โดมทอง ตอนที่ 8

โดย MGR Online   
24 มิถุนายน 2556 05:22 น.
หน้าที่แล้ว |   1 | 2 | 3 | 4  | หน้าถัดไป
โดมทอง ตอนที่ 8
        โดมทอง ตอนที่ 8 (ต่อ)
       
       บรรยากาศเช้าวันนี้ ทั่วทั้งอาณาเขตโดมทองสวยงามร่มรื่น ส่วนภายในห้องครัว อุษากำลังเตรียมทำซุปมะเขือเทศให้ท่าน ผู้หญิง อุไรเดินหน้าตาร่วงโรยเข้ามาช่วยเป็นลูกมือ
       
       อุษาหันมามองแว่บหนึ่ง “ไม่สบายหรือเปล่า...หน้าตาซีดเซียว”
       “อุไรถูกผีหลอกค่ะ”
       อุษาชะงัก “อะไรนะ”
       “อุไรถูกผีหลอกค่ะ...ผีผู้หญิงโบราณ”
       “เอาอีกคนนึงแล้ว”
       “โธ่! อุไรไม่ได้ตาฝาด...ไม่ได้ฝันด้วยนะคะ เห็นเต็มสองตาเลย เขามาหาท่านผู้หญิง”
       อุษาหันขวับมามอง แต่ยังไม่ทันพูดอะไร แสงแขเดินเข้ามาพร้อมกับพูดแดกดัน
       “เช้านี้ทำอะไรเลี้ยงแขกล่ะ พี่อุษา”
       “ไม่ต้องทำ...คุณแม่วิรงรองกลับไปแล้ว คุณลบไปส่ง”
       “เฮอะ! นังลูกสาวคงถือโอกาสติดสอยห้อยตามไปด้วยละซี”
       “แน่ละ! ก็คุณแม่เขานี่...ถึงคุณลบไม่ไป เขาก็มีคนอาสาไปส่งอยู่แล้ว...เห็นว่า คุณลบจะพาไปทานอาหารเช้าก่อนขึ้นเครื่องด้วย”
       แสงแขตบโต๊ะใกล้ๆ “จะพูดให้มันเป็นอะไรขึ้นมาฮึ พี่อุษา”
       อุไรหาจังหวะสอดอยู่นาน “สงสัยจะให้เป็นเรื่องน่ะค่ะ”
       อุษาและแสงแขหันมามองพร้อมกัน
       อุไรยิ้มแห้งๆ “อุไรไปดูท่านผู้หญิงก่อนนะคะ”
       “ไม่ต้อง ฉันไปเอง เหม็นขี้หน้าคน”
       แสงแขเดินออกไป อุษาทำซุปต่อ
       อุไรกระซิบกระซาบ “คุณอุษาลองถามท่านผู้หญิงดูซีคะ”
       “ฉันไปดูคุณย่าตั้งแต่เช้าแล้ว...ไม่เห็นท่านพูดอะไร”
       อุไรบ่นบ้าเบาๆ “งั้นก็จบ”
       
       ขณะเดียวกันโอบอ้อมเปิดม่านหน้าต่าง เพื่อให้แสงสว่างเข้ามา
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์ตวาดเสียงดัง “ปิดเดี๋ยวนี้ นังโอบ”
       “เจ้าค่ะ” โอบอ้อมลนลานรีบปิด
       “ทำสอดรู้ดีนัก! ข้าเคยให้เปิดม่านเรอะ! นังโอบ”
       “โอบเห็นว่าอากาศดีน่ะเจ้าค่ะ”
       “ดีก็ไม่ต้องเปิด!...ร้อยวันพันปี ข้าก็ไม่เคยสั่งให้เปิด”
       ขณะที่โอบอ้อมหน้าจ๋อยแล้วจ๋อยอีก แสงแขเปิดประตูเข้ามา
       “มันกลับไปแล้วค่ะ คุณย่าขา”
       “ใคร! นังพลับพลึงน่ะเรอะ”
       “แม่มันค่ะ”
       ท่านผู้หญิงด่าท่าทางหงุดหงิด “ก็ช่างแม่มันซิ ยังไงมันก็ต้องกลับอยู่แล้ว ไอ้คนที่ฉันอยากให้กลับน่ะมันนังพลับพลึง นังหน้าโง่”
       แสงแขก้มหน้าลง กัดปากแน่นด้วยทั้งโกรธและอายที่ถูกด่าต่อหน้าโอบอ้อม
       “แล้วเสื้อผ้าล่ะ ตัดหรือยัง”
       แสงแขบอกเสียงเบา “ยังค่ะ…แขยังไม่ทราบว่าจะมีงานวันไหน ก็เลย ...”
       ท่านผู้หญิงขยับตัวพลางบอก “ไปตามตาลบมา”
       “คุณลบไม่อยู่ค่ะ...พาแม่ลูกสองคนนั่นไปกินข้าว แล้วก็เลยไปส่งที่สนามบิน”
       ท่านผู้หญิงตาลุกวาว “เฮอะ ! ถ่อมาเองแล้วทำไมไม่กลับเอง ตาลบก็ตาลบเถอะ เจ้าหน้าเจ้าตา เจ้ากี้เจ้าการดีนัก ไป! ออกไปให้หมด! ตาลบกลับมาเมื่อไหร่ให้มาหาฉัน”
       “ค่ะ” / “เจ้าค่ะ”
       สองคนออกไป ท่านผู้หญิงสรรักษ์ยังคงฮึดฮัดอย่างหงุดหงิดอยู่อย่างนั้น
       
