หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกละครออนไลน์ | สกู๊ปละครออนไลน์
สกู๊ปละครออนไลน์ ละครออนแอร์

"ผู้ชนะสิบทิศ" ตอนที่ 1-42

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 พฤศจิกายน 2556 18:24 น.

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 1-42

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 1-42

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 1-42

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 1-42

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 1-42

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 1-42

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 1-42

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 1-42

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 1-42

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 1-42

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 1-42

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 1-42

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 1-42

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 1-42

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 1-42

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 1-42

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 1-42

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 1-42

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 1-42

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 1-42

ละครออนแอร์ "ผู้ชนะสิบทิศ"
       
       บทประพันธ์ : ยาขอบ
       บทโทรทัศน์ : ศัลยา / วิโรจน์ ศรีสิทธ์เสรีอมร
       กำกับการแสดง : คุณากร เศรษฐี
       ผลิต : บริษัท ศรีคำรุ้ง โปรดักชั่น จำกัด
       แนวละคร : ดราม่า-แอ็คชั่น
       วันเวลาออกอากาศ : วันจันทร์ - วันพุธ เวลา 08.00 น. / 11.45 น. / 16.35 น. / 20.00 น. ทางช่อง 8
       ระยะเวลาออกอากาศ :
       จำนวนตอนออกอากาศ : 30 / + / -
       
       ตอนที่ 1 วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน 2556
       เมื่อสอพินยากับรานองมาพักที่เรือนทะกยอดิน ก็ได้พบกับนันทวดี สอพินยารู้สึกพึงพอใจในตัวนันทวดีมาก ส่วนนันทวดีก็คิดว่าพ่อคงจะให้เธอต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ แต่ทะกยอดินไม่ทำเช่นนั้น ทะกยอดินมอบหมายให้จะเด็ดเป็นผู้ดูแลและอารักขาแขกแทนนันทวดี นันทวดีไม่พอใจมาก ทะกยอดินเตือนสติบุตรสาว
       ปีพ.ศ. 2058 ที่พุกามประเทศ เมืองตองอู ณ วัดกุโสดอ เลาชีพาจะเด็ดวัย 6 เดือนไปขอพึ่งใบบุญพระมหาเถรมังสินธูที่วัดมังสินธูมองพินิจพิจารณา ก้มตรวจดูดวงชะตาของจะเด็ด แล้วเอ่ยขึ้น
       “เป็นบุญวาสนายิ่งนักที่เราจะได้ชุบเลี้ยงพระเจ้ามหาราชาแห่งพุกามประเทศ ให้เติบใหญ่ นั่นคือเมืองตองอู ... เมืองของเจ้า”หน้าจะเด็ดดูเหมือนมีราศีบางอย่างจับ มังสินธูขมวดคิ้ว พิศดูจะเด็ดอย่างฉงน แล้วสีหน้าเปลี่ยนเป็นกังวล ลึกซึ้ง พึมพำเบาๆ“ดวงชะตาเจ้าแรงนัก จะเด็ดเอ๊ย แรงจนน่าวิตก”
       1 เดือนผ่านไป ขุนวังขันทีพร้อมกับขบวนคนรับใช้ก็เดินทางมาหามังสินธูถึงที่วัดด้วยอาการรีบร้อนมาก ขุนวังขันทีเอ่ยบอกกับมังสินธูว่า“พระเจ้าอยู่หัวมีพระบัญชาให้ข้าพเจ้ามาหาแม่หญิงที่ล่ำสันแข็งแรงไม่มีโรคภัยไปถวาย ให้เป็นแม่นมของมังตราราชบุตรกับตะละแม่จันทราราชธิดา พระคุณเจ้า”
       มังสินธูว่า “ตะละแม่จันทราต้องมีพระนมก็สมควรอยู่ เพราะพระอัครมเหสีพระตะละแม่สิ้นไปแล้ว แต่มังตราราชบุตรนี่สิ พระราชเทวีก็ยังสาวยังแส้ ไฉนต้องหาพระนม”“ก็เพราะยังพระเยาว์นะซิพระคุณเจ้าถึงต้องมีพระนม พระราชเทวีไม่มีกษีรให้พระราชบุตรเสวยนะพระคุณเจ้า”“ถ้าเป็นดังนั้นจริง ก็ยังไม่เห็นเหตุเลยว่ามาปรึกษาเราทำไม กลับไปทูลพระเจ้าอยู่หัวทีเถอะว่าตอนนี้เราครองเพศบรรพชิต ไม่ใช่ขุนทัพคู่พระทัยดังแต่ก่อนแล้ว”
       มังสินธูลุกขึ้นจะเดินไป ขุนวังขันทีรีบดึงจีวรไว้ มังสินธูใช้เท้าปัดป้องกันอย่างลืมตัว ขุนวังขันทีรีบกราบด้วยความตกใจแล้ว ชายตาไปทางเลาชีกับจะเด็ด และหันมามองหน้ามังสินธู“ได้ข่าวว่ามีนางลูกอ่อนมาอาศัยอยู่กับท่านที่กุโสดอนี้ รูปลักษณ์ดีนัก ถ้าพระคุณเจ้าเข้าเฝ้ากราบทูลพระเจ้าอยู่หัว ทุกอย่างจะเป็นตามพระราชประสงค์ ข้าพเจ้าจะได้พ้นทุกข์”
       
       มังสินธูคิดอะไรบางอย่างในใจ เกี่ยวกับบุญญาธิการของจะเด็ด แล้วหันไปจ้องหน้าเลาชีที่อุ้มจะเด็ดอยู่ที่ลานวัด
       หลังจากนั้น เลาชีกับจะเด็ดก็ได้เข้าวัง จะเด็ดกลายเป็นเพื่อนเล่นของจันทราและมังตราตั้งแต่เล็กจนเติบโตขึ้น
       20 ปี ผ่านไป จะเด็ดกับมังตราก็ได้ไปเรียนศึกษาหาความรู้กับมังสินธู โดยที่มังสินธูก็ให้จะเด็กสาบานต่อหน้าพระประธานว่าจะไม่คิดคดทรยศต่อพระราชบุตรมังตรา และจะจงรักภักดีจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ซึ่งทั้งสองคนก็รักกันเหมือนพี่น้องร่วมอุทร ขณะที่จะเด็ดเองก็มีใจให้กับจันทรา โดยที่ไม่มีผู้ใดรู้ จนวันหนึ่งจะเด็ดแอบเข้าไปหาจันทราถึงในห้องในห้องจันทรา จะเด็ดปีนหน้าต่างเข้ามา จันทราตกใจมาก จะเด็ดมองจันทราอย่างบูชา แล้วคลานเข้ามาจับมือจันทราขึ้นมาจูบแนบไว้กลางหน้าผาก จันทราเองก็สั่นไปทั้งร่าง แต่พยายามระงับอารมณ์“ไฉนทำเกินควรดังนี้ ข้าพเจ้าขอไว้แล้วไง”“ผิดชอบชั่วดี ข้าพเจ้ารู้อยู่แก่ใจ หากไม่เกรงราชภัยจะเกิดแก่น้องท่าน ข้าพเจ้าจะขอชิงน้องท่านบุกป่าซอกซอนไม่ให้ผู้ใดพบ”“พี่ท่านกลับออกไปก่อนเถอะ เหตุนี้ร้ายแรงนัก”แต่จะเด็ดไม่ยอมไป จนมังตราตามจะเด็ดมาก็รู้ว่าอยู่ในห้องกับจันทรา จึงให้คนไปตามเลาชีกับแม่มาด่วนหน้าห้องจันทรา ทั้งมังตรา เลาชี และพระราชเทวีต่างก็มาร้องเรียกอยู่หน้าห้องให้จะเด็ดกับจันทราออกมา เลาชีเมื่อรู้เรื่องก็ตกใจมากจะเด็ดที่อยู่ภายในห้องกับจันทรา กลัวว่าจันทราจะถูกลงโทษไปด้วย จะเด็ดจึงวางแผนมัดตัวจันทราเอาไว้ ทำทีเป็นว่าจับตัวจันทรามา แล้วก็เปิดประตูออกมาจะเด็ดคุกเข่าลงกับพื้นอย่างสำนึกผิด เลาชีตรงเข้าตบหน้าจะเด็ดฉาดใหญ่“ตะละแม่จันทราล่ะ”จะเด็ดไม่ตอบเดินออกมายืนห่างจากประตู ทุกคนขยับเข้าไปดูที่ประตู เห็นว่าจันทราถูกผูกข้อมือหลายเปลาะ ผูกปากด้วยผ้าโผกหัวของจะเด็ดมังตราหน้าเสีย พวกโขลนรีบเข้าไปแก้มัด จะเด็ดเอ่ยขึ้น
       “โทษของข้าพเจ้าครั้งนี้ แม้ต้องถ่ายด้วยชีวิตก็หาสาสมไม่ ที่อาจเอื้อมกระทำการต่อพระธิดา ขอถวายชีวิต”จันทราหมองมัวอึดอัดอย่างมาก มังตรายืนตะลึงงันอยู่ เลาชีปราดเข้าหาจะเด็ด ลากตัวมาแล้วตบตีไม่ยั้งมือ ร้องไห้ไปด้วย จะเด็ดนิ่งยอมให้ทุบตี จันทราสงสารจะเด็ดเอาแต่ร้องไห้ พระเทวีเอ่ยขึ้น“ถ้าแม่เลาชีไม่ได้รู้เห็นเป็นใจกับจะเด็ดก็อย่าเหลือความสงสารแก่มันเลย คุมตัวมันให้แน่นหนา เราจะนำความนี้ขึ้นกราบบังคมทูล”
       มังตราเดินเข้ามามองจะเด็ดเหมือนรู้ตัวว่าผิดที่ทำเกินเหตุ อึกอัก เอ่ยขึ้น“ไม่ควรทำนี่พี่ท่าน”จะเด็ดว่า “อันบุรุษถึงจะต่ำต้อยวิทยาการใดก็ยังถือว่าเป็นบุรุษ แต่ถ้าขาดความกล้าหาญ จะเรียกบุรุษได้อย่างไร”มังตราหน้าเสีย จะเด็ดพูดต่อ “มังตราท่านเป็นขัตติยราชสูงกว่าคนทั้งแผ่นดิน ไฉนมาละความกล้าเสีย ทำมารยาประหนึ่งอิสตรีเมื่อท่านลงมือทำภัย ทำไมจึงไม่กลัว ข้าวิตกแทนท่านนัก ต่อไปเบื้องหน้าจะเรียกตนเองว่า ชายชาตินักรบได้อย่างไร”มังตราสำนึกผิด “พี่ท่านกล่าวเหมือนอาวุธเสียดเข้าไปในอกเรา ยกโทษให้เราเถิด”จะเด็ดจ้องหน้ามังตรา มังตราก็จ้องจะเด็ด สีหน้าลุกะโทษเต็มเปี่ยม“วานพี่ท่านอย่าเก็บความไม่รู้คิดของเราเป็นข้อผูกพยาบาทเลย คิดอ่านหาทางผ่อนหนักเป็นเบาเถิด”จะเด็ดครุ่นคิด มังตราว่า “เร็วสิ ....คิดเร็วๆ”“เดี๋ยว ...กำลังตรองอยู่”“ไม่ตรึก...ไม่ตรองแล้ว บอกมาเลย”จะเด็ดเหมือนกำลังตัดสินใจอะไรอยู่
       มังตราไปตามตัวมังสินธูให้มาช่วยจะเด็ด มังสินธูขอบิณฑบาตจากพระเจ้าสิริชัยยกโทษให้กับจะเด็ด และขอตัวจะเด็ด ทะกยอดินตอบ “พระเจ้าอยู่หัว ส่งจะเด็ดลูกชายพระนมมาให้เราดูแล ฝึกราชการอยู่ที่นี่ เพราะจะเด็ดมีใจพิศวาทต่อตะละแม่จันทรา พระธิดาอันประสูติแก่พระอัครมเหสี ถึงกับลักลอบเข้าพบกันในที่รโหฐาน พระองค์ท่านจึงคิดจับแยกให้ห่างกัน”“คนแบบนี้ท่านพ่อจะรับเข้ามาอยู่ในบ้านเราทำไมบ่าวไพร่สาวๆ ก็มีหลายคน เดี๋ยวก็จะเกิดเรื่องบัดสีขึ้นในบ้านเรา”“เป็นพระประสงค์ เราไม่ควรคัดค้าน”“พวกผู้ชายเจ้าชู้ไม่เลือกที่ต่ำที่สูงนี่ลูกชังน้ำหน้านัก คอยดูนะ มาอยู่ที่นี่เมื่อไหร่ลูกจะดัดสันดานให้เข็ด มันผู้นั้นชื่ออะไรนะท่านพ่อ”“ชื่อ..จะเด็ด” นันทวดีทำหน้าเหมือนได้กลิ่นเหม็นก่อนที่จะเด็ดจะเดินทางไปบ้านทะกยอดิน มังสินธูก็ให้จะเด็ดสาบานอีก“สาบาน สาบานต่อหน้าองค์พระเดี๋ยวนี้เลย ดวงชะตาเจ้าต่อไปภายหน้าจะเป็นอย่างไรก็สุดแท้ แต่หากได้ทรงชุบเลี้ยงให้เป็นใหญ่ในแผ่นดินแล้ว ถ้าแม้เจ้าเคลิ้มในอำนาจราชศักดิ์เพลาใดเพลานั้น ห้ามเจ้าทรยศต่อมังตราราชบุตร จงสนองคุณในราชวงศ์เมงกะยินโยจนตัวตาย สาบานถวายสัตย์ต่อพระประธานในวิหารกุโสดอนี้”
       จะเด็ดพนมมือขึ้นไหว้ “เบื้องหน้า แม้อำนาจวาสนาของข้าจะรุ่งโรจน์ประการใดจะไม่คิดแย่งเศวตฉัตรจากมังตราเป็นอันขาด จะซื่อสัตย์ต่อราชวงศ์เมงกะยินโย จะดูแลมังตราราชบุตรดุจน้องร่วมอุทรมารดาเดียวกัน จะปกป้องมังตราราชบุตรด้วยชีวิต หากข้าผิดสาบานขอให้หัวข้าหลุดจากบ่า เลือดอย่าได้ตกต้องธรณีตองอู ข้าขอสาบาน”
       จะเด็ดกล่าวจบก็ปักธูปลง แล้วกราบ 3 ครั้งหลังจากนั้นจะเด็ดก็เดินทางไปบ้านทะกยอดิน ได้พบกับทะกยอดินและนันทวดี เมื่อนันทวดีเห็นจะเด็ดก็อึ้งตะลึงไป นิ่งจนพูดไม่ออก รู้สึกพึงพอใจในตัวจะเด็ด
       ไม่นานนัก พระเจ้ามหาสิริชัยก็เริ่มป่วย อาการเริ่มทรุดลง พระเจ้าแปรนรบดีรู้ข่าวจากรานองอุปราชเมืองแปร ซึ่งรายงานว่า “ด้วยเพลานี้พระเจ้ามหาสิริชัยยะสุร เมงกะยินโยเจ้าแผ่นดินตองอูได้ประชวรลง กองสอดแนมเราแจ้งว่าคงมีพระชนม์ชีพได้อีกไม่นานหากดับสูญลงวันใด มังตราราชบุตรคงได้รับมอบสิริราชสมบัติ ด้วยพระชนม์ยังน้อยคงจะปกครองบ้านเมืองไม่ได้เข้มแข็ง ข้าอุปราชรานองแห่งแปร จึงเห็นสมควรว่าควรจะตั้งขบวนราชทูตไปเจริญไมตรีเพื่อหยั่งเชิงสถานการณ์ เพราะแปรเป็นเมืองเล็กตั้งอยู่ใกล้อาณาจักรตองอูกว่าเมืองใด จึงไม่ควรประมาทในการณ์นี้”
       พระเจ้าแปรครุ่นคิด ปะขันหวุ่นญีเสริม “ตองอูเป็นเมืองที่ตั้งราชวงศ์ขึ้นมาภายหลัง ด้วยความจริงคงอยากขยายอาณาเขต แต่เราอย่าลืมว่าพระเจ้าสการะวุฒิพีแห่งกรุงหงสาวดีนครอันยิ่งใหญ่นั้นคือราชนัดดาแห่งแปร ย่อมคุ้มครองแปรได้ใครหรือจะอาจมารังควาญแปร”
       รานองว่า “ในการณ์นี้ข้าพเจ้าคาดว่าหงสาวดีคงยังไม่ได้ยินข่าว เพราะอยู่ห่างตองอูกว่าเรามาก เราน่าจะจัดการส่งข่าวให้แก่พระเจ้าสการะวุฒิพีทรงทราบ”
       พระเจ้านรบดีเห็นด้วย “ถ้าเช่นนั้นก็จงแจ้งข่าวไป แล้วรอดูว่าพระเจ้าหงสาวดีมีพระประสงค์เช่นไร เราจะได้ถือปฏิบัติตาม”
       พระเจ้าสการะวุฒิพี ซึ่งมีสอพินยา ไขลู สอยันปายเป็นที่ปรึกษา ทั้งหมดปรึกษากัน แล้วพระเจ้าสการะวุฒิพีก็เอ่ยว่า“ตองอูนั้นเปรียบเสมือนเนื้อก้อนใหญ่ ขบเคี้ยวอร่อยลิ้นยิ่งนักแต่เมงกะยินโยเป็นพระเจ้าแผ่นดินชรา ไม่คิดการเชิงรบแล้วจู่ๆ จะหาข้อขัดแย้งยกกำลังไปหักหาญนั้น ดูประหนึ่งเราขาดไร้ซึ่งความเป็นราชาธิราช ข้าเห็นว่าเมืองตองอูเป็นชัยภูมิที่เปรียบเสมือนด่านกั้นเมืองอังวะและยะไข่ด้านทิศเหนือ และอังวะเองก็จ้องจะยึดเมืองตองอูเสมอมา หากตองอูอ่อนอำนาจลงข้าเชื่อว่าอังวะคงเข้าตีตองอูเป็นแน่และถ้าอังวะได้ตองอูเสียแล้ว เมืองแปรก็คงไม่พ้นอังวะเช่นกันอย่างนี้แล้วหงสาวดีก็คงนิ่งดูดายไม่ได้ ควรจะส่งคนเข้าไปสอดส่องประมาณกำลังทแกล้วทหารตองอูเสียก่อนที่จะไม่ทันการ”
       สอยันปายเสริม “ถ้าเช่นนั้นเราก็ควรจัดคณะทูตไปเยี่ยมพระอาการแก่พระเจ้ามหาสิริชัยยะสุระเป็นการเจริญไมตรีดุจเดียวกับแปร คณะมนตรีเห็นสมควรว่าจะแต่งตั้งผู้ใดเป็นหัวหน้าคณะทูตไปตองอูครั้งนี้ ถึงจะเหมาะสม”
       สอพินยาว่า “ข้า สอพินยาอุปราชแห่งหงสาวดี ขอรับอาสาการนี้เองพระเจ้าพี่หากเป็นผู้อื่นอาจไม่ได้เข้าเฝ้าใกล้ชิดพระเจ้าตองอู การที่จะสืบถึงภายในก็จะไม่ทราบความ”
       ดังนั้น สอพินยากับรานองจึงทำหน้าที่เป็นราชทูตเดินทางไปตองอู เพื่อพบกับพระมหาสิริชัย ขณะที่พระมหาสิริชัยก็พอจะรู้เหตุผลที่สอพินยากับรานองเดินทางมา จึงส่งสอพินยากับรานองและคณะไปพักที่บ้านทะกยอดิน โดยรับสั่งลับๆ กับทะกยอดินว่า
       “ข้าให้เขาไปพักกับเจ้าเพราะเห็นว่าเจ้าเป็นขุนนางที่ฉลาด จะไม่หลงกลเมืองอื่นง่ายๆ “ทะกยอดินรับคำ แล้วถวายบังคมลา
       
       ตอนที่ 2 วันอังคาร ที่ 12 พฤศจิกายน 2556
       “นันทวดี ลูกจงรู้ไว้ข้อหนึ่งว่าการอารักขานั้นถ้าทำกับคนที่เรารักมันคือการป้องกันภัย แต่ถ้าทำกับคนที่เราไม่ไว้ใจก็คือการควบคุมตัว ลูกคิดว่าจะเด็ดเขาทำอย่างไหน”นันทวดีนิ่งตรองเหมือนไม่แน่ใจด้านจันทราก็รู้ว่าเลาชีเป็นห่วงจะเด็ด จึงขอให้มังตราไปเยี่ยมจะเด็ดพร้อมทั้งฝากของไปให้จะเด็ดด้วยแต่เมื่อมังตราไปถึงก็ถูกพวกทหารแปรกันท่าไม่ให้เข้าไปพร้อมกับออกปากไล่ โดยที่พวกทหารแปรไม่รู้ว่ามังตราเป็นใคร ทำให้มังตราไม่พอใจจึงเกิดการต่อสู้ขึ้นไม่นานนัก นันทวดีก็รีบเข้ามาห้ามทัพ ทั้งหมดจึงหยุดต่อสู้กัน นันทวดีต่อว่ามังตราเพราะไม่รู้ว่าเป็นใคร มังตราไล่ให้นันทวดีไปตามจะเด็ดมาพบ นันทวดียิ่งเข้าใจผิดคิดว่าจะเด็ดมีเพื่อนเป็นอันธพาล มังตราพูดเสร็จก็เดินไปนั่งตั่งของทะกยอดินเพื่อปัดฝุ่นผงต่างๆ ออก นันทวดีร้องดังขึ้นไม่พอใจที่มังตราไปนั่งทับที่ของพ่อมังตราว่า “ถ้าขุนวังเป็นเจ้าของที่ในบริเวณนี้ ตัวข้านั้นถือว่าที่ประทับข้าคือผืนแผ่นดินในเมืองตองอูทั้งหมด”นันทวดีโกรธมาก ชี้หน้า “ล่วงล้ำขึ้นมาในเรือนขุนนางผู้ใหญ่ แล้วยังมาหยามเจ้าของเรือน โทษโบยคงน้อยไปแล้วกระมัง ทหารจับตัวมันไว้ข้าจะให้ท่านพ่อตัดสินความ ไปตามจะเด็ดมาเดี๋ยวนี้ ข้าจะเฉดหัวมันออกจากเรือนทั้งสองคนให้อยู่ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว”ระหว่างที่บ่าวไปตามจะเด็ด สอพินยาเข้ามาพอดี ทำให้เกิดปะทะคารมกัน ไขลูไม่พอใจเข้าไปต่อยเตะมังตรา จะเด็ดวิ่งมาถึงก็ร้องห้าม“อย่า อย่านะพระราชบุตร อย่าทำรุนแรงเกินเหตุ ปล่อย”ทุกคนตกใจ ได้ยินจะเด็ดเรียกมังตราว่าพระราชบุตร นันทวดีอึ้ง เอ่ยถามว่า“นี่อะไรจะเด็ด คนๆ นี้เป็นใครกันแน่”จะเด็ดตอบพร้อมกับทรุดลง “ท่านผู้นี้มีศักดิ์สูงเกินกว่าชีวิตข้าพเจ้า”ทุกคนจำต้องคุกเข่าลงตามอย่างงงๆ นันทวดีเห็นเข้าตกใจรีบทรุดลงตามจะเด็ด สอพินยาพอรู้ว่าเป็นมังตรายิ่งโกรธหนัก กลายเป็นอาฆาตแค้น มังตรากราดมองไปทั่วๆ มาหยุดนิ่งอยู่ที่นันทวดีแล้วสีหน้าเปลี่ยนไป นันทวดีมองมังตราอย่างตื่นตระหนก มังตรายืนอยู่ท่ามกลางแสงสว่างกับสอพินยา นอกนั้นถวายบังคมอยู่กับพื้น
       มังตรานำของฝากจากจันทราส่งให้จะเด็ด จะเด็ดรีบแกะห่อผ้าที่จันทราฝากมาดู เป็นหีบไม้หอมสวยงาม เมื่อเปิดออกเห็นเป็นกลักเงินอยู่ในนั้นอีกที ภายในกลักเงินนั้นมีปอยผมอยู่และในหีบไม้มีดอกไม้ที่จะเด็ดชอบพร้อมกับจดหมายแผ่นเล็กๆ จะเด็ดรีบเปิดอ่าน“น้องขอฝากปอยผมอันอยู่สูงเหนือเกล้ามากราบพี่ท่านด้วยความระลึกถึง”จะเด็ดรู้สึกปลาบปลื้มใจ เอากลักใส่ผมของจันทราขึ้นมาดมด้านสอพินยาก็ทำเป็นตีสนิทกับจะเด็ด แล้วให้จะเด็ดนำความไปบอกนันทวดีว่าสอพินยารักและพึงใจนันทวดีมาก แล้วให้จะเด็ดดูท่าทีของนางว่ามีใจให้กับสอพินยาหรือไม่ จะเด็ดจำต้องทำตาม
       เมื่อจะเด็ดเอ่ยบอกนันทวดี นันทวดีจ้องจะเด็ดอย่างตกตะลึงละคนด้วยความเสียใจ มือเท้าเย็นเหมือนจะเป็นลม ส่วนจะเด็ดนั่งจ้องหน้าไม่กระพลิบตาคอยสังเกต นันทวดีไม่ได้ตอนรับหรือปฏิเสธ จะเด็ดนำความไปบอกสอพินยา จะเด็ดว่า “ข้าพเจ้ายังคาดเดาไม่ถูก ขอใช้เวลาอีกสัก2-3วันพระอนุชา”สอพินยาหน้าอึดอัด กระวนกระวายอย่างบอกไม่ถูกขณะที่มังตราก็เอ่ยขอให้จะเด็ดช่วยไปบอกนันทวดีเช่นกันว่า มังตรารักนันทวดี ทั้งๆ ที่นันทวดีก็บอกไปว่าไม่อยากฟังและไม่ให้จะเด็ดพูดอะไร แต่จะเด็ดก็พูดออกไป เพราะเขาต้องทำตามหน้าที่แล้วจะเด็ดก็นำความไปบอกมังตรา มังตราพอมีความหวังเพราะเห็นว่านันทวดีไม่ได้โกรธอะไร ขณะที่นันทวดีกลับเคืองจะเด็ด ไม่พอใจ
       คืนวันใหม่ เป็นคืนวันลอยกระทง พระมหาสิริชัยยะให้เชิญสอพินยาไปร่วมงานลอยพระประทีปในวังหลวง สอพินยาจึงไปร่วมงานพร้อมกับไขลูสอพินยาได้พบกับจันทรา และเริ่มสนใจจันทรา จึงเข้าไปขอลอยพระประทีปกับจันทรา แต่จันทราปฏิเสธ ตองสาข้ารับใช้ของจันทรารู้สึกหลงใหลในตัวสอพินยา ก็พยายามเสนอตัว แต่สอพินยาไม่สนใจขณะที่มังตราก็ใช้เล่ห์กลหลอกล่อให้นันทวดียอมลอยพระประทีปกับมังตรา นันทวดีไม่ค่อยพอใจแต่ก็ไม่กล้าขัดด้านไขลูก็เข้าไปตีสนิทกับตองสา และหลอกล่อตองสาให้มาพบกับสอพินยา แต่ตองสาก็เต็มใจและยินดีที่จะได้ปรนนิบัติสอพินยา สอพินยาถามตองสาเกี่ยวกับจันทรา ตองสายินดีบอกทุกเรื่องเพราะริษยาจันทรา“ตะละแม่มีผู้ที่ลอยประทีปคู่กันมาตลอด มหาดเล็กที่รับใช้ท่านนั้นแหละ นั่นคือชู้เสน่หาพระราชธิดา ทั้งสองผูกใจเสน่หากันถึงขนาดเคยลอบอยู่ด้วยกันในห้องสองต่อสอง จะเด็ดจึงได้รับโทษออกมา รับใช้ขุนวังถึงที่นี่”สอพินยาโมโหมากผลักตองสาออกไปอย่าลืมตัว ตองสายิ้มเยาะ สอพินยาเหมือนถูกหอกสักร้อยอันทิ่มแทงไปทั่วร่าง คำรามอย่างอาฆาต“ไอ้คนรับใช้ชั้นต่ำมันจะมีดีกว่าข้าไปได้อย่างไร ข้าเป็นอุปราชหงสาวดี ข้ามีสิทธิ์ได้นั่งถึงบัลลังก์หงสา นางจะไม่แลข้าได้ยังไง ข้าไม่มีวันยอมแพ้ไอ้จะเด็ด มันไม่มีวันมีอะไรเหนือข้า คนอย่างมันจะดีกว่าข้าไปไม่ได้ ไขลู เจ้าต้องจัดการมัน อย่าให้มันเหนือข้าได้”
       ในสวนหลังบ้านทกะยอดิน หลังจากที่นันทวดีกลับมาก็ได้พบกับจะเด็ดเข้าโดยบังเอิญ นันทวดีที่น้อยใจจะเด็ดก็อดที่จะเอ่ยถึงจันทราไม่ได้ “น่าเสียดายที่เพ็ญคืนนี้ไม่ได้ลอยประทีปเคียงกันเช่นทุกปี หวังว่าที่กลับมาเสียค่อนรุ่ง คงไม่ได้ปีนเข้าหาตะละแม่เช่นครั้งก่อน”จะเด็ดหันขวับมา นัยน์ตากร้าวมองนันทะวดี “ตกใจหรือที่ข้าพเจ้ารู้”“ตกใจทำไม ข้าพเจ้าเป็นคนที่รักผู้ใดแล้ว ไม่หวั่นดอกว่าใครจะรู้เพราะถึงรู้ก็ได้แต่รู้ แต่จะห้ามเราไม่ให้รักกันนั้นห้ามไม่ได้”
       นันทวดีหน้าเสียที่จะเด็ดพูดย้อนแบบไม่รักษาน้ำใจและไม่ปฏิเสธเรื่องจันทรา แสดงว่าจะเด็ดไม่มีใจให้กับนันทวดีเลย เธอจึงยืนนิ่งอึ้ง น้ำตาเริ่มคลอ จะเด็ดพูดต่อ“ถึงจะไม่บอกใคร แต่น้ำใจที่ถวายต่อตะละแม่จันทราก็คงมั่นไม่มีคลอนแคลน”
       นันทวดีกัดฟัน กลั้นน้ำตา สุดท้ายทนไม่ไหวโผเข้ามากอดจะเด็ด“ข้าพเจ้านี่ชั่วช้าสาหัสรักท่านจนไม่อาจระงับกิริยาได้”จะเด็ดตกใจนึกไม่ถึง นิ่งอึ้ง ตอบอะไรไม่ถูก นันทวดีนิ่งงันไปแล้วความน้อยใจก็พลุ่งขึ้นมา “ข้าพเจ้านี้ทำการผิดเพศตัวเอง ออกปากรักชายก่อน”“นันทวดีท่านนี้เปรียบเสมอช่อฟ้า ค่าท่านสูงอย่างนี้ ข้าพเจ้าจึงไม่เอาตัวไปผูกพันถ่วงค่าของท่านให้ต่ำลง” นันทะวดีหัวเราะอย่างช้ำใจ “ทีตะละแม่ราชธิดาล่ะ ไม่สูงสุดเอื้อมหรือ”“ท่านกับพระราชธิดานั้นไม่เหมือนกัน นางสูงศักดิ์แต่จะหาคนมาอภิเษกได้ยากยิ่ง เว้นแต่เจ้าประเทศราชแต่ท่านซิบรรดาบุตรอำมาตย์ผู้ใหญ่ที่คู่ควรกันมีมากมาย ท่านมีโอกาสหาคู่ครองได้ง่ายกว่าตะละแม่พระธิดา ตะละแม่นั้นบางทีนางอาจจะสิ้นชาติโดยไม่ได้อภิเษก เหตุนี้ข้าพเจ้าจึงจงใจรักนาง” นันทะวดีหัวเราะออกมาอีกครั้ง มองหน้าจะเด็ดอย่างน้อยใจ “ถ้าข้าพเจ้าไม่ยั้งใจไปรักท่าน เมื่อท่านเป็นของชายอื่นแล้ว เราจะเป็นทุกข์กันยิ่งนัก ข้าพเจ้าจึงขอให้ความซื่อกับท่านไว้ เพียงบ่าวกับนาย ท่านเข้าใจหรือไม่”“เข้าใจหรือไม่เข้าใจก็อย่าสนใจเลย”นันทะวดีวิ่งออกไป จะเด็ดยืนพะว้าพะวังอยู่สักครู่ หันหลังกลับเดินไปเมื่อจะเด็ดกลับไปถึงห้องนอน ไขลูและทหารก็พากันมาล้อมห้องจะเด็ด แล้วกล่าวหาจะเด็ดว่าขโมยธำมรงค์ของสอพินยา จะเด็ดปฏิเสธพร้อมกับให้ค้นห้อง
       แต่ปรากฏว่าพวกไขลูได้พบธำมรงค์ของสอพินยา จะเด็ดโมโหมากที่ถูกใส่ร้าย ไม่ยอมจึงต่อสู้ป้องกันตัวและล่าถอยหนีไป ไขลูว่า“ไม่ต้องตาม เราได้ของกลางแล้ว ท่านพนักงานวัง ท่านต้องเป็นพยานให้เราด้วย ยังงี้ มันจะอ้างว่าไม่ได้เอาไปอย่างไร”
       
