ามาใกล้อีก “เก่งนี่...ช่วยอ่านต่ออีกหน่อยได้ไหมว่า สายตาฉันบอกอะไรเธออีก”
       วิรงรองทั้งโกรธผสมอาย หันหลังเปิดประตูเข้าห้องอย่างรวดเร็ว
       อดิศวร์ยังคงยืนอยู่ตรงนั้น
       
       ดึกแล้วบรรยากาศภายนอกโดมทอง ทั้งฝนและพายุโหมกระหน่ำไม่ลืมหูลืมตา จนพอเวลาผานไปฝนซาลงเรื่อยๆ จนหยุดไปในที่สุด
       ดวงจันทร์ลอยออกมานอกกลีบเมฆ แล้วลอยผ่านเข้าไปอีก เงามืดปกคลุมโดมทอง
       ภายในห้องท่านผู้หญิงสรรักษ์ ท่านผู้หญิงนอนอยู่บนเตียง โดยมีอุไรอยู่มุมห้องหลับสนิท
       จังหวะนี้มีเสียงเหมือนหมาหอนดังแว่วมาไกลๆ
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์ ค่อยๆ ลืมตาขึ้น มองไปทางปลายเท้า เห็นเงาตะคุ่มๆ ของใครคนหนึ่งอยู่ตรงมุมห้อง
       ท่านผู้หญิงลุกขึ้นนั่ง “ใคร...พิศเรอะ”
       ใครคนนั้นก้าวออกมาจากมุมห้องทรุดตัวก้มลงกราบ
       “ข้าเห็นเอ็งวอบๆ แวบๆ มาหลายครั้งแล้ว”
       ที่แท้เป็นวิญญาณพิศที่พูดด้วยเสียงแหบโหย เย็นยะเยือกออกมา
       “พิศมาคอยปกป้องท่านเจ้าค่ะ”
       ท่านผู้หญิงฉุนสุดขีด “ปกป้องบ้าบออะไร นังพลับพลึงมันมาหลอกมาหลอนฉันตั้งหลายครั้ง...ไม่เคยเห็นแกโผล่หัวมาเลย”
       จังหวะนี้อุไรลืมตาตื่นขึ้นด้วยเสียงอันดังอย่างโกรธเกรี้ยวของท่าน
       “แล้วตอนนี้มันก็ส่งนังผู้หญิงที่หน้าตาเหมือนมันยังกับพิมพ์เดียวมาล่อตาลบ”
       “พิศเห็นแล้วเจ้าค่ะ”
       อุไรตาเบิกโพลง ตัวแข็งทื่อมองไปที่คนและผี พยายามจะอ้าปากร้อง แต่ก็ร้องไม่ออก
       “กำจัดมัน กำจัดมันให้เหมือนกับที่ข้ากำจัดนังพลับพลึง เอามันไปขังไว้ด้วยกัน” ท่านผู้หญิงสรรักษ์สั่งเสียงเหี้ยม
       “เจ้าค่ะ”
       วิญญาณพิศค่อยๆ เลือนหายไป
       “นังพลับพลึง แกจะต้องหายสาบสูญไปอีกคน”
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์ค่อยๆ เบือนหน้ามาที่อุไร สีหน้าแววตาดุดันน่ากลัวมาก
       อุไรรีบหลับตาลงทันที
       ท่านผู้หญิงเพ่งมองครู่หนึ่ง แล้วจึงเอนตัวลงนอนอย่างเดิม อุไรลืมตาขึ้น ค่อยๆ แอบมองด้วยแววตาหวาดกลัวสุดๆ
       