       แลเห็นบรรยากาศสดใสรื่นรมย์สองข้างทาง ขณะที่อดิศวร์ขับรถมาเรื่อยๆ ชำเลืองมองหน้าวิรงรองซึ่งจามขึ้นมา
       “เป็นหวัดละซี”
       “แค่แพ้อากาศค่ะ...ทานยาแก้แพ้เดี๋ยวก็ดีขึ้นแล้ว”
       อดิศวร์นิ่งไปครู่หนึ่ง “เธอตอบคำถามฉันมาตรงๆ ได้ไหม”
       “ฉันก็ไม่เคยโกหกอะไรคุณนี่คะ” วิรงรองสวนทันที
       อดิศวร์กระแทกเสียงนิดหนึ่ง “ดี! คืนนั้นเธอออกไปที่ชายหาดทำไม”
       วิรงรองย้อนเอา “คุณอดิศวร์คิดว่า คนสติดีๆ ที่ไหนเขาจะออกไปในขณะที่ลมเพลมพัดแล้วก็ดึกขนาดนั้น ถ้าหากไม่มีสาเหตุอะไรหรือคะ”
       อดิศวร์เริ่มหงุดหงิด “เพราะอย่างนั้น ฉันจึงถามสาเหตุอยู่นี่ไง”
       “ฉันก็ “กราบเรียน” ไปแล้ว” วิรงรองประชดด้วยการเน้นเสียงตรงคำพูดที่ว่า “กราบเรียน”
       “แต่เธอก็รอดมาได้”
       วิรงรองเม้มปาก อดิศวร์ขับรถเข้าจอดข้างทาง วิรงรองเปิดล็อคประตู จะออกไป อดิศวร์กดปิดอีกที...ทันที แล้วคว้าแขนไว้
       “ฉันคิดว่ายังไงรู้มั้ย!...ฉันคิดว่า เธอสร้างเรื่องทั้งหมดนี่ขึ้นมา เพื่อเรียกร้องความสนใจ”
       “จากใครมิทราบ”
       “จากฉันไง”
       “อย่าว่าแต่จะเรียกร้องความสนใจเลย...คุณเป็นคนสุดท้ายในโลกที่ฉันจะนึกถึงด้วยซ้ำ...นี่พูดอย่างรักษาน้ำใจนะ เพราะความจริงแล้วฉันอยากจะบอกว่า คุณไม่เคยเข้ามาอยู่ในหัวฉันด้วยซ้ำ”
       อดิศวร์กระชากร่างวิรงรองเข้ามาจูบ สาวเจ้าพยายามดิ้นรนขัดขืนสุดฤทธิ์ อดิศวร์พยายามคลายแขนออก วิรงรองตบหน้าอย่างแรง แล้วเปิดประตูเดินแกมวิ่งน้ำตาไหลพรากลงไป
       อดิศวร์อึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วเปิดประตูลงเดินตามไป
       
       บริเวณมุมสวยๆข้างทาง อดิศวร์ตามมาทันวิรงรองตรงจุดนั้น แล้วคว้าแขนไว้
       “วิรงรอง”
       วิรงรองร้องไห้ “ปล่อย”
       “เอาละ...ฉันขอโทษ”
       วิรงรองบอกอย่างเจ็บแค้น “คุณมันหยาบคาย! เห็นแก่ตัว! ดูถูกผู้หญิง!”
       “ฉันยอมรับทุกอย่าง”
       “มันไม่ง่ายไปหน่อยเรอะ”
       “แล้วทำไมไม่แต่งงานกับฉันเสียล่ะ”
       “ฉันจะไม่ยอมสิ้นคิด ทำอย่างนั้นแน่”
       “งั้นก็กลับไปขึ้นรถ”
       “ไม่!”
       อดิศวร์เสียงเข้มขึ้น “ไป!”
       “ไม่!”
       จังหวะนี้มีรถขับผ่านไปมา ค่อยๆ ชะลอมองสองคนอย่างสนใจ
       “ไป”
       “ไม่”
       “ถ้าไม่อยากอายมากกว่านี้ก็เอา”
       อดิศวร์พูดพลางหันไปมองถนน วิรงรองมองตาม เห็นรถคันที่ชะลอมอง บางคันเป็นปิ๊คอัพ มีวัยรุ่นนั่งเฮฮาอยู่ข้างหลัง พากันเป่าปากวี๊ดวิ้วตะโกนล้อเลียน วิรงรองกัดปาก แล้วสะบัดหน้าเดินจ้ำพรวดๆ นำหน้าไปที่รถ อดิศวร์เดินตามมาช้าๆ
       วิรงรองเปิดประตูเข้ามานั่งในรถ ด้วยอาการกระแทกกระทั้น อดิศวร์ยังคงเดินมาอย่างใจเย็น แล้วเปิดประตูเข้ามานั่ง มองวิรงรองแว่บหนึ่ง ขณะที่อีกฝ่ายเมินหน้าออกไปมองข้างทาง
       