       ตอนที่ 3 วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน 2556
       เมื่อนันทวดีรู้เรื่องจึงไปเข้าเฝ้ามังตราเล่าความให้มังตราฟัง“ข้าพเจ้าอยากรู้ว่าเวลานี้จะเด็ดอยู่ที่ไหนพระราชบุตร ถ้าได้รู้ข้าพเจ้านี่ล่ะจะทำให้จะเด็ดพ้นมลทิน”มังตราถามว่าจะทำอย่างไร นันทวดีบอกว่า “จะเป็นพยานปากเอกยืนยันว่าจะเด็ดไม่ได้ไปที่เรือนสอพินยา ในค่ำคืนวันนั้นจะเด็ดอยู่กับข้าพเจ้าในสวน”มังตราตะกุกตะกัก เริ่มวุ่นวาย “ดึก แล้วนะ แม่นางกับจะเด็ด รักกันรึ จะเด็ดเคยบอกแม่นางแล้วใช่ไม๊ว่าเรารักแม่นาง”นันทวดีตัดสินใจ “บอกแล้ว แต่ข้าพเจ้ามีแต่ความเคารพพระราชบุตรประการเดียว ไม่มีสิ่งอื่นใด ข้าพเจ้ามีใจสวามิภักดิ์ต่อจะเด็ด แต่จะเด็ดไม่เห็นความภักดีของข้าพเจ้า”
       “ดีจริง งั้นข้าจะไปตามหาจะเด็ด” มังตราดีใจรีบลุกขึ้นม้าควบไป นันทวดีเหวอไปจะเด็ดไปพึ่งใบบุญมังสินธูที่วัดกุโสดอ มังสินธูให้จะเด็ดปลอมตัวเป็นมังฉงาย“ต่อไปนี้เจ้าจงใช้ชื่อว่ามังฉงาย เพื่อหาทางเร้นตัว ไม่ให้ผู้ใดได้ตามแกะรอยได้ง่าย เมื่อพระอนุชาสอพินยาและองครักษ์ได้เสด็จกลับกรุงหงสาวดีไปเสียก่อน เจ้าค่อยกลับมาใช้ชื่อจะเด็จตามเดิม”มังฉงายว่า “ข้าพเจ้ามีแต่เรื่องทุกข์ใจมาสู่พระอาจารย์เสมอ และพระอาจารย์ก็เมตตาอภัยแก่ข้าพเจ้าเสมอมา พระอาจารย์เปรียบเสมือนพ่อข้าพเจ้าทีเดียว”“เป็นเพราะชะตาของเจ้าแรงนักต่างหาก เจ้าต้องฝ่าอุปสรรคดวงชะตาของเจ้าไปให้ได้ จงใช้ความดีและกตัญญูนำชีวิต จำไว้นะมังฉงาย ความดีมีกตัญญูรู้คุณต่อแผ่นดินเท่านั้น จะแก้ดวงชะตาเจ้าได้”มังฉงายก้มลงกราบเท้าพระมหาเถรด้วยสำนึกในพระคุณ มังสินธูลูบหัวด้วยความเอ็นดู แล้วบอกว่าจะส่งมังฉงานไปฝึกวิชาดาบกับตะคะญี ซึ่งเป็นเพื่อนของมังสิธูไม่นานนักมังตราก็ตามมาหาจะเด็ดที่วัด ทั้งสองกอดกันดีใจแบบเด็กๆ เหวี่ยงไปมา หัวเราะชอบใจ มังตราว่า“จะเด็ดเราสองคนมีแม่เดียวกันนะ จะเด็ดดูดนมข้างขวาเราดูดนมข้างซ้าย แม่นางนันทวดีบอกว่าท่านไม่รับไมตรีนาง ถ้าอย่างนั้นท่านต้องไปพูดให้นางรับรักข้าให้ได้นะ นะจะเด็ดพี่เรา”“โธ่ พระราชบุตร ตอนนี้ข้ามีเรื่องร้อนใจอันใด ท่านก็รู้”“เรื่องนั้นท่านอย่ากังวล แม่นางนันทวดียินดีจะเป็นพยานยืนคำให้”“นางบอกท่านหรือ”“แจ้งหมดแล้ว ไม่งั้นจะรู้ได้ยังไงล่ะ นะ ช่วยข้าหน่อย ถ้าพี่ท่านไม่ช่วยข้า เรื่องที่ท่านอยู่กับแม่นางนันทะวดีในสวนเวลาดึกๆ สองคนนั้นรู้ถึงพระพี่นางแล้วละก้อ ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าพระพี่นางจะรู้สึกอย่างไร”จะเด็ดตกใจ “อย่านะพระราชบุตร ข้าพเจ้าไม่มีเจตนา”“อ้าว ถ้าอย่างนั้นพี่ท่านก็ควรไปยับยั้งนางไม่ให้แจ้งเรื่องนี้แก่ผู้ใดซิ”จะเด็ดรู้สึกหนักใจ ไม่มีทางเลี่ยง ตัดสินใจไปบอกนันทวดี นันทวดีเสียใจและน้อยใจมากที่จะเด็ดไม่รักเธอ จะเด็ดรวบรวมกำลังใจ“ข้าพเจ้ารับไมตรีจากแม่นางไม่ได้ด้วยเหตุสองประการ หนึ่งเพราะมังตราเป็นเจ้าชีวิตเหนือหัวข้าพเจ้าและเป็นน้องร่วมนม ข้อสองข้าพเจ้าห่วงน้องท่านไม่อยากให้ตกไปช้ำโดยน้ำมือชายอื่น และข้านี้จะขอถวายชีวิตปกป้องท่านทั้งสองไปกว่าจะตาย”
       นันทวดีนิ่งน้ำตาคลอด้วยความเสียใจ เจ็บร้าวในหัวอก จะเด็ดมองใจหายรอนๆ ตอบเสียงจริงจัง เด็ดขาด “เชิญท่านบอกพระราชบุตรมังตราได้ เผื่อว่าหน้าที่ของท่านจะได้เสร็จสิ้นไป แต่ขอให้รู้เถิดว่าพระราชบุตรมังตรานั้นจะได้ไปเพียงร่างกายเท่านั้น อย่าหวังจะได้หัวใจไปด้วยเลย”นันทวดีร้องไห้แล้วเดินจากไป จะเด็ดนิ่งพูดไม่ออก
       วันใหม่ มังฉงายเดินทางไปบ้านตะคะญี ระหว่างทางได้พบกับกันทิมาและสีอ่อง ซึ่งปลอมตัวเป็นโจรแล้วเข้าไปขโมยห่อผ้าจันทราที่มังฉงายพกมาด้วยไป พร้อมกับม้าตัวสวยของมังฉงาย มังฉงายพยายามยื้อยุดกับกันทิมาเพื่อเอาของคืน แต่มือไปถูกหน้าอกของกันทิมาจึงรู้ว่าเป็นหญิง แล้วมังฉงายก็คว้าได้เพียงเศษเสื้อของกันทิมา
       มังฉงายจึงเดินด้วยเท้าไปจนถึงบ้านตะคะญี เขาได้พบกับตะคะญี ตะคะญียินดีที่จะถ่ายทอดวิชาดาบให้มังฉงายอย่างเต็มที่ แต่ตะคะญีบอกว่า ต้องผ่านการสอนขั้นต้นจากเนงบาซึ่งเป็นลูกศิษย์ของตะคะญีที่ฝึกดาบมานาน เนงบาทำท่ากวนอย่างภาคภูมิใจ
       ตะคะญีพูดต่อ “ส่วนจาเลงกาโบนั่นคือลูกชายข้า มันไม่ชอบสอนใคร”เนงบาเสริม “แล้วเจ้าต้องนับถือแม่กันทิมาเป็นครูอีกคน แม่กันทิมาเป็นลูกของพ่อครูตะคะญี นางมีฝีมือดาบเก่งไม่แพ้ใคร เจ้าต้องขานนางว่าครูด้วย”
       ตะคะญีว่า “เจ้าอย่างบังคับเจ้ามังฉงายปานนั้น การจะนับผู้ใดเป็นครูมันขึ้นอยู่ที่ความนับถือของผู้นั้น ไม่ใช่การบังคับ”เมื่อกันทิมากลับมาถึงเห็นมังฉงายก็ตกใจ กลัวว่ามังฉงายจะจำเธอได้ เธอพยายามหลบหน้า แต่ตะคะญีให้กันทิมาเป็นคู่ซ้อมให้กับมังฉงาย มังฉงายเห็นกันทิมาก็จำได้แอบขู่กันทิมาว่าจะบอกตะคะญีเรื่องที่เขาโดนโจรขโมยของ พร้อมกับหยิบเศษชิ้นเสื้อให้ดู กันทิมาทั้งโกรธทั้งอาย ไม่มีทางปฏิเสธ จะลุกหนี มังฉงายฉุดข้อมือไว้ กันทิมารู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว
       “อย่าเพิ่งไป ข้า ขอโทษแม่กันทิมาด้วยเมื่อกลางวัน ข้าไม่รู้ว่าแม่นางเป็นผู้หญิง”กันทิมายิ่งเหมือนถูกแทง อายหนัก วิ่งหนีไป ทำเอามังฉงายอมยิ้ม
       ขณะที่ไขลูก็ไปตีสนิทกับจีสะเบง ซึ่งเป็นลูกของแม่ทัพตองหวุ่นญีแห่งตองอู ทำทีเป็นว่าเห็นความสามารถของจีสะเบง แล้วก็ชวนไปฝึกฝนเพลงดาบ แถมยังพูดจาให้จีสะเบงได้คิดว่าทางตองอูไม่เห็นความสามารถของจีสะเบง เพราะถ้าเป็นที่กรุงหงสาวดีฝีมืออย่างจีสะเบงคงได้เป็นถึงราชองครักษ์เป็นอย่างน้อย จีสะเบงถึงกับนิ่งอึ้งเพราะเคยแต่เที่ยวเล่น เบ่งบารมีฝีเพลงดาบตามที่สาธารณะแต่ไม่เคยคิดถึงความสำคัญเช่นนี้มาก่อน
       จาเลงกาโบสอนวิชาดาบให้กับมังฉงาย กันทิมากับสีอ่องเข้ามาร่วมในการสอนเห็นว่ามังฉงายจริงจังกับการฝึกซ้อมมาก
       
       ตอนที่ 4 วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน 2556
       วันใหม่มังฉงายได้รับสารจากจันทราว่าเลาชี แม่ของเขาล้มป่วยลง มังฉงายจึงคิดที่จะเดินทางกลับไปเยี่ยมแม่ที่ป่วย โดยที่ตะคะญีอนุญาตให้จาเลงกะโบ เนงบา และสีอ่องติดตามไปด้วยแต่เมื่อทั้งสี่คนเดินทางไปได้สักพัก ก็พบว่ากันทิมาแอบลักลอบตามมาด้วย มังฉงายพยายามพูดให้กันทิมากลับไปดูแลพ่อแม่ ทั้งยังเป็นหญิง จึงไม่อยากให้มาตรากตรำ แต่กันทิมาก็ยืนยันที่จะตามไปด้วย ทั้งสี่คนจนใจ จำต้องให้กันทิมาตามไปด้วย กันทิมามองมังฉงายอย่างยียวน มังฉงายรู้สึกอึดอัด พูดไม่ออก แต่พอจะเดาได้ว่ากันทิมาคิดอะไรอยู่กับตนเมื่อทั้ง 5 คนไปถึงก็พากันไปกราบมังสินธู มังฉงายแนะนำตัวทุกคนให้มังสินธูรู้จัก เมื่อทุกคนพักผ่อน มังฉงายก็แอบลอบไปพบเลาชีที่นอนป่วยอยู่ที่บ้าน สองแม่ลูกพบหน้ากัน ต่างดีใจ ขณะเดียวกันจันทราก็ต้มยามาให้เลาชีพอดี มังฉงายจึงได้พบกับจันทราอย่างนึกไม่ถึง ตองสาที่ถือถาดหม้อต้มยาตามเข้ามา เห็นมังฉงายที่ไม่มีผ้าคลุมหน้าก็จำได้
       หน้าเรือนเลาชี ขบวนสีวิกาที่รออยู่ จันทราเดินลงมาจากเรือน มังฉงายตามมาส่ง ทั้งคู่ต่างเก็บความรู้สึกภายในไว้ไม่แสดงออก ตองสาถือถาดหม้อยาตามมา ท่าทางไม่พอใจนัก จันทราหยุดหันมามองมังฉงาย สายตาอาลัยนั“ข้าพเจ้าไม่ได้พบพี่ท่านเสียนาน ดีใจ ที่พี่ท่านยังสุขภาพดี”“ข้าพเจ้าคงหาผู้ใดในแผ่นดินนี้ มีน้ำใจแก่ข้าพเจ้าได้เท่าตะละแม่จันทรา”“ข้าพเจ้าคงทำอะไรเพื่อใครไม่ได้ตามใจดอก รักษาตัวพี่ท่านเองให้ดี ถ้าตัวพี่ท่านเป็นอะไรไป ท่านแม่เลาชี คงเสียใจมาก ข้าพเจ้าต้องไปแล้ว”มังฉงายอยากจะฉุดมือไว้แต่ทำไม่ได้ “เป็นบุญข้าพเจ้าเหลือเกินที่ได้เฝ้าตะละแม่ในคืนนี้ ไม่รู้ว่าอีกเมื่อไหร่จะได้เฝ้าอย่างนี้อีก”จันทราขึ้นนั่งสีวิกานิ่ง ไม่ได้หันมามองมังฉงายแม้แต่น้อย ขบวนสีวิกาเคลื่อนออกไป ตองสาเหลือบมองมังฉงาย มังฉงายได้แต่ยืนนิ่งมองตามอย่างอาลัยอาวรณ์ ตองสาไปบอกไขลูว่าจะเด็ดกลับมาแล้ว ไขลูจึงวางแผนให้ตองสาไปล่อจะเด็ดออกมา แล้วบอกว่าถ้าทำสำเร็จตำแหน่งราชินีหงสาวดีก็อยู่แค่เอื้อม ตองสาเริ่มคล้อยตาม คืนนั้นเอง ตองสาก็ไปตามจะเด็ด โดยให้จะเด็ดปลอมตัวเป็นหญิง แล้วพาไปหลบซ่อนตัวที่ห้องของตองสา โดยบอกว่าประมาณยาม 2 จันทราจะมาพบมังฉงายที่นี่ ขณะที่ไขลูก็กำลังกำชับทหารของตน ให้คอยมองไปทางวังหลวงให้ดี“ข้านัดกับตองสาไว้แล้วว่ายามสามให้ปล่อยเจ้าจะเด็ดออกมา แล้วหลังจากนั้น จะเป็นหน้าที่ของข้ากับพวกเจ้า”ทหารหงสาต่างมองอย่างมาดหมาย ภายในห้องนอนตองสา ตองสาที่อดใจไม่ไหวก็เข้ามากอดพิงมังฉงายด้วยความรัก มังฉงายขยับหนีอย่างนิ่มนวล ตองสาหน้าสลดลง แสร้งหยิบข้าวของบางอย่าง แล้วมองมังฉงาย“ท่านแต่งเป็นผู้หญิงสวยจริง ถ้าข้าพเจ้าเป็นชายคงจะไม่อดใจจับมือเกี้ยว”มังฉงายส่งมือให้ “เชิญจับมือข้าพเจ้า แล้วเกี้ยวตามปรารถนาเถิด”“ข้าพเจ้าบอกว่า ถ้าข้าพเจ้าเป็นชาย”“จะต่างกันตรงไหน เนื้อแท้ท่านเป็นหญิงข้าพเจ้าเป็นชายถ้ามีการเกี้ยวกัน ก็ไม่ผิดวิสัยดอก หรือว่าจะให้ข้าพเจ้าซึ่งเป็นชายแท้เกี้ยวท่าน ซึ่งเป็นหญิง จนปัญญา ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร วานท่านสอนข้าพเจ้าได้หรือไม่”ตองสาใจระทึก ปั่นป่วน ก้มหน้านิ่ง “พูดเก่งอย่างนี้ ตะละแม่ถึงได้พิศวาสนัก หญิงสูงสุดท่านยังเอาชนะได้ตองสาคนต่ำต้อยหรือจะเกินปัญญาท่าน ปล่อยมือข้าพเจ้า”ตองสาดิ้นรน มังฉงายยิ่งจับ ดิ้นกันไปดิ้นกันมา ตองสาก็เข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของมังฉงาย ตองสาตัวอ่อนลืมสติ เงยหน้าจะให้มังฉงายจูบเสียงระฆังกังสดาล 2 ที มังฉงายปล่อยตองสา “น้องท่านไปดูทีเถิดว่าตะละแม่จะมาหรือยัง”ตองสาหน้าบึ้ง แล้วลุกออกไป มังฉงายถอนใจ โล่งอกสักพักตองสาก็เข้ามาบอกมังฉงายว่าพระราชเทวีประชวร จึงเรียกหาจันทราไปบรรทมเป็นเพื่อน มังฉงายหน้าสลดลง แล้วเอ่ยบอกจะกลับ ให้ตองสาพาไปส่งที่ประตูวังตองสาหน้าเสียมาก ตัดสินใจไม่ถูก มังฉงายเข้ามาจับมือตองสาขึ้นมา กิริยานุ่มนวลอ่อนโยน“อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าเป็นหนี้แม่ตองสาแล้ว ท่านมีใจเป็นกุศลที่ช่วยบรรเทาความร้อนในรักเรา”ตองสาอดใจไม่ไหว โผเข้ากอดกลิ้งหน้าอยู่กับอกมังฉงาย สีหน้าคิดตรึกตรอง นึกรู้ว่าตองสานั้นปรารถนาในตัวตนตองสาว่า “ท่านจะเด็ด ข้าพเจ้าประจักษ์ในรักแท้ของท่านเหลือเกิน”มังฉงายหน้าขมวด ใจคิดว่าจะทำอย่างไร แล้วมังฉงายก็เล้าโลม ลูบไล้ เชยคาง จัดผมที่ยุ่งให้เรียบร้อยยิ้มให้อย่างแจ่มใส ตองสาผวาเข้าหาอีก มังฉงายจำต้องกอด ตองสาเผยอหน้าให้จูบ มังฉงายก็ต้องจูบ ร่างสองร่างแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน มังฉงายจำต้องทำอย่างนั้น เพราะปูทางไว้ต่อไปภายหน้า “ใกล้ยามสามแล้ว เร่งพาข้าพเจ้าไปส่งที่ท้ายวังเถิด”ตองสาละล้าละลัง ถอยออกไปแล้วโผเข้ามากอดอีก แล้วทำท่าทำอะไรไม่ถูก เสียงระฆังตีกังสดาล 3 ที ตองสาสะดุ้งสุดตัว ว้าวุ่นแล้วโถมตัวเข้ากอดมังฉงายร้องไห้ออกมาเต็มเสียง มังฉงายหน้างงๆ ตองสาตัดสินใจบอกเรื่องไขลูกให้มังฉงายฟัง พอมังฉงายรู้เรื่องก็โมโห วู่วามออกไปทันที ตองสารีบตามไปมังฉงายเดินลัดเลาะในป่ามาคนเดียว ไม่มีเสื้อใส่ เห็นกลักงาห้อยคอเพียงสิ่งเดียว ท่าทางเอาเรื่อง แล้วเดินมาหยุดตรงลานกว้าง มองไปรอบๆ อย่างโกรธแค้น“กูมาแล้วไอ้หงสาขี้ขลาด คิดจะลอบกัดกูรึ แน่จริงก็ออกมาสู้กันเห็นๆ ซิวะ คืนนี้หัวมึงไม่ได้ติดตัวกลับหงสาแน่ มึงใส่ร้ายกูจนต้องพเนจรเข้าป่าหนหนึ่ง นี่ยังลอบมากัดกูอีก มาเลย เข้ามา”ไขลูยืนยิ้ม สักครู่ทหารหงสา 5 นาย ค่อยๆ โผล่ออกมา มีผ้าโผกหน้าค่อนข้างมิดชิด ไขลูชัดดาบเข้าฟันมังฉงายอย่างไม่รีรอ มังฉงายหลบ แล้วต่อสู้ 6 รุม 1ตองสาเห็นท่าไม่ดีจึงรีบไปตาม จาเลงกะโบ เนงมาและสีอ่องที่วัด ทั้งสามรีบตามไปช่วยมังฉงายมังฉงายต่อสู้กับไขลู ท่าทางจะแย่ จาเลงกะโบ เนงบาและสีอ่องตามมาช่วยได้ทันเวลา สักพักก็มีเสียงทหารแห่มากัน จาเลงกะโบจึงบอกมังฉงายและทุกคนให้หลบหนีก่อนที่จะถูกจับได้กันหมด เมื่อทหารมาถึง ไขลูก็ให้การว่าพวกจะเด็ดมาลอบทำร้ายจนทหารหงสาตายเกือบหมด ตองหวุ่นญีและทหารตองอูก็ตามไปที่วัดกุโสดอเพื่อจับกุมจะเด็ด แต่มังตรามาห้ามไว้ก่อน โดยบอกว่า“การลอบสังหารทหารหงสาเราเชื่อว่าท่านไขลูเป็นผู้วางแผนเป็นแน่ เหมือนคราวพระธำมรงค์พระอนุชาสอพินยาหาย ใยเราจะยอมเสียคนตองอูเพื่อกลลวงของพวกหงสาเล่า เราได้กราบบังคมทูลสมเด็จพ่อหมดทุกอย่างแล้ว ท่านให้เราตามมาเจรจากับท่านแม่ทัพตองหวุ่นญีและพระอาจารย์”ทุกคนต่างมองหน้ามังตราอย่างสงสัย“เมื่อหงสาและแปรไม่ได้มีเจตนาซื่อต่อเราเช่นนี้ ใยเราจะมาประหัตถ์ประหารคนของเราอยู่ ถ้าไม่อยากให้เกิดศึกลำบากแก่ราษฎรเราต้องยกพลไปชิงเมืองหงสาวดีก่อน ท่านตองหวุ่นญีท่านเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งตองอู ท่านเห็นแผนเป็นเยี่ยงไร”ตองหวุ่นญีตอบ “การจะยกพลไปตีหงสาวดีเลยนั้น เรายังมีแปรที่เป็นพระประยูรญาติข้างหงสา และมีแคว้นติดตองอู ข้าพเจ้าเกรงว่าหงสาวดีคงขอให้แปรช่วยตีกระหนาบหลัง ฉะนั้นถ้าจะให้ข้าพเจ้ากราบทูลเสนอ ข้าพเจ้าขอกำหนดตีชิงเมืองแปรเป็นเมืองแรก แต่ชัยภูมิเมืองแปรนั้นเป็นชัยภูมิที่ยากแก่การเข้าตี เราขาดการรู้มานาน การจะเข้าตีเมืองใดเราต้องรู้จุดอ่อนจุดแข็ง เพื่อการได้เปรียบควรจะมีใครแอบเข้าไปตรวจสอบภูมิประเทศให้ทะลุปรุโปร่งก่อน” “และคนๆ นั้น ต้องไม่ใช่คนธรรมดา ต้องเป็นคนเข้าใจตำราพิชัยสงครามลึกซึ้งดั่งนายทัพ ท่านตองหวุ่นญี เรากำหนดคนคนนั้นไว้ให้ท่านแล้วคือ จะเด็ดพี่เรา” มังฉงายใจหายวาบ มองหน้ามังตราเหมือนไม่อยากไป มังตราพูดต่อ “เป็นหนทางเดียวที่เราจะแก้การนี้ได้ พี่ท่านจะต้องเร่งเข้าแปรโดยเร็ว ก่อนที่คณะฑูตจะเสด็จกลับ”มังตรารู้ว่าจะเด็ดพะวงเรื่องจันทรา จึงเอ่ยขึ้น “ตะละแม่จันทรา พี่นางข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายกไว้ให้มีเกียรติยิ่งใหญ่ ข้าพเจ้าไม่เคยคิดถึงเจ้าเมืองใดมาเป็นพี่เขย นอกจากจะเด็ดพี่ท่าน เราให้สัตย์พี่ท่านดังนี้ พี่ท่านหมดกังวลหรือยัง” มังฉงายมองมังตราอย่างสำนึกในน้ำใจ มังสินธูว่า “จะเด็ดเอย ตายแล้วเกิดเจ้าจะไม่พบน้ำใจเยี่ยงพระราชบุตรมังตราอีกแล้ว ชอบที่จะกราบบาทมังตราไว้ แล้วถวายชีวิตแด่พระองค์เสีย” มังฉงายกราบลง แทบเท้ามังตรา มังตรากอดมังฉงายแรงๆ “หากการกลับเป็นเยี่ยงนี้ ข้าพเจ้าก็จะขอตัวพี่ร่วมสาบานทั้งสามนี้ไปแปรด้วย เพื่อจะได้ช่วยเหลือกันต่อไป” กระเหรี่ยง 3 คน กราบลง กันทิมามองมังฉงายแบบงงๆ
       วันใหม่ ก่อนที่มังฉงายจะออกเดินทาง จันทราได้ตามมาส่งพร้อมกับนันทวดี มังฉงายรู้สึกตื่นเต้น จันทรานั่งนิ่งมองมังฉงายไม่วางตา มังฉงายก็มองจันทราไม่หลบเหมือนมีก้อนแข็งๆ ขึ้นมาจุกที่คอพูดไม่ออก จันทราเอ่ยขึ้น
       “ข้าพเจ้าได้แต่สดับฟังข่าวพี่ท่าน มีการใดที่ไม่ต้องวิสัย ก็ได้แต่สวดมนต์ภาวนา ด้วยเป็นหญิงไม่อาจหาญวิ่งออกจากวังไปช่วยพี่ท่านได้ และเดี๋ยวนี้พี่ท่านจำต้องจากไปแดนไกล จึงตัดสินใจหลบออกมาเพียงเพื่อจะขอให้พี่ท่านรู้ว่ายังคอยอยู่เสมอ”
       มังฉงายกลับยิ่งพูดไม่ออก ได้แต่หยิบกลักงาที่แขวนคออยู่ขึ้นมา “สิ่งเดียวที่พี่อยากจะบอกน้องท่าน กลักงานี่จะไม่ห่างอกพี่แม้ชั่วลมหายใจเดียว การนี้พี่ไปเพื่อตองอู แต่จะกลับมาเพื่อตะละแม่ยอดดวงใจ”
       จันทรายิ้มให้ทั้งน้ำตา จากนั้นมังฉงายก็พูดฝากกันทิมาและกราบลาแม่เลาชีด้วย
       หลังจากที่มังฉงายออกเดินทางไปไม่นาน พระมหาสิริชัยก็สิ้นพระชนม์ ซึ่งทำให้สอพินยา รานองและไขลูที่กำลังจะเดินทางกลับต้องหยุดชะงัก เพราะประตูเมืองปิดห้ามเข้าออก
       วันใหม่ เมื่อมังฉงายเดินทางไปถึงเมืองแปร ก็ได้เข้าไปบรรเลงพิณต่อหน้าที่ประทับพระเจ้านระบดีและเหล่าข้าราชบริพาร เสียงพิณของมังฉงายไพเราะมาก จนกุสุมาและอเทตยาพระธิดาอดใจไม่ไหวที่จะมองว่าใครเป็นผู้บรรเลง และเมื่อเห็นหน้าสองสาวต่างก็ตกตะลึงในความงามของมังฉงาย ตกหลุมรักมังฉงายทันที
       แต่บรรเลงไปได้ไม่นานนัก ปะขันหวุ่นญีก็เดินเข้ามาอย่างรีบเร่ง ตรงไปถวายรายงานกับพระเจ้านระบดีว่าพระมหาสิริชัยยะสุระแห่งตองอูสิ้นพระชนม์แล้ว พระเจ้าอยู่หัวโปรดให้งดการพระสำราญลงเพียงแค่นี้
       ทุกคนต่างพากันก้มกราบ ขณะที่มังฉงายนั่งตกตลึง พยายามเก็บความเสียใจจนมือที่ดีดสายพิณอยู่สั่นระริก
       ยอดผาสูง มังฉงายนั่งพนมมือหันหน้าไปทางเมืองตองอู น้ำตาอาบแก้ม
       “ข้าพเจ้าขอถวายบังคมพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงชุบเลี้ยงข้าพเจ้ากับแม่ให้มีความสุขใต้เบื้องพระบารมีอย่างดีที่สุด และขอสาบานว่าข้าพเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ และขอปกป้องรับใช้แคว้นตองอูด้วยชีวิต” มังฉงายถวายบังคมไปยังทางเมืองตองอู
       วันใหม่ ที่ท้องพระโรงตองอู มหามงกุฎในพานทองที่พราหมณ์นำขึ้นถวาย มังตราหยิบขึ้นสวมศีรษะ ทุกคนถวายบังคม
       “ขอพระเจ้าอยู่หัวตะเบงชะเวตี้แห่งแคว้นตองอู ทรงเจริญสวัสดิ์ บำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง ปกครองประชาราษฎร์ให้ร่มเย็นเป็นสุข แผ่อำนาจยิ่งใหญ่ไพศาลปกคลุมไปทั่วลุ่มน้ำอิรวดีพุกามประเทศเทิด พระเจ้าข้า”
       ขณะที่นันทวดีก็ร้อนใจ จึงไปปรึกษาจันทรา จันทรายิ้มเหมือนรู้ใจ
       “เมื่อเย็นนี้พระเจ้าอยู่หัวมังตราได้มาเฝ้าพระราชเทวีแจ้งการอภิเษกด้วยท่านแล้ว ข้าพเจ้าดีใจด้วยที่ความรักของท่านจะได้สมหวัง ตำแหน่งพระมเหสีแห่งตองอูช่างสมกับน้องท่านแท้ เดือนห้านี้ท่านกับพระเจ้าอยู่หัวมังตราก็จะได้อภิเษกกัน”
       กันทิมาที่นั่งอยู่ด้วยแอบเงยมอง เห็นนันทวดีก้มหน้ารับเหมือนยอมจำนน แต่จันทรานั้นเศร้านัก เอ่ยขึ้น
       “ข้าพเจ้าเชื่อว่า ถ้าจะเด็ดรู้ก็คงดีใจไม่แพ้ข้าพเจ้าเช่นกัน น้องท่านดูแลตัวให้ดีเถิด เมื่อถึงวันอภิเษกข้าพเจ้าอยากให้น้องท่านเป็นราชินีตองอูที่งามที่สุด การรับสนองพระเจ้าอยู่หัวมังตราก็ดุจได้รับใช้แผ่นดินตองอูเช่นกัน”
       “ข้าพเจ้าซาบซึ้งน้ำพระทัยพระพี่นางยิ่งนัก พระพี่นางช่างกล้าหาญ ไม่หวั่นไหว แม้รู้ว่าผู้ที่พระพี่นางคอยนั้นตกอยู่ในห้วงอันตราย”
       “ข้าพเจ้าเป็นเพียงอิสตรีผู้หนึ่ง อ่อนไหว แต่หน้าที่ของข้าพเจ้ามอบให้แผ่นดินตองอูแล้ว เมื่อเกิดมาใต้เศวตฉัตร ไฉนจะมาคร่ำครวญกับสิ่งที่ยกเลิกไม่ได้ แม้ข้าพเจ้าจะเป็นห่วงจะเด็ดพี่ท่านเพียงใด หน้าที่ของข้าพเจ้าก็คือ การคอยอย่างสงบ”
       นันทวดีเริ่มรู้สึกสงสารจันทรายิ่งกว่าตัวเอง “ข้าพเจ้าจะขอจำคำของพระพี่นางเป็นแนวทางปฏิบัติตลอดไป ท่านจะเด็ดจะต้องปลอดภัย เพราะท่านจะเด็ดเป็นผู้มีปฏิภาณไหวพริบ คงเอาตัวรอดกลับมาหาพระพี่นางได้เป็นแน่แท้”
       กันทิมาก้มหน้านิ่ง เธอได้ยินทุกคำ จันทราประทับนิ่ง คิดถึงจะเด็ด
       ขณะเดียวกัน มังฉงายก็เริ่มแผนการณ์ โดยการเข้าไปถวายการสอนพิณให้กับกุสุมา กุสุมาแอบดีใจลึกๆ ที่ได้ใกล้ชิดกับมังฉงาย
       ส่วนจาเลงกะโบ เนงบาและสีอ่องก็ไปช่วยเลี้ยงช้าง ที่โรงช้างแปร
       วันใหม่ รานองเดินทางกลับมาถึงเมืองแปร ส่วนสอพินยาก็กลับหงสาวดีไปแล้ว รานองได้พบกับมังฉงาย แต่เห็นหน้าไม่ชัด จึงยังจำไม่ได้
       ด้านจาเลงกะโบ เนงบา และสีอ่องก็พยายามหาข้อมูลตำแหน่งไหนจุดอ่อนจุดแข็งของเมืองแปร ส่วนมังฉงายก็พบว่าป้อมเมืองด้านใต้น่าจะเป็นจุดอ่อนของแปร เพราะไม่มีการวางกำลังที่เข้มแข็งระเบียบวินัยของทหารก็ไม่มีผู้ใดเอาใจใส่
       ขณะที่กุสุมาก็ตกหลุมรักมังฉงายอย่างจัง เมื่อได้ยินคำพูดของมังฉงายที่เอ่ยบอกรักจนกุสุมาขวยอาย โดยที่ไม่รู้ว่ารานองแอบมองเหตุการณ์อยู่
       ท้องพระโรงฝ่ายในแปร รานองกับปะขันหวุ่นญีเข้าเฝ้าพระเจ้านรบดีอยู่แล้ว รานองทูลเรื่องคนสำคัญตองอูได้เข้ามาอยู่ถึงในเขตพระราชฐานแปรแล้วถึง 4 คน จากมังฉงายที่เข้ามาสอนดนตรีพระราชธิดา รานองทูลแนะนำให้ มังฉงายอภิเษกกับตะละแม่กุสุมาพระธิดา นระบดียิ่งตกใจหนัก
       มังฉงายทนความคิดถึงกุสุมาไม่ไหว ตัดสินใจแอบเข้าไปหาที่ห้อง
       “ข้าพเจ้าภักดีต่อตะละแม่ท่าน ท่านแจ้งหรือไม่”
       กุสุมาเสียงเยาะเล็กๆ “ภักดี หรือจะกล้าทำผิดประเพณี”
       “ข้าพเจ้าทูลความเสน่หากับพระราชธิดาให้ถูกต้องตามประเพณีนั้นทำได้หรือ”
       กุสุมาจนด้วยถ้อยคำ จะเด็ดมองแล้วความรักกำเริบขึ้นมาล้นอก กอดแล้วจูบแผ่วๆนุ่มนวล กุสุมาก็พยายามเอนตัวหนี
       “ถ้าไม่คิดว่าจะต้องอายไปทั้งแผ่นดินจะร้องให้ก้องตำหนัก ดูซิว่าคอจะยังได้ตั้งอยู่บนบ่าหรือไม่” แต่ความรู้สึกไม่ตรงกับคำ
       “ต้องโทษเป็นผีเสียก็ดี จะได้มาวนเวียนใกล้กุสุมาตลอดเวลาไม่ต้องกระวนกระวายรอคอยพระอาทิตย์ตกดิน”
       มังฉงายพยายามจะเข้ามาจูบอีก กุสุมาดิ้นสุดแรงเอามือตระกายอกมังฉงายจนเสื้อขาด กลักอันเล็กๆ ที่ห้อยคอมังฉงายอยู่ติดมือ มังฉงายหยุดได้สติรีบยื่นมือมาขอคืน กุสุมารู้สึกว่าเป็นของสำคัญ
       “ถ้าท่านรังแกเราอีก เราจะทำลายสิ่งนี้ทิ้ง”
       “คืนข้าพเจ้าในสภาพดีเถอะ ข้าพเจ้าสำนึกแล้ว”
       กุสุมาหน้าระแวงมากแต่ก็ยอมคืนโดยดี มังฉงายรับมาอย่างถนอมคล้องคอเหมือนเดิม
       “คืออะไร…ถึงสำคัญกับท่านขนาดนี้”
       มังฉงายมองกุสุมา ตั้งใจพูดความจริง
       “กลักนี้บรรจุผมของนางผู้หนึ่ง ความผูกพันกับเจ้าของมีหลายสถาน เมื่อเป็นเด็กนางเปรียบเสมือนน้อง เมื่ออายุมากขึ้นนางนั้นคอยบำรุงใจ ตักเตือนประหนึ่งนางเป็นพี่ เพลานี้ข้าพเจ้าจากนางมา นางคงเป็นห่วงเหมือนมารดาห่วงบุตร”
       กุสุมาหน้าไม่ดี “นางคือภริยาท่านใช่ไหม”
       “เราทั้งสองยังไม่เป็นสามีภริยา แต่ความผูกพันในกันและกันนั้น ชาตินี้ทั้งชาติไม่มีวันจะแยกได้”
       กุสุมาเสียใจ ฟุบตัวแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น มังฉงายเข้าไปจะประคอง กุสุมาสะบัดโดยแรง
       “กุสุมาฟังก่อน”
       “ปีศาจใดมาเกิดเป็นตัวท่าน อย่าเจรจาอะไรอีกเลยเราไม่ฟัง ขาดกันตั้งแต่วันนี้ ท่านว่าจะลากลับไปบ้านเดิมก็ไปเลย เราไม่ทัดทาน และถ้ากลับมาให้เห็นหน้าวันไหนกุสุมาจะทำลายตัวเองให้สิ้น ที่จูบที่กอดเรานั้นเราเสียเชิงแล้ว ทำได้แค่จะจำไว้จนตาย”
       กุสุมานอนร้องให้ มังฉงายทรุดนิ่งไม่สามารถขยับเขยื่น
       