       ด้านวิรงรองนอนตะแคงหลับสนิท มีเสียงแผ่วแหบโหยเรียกดังขึ้น เสียงนั้นฟังดูชวนขนลุกขนชัน
       “วิรงรอง...วิรงรอง”
       เปลือกตาวิขยับไปมา แล้วค่อยๆ ลืมขึ้น
       “พลับพลึง...พลับพลึง” เสียงดังขึ้นอีก
       วิรงรองลุกขึ้นเหมือนถูกสะกด แล้วเดินไปที่ประตู ประตูเปิดออกเอง มีหมอกควันจางๆ วิญญาณพิศเดินเหมือนลอยอยู่ข้างหน้าช้าๆ
       วิรงรองเดินตามไปเรื่อยๆ เหมือนถูกสะกด
       
       ขณะเดียวกันอดิศวร์นอนหลับอยู่บนเตียงในห้อง เสียงเพลงนางครวญดังขึ้นเบาๆ อดิศวร์ลืมตาขึ้นฟังอย่างตั้งใจ
       เสียงเพลงยังคงดังแว่วๆ เหมือนคนร้องกำลังคร่ำครวญหวนไห้อย่างหนัก
       อดิศวร์ยังคงนิ่งฟังด้วยความแปลกใจ
       
       วิรงรองเดินมาตรงบริเวณบันไดทอดยาวสูงขึ้นไปที่ห้องใต้โดม หมอกควันกระจายอยู่จางๆ ทั่วบริเวณนั้น ร่างพิศลอยขึ้นไปช้าๆ ท่ามกลางหมอกควัน กุญแจประตูเหล็กคลายออกเอง โซ่เคลื่อนตกลงมาพร้อมประตูเหล็กเปิดออก
       “วิรงรอง” เสียงอดิศวร์ดังขึ้น
       ร่างพิศเลือนหายไปทันควัน ขณะที่ร่างวิรงรองโงนเงน อดิศวร์รีบขึ้นไป แล้วรับไว้ได้ทันท่วงที
       “วิรงรอง”
       สภาพวิรงรองเหมือนคนหลับเอนซบไหล่อดิศวร์ ไม่รู้สึกตัวใดๆ
       
       ในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น คนงานดูแลม้ากันอยู่ อดิศวร์ปรึกษากับสมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอยู่บริเวณคอกม้านั้น แน่นอนว่าเป็นเรื่องเมื่อคืนนี้
       “ไม่น่าเป็นไปได้นะครับ…กุญแจประตูอยู่ที่ผมตลอดเวลา เมื่อกี้คุณลบก็เห็นที่ห้องผมแล้ว”
       “บางที...กุญแจอาจจะไม่ได้ล็อคก็ได้...มันอยู่อย่างนั้นมานานแล้วโดยที่เราไม่ได้สังเกตุ” อดิศวร์ตั้งข้อสังเกตุ
       “ก็อาจเป็นไปได้ครับ”
       อดิศวร์ทำท่าเหมือนจะพูดอะไรอีก แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ “ฉันไปละ ขอบใจมาก”
       จากนั้นอดิศวร์จึงเดินไป สมมองตามด้วยสีหน้าครุ่นคิด
       
       อดิศวร์เดินเข้ามุมหนึ่งในบ้าน มองไปเห็นวิรงรองและอุษากำลังฟังอุไรเล่าด้วยสีหน้าท่าทางตื่นเต้น
       “จริงๆ นะคะ ป้าคนนั้นเข้ามาในห้องได้ยังไงก็ไม่ทราบ! ถ้าท่านผู้หญิงไม่ได้คุยด้วย ป้าอุไรต้องนึกว่าเป็นผีแน่นอน”
       “เหลวไหล” เสียงอดิศวร์ดังขึ้น
       3 คนสะดุ้งหันมามอง อดิศวร์เดินเข้ามาสีหน้าเคร่งขรึม
       อุไรหน้าตาจืดเจื่อน ย่อตัวลง แล้วค่อยๆ ขยับจะเดินออกไป
       “อุไร” อดิศวร์เรียกไว้
       “ขา...คืออุไรจะไป”
       “ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น เล่าให้ฟังซิว่า ใครเข้าไปในห้องคุณย่า เล่าแบบเมื่อกี้ตอนที่ยังไม่เห็นฉันน่ะ”
       อุไรอึกอัก “แหม...คือ...”
       “ไหนเคยพูดเก่งนักไง” อดิศวร์เหน็บ
       อุไรขาเม้าท์ยิ้มแห้งๆ “แต่พออยู่ต่อหน้าคุณลบแล้ว...มันเล่าไม่ค่อยออกค่ะ”
       วิรงรองค่อยๆ เดินเลี่ยงออกไป
       อดิศวร์มองตามแวบหนึ่งแล้วหันมาทางอุไรเป็นเชิงบอก
       อุไรรีบพูด “เรื่องมันเป็นยังงี้ค่ะ”
       