       อดิศวร์ขยับปากเหมือนจะยิ้มนิดๆ แล้วขับรถออกไป

โดมทอง ตอนที่ 8
        โดมทอง โดดเด่นเป็นสง่าในยามสาย แต่ก็ยังแฝงความลึกลับและความเศร้าหม่น
       
       อดิศวร์เดินเข้ามาภายในห้องท่านผู้หญิงสรรักษ์ ขณะที่อุษาออกไปอย่างรู้กาละเทศะ
       “ขอโทษครับที่มาช้า”
       ท่านผู้หญิงแดกดันทันที “ก็มัวแต่ไปส่งญาติโกโหติกานังพลับพลึงมานี่”
       อดิศวร์เปลี่ยนเรื่องทันที “คุณย่ามีธุระอะไรหรือครับ”
       “ฉันอยากจะรู้ว่า กำหนดวันงานแล้วหรือยัง” หญิงชราพูดในท่าทีหมางเมิน
       “ยังครับ”
       “ทำไมถึงยัง”
       “เพราะ...เอ้อ...พวกเขาเพิ่งจะกลับไป”
       “กลับไปแล้วก็มาใหม่ได้”
       “คุณย่า...”
       “ไปจัดการตามที่ย่าสั่งเดี๋ยวนี้”
       อดิศวร์มีท่าทีอึดอัดเล็กๆ “ถ้าเขาไม่ว่างล่ะครับ”
       หน้าตาท่าทางท่านผู้หญิงเปลี่ยนเป็นวางอำนาจขึ้นมาทันที
       “ในเมื่อฉันสั่งให้มา...ทุกคนต้องมา”
       อดิศวร์ลอบถอนใจ
       
       วิรงรองเดินเรื่อยๆ มาทางบริเวณปีกตึกด้านห้องตัวเอง จะกลับห้อง แสงแขเร่งฝีเท้าตามมา
       “วิรงรอง”
       วิรงรองมีสีหน้าอ่อนระอาใจ หันกลับมา หยุดเดิน
       “มีธุระอะไรกับฉันหรือคะ”
       แสงแขเดินเข้ามา แล้วตบวิรงรองทันทีโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว
       “นี่ไงธุระของฉัน”
       วิรงรองนัยน์ตาวาววับด้วยความโกรธ “ฉันไปทำอะไรให้คุณ”
       “ฉันเตือนแกแล้วว่าอย่ามายุ่งกับคุณลบ” แสงแขคำราม
       “อยากรู้อะไรมั้ย”
       “อะไร”
       วิรงรองตบแสงแขเอาคืนฉาดใหญ่ แสงแขตบเปรี้ยงเช่นกัน
       “นังวิรงรอง”
       “คุณอดิศวร์เป็นคนมายุ่งกับฉันเอง”
       แสงแขยกมือขึ้นจะตบอีก
       “อ๊ะ อ๊ะ...อย่านะ! มันหมดสมัยที่จะมานั่งพับเพียบเรียบร้อยรอคอยให้ใครมาตบฟรีๆ แล้ว ถ้าคุณจัดมา ฉันก็จะจัดไปเป็นการตอบแทน”
       วิรงรองหันหลังเดินตรงไปที่ห้อง
       “ฉันขอเตือนเป็นครั้งสุดท้ายว่าอย่ามายุ่งกับคุณลบ ไม่อย่างนั้น...”
       วิรงรองหันกลับมาทันที แล้วพูดสวนออกไป “คุณจะหลอกฉันไปฆ่าเหมือนเมื่อคืนวานใช่ไหม”
       แสงแขอึ้งไปนิดหนึ่ง “พูดอะไร ฉันไม่รู้เรื่อง”
       วิรงรองยิ้มเยาะ “อ๋อ...เหรอ”
       แสงแขตั้งสติได้ “ฉันจะไปทำอย่างนั้นทำไมในเมื่อในที่สุด คุณลบก็จะต้องแต่งงานกับฉันอยู่แล้ว”
       “ก็เพราะคุณไม่แน่ใจว่าจะเป็นอย่างนั้นน่ะซิ! จริงไหมล่ะ”
       วิรงรองพูดจบ ก็เดินเข้าห้องไป แสงแขมองตามอย่างแค้นใจ แล้วค่อยๆ ปรับอารมณ์สงบลง
       “รอให้ฉันประกาศหมั้นกับคุณลบเร็วๆ นี้ก่อนเถอะ...ฉันจะเฉดหัวแกออกไปทันที”
       