       ตอนที่ 5 วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน 2556
       วันรุ่งขึ้นมังฉงายตัดสินใจจะไปลาพระเจ้านรบดี แต่พระเจ้านรบดีทรงตรัสว่ารู้เรื่องที่เขาปลอมตัวเข้ามานานแล้ว แต่ไม่อยากผูกเวร มังฉงายขยับตัวอย่างเร็ว มองไปรอบตัว“ไม่ต้องเสียขวัญ…เราเลี้ยงเจ้าด้วยจิตเมตตาไม่คิดทำลายด้วยใจอาฆาตดอก” มังฉงายกัดกรามแน่น นระบดีพยายามบีบน้ำตาให้ออกมาทีละน้อย “ถึงจะรู้ว่าเป็นงูพิษแปลงกายมา ก็นึกว่าเป็นลูกหลานเลี้ยงดูอย่างดี คิดว่าจะเด็ดคงไม่ชั่วจนลืมคุณคน แต่ถ้าเราคิดผิดคิดแต่แผ่เมตตา ก็จงฉวยโอกาสนี้สังหารเราเสียเถิด อย่าให้ได้เสียชีวิตไพร่พลเรือนแสน เราจะไม่ต่อยุทธให้ได้ยากแก่คนเมืองแปรกับตองอูแม้แต่ชีวิตเดียว แต่จะให้อยู่ดูแผ่นดินย่อยยับ ก็ทนอายไม่ได้ จะเด็ดเอย แม้นยังรำลึกถึงบุญคุณเรา ก็ขอจงก่อสถูปบรรจุกระดูกเราไว้ให้คนแปรคำนับศพบ้างก็ถือว่าตอบแทนคุ้มแล้ว”นระบดีพูดจบลงนั่งนิ่งขึง น้ำตาไหลเงียบๆ มังฉงายเห็นน้ำตาก็ว้าวุ่น ทำอะไรไม่ถูกคุกเข่าน้อมกายพูดนอบน้อม “ขอให้พระเจ้าอยู่หัวพึงถือว่า ข้าพเจ้าเป็นนักโทษแผ่นดินเถิด ถ้าโทษถึงฆ่าฟันก็ขอให้ฆ่า ถ้าไม่ฆ่าจะคุมขังไว้ ขอให้คุมให้แข็งแรงเพราะถ้ามีช่องทางหนีวันใดข้าพเจ้าก็จะหนี และต่อจากนั้นจะทำแก่กันเหมือนศัตรูเพราะถือว่าล้างกันสิ้นแล้ว”
       “เราไม่ต้องการจองจำเจ้า ถ้าเจ้าคิดถึงบุญคุณเรา ขอเพียงให้อยู่ไม่ไปไหนจนกว่าจะสนองคุณเราคุ้ม แต่ถ้าอยากจะเป็นคนอกตัญญูก็เชิญออกจากเมืองไปได้ เราเป็นคนใจพระไม่มีเครื่องมืออะไร จะไปผูกมัดหรือต่อสู้กับคนไม่รู้คุณคนดอก”มังฉงายฟังแล้วแค้นจัด ลุกยืนพรวด “พระองค์ท่านอย่าหมิ่นน้ำใจชายด้วยกัน คำสัญญาที่ท่านว่าข้าพเจ้ารับทั้งสิ้น ข้าพเจ้าจะทดแทนไม่ไห้คุณท่านเหลือแม้แต่เส้นผมเส้นเดียว”นรบดีลุกขึ้น ทำหน้าเคร่งโกรธจัด “เราจะคอยดูว่าคนระดับนายทัพตองอูจะรักษาวาจาได้แค่ไหน งั้นฟังเราเจ้ารักกุสุมาลูกเราแค่ไหน”ทั้งคู่ยืนจ้องหน้ากัน…มังฉงายอึ้งงง“กุสุมาลูกเรา เลี้ยงมาอย่างลูกสาวกษัตริย์ในเศวตรฉัตรแต่น้อยคุ้มใหญ่ ไม่เคยมีมือชายใดนอกจากพ่อแตะต้องตัว แต่เจ้ากลับเคยเข้าเฝ้าในห้องบรรทมยามวิกาล โบราณถือว่ากุสุมาไม่บริสุทธิ์สมขัตติยนารีแล้ว”มังฉงายฟัง นัยน์ตาอ่านใจพระเจ้าอยู่หัวแปร “ราคีของกุสุมาเกิดจากเจ้า เราจึงไม่อาจจัดให้ลูกอภิเษกกับชายอื่นได้อีกเจ้าจะยอมปกป้องเกียรติของลูกเราหรือไม่”มังฉงายตกใจ “เจ้ายินดีหรือไม่มังฉงาย”“พระองค์เพียงแค่รักษาประเพณี จนยอมเสียพระธิดาให้กับคนด้อยศักดิ์กว่า ข้าพเจ้าเป็นข้า ขอทัดทาน”นรบดีเสียงแข็ง “เจ้าไม่คิดจะแต่งงานกับลูกเรา”“ข้าพเจ้าเป็นคนที่ตัวเปล่าที่เหมือนไม่ใช่ตัวเปล่า ความผูกพันเมื่ออยู่ตองอูก็มี จะรับพระกรุณานั้นจนใจนัก เพราะจะให้มีสุขกับสตรีอื่นก่อนตะละแม่จันทราสุข ข้าพเจ้าทำไม่ได้”นรบดีเสียงโกรธ “ฟังนะจะเด็ด เรายอมเสียศักดิ์ขอร้องเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าคิดจะสนองคุณเราก็จงยอม ถ้าคิดจะอกตัญญูก็จงหนีกลับตองอูเสียคืนนี้ เราก็จะได้รู้ว่าใจจริงแท้ เจ้าก็อยากเห็นเลือดคนแปรนองแผ่นดิน” “จะกล่าวโทษสถานใดก็ว่าไปเถิด แต่ข้อว่าอกตัญญูนั้นอย่าพูดให้แทงใจเลย ไม่ใช่เพราะกตัญญูหรือ พระเจ้าแปรจึงทำเหมือนข้าพเจ้าเป็นหุ่นที่ไม่มีหัวใจ จะบังคับอย่างไรก็ได้”
       นรบดียิ้มในหน้า “จะเด็ด ถ้ากตัญญูเราก็จงอภิเษกเสียภายในเร็วนี้ ก่อนที่หงสาวดีจะเริ่มการใหญ่… แปรกับตองอูจะได้ไม่เกิดศึก”จาเลงกะโบ เนงบา สีอ่อง รู้เรื่อง เนงบากับสีอ่องจะไม่ยอม แต่จาเลงกะโบให้มังฉงายตัดสินใจเองเวลาต่อมาพระเจ้าแปรประทับอยู่บนบัลลังก์ ทรงประกาศให้มังฉงายรับตำแหน่งขุนวังแทนขุนวังซองควา เนงบากับสีอ่องรีบส่งข่าวไปที่ตองอู มังตราท่าทางโกรธจัดที่จะเด็ดไม่ซื่อ แม้ว่ามหาเถรจะบอกว่าจะเด็ดไม่ใช่คนแบบนั้น มังตราก็ไม่สนใจ คิดว่าต้องเปิดศึกแน่นอนมังตรากลับไปเล่าให้นันทวดีฟัง เพื่อให้นันทวดีไปบอกจันทรา ตอนแรกนันทวดีรู้สึกลำบากใจ แต่พอจันทราฟังความกับยิ้มสดใส จนนันทวดีแปลกใจ“น้องนาง…ข้าพเจ้าหนักใจ วิตกนอนไม่หลับมาหลายคืน เพราะเป็นห่วงจะเด็ดพี่ท่านจะเป็นอันตราย ทุกข์ทรมาร แต่สิ่งที่น้องนางนำมาแจ้งนั้น จะเด็ดกำลังมีความสุขดี เมื่อเป็นเช่นนี้พี่ควรดีใจไม่ถูกหรือ” นันทวดีอดถามไม่ได้ “พี่นางไม่หึงหวง บ้างหรือ”จันทราเสียงอ่อนละมุน แต่แน่วแน่ “น้องนันทวดี เครื่องพันธนาการความรักระหว่างเรากับจะเด็ดนั้น แน่นหนายิ่งกว่าเครื่องพันธนาการใดๆ ที่จะผูกมัดโดยน้ำมือมนุษย์ แต่สำคัญมั่นคงยิ่งกว่าความรักแห่งเราคือ…ความรักที่เรามีต่อตองอู…ข้าพเจ้าจึงเชื่อมั่นว่าไม่มีสิ่งใดจะเปลี่ยนใจจะเด็ดจากตองอูได้”นันทวดีฟังแล้วเกิดความปราบปลื้ม “น้ำพระทัยพี่หญิงประเสริฐนัก ข้าพเจ้าขอนำไปปฏิบัติเป็นเยี่ยงอย่างกันทิมาที่แอบฟังตอนแรกไม่พอใจ แต่สุดท้ายก็ซาบซึ้งยกย่องในน้ำใจจันทรามากสอพินยาถือพานสาส์นเดินนำขบวนราชทูตและเครื่องบรรณาการเข้ามาถวาย พระเจ้านรบดีประทับอยู่กับอัครเทวีบนบัลลังก์ สอพินยาทูลถวายเครื่องบรรณาการพร้อมสินสอด พระเจ้านรบดีเชิญอเทตยาคู่หมั้นให้ออกมาพบ สอพินยาไม่ค่อยพอใจที่อเทตยาสีหน้านิ่งเฉยขณะที่สอพินยากำลังจะกลับที่พักก็เห็นมังฉงาย สอพินยากับไขลูตะลึงแค้นแต่ไม่กล้าที่จะทำอะไร
       เวลาต่อมาสอพินยาแอบจะไปพบอเทตยา แต่แล้วก็เห็นอเทตยาซึ่งได้ยินเสียงพิณแล้วออกไปพบมังฉงายด้วยความใจเรียกหา จนเผลอบอกความในใจ สอพินยาเห็นก็โกรธตรงเข้าไปทำร้ายมังฉงาย อเทตยาตกใจรีบไปตามกุสุมาให้มาช่วยมังฉงาย สองสาวเข้ามาห้ามปรามแต่ด้วยความโกรธสอพินยาใช้กริชจะแทง มังฉงายปกป้องกุสุมาที่โถมเข้ามาจนเขาโดนแทงเอง พระเจ้านรบดีทรงรู้เรื่อง มังฉงายแก้แทนว่าแค่ขอประลองขณะที่สอพินยาได้เห็นหน้ากุสุมาครั้งแรกก็รู้สึกหลง ไขลูเป่าหูอีกว่าเหมือนพระเจ้านรบดีไม่สนตำแหน่งของสอพินยา จึงยกเพียงหลานให้ ขณะที่มังฉงายเพิ่งได้เข้ามาในประเทศแต่ได้เป็นคู่หมั้นกับกุสุมา ทำให้สอพินยาเพิ่มความริษยาอีกมังตรายืนยันที่จะยกทัพไปตีเมืองแปร นันทวดีจึงไปขอร้องจันทราให้ช่วยมาพูดกับมังตราถึงข้อเสียในการยกทัพไปครั้งนี้ แต่มังตรากับคิดว่าจันทรารักจะเด็ดเป็นห่วงจะเด็ดมากกว่าประเทศชาติ “พี่นางฉลาดนักนะ ท้วงข้าพเจ้าไม่ให้ยกทหารเหยียบเมืองแปร เพราะเกรงไอ้คนรักจะเป็นอันตราย เพียรยกแม่น้ำทั้งห้ามาหว่านล้อม เห็นน้องท่านเป็นอีการึ จึงขู่ด้วยลูกธนูอย่างนี้ข้าพเจ้าขอบอกวันเพ็ญเดือนหน้า ทันทีที่พระจันทร์เต็มดวงข้าพเจ้าจะยกทัพบุกแปรทันที”มังตราพูดแรง เร็ว ด้วยอารมณ์โกรธจัด แล้วปึงปังออกไปทันที จันทรานั่งนิ่งสนิท พยายามสะกดกั้นอารมณ์ นันทวดีลุกเดินมาจับแขนจันทราเบาๆ สีหน้าเห็นใจจันทรารู้ใจจะเด็ดว่า หากมังตรายกทัพไปถึงแปร จะเด็ดต้องออกมาเฝ้าแน่นอน และมังตรายามโกรธไม่มีวันไตร่ตรองถึงเหตุอื่น คงจะจับจะเด็ดลงทัณฑ์ถึงตายเป็นแน่ จึงส่งกันทิมาปลอมตัวไปส่งข่าวบอกจะเด็ดแล้วห้ามออกมาพบมังตรา โดยมอบกลักดอกไม้แห้ง “ตั้งแต่จะเด็ดแซมผมให้ ข้าไม่เคยสลัดทิ้ง เก็บถนอมไว้อย่างดี หากจะเด็ดเห็นคงรู้ว่าท่านไปจากข้า แจ้งการใดคงไม่ขัด แต่หากจะเด็ดท่านเห็นว่าธิดานระบดีมีค่าเกินเรา ขอจงนำกลักผมของเราที่เคยมอบให้จะเด็ดคืนจะเด็ดจะได้เริงรักกับธิดาพระเจ้าแปรให้เต็มที่”กันทิมากั้นสะอื้น หูอื้อไม่ได้ฟังอะไรอีก “อย่าหาว่าใช้ท่านเกินหญิง หากรู้ว่าท่านมีฝีมือขั้นหนึ่งแล้ว ท่านเป็นลูกครูดาบตะคะญี เราเชื่อว่าครูตะคะญีต้องฝึกปรือให้ท่านเหมือนฝึกปรือลูกชายเช่นกัน”กันทิมาในคราบนาคะเดินทางมุ่งหน้าสู่ตลาดแปร เธอใช้วิชารำดาบหาเงินเสมือนขอทาน สอพินยากับไขลูเห็นก็ดูถูกจะขอซื้อดาบต่อ ไม่งั้นจะทำร้าย ดีที่มังฉงายกับจาเลงกะโบเข้ามาช่วย สอพินยากับไขลูอ้างว่านาคะขโมยดาบเขามา มังฉงายขอคุมขังนาคะไว้ก่อนแล้วให้สอพินยากับไขลูหาหลักฐานมาว่าดาบนี้เป็นของเขา ทำให้สอพินยากับไขลูสุดจะแค้นลานหน้าประตูเมืองตองอู ขบวนช้างศึกของมังตรา เคลื่อนออกมาจากในเมือง มหาเถร ยืนอยู่บนประรำที่ช้างมังตราผ่าน
       “มหาบพิตรฟังอาตมา ถ้ายังทรงคิดว่ายังเป็นพระอาจารย์”มังตราอึ้งไป แต่ยังนั่งหน้ายังขุ่นอยู่บนช้าง“อาตมา จะรู้สึกเสียดายที่ได้เป็นอาจารย์จะเด็ด หากจะเด็ดทำการอย่างที่พระองค์ต้องการ คือ หนี กลับตองอูเหมือนคนขี้ขลาดทั้งๆ ที่พระเจ้าแปรจับได้ และยังได้ละเว้นชีวิตให้ ดังนั้นอาตมาจึงเห็นว่าจะเด็ดทำถูกแล้วที่ยอมอยู่ในแปร หมื่นแปร แสนแปรรัก ยังไม่เท่าความกตัญญูของมัน…เจริญพรมหาบพิตร”
       มังตราทั้งรักทั้งแค้น ทิฐิ ยกมือพนมไหว้มหาเถรแล้วไสช้างออกไป มหาเถรพรมน้ำมนต์ให้อย่างเป็นห่วง มองตามอย่างไม่สบายใจนาคะไม่ยอมบอกความจริงว่าเธอคือกันทิมา บอกเพียงว่าคือนาคะตะเชโบพบกันทิมาฝากกลักดอกไม้ของจันทรามาให้ พร้อมบอกว่าพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้กำลังจัดขบวนทัพมุ่งหน้ามาสู่แปร ไม่อยากให้มังฉงายออกไปพบท้องพระโรงเมืองแปร พระเจ้าแปรประทับอยู่บนสีหาสนบัลลังก์ สีหน้าทุกหนัก มังฉงายทูล “ทัพตองอูยกพลมาครั้งนี้หมายบดขยี้แปรไม่ให้เหลือ หากเมืองแปรไม่อยากรบให้เดือดร้อนแก่ประชาชนทั่วไป ควรจะผูกมิตรไมตรีกันไว้”
       ขุนนาง มองหน้ากันไปมา ปะขันเอ่ยว่า “แค่ลิ้นสองนิ้วที่ยังไม่ทันจะระเหยกลิ่นน้ำนมของแม่เจ้าจะมาเป็นทูตเจรจาขู่เอาเมืองแปรไปให้ตองอูเชียวหรือ”บรรดาขุนทหารฮีอฮา เห็นด้วยกับปะขัน รานองนิ่งเฉย มองอย่างรอบครอบ
       มังฉงายโต้กลับ “ท่านน้าปะขันหวุ่นญีก็เจริญด้วยอายุแล้ว ทำไมจึงมาพูดอย่างนี้ข้าพเจ้าว่าลิ้นของท่านน้า เป็นประโยชน์แก่เมืองแปรน้อยกว่าลิ้นไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมของข้าพเจ้าเสียอีก”ปะขันหน้ามืดโดนว่าแรงขยับตัวจะปะทะฝีปากมังฉงายรีบพูดต่อ “ท่านน้าให้อภัยเถิด ข้าพเจ้าขอเตือนให้ประมาณกำลังศึกดูให้ดี ทัพตองอูยกมาครั้งนี้เหมือนน้ำเหนือไหลแรงจัด แปรถึงจะเป็นต้นไม้ใหญ่ มาขวางทางน้ำอย่างนี้มีหรือจะทานได้ รังแต่จะถูกถอนทั้งรากทั้งโคน” ทุกคนนิ่งอึด พระเจ้าแปรตรัสว่า “คำพูดเจ้า…หากเราเป็นสตรีสิบางทีจะยอมฟังคำ อย่านึกว่าเราจะขอทำไมตรีเป็นเมืองออกแก่ตองอูอย่างคนสิ้นคิด หมิ่นแม่ทัพตัวเอง”“ข้าพเจ้าไม่ได้หมายจะให้พระเจ้าอยู่หัว นำเมืองแปรไปยกให้ตองอู ข้าพเจ้าเป็นชายรักศักดิ์ชาย ไหนเลยจะไปแนะชายอื่นทิ้งศักดิ์ศรีของตัวเอง… แท้จริงตองอูหวังตีเมืองอังวะและเมืองหงสาวดี แต่จะยกไปตีสองเมืองนั้น ก็เกรงเมืองแปรที่อยู่ใกล้ตองอู จะเข้าปล้นตลบหลังฉะนั้นถ้าพระเจ้าอยู่หัวจะให้สัตย์แก่พระเจ้าตะเบ็งชะเวงตี้ว่า ถ้าตองอูยกไปตีบ้านเมืองใด แปรจะไม่ทรยศแอบเข้าปล้นเมือง เมื่อนั้นพระเจ้าตะเบงชเวตี้ คงจะเลิกทัพกลับตองอูเป็นแน่”ทุกคนนิ่งฟัง หน้าตรึกตรอง สอพินยากล่าวว่า“ราชสำนักเมืองแปร สิ้นคนดีมีปัญญาแล้วหรือ ไส้ศึกมาพูดพล่อยๆ ยังอุตส่าห์สำรวมฟัง ไม่เห็นหรือว่าพระเจ้าเมืองตองอูเป็นคนใจบาปหยาบช้า จ้องแต่จะระรานเมืองอื่น หากเมืองแปร เอออวยก็เท่ากับยื่นมือไปทำบาปร่วมกัน แม้ตองอูจะยิ่งใหญ่ด้วยกำลังพล แต่หงสาวดีของหลานหรือจะใจดำไม่ส่งคนมาช่วย วิสัยชายชาติทหารแห่งหงสาวดี…ถึงคราวตาย ก็ขอตายอยู่บนอานม้าให้คนสรรเสริญ ดีกว่านั่งอยู่บนบัลลังก์ให้คนสาปแช่ง เย้ยหยัน”มังฉงายเอ่ยน้ำเสียงปลงๆ “อนิจจา สอพินยา”สอพินยาเลือดขึ้นหน้า “มึงไม่ต้องมาทำเสียงเวทนากู”“ท่านอุปราชสอพินยาฟังคำท่านก็รู้ว่าท่านเรียนตำราพิชัยสงครามมา” มังฉงายว่า สอพินยาหันไปมองทุกคน“แต่ข้าพเจ้าคะเนว่าท่านเรียนได้ถึงครึ่งหรือเปล่ายังสงสัย เพราะวิสัยผู้เจนจบในสงครามย่อมรังเกียจการทำสงคราม จะพึงทำก็ต่อเมื่อไม่เห็นทางออมชอมกัน…ชนะศึกจะได้เป็นกษัตริย์ แต่บำรุงสุขราษฎรจะได้เป็นมหาราชา”สอพินยา ฮึดฮัดจะเถียง มังฉงายรีบพูดต่อ “ข้าพเจ้าไม่อยากให้แปรสูญเสีย เพราะรู้คุณพระเจ้าแปรคนเมืองแปรตายลงสักสิบหมื่น ท่านจะวิตกเท่าเสียทหารหงสาวดีเพียงร้อยคนหรือ”สอพินยาลุกขึ้นเผ่นโผนเข้าหามังฉงาย มีไขลูส่งตัวอยู่ด้านหลัง ขุนนางทั้งหลายช่วยกันจับ ขณะที่มังฉงายนั้งนิ่งเป็นสง่าสอพินยาโวยวาย “ไม่จริง…อย่าไปฟังมัน มันกำลังใช้ลิ้นยุยงให้แปรกับหงสาวดีแตกกัน”มังฉงายหรี่ตามอง “ข้าพเจ้ารู้ความคิดในหัวท่าน”“พระเจ้าลุง…แปรจะเสียเมืองเพราะความเจ้าเล่ห์มัน จับมันบั่นหัวเถิด”มังฉงายเสียงดัง ชัดเจน มีกังวาน “ท่านเองก็หวังจะยืมมือทหารเมืองแปรป้องกันหงสาวดี… ท่านกลัวว่าถ้าตองอูกับแปรรวมกัน หงสาวดีจะเป็นอันตราย”ทุกคนเงียบสนิท สอพินยาฮึดฮัดแต่ไม่กล้าทำอะไร เพราะไขลูสะกิดแล้วปรามด้วยสายตา รานองกับนรบดีมองตากันอย่างหนักใจ มังฉงายจ้องมองสอพินยา อย่างท้าทาย ไม่เคยกลัวในเรือนขุนวังมังฉงายกุสุมากราบลงที่ตักมังฉงาย กอดแล้วเอนกายเข้าแนบอก“การมาเยี่ยมท่านนี้ข้าพเจ้าละอายใจนัก ที่ต้องพาความเจ็บช้ำมาขอท่านให้มีใจเอื้อต่อแปร หากแม้นข้าพเจ้าเป็นชายจะไม่เอ่ยให้ระคายใจตัวเอง จะขอออกรับศึกยอมตายให้คนสรรเสริญ”
       กุสุมากุมมือมังฉงายขึ้นมาจูบ มังฉงายมองหน้ากุสุมาแล้วจับกุสุมาให้จ้องหน้า มังฉงายเสียงสั่นอย่างพยายามอดกลั้นอารมณ์
       “กุสุมา ฟังคำข้าพเจ้าไว้ให้ดี” กุสุมาหน้าเสีย รู้ด้วยสังหรณ์ว่าคงไม่สำเร็จ แต่ฝืนยิ้มสู้ “ข้าพเจ้านี้เป็นคนรักชีวิต และเมื่อรักท่านก็รักยิ่งกว่าชีวิต”กุสุมาหน้าเสียลงตามลำดับ “แต่ทั้งชีวิตท่านและชีวิตข้าพเจ้ารวมกัน ข้าพเจ้ายังรักน้อยกว่าตองอู สาเหตุมีเพียงอย่างเดียว…เพราะข้าพเจ้าเกิดเป็นคนตองอูฉะนั้นอย่าพยายามเลยกุสุมา”กุสุมาหน้าเริ่มถอดสี มังฉงายกล่าวอีก “ศึกครั้งนี้ ถ้าตองอูชนะข้าพเจ้าจะขอนิ่งดู แต่ถ้าทัพพระเจ้าอยู่หัวตะเบงชะเวตี้เป็นรองเมื่อใด ข้าพเจ้าจะลอบนำทหารไปปกป้อง แล้วจะยอมกลับมาให้พระเจ้าแปรฆ่าเสีย โทษฐานเป็นคนทรยศ”กุสุมาพยายามระงับอารมณ์ “กุสุมา…รักสตรีนั้นรักได้หลายนาง แต่รักเมืองมาตุภูมินั้นรักได้เมืองเดียว”กุสุมาร้องไห้เสียใจ จะเด็ดจึงดึงเข้ามากอดไว้กุสุมากลับไปทูลพระเจ้าแปรว่าไม่สำเร็จ รานองทูลแนะนำว่าต้องจับตัวมังฉงายมาประหาร กุสุมาเสียใจมาก ไม่นานมังฉงายกับจาเลงกาโบก็ถูกจับขัง มังฉงายสุดแค้น…แต่ทำอะไรไม่ได้ โมโหที่เสียรู้
       มังตราแต่งคนเป็นทูตนำสานส์ไปยังพระเจ้านระบดี ขอเจริญศุภสาส์นศรีสวัสดิ์ มีจิตศรัทราจะสถาปนาพระบรมเจดีย์ไว้เป็นพระราชกุศลถวายแด่พระเจ้าตองอูผู้บิดา จึงใคร่จะขอเนื้อดินเมืองแปรที่ว่างอยู่สักประมาณหนึ่งเส้น แม้พระเจ้าแปรเอ็นดู พระราชไมตรีระหว่างสองพระนคร จะได้เจริญไปตราบเท่ากัลปาวสาน พระเจ้านระบดีทรงทราบก็ปฏิเสธว่าเจดีย์ตองอูมาตั้งอยู่ในแปร ชาวแปรดูแล้วคงจะรำคาญนัยน์ตา ทรงขอฝากโอวาทไปให้มังตราในฐานะที่เป็นเด็กกว่าข้อหนึ่งว่า อันคนที่ใจไม่ราบรื่นจะทำการใดก็แพ้ภัยตัวเอง เนงบากับสีอ่องมองหน้ากันว่าเกิดศึกแน่
       กุสุมามาเยี่ยมมังฉงาย เขาขอร้องให้กุสุมาบอกนาคะมาพบเขาที จากนั้นมังฉงายก็ฝากเศษผ้าเขียนด้วยเลือดให้นำไปถวายมังตราใจความว่า“ฤดูนี้ลมทะเลพัดเข้าหาฝั่ง ขอให้พระเจ้าอยู่หัวท่านสังเกตทางลมสมควรชุมนุมพลอยู่ที่ริมฝั่งอิระวดี อย่าแยกทัพมาล้อมเมืองเพราะบริเวณนั้นเป็นป่าแล้ง อยู่ใต้ลม ถ้าแปรจุดไฟเผาจะพินาศหมด”
       มังตราหน้าเครียด โกรธจัดแล้วไม่ยอมทำตามที่จะเด็ดบอกความมา มังตราสั่งเคลื่อนทัพล้อมแปรวันรุ่งขึ้น ห้ามมีการตั้งค่ายรวมกองทัพสอพินยาดื่มน้ำจัณฑ์นั่งปรึกษากับไขลู ซึ่งไขลูบอกว่ารู้จักจิสะเบงจะเข้าหาเอง โดยนำน้ำจัณฑ์พร้อมสาวๆ ไปรับใช้ ทำให้จิสะเบงไม่สนใจจะออกศึกแต่อย่างใดมังตรานำทัพบุกจนดูเหมือนจะมีชัย เขายิ่งหึกเหิม ขณะที่พระเจ้านระบดีทรงเครียดมาก รานองบอกว่ามีวิธี“ข้าพเจ้าจะให้ปะขันหวุ่นญีคุมพลลอบไปชายป่าทิศใต้ ซึ่งอยู่ด้านเหนือลม นำพลธนูไปให้มากที่สุด แล้วสุมเพลิงเผาป่าขึ้น ทันทีที่ไฟไหม้ลามไปถึงด้านหน้าค่ายหลวงมังตรา พวกทหารตองอูจะวิ่งออกหลังค่าย ให้ทหารยิงธนูไฟไปดักที่ท้ายค่าย สุมเพลิงดัก คอกพวกมันไว้ในค่ายให้หมด มองออนคุมพลไปชายป่าด้านขวา ให้กระทำเช่นเดียวกับท่านปะขันหวุ่นญี ส่วนตัวข้าพเจ้า และสอพินยา จะอยู่กองกลาง จะเข้าเป็นกองกระหนาบไม่ให้มันหลบออกได้ ฝั่งขวาให้สังเกตทางทิศตะวันออก หากไฟลุกโพลงขึ้นเมื่อใด ให้ทุกกองระดมยิงธนูไฟไปที่ค่ายได้ ที่นี่ ก็ถึงเวลาที่มังตราจะรู้ว่าความอัปยศเป็นเช่นใด”จะเด็ดที่อยู่ในคุกเห็นเปลวไฟก็ตกใจมากร้องบอกจาเลงกาโบสอพินยากับไขลูทูลพระเจ้านระบดีว่าการศึกครั้งนี้เขาช่วยไว้ได้มาก ไขลูแนะนำให้ทูลขอกุสุมา ทำให้อเทตยาอดแค้นเคืองไม่ได้ที่ถูกปรามาส ขณะที่อัครเทวีทรงปลาบปลื้มสอพินยามากกว่ามังฉงายอยู่แล้วก็ยิ่งปลื้มมากขึ้น แต่พระเจ้านระบดีทรงทำเป็นไม่เข้าใจแล้วตอบเลี่ยงๆ ไปจะรีบจัดงานอภิเษกให้สอพินยากับอเทตยาพระเจ้านระบดีทรงให้นำตัวจะเด็ดมาพบกล่อมให้ยอมภักดีต่อแปรแต่จะเด็ดปฏิเสธพร้อมบอกว่ามีโอกาสจะหนี“เราบำรุงเจ้าไม่มีประโยชน์อื่นใด รักเจ้าเหมือนลูกในอก อยากยกย่องให้ร่วมวงศ์ให้ครองกุสุมาลูกเรา กลับโอหังกระด้างกระเดื่อง”“ข้าพเจ้านั้นรักตะละแม่กุสุมาแท้ ถ้าแต่งงานแล้วข้าพเจ้าจะพาตะละแม่ไปตองอู พระองค์จะยอมหรือ”
       พระเจ้าแปรเงียบ พูดไม่ออก จะเด็ดประนมมือ พูดเสียงราบเรียบ คุมอารมณ์ได้แล้ว“สืบต่อนี้ไป ขอพระองค์อย่านำความรักระหว่างข้าพเจ้ากับตะละแม่มาเป็นเครื่องผูกข้าพเจ้าอีก…ข้าพเจ้ารักตะละแม่ยิ่งนัก แต่ถ้ารักนั้นจะเป็นเหตุให้แปรพักตร์จากตองอู ข้าพเจ้าก็จะหยุดรักหักอาลัย แต่ถ้าหวังจะให้ทรยศต่อตองอูนั้นพระองค์อย่าพึ่งคิดเลย” “เจ้ากับเราคงสร้างกุศลต่อกันแค่นี้…ทหาร เอาตัวมันไป”ทหารกรูกันเข้ามาลากจะเด็ดออกไปทันที พระเจ้านระบดียืนนิ่ง มีอาการสั่นน้อยๆ
       ผ่านไปหลายวัน กองทัพโมนยินก็บุกมาหวังในตัวกุสุมา พระเจ้านระบดีทรงโกรธมากที่โดนคนป่าบุกเยี่ยงนี้ กุสุมารู้เรื่องทูลว่าให้นำตัวเธอไปเพื่อประโยชน์กับแผ่นดินเถิด อัครเทวีกอดลูกด้วยความสงสารด้านไขลูก็บอกสอพินยาว่าจะไปเจรจากับพวกโมนยินเพื่อแลกตัวกับกุสุมาให้สอพินยา
       