       ตรงมุมสวยๆ ภายนอก บรรยากาศภายร่มรื่น วิรงรองซึ่งนั่งพิงต้นไม้ในบริเวณนั้น นัยน์ตาหลับอยู่
       ภาพที่เกิดขึ้นเมื่อคืนแวบๆ เข้ามาในความคิด เหมือนความฝันที่ไม่ปะติดปะต่อกัน พอภาพเหล่านั้นเลือนหาย วิรงรองยังคงอยู่ในอิริยาบถเดิมนั้น จนเวลาผ่านไปอีกครู่หนึ่ง วิรงรองยังคงไม่รู้สึกตัว ขนาดมีใครมาจับไหล่เรียก
       “วิรงรอง”
       วิรงรองยังคงไม่รู้สึกตัว
       อดิษวร์นิ่วหน้า แล้วทรุดตัวลงจับไหล่วิรงรองเรียกอีก
       “วิรงรอง”
       วิรงรองลืมตาขึ้น นัยน์ตาที่มองมายังอดิศวร์เหมือนยังงงๆ
       “เป็นอะไรหรือเปล่า”
       วิรงรองรู้สึกตัว รีบเบี่ยงตัวออก แล้วลุกขึ้นยืน ด้วยความรีบร้อนพรวดพราดลุกขึ้นในขณะที่ยังไม่ทันจะตั้งตัวดี ทำให้ซวนเซจะล้มลง อดิศวร์รับไว้ในอ้อมแขนพอดี วิรงรองเงยหน้ามอง ในขณะที่อดิศวร์ก้มหน้าลงมาพอดี
       ทั้ง 2 คน นิ่งงันกันอยู่ครู่หนึ่ง
       แสงแขเดินเลี้ยวตรงมาบริเวณนั้นสอดตามองหาอดิศวร์แล้วชะงัก สีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวริษยา
       อดิศวร์ค่อยๆ คลายแขนออกจากวิรงรอง
       แสงแขรีบปรับสีหน้าเป็นยิ้มแย้ม ขณะอดิศวร์หันมา
       “แสงแข...มีอะไรหรือ”
       “คุณย่าต้องการพบคุณลบค่ะ”
       อดิศวร์พยักหน้าแล้วหันมามองวิรงรอง ถามเสียงนุ่ม
       “เดินไหวไหม”
       แสงแขเม้มปาก นัยน์ตาเกลียดชังชัดแจ้ง ขณะจ้องวิรงรองเขม็ง
       “ไหวค่ะ...ขอบคุณ”
       วิรงรองออกเดิน อดิศวร์มองอย่างขวางๆ แล้วเดินตาม
       “ทำไมคุณลบไม่เคยมองแขอย่างนั้นบ้างเลย” แสงแขคับแค้นใจระคนน้อยใจ
       