       เวลาผ่านไปอีกหลายวัน อดิศวร์เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เช้าวันนี้เขาพาตัวเองมาอยู่ที่ห้องรับแขกบ้านพิณทอง และกำลังนั่งคุยกับคุณหญิงแก้ว ซึ่งมีของว่างวางบนโต๊ะต้อนรับเรียบร้อย
       “คุณย่าท่านเกิดใจดีอะไรขึ้นมาล่ะ คุณลบ”
       “ปกติท่านก็ใจดีนะครับ...เพียงแต่ช่วงที่พี่แก้วมาพัก...ท่านไม่ค่อยสบาย”
       แก้วนิ่วหน้าคิดนิดๆ “พี่คงต้องปรึกษาคุณพจน์ก่อนว่าจะไปได้เมื่อไหร่...ตาพิชญ์กับยัยพิณก็เหมือนกัน”
       “ไม่เป็นไรครับ...จะไปเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ขอให้ไปก็แล้วกัน...อ้อ...เชิญแขกทางกรุงเทพฯ ไปด้วยก็ได้นะครับ”
       “จ้ะ...พี่ฝากขอบคุณคุณย่าด้วย จะโทร.ไปเอง ...ท่านก็คงไม่รับ”
       อดิศวร์ยิ้มบางๆ “ท่านเป็นคนโบราณครับ”
       “นั่นซิ…แล้วนี่คุณลบจะกลับ “โดมทอง” เมื่อไหร่”
       “คงจะเป็นพรุ่งนี้ค่ำๆ”
       “งั้นเย็นนี้มาทานข้าวกัน ...พี่จะชวนพิชญ์กับพิณทอง แล้วก็คุณพี่วัชรีมาด้วย”
       “ขอบคุณมากครับ” อดิศวร์ไหว้และขยับตัวลุกขึ้น “ผมต้องกลับก่อนมีประชุมที่ออฟฟิศ 10 โมงเช้า”
       แก้วลุกตาม “เชิญจ้ะ” แล้วเดินออกไปส่งอดิศวร์ สองคนคุยกันไป
       
       ไม่นานต่อมาพิชญ์อยู่ภายในห้องทำงานที่ออฟฟิศย่านธุรกิจ และกำลังโทรศัพท์คุยกับพิณทอง
       “ผมไม่อยากไป”
       พิณทองย้อนทันที “แล้วคิดว่าพิณอยากไปนักหรือคะ...ที่จริง...คุณยังอยากไปมากกว่าพิณเสียอีก”
       “งั้นบอกญาติคุณไปเลยว่าผมไม่ไป! แค่นี้ใช่ไหม!”
       “ค่ะ”
       พิณทองกระแทกเสียง แล้ววางโทรศัพท์ลงอย่างหงุดหงิด
       พิชญ์กระแทกโทรศัพท์ลงอย่างหงุดหงิดเช่นกัน พิชญ์ฮึดฮัดครู่หนึ่ง แล้วลุกเดินไปที่หน้าต่าง
       “จะมีแผนอะไรอีกล่ะ...น้าลบ” พิชญ์กระแทกเสียงตรงท้ายคำ “น้าลบ” อย่างประชดประชัน
       
       พิณทองหยิบทิชชูบนโต๊ะขึ้นมาซับน้ำตา สักครู่หนึ่งหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทร.ออก
       “น้าลบขา...พิณอยากคุยกับน้าลบ...ค่ะ...ได้ค่ะ”
       พิณทองวางโทรศัพท์ พยายามกล้ำกลืนน้ำตาลงไปลึกสุดใจ
       
       ไม่นานต่อมา สองน้าหลานนั่งอยู่ในร้านอาหารเงียบหรู มีลูกค้านั่งอยู่ประปราย บริกรเสิร์ฟอาหารตามโต๊ะ
       พิณทองจิบน้ำฝรั่งด้วยสีหน้าท่าทางไม่อยากกินอะไรนัก อดิศวร์จับตามองเงียบๆ ตลอด
       “จะเล่าให้น้าลบฟังได้หรือยัง” อดิศวร์เอ่ยทำลายความเงียบขึ้น
       “พิชญ์เขาไม่ไป “โดมทอง” ค่ะ”
       อดิศวร์ฉงน เลิกคิ้วขณะถาม “ทำไมล่ะ”
       พิณทองเม้มปาก น้ำตาคลอ “เขาคงไม่อยากไปพบคุณ...วิรงรองให้สะเทือนใจอีกมั้งคะ”
       “นี่ไม่เกี่ยวกับวิรงรอง...มันเป็นงานที่คุณย่าจะจัดให้ตัวเขาเองกับคุณพิณ” อดิศวร์ว่า
       “น้าลบช่วยกราบเรียนคุณทวดด้วยว่า พิณกราบขอบพระคุณมาก...แต่...พิณคงไปไม่ได้”
       “แต่ถ้าพิชญ์ไป...คุณพิณถึงจะไปใช่ไหม”
       พิณทองนิ่งไม่ยอมตอบ แล้วเช็ดน้ำตา
       “เรื่องนี้น้าลบจะจัดการให้เอง”
       พิณทองมีสีหน้าลังเล “น้าลบคะ”
       “ไม่ต้องกังวลใจอะไรทั้งนั้น...คุณพิณเตรียมตัวให้สวยที่สุด และสนุกที่สุดเท่านั้นก็พอ”
       พิณทองส่ายหน้า “พิณไม่แน่ใจ”
       “คุณพิณไว้ใจน้าลบหรือเปล่า”
       “ไว้ใจค่ะ”
       “ถ้าอย่างนั้นก็ทำตามที่น้าลบแนะนำ...วิรงรองจะออกไปจากชีวิตของคุณพิณและสามีตลอดกาล”
       พิณทองมองผู้เป็นน้าอย่างแปลกใจ
       อดิศวร์ยิ้มให้ “ทานข้าวได้แล้ว”
       