       ตอนที่ 6 วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน 2556
       ตอนกลางคืน ไขลูวางแผน ทำทีเป็นว่าหนีรอดกลับมาจากการที่พวกโมนยินจับตัวเขาไป แล้วบอกพระเจ้านระบดีว่า คืนพรุ่งนี้พวกโมนยินจะยกทัพใหญ่มาบุกยึดเมืองแปร ขอให้พระเจ้านระบดีรักษากำแพงเมืองให้มั่นคง พระเจ้านระบดีทรงวิตกอย่างหนักจากนั้น ไขลูก็กลับไปหาสอพินยาแล้วเล่าแผนการให้สอพินยารู้“เมื่อพวกโมนยินบุกมาประชิดกำแพง ขอพระอนุชาจงนำเสด็จพระอัครเทวีกับตะละแม่กุสุมาหลบหนีออกทางประตูทิศใต้ลงเรือกลับหงสาวดี แล้วไม่ต้องปิดประตู”สอพินยาสงสัย “พาพระเจ้าป้าไปด้วยทำไม เราไม่อยากได้คนแก่”“ถ้าไม่มีพระอัครเทวี ตะละแม่กุสุมาไม่ยอมไปกับเราแน่ เมื่อดวงจันทร์ขึ้นกลางฟ้าเมื่อไร พวกโมนยินจะพากันบุกเข้าทางประตูทิศใต้ที่พระองค์เปิดทิ้งไว้”“ให้มันบุกเข้ามาทางใต้มันก็เจอเรานะซิ เราจะหนีกันทันหรือ”“เพราะเราจะหนีออกทางใต้จึงต้องให้มันบุกเข้าทางใต้ พระอนุชาต้องรีบเร่งอย่าให้ช้าเสียการ ข้าพเจ้าต้องใช้พวกมันคอยสกัดพวกแปรไม่ให้ติดตามเราได้ทัน”สอพินยาเริ่มเข้าใจ
       คืนวันใหม่ พวกโมนยินก็บุกเข้าเมืองแปทางประตูทิศใต้ที่สอพินยาเปิดทิ้งไว้ให้ เมื่อพระเจ้าแปรรู้ว่าพวกโมนยินบุกก็ตรงไปที่รานองที่ยืนบัญชาการอยู่ แล้วทั้งสองฝ่ายต่างก็เริ่มยิงธนูไฟใส่กัน ทหารแปรถูกลูกธนูจำนวนมาก เหล่าทหารปกป้องพระเจ้าแปรสุดชีวิตชาวบ้านต่างวิ่งหนีกันโกลาหล บ้างจูงลูกเล็กเด็กแดงหอบข้าวของออกมาจากบ้านเรือน หนีกันอลหม่าน นาคะวิ่งสวนชาวบ้านมามองอย่างแปลกใจ ขณะที่ไขลูมองอย่างพอใจ แล้วรีบหลบไปด้านสอพินยาก็บอกกับพระอัครเทวีและกุสุมาว่า พระเจ้าแปรสั่งให้สอพินยาพาพระอัครเทวีและกุสุมาหนี กุสุมารู้สึกแปลกใจว่าทำไมไม่ให้อุปราชรานองมารับ แต่ก็วิ่งตามพระอัครเทวีหนีไปตามทางที่สอพินยานำ แล้วพาสองแม่ลูกไปลงเรือที่เตรียมไว้ มุ่งหน้าหงสาวดี
       ขณะที่นาคะก็แอบเข้าไปหาจะเด็ดที่คุกคุมขังของจะเด็ด เห็นทหารผู้คุมอยู่คนเดียว นาคะต่อสู้และฆ่าผู้คุมตาย แล้วช่วยจะเด็ดและนักโทษคนอื่นออกมา พร้อมกับบอกว่าพวกโมนยินบุกเมืองแปรแล้ว จะเด็ดจึงรีบตามไปช่วยเมืองแปรขณะที่พระเจ้าแปรกำลังแย่ จะเด็ดก็เข้ามาช่วยกอบกู้เมืองไว้ได้ทันเวลา รานองว่า“บุญคุณขุนวังครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก”จะเด็ดกล่าว “ไม่จำเป็นจะต้องขอบใจข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าไม่ได้ทำเพื่อแปร จะถือว่าเป็นบุญคุณก็ได้ แต่ข้าพเจ้าจะไม่ทูลลาอย่างมิตร แต่จะไปอย่างศัตรู เมื่อกลับถึงตองอูแล้วจะกลับมาทำสงครามกับแปรล้างแค้นให้ตองอู”รานองพูดอะไรไม่ออก อ่ำอึ่งอยู่ จะเด็ดพูดต่อ “ขอน้าท่านจงจำไว้ ถ้าไม่ขัดว่าตองอูเป็นเมืองมารดร ข้าพเจ้าจะยึดเอาเบื้องบาทพระเจ้าแปรเป็นที่พำนักจนตาย”พระเจ้านรบดีพยักหน้าอย่างเข้าใจ จะเด็ดเข้ามายืนตรงหน้า ถวายบังคมพระเจ้าแปร“ข้าพเจ้าลืมทูลความสำคัญ ทหารโมนยินที่ล้อมอยู่นี้ ไม่ต้องออกตีให้ยาก เมืองแปรเป็นชัยภูมิมั่นคง ข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ ปิดประตูไว้เฉยๆ ก็อยู่กันได้นานแรมปี และชัยภูมิแปรเป็นที่ลุ่มรอจนฤดูฝนมาเยือนน้ำจะมาก พวกโมนยินเป็นคนดอนไม่เคยกับฝนจะเจ็บไข้และเลิกทัพไปเอง”พระเจ้าแปรว่า “จะเด็ดไม่มีน้ำใจแก่เรา จะมาแสดงคำหวานเพื่ออะไร”“เพราะเมื่อหน้าแล้งมาถึง ข้าพเจ้าจะขอนำทัพตองอูมาตีแปรเอง แปรเป็นหัวเมืองเอกจะแตกเพราะโมนยินเมืองจัตวานั้นน่าอดสู รอทำสงครามกับตองอูให้สมเกียรติยศเมืองเอกเถิด”พระเจ้าแปรชักโมโห “ตองอูมาวันใดก็มาเถิด เราจะเตรียมทัพไว้คอยศึก แปรมิใช่เมืองพาล เทพยดาฟ้าดินคงไม่เข้ากับความผิด”จะเด็ดยืนหน้าครุ่นคิดสักครู่ จึงตัดสินใจเงยหน้ามองรานอง “ข้าพเจ้ามีความส่วนตัวจะฝากไว้กับท่านอุปราชรานอง ขอฝากลาถึงตะละแม่กุสุมา ความอารีใดที่ตะละแม่กุสุมาเอื้อแก่ข้าพเจ้า จะเด็ดผู้นี้จะขอจดจำจนแผ่นดินกลบร่าง ข้าพเจ้าอาจตายในฐานะไพล่ราบทหารเลวตองอู แต่จะไม่ตายในฐานะคนลืมเลือนความอารีของตะละแม่เป็นแน่แท้ ขอน้าท่านจงจดจำคำและบอกตะละแม่จงทุกถ้อยคำ ถ้ากลับมาแปรวันใดข้าพเจ้าจะมาบอกกับตะละแม่ด้วยตนเอง ขณะเดียวกันสอพินยาก็วางยาสลบแก่พระอัครเทวีและกุสุมาเมื่อพระเจ้าแปรรู้ว่าพระอัครเทวีกับกุสุมาไปกับสอพินยา โดยที่สอพินยาเขียนจดหมายถึงพระเจ้าแปร“ข้าพเจ้าทำการทุจริตลอบพาตัวพระราชธิดาไปกรุงหงสาครั้งนี้ คงเป็นเหตุให้ขุ่นเคืองใต้เบื้องฝ่าพระบาท โทษข้าพเจ้านี้ผิดนักหนา ขอพระองค์อภัยแก่ข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิดเพราะหากข้าพเจ้ากราบทูลพระองค์โดยใจซื่อ ก็คงมีข้อบ่ายเบี่ยง จึงยอมตายด้วยอาญาเพราะรักในตัวพระน้องนางกุสุมายิ่งนัก ขอพระเจ้าลุงอย่าทรงเป็นทุกข์ เมื่อถึงกรุงหงสาวดีแล้ว ข้าพเจ้าจะเทิดพระน้องนางไว้เป็นนางแก้ว ให้สมกับทรัพย์ศฤงคาร”
       พระเจ้าแปรโกรธมาก แต่ทำอะไรไม่ได้ “หากไม่ติดพันศึกโมนยินข้าจะบุกไปเอาโทษมันให้ถึงหงสาวดี จะดูหน้าสการะวุฒิพีซิว่าจะเห็นแก่น้องปล่อยให้มาหยามข้าได้ขนาดนี้ไม๊”
       เช้ามืดวันใหม่ ภายในเก๋งเรือสอพินยา สอพินยานั่งเฝ้ากุสุมาที่นอนอยู่อย่างเป็นห่วงเป็นใย กุสุมานอนระทวยทอดตัวเหมือนใบไม้ที่ร่วงพื้น เห็นความงามละมุนละไม สอพินยาเอื้อมมือไปปิดม่าน ทำให้แสงในเก๋งเรือมืดลง คงเห็นแต่แสงเงินแสงทองส่องผ่านรอยแตกของเก๋งเรือเข้ามาเป็นเส้นๆสอพินยาใจหวาม อดไม่อยู่ เอื้อมมือปลดมุ่นมวยผมกุสุมาจนแผ่กระจาย สอพินยาก้มลงหอมกุสุมาที่นอนไม่รู้สึกตัว สอพินยากอดจูบกุสุมาไปทั้งร่าง กุสุมานอนนิ่ง ผ้าสไบถูกดึงออกไปช้าๆ จนหลุดจากตัว ขณะที่ไขลูยืนอยู่บนริมตลิ่ง สีหน้าอิ่มเอมใจแทนเจ้านาย
       เมื่อพระอัครเทวีตื่นขึ้นมาก็เรียกหากุสุมา ไขลูกจึงบอกความจริงไป พระอัครเทวีตกใจ เสียใจมาก รีบวิ่งไปหากุสุมา ขณะที่กุสุมาตื่นขึ้นก็ตกใจมากเมื่อเห็นสภาพตนเอง และเมื่อพระพระอัครเทวีก็ร้องไห้โฮ เสียใจมากทั้งแม่และลูก
       กุสุมาดวงตานั่งเหมอลอยเหมือนไม่มีความรู้สึกใดๆ ขณะที่สอพินยาก็กล่อมพระอัครเทวีจนยินยอมที่จะไปเมืองหงสาวดีกับสอพินยา เพราะถึงอย่างไรเสียก็คงไม่มีทางอื่น ไม่อย่างนั้นกุสุมาจะเสียพระเกียรติมากไปกว่านี้
       เมื่อเดินทางถึงหงสาวดี ก็ได้รับการต้อนรับจากพระเจ้าสการะวุฒิพีอย่างสมเกียรติ และสอพินยาก็เข้ามาก้มกราบเท้าพระอัครเทวีเป็นการขอโทษ ทำให้พระอัครเทวีมองสอพินยาอย่างเอ็นดู หายโกรธแล้วตรงข้ามกับกุสุมาที่แววตาเหมือนคนที่ได้ตายไปแล้วขณะที่จะเด็ดกลับไปถึงตองอู ก็โดนมังตราโกรธมากเพราะมังตราคิดว่าจะเด็ดทรยศต่อตองอู มังตราไม่ยอมฟังคำอธิบายใดๆ ทั้งสิ้น จะลงโทษตัดหัวจะเด็ดท่าเดียวจาลงกะโบจึงต้องไปขอร้องให้มหาเถรมังสินธูมาช่วยพูดให้ มหาเถรเตือนสติมังตรา“มังตรา สติปัญญามีรึเปล่า ปักใจได้อย่างไรว่าจะเด็ดทรยศ ถ้าอยากพิสูจน์ก็ให้จะเด็ดยกกองทัพไปเมืองแปร อาตมายอมเอาตัวเป็นประกันแทนมัน ถ้าเกิดอะไรขึ้นให้ลงโทษอาตมาแทน” มหาเถรจ้องมังตรานิ่งอย่างเอาจริง มังตราเริ่มไม่แน่ใจมหาเถรพูดต่อ “ไอ้จะเด็ด พระเจ้าอยู่หัวเมตตาผ่อนผันให้แก้ตัว โดยการให้ยกกองทัพไปตีเมืองแปรอีกครั้ง ถ้าทำศึกแพ้ครั้งนี้หรือตัวทรยศหนีไปเข้ากับเมืองแปร เอ็งจะขึ้นชื่อเป็นศิษย์คิดล้างครู เพราะเราถวายชีวิตเราประกันให้ ชีวิตเราจะหมดสิ้นแค่เมืองมนุษย์ แต่เจ้าสิความผิดถึงนรก พระเจ้าอยู่หัวจะให้ถือพลไปเท่าใด”
       มังตราว่า “เพิ่มให้มากกว่าเราเท่าหนึ่ง เรือขนาดใหญ่ ทัพม้า ทัพช้างเต็มที่ เสบียงเต็มที่ ทำการไม่สำเร็จจะได้ไม่มีข้อแก่ตัว”จะเด็ดค้านขึ้น “ข้าพเจ้าขอพลเพียงครึ่งหนึ่งของพระองค์”มังตรารู้ว่าจะเด็ดรู้ทันตัว เพราะให้ทหารไปมากถ้าจะเด็ดชนะจะได้อ้างว่ามีพลเยอะกว่าจะเด็ดพูดต่อ “ข้าพเจ้าเจตนาให้ทุกคนได้ประจักษ์ว่าศิษย์มังสินธูผู้นี้ ออกทำศึกโดยใช้กำลังพลส่วนน้อย แต่ใช้ความรู้ที่พระคุณเจ้าสั่งสอนมาเป็นส่วนใหญ่”มหาเถรลอบยิ้มน้อยๆ แล้วหยุด เพราะสบตามังตราที่จ้องเขม็งอยู่มังตราว่า “ตองหวุ่นญี เตรียมพลให้เท่าที่เขาขอ ทำหนังสือทัณฑ์บนไว้ว่าถ้าแพ้กลับมา จะต้องถวายหัวกับเราโทษฐานปากยโสโอหังต่อหน้าที่นั่งพระเจ้าตองอู”พูดจบมังตราก็เดินออกทันที ทุกคนถวายบังคม ลับมังตรา จะเด็ดก้มลงกราบมหาเถรขณะที่จันทราก็สืบถามเรื่องจากกันทิมา โดยที่กันทิมาบอกเล่าเรื่องระหว่างจะเด็ดกับกุสุมาให้จันทราทราบจันทราฟังกันทิมาเล่าจบหน้าก็หมองลง กันทิมาลอบมองหน้าสงสารมาก ในที่สุดจันทราก็กดความหมองเศร้าไว้ หันมายิ้มอ่อนโยนให้กันทิมาแล้วกล่าวขอบใจที่เล่าให้ฟังอย่างแจ่มแจ้ง แต่เมื่อกันทิมาออกไปแล้ว จันทราก็นั่งเศร้าเพียงคนเดียวที่ห้องโถงตำหนักกุสุมา หงสาวดี กุสุมานั่งกอดพิณด้วยความคิดถึงจะเด็ด อัครเทวีพระพักตร์เบิกบานเสด็จเข้ามาชะงัก มองกุสุมาตรึกตรองจะบอกเรื่องแต่งงานตอนกลางคืน หลังจากที่จะเด็ดไปล่ำราแม่แล้ว ก็แอบลักลอบเข้าหาจันทรา แต่คราวนี้จันทราไม่ได้ดีใจอย่างเคย แต่กลับมีน้ำตา จะเด็ดสงสัย“ตะละแม่น้องท่าน ร้องไห้เพราะเหตุใด ไม่ยินดีหรือที่ได้พบข้าพเจ้า”“ข้าพเจ้าเจ็บใจตัวเอง ที่รู้ดีว่าการกอดรัดของท่านเป็นเพียงความหลอกลวง แต่ยังอดยินดีไม่ได้จึงเจ็บใจ”
       “ถ้ายืนม้าออกศึกครั้งใดคิดถึงน้ำตาตะละแม่ มือข้าพเจ้าคงสิ้นกำลังที่จะคอนทวน จันทราอยากให้ข้าพเจ้าตายกลางศึกหรือ”“ท่านพูดเก่ง แต่สิบส่วนมีความจริงแค่ส่วนเดียวจะได้รึเปล่า จะเด็ดไม่รู้หรือว่าคนซื่อนั้นฟ้าดินสงสาร ข้าพเจ้านี้โง่งมอยู่ตองอู อะไรเกิดขึ้นไกลตาข้าพเจ้าก็ไม่น่าจะรู้ แต่ด้วยอำนาจดินฟ้าท่านคิดคดต่อข้าพเจ้าลับหลัง ข้าพเจ้ารู้ทุกอย่าง”“ตะละแม่รู้ว่าข้าพเจ้าเป็นคนไม่โกหก ไม่เคยคิดจะพูดเท็จ”“ท่านลืมข้าพเจ้าไปรักลูกสาวพระเจ้าแปร แล้วยังมาโลมเล้าข้าพเจ้าด้วยวาจาอย่างนี้ ไม่ใช่พูดเท็จหรือ”“ข้าพเจ้าไม่ปฏิเสธว่ามีใจสิเน่หาธิดาพระเจ้าแปร ตะละแม่จะหมิ่นก็หมิ่นข้ออื่นเถิด แต่อย่าหมิ่นว่าข้าพเจ้าพูดไม่จริง ถึงข้าพเจ้ารักนางข้างโน้นแต่ข้าพเจ้าไม่เคยลืมท่าน คุณงามความดีของท่านไม่เคยจางจากหัวใจ ข้าพเจ้ารักตะละแม่ท่านโดยใจภักดิ์ แต่รักตะละแม่เมืองแปรโดยใจปอง”จันทราโกรธ ทนต่อไปไม่ได้ ลุกพรวดจะเดินหนี จะเด็ดตามไปกอดรัด จันทราไม่ยอมผลักจนห่างจากตัวเช็ดน้ำตาจนแห้ง กิริยาสงบลงแกะมือจะเด็ดออกหัน“ข้าพเจ้านี้เกิดมาเป็นศรีแห่งราชสำนักตองอู แต่ข้าพเจ้ากลับรักชายที่เป็นลูกแม่นม เมื่อแรกความแตกชีวิตก็แทบจะออกจากร่าง แม้ตัวท่านเองถ้าพระอาจารย์มหาเถรไม่ขอไว้เห็นทีหัวจะหลุดจากบ่า ต่อมาแม้พี่ป้าน้าอาบรรดาญาติๆ ทัดทานข้าพเจ้าก็ไม่ฟัง รอคอยว่าอีกหน่อยคนก็จะรู้ว่าข้าพเจ้ารักจะเด็ดนั้นถูกต้องแล้ว เพราะจะเด็ดเป็นคนใจเดียว แต่เมื่อท่านเป็นอย่างนี้ ใครที่คอยจะหมิ่นหยามอยู่แล้วก็จะสมน้ำหน้าสาแก่ใจ ถ้าจะเด็ดเป็นคนๆ เดียวกับจะเด็ดเมื่อก่อน ที่ทรนงต่อศักดิ์ศรีของชาย ท่านก็ควรยั้งคิดและเอ็นดูข้าพเจ้าให้มากๆ”จะเด็ดเงยหน้ามอง สายตาลุกะโทษทุกอย่าง จันทราเอ่ยต่อ “เพียงแค่ท่านซื่อต่อข้าพเจ้า แค่ขึ้นชื่อว่าซื่อต่อข้าพเจ้าเท่านั้น ก็ชดเชยกับสิ่งที่ข้าพเจ้าสูญเสียได้ทุกอย่าง”จะเด็ดแววตาเศร้าสลด อับจนข้อเถียง รำพึงเบาๆ “กลเสน่ห์นี้ยากกว่ากลสงครามแท้ๆ”จันทราเดินไปเปิดหน้าต่างให้กว้างขึ้นอีก แล้วถอยไปยืน จะเด็ดเดินมาตรงหน้า“ข้าพเจ้ารักนางผู้โน้น เหมือนว่ารอยกรรมชักพาให้เป็นไป แต่รักตะละแม่ท่านนี้เกิดขึ้นจากน้ำเนื้อของหัวใจโดยแท้ รักนางข้างโน้นจะตัดให้ขาดนั้นยากนัก แต่จะห้ามใจไม่ให้รักท่านนั้นยากกว่าสักร้อยเท่า ตะละแม่น้องท่าน อย่าให้ข้าพเจ้าไปโดยอารมณ์เช่นนี้เลย ขอเมตตาที่เคยมีอวยพรข้าพเจ้าไปศึกหน่อยเถิด ถ้ายังเกรี้ยวกราดก็เหมือนขับข้าพเจ้าไปตาย ไม่ใช่ไปเอาชัยชนะ”จันทราอ่อนลง “ออกศึกครั้งนี้ ขอผลบุญที่เรามี จงดลบันดาลให้ข้าศึกหวั่นไหวไม่กล้าสู้ พี่ท่านทอดแขนกรายทวนไปทางใดทหารแปรคนใดก็ไม่อาจต่อฝีมือ ขอให้ตีตะลุยเข้าไปจนถึงห้องบรรทมของตะละแม่เมืองแปรเถิด”จะเด็ดสะอึกหนักกว่าเดิม จันทรามองใจวูบหวั่นไหวยิ่ง จะเด็ดนั้นรู้อยู่เต็มอกว่าจันทราใจอ่อนแล้ว จึงก้าวจะข้ามหน้าต่าง จันทราลืมตัวก้าวออกไปหายั้งไว้ จะเด็ดหันขวับมา อ้าแขนโอบร่างจันทราไว้ทั้งตัว จันทราอ่อนระทวย จะเด็ดกอดด้วยความรักยิ่ง แต่ทำได้แค่จูบมือ แล้วลาจาก จันทราร้องไห้
       วันใหม่ จะเด็ดนำกองทัพออกเดินทางไปตีเมืองแปร เมื่อพระเจ้าแปรได้รับสาส์นจากจะเด็ด โดยตะคะญีเป็นผู้นำถวายพร้อมกับบอกว่า“จะเด็ดนายทัพข้าพเจ้าสั่งมาว่าการยกทัพมาครั้งนี้ก็เพื่อหวังจะทำสงครามให้ขึ้นชื่อลือชาไปยังทิศทั้งสิบ ดังนั้นจึงให้โอกาสแปรเพื่อตอบแทนคุณ ให้ข้าพเจ้ามากราบทูลเพื่อจะได้มีเวลาระดมทหารให้เข้มแข็ง”รานองหันมามองพระเจ้านรบดีที่นั่งตกใจอยู่10 วันผ่านไป รานองเสนอแผนชะลอดูเชิงศึกของจะเด็ด โดยบอกว่าจะเด็ดนั้นรู้ดีว่าเมืองแปรเป็นที่ลุ่ม หากตั้งค่ายล้อมเมืองเช่นนี้ เมื่อฝนตกน้ำหลากจะถูกท่วมมิดประตูค่ายอย่างแน่นอน ฉะนั้นคงต้องหาทางตีแปรให้แตกโดยเร็ว ไม่มีทางเลือกอื่น และอีกไม่กี่วันฝนก็คงมาแล้ว ฉะนั้นอย่าเพิ่งจัดทัพออกไป รอดูตองอูก่อนว่าจะแก้ทางอย่างไรขณะที่จะเด็ดก็มีแผนการ เขารู้ดีว่าหน้าฝนกำลังจะมา จะเด็ดให้เหตุผลกับทุกคนว่า
       “น้ำหลากจะเป็นประโยชน์แก่แปรเมื่อตกวันที่ 15 แต่จะเป็นประโยชน์กับตองอูภายใน 7 วันต้น” ทุกคนได้ฟังก็สงสัย จะเด็ดจึงพาไปดูบึงน้ำแห่งหนึ่ง“บึงนี้ตื้นเขิน แม้ฝนจะมากเท่าไหร่น้ำก็จะไม่ขังอยู่ในบึงเพราะมีทางออกเป็นแม่น้ำถึง 9 สาย 8 สาย ไหลลงแม่น้ำอิระวดี แต่อีกสายไหลไปเมืองแปร ถ้ามีน้ำมากพอ แต่ทุกปีไม่เคยมีน้ำถึงแปรซักเท่าไหร่”จาเลงกะโบว่า “บึงมันตื้น มีแม่น้ำแยกไปตั้ง 9 สาย น้ำเท่านี้จะพอไหลสู่แปรได้อย่างไร”“ถ้าฝนตกต่อเนื่องไม่หยุด 7 วัน แล้วถ้าแม่น้ำ 9 สายถูกกั้นไว้ น้ำในบึงนี้จะมากพอพุ่งเข้าสู่แปรไม๊”สีอ่องฟังแล้วก็ตื่นเต้น “ท่าน จะใช้แรงน้ำพุ่งเข้าพังกำแพงแปรอย่างงั้นใช่ไม๊”จะเด็ดยิ้ม ก่อนจะหันไปมองทางกรุงแปรหลังจากนั้นฝนก็เริ่มตกไม่หยุด พวกไพร่พลของจะเด็ดต่างช่วยกันกั้นเขื่อนตามคำบอกของจะเด็ด ขณะเดียวกัน รานองก็รู้สึกกังวล แปลกใจว่าทำไมจะเด็ดถึงยังนิ่งเฉย ไม่ยอมเข้ามาตีแปร โดยไม่รู้ถึงแผนการอันล้ำลึกของจะเด็ด7 วันผ่านไป จะเด็ดก็สั่งการให้พังเขื่อนด้านที่น้ำจะไหลเข้าเมืองแปร ขณะที่ปะขันหวุ่นญีก็นำทัพออกมาเตรียมรบกับจะเด็ด จะเด็ดเอ่ยขึ้น“ท่านปะขันหวุ่นญี อย่ามัวมาชนช้างกับข้าพเจ้าเลย จงหาทางพาทหารไปอุดกำแพงทางทิศตะวันออกเถิด”ปะขันหวุ่นญีละล้าละลัง ตัดสินใจไม่ถูกว่าต้องทำอย่างไรขณะที่รานองก็ได้รับรายงานจากทหารว่ากำแพงด้านตะวันออกถูกพวกตองอูทดน้ำพุ่งเข้าใส่จนกำแพงพังเสียหาย รานองโมโห เจ็บแค้นอย่างที่สุดที่เสียรู้“เราถูกจะเด็ดมันหลอกให้ชะลอศึก เพื่อจะได้มีเวลาทดน้ำนี่เอง”บริเวณบนเชิงเทินกำแพงเมืองแปร พระเจ้าแปรประทับยืนนิ่ง น้ำตาเอ่อนอง รานองยืนสงบนิ่ง เสียใจไม่แพ้กัน“เราอย่ารบต่อเลย บอกปะขันหวุ่นญีถอยทัพเถิด อย่าให้เสียชีวิตไพร่พลมากไปกว่านี้อีก แม่ทัพหามีแต่ความกล้าเท่านั้น ควรมีคุณธรรมด้วย เมื่อวางแผนผิดก็จงยอมรับผิดเถิด อย่าอายเชิงการศึกเราสู้มังฉงายไม่ได้จริงๆ เมืองตองอูได้แม่ทัพรุ่นใหม่ที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน”รานองสุดจะทน ทรุดลงคุกเข่าร้องไห้อย่างไม่อายเมื่อจะเด็ดเข้ามาในตำหนักได้แล้ว ก็ร้อนใจอยากพบหน้ากุสุมาแต่กลับได้พบอาเทตยาแทน อาเทตยาที่ยืนนิ่งไม่พูดไม่จา สีหน้าหมอง ดูทรุดโทรม โผเข้ากอดจะเด็ดเต็มแรง จะเด็ดตกใจแต่คุมสติไว้ดึงมืออเทตยาหลบเข้าไปข้างในอเทตยากอดจะเด็ดไม่ยอมปล่อย จะเด็ดไม่กล้าแกะมือออก ได้แต่กอดปลอบโยน“ท่านร้องไห้ทำไม”“ข้าพเจ้าสวามิภักดิ์รักท่านแม้จะถูกห้ามถูกกีดกันทุกทาง ไม่เหมือนพระพี่นางกุสุมา ข้าพเจ้าอยากจะยืนแนบอกท่านอย่างนี้ “ อเทตยาเงยหน้าเหมือนรอการจูบ จะเด็ดจ้องมองพยายามหักห้ามใจ อเทตยาร้องไห้น้อยใจ“น่าน้อยใจนัก ไม่มีหญิงใดจะใคร่ได้รอยจูบจากชายคนรักเหมือนที่อเทตยาใคร่จะได้จากท่าน”จะเด็ดโอบกอดแน่น “ข้าพเจ้านี้อยากจูบท่านจนใจสั่น แต่ที่ไม่ เพราะต้องไม่ลืมว่าเบื้องหน้าอเทตยาจะต้องเป็นสะใภ้หลวงหงสาวดี ข้าพเจ้าไม่อยากทรมานในวันหลัง”“คิดหรือว่าข้าพเจ้าจะยอมเป็นของสอพินยา”“ถึงท่านไม่ยอมแต่ตัวท่านเป็นสิทธิของพระเจ้าแปร มีหรือจะขัดขืนได้”อเทตยาหัวเราะจ้องหน้าจะเด็ดนิ่ง จะเด็ดฉงน “ท่านทำศึกครั้งนี้ อุปมาเหมือนทะลายขุนเขาเพื่อหาแก้วมณีร้าวเพียงเม็ดเดียว น่าเสียดายจริงๆ ข้าพเจ้าจะบอกให้เอาบุญ จงกรีฑาทัพไปทางทิศใต้ล้อมเมืองที่ชื่อกรุงหงสาวดีไว้เถิด แล้วแจ้งให้พระเจ้าอยู่หัวสการะวุติพีส่งตัวน้องสะใภ้มาให้ นั่นแหละท่านจึงจะพบสิ่งที่ท่านต้องการ”จะเด็ดไม่เข้าใจ บอกให้อเทตยาพูดใหม่ อเทตยาว่า “จะพูดอีกกี่ครั้งก็ได้ อุปราชสอพินยาได้พาตะละแม่กุสุมาไปหงสาวดี ตั้งแต่วันที่ท่านหนีออกจากเมืองแปรวันนั้นแล้ว ท่านเป็นชายชาตรีกลัวอะไรกับหนามแหลมของต้นงิ้ว จงยกทหารไปแย่งเมียเขาเถิด โลกจะได้ลือลั่นว่าเป็นยอดทหารที่กรุงหงสาวดีตะละแม่กุสุมานางแก้วประจำใจมังฉงาย คงจะอุ้มท้องบุตรสอพินยารอคอยท่านอยู่”จะเด็ดผลักตัวอเทตยาอย่างลืมตัว “ปากกล้าสามานย์คะนองนัก พูดความเท็จได้ไม่อายปาก”อเทตยายกมือไหว้ที่หน้าผาก “เทพยดาจงทำลายชีวิตข้าเถิด ถ้าคำพูดนี้ไม่ใช่ความจริง”จะเด็ดหน้ามืด ซวนเซจะล้มลงจนต้องคว้าตัวอเทตยายึดเป็นหลักหลังจากนั้นไม่นาน จะเด็ดก็ได้รับเครื่องยศพระราชทานจากพระเจ้าตะเบงชเวตี้“พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้มังตรา ขออวยพรมายังจะเด็ดนายทัพและทหารตองอูทั้งหลายในเมืองแปร เผด็จการศึกด้วยกลยุทธไม่เปลืองชีวิตทหาร จึงควรจารึกนามจะเด็ดไว้ในแผ่นสุพรรณบัฏคืนตองอูเมื่อใด จะทำพิธีอภิเษกสมรสด้วยพระพี่นางจันทราตามที่ได้ให้สัตย์วาจา นับจากวันจารึกในพระสุพรรณบัฏนี้ ข้าพเจ้าขอประกาศให้คนทั้งปวง นับจะเด็ดแม่ทัพแห่งเราว่าเป็นดั่งพระเชษฐ์ภารดรพระเจ้าตองอู ออกนามยศเป็น บุเรงนอง กยอดินนรธา ดำรงอาญาสิทธิ์เป็นแม่ทัพตองอูโดยสมบูรณ์”จะเด็ดและทุกคนถวายบังคมพระสุพรรณบัฏ จะเด็ดเดินไปเอางานอัญเชิญมาจบไว้เหนือหัว เด่นเป็นสง่า
       
       ตอนที่ 7 วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน 2556
       ขณะเดียวกัน พิธีอภิเษกสมรสระหว่างสอพินยาและกุสุมาก็เกิดขึ้น กุสุมากราบถวายตัวแด่พระเจ้าสการะวุติพีและสอพินยา สอพินยากับกุสุมาหมอบกราบบนพระเขนยคู่อภิเษกสอพินยามองกุสุมาด้วยแววตาเต็มไปด้วยความสุข ส่วนกุสุมานั้นสีหน้าเรียบเฉยแต่ดวงตาแสนเศร้า อัครเทวีปลื้มร้องไห้อย่างมีความสุขด้านบุเรงนองก็ตัดสินใจที่จะไปตามหาตัวกุสุมา โดยจาเลงกะโบขอติดตามไปด้วยถนนเรียบชายทุ่ง
       หน้าหมู่บ้านทุ่งหันสาวัดดี บุเรงนองกับจาเลงกะโบในชุดชาวบ้าน ก็เห็นชาวบ้านกำลังเอาช้างอาบน้ำอยู่ริมตลิ่ง ทั้งสองจึงช่วยกันวางแผนโดยจาเลงกะโบแนะนำว่าเราต้องใช้เวลาในการที่จะเป็นชาวหงสาอย่างแนบเนียน โดยขอเข้าไปทำงานกับชาวบ้าน เพื่อดูลู่ทาง บุเรงนองเห็นดีด้วยสองหนุ่มได้พบกับพรานล่าช้างคนหนึ่ง แล้วบอกว่าอยากจะหางานทำ พรานล่าช้างจึงแนะนำให้ไปพบไปฟยูเมื่อสองหนุ่มได้พบไปฟยู ก็ขอทำงานกับไปฟยู โดยบอกว่า“เราสองคนเป็นคนแปรบิดามารดาตายแล้ว ข้าพเจ้าเมงจะ แล้วนี่เมงจา เป็นลูกผู้พี่อยู่เมืองแปรร้อนรนนักหนา ด้วยมีศึกชาวป่าพวกโมนยิน เราถูกมันแย่งชิงสมบัติ งาช้างตั้งเยอะตั้งแยะพวกมันเอาไปหมด ช้างป่ากำลังหัดไว้ดีๆ มันก็เอาไปทำศึก”ไปฟยูได้ฟังก็ตาโต หลงเชื่อ “โอโฮ เสียดายจริงๆ เจ้าสองคนทำอะไรกินถึงมีช้างงาช้างเยอะแยะ”“เราสองคนเป็นพรานช้าง หางาช้างแลคล้องช้างขาย”ไปฟยูตีเข่าแรงๆ “เหมาะจริงๆ”จากนั้นเมงจะกับเมงจาก็ได้ทำงานอยู่ที่บ้านไปฟยู สองหนุ่มได้พบกับเมียไปฟยู และเชงสอบูผู้เป็นธิดาของไปฟยู โดยที่เชงสอบูมาแอบดูสองหนุ่มทำงาน
       ด้านสอพินยากับกุสุมาที่อภิเษกกันแล้ว สอพินยาต้องเดินทางไปเมาะตะมะ ซึ่งกุสุมาก็ควรจะตามไปด้วย แต่กุสุมากลับปฏิเสธที่จะไปกับสอพินยา ทำให้สอพินยาโกรธ ไม่พอใจมาก“ข้าพเจ้าจะเอาหน้าไปไว้ไหน เพิ่งจะอภิเษกไม่ถึงเดือนต้องไปราชการเมาะตะมะเพียงผู้เดียว”“การอภิเษก ไม่ได้หมายถึงการบังคับให้ข้าพเจ้าเป็นไพร่ทาสอารมณ์ของผู้ใด” สอพินยาเสียใจ น้อยใจจนคุมอารมณ์ไม่อยู่คว้าของใกล้ตัวขว้างกระเด็น นางข้าหลวงสะดุ้ง แต่กุสุมานั่งนิ่งเฉย ปอละเตียงเข้ามาหมอบกราบอยู่ข้างประตู“พระมเหสีมินบูเสด็จพระอุปราช”สอพินยาพยายามระงับอารมณ์โกรธ มินบูเสด็จเข้าพร้อมกับนางข้าหลวง“ข้าพเจ้าเป็นห่วงในการเสด็จไปเมาะตะมะ จึงนำเครื่องทรงสังวาลย์ต่างๆ มาให้พระน้องทรงเลือกใช้ประดับยามเสด็จรับคณะทูตหรือพ่อค้าต่างแคว้น เพราะเมาะตะมะเป็นแคว้นเมืองท่าติดทะเล จะมีทูตจากแคว้นต่างชาติเข้าเฝ้าอยู่ประจำ และทุกคนคงอยากยลโฉมน้องนางเป็นแน่แท้”ปอละเตียงถือพานผ้าแพรพรรณและสร้อยสังวาลย์มาถวายแก่มินบู มินบูพระราชทานแก่กุสุมา กุสุมานิ่งกราบมินบู “ข้าพเจ้ามิได้เสด็จเมืองเมาะตะมะแล้ว ขอถวายคืนพระมเหสี”มินบูแปลกใจหันมามองสอพินยาเหมือนถาม สอพินยาพยายามระงับความโกรธ“ป่วยการหาเหตุ ถ้านางมิอยากเสด็จด้วยข้าพเจ้ายินดีเสด็จแต่ผู้เดียว”สอพินยาเดินออกไปอย่างไม่พอใจ มินบูว่า “น้องท่านยังมิให้อภัยพระอนุชาอีกหรือ”“ด้วยเป็นสตรีเช่นกัน ขอพระมเหสีโปรดอภัยข้าพเจ้าเถิด ความรักนั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้ว มิอาจลบด้วยทรัพย์สฤงคารของชายอีกผู้หนึ่งได้”มินบูปลอบโยน “กุสุมาน้องท่านลืมคนรักที่เมืองแปรเสียเถิด อันสตรีนั้นเมื่อตกเป็นของผู้ใดขอจงซื่อสัตย์ต่อชายเดียว หาไม่โลกจะตราหน้าให้อายทั้งแผ่นดิน”กุสุมาสุดจะระงับอารมณ์ได้ โผลเข้ากอดมินบูร้องไห้ มินบูกอดไว้ด้วยความเห็นใจ“ชะตาชิวิตลิขิตเช่นนี้แล้วจะหนีพ้นได้อย่างไร”ขณะที่เมงจะก็แอบชอบกับเชงสอบู แต่เมงจาก็คอยเตือนสติ จนวันหนึ่งปอละเตียงพี่สาวของเชงสอบูก็ได้เดินทางกลับมาที่บ้าน ทำให้ได้พบกับเมงจะ ซึ่งปอละเตียงก็หลงรักเมงจะทันที
       วันหนึ่ง ไปฟยูมาบอกเมงจะกับเมงจาว่า“ข้ากำหนคล้องช้างไว้ในวันขึ้น 9 ค่ำนี้ ทุกคนต้องจัดสถานที่ให้เรียบร้อยภายในสามวัน และตั้งแต่วันนี้ขอให้ทุกคนถือศีลให้ครบ 5 ข้อ”พวกควาญช้างรวมถึงสองหนุ่มท่าทางคึกคักที่จะได้ไปคล้องช้าง
       วันใหม่ สอพินยาก็ออกเดินทางไปเมาะตะมะ สอพินยานั่งอยู่ในรถม้าตาแดงเสียใจ แม้พยายามข่มอารมณ์อย่างไร แต่เมื่ออยู่คนเดียวก็ไม่สามารถห้ามใจได้ คิดถึงแต่กุสุมา
       ขณะเดียวกันพวกไปฟยูและเมงจะเมงจาก็ออกไปคล้องช้างตามกำหนด ผลปรากฏว่าเมงจะสามารถหาและคล้องลูกช้างเผือกได้เชือกหนึ่ง เมงจาตื่นเต้นสุดๆ“ช้างเผือก อีกกี่ชาติเราจะได้พบเห็นช้างเผือกลักษณะสมบรูณ์อย่างนี้”ทุ่งหน้าหมู่บ้านหันสาวัดดี ปอละเตียงกับเชงสอบูวิ่งมากับชาวบ้าน เห็นขบวนช้างต่อต้อนช้างป่ามาตามทุ่ง แต่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ได้แต่โบกมือเรียกญาติตัวเอง เมงจะเมงจานั่งช้างมาด้วยกัน ต่างหันมองหาปอละเตียงปอละเตียงกับเชงสอบูมองหาเมงจะ จนกระทั่งช้างเมงจะเข้ามาใกล้ ปอละเตียงยกมือโบกให้ เมงจาดีใจนึกว่าปอละเตียงโบกมือให้จึงโบกตอบ แล้วไสช้างเข้าไปหาปอละเตียงกับเชงสอบูเรียกเมงจะพร้อมกัน “เมงจะ ท่านเมงจะ ทางนี้”เมงจะโบกมือตอบ เมงจาหุบยิ้มไม่พอใจหันไปพูดเสียงแข็งใส่เมงจะ ถามว่าคนไหนกันแน่ เมงจะบอกว่าปอละเตียง เชงสอบูหุบยิ้มทันทีแล้วเดินตรงไปหาพ่อ ทิ้งให้ปอละเตียงมองเมงจะอย่างชื่นชม เมงจาไสช้างออกไป ปอละเตียงยิ้มให้เมงจะด้วยความคิดถึง เมงจะมองปอละเตียง ยิ้มให้หลังจากที่เมงจะคล้องลูกช้างเผือกได้ ก็วางแผนที่จะนำช้างเผือกเข้าถวายพระเจ้าสการะวุฒิพี โดยที่ให้ปอละเตียงช่วย วันที่นำลูกช้างเผือกถวาย ทำให้เมงจะได้พบกับกุสุมา กุสุมาตกตะลึงและดีใจมากที่ได้พบกับมังฉงายอีกครั้งขณะที่พระเจ้าสการะวุฒิพีได้รับช้างเผือกก็ดีใจมาก บอกกับเมงจะว่าอยากได้อะไรเป็นรางวัล เมงจะจึงขอมอบเชงสอบูให้ถวายตัวรับใช้ กุสุมาจึงบอกว่าเธอขอตัวเชงสอบูมารับใช้เธอก็แล้วกัน เชงสอบูดีใจมากที่ได้เข้าวังแล้วเมงจะก็ใช้คารมพูดให้เชงสอบูช่วยให้เขาได้พบกับกุสุมา
       
       ตอนที่ 8 วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน 2556
       กลางคืนคืนหนึ่ง ภายในห้องบรรทมกุสุมา เมงจะในชุดสตรีลอบเข้าไปหากุสุมากุสุมาเห็นก็ตกใจ “เจ้ามิใช่ข้าหลวงของเรา เจ้าเป็นใคร”เมงจะเพ่งจ้องกุสุมาโดยแค้น “เรามาจากเมืองแปรเพื่อตามนางคนใจคด รสรักจากสอพินยาทำให้มืดมน ลืมทั้งหน้าเลือนทั้งเสียงคนที่เคยกอดนางมาก่อนจะถึงมือสอพินยาแล้วหรือ”เมงจะถอดชุดสตรีออก กุสุมาจำได้ “มังฉงาย ทำไมทำการอุกอาจอย่างนี้ ไม่กลัวเอาชีวิตมาทิ้งหรือไง”“ห่วงชีวิตเรารึ อย่าห่วงเราเลย ลอยชายเข้ามาได้ก็ลอยออกได้เช่นกัน ห่วงแต่ชีวิตตัวเถิด แม้พูดกับเราไม่ดีจะไม่ได้อยู่เป็นเมียสอพินยาอีกต่อไป”กุสุมาน้ำตาคลอ เสียงอ่อนโยน เรียบเรื่อยเหมือนสายน้ำ “ข้าพเจ้ารู้ว่าท่านรักมากจึงติดตามมา แต่เหตุที่ข้าพเจ้าต้องตกเป็นของสอพินยาท่านรู้หรือไม่ มังฉงาย ท่านฝ่าภัยเข้ามาถึงที่ถ้าไม่อยากรู้ความจริงจะเอาแต่ประหารให้พินาศ ข้าพเจ้าก็พร้อมแล้วที่จะรับโทษทัณฑ์นั้น”“เมื่ออยู่แปรกุสุมาพูดขณะอยู่ในอ้อมกอดเรา สิ่งที่พูดยังเป็นเท็จเดี๋ยวนี้จะต้องพูดกันในฐานจำเลยของเรา ความจริงจะอยู่ตรงไหน เราอยากรู้”กุสุมาร้องไห้สะอื้น “จะมาคิดเค้นความจริงเพลานี้จะเกิดประโยชน์ใด”“เราลอบหนีออกจากแปร ยกทัพตองอูกลับมาจนบุกเข้าเมืองแปรได้ ดีใจเหมือนเห็นประตูสวรรค์เปิด ยังไม่ทันถอดเกราะหรือชำระเลือดจากกายก็บุ่มบ่ามบุกเข้าไปถึงฝ่ายใน หมายจะเชยชมกุสุมาให้สมใจ แต่อนาถใจเหลือเกิน ลูกสาวพระเจ้าแปร สิ้นเราประโลมก็ไปเริงรักกับอ้ายสอพินยา แล้วยังกล้าชิงชู้ของอเทตยาน้องสาวไม่เกรงคนติฉิน เราเห็นแล้วว่าหญิงที่สิ้นอายทั้งแผ่นดินมีตะละแม่คนเดียว”กุสามาไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ได้แต่เอามือปิดหน้าร้องไห้สะอื้น เมงจะยิ่งโมโห“เราพูดโดนใจล่ะซิ จะมาปิดหน้าร้องไห้ทำไม”กุสุมาประชดเสียงดัง “มังฉงายอย่าตีค่าตนสูงไปกว่าที่เป็น คำท่านไม่ได้ทำให้เราร้องไห้ได้หรอก เราร้องไห้เพราะสงสารพระเจ้าแปร พระองค์ท่านมีกรรมที่มีลูกหญิง จึงไม่สามารถช่วยปกป้องเมืองจากศัตรูได้”เมงจะยิ่งโมโห “อย่าพูดเฉไฉ ติดใจรสสวาทสอพินยาถึงขนาดหนีตามมาหงสาก็รับมา”กุสุมาน้ำตานองหน้า พนมมือไหว้ฟ้าดิน “เทพไท้ทั้งปวงเป็นพยาน แม้ข้าพเจ้ากล่าวคำเท็จ ขอจงให้พบแต่ทุกขเวทนาทั้งโลกนี้โลกหน้า วันนั้นโมนยินบุกแปรอย่างหนักแปรคงจะแตกในไม่ช้า สอพินยามาหลอกว่าจะพาไปหาสมเด็จพ่อ จึงได้หนีตาม แล้วถูกลอบวางยา จน จน”กุสุมาเล่าต่อไม่ได้ เอาแต่ร้องไห้ เมงจะเพิ่งเข้าใจ ยืนตะลึงพูดไม่ออก“ถ้าข้าพเจ้าตกถึงมือสอพินยาเพียงผู้เดียว ท่านอย่าหมายว่าจะตามหาข้าพเจ้าพบ แต่นี่เราเป็นเชลยเขาทั้งแม่ทั้งลูก ถ้าข้าพเจ้าหุนหันทำลายตัวเสีย สมเด็จแม่จะกลับแปรได้อย่างไร”เมงจะนิ่งงันน้ำตาซึมด้วยความสงสาร กุสุมาพูดต่อ“มังฉงาย ท่านนั้นสอนเพียงให้ข้าพเจ้ารู้จักรัก แต่ข้าพเจ้าสิรักแล้วลืมท่านไม่ได้เอง ชาตินี้ท่านและข้าพเจ้ามีกรรมสถานใด ขอให้เป็นไปตามกรรมนั้นเถิด สิ่งใดล่วงไปแล้วขอให้เป็นเหมือนความฝัน กลับตองอูเถิดนะ หงสาวดีเป็นอันตรายต่อท่านนัก”“ข้าพเจ้าจะไม่มีวันจากเมืองหงสาวดี โดยไม่มีตัวกุสุมาไปด้วยเด็ดขาด”กุสุมาตกใจ ผละออกอย่างรวดเร็ว “ปล่อยข้าพเจ้าเถิด”เมงจะเสียงแข็ง “ไม่ปล่อย ไหนบอกว่ารัก”กุสุมาสวนเสียงแข็งเช่นกัน “ใช่ รัก ถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังรัก แต่จะให้หนีตามไปนั้นเราไม่มีวันทำ เราถูกลักพาตัวมาหงสาวดีเพราะชายหนึ่งจะไม่มีวันจากหงสาวดีไปเพราะอีกชายหนึ่งให้อับอายไปถึงต้นราชวงศ์เป็นอันขาด”เมงจะยืนกัดกรามแน่น น้ำตาคลอ กุสุมาลงนั่งกับพื้นหมดแรง “สมเด็จพ่อข้าพเจ้านั้นรังเกียจความชั่วเหมือนดั่งพญาหงส์รังเกียจน้ำขุ่นด้วยดินโคลน ข้าพเจ้าทำร้ายพระองค์ไม่ได้ อย่าว่าสอพินยาเป็นมนุษย์เลย ต่อให้เป็นผีหรือเป็นยักษ์ ขึ้นชื่อว่าเป็นผัวเมียกันแล้ว ก็จะขอซื่อต่อเขาตลอดไป”“เฮอะ ผัว มันทำหยามขนาดนี้ยังจะอ้างว่ามันเป็นผัว พูดออกจากปากได้อย่างไร ทำไมไม่นึกมั่งล่ะว่ามันน่ะเป็นชู้ อย่าดิ้นเลย เป็นไงก็เป็นกัน ถือว่าเรามีสิทธิเหมือนกัน จะขอฝากความเป็นผัวไว้กับกุสุมาให้ได้”เมงจะเข้าปล้ำกอดจูบกุสุมา กุสุมาผลักไส ตบตีสุดฤทธิ์ ดิ้นรนร้องไห้อย่างหน้าสงสาร เมงจะไม่ฟังกอดจูบจู่โจมรุกเร้าเต็มที่ กุสุมาดิ้นจนล้มไปชนพระแท่น เลือดไหลมาตามหน้าผาก เมงจะตกใจ กุสุมาคลานไปหยิบมีดขึ้นมากำยื่นให้เมงจะอย่างน่าสงสาร“ชีวิตเราถูกผู้ชายอื่นขมเหงย่อยยับจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ แต่พอได้พบชายที่ตัวรักกลับถูกขมเหงหยาบช้าไม่ต่างกัน ถ้าคิดว่าเราชั่วก็จงฆ่าเราเสียเลย”เมงจะได้สติ ไม่บุกเข้าไปอีก แล้วค่อยๆ หันหลังกลับเดินออกไป กุสุมาร้องไห้เหมือนจะขาดใจหลังจากนั้น กุสุมาก็ตัดสินใจเดินทางตามสอพินยาไปเมาะตะมะ พร้อมกับเขียนจดหมายบอกเมงจะ“ข้าพเจ้าขอฝากจดหมายนี้ผ่านเชงสอบูมาถึงพี่ท่าน เมื่อพี่ท่านได้จดหมายนี้ ตัวข้าพเจ้าคงเดินทางออกจากหงสาวดีแล้ว ข้าพเจ้าขอบอกความจริงใจมายังมังฉงายพี่ท่าน ความสำคัญที่ข้าพเจ้าต้องบอกก่อนเป็นข้อแรกคือ ความรักของข้าพเจ้าที่มีต่อพี่ท่านนั้น แม้นว่าสูญสิ้นพื้นธรณีนี้ ก็จะมิสิ้นรักพี่ท่านได้ ข้าพเจ้าสิ้นอาย ที่จะสารภาพให้พี่ท่านรู้ว่าอ้อมกอดของพี่ท่านนั้นเป็นเครื่องประโลมใจให้ข้าพเจ้าเป็นสุขอยู่ทุกวันนี้ ยามสอพินยาแตะต้องตัวเมื่อใด เมื่อนั้นข้าพเจ้าคิดถึงยามที่ทอดกายอยู่ในอ้อมแขนพี่ท่านอยู่ร่ำไป ข้าพเจ้าไปเมาะตะมะครั้งนี้ เพราะรู้ว่าพี่ท่านไม่สิ้นความพยายามที่จะเอาตัวข้าพเจ้าไปให้จงได้ ถ้ามีผู้ใดรู้ พี่ท่านจะเป็นอันตรายเพื่อความปลอดภัย เมื่อข้าพเจ้าไปแล้วขอพี่ท่านจงเร่งออกจากหงสาวดีเสียเถิด พี่ท่านตามข้าพเจ้ามาแสนไกลเพราะความรัก ข้าพเจ้านี้แจ้งสิ้นแล้ว แต่ความรักความอาลัยระหว่างเรามีสถานใด ขอมอบให้ฟ้าดินและพรหมลิขิตชี้ขาดเถิด เราอย่ามาตัดสินกันเองโดยพากันหนีเลย” เมงจะสุดแค้นที่สุด
       