       สักครู่หนึ่งอดิศวร์เปิดประตูเข้ามา ดึงเก้าอี้มานั่งใกล้ๆ ข้างเตียงย่า แสงแขเดินตามเข้ามา แล้วเลี่ยงไปนั่งมุมห้องอย่างสงบเสงี่ยม
       “วันนี้คุณย่าดูสดชื่นกว่าทุกวันนะครับ”
       “ย่าจะสดชื่นยิ่งกว่านี้อีก ถ้านังพลับพลึงมันจะไปจากโดมทองได้”
       สีหน้าอดิศวร์ขรึมลง
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์มองเขม็ง “โกรธย่าหรือลบ”
       “ผมไม่เคยโกรธคุณย่าครับ”
       “ย่าขออะไรอย่างได้ไหม”
       อดิศวร์นิ่ง รอฟัง
       “ไม่เกี่ยวกับนังพลับพลึงหรอก” ท่านผู้หญิงว่า
       “คุณย่าจะให้ผมทำอะไรครับ”
       “พาแสงแขไปเที่ยวหน่อย...คนอื่นเขาไปเที่ยวกันโครมๆ แต่แสงแขต้องอุดอู้เฝ้าย่าทั้งวันทั้งคืน”
       แสงแขทำหน้าตาสุ้มเสียง เจียมเนื้อเจียมตัว “อย่ารบกวนคุณลบเลยค่ะ คุณย่า...แสงแขก็ไม่ได้อยากไปไหน เป็นห่วงคุณย่าน่ะคะ”
       “นังอุษามันก็อยู่ ฉันบอกให้ไป แกก็ไปซิ!...ลบ ...ย่าขอร้อง”
       “ได้ครับ…คุณย่า”
       ท่านผู้หญิงยิ้มกริ่ม “ขอบใจมากลูก”
       
       ไม่นานต่อมาแสงแขแต่งตัวสวยเฉิดฉาย เดินมาที่รถตรงหน้าบ้านแล้วขึ้นนั่งคู่คนขับ ด้วยนึกว่าอดิศวร์จะเป็นคนขับ เป็นรถหรู แบบ 2 ตอน แสงแขเปิดกระเป๋าถือ หยิบตลับแป้งขึ้นมาส่อง แล้วเติมแป้ง เติมลิปสติค ตรวจดูขนตาซึ่งใส่ดกหนาเป็นแผง พลางยิ้มชื่นชมตัวเอง
       
       “สวยจังเลย”
       อดิศวร์เดินออกมาช้าๆ แสงแขหันไปมอง แล้วส่งยิ้มหวาน แต่แล้วยิ้มนั้นก็ค่อยๆ หุบลง เป็นบูดบึ้ง เมื่อเห็นพิชญ์ และพิณทองตามออกมาด้วย
       “ไอ้พวกบ้า ตามมาทำไม ใครเขาเชิญพวกแก”
       แสงแขสะบัดหน้ากลับมา แล้วชะงัก หน้างอหงิกยิ่งไปกว่าเก่า เมื่อเห็นว่าสมเดินมาในลักษณะท่าทางเหมือนจะขับรถ แสงแขเปิดประตูลงมาอย่างรวดเร็ว
       “แกจะขับรถเรอะ”
       “ครับ”
       อดิศวร์กับพิชญ์ขึ้นไปนั่งตอนหลัง พิชญ์หันมาถามอะไรบางอย่างกับอดิศวร์
       พิณทองหันมาทางแสงแขซึ่งยืนนิ่ง สีหน้าน้อยใจสุดๆ
       “คุณแสงแขไม่สบายหรือเปล่าคะ”
       แสงแขฝืนยิ้ม “ปวดศรีษะนิดหน่อยค่ะ”
       แสงแขก้าวขึ้นไป พิณทองก้าวตาม สมขับรถออกไป
       