       จากนั้นอดิศวร์เริ่มทานข้าว พิณทองทานตาม

โดมทอง ตอนที่ 8
        ค่ำนั้นทุกคนร่วมรับประทานอาหารเย็นด้วยกัน อยู่ภายในห้องอาหารบ้านรัฐมนตรีพจน์ สาวใช้กำลังลำเลียงจานชามที่ทานเสร็จแล้วออกไป
       
       “ไปคุยกันในห้องนั่งเล่นกันดีกว่า...เดี๋ยวให้เด็กยกของหวานกับผลไม้ตามไป”
       ทุกคนลุกตาม
       อดิศวร์รอพิชญ์แล้วพูดเบาๆ “ผมขอพูดอะไรด้วยหน่อย”
       
       ดวงจันทร์เต็มดวงในคืนเพ็ญสว่างนวลตา สองหนุ่มเดินอยู่ที่มุมหนึ่งนอกคฤหาสน์ อดิศวร์เดินนำ และพิชญ์เดินมาหาช้าๆ ต่างคนต่างเงียบ ในที่สุดพิชญ์หยุดเดินหันมาทางลบ
       “ผมไม่ไป”
       อดิศวร์เลิกคิ้วเป็นเชิงถาม
       “คุณพิณบอกผมแล้วว่า น้าลบจะจัดงานเลี้ยงให้”
       “ไม่ใช่ผม...แต่เป็นคุณย่า”
       พิชญ์ยิ้มเยาะ “ผมไม่เชื่อ”
       อดิศวร์ยักไหล่ “ก็ตามใจ ...คุณไม่ไปก็ไม่มีใครบังคับ”
       พิชญ์มองอดิศวร์อย่างแปลกใจ
       
       ส่วนที่ห้องนั่งเล่น วัชรีดี๊ด๊าพอรู้เรื่องปาร์ตี้ที่โดมทอง
       “ต๊าย แค่พูดถึงก็สนุกแล้ว”
       “สมัยที่คุณทวดยังสาว...ท่านชอบจัดงานบ่อยๆ ค่ะ...ทุกคนต่างกล่าวถึงความสนุกสนานที่ได้รับ” แก้วคุยโอ่
       พจน์เย้าขำๆ “คุณเคยไปด้วยหรือ”
       วัชรีและพิณทองขำตาม ยกเว้นแก้วหน้างอ
       “ถ้าเคย...ป่านนี้แก้วคงแก่เท่าคุณย่าแล้วน่ะซีคะ”
       “ก็ใครว่าไม่เท่าล่ะ” พจน์สัพยอก
       แก้วฉุนทุบแขนสามีดังอั๊ก “นี่แน่ะ มาว่าฉันแก่”
       อดิศวร์และพิชญ์เดินกลับเข้ามาสมทบ
       วัชรีหันไปเห็น “หนุ่มๆ 2 คนไปคุยอะไรกันมาคะ”
       “ก็ทั่วๆ ไปครับ” อดิศวร์ว่า
       พิชญ์บอกทันที “ผมบอกน้าลบแล้วว่า ผมไม่ไป โดมทอง”
       วัชรีมองพิชญ์เขม็ง “เราจะไปกันจ้ะ”
       พิชญ์เอางานมาอ้าง “ผมมีงานค้างมากครับ”
       “ไปแค่ 2-3 วันจะเป็นอะไรไป” วัชรีเสียงขุ่น
       “คุณแม่ไปกับพิณเถอะครับ...ผมไปไม่ได้จริงๆ”
       “ตาพิชญ์” วัชรีฉุนลูกชาย
       พจน์เอ่ยขึ้น “ไม่เป็นไรหรอก คุณพี่...อย่าไปบังคับเขาเลย”
       พิณทองว่ากระทบกระเทียบด้วยสีหน้าราบเรียบ “พิณก็ว่าอย่างนั้นแหละค่ะ ใครจะไปก็ไป ใครไม่เต็มใจก็ไม่ต้องไป โตๆ กันแล้ว รู้กันหมดแล้วว่าอะไรควร อะไรไม่ควร”
       พิชญ์หันมามอง ไม่พอใจนิดๆ
       
       ไม่นานต่อมา พิชญ์ พิณทอง และวัช กลับมาถึงบ้านแล้ว
       วัชรีและพิณทองเดินเข้ามาก่อน แล้วตรงขึ้นไปข้างบนเงียบๆ พิชญ์เดินตามเข้ามา โดยมีสาวใช้ถือข้าวของของวัชรี ตามเข้ามาด้วย
       พิชญ์หยุดเดิน หันมาพยักหน้ากับสาวใช้ เป็นเชิงบอกให้ขึ้นไปก่อน
       สาวใช้ค้อมตัวผ่าน แล้วเดินเลย เอาของไปให้วัชรี
       พิชญ์ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเดินออกไปข้างนอกบ้าน
       
       พิชญ์เดินออกมา สูดลมหายใจยาว แล้วเดินไปที่โต๊ะสนามช้าๆ ทรุดตัวลงนั่ง แล้วเอนตัวพิงพนัก...มองไปยังดวงจันทร์เบื้องบน แลเห็นจันทร์เต็มดวงสาดแสงกระจ่างเต็มฟ้า
       พิชญ์หลับตาลง ด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว
       “พลับพลึง...ถ้าผมไม่มีสิทธิ์...ผมก็ไม่อยากพบคุณอีก”
       ส่วนภายในห้อง พิณทองยืนมองอยู่ทางหน้าต่าง เห็นพิชญ์นิ่งอยู่ในอิริยาบถเดิม
       พิณทองน้ำตาคลอเบ้า ยืนอยู่ในอิริยาบถนั้นครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินกลับมานั่งบนเตียง เช็ดน้ำตา
       ด้วยสีหน้าท่าทาง เหมือนตัดสินใจเด็ดขาด
       