       ตอนที่ 9 วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน 2556
       เมงจะไม่ละความพยายาม ตัดสินใจตามไปชิงตัวกุสุมาถึงเมาะตะมะ และเมงจะก็สามารถนำตัวกุสุมาออกมาจากสอพินยาได้ โดยวางแผนลอบวางเพลิงบริเวณโรงสินค้า ทำให้ทุกๆ คนพากันไปช่วยกันดับไฟสอพินยาจึงทิ้งกุสุมาไว้ลำพัง จึงเป็นโอกาสให้เชงสอบูและปอละเตียงพาตัวกุสุมาหนีออกมาได้ โดยเป็นแผนการของเมงจะ
       ริมชายฝั่งทะเล เรือกุสุมาแล่นเลาะเข้ามาตามโขดหินชายฝั่ง จาเลงกะโบและนักโทษแปรที่เมงจะส่งข่าวไปขอให้มาช่วย ต่างก็เข้าไปช่วยกุสุมา ขณะที่เรือจะเด็ดแล่นเข้ามาที่ชายฝั่งไม่ห่างกันนักกุสุมาลงมายืนที่โขดหินใหญ่ชายฝั่งร้องไห้ กุสุมาโกรธ มองปอละเตียงกับเชงสอบูอย่างเสียใจ“เจ้าสองคนไม่ซื่อต่อเรา ไปเข้ากับจะเด็ดหลอกลวงเรา อย่ามาอยู่ด้วยเราอีกเลย”เชงสอบูอ้อน “ตะละแม่ อภัยแก่ข้าพเจ้าเถิด”ปอละเตียงว่า “ตะละแม่ฟังก่อน เชงสอบูน้องข้าพเจ้าไม่รู้ด้วยสัตย์จริง ข้าพเจ้าเป็นผู้นำความไปแจ้งแก่ท่านเมงจะเอง”“เกียรติยศแห่งเราถูกทำลายสิ้นแล้ว”เชงสอบูกับปอละเตียงไม่กล้าพูดอะไร กุสุมาเสียใจร้องไห้ จะเด็ดลงจากเรือเดินเข้ามาหากุสุมา กุสุมาหันมามองเห็นเป็นจะเด็ดก็ตกใจ จะเด็ดมองกุสุมา สายตานั้นคิดถึงวิงวอนมาก จะเด็ดเข้ามากุมมือกุสุมาไว้ไม่ให้กลัว“อย่าหนีข้าพเจ้าไปไหนอีกเลย ข้าพเจ้าตามหาตะละแม่อย่างไม่เสียดายชีวิต เพราะความรักที่มีต่อตะละแม่เพียงอย่างเดียว”น้ำตากุสุมาไหลรินออกมาอย่างน่าสงสาร สุดแค้นใจที่จะเด็ดทำอย่างนี้ “ชาวเมาะตะมะทำผิดอะไร จึงใจพาลเผาผลาญอย่างโจรแบบนี้”จะเด็ดโกรธ “เราเปลี่ยนใจเป็นโจรเพราะหญิงหนึ่งพูดแล้วไม่ทำตามคำ”“รื้อฟื้นเรื่องนี้มาพูดทำไม เราบอกกี่หนแล้วว่าไม่มีวันจะทำตามที่ท่านต้องการ ท่านนั้นมีแต่จะรุ่งเรือง ไฉนมาหมกมุ่นในตัวเราที่มีแต่ราคี”จะเด็ดเสียงดัง “อย่าพูดเฉไฉ”กุสุมาสวนเสียงดัง “ท่านสร้างกรรมล่วงสิทธิสตรีของชายอื่น ชาติหน้ากรรมชั่วจะตามทัน”
       จะเด็ดโกรธตรงเข้าจับกุสุมาด้วยความโมโห “ข้าพเจ้านี้เฝ้าถนอมท่านด้วยดวงใจ แต่พอสอพินยามันฉุดคร่าท่านไป ท่านกลับยึดมันเป็นภัสดา คราวนี้ข้าพเจ้าแย่งคืนบ้าง ท่านก็ย่อมเป็นสิทธิ์ขาดของข้าพเจ้าดุจกัน”กุสุมาร้องไห้พยายามปัดป้องแต่ก็สู้แรงโกรธจะเด็ดไม่ไหว สุดท้ายกุสุมาขยุ้มเสื้อจะเด็ดผลักออก “หยุดทำอะไรที่จะทำให้ตัวเองเดือดร้อนเสียที ท่านมีดวงแก้วอันใสบริสุทธิ์แล้ว อย่าทำให้นางแก้วนี้ต้องช้ำใจไปด้วยอีกคนเลย”
       จะเด็ดได้สติ นั่งนิ่ง กุสุมานั่งร้องไห้อยู่ที่โขดหิน จะเด็ดนั่งพิงอย่างน้อยใจ ทั้งคู่นั่งเงียบกันไป น้ำทะเลซัดโขดหินอย่างน่าหวั่นไหว จะเด็ดมองกุสุมาอย่างน้อยใจด้านสอพินยารู้ว่าเสียรู้จะเด็ดก็โกรธแค้นอย่างเจ็บปวด สมิงสอตุดซึ่งเป็นเจ้าเมืองเมาะตะมะกับไขลูจึงอาสานำกำลังไปตามจับจะขณะที่จะเด็ดพากุสุมาไปพบกับทัพตะคะญีที่จะเด็ดส่งข่าวไปบอกให้ตะคะญีนำทัพมาช่วย เมื่อกำลังของไขลูและสมิงสอตุดตามพวกจะเด็ดทัน แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะทัพของตะคะญีมาถึงพอดี ทำให้ไขลูกับสมิงสอตุดที่มีกำลังน้อยกว่าไม่กล้า สอพินยาน้ำตาคลอ ตัดสินใจชักม้ากลับ กุสุมาลอบมองสอพินยาอย่างสงสาร
       เมื่อจะเด็ดได้พบกับทับตะคะญี จึงวางแผนใหม่ เขาจะนำทัพเข้าตีเมาะตะมะ โดยมีจุดมุ่งหมายที่สอพินยาและพวกหงสาวดีขณะเดียวกันสอพินยากับไขลูก็ขอกำลังเสริมจากหงสาและแปร โดยที่แปรส่งปะขันหวุ่นญีมาช่วยเพราะเป็นคำสั่งของสการะวุฒิพี
       วันใหม่ จะเด็ดนำทัพบุกเข้าเมาะตะมะ สอพินยากับไขลูหนีไปได้ จะเด็ดประกาศ“ข้าขอประกาศให้ทุกคนจงรู้ว่า ศึกครั้งนี้เป็นไประหว่างตองอูกับหงสาวดี ตองอูไม่ได้มีข้อขุ่นข้องกับเมาะตะมะ แต่เนื่องจากพวกหงสาวดีเอาแผ่นดินเมาะตะมะทำศึก เราจึงไม่อาจเลี่ยง นับจากนี้ไปสิ้นศึกแล้วขอให้ชาวเมาะตะมะจงตั้งตัวเป็นกลาง ทำมาค้าขายตามปกติ เราชาวตองอูจะปกป้องดูแลให้ทุกคนอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข ภายใต้เศวตรฉัตรแห่งพระเจ้าตองอูตะเบงชเวตี้สืบไป”ทหารเมาะตะมะและชาวเมืองทุกคนก้มกราบอย่างซาบซึ้ง
       
       ตอนที่ 10 วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม 2556
       ไม่นานนัก ทัพหงสาวดีก็เดินทางมาถึงทิศตะวันตกของตองอู ส่วนพวกโมนยินก็อยู่ทางทิศเหนือของตองอู เมื่อมังตรารู้เรื่องก็เครียด ด้านมังสินธูกับพระจะเด็ดรู้เรื่องก็เป็นห่วง มังสินธูจึงบอกให้พระจะเด็ดไปช่วยดูทหารด้านฝั่งตะวันตก ส่วนตนจะไปส่งมังตราที่ประตูฝั่งทิศเหนือการศึกครั้งนี้ จิสะเบงบอกความลับให้กับพวกโมนยินและหงสาวดีรู้ ทำให้พวกโมนยินยันกับทัพมังตราไว้ได้ แต่ต่างก็สูญเสียไพร่พลไป จึงต่างถอยทัพกลับค่ายกันไป
       ส่วนด้านตะวันตก พระจะเด็ดก็ช่วยคุมทัพป้องกันอยู่บนกำแพงเมือง และเห็นทหารหงสาวดีส่งข่าวให้กับจิสะเบง จิสะเบงมองมายังกำแพงเมืองเห็นพระจะเด็ดก็ตกใจ พระจะเด็ดยืนมองอย่างไม่เชื่อสายตา พึมพำออกมาเบาๆ“จิสะเบง..”
       จิสะเบงรู้สึกละอายแก่ใจขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว เอ่ยบอกให้ทัพหงสาวดีถอยทัพ แล้วรีบชักม้าถอยกลับไป พระจะเด็ดมองตามด้วยความเสียใจที่เห็นคนตองอูกลายเป็นผู้ทรยศ
       วันใหม่ เชงสอบูมาหาพระจะเด็ด แล้วบอกว่าจันทราให้มานิมนต์ไปฉันเพลที่บ้านเลาชี พระจะเด็ดไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ก็รับนิมนต์และเมื่อไปถึงบ้านเลาชี จันทราจัดสำรับอาหารถวายเพลแด่พระจะเด็ด ทั้งสองต่างไม่กล้ามองหน้ากัน แล้วจันทราก็เอ่ยถึงการศึกครั้งนี้ พระจะเด็ดเอ่ยขึ้น“ข้าพเจ้าอยากจะออกไปเอาราชการช่วยมังตราสนองคุณแผ่นดิน น้องนาง ข้าพเจ้าตั้งใจแล้วว่าวันนี้จะขอลาจากเพศบรรพชิต ราชการบ้านเมืองเพลานี้มังตราไม่อาจรับมือผู้เดียวได้ ข้าพเจ้าต้องช่วย แต่หากลาสิขาตามบัญญัติสงฆ์มังตราคงไม่ยอมพระราชทานยศให้ ครั้งนี้เข้าทางที่จะเป็นไปได้แล้ว น้องนางเท่านั้นที่จะช่วยลาสิขาได้สำเร็จ”“พระคุณเจ้าพูดอะไร ข้าพเจ้าจะตกนรกหมกไหม้อยู่ในอเวจีไม่ได้ผุดได้เกิด”“น้องนางจงเสียสละเพื่อแผ่นดินเถิด หากข้าพเจ้าสึกไปเอาชัยแก่อังวะไม่ได้ ยินดีจะให้ตัดหัวเสียบประจานไปทั่วแผ่นดิน”จะเด็ดส่งชายจีวรให้จันทราจับ จันทราตกใจร้องไห้ถอยหนี“เพื่อแผ่นดินตองอู ขอน้องท่านจับชายจีวร เปลื้องผ้ากาสาว์ข้าพเจ้าออกเถิด…เร็วเถิดน้องนาง น้องนางก็เป็นนางพญาเมงกะยินโย ต้องกล้าทำเพื่อทดแทนคุณแผ่นดิน”จันทราร้องไห้ดังขึ้น “ไม่ ข้าพเจ้าทำไม่ได้”“หากมังตรามาสอบความจงแจ้งว่าทำไปเพราะต้องการเห็นตองอูมีชัยน้องนางผู้เดียวเท่านั้นที่มังตราจะไม่กล้าเอาความ จับชายจีวรไว้เถิดก่อนที่จะมีผู้ใดมา เร็วซิ”หน้าเรือน เชงสอบูและนางข้าหลวงกำลังเดินขึ้นบันไดมาจะเด็ดรีบเร่ง “หากน้องนางไม่ทำแผ่นดินตองอูสิ้นแน่…เร็วซิ”จันทราตัดสินใจจับชายจีวรที่จะเด็ดส่งให้ มือจันทราที่จับชายจีวรสั่นมาก จะเด็ดรีบเปลื้องจีวรและอังสะออก เชงสอบูและโขลนโผล่เข้ามาเห็นพอดี ร้องตกใจจะเด็ดเอาผ้ากาสาว์ทั้งหมดขึ้นจบศีรษะ “สิขาวินัยเพศสงฆ์ทั้งหลาย ข้าพเจ้าจะเด็ดคนใจชั่วไม่อาจทนไฝ่หาบุญในทางพระแล้ว ขอลาสิ้นแต่บัดนี้”พูดจบก็รีบเอาจีวรกับอังสะยัดใส่มือจันทราทั้งหมด โขลนวิ่งถือกระบองขึ้นมาบนตำหนัก จะเด็ดว่า“พระพี่นางเปลื้องจีวรข้าพเจ้า ไปกราบทูลพระเจ้าอยู่หัวมาที่นี่เร็วๆ ซิ ส่วนท่าน…ไปนิมนต์พระอาจารย์มังสินธูมาที่นี่เร็ว”เชงสอบูวิ่งตามโขลนออกไป เหลือแต่นางข้าหลวง ๒-๓ คน จะเด็ดหันไปมองจันทรา ด้วยความสงสาร จันทราเอาแต่นั่งร้องไห้ กอดจีวรอยู่อย่างน่าเวทนา
       ไม่นานนัก มังตรากับมังสิธูก็มาถึงเรือนเลาชี จันทรานั่งร้องไห้คอยอยู่หน้าระเบียง มีจีวรกับอังสะพับวางอยู่ตรงหน้า จะเด็ดนั่งอยู่อย่างสงบมีเพียงสบงผืนเดียวมังตราว่า “พระพี่นางทำอะไรลงไปรู้หรือเปล่า จับพระสึกอย่างนี้ได้อย่างไร เรื่องแบบนี้ จะถูกครหาไปทั้งแผ่นดิน”จะเด็ดว่า “พระเจ้าอยู่หัววางแผนกลลวงให้พระพี่นางมาทำอย่างนี้ พระคุณเจ้าอาจารย์รู้จะเป็นอย่างไร”มังตราปฏิเสธ งงๆ “เราไม่รู้เรื่อง อย่ามาพาดพิง”จะเด็ดคลานออกมากราบมังสินธู มังสินธูมองพอจะเดาออก แสร้งไม่พอใจ“อาตมานี้ ชั่วดีก็เคยใฝ่ใจพิทักษ์มังตรามาตั้งแต่ก่อนเป็นพระเจ้าอยู่หัวบัดนี้มาทำมัวหมองให้พุทธอาณาจักร บังคับพระพี่นางมาลวงศิษย์ตถาคตปราชิตเช่นนี้ พระพุทธศาสนาจะยั่งยืนอยู่ในตองอูได้อย่างไร”จันทราเอ่ยขึ้น “ข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าเพียงอยากให้จะเด็ดพี่ท่านออกมาช่วยศึกตองอู”มังตรากลัวมาก “โธ่พระพี่นาง ที่นี้จะทำอย่างไรดี จัดการบวชใหม่ไม่ได้หรือพระอาจารย์”“มันจะทำง่ายๆ กันได้อย่างไร เมื่อพระพี่นางต้องการปราชิตจะเด็ดให้ออกศึกช่วยพระองค์ แล้วอาตมามาบังคับให้เอาผ้ากาสาว์ห่มหนีศึก คนตองอูรู้การรักษาศีลมาหลายสิบพรรษาของอาตมามิต้องโดนราคีด้วยหรือ”มังตราสำนึกผิด “งั้นจะล้างผิดให้พระพี่นางได้อย่างไร”“มังตรา จะเด็ดมันเคยหนีบวชเพราะกลัวอาญาโทษเจ้าชีวิตมาครั้งหนึ่ง บัดนี้มันจะได้มีโอกาสถวายชีวิตอยู่ใต้พระยุคลบาทล้างผิดแล้วทำไมพระองค์จะไม่เมตตามันบ้าง”มังตรารู้ทัน “อ๋อ ข้าพเจ้าเพิ่งรู้ว่าพระคุณอาจารย์ลองปัญญาเอาหรือนี่ หมายจะให้ข้าพเจ้ายกโทษให้จะเด็ดนี่เอง”
       “มหาบพิตรอย่าเจรจาให้แหลมเกินไป โทสะเป็นเสนียดแก่เพศพรหมจรรย์ อย่าก่อให้อาตมาเกิดโทสะซ้ำ บาปจะตกอยู่แก่พระองค์”“แล้วข้าพจ้าไม่โดนหมิ่นหรือว่าเกรงข้าศึก จนต้องปราชิตจะเด็ดออกมาช่วย”“มหาบพิตร เมื่อครั้งก่อนนั้น ผู้ใดเล่าที่แล่นไปหาอาตมาถึงวัดเพื่อให้มาช่วยแก้โทษจะเด็ดที่บังอาจลักลอบขึ้นตำหนักพระพี่นางไม่ใช่พระองค์ดอกหรือ และครั้งนั้นพระเจ้าอยู่หัวเมงกะยินโยยังยอมอภัยโทษเพื่ออาตมา ครั้งนี้มหาบพิตรไม่คิดเจริญรอยตามพระราชบิดาผู้ประเสริฐบ้างหรือ อาตมานี้ได้ทำคุณถวายแผ่นดินมามากแค่ไหน มหาบพิตรและชาวตองอูรู้สิ้น หากอาตมาจะขอรางวัลบ้างก็จะขอพระราชทานโทษให้จะเด็ด อย่าถือเป็นข้อแค้นมันสืบไปเลย”มังตราเงียบ หันไปมองจะเด็ด จะเด็ดหน้าเศร้า ค่อยๆ คลานมากราบพระบาทมังตรา “ข้าพเจ้าสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระองค์อยู่เสมอ จะขอถวายชีวิตเป็นราชพลี”
       
       ตอนที่ 11 วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม 2556
       ในอุโบสถ์วัดกุโสดอ จะเด็ดแต่งกายด้วยชุดขาวนั่งอยู่ตรงหน้ามังสินธู หน้าพระประธานในโบสถ์“อำนาจและบุญคุณใดที่เรามีแก่มังตรา ก็ยกขึ้นมาทวงคุณในครั้งนี้จนสิ้นแล้ว สืบไปเจ้ายังไปกระทำชั่วฉิบหายใส่ตัวอีก ก็จงแก้ด้วยตัวของตัวเถิด เรานี้หมดบารมีกับมังตราสิ้นแล้วเช่นกัน”จะเด็ดเอ่ยขึ้น “ข้าพเจ้านี้บาปหนา ทำผิดครั้งใดก็เดือดร้อนพระคุณอาจารย์เสมอมาผิดครั้งนี้จะขอเป็นครั้งสุดท้าย จะไม่ทำให้พระคุณเดือดร้อนอีกเด็ดขาด”มังสินธูจ้องมองหน้าจะเด็ด นิ่งนานด้วยความอาลัย “ไปเถิด เพลานี้เราอยู่กันคนละโลกแล้ว”จะเด็ดเข้าไปกอดมังสินธูร้องไห้เหมือนเด็กๆ
       ที่โรงตีดาบชั่วคราว บริเวณกำแพงทิศเหนือตองอู จะเด็ดกำลังคุมทหารตีเหล็กอยู่ ตรวจตราให้ตรงกับที่ออกแบบอาวุธที่กำลังตีนั้นเป็นเหล็กแหลมมีจงอยเหมือนเบ็ด มังตราย่างม้าเข้ามาดูพร้อมกับองครักษ์“พี่ท่านสั่งทหารทำอะไร…”
       “อาวุธชนิดใหม่เอาไว้ปราบพวกหน่วยกำบังของโมนยิน”“พี่ท่านยังไม่เคยประพวกโมนยินอังวะจะรู้วิธีแก้ได้อย่างไร”“ขอพระเจ้าอยู่หัวทรงวางพระทัยข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าสอบถามการทัพมากับขุนเมืองรายสิ้นแล้ว”“งั้นก็ดี หากผลิตอาวุธทำลายแนวกำบังพวกอังวะได้เมื่อไหร่ เราจะนำทหารออกไปท้ารบกับพวกอังวะเอง รำคาญพวกมันมาร้องท้าอยู่หน้ากำแพงทุกวัน”“ข้าพเจ้าลาสิกขามาก็เพื่อจะมาออกรบแทนพระเจ้าอยู่หัว ครั้งนี้ขอพระองค์คุมทหารรักษากำแพงด้านตะวันตกเถิด เพราะขุนเมืองรายคงออกบัญชาการทัพไม่ได้แล้ว”“พี่ท่านเกรงว่าข้าพเจ้าจะป้องกันชีวิตตัวเองไม่ได้ใช่ไม๊ ข้าพเจ้าเป็นถึงพระเจ้าอยู่หัว หากรักษาชีวิตตัวเองไม่ได้ แล้วจะไปรักษาชีวิตราษฎรได้อย่างไร”“พระองค์คือสิ่งสูงสุดของข้าพเจ้าและชาวตองอูต่างหาก หากพระองค์ออกรบเองพวกข้าศึกมันไม่หมิ่นคนตองอูเอาหรือว่าตองอูนี้สิ้นทหารมีฝีมือแล้ว พระเจ้าอยู่หัวถึงต้องออกศึกด้วยพระองค์เอง รอข้าพเจ้าสิ้นเสียก่อนเถิด จะขอยอมให้พระองค์ออกศึกเอง”มังตราทำท่าเหมือนไม่ฟัง แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา ควบม้าออกไป จะเด็ดมองตามอย่างหนักใจ
       วันใหม่ ในเรือนขุนเมืองราย ขุนเมืองรายที่ยังบาดเจ็บอยู่ มีจะเด็ดนั่งเฝ้าคุยอยู่ใกล้ๆจะเด็ดเอ่ยขึ้น “ขอน้าท่านอย่าเป็นห่วงเลยข้าพเจ้ารู้นิสัยของสอพินยาดี หากข้าพเจ้ายั้งทัพพวกโมนยินอังวะไว้ได้ การจะปีนกำแพงตีเมืองเอาให้ชนะขาดนั้นคงไม่ทำ เพราะหมายพึ่งกำลังอังวะมากกว่าจะยอมเสียลี้พลตัวเอง”ขุนเมืองรายว่า “แล้วท่านมั่นใจได้อย่างไรว่าจะยั้งทัพพวกอังวะอยู่”“หากทำลายหน่วยกำบังลงได้ ข้าพเจ้าก็จะสามารถแหวกกลางทัพอังวะออกเป็นสองส่วนได้ คราวนี้ก็จะเกิดระส่ำระสาย พวกอังวะซึ่งถูกเมงกยอกแงบังคับมาให้ออกรบ ก็คงพากันวิ่งกลับเข้าค่าย ไม่ได้หมายจะรบจริง ทีนี้ก็จะเหลือแต่พวกโมนยิน ซึ่งเป็นทหารไม่มีระเบียบ คงไม่สามารถรวมตัวกันติด จึงเป็นการง่ายที่ข้าพเจ้าจะไล่ตีให้เตลิดไป”
       “ข้าพเจ้าดีใจเหลือเกินที่ได้ท่านมาช่วยพระเจ้าอยู่หัวได้ทันการณ์ แล้วท่านจะออกท้ารบกับพวกมันเมื่อไหร่”“วันนี้ข้าพเจ้าได้ส่งทหารแม่นธนูออกไปแจ้งสาส์นพวกมันแล้ว คงไม่เกินอีกสอง-สามราตรี คงได้รับมือพวกมันแน่”
       ขุนเมืองรายพนมมือจดหัว “ขอเทพยดาฟ้าดินช่วยปกปักรักษาแผ่นดินตองอูข้าพเจ้าด้วยเถิด แล้วยังมีอะไรที่ท่านยังกังวลอยู่อีกไม๊”“นายทหารที่พาออกรบครั้งนี้ข้าพเจ้ายังไม่รู้ใจกันดี ไม่คุ้นเคยเหมือนพวกจาเลงกาโบ เนงบา สีอ่อง”
       “อย่ากังวลเลย คนตองอูเพลานี้ต้องการแม่ทัพที่เข้มแข็ง เกียรติศักดิ์ความกล้าหาญของท่านก็เป็นที่ลือในหมู่ทหารอยู่ ขอท่านสำแดงความเป็นคนกล้าให้พวกเขาเห็นเท่านั้น ทุกคนพร้อมพลีชีวิตให้มาตุภูมิ”“และข้อสำคัญอีกอย่างข้าพเจ้าเกรงพระทัยพระเจ้าอยู่ว่าหากถูกพวกอังวะร้องท้าจะระงับโทสะไม่อยู่ พาทหารออกนอกกำแพงไล่ตีข้าศึกจนได้รับอันตราย”
       “ข้อนี้ข้าพเจ้าก็จนปัญญาเหมือนกัน พระนิสัยวู่วาม เอาโทสะเป็นที่ตั้งนี่ เปลี่ยนไม่ได้จริงๆ”ขุนเมืองรายหนักใจไม่แพ้จะเด็ด
       ที่กองบัญชาการค่ายอังวะ จิสะเบงยืนอ่านสาส์นท้ารบของจะเด็ดอยู่ต่อหน้าสอพินยา เมงกยอกแงนั่งอยู่ที่ตำแหน่งแม่ทัพโมนยิน ทหารอังวะยืนเฝ้าอยู่รายรอบเมงกยอกแงว่า “พระเจ้าตองอูส่งสาส์นออกมาท้ารบกับเราแล้ว ครั้งนี้เราต้องบุกตลุยเข้ากำแพงเมืองตองอูให้ได้”สอพินยาหันมองจิสะเบงที่นิ่งอ่านสาส์นอยู่ “ว่ายังไงหรือท่านจิสะเบง”จิสะเบงตอบ “ผู้ลงนามในหนังสือนี้เป็น แม่ทัพบุเรงนอง”สอพินยาอึ้งไป เมงกยอกแงว่า “มันจะเป็นผู้ใดก็ช่างปะไร ขอให้มันเป็นพวกตองอูข้าพเจ้าตัดหัวมันขาดได้ทุกคน”“แต่มันผู้นี้คือคนตัดศีรษะน้องชายทั้งสองของท่านอาจารย์”เมงกยอกแงโกรธมาก “ข้าพเจ้าละบวชมาก็เพื่อจะทำศึกกับมันผู้นี้ แรงแค้นข้าพเจ้าจะได้ทุเลาลงเสียที”จิสะเบงว่า “รบหนก่อนข้าพเจ้าเห็นจะเด็ดยังห่มผ้ากาสาว์อยู่ บัดนี้มันคงละเพศบรรพชิตนำทัพออกทำศึกเอง ข้าพเจ้าคะเนตามที่รู้จักนิสัยคนผู้นี้ดีว่ามันต้องคิดหาทางแก้กลศึกท่านอาจารย์ได้ จึงออกมาท้ารบฉะนั้นข้าพเจ้าขอเตือนว่าท่านอาจารย์ต้องตรองให้หนัก หาไม่คงเอาชนะมันไม่ได้”เมงกยอกแงโมโห จ้องมองจิสะเบงด้วยความโกรธ “ท่านมันก็คนตองอู อย่ามาหมิ่นข้าพเจ้าเช่นนี้เด็ดขาด จงคอยดูว่ามันมีปีกกระพือบินหนีข้าพเจ้าได้หรือไม่”จิสะเบงนั่งเงียบเหมือนเป็นส่วนเกินบริเวณช่องเขานอกเมืองตองอู สอพินยาคุยอยู่กับจิสะเบง“ท่านแจ้งข้าพเจ้ามาเถิดว่า จะเด็ดคิดจะแก้กลอย่างไร”จิสะเบงตอบ “ข้าพเจ้าไม่รู้แผนลึกดอก แต่จับพิรุธได้ว่า ครั้งก่อนอังวะต้องออกร้องท้าปรามาส ตองอูจึงยกทัพออกมา แต่ทำไมครั้งนี้ตองอูกลับเป็นฝ่ายร้องท้าอังวะเสียเอง ทั้งๆ ที่รู้ว่าหงสาวดีก็ได้ตั้งค่ายมั่นคงแล้ว สำแดงว่าจะเด็ดต้องมีอะไรดี ไม่อย่างนั้นจะไม่นำทหารออกมาเสี่ยงตายเด็ดขาด สงสารแต่ทหารอังวะจะถูกนำมาให้เขาฆ่าตายเสียเปล่า”สอพินยาหัวเราะเสียงดัง และยิ้มอย่างมีเลิศนัยควบม้าวิ่งออกไป จิสะเบงสงสัยควบม้าตามไปในกองบัญชาการค่ายสอพินยา ไขลูนั่งสนทนาอยู่กับสอพินยา“ถ้าพระอนุชาประสงค์จะใช้ศึกครั้งนี้เป็นกลผูกมิตรละก้อ เราก็ไม่ต้องสั่งทหารปีนกำแพงตองอู สู้ออมแรงรอให้ทัพอังวะแตกแล้วจึงเข้าไปช่วยล้อมน่าจะเป็นการดีกว่า”
       สอพินยาว่า “เราขอให้จะเด็ดมันได้ใจกำเริบตีตลุยเข้ามาในวงล้อมเราเถิด จะขอกุดหัวมันจบศึกกันเสียที” “กลนี้ ข้าพเจ้าจะเอาจิสะเบงเข้าช่วยรุม จะเด็ดเมื่อมันเห็นหน้าจิสะเบงคงแค้นกำเริบอีกสิบเท่า คราวนี้เราก็ไม่ต้องออกแรง ปล่อยให้จะเด็ดกับจิสะเบงมันเข่นฆ่ากันเอง”สอพินยายิ้มอย่างพอใจในแผนของไขลูที่ทุ่งกลางหุบเขา จะเด็ดควบม้านำทหารตองอูมาเต็มทุ่งอย่างองอาจ กล้าหาญ สีหน้านิ่งบริเวณทุ่งกลางหุบเขาอีกด้านหนึ่ง เมงกยอกแงนำทัพทหารอังวะโมนยินเดินมาหยุดอยู่กลางสมรภูมิ จะเด็ดติดธงควบม้านำทหารมาหยุดอยู่ห่างๆ เมงกยอกแงควบม้าออกมาอยู่หน้ากองทหาร บุเรงนองควบม้าออกมาเผชิญหน้าอยู่ห่างๆ“ท่านเองหรือคือบุเรงนองที่แจ้งสาส์นไปถึงเรา” เมงกยอกแงเอ่ยถาม
       จะเด็ดตอบ “เราเอง เมื่อครั้งโมนยินยังเป็นคนป่าเข้าปล้นกรุงแปร เรานี้คือผู้ตัดหัวเมงฮลาแงและเมงกวนแงน้องชายท่านเอง”“เรายินดีที่จะไม่ต้องเก็บความแค้นให้สุ่มใจต่อไปอีกนาน ท่านจงยื่นคอมารับคมอาวุธเราโดยดีเถิด อย่าให้ทหารผู้น้อยต้องลำบากเลย”“เราเองก็เปรมใจที่จะได้หัวแม่ทัพทั้งสามพี่น้อง มากองประดับเกียรติตัว จะได้เอาไว้โอ่ให้แคว้นอื่นฟัง”
       “งั้นจะช้าอยู่ทำไม๊ เร่งม้าเข้ามาเลย”จะเด็ดกระตุกม้าเร่งเข้าใส่ กองทหารตองอูพากันเฮ เมงกยอกแงพุ่งม้าเข้าหาทันที ทหารอังวะเฮ ทั้งสองคนควบม้าเข้าร่ายทวนกันอย่างดุเดือด
       