       แลเห็นบรรยากาศ 2 ข้างทางเปลี่ยนไปตามจังหวะรถวิ่ง รถแล่นมาเรื่อยๆ โดยที่ภายในรถ ทุกคนนั่งกันเงียบๆ ราวกับจมอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง
       แสงแขตัดสินใจพูดขึ้นในที่สุด หันไป “แขนึกว่าคุณลบจะขับเอง”
       “เมื่อคืนนอนดึก...เลยไม่อยากขับ”
       พิณพยายามทำบรรยากาศให้ดีขึ้น “ดีแล้วค่ะ...เดี๋ยวน้าลบหลับใน จะเป็นอันตราย”
       แสงแขหันไปมองข้างทางแล้วพึมพำ “ฉันไม่ได้ขอความเห็นแก”
       “วันนี้น้าลบจะพาเราไปเที่ยวที่ไหนคะเนี้ย” พิณทองถามเสียงใส
       “เดี๋ยวไปถึงค่อยรู้”
       “ว้าว ! ลึกลับจัง” พิณทองหน้าตาตื่นเต้น
       รถที่มีสมขับแล่นเลี้ยวลับตาไป
       
       ขณะที่วิรงรองกำลังหลับตานิ่งๆ อยู่บนเตียง ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนเข้ามาในห้วงความคิดอีกแบบขาดๆ วิ่นๆ
       เสียงเคาะประตูปังๆๆ ดังขึ้นอย่างไร้มารยาท วิรงรองลืมตาแล้วนิ่วหน้า ลุกเดินไปเปิดประตู
       “มีธุระอะไร”
       “ท่านผู้หญิงให้ตามไปพบ” โอบอ้อมลอยหน้าเยาะ “ตายแน่” แล้วสะบัดหน้าเดินไป
       “เดี๋ยว”
       โอบอ้อมหันมา แล้วเลิกคิ้วเป็นเชิงถามอย่างกวนประสาท
       “อยู่บ้านใหญ่โต...ผู้คนในบ้านก็เป็นผู้ดิบผู้ดี...เธอก็ควรจะมีมารยาทหน่อย”
       โอบอ้อมเบิกตากว้าง
       “ถึงเจ้านายจะไม่ได้สั่งสอนอบรม แต่เธอก็ควรมีสามัญสำนึก!”
       วิรงรองปิดประตู แล้วเดินเลยโอบอ้อมไป สาวใช้ผู้สอพลอมองตามตาถลน
       
       วิรงรองเดินมาหยุดหน้าประตูห้องท่านผู้หญิง สูดลมหายใจยาว เพื่อเรียกความมั่นใจ
       “หยุดทำไมล่ะ กลัวละซี้” โอบอ้อมหยัน
       วิรงรองหันมามอง “เคยถูกตบปากมั้ย”
       โอบอ้อมยกมืออุดปาก ทำตาโตตกใจ
       “ถ้าไม่เคย ฉันจะขอเปิดซิงซักหน่อย”
       วิรงรองเปิดประตูเดินเข้าไปเลย
       “ตายแล้ว”
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์ไกรณรงค์นั่งมองมาหน้าตาถมึงทึง วิรงรองค่อยๆ ปิดประตู แล้วหันมาเผชิญหน้า
       