       ขณะที่วัชรีกำลังนั่งประทินผิวก่อนนอนอยู่ในห้อง เสียงเคาะประตูดังขึ้น พร้อมเสียงพิณทอง
       “คุณป้าคะ”
       วัชรีลุกเดินไปเปิดประตู แปลกใจแกมตกใจนิดๆที่เห็นพิณทองนัยน์ตาช้ำๆ
       “อ้าว...ร้องไห้ทำไมลูก”
       พิณทองน้ำตาไหลอีก
       “มา .... เข้ามาข้างในก่อน”
       พิณทองเดินเข้ามา วัชรีปิดประตูแล้วจูงพิณทองเดินเข้ามานั่ง
       “ไหน ...ตาพิชญ์ทำอะไรให้เจ็บช้ำน้ำใจ บอกป้ามาซิ”
       พิณทองเลื่อนตัวลงนั่งกับพื้น แล้วก้มกราบบนตักวัชรี
       “คุณป้าขา...คุณป้าอย่าโกรธพิณเลยนะคะ ถ้าพิณจะขอหย่ากับพิชญ์”
       วัชรีสะดุ้งสุดตัว
       “พิณคิดมาหลายวันแล้วค่ะ พิณไม่อยากทรมาณทั้งตัวเองแล้วก็...เขา”
       “ไม่ได้!” วัชรีบอกด้วยเสียงอันเด็ดขาด
       “คุณป้าคะ” พิณทองทำท่าจะแย้ง
       “ฟังป้าก่อน ! ป้าเป็นคนสู่ขอหนูให้มาแต่งงานกับลูกป้า...เพราะฉะนั้น...ป้าต้องรับผิดชอบหนูน่ะเป็นฝ่ายเสียหาย”
       พิณทองน้ำตาร่วงอีก “แต่ก็ยังดีกว่าฝืนอยู่กันต่อไปนะคะ”
       วัชรีดึงสะใภ้เข้ามากอด แล้วลูบผมเบาๆ อย่างปลอบโยน
       พิณทองยิ่งสะอื้น “พิชญ์ไม่ได้รักพิณ ไม่ว่าพิณจะพยายามทำดีกับเขาอย่างไร เขาก็ไม่มีวันรักพิณได้ ... ยิ่งเขาได้พบกับคุณวิรงรอง”
       วัชรีสวนทันที “ยังไงป้าก็ไม่มีวันรับผู้หญิงคนนั้นมาเป็นลูกสะใภ้...หากตาพิชญ์ยังขืนจะแต่งให้ได้...เขากับป้าก็ต้องตัดแม่ตัดลูกกัน”
       พิณทองสะดุ้ง “คุณป้า”
       “ป้าพูดจริงทำจริง...หนูทำเฉยๆ...ป้าจะจัดการทุกอย่างเอง ขอให้ไว้ใจป้า”
       “แต่พิณไม่อยากให้คุณป้ากับพิชญ์ต้องขัดใจกันเพราะพิณ”
       “ไม่ใช่เพราะหนู...แต่เป็นเพราะตัวของมันเอง”
       สีหน้าวัชรีเด็ดขาดมั่นคง
       
       เวลาผ่านไปอีกครู่หนึ่ง ประตูห้องนอนเปิดออก แล้วเห็นพิชญ์เดินเข้ามา ปิดประตูลงเบาๆ แล้วมองไปที่เตียง แลเห็นร่างตะคุ่มๆ ของพิณทองนอนห่มผ้าหันหลังให้ พิชญ์จึงเดินเบาๆ ไปเข้าห้องน้ำ โดยไม่รู้ว่าพิณทองยังคงนอนลืมตาโพลงอยู่ในความมืด
       
       กลางดึกคืนเดียวกัน โดมทอง ยิ่งดูมีมนต์ขลัง และลึกลับท่ามกลางแสงจันทร์สว่างนวล บริเวณอาณาเขตปราศจากความเคลื่อนไหวใดๆ ... มีแต่เสียงแมลงกลางคืนร้องระงม และยังมีหมอกจางๆ ลอยอยู่)
       ประตูห้องวิรงรองเปิดออกช้าๆ แล้วเดินออกมาในชุดแต่งตัวรัดกุม ในมือถือไฟฉาย
       วิรงรองเหลียวซ้ายแลขวา แล้วฉายไฟนำทางเดินเลยเรื่อยไปที่บันได
       
       ประตูค่อยๆ เปิดออก วิรงรองก้าวออกมา ปิดประตูลงตามเดิม แสงสว่างนวลจากดวงจันทร์ ทำให้ไฟฉายไม่จำเป็นอีกต่อไป วิรงรองปิดไฟฉายแล้วเดินออกไป
       