       ตอนที่ 12 วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม 2556
       กองทหารม้าจะเด็ดได้ทีก็ทยานเข้าหากองทหารม้าอังวะที่หนี ทหารม้าตองอูที่เหลือและพลเดินเท้าต่างทยานเข้าหากองทัพอังวะเช่นเดียวกัน กองม้าโมนยินควบหนีพาเมงกยอกแงหลบเข้าหลังกองทัพอังวะบริเวณใต้ต้นไม้กลางทุ่ง กองทหารหงสาวดียังยืนสงบนิ่งอยู่ สอพินยาหงุดหงิดที่ต้องยืนม้าคอยเฉยๆ
       ขณะที่กองม้าและพลเดินเท้าของตองอูพุ่งเข้าเข่นฆ่ากองทหารอังวะอย่างดุเดือด ทหารอังวะที่เหลือต่างพากันวิ่งหนีเอาตัวรอดกลับเข้าค่ายทันทีเมงกยอกแงตกใจ ร้องลั่น “กลับมาก่อน กลับมาสู้กับมันก่อนไอ้พวกอังวะตาขาวทหารม้าตองอูตามไล่ตีพวกอังวะที่วิ่งหนี พวกอังวะกลุ่มแรกหนี ทำให้พวกที่วิ่งตามหลังต้องหันมาสู้กับทหารตองอูที่ตามมาอย่างจนตรอก”จะเด็ดพยายามควบม้าเข้าหาเมงกยอกแง แต่ถูกสกัดจากกลุ่มทหารโมนยิน เมงกยอกแงเห็นท่าจะสู้ไม่ได้จึงหาทางหนี ด้านสอพินยา ไขลูและจิสะเบงก็มองไปที่กองทัพโมนยินแตกพ่ายสอพินยาว่า “เป็นไปตามท่านคาดแล้วท่านไขลู สั่งทหารล้อมตีพวกตองอูได้แล้ว”“ทหารตั้งปีกกาปล่อยให้ทัพอังวะจากทิศเหนือผ่านไปอยู่แนวหลังไว้”ทหารกองหงสาวดีพากันแผขยายปีกไปทางเหนือทันที สอพินยาสั่งการ“ท่านไขลู ท่านจิสะเบง จะเด็ดมันพุ่งม้าตรงมาโน้นแล้วท่านทั้งสองจนนำทหารไปต้านมันไว้ก่อน ข้าพเจ้าจะขออยู่ปลอบใจท่านเมงกยอกแงแล้วจะตามไป”
       ด้านมังตราก็เห็นทหารม้าและพลเท้าหงสาวดีกำลังแปรเป็นปีกกาไปทางเหนือ ทหารม้าและพลเท้าอังวะโมนยินแตกกระเจิง โดยมีทหารตองอูตามมาติดๆมังตราสั่ง “พวกมันไปรุมทัพจะเด็ด ทหาร เตรียมกองม้าให้เราเดี๋ยวนี้ เราจะออกไปช่วยจะเด็ดรับศึกกลางแปลงกับพวกมัน”นายกองพยายามคัดค้าน แต่มังตราไม่เชื่อไขลูกับจิสะเบงควบม้านำทหารหงสาวดีและทหารอังวะโมนยินมาหยุดตั้งแนวรับ จะเด็ดควบม้ามาหยุดตั้งแนวรับด้วยเช่นกัน จิสะเบงกับจะเด็ดเผชิญหน้ากัน“ข้าพเจ้าละอายต่อฟ้าดินนัก ที่เป็นศิษย์ร่วมสำนักกุโสดอกับคนทรยศแผ่นดิน จนบัดนี้ข้าพเจ้ายังกลัวนรกปากไม่กล้าเอ่ยให้พระอาจารย์รู้”จิสะเบงไม่กล้าสบตากับจะเด็ด ไขลูรีบปลอบ “อย่าฟังมันท่านจิสะเบง เป็นเพราะลูกนางนมช่างเจรจาเอาข้อดีใส่ตัวต่างหาก มันรั้งสไบพระพี่นางตองอูปีนคว้าตำแหน่งแม่ทัพไป คนลุ่มน้ำอิรวะดีต่างรู้กันทั่ว เอาเลยซิท่านจิสะเบง ข้าพเจ้าจะให้เกียรติท่านได้ล้างมลทินก่อน”
       จิสะเบงฮึดสู้ “จะเด็ด ลิ้นเล่ห์ของท่านเท่านั้นที่เรายอมด้อยกว่า แต่เพลงทวนบนอานม้าท่านอย่าหมายว่าจะเอาชนะเราได้ เสียดายก็แต่ วันนี้มหาเถรกุโสดอจะไม่ได้เห็นความจริงข้อนี้ ถ้าบูชาครูจบแล้วก็กระทืบผนังม้าออกมาเลย”
       จะเด็ดยกทวนขึ้นจบศีรษะ แล้วกระทบโกลนม้าพุ่งออกไปทันที ทหารตองอูพุ่งเข้าหาทัพหงสาวดีทันที จิสะเบงพุ่งม้าออกรับ ทหารหงสาวดีวิ่งตาม จะเด็ดพุ่งม้าเข้าร่ายทวนกับจิสะเบงอย่างดุเดือด ไขลูยืนม้ามองอย่างพอใจ
       ด้านมังตราก็ควบม้านำทหารตองอูพุ่งออกมาอย่างห้าวหาญ สอพินยากับเมงกยอกแงหันไปเห็นแล้วก็ยิ้ม
       จะเด็ดกับจิสะเบงกำลังร่ายทวนกันอยู่ จะเด็ดสู้จิสะเบงไม่ได้พลาดหลายที แต่แล้วจะเด็ดก็หันไปเห็นมังตราออกมาก็ตกใจ แหวกวงล้อมจิสะเบงกับไขลูออกไปช่วยมังตรา
       ด้านมังตราก็เสียที ถูกทวนเมงกยอกแงแทงเข้าที่สะบักหลักหนึ่งแผลฉกรรจ์ สอพินยาเห็นจะเด็ดตามมาก็หันมาสู้ จะเด็ดหลบคมทวนสอพินยาแล้วควบม้าตามเมงกยอกแงไป เมงกยอกแงควบม้าจวนถึงมังตรา มีทหารตองอูเข้าขวางอีกแต่ถูกเมงกยอกแงฆ่าตาย จะเด็ดควบม้าตามมา แล้วตัดสินใจพุ่งทวนในมือออกไปทวนของจะเด็ดพุ่งถูกม้าเมงกยอกแงล้มกลิ้ง จะเด็ดควบม้าผ่านเมงกยอกแงไปกันมังตราให้ แล้วสั่งการ “ตองอู กลับเข้ารักษากำแพงเมือง”สอพินยาควบม้ามาหยุดมองจะเด็ด รู้สึกเสียดาย ไขลูส่งสัญญาณให้ถอยทัพ
       เมื่อกลับเข้าเมืองตองอู จะเด็ดก็ถูกเลาชีต่อว่าที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดศึกสงคราม จะเด็ดเครียด มหาเถรว่า“เพลานี้ตองอูก็เหลือแต่เจ้าคนเดียวเท่านั้นที่บัญชาการทหารอยู่ ขืนปล่อยให้พวกมันล้อมกรุงไว้นานกว่านี้ ขวัญกำลังใจชาวบ้านจะเสียไปมากกว่านี้”จะเด็ดฟังแล้วหนักใจ
       วันใหม่ ตองสาพร้อมกับลูกน้อยเข้ามาพบจะเด็ด ทำให้จะเด็ดรู้ว่าตองสามีลูกกับสอพินยา ก็เกิดความคิดขึ้น จึงขอให้ตองสาช่วย
       วันใหม่ ตองสาขี่ม้าตรงไปยังค่ายทหารหงสาวดีอย่างรวดเร็ว เพื่อพบกับสอพินยา ไขลูเห็นตองสาแล้วเอะใจ สอพินยาจ้องมองตองสาแล้วจำได้ ตองสาโผเข้ากอดขาสอพินยา สอพินยาดีใจมาก แต่ไขลูกลับรู้สึกไม่ไว้ใจตองสา
       ตองสาใช้มารยาหญิง หลอกล่อให้สอพินยาตายใจ จนเช้ามืดวันใหม่ตองสาก็ลอบออกไปจากค่ายของสอพินยาแล้วมุ่งหน้าไปยังเมืองแปร
       สายวันเดียวกัน พอไขลูรู้ว่าตองสาหนีไปก็ตกใจมาก ให้ทหารออกตามหา พร้อมกับเอ่ยว่า“ข้าพเจ้าพลาดไปแล้วไม่ควรปล่อยข้ามคืนเลย”ไขลูรีบเดินออกไปตามหาตองสา สอพินยายืนงงนึกไม่ถึงไม่นานนัก ไขลูก็กลับเข้ามารายงานสอพินยาว่าหาตองสาไม่พบ ต่างคาดการไม่ออกว่านางไปแปรหรือหรือเข้าตองอู แต่ยังไงก็แล้วแต่ต้องรีบเผด็จศึกตองอูให้เร็วที่สุด
       
       ตอนที่ 13 วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม 2556
       วันใหม่ ตองสาก็เดินทางถึงเมืองแปร พร้อมกับส่งข่าวให้แก่ตะคะญีว่า เพลานี้ตองอูถูกหงสาวดีล้อมทั้งเหนือและตะวันตก และไม่มีผู้ใดสามารถเล็ดรอดผ่านค่ายพระอุปราชสอพินยาออกมาได้ ตะคะญีจึงตัดสินใจนำทัพไปช่วย โดยออกอุบายว่า“ข้อหนึ่งคือเราต้องเคลื่อนทัพออกจากแปรโดยไม่ให้เสียงโคนสุคญีที่ตั้งค่ายหงสาวดีประจันอยู่รู้ ข้อสองเราจะต้องว่ากล่าวเอารานองไปทัพด้วยจึงจะปลอดภัย”สีอ่องถาม “พ่อครูจะจับรานองไปเป็นตัวประกันอย่างนั้นหรือ”ตะคะญีตอบ “รานองไม่ใช่คนโง่ เราจะทำอย่างนั้นไม่ได้ดอก ต้องมีกุศโลบายที่น่าเชื่อจึงจะสำเร็จ”จาเลงกาโบถาม “ท่านพ่อจะทำการใดท่านอุปราชรานองถึงจะยอมไปด้วย”ตะคะญีนิ่งคิด เหมือนยังนึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไรที่ท้องพระโรงในเมืองตองอู จะเด็ดสนทนากับมังตรา ขณะที่มังตรายังบาดเจ็บอยู่“พระวรกายพระองค์ยังมิแข็งแรง ใยจะรีบมาดูศึกถึงกำแพงเมือง”“เราจะนอนตาหลับได้อย่างไร ในเมื่อไม่รู้ว่าจะเสียตองอูไปเมื่อไหร่ หากไม่มาเจ็บอย่างนี้ เราจะขอเอาชีวิตไปแลกกับพวกหงสาวดีมันให้ เห็นแจ้งในเพลานี้เสียดีกว่า แล้วนี่ทำไมพี่ท่านไม่สั่งทัพให้บุกขยี้ค่ายหงสาวดีมันเสียเลย ในเมื่อค่ายโมยินอังวะทิศเหนือของมันก็ได้แตกไปแล้ว มัวรออะไรอีก”จะเด็ดยิ้มเจ้าเล่ห์ “ทุกครั้งที่อยู่เบื้องพระพักตร์พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ ข้าพเจ้าจะขนลุกได้สองสถาน”มังตราหยุดเดิน ลดความโกรธลง “พี่ท่านก็รู้ดีว่าข้าพเจ้าโกรธท่านเพราะมักน้อยใจว่า พี่ท่านรักข้าพเจ้าไม่เท่าที่ข้าพจ้ารักและเกื้อหนุนบำรุงท่านต่างหาก”“หามิได้ ข้อหนึ่งนั้นเมื่อเพลาพระองค์ท่านสำแดงพระกรุณาแก่ข้าพเจ้า สถานสองท่านทำให้ข้าพเจ้าปิติแล้วมักทำให้ตกใจตามมาทุกครั้ง เพลานี้ก็เช่นกันพระองค์พระกรุณาให้ข้าพเจ้าเร่งไปเอาชนะหงสาวดี แต่ไม่รู้วันหน้าพระกรุณาจะเป็นอย่างไร”“พี่ท่านคิดได้แต่อารมณ์ร้ายของข้าพเจ้า ด้วยข้าพเจ้ากำเนิดบนกองบุญในตำแหน่งที่ผู้ใดจะขัดใจไม่ได้ ข้อดีที่ข้าพเจ้าหยิบยื่นพี่นางให้ ท่านไม่คิดถึงเล”“พระมหากรุณาพระองค์ท่าน ที่จะให้ข้าพเจ้าได้ครองตะละแม่พี่นางนั้น ข้าพเจ้าไม่เคยลืม แต่ความผิดที่เกิดจากความเขลาของข้าพเจ้าที่ผ่านมานั้นพระพี่นางยังไม่ยอมอภัย ข้อนี้จะเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าได้อย่างไร”มังตรายิ้ม ทรงคว้าพระสุวรรณภิงคารที่มหาดเล็กเชิญตามมา “แผ่นดินตองอูนี้จงเป็นพยาน เมื่อจะเด็ดได้ทำศึกชนะหงสาวดีครั้งนี้มาถวายแล้ว ข้าพเจ้าจะจัดพิธีสมโภชบำรุงขวัญเมืองตองอูเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขแก่พสกนิกร และจะขอจัดสมโภชพิธีอุปภิเษกพระพี่นางให้จะเด็ดเป็นสัญญา”มังตราพูดจบก็หลั่งน้ำสู่เบื้องธรณี จะเด็ดรู้สึกทราบซึ้งเป็นที่สุด ยกมือพนมรับ“เดชะพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ผู้เป็นใหญ่ ข้าพเจ้าจะเด็ด ขอถวายสัตย์ว่าจะขอเป็นดั่งอาวุธคู่พระหัตถ์ หากมีมารร้ายตนใดมาสิงใจให้ข้าพเจ้าประพฤติชั่ว ของพระแม่ธรณีจงช่วยปัดเป่าให้ปลาสนาการไป และดลบันดาลให้ข้าพเจ้าประพฤติแต่สิ่งที่ชอบสมแก่คู่อภิเษกของตะละแม่จันทราด้วยเถิด” จะเด็ดยกมือจบศีรษะสูงสุด
       วันใหม่ ที่ค่ายสอพิยาก็ถูกโจมตีโดยพวกตองอู พร้อมกับเหตุไฟไหม้บริเวณด้านหลังค่าย สอพินยาสั่งให้ไขลูไปป้องกันหลังค่ายไม่ให้เปลวเพลิงโหมกระหน่ำ โดยมีจิสะเบงตามไขลูไปด้วย ขณะที่สอพิยาก็เจ็บแค้นมากขึ้น
       บริเวณป่าหลังกำแพงค่ายหงสาวดี กองทหารตองอู ซึ่งนำโดยตองหวุ่นญี รานอง จาเลงกาโบง และสีอ่อง ก็ระดมยิงธนูไฟออกไปอย่างไม่ยั้งขณะที่ไขลูกับจิสะเบงก็รู้สึกเหมือนมีลางสังหรณ์ และแล้วทหารก็ถูกธนูพุ่งปักหลังอย่างแรง จนกระเด็นตกจากม้า ทุกคนพากันแตกตื่น ไขลูกับจิสะเบงต่างตกใจ หันมากลับมามอง จิสะเบงเห็นดังนั้นก็เอ่ยขึ้น“เรารอไม่ได้แล้ว รีบเอาตัวรอดก่อน”ทุ่งกลางเนินเขา จิสะเบงควบม้านำทหารหงสาวดีกลุ่มหนึ่งออกมาจากช่องเขา แล้วหยุดตะลึง เมื่อพบตองหวุ่นญีกับสีอ่องควบมาลงเนินมาดักด้านหน้าไว้ จิสะเบงตกใจที่เห็นเป็นตองหวุ่นญี ตองหวุ่นญีเอ่ยขึ้น
       “อ้ายลูกทรยศ มึงกับกูไม่มีวาสนาได้เป็นพ่อลูกกันอีกต่อไปแล้ว วันนี้ มึงกับกูมาออกรบกัน หากกูเพลี้ยงพล้ำขอให้มึงกุดหัวกูไป แต่หากกูได้ช่อง กูก็จะกุดหัวมึงล้างอายให้แก่วงศ์ตระกูลเอง”
       จิสะเบงตกใจไม่รู้จะทำอย่างไร พอดีไขลูพาทหารหนีตามมา จิสะเบงเอ่ยบอก “ข้าพเจ้าเกิดมายังไม่เคยแทนคุณผู้ให้กำเนิด จะให้มายืนม้าต่อม้ากับพ่อตัว ข้าพเจ้าทำไม่ได้ดอก”ไขลูตกใจทำอะไรไม่ถูก ตองหวุ่นญีตัดสินใจชักดาบ ด้วยใจที่แน่วแน่ ไขลูก็ตัดสินใจพุ่งหอกออกไป หอกซัดพุ่งเข้าปักอกตองหวุ่นญีอย่างแรง จิสะเบงตกใจร้องลั่นตองหวุ่นญีโดนหอกซักเข้าเต็มอกตกจากหลังม้า จิสะเบงควบม้ามาหยุดใกล้ๆ โดดลงมาประครองตองหวุ่นญีไว้ ขณะที่จะเด็ดก็คุมกองทหารตองอูมุ่งมาแต่ไกล ไขลูควบม้าผ่านไปแล้วหันมาเรียกจิสะเบงให้รีบหนีแต่จิสะเบงกอดพ่อร้องไห้ ไขลูตกใจพะว้าพะวัง ตองหวุ่นญีว่า “พ่อผิดเองที่เลี้ยงลูกไม่ดี เพราะเจ้ากำพร้าแม่พ่อจึงตามใจมากเกินไป”
       
       ตอนที่ 14 วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม 2556
       จะเด็ดควบม้านำทหารตองอูมุ่งตรงมาอย่างรวดเร็ว ไขลูหันกลับมามองจิสะเบงตกใจแต่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้จึงควบม้าหนี จะเด็ดควบม้านำทหารผ่านจิสะเบงที่กอดพ่อไว้อย่างน่าสงสาร ขณะที่มือตองหวุ่นญีก็ค่อยๆ ล่วงมีดสั้นออกมาจากเอวตองหวุ่นญีจ้วงแทงจิสะเบงอย่างแรง จิสะเบงเจ็บปวดจนผงะ แต่ตองหวุ่นญีไม่ยั้งจ้วงแทงอีกหลายครั้ง
       “พ่อรักลูก พ่อรักลูก พ่อรักลูกเสมอจิสะเบง”ไขลูหนีมาเจอกองทหารสีอ่องควบมาสกัดหน้าไว้ จึงหันกลับมาสู้กับจะเด็ด จะเด็ดเป็นห่วงตองหวุ่นญีก็ละล้าละลัง จึงสั่งสีอ่องว่าถ้าจับเป็นไม่ได้ก็สังหารเสียสีอ่องกับทหารเข้าสู้กับไขลูจนตกลงจากหลังม้า ไขลูยังพยายามสู้ แต่สีอ่องมีคนมากกว่า จะเด็ดชักม้ากลับไปหาตองหวุ่นญีแต่ไม่สามารถช่วยได้แล้วจิสะเบงนอนฟุบกอดตองหวุ่นญีไว้ จะเด็ดคุกเข่าอยู่ข้างๆ ส่วนไขลูก็ถูกจับได้
       ป่าบนเนินเขา เมงกยอแงควบม้านำทัพมาอย่างเร่งรีบ สอพินยาย่างม้าตามหลังมาช้าๆ เมงกยอแงชักม้ากลับมาหาสอพินยา สอพินยาหันกลับไปมองด้านหลังด้วยความเศร้านึกถึงไขลู“เพลานี้ต่างคนต่างเอาตัวรอดเถิด เราช่วยใครมิได้ดอก ไปถึงแปรเมื่อไหร่เราค่อยว่ากันพวกเราเร่งเดินทางหน่อย เสบียงอาหารเรามีน้อยต้องไปให้ถึงแปรให้เร็วที่สุด”เมงกยอแงเร่งม้านำขึ้นไป ปล่อยให้สอพินยาตามหลังด้วยความเป็นห่วงไขลู สอพินยาเริ่มร้องไห้
       วันใหม่ หลังจากศึกสงบลงแล้ว จะเด็ดก็ลอบเข้าไปหาจันทรา และพูดกล่อมจนจันทรายอมให้กุสุมามาตองอู โดยจะเด็ดบอกว่า“เพลานี้กุสุมาร้างภัสดา เพราะข้าพเจ้าเป็นผู้ชิงมาอย่างเอิกเกริก สิ่งเดียวที่นางยึดแก้หน้าคือข้าพเจ้าผู้เดียว แต่ถ้าข้าพเจ้าถูกตะละแม่ตองอูคู่สวาทเดิมบังคับให้ละทิ้ง น้องท่านคิดว่ากุสุมาซึ่งเกิดมาเป็นลูกกษัตริย์เช่นกันจะทนอยู่ดูหน้าคนได้หรือ แม้ตายเป็นผีไปแล้วก็ยังไม่สิ้นคนนินทา”จันทราเศร้า “ข้าพเจ้าต้องมารับกรรมผิดที่ท่านสร้างด้วยหรือ”
       “ข้าพเจ้าแม้ถูกสาปให้เปลี่ยนรูปกายเป็นสัตว์ แม้สิบกุสุมาต้องตายต่อหน้าแล้วให้ข้าพเจ้าตัดความระลึกถึงน้องท่านไปหาหญิงอื่น ข้าพเจ้านี้ไม่อาจทำได้”“แล้วข้าพเจ้าจะต้องทำอย่างไรถึงจะพ้นกรรมนี้”“วานน้องท่านละพระเดชมาสร้างพระคุณเถิด ถ้าน้องท่านมาสร้างความปองดองยอมให้ข้าพเจ้ารับตะละแม่เมืองแปรมาสู่ตองอู คำสรรเสริญจะมีไม่รู้สิ้น”จันทราขยับลุกขึ้นนั่งทันที “ท่านจะรับตะละแม่แปรมาอยู่ตองอูหรือ”จะเด็ดรวบมือจันทราไว้ “ชายใดดูมีอำนาจเพราะได้สตรีเสริมบารมี สตรีใดให้ความร่มเย็นแก่ชาย ชายนั้นจะยิ่งเกรงกลัว หากน้องท่านเมตตา ให้ข้าพเจ้ารับตะละแม่กุสุมามาอยู่ตองอูเพื่อล้างอาย ไม่ซ้ำเติมความผิดที่ติดตัวมา ความกรุณานี้จะทำให้นางสำนึกในบุญคุณ ยอมอยู่ใต้เบื้องบาทน้องท่านไปชั่วชีวิต และจะยำเกรงกลัว น้องท่านเสียยิ่งกว่าข้าพเจ้า แต่หากน้องท่านประสงค์จะให้ข้าพเจ้าเลิกคิดการนี้ก็จงเร่งว่ามาเถิด”จันทราเริ่มใจอ่อน “ขอพี่ท่านอย่าเพิ่งรีดเอาความเพลานี้เลย รีบกลับออกไปก่อน”“ข้าพเจ้ารักนางโน้นเพราะเอ็นดูว่านางรักข้าพเจ้าโดยซื่อ หากละทิ้งไม่เอ็นดู นางคงตรอมใจไม่อาจรอดูหน้าผู้คนต่อไปได้ แต่ที่รักน้องท่านเพราะพรหมลิขิตให้เป็น จึงขอวอนให้น้องท่านเกื้อกูลข้าพเจ้านี้เหมือนตอนเยาว์วัยเถิด ข้าพเจ้าขอสาบานว่าแม้ลับหลังน้องท่านก็ไม่ขอคิดคด และจะไม่ขอยกย่องหญิงใดสูงเกินน้องท่านเด็ดขาด”จันทราทรุดลงจับมือจะเด็ดไว้ “ข้าพเจ้าจะลองเชื่อพี่ท่านอีกสักหน หากท่านผิดรอยวันใดขอให้ถือวันนั้นเป็นวันสิ้นที่จะได้เห็นหน้ากันในเมืองมนุษย์เถิด”จะเด็ดมองจันทราอย่างทราบซึ้ง แล้วกอดอย่างทะนุถนอมจะเด็ดวางแผนการโดยบอกมังตราว่า พระเจ้าแปรประชวร โดยจะเด็ดขอความร่วมมือจากรานองให้ช่วยพูดอีกแรง มังตราจึงหลงเชื่อและสั่งให้แต่งเครื่องบรรณาการไปถวายพระเจ้าแปร รานองเอ่ยว่า“อาว่า จะขอท่านแม่ทัพบุเรงนองเดินทางไปเป็นเพื่อนด้วย”มังตราอึ้ง “เออ จะเด็ดพี่ท่านจะไปได้อย่างไรในเมื่อจะต้องอยู่อภิเษกด้วยพี่นาง”
       จะเด็ดรีบบอก “ข้าพเจ้าจะเร่งเดินทางไปกลับไม่ให้เกินสิบสองราตรี”จะเด็ดพยายามส่งสายตาให้รานองช่วย รานองว่า “เนื่องด้วยพระเจ้านรบดีทรงคุ้นเคยกับท่านบุเรงนองมาก่อน ข้าพเจ้าจึงอยากให้ไปเยี่ยมพระอาการด้วย หากได้ตรัสต่อผู้รู้ใจพระอาการคงจะดีขึ้นในเร็ววัน และที่สำคัญยิ่งคือ … หากได้แม่ทัพบุเรงนองไปส่งข้าพเจ้าถึงแปร จะทำให้ชาวแปรเกิดปิติว่าพระเจ้าตองอูยกย่องข้าพเจ้าเสมอพระญาติผู้ใหญ่ และเพลานี้การศึกก็ได้เรียบร้อยลงแล้ว หากพระองค์คิดถอนทหารตองอูออกจากแผ่นดินแปร โดยให้แม่ทัพบุเรงนองไปรับกลับมาเสียในการนี้ ก็จะยิ่งบังเกิดสิริสง่าแก่ผู้จะเป็นพระพี่เขยในการณ์หน้า การสร้างไมตรีระหว่างตองอูและแปรให้แน่นแฟ้นนี้ ชาวแปรซึ่งเป็นคนอ่อนน้อมก็จะสรรเสริญพระเจ้าตองอูนี้อย่างไม่ลืมคุณสิ้น” มังตรารู้สึกพอใจ
       
       ตอนที่ 15 วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม 2556
       วันใหม่ จะเด็ดเดินทางไปเมืองแปรพร้อมด้วยรานอง เพื่อไปบอกพระเจ้าแปรกับพระอัครเทวี เรื่องที่จะรับตัวกุสุมามาอุปภิเษกพร้อมกับจันทราเมื่อจะเด็ดไปถึงเมืองแปร ก็ได้พบกับตะคะญี นาคะ และตองสา ทุกคนต่างดีใจมากที่จะได้กลับตองอู
       ที่อุทยานภายในเมืองแปร จะเด็ดเข้าไปหากุสุมา เอ่ยบอก“กุสุมา...เรื่องของท่านกับข้าพเจ้าเมื่อพบกันที่เมาะตะมะข้าพเจ้าได้เล่าถวายพระพี่นางและพระเจ้าตองอูสิ้น พอพระพี่นางออกปากหนุนเพียงนิดพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ก็เร่งให้ข้าพเจ้ามารับท่านกลับไปเร็ววัน อัธยาศัยราชวงศ์ตองอูเมตตาน้องท่านถึงเพียงนี้ ยังจะมีสิ่งใดค้ำประกันความกลัวสูงได้กว่านี้อีก”กุสุมาอึ้งไป อเทตยาที่ยืนแอบดูอยู่ก็ได้ยินจะเด็ดพูด จะเด็ดพูดต่อ “ข้าพเจ้าอยากจะร้องขอตะละแม่ว่าในห้าราตรีก่อนกลับตองอูนี้อยากวอนน้องท่านให้ห่างพระอัครเทวีเถิด พระอัครเทวีเดียร์ฉันท์ข้าพเจ้าว่าต่ำศักดิ์จะหาทางกีดกันไม่ให้เข้าพบข้าพเจ้าก็คุ้นกับการรบ...อาจแสดงกิริยาไม่งามขึ้นอีก และน้องท่านอย่าลืมว่าในพระราชฐานแห่งนี้ ยังมีราชวงศ์แปรอีกผู้หนึ่งที่ไม่ปรารถนาให้เราได้รักกัน....”กุสุมารู้ทันที “อเทตยา….”อเทตยาที่แอบฟังอยู่ก็ร้องไห้ด้วยความเสียใจ กุสุมาเอ่ยขึ้น “ข้าพเจ้านี้ไม่ปฏิเสธว่ารักท่านจริง แต่หากไม่ได้ร่วมเรือนที่ตองอูในปี ขอเห็นหน้าท่านเฉพาะฤดูแล้งหนหนึ่งก็เต็มใจแล้ว”“อย่าชั่งใจให้กังวลอีก ฟังข้าพเจ้าให้ดี ครั้งนี้ข้าพเจ้ามาแปรอย่างเปิดเผย เพราะถือรับสั่งพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ให้มารับตัวน้องท่านไป หากน้องท่านมาขัดขืนเสียพระเจ้าตะเบงชะเวตี้จะตำหนิได้ ด้วยพระนิสัยวู่วามจะคิดไปว่าพระเจ้าแปรเป็นต้นคิด ทำให้เกิดผิดใจกันขึ้นทั้งสองเมือง”กุสุมาที่ไม่มีทางเลือกก็เอ่ยขึ้น “ถ้าอย่างนั้น เมื่อใดข้าพเจ้าทุกข์ใจอยากคืนแปร ขอท่านอย่าหน่วงเหนี่ยวปล่อยให้คืนแปรแต่โดยดีนะ”จะเด็ดยิ้ม “ข้าพเจ้าสัญญา และน้องท่านช่วยจำไว้ด้วยว่าน้องท่านจากแปรไปแต่ผู้เดียว หากถึงตองอูแล้วให้กำเนิดลูกน้อย ข้าพเจ้าจะถือว่าลูกน้อยนั้นเป็นชาวตองอู ท่านจะเอากลับมาแปรไม่ได้นะ”กุสุมาอายทุบตีเอาจะเด็ด จะเด็ดหาทางรวบมือไว้แล้วจูบแก้มทำโทษ อเทตยายังคงแอบร้องไห้อยู่คนเดียวอย่างน่าสงสาร
       วันใหม่ จะเด็ดตัดสินใจไปขอรับตัวโชอั้วเพื่อไปอยู่เมืองตองอูด้วย โดยรับปากกับโชอีฟว่า จะดูแลโชอั้วดั่งเช่นน้องสาวของเขาและแล้ววันเดินทางก็มาถึง ขบวนทั้งหมดเคลื่อนออกจากเมืองแปร มีทหารม้าธงบุเรงนองและธงตองอูโบกสะบัดนำ ทหารและเสนาแปรยืนส่งอย่างให้เกียรติสูงสุดภายในรถม้า จะเด็ดนั่งมากับกุสุมา สีหน้าทั้งคู่ต่างกังวล แต่ไม่แสดงให้อีกคนรู้
       ขบวนเดินทางของจะเด็ดกับกุสุมาที่เคลื่อนไปตามเนินเขา เกวียนอีก ๒-๓ เล่มที่พวกผู้หญิงนั่งมา รวมถึงโชอั้วกับเหล่านางข้าหลวงด้วยด้านอเทตยาก็นอนซึมอยู่บนเตียง พระอัครเทวีประทับนั่งอยู่ข้างๆ คอยปลอบใจ“หลานมีเรื่องกังวลใจอะไรแจ้งป้ามาเถิด ป้าจะได้ช่วยปัดเป่าให้ ถ้าเอาแต่เงียบไม่เอ่ยออกมาป้าก็หมดปัญญาจะแก้อาการให้ได้ อย่าลืมซิว่าป้านี้เลี้ยงดูหลานมาตั้งแต่พ่อแม่หลานสิ้น ยศศักดิ์ใดๆ ก็ให้เสมอลูกทุกอย่าง บอกป้ามาเถิดว่ามีเรื่องอะไร ว่าไง มีเรื่องคับใจอะไรบอกป้ามาซิ”อเทตยาเริ่มใจอ่อน น้ำตาค่อยๆ ไหลออกมาอย่างเจ็บร้าวในรถม้า จะเด็ดและกุสุมานั่งคู่กันอยู่ภายในรถ จะเด็ดเอ่ยขึ้น“การจะเข้ากรุงตองอูครั้งนี้ ข้าพเจ้าคิดทบทวนแล้วเห็นว่ายามนี้ชาวเมืองกำลังปรีดิ์เปรมในการมีชัยต่อข้าศึก หากน้องท่านเข้ากรุงพร้อมข้าพเจ้าชาวเมืองไม่รู้ความในที่สูง จะโจษขานได้ว่าข้าพเจ้านำน้องท่านเข้ากรุงตองอูในฐานะเชลย”กุสุมาว่า “พี่ท่านจะให้ข้าพเจ้าปฏิบัติอย่างไรถึงจะเป็นที่ชอบใจคนตองอู”จะเด็ดอ้ำอึ้ง “ข้าพเจ้า…จะนำเฉพาะกองทหารเข้ากรุงแต่ผู้เดียวก่อน”“ท่านจะละทิ้งข้าพเจ้าหรือ”“ไม่ใช่ดอก…น้องท่านอย่าเพิ่งตีความเป็นอกุศล ข้าพเจ้าจะเข้าไปนำหมู่พยุหคชมาเชิญตัวน้องท่าน ถวายเป็นพระเกียรติเข้ากรุงต่างหาก”“ท่านจะมานำโอ่ข้าพเจ้าเข้ากรุง ให้เป็นร้ายในหมู่ผู้ภักดีต่อตะละแม่ตองอูทำไม”“หาใช่ข้าพเจ้าดอก แต่เป็นพระเจ้าตะเบงชะเวตี้พระราชทานให้จัดกระบวนนำเข้ากรุงเอง ซึ่งจะเป็นผลดีกว่า พสกนิกรจะพากันชื่นชมว่าพระเจ้าตองอูเมตตาน้องท่านเหลือเกินและพลอยแผ่ความเอ็นดูมาสู่น้องท่านที่พลัดบ้านพลัดเมืองมายิ่งขึ้น”“แล้วพี่ท่านจะให้ข้าพเจ้ายั้งรออยู่ที่ใด”“พี่จะให้น้องท่านรั้งรออยู่ที่นิคมชาวแปร ซึ่งข้าพเจ้าได้พามาตั้งรกรากอยู่ที่แขวงชายแดนตองอู”จะเด็ดจับมือกุสุมามาหอมเพื่อปลอบใจด้วยความรัก หลงใหลยิ่ง
       
       ตอนที่ 16 วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม 2556
       วันใหม่ ตองสาก็เดินทางถึงเมืองแปร พร้อมกับส่งข่าวให้แก่ตะคะญีว่า เพลานี้ตองอูถูกหงสาวดีล้อมทั้งเหนือและตะวันตก และไม่มีผู้ใดสามารถเล็ดรอดผ่านค่ายพระอุปราชสอพินยาออกมาได้ ตะคะญีจึงตัดสินใจนำทัพไปช่วย โดยออกอุบายว่า“ข้อหนึ่งคือเราต้องเคลื่อนทัพออกจากแปรโดยไม่ให้เสียงโคนสุคญีที่ตั้งค่ายหงสาวดีประจันอยู่รู้ ข้อสองเราจะต้องว่ากล่าวเอารานองไปทัพด้วยจึงจะปลอดภัย”สีอ่องถาม “พ่อครูจะจับรานองไปเป็นตัวประกันอย่างนั้นหรือ”ตะคะญีตอบ “รานองไม่ใช่คนโง่ เราจะทำอย่างนั้นไม่ได้ดอก ต้องมีกุศโลบายที่น่าเชื่อจึงจะสำเร็จ”จาเลงกาโบถาม “ท่านพ่อจะทำการใดท่านอุปราชรานองถึงจะยอมไปด้วย”ตะคะญีนิ่งคิด เหมือนยังนึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไร
       ที่ท้องพระโรงในเมืองตองอู จะเด็ดสนทนากับมังตรา ขณะที่มังตรายังบาดเจ็บอยู่“พระวรกายพระองค์ยังมิแข็งแรง ใยจะรีบมาดูศึกถึงกำแพงเมือง”“เราจะนอนตาหลับได้อย่างไร ในเมื่อไม่รู้ว่าจะเสียตองอูไปเมื่อไหร่ หากไม่มาเจ็บอย่างนี้ เราจะขอเอาชีวิตไปแลกกับพวกหงสาวดีมันให้ เห็นแจ้งในเพลานี้เสียดีกว่า แล้วนี่ทำไมพี่ท่านไม่สั่งทัพให้บุกขยี้ค่ายหงสาวดีมันเสียเลย ในเมื่อค่ายโมยินอังวะทิศเหนือของมันก็ได้แตกไปแล้ว มัวรออะไรอีก”จะเด็ดยิ้มเจ้าเล่ห์ “ทุกครั้งที่อยู่เบื้องพระพักตร์พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ ข้าพเจ้าจะขนลุกได้สองสถาน”มังตราหยุดเดิน ลดความโกรธลง “พี่ท่านก็รู้ดีว่าข้าพเจ้าโกรธท่านเพราะมักน้อยใจว่า พี่ท่านรักข้าพเจ้าไม่เท่าที่ข้าพจ้ารักและเกื้อหนุนบำรุงท่านต่างหาก”“หามิได้ ข้อหนึ่งนั้นเมื่อเพลาพระองค์ท่านสำแดงพระกรุณาแก่ข้าพเจ้า สถานสองท่านทำให้ข้าพเจ้าปิติแล้วมักทำให้ตกใจตามมาทุกครั้ง เพลานี้ก็เช่นกันพระองค์พระกรุณาให้ข้าพเจ้าเร่งไปเอาชนะหงสาวดี แต่ไม่รู้วันหน้าพระกรุณาจะเป็นอย่างไร”“พี่ท่านคิดได้แต่อารมณ์ร้ายของข้าพเจ้า ด้วยข้าพเจ้ากำเนิดบนกองบุญในตำแหน่งที่ผู้ใดจะขัดใจไม่ได้ ข้อดีที่ข้าพเจ้าหยิบยื่นพี่นางให้ ท่านไม่คิดถึงเล”“พระมหากรุณาพระองค์ท่าน ที่จะให้ข้าพเจ้าได้ครองตะละแม่พี่นางนั้น ข้าพเจ้าไม่เคยลืม แต่ความผิดที่เกิดจากความเขลาของข้าพเจ้าที่ผ่านมานั้นพระพี่นางยังไม่ยอมอภัย ข้อนี้จะเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าได้อย่างไร”มังตรายิ้ม ทรงคว้าพระสุวรรณภิงคารที่มหาดเล็กเชิญตามมา “แผ่นดินตองอูนี้จงเป็นพยาน เมื่อจะเด็ดได้ทำศึกชนะหงสาวดีครั้งนี้มาถวายแล้ว ข้าพเจ้าจะจัดพิธีสมโภชบำรุงขวัญเมืองตองอูเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขแก่พสกนิกร และจะขอจัดสมโภชพิธีอุปภิเษกพระพี่นางให้จะเด็ดเป็นสัญญา”มังตราพูดจบก็หลั่งน้ำสู่เบื้องธรณี จะเด็ดรู้สึกทราบซึ้งเป็นที่สุด ยกมือพนมรับ“เดชะพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ผู้เป็นใหญ่ ข้าพเจ้าจะเด็ด ขอถวายสัตย์ว่าจะขอเป็นดั่งอาวุธคู่พระหัตถ์ หากมีมารร้ายตนใดมาสิงใจให้ข้าพเจ้าประพฤติชั่ว ของพระแม่ธรณีจงช่วยปัดเป่าให้ปลาสนาการไป และดลบันดาลให้ข้าพเจ้าประพฤติแต่สิ่งที่ชอบสมแก่คู่อภิเษกของตะละแม่จันทราด้วยเถิด” จะเด็ดยกมือจบศีรษะสูงสุด
       วันใหม่ ที่ค่ายสอพิยาก็ถูกโจมตีโดยพวกตองอู พร้อมกับเหตุไฟไหม้บริเวณด้านหลังค่าย สอพินยาสั่งให้ไขลูไปป้องกันหลังค่ายไม่ให้เปลวเพลิงโหมกระหน่ำ โดยมีจิสะเบงตามไขลูไปด้วย ขณะที่สอพิยาก็เจ็บแค้นมากขึ้น
       บริเวณป่าหลังกำแพงค่ายหงสาวดี กองทหารตองอู ซึ่งนำโดยตองหวุ่นญี รานอง จาเลงกาโบง และสีอ่อง ก็ระดมยิงธนูไฟออกไปอย่างไม่ยั้งขณะที่ไขลูกับจิสะเบงก็รู้สึกเหมือนมีลางสังหรณ์ และแล้วทหารก็ถูกธนูพุ่งปักหลังอย่างแรง จนกระเด็นตกจากม้า ทุกคนพากันแตกตื่น ไขลูกับจิสะเบงต่างตกใจ หันมากลับมามอง จิสะเบงเห็นดังนั้นก็เอ่ยขึ้น“เรารอไม่ได้แล้ว รีบเอาตัวรอดก่อน”ทุ่งกลางเนินเขา จิสะเบงควบม้านำทหารหงสาวดีกลุ่มหนึ่งออกมาจากช่องเขา แล้วหยุดตะลึง เมื่อพบตองหวุ่นญีกับสีอ่องควบมาลงเนินมาดักด้านหน้าไว้ จิสะเบงตกใจที่เห็นเป็นตองหวุ่นญี ตองหวุ่นญีเอ่ยขึ้น“อ้ายลูกทรยศ มึงกับกูไม่มีวาสนาได้เป็นพ่อลูกกันอีกต่อไปแล้ว วันนี้ มึงกับกูมาออกรบกัน หากกูเพลี้ยงพล้ำขอให้มึงกุดหัวกูไป แต่หากกูได้ช่อง กูก็จะกุดหัวมึงล้างอายให้แก่วงศ์ตระกูลเอง”จิสะเบงตกใจไม่รู้จะทำอย่างไร พอดีไขลูพาทหารหนีตามมา จิสะเบงเอ่ยบอก “ข้าพเจ้าเกิดมายังไม่เคยแทนคุณผู้ให้กำเนิด จะให้มายืนม้าต่อม้ากับพ่อตัว ข้าพเจ้าทำไม่ได้ดอก”ไขลูตกใจทำอะไรไม่ถูก ตองหวุ่นญีตัดสินใจชักดาบ ด้วยใจที่แน่วแน่ ไขลูก็ตัดสินใจพุ่งหอกออกไป หอกซัดพุ่งเข้าปักอกตองหวุ่นญีอย่างแรง จิสะเบงตกใจร้องลั่นตองหวุ่นญีโดนหอกซักเข้าเต็มอกตกจากหลังม้า จิสะเบงควบม้ามาหยุดใกล้ๆ โดดลงมาประครองตองหวุ่นญีไว้ ขณะที่จะเด็ดก็คุมกองทหารตองอูมุ่งมาแต่ไกล ไขลูควบม้าผ่านไปแล้วหันมาเรียกจิสะเบงให้รีบหนีแต่จิสะเบงกอดพ่อร้องไห้ ไขลูตกใจพะว้าพะวัง ตองหวุ่นญีว่า “พ่อผิดเองที่เลี้ยงลูกไม่ดี เพราะเจ้ากำพร้าแม่พ่อจึงตามใจมากเกินไป”จะเด็ดควบม้านำทหารตองอูมุ่งตรงมาอย่างรวดเร็ว ไขลูหันกลับมามองจิสะเบงตกใจแต่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้จึงควบม้าหนี จะเด็ดควบม้านำทหารผ่านจิสะเบงที่กอดพ่อไว้อย่างน่าสงสาร ขณะที่มือตองหวุ่นญีก็ค่อยๆ ล่วงมีดสั้นออกมาจากเอวตองหวุ่นญีจ้วงแทงจิสะเบงอย่างแรง จิสะเบงเจ็บปวดจนผงะ แต่ตองหวุ่นญีไม่ยั้งจ้วงแทงอีกหลายครั้ง“พ่อรักลูก พ่อรักลูก พ่อรักลูกเสมอจิสะเบง”
       ไขลูหนีมาเจอกองทหารสีอ่องควบมาสกัดหน้าไว้ จึงหันกลับมาสู้กับจะเด็ด จะเด็ดเป็นห่วงตองหวุ่นญีก็ละล้าละลัง จึงสั่งสีอ่องว่าถ้าจับเป็นไม่ได้ก็สังหารเสียสีอ่องกับทหารเข้าสู้กับไขลูจนตกลงจากหลังม้า ไขลูยังพยายามสู้ แต่สีอ่องมีคนมากกว่า จะเด็ดชักม้ากลับไปหาตองหวุ่นญีแต่ไม่สามารถช่วยได้แล้วจิสะเบงนอนฟุบกอดตองหวุ่นญีไว้ จะเด็ดคุกเข่าอยู่ข้างๆ ส่วนไขลูก็ถูกจับได้ป่าบนเนินเขา เมงกยอแงควบม้านำทัพมาอย่างเร่งรีบ
       สอพินยาย่างม้าตามหลังมาช้าๆ เมงกยอแงชักม้ากลับมาหาสอพินยา สอพินยาหันกลับไปมองด้านหลังด้วยความเศร้านึกถึงไขลู“เพลานี้ต่างคนต่างเอาตัวรอดเถิด เราช่วยใครมิได้ดอก ไปถึงแปรเมื่อไหร่เราค่อยว่ากันพวกเราเร่งเดินทางหน่อย เสบียงอาหารเรามีน้อยต้องไปให้ถึงแปรให้เร็วที่สุด”เมงกยอแงเร่งม้านำขึ้นไป ปล่อยให้สอพินยาตามหลังด้วยความเป็นห่วงไขลู สอพินยาเริ่มร้องไห้
       