       วิรงรองขยับตัวจะเดินเข้าไปหา
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์แผดเสียงแหบโหยกราดเกรี้ยวใส่ “หยุดอยู่ตรงนั้น”
       วิรงรองชะงัก “โอบบอกว่าท่านผู้หญิงต้องการพบดิฉัน”
       ท่านผู้หญิงขยับไปชิดพนักเตียงมากยิ่งขึ้นแล้วมือยกขึ้นกำพระที่ห้อยคอโดยอัตโนมัติ ขณะถาม
       “แกเป็นใคร”
       “ดิฉันชื่อวิรงรอง ถ้าหากท่านผู้หญิงยังข้องใจ..ดิฉันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคุณพลับพลึงเลยค่ะ”
       ท่านผู้หญิงจ้องเขม็ง “วิรงรอง คือ ดอกพลับพลึง”
       “ใช่ค่ะ! คุณพ่อคุณแม่ของดิฉันตั้งให้”
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์ชะโงกตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย...นัยน์ตาเป็นประกายวาว “นังพลับพลึงมันส่งแกมา! อย่านึกว่าฉันโง่”
       “ตั้งแต่จำความได้ ดิฉันไม่เคยรู้จักหรือเคยได้ยินเรื่องราวของคุณพลับพลึง หรือท่านผู้หญิงเลย...ดิฉันมาที่นี่ก็เพราะคุณป้าสุรภีซึ่งเป็นผู้มีพระคุณของดิฉันส่งมา..ดิฉันอยากจะขอความยุติธรรม”
       ท่านผู้หญิงสวนทันที “ไม่มีความยุติธรรมสำหรับคนเนรคุณ” มืออันสั่นเทาชี้มา “แกมันเลี้ยงไม่เชื่อง! กินบนเรือนขี้บนหลังคา” พร้อมกันนี้เนื้อหญิงชราตัวเริ่มสั่นเทา นัยน์ตาวาวโรจน์
       วิรงรองประหลาดใจในท่าทีนั้น “ท่านผู้หญิงค่ะ”
       “อีนังพลับพลึง! ผีอย่างแกก็ทำได้แค่นี้! ฉันซิเหนือกว่าแกทุกอย่าง! จนป่านนี้แกก็ยังไม่ได้พบกับคนที่แกรัก! พวกแกจะต้องวนเวียนตามหากันตลอดไปโดยไม่ต้องไปผุดไปเกิด! ฉันนี่แหละคือผู้ชนะ! ฉันเป็นผู้กุมชะตาพวกแก”
       ยิ่งพูด หน้าตายิ่งดูโหดร้ายและเหมือนคนโรคจิต!!
       “ฉันเป็นผู้ชนะ! ได้ยินไหมว่าฉันคือผู้ชนะ” ท่านผู้หญิงสรรักษ์หัวเราะดังลั่น
       วิรงรองคุมสติได้ย้อนถาม “สภาพอย่างนี้น่ะหรือคะ ผู้ชนะ”
       สีหน้าแววตาและสุ้มเสียงวิรงรองทำให้ท่านผู้หญิงหยุดหัวเราะ
       “ว่าอะไรนะ”
       “ท่านคือผู้แพ้ต่างหาก...แพ้ต่อความรัก..โลภ...โกรธ..หลง! ท่านปล่อยให้โทสะเข้าครอบงำ หมกมุ่นอยู่แต่กับความเกลียดชัง...ความอาฆาตพยาบาท..ขอประทานโทษเถอะค่ะท่าน เคยถามตัวเองไหมคะว่า...ทุกวันนี้ ท่านมีความสุขดีหรือเปล่า... ความจริง วัยของท่านขนาดนี้ก็สมควรจะเข้าวัดฟังเทศน์...ทำบุญทำทาน...ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ได้แล้ว”
       ท่านผู้หญิงตัวสั่นเทิ้มขึ้นมาอีก “ออกไป! อีพลับพลึง!”
       “ท่านโกรธเกลียดเคียดแค้นคุณพลับพลึง โดยที่คุณพลับพลึงไม่ได้มารับรู้ด้วยเลย...จนป่านนี้ก็ยังไม่มีใครได้ข่าวจากเธอ..ไม่มีใครรู้ว่าเธออยู่ที่ไหน!”
       ท่านผู้หญิงลืมตัวตะเบ็งเสียงใส่
       
       “ฉันรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน”
       
       อ่านต่อตอนที่ 6

หน้าที่แล้ว
1 | 2 | 3 | 4
ข่าวล่าสุด ในหมวด
โดมทอง ตอนที่ 18 จบบริบูรณ์
โดมทอง ตอนที่ 17 (จบตอน)**แก้ไข
โดมทอง ตอนที่ 16**แก้ไข
โดมทอง ตอนที่ 15
โดมทอง ตอนที่ 13
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
แสดงผลหน้าเดียว
จำนวนคนโหวต 4 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 4 คน
100 %
ยังไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย
0 %
ความคิดเห็นที่ 1 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
หลอนดี
เปีวย
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | ธุรกิจ | หุ้น | SMEs | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | โฆษณาบนเว็บ
All site contents copyright ©1999-2014