       วิรงรองก้าวเข้ามา เหลียวซ้ายแลขวา แล้วรีบเข้าไปแอบหลังต้นไม้ มองออกไปอย่างรอคอย

โดมทอง ตอนที่ 8
        ยิ่งดึกบรรยากาศยิ่งดูวังเวง หลอนๆ โดยมีเสียงหริ่งหรีดเรไรดังขึ้น วิรงรองมองไปอย่างอดทน และลุ้นรอคอย
       
       ทั่วบริเวณหน้าโรงเก็บรถม้าหมอกควันกระจายไปทั่ว ดูหลอนๆ สักครู่หนึ่ง แล้วมีเสียงม้าร้องดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ประตูค่อยๆ เปิดออก ท่านเจ้าคุณบังคับรถม้าออกมา รถม้าคันนั้นวิ่งตรงไปยังตัวบ้านโดมทอง
       
       ด้านวิรงรองนั่งพิงโคนต้นไม้รอคอย ท่ามกลางเสียงแมลงกลางคืน
       “ทำไมยังไม่มาอีก”
       เสียงหริ่งหรีดแมลงกลางคืนเงียบลงราวกับนัดกันไว้ วิรงรองขยับตัวมองลอดพุ่มไม้ออกไป
       เสียงเหมือนรถม้าแล่นตรงมาแว่วๆ วิรงรองตัวแข็ง นัยน์ตาจ้องเขม็งไปทางทิศที่มาของเสียง
       การรอคอยของวิรงรองสิ้นสุดลง ท่านเจ้าคุณขับรถม้าอ้อมมาท่ามกลางไอหมอกจางๆ วิรงรองเบิกตากว้าง
       เห็นเจ้าพระยาสรรักษ์ไกรณรงค์ขับรถม้ามาหยุดใต้โดมแล้วแหงนหน้ามองขึ้นไปช้าๆ
       วิรงรองแทบจะกลั้นหายใจ มองตามอย่างช้าๆ เห็นหน้าต่างห้องใต้โดมนั้นค่อยๆ เปิดออก พร้อมกับเสียงดนตรี “นางครวญ” ดังขึ้นอ้อยอิ่งหวานเศร้า
       วิรงรองกลืนน้ำลาย ตัวแข็งทั้งตื่นเต้นและหวาดๆ จังหวะนี้คุณพลับพลึงปรากฏตัวที่หน้าต่าง มองลงมา วิรงรองยกมืออุดปากไม่ให้เสียงร้องดังออกมา
       ทั้งสองคนมองกันอยู่อย่างนั้น
       ขณะที่วิรงรองเองก็อยู่ในลักษณะตกตะลึงเช่นเดิม
       เมฆดำก้อนใหญ่ลอยมาบดบังดวงจันทร์ ทุกอย่างมืดสนิทไป ในที่สุด ดวงจันทร์ลอยผ่านก้อนเมฆออกมาช้าๆ
       วิรงรองเบิกตากว้าง ขยี้ตามองซ้ำแล้วซ้ำอีก ท่านเจ้าคุณ กับรถม้า และคุณพลับพลึงหายไป ราวกับไม่เคยมาปรากฏเลย ทุกอย่างเหมือนตื่นจากความฝัน
       วิรงรองลุกขึ้นยืนมองอย่างประหลาดใจสุดๆ
       “เป็นไปไม่ได้”
       วิรงรองเดินออกไปยังบริเวณนั้น มองสำรวจโดยรอบ แล้วแหงนดูห้องใต้โดม หน้าต่างนั้นปิดสนิทตามเดิม เสียงแมลงกลางคืนดังขึ้นตามปกติ
       วิรงรองยืนมองอยู่อย่างมึนงง
       
       สักครู่หนึ่งวิรงรองจึงเดินกลับเข้ามาในบ้าน ปิดประตูลงเบาๆ วิรงรองเปิดไฟฉาย แล้วหันกลับมาจะเดินขึ้นบันได แต่ต้องสะดุ้งเฮือก...แล้วกรีดร้องสุดเสียง ไฟฉายหลุดจากมือ เมื่อเห็นผีนางพิศยืนอยู่แสยะยิ้มมาให้ ใบหน้าบวมเขียวน่ากลัว
       ร่างวิรงรองทรุดฮวบลงไป หมดสติในทันที
       
       เช้าวันรุ่งขึ้น ดวงอาทิตย์ค่อยๆ โผล่ขึ้นจากขอบฟ้า และน้ำทะเล จนกระทั่งลอยพ้นขึ้นมา
       ภายในห้อง ท่านผู้หญิงสรรักษ์ดูกระปรี้กระเปร่าสดชื่นผิดกว่าทุกวัน อุษาเดินยกซุปเข้ามา วางลงบนโต๊ะซึ่งเข็นมาฟากเตียง อุษามองท่านผู้หญิงแว่บหนึ่ง อดแปลกใจไม่ได้
       “แปลกใจรึ...แม่อุษา”
       “เช้าวันนี้ คุณย่าดูสดชื่นผิดกว่าทุกวัน”
       ท่านผู้หญิงแดกดันตามนิสัย ไม่ได้จริงจังอะไร “ผิดหวังละซี ฉันรู้นะว่าพวกแกแช่งฉันให้ตายทุกวัน”
       อุษาไม่ตอบโต้ คลี่ผ้าเช็ดปากวางให้
       “นังพลับพลึงมันคงตกนรกหมกไหม้ไปแล้ว! เมื่อคืนมันเงียบไปเลยทั้งๆ ที่เป็นวันพระจันทร์เต็มดวง เป็นคืนแรกตั้งแต่...มันตาย ที่ฉันนอนหลับสนิททั้งคืน”
       อุษายิ้มนิดๆ “ดีจังเลยค่ะ”
       ท่านผู้หญิงเริ่มกินซุปขณะถาม “ตาลบกลับมาหรือยัง”
       “เห็นว่าจะมาถึงประมาณ 9 โมงค่ะ”
       “ฉันกำลังจะเป็นผู้ชนะ ในที่สุดฉันก็คือผู้ชนะ ได้ยินมั้ย ...นังอุษาว่าฉันชนะแล้ว”
       นัยน์ตาท่านผู้หญิงเป็นประกายวาววับอย่างผู้ชนะ
       