       ตอนที่ 17 วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม 2556
       วันใหม่ หลังจากศึกสงบลงแล้ว จะเด็ดก็ลอบเข้าไปหาจันทรา และพูดกล่อมจนจันทรายอมให้กุสุมามาตองอู โดยจะเด็ดบอกว่า“เพลานี้กุสุมาร้างภัสดา เพราะข้าพเจ้าเป็นผู้ชิงมาอย่างเอิกเกริก สิ่งเดียวที่นางยึดแก้หน้าคือข้าพเจ้าผู้เดียว แต่ถ้าข้าพเจ้าถูกตะละแม่ตองอูคู่สวาทเดิมบังคับให้ละทิ้ง น้องท่านคิดว่ากุสุมาซึ่งเกิดมาเป็นลูกกษัตริย์เช่นกันจะทนอยู่ดูหน้าคนได้หรือ แม้ตายเป็นผีไปแล้วก็ยังไม่สิ้นคนนินทา”จันทราเศร้า “ข้าพเจ้าต้องมารับกรรมผิดที่ท่านสร้างด้วยหรือ”
       “ข้าพเจ้าแม้ถูกสาปให้เปลี่ยนรูปกายเป็นสัตว์ แม้สิบกุสุมาต้องตายต่อหน้าแล้วให้ข้าพเจ้าตัดความระลึกถึงน้องท่านไปหาหญิงอื่น ข้าพเจ้านี้ไม่อาจทำได้”“แล้วข้าพเจ้าจะต้องทำอย่างไรถึงจะพ้นกรรมนี้”“วานน้องท่านละพระเดชมาสร้างพระคุณเถิด ถ้าน้องท่านมาสร้างความปองดองยอมให้ข้าพเจ้ารับตะละแม่เมืองแปรมาสู่ตองอู คำสรรเสริญจะมีไม่รู้สิ้น”จันทราขยับลุกขึ้นนั่งทันที “ท่านจะรับตะละแม่แปรมาอยู่ตองอูหรือ”จะเด็ดรวบมือจันทราไว้ “ชายใดดูมีอำนาจเพราะได้สตรีเสริมบารมี สตรีใดให้ความร่มเย็นแก่ชาย ชายนั้นจะยิ่งเกรงกลัว หากน้องท่านเมตตา ให้ข้าพเจ้ารับตะละแม่กุสุมามาอยู่ตองอูเพื่อล้างอาย ไม่ซ้ำเติมความผิดที่ติดตัวมา ความกรุณานี้จะทำให้นางสำนึกในบุญคุณ ยอมอยู่ใต้เบื้องบาทน้องท่านไปชั่วชีวิต และจะยำเกรงกลัว น้องท่านเสียยิ่งกว่าข้าพเจ้า แต่หากน้องท่านประสงค์จะให้ข้าพเจ้าเลิกคิดการนี้ก็จงเร่งว่ามาเถิด”จันทราเริ่มใจอ่อน “ขอพี่ท่านอย่าเพิ่งรีดเอาความเพลานี้เลย รีบกลับออกไปก่อน”“ข้าพเจ้ารักนางโน้นเพราะเอ็นดูว่านางรักข้าพเจ้าโดยซื่อ หากละทิ้งไม่เอ็นดู นางคงตรอมใจไม่อาจรอดูหน้าผู้คนต่อไปได้ แต่ที่รักน้องท่านเพราะพรหมลิขิตให้เป็น จึงขอวอนให้น้องท่านเกื้อกูลข้าพเจ้านี้เหมือนตอนเยาว์วัยเถิด ข้าพเจ้าขอสาบานว่าแม้ลับหลังน้องท่านก็ไม่ขอคิดคด และจะไม่ขอยกย่องหญิงใดสูงเกินน้องท่านเด็ดขาด”จันทราทรุดลงจับมือจะเด็ดไว้ “ข้าพเจ้าจะลองเชื่อพี่ท่านอีกสักหน หากท่านผิดรอยวันใดขอให้ถือวันนั้นเป็นวันสิ้นที่จะได้เห็นหน้ากันในเมืองมนุษย์เถิด”จะเด็ดมองจันทราอย่างทราบซึ้ง แล้วกอดอย่างทะนุถนอม
       จะเด็ดวางแผนการโดยบอกมังตราว่า พระเจ้าแปรประชวร โดยจะเด็ดขอความร่วมมือจากรานองให้ช่วยพูดอีกแรง มังตราจึงหลงเชื่อและสั่งให้แต่งเครื่องบรรณาการไปถวายพระเจ้าแปร รานองเอ่ยว่า“อาว่า จะขอท่านแม่ทัพบุเรงนองเดินทางไปเป็นเพื่อนด้วย”มังตราอึ้ง “เออ จะเด็ดพี่ท่านจะไปได้อย่างไรในเมื่อจะต้องอยู่อภิเษกด้วยพี่นาง”จะเด็ดรีบบอก “ข้าพเจ้าจะเร่งเดินทางไปกลับไม่ให้เกินสิบสองราตรี”จะเด็ดพยายามส่งสายตาให้รานองช่วย รานองว่า “เนื่องด้วยพระเจ้านรบดีทรงคุ้นเคยกับท่านบุเรงนองมาก่อน ข้าพเจ้าจึงอยากให้ไปเยี่ยมพระอาการด้วย หากได้ตรัสต่อผู้รู้ใจพระอาการคงจะดีขึ้นในเร็ววัน และที่สำคัญยิ่งคือ … หากได้แม่ทัพบุเรงนองไปส่งข้าพเจ้าถึงแปร จะทำให้ชาวแปรเกิดปิติว่าพระเจ้าตองอูยกย่องข้าพเจ้าเสมอพระญาติผู้ใหญ่ และเพลานี้การศึกก็ได้เรียบร้อยลงแล้ว หากพระองค์คิดถอนทหารตองอูออกจากแผ่นดินแปร โดยให้แม่ทัพบุเรงนองไปรับกลับมาเสียในการนี้ ก็จะยิ่งบังเกิดสิริสง่าแก่ผู้จะเป็นพระพี่เขยในการณ์หน้า การสร้างไมตรีระหว่างตองอูและแปรให้แน่นแฟ้นนี้ ชาวแปรซึ่งเป็นคนอ่อนน้อมก็จะสรรเสริญพระเจ้าตองอูนี้อย่างไม่ลืมคุณสิ้น” มังตรารู้สึกพอใจวันใหม่ ที่นิคมชาวแปร ชายแดนตองอู ชาวแปรคนหนึ่งรีบวิ่งตามขบวนไป บุเรงนองขี่ม้าหน้าตาเบิกบาน กุสุมาเผยพระวิสูตรออกมามอง“นี่หรือนิคมชาวแปรที่พี่ท่านว่า”จะเด็ดยิ้มพยักหน้าให้ นายจ่าบ้านวิ่งนำชาวบ้านมาหาจะเด็ด แล้วทรุดลงกราบอย่างนอบน้อมสูงสุด“เป็นบุญหัวข้าพเจ้าเหลือเกินที่ท่านบุเรงนองมาเยี่ยม ตั้งแต่ท่านพาพวกข้าพเจ้ามาจากแปร แล้วแบ่งปันที่ทำกินให้จนสุขสบายพวกข้าพเจ้าไม่เคยลืมคุณท่านเลย”“ข้าพเจ้ามีการจะให้ท่านช่วย ข้าพเจ้านำตะละแม่กรุงแปรมาฝากให้ท่านดูแล”กุสุมาเปิดประตูรถม้าลงมา จนเห็นถนัด มองทุกคนอย่างเมตตา นายจ่าบ้านหันไปเห็นแล้วก้มกราบอย่างจงรักภักดีสูงสุด ชาวบ้านต่างๆ พากันกราบกุสุมาตองสา โชอั้วและนางข้าหลวง ต่างลงเกวียนมาดู นาคะจูงม้าอยู่มองอย่างพอใจ กุสุมาเดินไปที่กลางทุ่ง กุสุมาเห็นหมู่บ้านนิคมชาวแปรสวยงามน่าอยู่
       ลานบ้านจ่าบ้าน เนงบากับนาคะกำลังคุมชาวแปรและทหารให้ขนของแยกย้ายไปตามจุดต่างๆ มีชาวบ้านช่วยกันแจกอาหารและน้ำดูแลอย่างดี กุสุมา โชอั้วและตองสาที่ได้รับการดูแลจากสาวชาวบ้านและเหล่านางข้าหลวงที่นั่งพักผ่อนอยู่บนระเบียงจะเด็ดนั่งพูดคุยอยู่กับตะคะญีและจ่าบ้านที่แคร่ใต้ต้นไม้ลานบ้าน จะเด็ดว่า“ขอท่านจ่าบ้านจงทำนุบำรุงขอบเขตหมู่บ้านให้แข็งแรง อย่าให้ผู้ใดเข้าออกได้โดยง่าย เพื่อเป็นการอารักขาพระธิดาแปร”“ไว้ใจข้าพเจ้าเถิด จะทำตามคำสั่งท่านอย่างดี”
       ขณะที่กุสุมานั่งพักอย่างเหนื่อยอ่อน แต่โชอั้วนั่งไว้ตัวดุจเป็นนางพญาจะเด็ดว่า “ข้าพเจ้าขอให้ครูท่านช่วยจัดกำลังทหารคุ้มกันอยู่ที่นี่ด้วย”จะเด็ดให้เนงบานำตองสาไปอยู่กับปอละเตียง ตะคะญีวิตกกังวลอย่างมากกับการกระทำของจะเด็ดหลังจากนั้นจะเด็ดก็เดินทางเข้าเมืองตองอู แล้วก็เชิญมังตราให้ออกไปรับกุสุมาด้วยกัน มังตราปรับทุกข์เรื่องนันทวดี“ข้าพเจ้ามีฤทธิ์ทำให้พี่ท่านได้ครองสตรีที่รัก พร้อมกันถึงสองนางแต่กรรมตัวกลับกำลังจะร้างสตรีปอง” จะเด็ดถาม “พระองค์หมดเสน่หาพระมเหสีนันทวดีเสียแล้วหรือ”“ความสุขข้าพเจ้าเหมือนไม่ใช่ผัวเมีย นางอัธยาศัยดีเกินนิสัยข้าพเจ้า พี่ท่านก็แจ้งดีว่าข้าพเจ้าเป็นคนกระด้างตึงตังไม่ยอมคน ซ้ำปัจจุบันยังอบกายด้วยไอเหล้าแทบทั้งวัน นางปฏิบัติต่อข้าพเจ้าเหมือนเป็นพี่ชายมากกว่า รสสวาทอย่างผัวเมียจืดจางสิ้นแล้ว”“จะถึงการร้าวฉาน ชีวิตรักอัปปางเลยหรือ”“วัยอย่างเราท่านก็รู้ดี เรื่องนี้สำคัญน้อยกว่าเครื่องต้นหรือ แต่ข้าพเจ้าเกรงจะกระทบใจขุนวังผู้พ่อ หากเกิดการร้าวฉานกับลูกสาว วันหน้าจะเป็นเสี้ยนแสลงใจกันเสียเปล่า”“หากข้าพเจ้าขอพระองค์ให้ยกนันทวดีเป็นมเหสีสืบไป โดยหาสตรีอื่นมาปรนนิบัติให้ต้องอัธยาศัยแทน พระองค์จะรับสัญญาข้าพเจ้าได้ไม๊”“ท่านก็ชายเราก็ชาย คำนี้อย่าพูดกัน นางผู้นั้นเป็นใคร”“ลูกสาวแม่ทัพกรุงแปร….ชื่อโชอั้ว”“รูปงามไม่เสมอตะละแม่เมืองแปรซิ ถึงผ่านมาสู่เรา”“ข้าพเจ้าเห็นว่าอัธยาศัยน่าจะต้องกับพระองค์ดอก โชอั้วคือเรือโอ่เปรียวน้ำสำหรับเจ้านายจะขี่เล่นให้เริงพระทัย ข้าพเจ้าได้พามาอยู่ที่นิคมแปรนี้แล้ว”มังตราหัวเราะชอบใจ “นางชื่อโชอั้วหรือ งั้นก็เร่งม้าไปให้ถึงนิคมแปรเร็วๆ เถิด ฮู้ๆ”มังตราคึกจัดเร่งม้าควบนำไป จะเด็ดและมหาดเล็กรีบควบตามไป
       
       ตอนที่ 18 วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม 2556
       จะเด็ดพามังตราไปพบกับกุสุมาที่เรือนจ่าบ้าน กุสุมาเสด็จลงมากราบมังตราว่า “นางกรุงแปรถือศักดิ์เสมอเรา ถูกเตือนให้เคารพยังต้องชั่งใจ”“เมื่ออยู่กรุงแปรข้าพเจ้ามิเคยได้ไหว้ผู้ใดก่อน เมื่อพิจารณาเห็นพระเจ้ากรุงตองอูว่าสมลักษณะมหาบุรุษจึงเกรงพระบารมี”มังตราหัวเราะเสียงดัง “ตะละแม่แปรช่างเจรจานี่เอง แล้วนางที่ตามมาด้วยละ”จะเด็ด “เออ…ข้าพเจ้าจะขอเบิกตัวแม่นางโชอั้วเข้าเฝ้าด้วย”กุสุมาว่า “นางกับเหล่าข้าหลวงไปอยู่ที่บึงท้ายหมู่บ้าน คงต้องรอให้ผู้ใดไปเรียก”จะเด็ดหันมายิ้มกับมังตรา “แม่นางโชอั้วคงสาละวนเล่นน้ำเพลินอยู่ทางโน้น พระองค์คงต้องรอให้นางประดับกายให้สมควรก่อน ข้าพเจ้าจึงจะนำเข้าเฝ้าได้ ขอพระองค์เสด็จทอดพระเนตรรอบนิคมให้สำราญก่อนดีกว่า”จะเด็ดขยิบตาให้มังตรา แล้วบอกกุสุมา“วานตะละแม่จัดรับเสด็จเถิด ประเดี๋ยวข้าพเจ้าจะนำพระเจ้าอยู่หัวมา”
       จะเด็ดขึ้นม้าควบตามมังตราไปหลังจากที่จะเด็ดพามังตราไปแอบดูโชอั้วเล่นน้ำ มังตรารู้สึกถูกใจโชอั้วมาก กุสุมาเอ่ยบอกโชอั้วว่ามังตราคือใคร“พระเจ้าตองอู ตะเบงชะเวตี้แห่งเมงกยินโย หากพระองค์โปรดน้องท่านเป็นพระสนมเอก ข้าพเจ้าถือว่าเป็นลาภแห่งชีวิตตัวที่สุด”โชอั้วนิ่ง ดวงตายิ่งเกิดความอาฆาตแค้นยิ่งขึ้น กุสุมาว่า“บุเรงนองกับข้าพเจ้าคิดการตั้งแต่ออกจากกรุงแปรแล้วว่า หากมีโอกาสได้เสริมบุญ จะขอถวายน้องท่านเป็นบาทบริจาริกาแก่พระเจ้ามังตรา ชาตากำหนดมาอย่างนี้วานน้องท่านอย่างเคืองพระองค์เลย”โชอั้วยิ้มเลือดเย็น “เมื่อแค้นข้าพเจ้าบรรลุได้เป็นถึงเมียพระเจ้าตองอู ขอตะละแม่อย่าได้ห้ามแค้นข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้าจะเอาพระเจ้าตองอูไว้ในกำมือให้จงได้”สีหน้าโชอั้วทำให้กุสุมาตัวเย็นขึ้นมาทันที
       คืนนั้นเอง มังตราได้พูดคุยกับโชอั้วเรื่องที่จะชุบเลี้ยงดูแลโชอั้ว โชอั้วที่มีแผนอยู่ในใจก็ยินยอม ตกลงใจกับมังตรา แล้วโชอั้วก็เริ่มวางอำนาจใส่ทหารทันที รวมถึงจะเด็ดด้วยโชอั้วเดินลงเรือนตรงมาหาจะเด็ด ท่าทางอย่างนางพญาจนทุกคนแปลกใจโชอั้วสั่ง “คืนนี้...พระเจ้าตองอูจะประทับแรมอยู่ที่นิคมแห่งนี้ ขอให้ท่านจัดทหารคุ้มกันเดินยามให้ดีเถิด”
       จะเด็ดตกใจ นึกไม่ถึงว่าโชอั้วจะวางอำนาจได้ขนาดนี้ “ไม่ได้ พระเจ้าอยู่หัวต้องเสด็จกลับวังหลวงก่อนค่ำ ขุนวังมิได้รู้ถึงหมายกำหนดการนี้จะเกิดการอลม่านทั้งวังหลวง”“งั้นท่านก็กลับไปจัดขบวนช้างแห่มารับเราเข้ากรุงตองอูซิ ท่านก็รู้นี่ว่าเพลานี้เรามีตำแหน่งสูงเพียงไร” โชอั้วพูดจบก็จะกลับขึ้นเรือน จะเด็ดรีบตามไปขวางไว้จะเด็ดทำหน้าเศร้า “วันวาน…เมื่อข้าพเจ้าเข้าวังหลวง ได้ข่าวว่ายังมีพระประยูรญาติ เออ..ที่จงรักภักดีต่อตะละแม่ตองอู ไม่ชอบในการนี้อยู่อีกมาก หากข้าพเจ้านำกองคชพาตะละแม่กุสุมาและท่านแห่เข้าไป เพลานี้ข้าพเจ้าและพระเจ้าอยู่หัวคงจะถูกเกลียดชังอย่างยิ่ง ขอท่านอย่าวอนให้พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานกองคชแห่เข้ากรุงตองอูเลย”โชอั้วยิ้ม “แต่คนอย่างข้าพเจ้า จะไม่ยอมเข้ากรุงตองอูอย่างนางเชลยเด็ดขาด ถ้าท่านไม่กราบทูลข้าพเจ้าจะกราบทูลพระเจ้ามังตราเอง”โชอั้วยิ้มอย่างผู้ชนะ ก่อนสะบัดขึ้นเรือนไป จะเด็ดเริ่มกังวลการกระทำของแม่นางโชอั้วในอนาคต”
       ห้องทรงงาน ในตำหนักจันทรา จันทราประทับทรงงานผ้าอยู่กับนางข้าหลวง นางข้าหลวงผู้หนึ่งพากันทิมาเข้ามา จันทราเห็นก็ดีใจ“กันทิมา..เป็นอย่างไรบ้าง กลับมาครั้งนี้คงมิต้องพเนจรให้ลำบากเพื่อเราอีกแล้ว”กันทิมาตอบ “ด้วยพระพี่นางมีน้ำพระทัย มอบหมายงานให้ข้าพเจ้าทำถวาย ถึงเพลานี้ข้าพเจ้าก็ได้ตั้งใจทำถวายถึงที่สุดแล้ว ข้าพเจ้าจึงจำต้องกราบทูลข่าวที่ไม่น่านำมากราบทูลพระพี่นางเลย”จันทราหันไปมองเหล่านางข้าหลวง เหล่านางข้าหลวงจึงพากันเลี่ยงออกไป“หากเป็นข่าวจะเด็ดพาตะละแม่เมืองแปรมาด้วย จะเด็ดได้เข้ามาแจ้งแก่เราก่อนไปกรุงแปรแล้ว”กันทิมาแปลกใจ “แต่การที่ท่านจะเด็ดมาถึงตองอู แล้วมิเร่งนำตะละแม่กุสุมาเข้าเฝ้าก็เพราะมีแผนลวงพระเจ้าอยู่หัว ให้หลงสวาทแม่นางแปรอีกผู้หนึ่ง ชื่อโชอั้ว”“เพลานี้ตะละแม่กรุงแปรอยู่ที่ไหน…เราอยากเจอ”กันทิมาแค้นใจ “ข้าพเจ้าคาดว่าจะเด็ดกับตะละแม่กุสุมากำลังคิดชั่ว เพื่อให้พระเจ้าอยู่หัวยำเกรงในยศตะละแม่เมืองแปร จึงหาทางถวายแม่นางโชอั้วให้บำเรอ”“กันทิมา….ท่านพูดอะไรเราไม่เห็นเข้าใจ” กันทิมาแค้นนิ่ง น้ำตาคลอไม่นานนัก จะเด็ดก็เดินทางเข้าพบจันทรา เพื่อบอกเรื่องกุสุมา จันทราเสียใจมากที่จะเด็ดจะยกกุสุมาเสมอจันทรา แต่เธอก็ไม่อาจยอมรับได้ขณะที่มังตราก็ให้มหาดเล็กไปท้องพระคลัง ตั้งใจจะยกเครื่องประดับบางชิ้นให้กับโชอั้ว แต่นันทวดีเข้ามาพบซะก่อน มังตราจึงอ้างว่าจะหาเครื่องประดับไปให้จันทรา
       ในวันอภิเษกนันทวดีว่า “พระองค์มิเคยสนพระทัยอัญมณี ไฉนจะทรงทราบว่าสตรีควรทรงมณีเม็ดใดถึงสมตัว”มังตราไม่พอใจ “ไม่ยุ่งก็ได้...ไป ไป เอาไปเก็บไว้ที่เดิม”มหาดเล็กรีบลุกออกไป มังตราจะตามไป นันทวดีว่า “นับแต่ท่านบุเรงนองกลับมา พระองค์มิเคยประทับในวังหลวงตลอดแสงตะวันเลย วันนี้จะเสด็จหนใดอีก”“จะไปดูราชการด้านตะวันตก...แล้วคืนนี้จะประทับแรมนอกเมือง” มังตราพูดจบก็เสด็จออกไปอย่างมีพิรุธ นันทวดีมองตามอย่างสงสัย
       
       ตอนที่ 19 วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม 2556
       ในห้องเรือนจ่าบ้าน โชอั้วสวมแหวนที่มังตราพระราชทานให้ ชูขึ้นดูอย่างมีความสุข มังตรากำลังโลมจูบโชอั้วอยู่ไปทั่ว โชอั้วนอนดูแก้วมณีอย่างมีความสุข“ข้าพเจ้าสิ้นสงสัยแล้วพระองค์เป็นทูลกระหม่อมแก้วของข้าพเจ้าโดยแท้ ข้าพเจ้าอดอาลัยถึงท่านพ่อไม่ได้ที่ไม่ได้อยู่เห็นบุญตัวว่าพระเจ้าตองอูชุบเลี้ยงให้รุ่งเรืองแค่ไหน”“แม่นางนี้เหมือนม้ายามซอยคู่เท้า สมเป็นม้าขึ้นระวาง จะดูอย่างช้างก็สมช้างต้องประสงค์ คนขี่ไม่บรรจงให้ดีจะเจ็บตัวได้”
       โชอั้วหัวเราะชอบใจ “สัตว์นั้นหากผู้ขี่ฉลาด ช่างเอาใจ หมั่นดูแลเลี้ยงให้อิ่ม มิได้เฆี่ยนตีให้ทุพลภาพก็จะภักดีผู้เลี้ยงตอบ ข้าพเจ้าก็ดังเช่นสัตว์เหล่านั้นดอก”“เราจะเลี้ยงดูท่านอย่างดี อย่าห่วงว่าจะทิ้งขว้าง ขอให้สนองเราให้เต็มที่เถิด” ทั้งสองแสดงความรู้สึกรักต่อกันอย่างดูดดื่ม
       เช้าวันใหม่ ที่วัดกุโสดอ มหาเถรเดินคุยกับจะเด็ดที่ลานวัด“ในเมื่อมังตราปรารถนาจะยิ่งใหญ่กว่ากษัตริย์อื่นในพุกาม ทางเดียวที่จะสัมฤทธิ์ผลก็คือสงคราม บัดนี้กรุงแปรนั้นยอมศิโรราบแล้ว คงเหลือเพียงอังวะกับหงสาวดี”มหาเถรว่า “ในการยุทธ ยามที่รุกรานผู้อื่นก็ต้องสร้างไมตรีไปพร้อมกันด้วยและถ้าหงสาวดียอมมีไมตรีด้วย อังวะก็คงพักทำศึกลงเช่นกันข้างดีก็จะเกิดแก่ตองอู”จะเด็ดยกมือพนม “ข้าพเจ้าจะจำคำพระอาจารย์ไว้ในกระหม่อมไม่มีวันลืม”เสียงเลาชีดังขึ้น “หยุด…หยุดตรงนี้ เราจะลง”เลาชีเดินเข้ามากับข้าหลวง เลาชีโกรธมากตรงเข้ามากลางลานหน้ากุฎิ“พระคุณเจ้าเป็นที่คนนับถือว่ามีปัญญาล้ำเลิศ ทำไมคิดแต่ข้างดีแก่แผ่นดิน แล้วปล่อยข้างในเรือนราชวงศ์ตองอูเกิดผลเสียเล่า”มหาเถรหน้าเสีย “ท่านกล่าวโทษอาตมาเป็นบาปแล้ว อาตมาบำรุงลูกท่านก็หมายใจจะให้บรรลุอิสริยยศอันยิ่งใหญ่ดอก”เลาชีว่า “เจ้าพระคุณเอียงเข้าข้างผู้เป็นศิษย์ เพราะเห็นเป็นเพศชายเหมือนตัวต่างหาก พระคุณเจ้าเป็นชายจะมาเข้าใจหญิงเท่าหญิงได้อย่างไร”“นางเลาชี…ท่านนี้รู้แต่การเรือนหารู้การแผ่นดิน พระเจ้าแปรมีแต่ลูกหญิงสืบไปเบื้องหน้าตำแหน่งพระเจ้าแปรองค์ใหม่จะได้แก่ลูกของท่านเอง”“ข้อนี้ข้าพเจ้าไม่มีวันเห็นตามรอยพระคุณเจ้า ไม่เคยเลี้ยงลูกมาหวังลาภยศ นรกจะกินหัวก็ยอม ข้าพเจ้าไม่มีวันยอมให้หญิงอื่นมาเท้าแขนในตำแหน่งทัดเทียมพระพี่นางจันทราเด็ดขาด”มหาเถรเห็นเลาชีเอาจริงชักกลัว “ออกปากมั่งซิจะเด็ด แม่ลูกมาปะกันแล้วจะให้กูแก้ต่างอยู่ได้อย่างไร”เลาชีว่า “หากผู้ใด...เอาหญิงอื่นมาเสนอหน้า เสมอตะละแม่จันทราในพิธีอภิเษก เรานี้จะขอแขวนคอตายให้คนทั้งปวงประจักษ์”“จะไปกันใหญ่แล้ว จะกล่าวอะไรก็ว่ากันไปตามประสาแม่ลูกเถอะ กูไม่อยู่แล้ว อดใจไม่ได้จะสิ้นไมตรีกันเสียเปล่า” มหาเถรรีบเดินออกไปทางโบสถ์จีวรปลิว
       จะเด็ดว่า “ข้าพเจ้ารู้ในการร้อนใจของแม่ แต่ข้าพเจ้าได้กราบทูลมังตราให้เห็นชอบแล้ว ส่วนน้องจันทราก็ยินยอมด้วยน้ำใจประเสริฐ ผู้ที่แม่เป็นทุกข์เจ็บร้อนแทน เนื้อแท้ไม่ได้ทุกข์หรือเจ็บใจเลย”“สองพี่น้องยอมเพราะคิดว่ากินนมเต้าเดียวกันมา ยังไม่รู้สำนึกตัว”“การในเรือนผู้ใดถ้าตกลงกันได้….แม่จะเดือดร้อนทำไม”เลาชีโกรธถึงที่สุด ตบหน้าจะเด็ดจนหัน “อนาถใจกู ผีร้ายใจเหี้ยมสิงใจลูกกูแล้ว จันทราตัดใจเพราะทำทาน ยอมช้ำใจเพราะอยากให้คนที่ตัวรักเป็นสุข ถ้ามึงยังนับกูเป็นแม่ จงอย่าคิดสั้น อย่าทำประหนึ่งอาศัยเงาไม้ใหญ่นอนพัก พอหายเหนื่อยก็ลุกขึ้นลานกิ่งไม้ต้นนั้นทิ้ง ตะละแม่จันทราสำแดงเมตตามึงมาทุกคราว ถึงคราวจะได้สนองคุณแทนทำไมไม่รีบทำ ตกไปภายหน้าจะทำนุบำรุงให้เลิศลอยแค่ไหน ก็เพียงผัวทะนุบำรุงเมีย พระญาติพระวงศ์ตองอูจะได้สรรเสริญเข้าหูกูบ้างว่ากูเลี้ยงลูกมาได้องอาจสมชายชาตรี สมควรเป็นแบบอย่างให้เหล่าทหารเคารพสืบไป”
       จะเด็ดร้องไห้ทรุดลงกราบเท้าแม่อย่างสำนึกผิด “พอเถิดแม่ การใดทำให้แม่น้ำตาตก แม้จะแลกด้วยชีวิตลูกก็ยอมแล้ว”เลาชีทรุดลงกอดลูก “ผู้หญิงนะลูก ถูกแบ่งผัวก็ช้ำใจพอแล้ว ยังจะวานให้เป็นพนักงานทำการแบ่งอีก จะมีใครทนไหว”เห็นสองแม่ลูกกอดกัน มหาเถรยืนมองอยู่ ถอนใจ
       วันใหม่ จะเด็ดเดินทางไปถึงนิคมแปร โดยที่ไม่มีขบวนพิธีมารับ กุสุมาเห็นดังนั้นก็ตัวสั่น เหมือนรู้ ค่อยๆ ทรุดลง น้ำตาค่อยๆ ไหลจะเด็ดเล่าความให้มังตราฟัง มังตราว่า จะเด็ดจะต้องเป็นผู้เจรจาเท่านั้น จะเด็ดจึงตัดสินใจวางแผนใหม่ เอ่ยบอกกับกุสุมาอย่างสำนึกผิด“วิมานอันเราสองช่วยกันสร้างมาทะลายลง น้องท่านจะทำอย่างไรแจ้งให้พี่รู้ที”กุสุมาจะร้องไห้ “ข้าพเจ้าจะขอกลับคืนแปร”จะเด็ดแอบดีใจ “หากน้องท่านจะคืนแปร พี่ขอน้องท่านช่วยเพ็ดทูลแก่พระเจ้าแปรและพระอัครเทวี ให้ช่วยรักษาไมตรีกับพระเจ้าตองอู อย่าให้เป็นรอยร้าวจะได้ไม๊”กุสุมายิ่งเสียใจ “บุเรงนอง ท่านพูดอย่างนี้หาได้รักข้าพเจ้าเลย ท่านรักผลประโยชน์เมืองตองอูมากกว่า”จะเด็ดรีบขยับเข้าหา “กุสุมา พี่รักน้องท่านจริงๆ แม้พระพรหมก็ยังไม่กล้าปฏิเสธ”“บิดาข้าพเจ้าฝืนใจส่งลูกมาให้คนตองอูย่ำแล้ว ท่านยังจะใช้ข้าพเจ้ากลับไปกล่าวเท็จให้เศร้าจิตอีกหรือ”
       “ฟังพี่ให้จบก่อน หากพระเจ้าแปรเบนใจไปมีไมตรีกับหงสาวดี น้องท่านจะพ้นมือสอพินยาได้อย่างไร หรือน้องท่านยินดีไปสมสวาทกับผัวเดิม พี่นี้นิดหนึ่งก็ไม่เคยคิดเหมือนคำน้องท่านกล่าวหาเลย”กุสุมาโกรธ ตบหน้าจะเด็ดอย่างลืมตัว เสียใจ “ข้าพเจ้าเพลานี้เสมือนเครื่องมือกลแห่งท่าน ปรารถนาใดก็จงสั่งมาจะฝืนใจรับไปทำให้”“ดวงใจพี่นี้คือน้องท่านแน่ ความเท็จที่จะต้องกล่าวแก่พระเจ้าแปร ทั้งคู่หาใช่จะเป็นไปตลอดชาติ เพียงเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้เกิดน้ำใจแก่สอพินยาดอก แล้วอีกเดือนหนึ่งพี่นี้จะยกขบวนไปรับน้ำสังข์คู่น้องท่านถึงในมหาเศวตรฉัตรกลางกรุงแปร”“แล้วข้าพเจ้าจะกลับไปรอท่านที่กรุงแปรได้อย่างไรโดยไม่อายคน”“ก่อนวันอุปภิเษกข้าพเจ้าจะจัดช้างเครื่องมารับให้สมจริง แต่ปรากฏว่าน้องท่านเจ็บไข้ทรุดหนักจะลุกเดินนั่งยังไม่ได้ มหาฤกษ์กำหนดแม่นยำแล้ว จะรออาการน้องท่านทุเลาไม่ได้เช่นกัน เมื่อไม่อาจเข้าร่วมพิธีได้ น้องท่านจึงขอเสด็จกลับแปร ไปอยู่ใกล้พระมารดา ขอน้องท่านปฏิบัติตามนี้ แม้โชอั้วก็อย่าให้รู้ ตองอูกับแปรก็จะรักษาไมตรีกันได้สืบไป”กุสุมาฟังแผนจะเด็ดด้วยความระทมใจ จะเด็ดสงสารดึงเข้ามากอดให้กำลังใจ
       