       ขณะเดียวกันอุไรเดินถือถาดข้าวต้มขึ้นมา ขณะที่วิรงรองเปิดประตูห้องออกมา สีหน้าแววตาอิดโรย
       “คุณวิ นั่นหายแล้วหรือคะ”
       “วิไม่ได้เป็นอะไรนี่ ป้าอุไร”
       “ต้องเป็นซิคะ อยู่ดีๆ ก็ร้องกรี๊ดลั่นบ้าน แล้วนอนสลบไสลอยู่ข้างล่างโน่น”
       อุไรเดินยกถาดเข้าไปวางในห้องขณะพูด ... ด้วยความมั่นใจว่าวิจะตามเข้ามาด้วย
       “ถามจริงๆ คุณวิเจอผีใช่ไหมคะ แต่ป้าอุไรก็ยังแปลกใจว่าคุณวิลงไปข้างล่างทำไมกลางดึกกลางดื่น”
       อุไรหันกลับมา
       “อ้าว! นึกว่าเข้ามาด้วย คุณวิขา...คุณวิ! ข้าวต้มร้อนๆ”
       อุไรเดินออกไป แต่ไม่มีวิรงรองอยู่ตรงนั้นแล้ว
       “อ้าว! หายไปไหน”
       
       เวลาผ่านไปอีกครู่หนึ่ง สมขับรถพาอดิศวร์เข้ามาจอดหน้าโดมทอง แสงแขแต่งตัวสวย ใบหน้าสลดออกมารอรับ รีบเปิดประตูให้ก่อนที่สมจะลงมา
       “ขอบใจ .... คุณย่าเป็นยังไงบ้าง”
       “สบายดีมากกว่าทุกวันค่ะ...ส่วนวิรงรองแอบลงมาข้างล่างกลางดึกเมื่อคืน แล้วร้องเอะอะโวยวายจนเป็นลม...จนฟื้นก็ไม่ยอมเล่าว่าเกิดอะไรขึ้น”
       อดิศวร์นิ่วหน้า แล้วเดินเข้าไปในบ้าน แสงแขมองตามอย่างโกรธ ๆ
       
       ส่วนวิรงรองคาใจไม่หาย เดินตรงมาถึงหน้าโรงเก็บรถม้าแล้ว มองเหลียวหน้าเหลียวหลังแล้วเดินไปที่หน้าต่างเพื่อหาทางเข้า เนื่องจากประตูใส่กุญแจ วิรงรองเขย่าหน้าต่างผ่านไป 2 บาน บานที่ 2 หลุดออกมา เพราะเก่าและโทรม เต็มที่ วิรงรองตกใจ
       “ตายแล้ว”
       วิรงรองวางบานหน้าต่างลง แล้วปีนเข้าไปด้านใน
       
       ประตูห้องวิรงรองเปิดออก ก่อนที่อดิศวร์จะก้าวเข้ามาดู กวาดตามองเลยเรื่อยมาจนถึง ถาดข้าวต้มที่ยังวางอยู่โดยไม่ได้แตะต้อง
       นิ่งคิดครู่หนึ่ง แล้วอดิศวร์จึงเดินออกไป
       
       ในโรงเก็บรถม้าไม่สว่างมากนักเพราะถูกปิดทึบทุกทาง นอกจากหน้าต่างที่วิรงรองดึงจนหัก วิรงรองกำลังมองรถม้าอย่างพิจารณา แลไปที่ส่วนต่างๆ ของรถม้าที่เก่าและผุพัง จนวิรงรองต้องถอนใจ
       “เฮ้อ ! มองยังไงก็ไม่น่าจะใช้การได้”
       วิรงรองเดินไปมองตามมุมต่างๆ อย่างพิจารณาอีกครั้ง เหมือนมีเสียงเหมือนใครคนหนึ่งถอนใจเศร้าๆ ดังมาแผ่วๆ จากด้านหลัง
       
       วิรงรองหันขวับไปมอง แล้วต้องสะดุ้งสุดตัวเบิกตากว้าง รถม้าคันนั้นกลับกลายเป็นคันใหม่เอี่ยมเหมือนที่วิรงรองเคยเห็นไม่ผิดเพี้ยน!
       
       อ่านต่อหน้า 3

จำนวนคนโหวต 22 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 20 คน
91 %
ไม่เห็นด้วย 2 คน
9 %
 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017