       ตอนที่ 20 วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม 2556
       วันใหม่ ในเรือนกุสุมานิคมแปร กุสุมานอนซมอยู่บนที่บรรทม นางข้าหลวงนำโอสถมาให้เสวย กุสุมาส่ายหน้า ปิดหน้าร้องไห้ด้านจะเด็ดก็นำขบวนช้างทรง ขบวนม้าแห่ มาเพื่อที่จะรับกุสุมา จะเด็ดย่างม้าอย่างไม่ค่อยสบายใจ ในใจเป็นห่วงและสงสารกุสุมาอย่างที่สุดลานนิคมแปร โชอั้วที่มีแววกังวลมาก ออกมายืนบอกจะเด็ดว่ากุสุมาไม่สบายมาก จะเด็ดกังวล “เมื่อก่อนออกจากนิคมแห่งนี้ ข้าพเจ้ายังเห็นตะละแม่ปกติอยู่ จะมีพระอาการสาหัสได้อย่างไร”โชอั้วตอบ “ตะละแม่ปะไข้ลางทีจะสิ้นก่อนได้เห็นใจ ท่านบุเรงนองจงเข้าไปพิจารณาเอาเองเถิด”จะเด็ดตกใจรีบขึ้นเรือนไป โชอั้วตาม จาเลงกาโบ เนงบา สีอ่องมองตามอย่างงงๆเมื่อจะเด็ดเห็นกุสุมาก็รู้ว่ากุสุมาป่วยจริง โชอั้วว่า“ตะวันตกดินวันนี้ตะละแม่คงเสด็จไม่ไหวดอก หากท่านอยู่เฝ้าประคบประหงมเห็นทีพรุ่งนี้จะสดใส…ค่อยรับตัวไปได้”จะเด็ดเอ่ยขึ้น “ท่านพูดดุจผู้ไม่รู้ในการที่สูง อันฤกษ์ผานาทีที่โหรกำหนดนั้น อย่าว่าคราดเต็มคืนเลย ช้าผิดฤกษ์เพียงนาทีเดียวยังเสียการสิ้น หากตะละแม่กุสุมากลับเข้าฝ่ายในไม่ทันฤกษ์ มีหรือชาวตองอูจะคอย หน้าที่ข้าพเจ้าต้องนำตะละแม่กุสมาไปในวันนี้ให้ได้”“งั้นท่านก็พยาบาลตะละแม่ให้นั่งได้ก่อน แล้วค่อยนำเสด็จ”จะเด็ดประคองกุสุมาให้นอนราบ นำผ้าชุบน้ำใกล้ๆ มาเช็ดให้ทุเลาไข้ลง จะเด็ดมองกุสุมารู้สึกสงสารมาก จะเด็ดกุมมือกุสุมามั่น กุสุมามองจะเด็ดด้วยรักสุดหัวใจ“ส่ง ข้า..พ.. เจ้า กลับแปรเถิด”
       จะเด็ดว่า “น้องท่านมาท้อถอยเสียเพลานี้ พระเจ้าแปรจะระแวงว่าตองอูไม่เต็มใจให้น้องท่านเข้าอภิเษก จะผิดใจกับตองอูได้”โชอั้วเอ่ยขึ้น “ก็หาผู้เป็นพยานกราบทูลความจริงซิ”จะเด็ดตาเป็นประกาย “แม่นางโชอั้วเป็นคนกลาง รู้เห็นทุกอย่าง วานท่านสลักหนังสือไปกราบทูลพระเจ้าแปรที”โชอั้วรับคำ “ได้ซิ อย่าห่วงเลย ข้าพเจ้าจะสลักหนังสือไปกราบทูลสมเด็จลุงเอง อนาถใจข้าพเจ้าเหลือเกิน ท่านทั้งสองควรจะได้ชมสมรักกันในค่ำนี้แท้ๆ กลับมามีอันเป็นไปได้อย่างไร”จะเด็ดแม้จะรู้ว่าอยู่ในแผน แต่ก็ยิ่งสงสารกุสุมาจริงๆทางลัดนอกนิคมแปร จะเด็ดขี่ม้านำขบวนช้าง-ม้าเกียรติยศมาอย่างเสียใจมาก โชอั้วนั่งช้างที่จาเลงกาโบบังคับอยู่อย่างทรนง ดุจตัวเป็นมเหสีเอก จะเด็ดลังเลก่อนชักม้าเข้ามาพูดกับโชอั้ว“ขอแม่โชอั้วไปกับขบวนนายกองช้างเถิด พระเจ้าตะเบงชะเวตี้จัดเรือนพักไว้รอรับท่านแล้ว เสร็จพิธีเย็นนี้พระองค์คงเสด็จไปหา”จะเด็ดควบม้าแยกออกไปอย่างรวดเร็ว
       ภายในท้องพระโรง กรุงตองอู พิธีอุปภิเษกจะเด็ดกับจันทราแบบพุทธผสมพราหมณ์ ถูกจัดขึ้น จะเด็ดเดินนำจันทรามายังประรำพิธีพราหมณ์ พระประยูรญาติเอากลีบดอกไม้สีต่างๆ โปรยอวยพรให้คู่บ่าวสาว พราหมณ์เอาชายผ้าคลุมตัวจะเด็ดมัดเชื่อมกับผ้าคลุมพระเศียรจันทรา แล้วคู่บ่าวสาวพากันเดินรอบกองไฟหลังจากพิธีเสร็จแล้ว จะเด็ดก็ขอร้องจันทราว่า ขอตนออกไปส่งกุสุมากลับแปร จันทราได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งคิด“ชาตินี้มีบาปสิ่งใดข้าพเจ้าขอล้างให้สิ้น หากพี่ท่านไม่อาลัยข้าพเจ้า...จะไม่กลับมาก็ได้”จะเด็ดกุมมือจันทราขึ้นมาจูบ “พี่นี้รักษาความบริสุทธ์ใจไว้เพื่อบูชาน้องท่านเพียงผู้เดียว...รับรองข้าพเจ้ากลับมาแน่”จะเด็ดรีบออกไป จันทรานั่งเสียใจอยู่คนเดียวถนนระหว่างเมืองตองอูกับเมืองแปร จะเด็ดควบม้ามาหยุด โดดลงกอดกุสุมาแน่น“พี่ตามมาเพื่อให้สัญญาว่าอีกหนึ่งเดือนจะตามไปรับน้ำสังข์เคียงคู่น้องท่านให้ได้ ขอให้น้องท่านสัญญาด้วยว่าจะรอ”“ข้าพเจ้าเหมือนกาฝาก มองเห็นต้นไม้ใหญ่ลงรากหยั่งลึกใกล้น้ำดินดี สำนึกแล้วไม่อาจอิจฉาได้ หากพี่ท่านไม่คิดตามไปข้าพเจ้าจะไม่ถือโกรธเลย”“ไป..พี่ต้องไป พี่ต้องไปให้ได้ พี่นี้ถึงหากมิใช่นักเลงหญิงแต่เผอิญให้ใกล้หญิงมากหลาย ได้สร้างกฏแก่ตัวเองไว้ว่าจะไม่คบหาหญิงใดเข้าขีดผัวเมียก่อนการอภิเษกกับตะละแม่จันทรา จึงได้รักษาตัวสืบมาเมื่อการพิธีนี้สมบูรณ์ พี่ก็เหมือนสิ้นเครื่องพันธนาการจะรีบไปรับขวัญน้องท่านทันที”จะเด็ดกอดกุสุมาไว้แน่นเหมือนให้เชื่อในคำสัญญา
       ตอนกลางคืน ที่ห้องบรรทมจันทรา จะเด็ดเปิดประตูเข้ามาท่าทางเหน็ดเหนื่อย รู้สึกสงสารจันทรามาก เข้ามานั่งข้างๆ“กุสุมาเสด็จกลับกรุงแปรแล้ว นางสั่งมาโดยซื่อเพราะสำนึกในคุณจันทราว่าให้ข้าพเจ้าถวายจูบเท่าจำนวนน้ำใจที่จันทรามีน้ำใจเอ็นดู”จะเด็ดเปิดผ้าคลุมไหล่ออกจะจูบ จันทรารีบปัดมือ “อย่า ข้าพเจ้าใช่คนที่จะให้ชายมาจูบเพราะมีผู้สั่งมา”“ผู้สั่งนั้นรู้ว่าหากพี่ไม่ได้จูบจะพลอยสิ้นใจต่างหาก มังตราที่เคยหมายเอาชีวิตยังรู้ใจ แต่ทำไมน้องท่านยังจะตั้งข้อชังพี่อยู่อีก”จันทราไม่ตอบ จะเด็ดตัดสินใจรวบตัวอุ้มไปวางที่แท่นบรรทม “พี่นี้เป็นคนยาก ยี่ภู่รองนอนไม่เคยลาดด้วยพนักงานของหลวงน้องท่านจะอนุญาตให้พี่นอนเคียงบนพระแท่นไม๊.”จันทรายังเงียบอีก จะเด็ดจึงหันไปหยิบพานเครื่องนอนมาส่งให้ “นางต้นห้องไม่อยู่แล้ว น้องท่านจะเปลี่ยนเครื่องทรงเองหรือจะวานให้พี่นี้เปลี่ยนให้”จันทรารีบฉวยผ้าไปกอดไว้ จะเด็ดขยับไปปลดดอกไม้ที่แซมพระเกศาจันทรามาดม “เราทั้งสองนี้ภักดีต่อกันมาหลายปี คำหนึ่งน้องท่านไม่เคยเอ่ยว่ารักให้ได้ยินเลย วานเอ่ยก่อนน้องท่านจะมอบตัวแก่พี่โดยสมบูรณ์เถิด”จันทราส่ายหน้า “ข้าพเจ้ายึดกิริยาสำแดงยิ่งกว่าคารมลิ้น”
       “งั้นพี่ขอสำคัญเอาว่าน้องท่านได้แสดงว่ารักพี่แล้ว พี่จะขอแสดงรักตอบ พี่นี้รู้ตัวว่าถูกตีราคาให้สูงจึงตั้งใจถนอมตัวเพื่อถวายตัวกับน้องท่านเพียงผู้เดียว จันทรา น้องท่านเหมือนของทิพย์ที่พี่นี้ได้เป็นรางวัลเพราะบำเพ็ญตะบะมาน”จะเด็ดดึงจันทราเข้ามาหอม จันทรายินยอมอย่างเต็มใจ จะเด็ดเอื้อมมือมาวางดอกไม้และผ้าคลุมไหล่ลง เห็นแสงเทียนสั่นไหวไปตามลมด้านสอพินยาที่รู้ว่ากุสุมากลับมาอยู่แปร ก็เอ่ยบอกกับพระเจ้าสการะวุตพีว่าอยากไปรับตัวกุสุมากลับมาอยู่หงสาวดี แต่สการะวุตพีไม่ยินยอม สอพินยายิ่งแค้นใจ จะต้องเอาชนะให้ได้ สอยันปายแอบมองด้วยความสงสารสอพินยาจึงบอกจอลุกับสมทะให้ปลอมตัวเข้าไปตองอู เพื่อติดต่อกับไขลู โดยบอกว่า“เพลานี้ลูกสาวปะขันหวุ่นญีผู้ที่ภักดีต่อไขลู ได้เป็นพระสนมเอกอยู่ในตองอู เพราะฉะนั้นจะไม่เป็นการยากหากท่านทั้งสองหาทางเข้าไปพบแล้วให้นางนำเข้าถึงตัวท่านไขลู จากนั้นเรามั่นใจว่าท่านไขลูจะใช้ปัญญาชี้ช่องให้ตลอดเอง”“แล้วข้าพเจ้าจะทำอย่างไรให้นางเชื่อว่าข้าพเจ้าเป็นข้าบาทในพระองค์”สอพินยาหยิบตราประจำพระองค์โยนให้ “ตรานี้จะเป็นรองก็แต่พระเจ้าอยู่หัวหงสาวดี เจ้ายังจะกลัวอะไรอีก”จอลุกับสมทะพนมมือ “ข้าพเจ้าทั้งสองจะเอาราชการมาถวายให้จงได้”
       ขณะที่โชอั้วก็รู้ว่า มังตรากำลังหลงตนอยู่ จึงเอ่ยขอตราประจำอำนาจพระสนมเอก ถ้าไม่ได้โชอั้วจะกลับเมืองแปร มังตรายิ้ม รับคำว่าได้ซิ โชอั้วยิ้มตอบ
       ขณะที่นันทวดีก็ตามสืบจนรู้เรื่องมังตรากับโชอั้ว นันทวดีโกรธมาก หันมาจ้องจะเด็ด ส่วนโชอั้วก็ยิ้มเยาะสะบัดออกไป นันทวดีว่า“ท่านทำข้าพเจ้าได้ลงนะจะเด็ด ท่านชักนำสตรีอื่นมาสู่พระเจ้าอยู่หัวได้อย่างไร ท่านเอาข้าพเจ้าไปวางไว้ที่ไหน”จะเด็ดรู้สึกผิด ลงคุกเข่ากับพื้น “ราชบัลลังก์พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ จะยังคงมีพระมเหสีพระนามนันทวดีประทับอยู่เหนือสตรีอื่นในแผ่นดินนี้เสมอ เหตุแห่งโชอั้วก็เป็นเพียงนางเมืองออก ที่นำมาเป็นสนมบริจาริกาตามประเพณีโบราณ ฉะนั้นพระมเหสีจะถือข้อพระเจ้าอยู่หัวชุบเลี้ยงสตรีอื่น เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเป็นความผิดจะชอบแล้วหรือ”“การเป็นพระมเหสีต้องอดทนทรมานปานนี้นี่เอง ท่านถึงอยากให้เราเป็นนัก”“ข้าพเจ้าไม่เคยลืมคำ ยังคงยึดมั่นที่จะค้ำจุนบัลลังก์ผู้ที่ข้าพเจ้ารักด้วยชีวิตเสมอ”“เพลานี้เรารู้ขีดสุดของตำแหน่งพระมเหสีแล้ว ขอให้ท่านจงภูมิใจในตัวเรา” นันทวดีเสด็จออกทันที นางข้าหลวงรีบตาม จะเด็ดยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิมมังตราโล่งอก “ผู้หญิง…ไม่เข้าใจจริงๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย”“ต่อไปนี้แม้พระมเหสีจะไม่ถือการโชอั้วแล้ว แต่ขอพระองค์จงระวังอย่าให้ท้ายโชอั้วจนเหลิงเป็นอันขาด”“ก็แค่ผู้หญิง…ปรนเปรอรักให้อิ่มก็หมดพิษสง”จะเด็ดลุกมองตามอย่างหนักใจ
       
       ตอนที่ 21 วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม 2556
       วันใหม่ มังตรายืนสาส์นให้จะเด็ด พร้อมกับบอกว่า“นี่คือหนังสือยืนยันว่าเราอนุญาตให้ท่านเข้าการอภิเษกกับตะละแม่เมืองแปรได้ พระเจ้าแปรก็คงจะคลายโกรธยอมให้ท่านเข้าเมือง หากผู้ใดแพร่งพรายให้พระพี่นางหรือพระ พันปีเรารู้ เราจะเอาโทษมันถึงตาย”จะเด็ดว่า “ข้าพเจ้าจะนำแผ่นดินหงสาวดีมาถวาย เฉลิมพระเกียรติให้พระองค์เป็นจักรพรรดิ์แห่งพุกามประเทศให้จงได้”“ขอให้เดินทางสวัสดีมัชัย” จะเด็ดและทหารติดตามถวายคารวะสูงสุดจะเด็ดบอกกับจันทราว่า ตอนนี้หงสาวดีกำลังจะหาทางเชื่อมสัมพันธไมตรีกับแปรอยู่ ซึ่งหากแปรหันไปคืนดีกับหงสาวดีก็หมายว่าต้องรุกขึ้นมาตีตองอูเป็นแน่ มังตราจึงให้จะเด็ดยกทัพไปรั้งแปรไว้ จันทราได้ยินก็ใจหาย เลาชีสงสารจึงเอ่ยปากแทน“ทำไมต้องเป็นลูก ไม่ได้ทำศึกให้เลือดตกสักหยดให้ผู้อื่นไปแทนเถอะ ทหารแปรผู้อื่นไม่มีฝีมือแล้วหรือไร ลูกเพิ่งแต่งงานไม่ถึงเดือน”จะเด็ดใจไม่ดี “แม่ท่านเป็นผู้สอนให้ข้าพเจ้าสนองคุณแผ่นดินตองอู อย่าเห็นแก่ทุกข์ไฉนเพลานี้มาบอกให้ข้าพเจ้าเรียกหาความสุขเข้าตัวเล่า กลศึก ผู้ใดชิงความได้เปรียบก่อนคือผู้ชนะ น้องท่านประสูติแต่ราชวงศ์เมงกะยินโย มีเลือดขัตติยะตองอูเข้มข้นจนล้นมาสู่ข้าพเจ้า ไฉนจะมาหวงข้าพเจ้าไว้ในอ้อมกอดท่านแต่เพียงผู้เดียวเล่า ให้ข้าพเจ้าไปแผ่พระบารมีพระเจ้าตองอูเถอะนะ”จันทราพยายามกลั้นร้องไห้ จะเด็ดสงสารมาก ดึงเข้ามากอดอย่างเข้าใจ
       ด้านจอลุกับสมทะก็สืบจนรู้ว่าไขลูยังไม่ตาย จึงหาโอกาสที่จะได้พบโชอั้ว โดยการปลอมตัวเป็นคนขายผ้าแพร แล้วเอามาถวายให้กับพระสนมเอกโชอั้วจอลุกับสมทะเปิดกำปั่นผ้าให้โชอั้วดู โชอั้วถึงกับตะลึง เพราะในหีบมีตราประจำพระองค์ของสอพินยาวางอยู่บนแพร โชอั้วรีบปิดหีบ ทำเป็นพอใจ“ผ้าของท่านเนื้อดีสีสวย เราอยากได้อีก พรุ่งนี้ท่านนำไปให้เราเลือกที่เรือนด้วย ถามชาวเมืองผู้ใดก็ได้ ทุกคนรู้จักเราดี”จอลุกับสมทะดีใจมากที่เรือนรับรองโชอั้ว โชอั้วนั่งอยู่ จอลุกับสมทะนั่งอยู่ด้วยพร้อมผ้าแพรอย่างดีจอลุว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นท่านไขลูแล้วเพลานี้ยังมีชีวิตอยู่ ถูกจองจำเป็นนักโทษเชลย มักถูกเกณฑ์ให้ออกมาทำงานหนักนอกโรงจำอยู่เสมอ หากไม่คิดช่วยคงสิ้นใจสักวันหนึ่งแน่”โชอั้วว่า “เราจะช่วยได้อย่างไร กำลังเราก็เป็นแค่ผู้หญิง”“พระนางเป็นผู้มีบารมี จงหาทางพบท่านไขลูแล้วแจ้งว่าพระอุปราชสอพินยาส่งข้าพเจ้ามาถึงตองอู ท่านไขลูคงคิดการให้ว่าจะมีแผนอย่างไร”“การคงไม่ง่ายนักดอก…แต่เราจะลองดู”“พระนางอย่ารอช้าเป็นอันขาด ด้วยเพลานี้แม่ทัพบุเรงนองได้นำทัพไปสู่แปรแล้ว อีกไม่นานคงเกิดศึกระหว่างแปรกับหงสาวดีเป็นแน่”โชอั้วนิ่งเงียบ
       โชอั้วหาอุบายจนสามารถได้พูดคุยกับไขลูตามลำพัง แม้จะเป็นเพียงเสี้ยวเวลาเท่านั้น ไขลูเอ่ยถาม“รีบบอกมาว่าแม่นางมีอะไร”โชอั้วตอบ “พระอนุชาสอพินยาส่งคนมาให้ช่วยท่าน ขอให้ท่านคิดแผนบอกข้าพเจ้ามา”ไขลูคิดอย่างเร็ว “ให้คนกลับไปบอกพระอนุชาว่าทำทีเป็นส่งราชทูตมาของแลกเปลี่ยนตัวข้าพเจ้าโดยเร็ว ทหารตองอูที่หงสาวดีจับตัวไว้เมื่อครั้งตีค่ายจีสะเบงจะได้ประโยชน์ก็คราวนี้”โชอั้วถามต่อ “แล้ว….”“ยังคิดไม่ออก...หลังจากนั้นเราจะวางแผนหนีเอง”
       ขณะที่นันทวดีก็สงสัยในตัวโชอั้ว จึงเอ่ยเตือนกับมังตราไปว่า“แม่นางแปรคนโปรดนั้นไปวางอำนาจหยาบคายกับเชลยหงสาวดีในที่กลางชุมชน พระองค์รับสั่งให้นางไปทำการแทนหรือ”“เปล่า…ไม่เคยสั่ง นางไปทำกับผู้ใด” มังตราว่า“นายกองดาบไขลู นางเป็นคนแปรหาใช่คนตองอู ทำไมถึงเจ็บแค้นแทนคนตองอูได้ขนาดนั้น คิดว่าตัวเองได้กลืนสายเลือดตองอูเข้าไปทั่วร่างแล้วกระมัง ถึงได้ยกตนขึ้นข่มเชลยอวดฐานันดร หากไม่ใช่กิจของพระองค์รับสั่งแล้วควรจะห้ามนาง อย่าใช่ตำแหน่งนางสนมคนโปรดไปข่มผู้ใด แม้ผู้นั้นจะเป็นเพียงแค่เชลย”“เราจะเตือนนางให้” มังตราหน้าเจื่อน นันทวดีหันหลังกลับทันทีนันทวดีที่ยังรู้สึกไม่ไว้ใจมังตราว่าจะไปเตือนโชอั้วหรือไม่ ก็ให้ทหารไปบอกตะคะญี“ท่านครู มีดำรัสจากแม่อยู่หัวนันทวดีมาแจ้งแก่ครูท่านว่าหากว่างจากการทหาร อยากให้ครูท่านมั่นไปตรวจตราแถวป้องสิงห์ที่เหล่านักโทษฉกรรจ์ไปทำงานบ้าง พระนางอยากให้บริเวณนั้นรักษากฏระเบียบให้มั่นคงด้วย”ตะคะญีรับคำ แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้ เพราะปกตินันทวดีไม่เคยยุ่งเรื่องราชการทหารเลย
       ที่ป้อมสิงห์ชานกรุงตองอู ตะคะญีกับเนบาไปดูลาดเลาตามสั่งของนันทวดี เนงบากับไขลูก็เกิดมีปากเสียงกัน จนตะคะญีต้องเอ่ยปากห้าม ไขลูจ้องด้วยความโกรธแค้น คว้าก้อนหินได้ขว้างเข้าใส่ตะคะญี ด้วยความไวตะคะญีเอาฝักดาบขึ้นบัง
       
       ตอนที่ 22 วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม 2556
       ไขลูว่า “พวกมึงก็แค่พวกคนดอนอยู่ป่า หากไอ้จะเด็ดไม่ชุบเลี้ยงยกย่องไหนจะชะโงกหัวขึ้นได้อย่างกิ่งก่า ตะคะญีครูดาบก็แค่คนป่า ถ้าอยากมีชื่อเป็นครูดาบของบุเรงนองก็จงมาสู้กับกูตัวต่อตัว พิสูจน์ให้พวกมึงได้เห็นว่าสมกับที่ได้กราบตีนไม๊ ว่าแต่ครูมึงจะกล้าหรือเปล่า”ตะคะญีโกรธจัด ดึงดาบจากทหารขว้างไป ดาบลอยคว้างบนอากาศก่อนจะปักลงพื้นตรงหน้าไขลู ไขลูมองตะคะญีอย่างท้าทาย“นั่นดาบมึง บุเรงนองแม่ทัพตองอูนั้น นับกูเป็นครูก็เพราะต้องการให้เกียรติยกย่องคนป่าโดยกุศโลบาย แท้จริงที่ชนะทุกศึกได้เพราะฉลาดกว่าพวกมึงต่างหาก แต่ถ้ามึงอยากจะวัดเพลงดาบกูก็เชิญ หยิบดาบขึ้นมา กูจะไม่ทำมึงถึงตายดอก”
       ตะคะญีพยักหน้าให้พัศดีไปถอดสลัก พัศดีเอาลิ่มกับฆ้อนจะเข้าไปตอกให้ไขลู ไขลูถอยหนี“พวกมึงคิดเอาเปรียบกู กูอยู่ในคุกมาแรมปีอดมื้อกินมื้อ ไหนจะมีแรงสู้กับพวกมึงเพลานี้ได้”“ก็ดี…กูก็อยากจะได้รู้เพลงดาบที่เป็นของหงสาวดีแท้ๆ กูจะให้มึงพักและปรนเปรออาหารอย่างดีสัก ๗ วัน ครบกำหนดเมื่อไหร่ มึงกับกูจะได้แสดงเพลงดาบให้ทหารพวกนี้ได้ดูเป็นขวัญตา หากมึงพลาด กูขอเป็นแค่ผู้ชนะ แต่ถ้ากูพลาดขอมึงตัดหัวกูไปได้เลย”
       เนงบาและทุกคนนิ่งเงียบฟัง ไขลูว่า “มึงช่างเจ้าคารม ฟังไม่ดีก็นึกว่าเสมอกัน ที่แท้ก็ยังเอาเปรียบกูอยู่ดี พวกมึงฝึกอาวุธกันอยู่ทุกวัน กูได้แต่จับฆ้อนทุบหิน แค่มาจับดาบซ้อมเจ็ดวันจะเสมอสู้พวกมึงได้อย่างไร” “เอาเถอะ เพื่อพิสูจน์ให้หมดสิ้นความ กูขอสาบาน นับจากวันนี้ไปถึงวันนัด กูจะไม่ขอเอามือจับดาบซ้อมใดๆ เลยตะคะญีเอาดาบไหว้จบหัวแล้วโยนให้เนงบาไป เนงบาเริ่มใจไม่ดีแต่ไม่แสดงออก ตะคะญีกระโดดขึ้นม้าควบออกไป ไขลูมองตามอย่างดีใจที่ตะคะญีหลงกลอุบายของตนสีอ่องรู้จาก
       เนงบาว่าพ่อครูตะคะญีจะดวลดาบกับไขลูก็รีบไปบอกจะเด็ด จะเด็ดให้จาเลงกะโบพามหาเถรไปแปรก่อนโดยบอกให้ไปหารานองเวลาผ่านไปหลายวัน ตะคะญียังคงนั่งสมาธิอยู่หน้าศาลนัต และแท่นบูชาครูเหมือนเดิม
       ในเรือนตองหวุ่นญี ตองอู มังตราทรงพระสำราญเสวยน้ำจัณฑ์ที่มหาดเล็กรินถวายอยู่“พี่ท่านจะให้ข้าพเจ้าระดมคนตองอูมาเต็มสนามประลองยุทธ์ เพื่อดูการดวลดาบของขุนพลตะคะญีกับเจ้าไขลูเชลยหงสาวดีอย่างงั้นหรือ”จะเด็ดนิ่งหน้าเสีย กลัวมังตราไม่เห็นด้วย“ทำไมต้องให้ความสำคัญการดวลดาบครั้งนี้ถึงปานนั้น” จะเด็ดว่า “การจัดพิธีให้เอิกเกริก ก็เพื่อช่วยท่านครูตะคะญีมิให้เสื่อมเกียรติ”“จะให้ข้าพเจ้ากับชาวตองอู มาเป็นพยานการตายของตะคะญีอย่างนั้นหรือ”“เป็นไปทางตรงข้าม..หากพระองค์ให้ความสำคัญ การนี้จะทำให้ครูท่านมีกำลังใจในการดวลดาบมากขึ้น”“ไขลูกลัวการที่ข้าพเจ้าจะไปดูอย่างนั้นหรือ”“หากข้าพเจ้าเดาความไขลูถูก การนี้เป็นเพียงอุบายตื้นๆ แค่ต้องการหาทางหลบหนีเท่านั้น”“อุบายพี่ท่าน ดุจหนามตำต้องเอาหนามบ่ง เพื่อให้หายเจ็บ”“ต้องขอบน้ำใจแม่นางโชอั้ว คำเสนอของนางทำให้ข้าพเจ้ามองเห็นทางที่จะช่วยครูท่านได้ ขอพระองค์เชื่อในอุบายนี้เถิด”มังตราหัวเราะ “ข้าพเจ้าเชื่อแล้ว..เล่ห์อุบายนี่เป็นพรสวรรค์ของพี่ท่านจริงๆ เรื่องร้ายแรงที่อาจก่อสงครามอย่างเรื่องตะละแม่เมืองแปรพ่ายรัก ท่านยังนำชื่อข้าพเจ้าตามไปลวงพระเจ้าแปรให้จัดการอุปภิเษกใหม่มา ข้าพเจ้ายังมิได้ดื่มอวยพรฉลองในการอภิเษกของพี่ท่านกับตะละแม่แปรเลย มา มาดื่มกัน”มังตรารินน้ำจัณฑ์พระราชทานให้จะเด็ดดื่มอย่างสนิทสนม ไม่ถือพระองค์
       จะเด็ดขี่ม้าตรวจไปรอบๆ สนาม เนงบากับสีอ่องขี่ม้าตาม เนงบาหาจังหวะคุยกับจะเด็ด เพื่อให้เขาช่วยพูดกับกันทิมาที จะเด็ดที่ตั้งใจฟังถึงกับอึ้งยิ้มไม่ออก“แจ้งแก่นางทีว่าข้าพเจ้านี้ รักนางจนอกจะแตกออกเป็นเสี่ยงแล้ว หากได้ฤกษ์ดีจะขอยกขบวนไปขอนางกับท่านครูตะคะญี”
       
       ตอนที่ 23 วันอังคารที่ 31 ธันวาคม 2556
       คืนนั้นจะเด็ดไปเคาะห้องเรียกกันทิมาออกมาคุยกัน แต่กันทิมานิ่ง จะเด็ดขู่ว่าไม่เปิดจะพังประตูเข้าไปกันทิมาลุกขึ้นนั่งฟัง “เพลานี้ท่านกินตำแหน่งใหญ่กว่าใครทั้งแผ่นดินแล้ว อย่ามาข้องแวะข้าพเจ้าเลย”“เมื่อครั้งท่านแต่งเป็นชายลอบไปฟังข่าวถึงเมืองแปร เราเคยนอนร่วมห้องกันมาแล้ว ท่านจะมาระแวงข้าพเจ้าอีกทำไม ถอดลิ่มให้ข้าพเจ้าเข้าไปเถิด เดี๋ยวมีผู้ใดมาเห็นความจะยิ่งแตก”กันทิมาสับสนในใจ แต่ก็ตัดสินใจไปเปิดประตูให้ จะเด็ดรีบเข้าไปแล้วปิดประตู กันทิมาถอยออกไปอยู่อีกมุมของห้องในห้องกันทิมา“รีบแจ้งมา แล้วรีบออกไปเถอะ ถ้ามีคนรู้จะไม่งามแก่ข้าพเจ้า”“ข้าพเจ้าอยากจะอธิบายเรื่องที่เนงบา”“อย่าเอ่ยชื่อคนผู้นี้กับข้าพเจ้า ถ้าจะแจ้งเรื่องนี้ข้าพเจ้าไม่ขอฟัง”“ถ้าไม่แจ้งเรื่องพี่เนงบาก่อน เรื่องอื่นเราจะทำความเข้าใจกันต่อได้อย่างไร” กันทิมาสงบลง “พี่เนงบาคือเพื่อนผู้ซื่อ แต่ทำการสิ่งใดมักไม่เป็นผลเท่าพี่จาเลงกาโบกับพี่สีอ่อง ข้าพเจ้าไม่มีช่องใดจะสรรเสริญ เผอิญเกลอพี่ผู้นี้จงใจจะฝากผีฝากไข้กับท่าน ข้าพเจ้าจึงอยากให้พี่เนงบาสมหวัง”“ข้าพเจ้าไม่ยินดีกับเนงบา หากจะมาบังคับข่มขืนขอตายเสียดีกว่า”“หากได้รับฟังคำมั่นอย่างนี้ ข้าพเจ้าก็จะขอแจ้งเรื่องของข้าพเจ้าโดยตรง ข้าพเจ้าอยากจะขอบคุณน้องท่านที่ปลอมเป็นนาคะตะเชโบ ลอบเข้าไปช่วยข้าพเจ้าถึงในโรงจำแปร”กันทิมาอึ้ง “ท่านรู้”“กุศลนี้คงตอบคืนไม่มีหมด และเมื่อครั้งหนีภัยโทษจากในเมืองมาอาศัยร่มเงาพ่อครูตะคะญีก็มีแต่น้องท่านให้ใจเมตตา ทั้งๆ ที่ข้าพเจ้าหายศศักดิ์ใดๆ ไม่ได้ ข้าพเจ้าจึงนับน้ำใจท่านว่าบริสุทธิ์หาหญิงใดจะเสมอได้ในชีวิต ถึงเพียงนี้แล้วเรามีอะไรต้องปิดบังกันอีก”กันทิมาร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจ จะเด็ดขยับเข้าไปกุมมือไว้“ข้าพเจ้าขอโทษที่มองข้ามน้ำใจน้องท่านตลอดมา”กันทิมาเข้ากอดจะเด็ดอย่างสุดจะห้ามใจตัวเองได้ จะเด็ดกอดตอบ“ข้าพเจ้าเปิดใจแก่ท่านอย่างนี้แล้วท่านจะเมตตาแค่ไหนก็สุดแท้แต่เถิด”จะเด็ดเช็ดน้ำตาให้ แล้วหอมแก้มกันทิมาด้วยความรัก
       ก่อนที่จะถึงวันประลอง สมถะกับจอลุก็พาไขลูหนีออกมาได้ โดยได้รับความร่วมมือจากโชอั้วท้องพระโรงฝ่ายในตองอู มังตราโกรธพัศดีอย่างมาก คนอื่นๆ หมอบกราบอย่างเกรงกลัว“มันเอาตราอาญาสิทธิ์ของข้ามาจากไหน ทำไมไม่ดูให้ดี”“ข้าพเจ้ามิทันนึกว่าจะมีใครกล้าปลอมตราอาญาสิทธิ์ได้”
       มังตราสั่งทหารโบยพัสดี ตะคะญีขวางไว้บอกให้ลงโทษเขา เพราะเขาคือต้นเหตุที่ท้าประลองดาบ มังตราชักลังเล จะเด็ดก็ตกใจกลัวตะคะญีจะถูกลงโทษด้วยจะเด็ดรีบบอก “ข้าพเจ้าคิดว่าเรามิควรนำเหตุการณ์สองกรณีมารวมกัน เหตุเชลยหนีเพราะได้ตราอาญาสิทธิ์มา เราควรจะสืบให้ได้ความก่อนว่าพวกมันนำตราอาญาสิทธิ์มาได้อย่างไรกัน”มังตราชักพระพักตร์เสีย เพราะเริ่มนึกได้ว่าตราอาญาสิทธิ์อยู่กับใคร“งั้นเราจะสืบความเอง เพราะผู้ครอบครองตราอาญาสิทธิ์ล้วนแต่ผู้มีบารมี หากพวกท่านไปสืบความจะอลหม่านกันไปทั้งวัง ปลัดทัพพาพัศดีมันออกไป ก่อนที่เราจะไม่ยอมยกโทษให้มัน”ตะคะญีกับผู้คุมรีบถวายบังคมลา ออกไป
       จะเด็ดชื่นชมมังตรา “เป็นพระวิฉัยที่ถูกแล้วที่พระองค์เว้นการลงโทษผู้คุมไว้”“ข้าพเจ้า มิอยากให้พวกเขาคิดว่าป้ายอาญาสิทธิ์ของข้าพเจ้า มิศักดิ์สิทธิ์ ทุกคนเห็นป้ายต้องกัมหัวให้เพียงอย่างเดียว”“การที่เชลยหนีไปนี้จะนับเป็นข้อดีก็ได้ เพราะจะทำให้ชาวเมืองเห็นว่าฝีมือครูดาบตองอูนั้นยอดเยี่ยมกว่าผู้ใดในแคว้นอิระวดี แม้แต่ครูดาบทหารเสือหงสายังมิกล้าประลองด้วย ชาวเมืองตองอูจะได้มีขวัญและกำลังใจ มิต้องกลัวคนเมืองอื่น”มังตรายิ้มอย่างมีเลศนัย “คงมิต้องบอกข้าพเจ้านะว่าปลาว่ายเข้าไซที่ท่านดักล่อไว้พอดี”จะเด็ดสบพระเนตรมังตรา ตาเป็นประกายอย่างมีเลศนัยเช่นกัน เวลานั้นไขลูบุกเข้าไปหามหาเถร จาเลงกาโบเข้ามาสู้แต่สู้ไม่ไหว เพราะคนน้อยกว่า พวกไขลูทำร้ายมหาเถรจนได้รับบาดเจ็บก็รีบหนีออกไป ท้องพระโรงฝ่ายในตองอูมังตรายืนโกรธท่ามกลางทุกคนที่หมอบเฝ้าอยู่“ไอ้ชั่วชาติ กล้าสังหารแม้ศิษย์ตถาคตครองห่มกาสาวพัสตร์ คนเช่นนี้ตัดหัวมันซ้ำร้อยครั้งก็ไม่มีบาป หากมิได้เอาเลือดหัวมันมาล้างแค้น ข้าพเจ้าก็มิควรเป็นพระเจ้าอยู่หัวตองอูให้คนทั้งแผ่นดินหมิ่น”“ขอพระองค์ทรงระงับความพิโรธ เตรียมพระองค์เสด็จไปเยี่ยมพระอาจารย์กับข้าพเจ้าเถิด ยามพระอาจารย์ได้เห็นพระองค์น่าจะทำให้อาการดีขึ้น” “ข้าพเจ้าจะไปอย่างสามัญพร้อมพี่ท่านคืนนี้ ไม่ต้องเตรียมขบวนอะไรให้ช้าการทั้งสิ้น โทษไอ้ไขลูถึงได้หัวก็ยังไม่สาใจเรา ต้องแล่เนื้อมันออกเป็นชิ้นๆ ให้ตายอย่างทรมารที่สุด นั่นแหละถึงจะเอาเลือดแค้นที่จุกคอเราออกหมด”จะเด็ดเสนอว่า “ขอพระองค์รับสั่งแต่งตั้งผู้ว่าราชการแทนพระองค์ด้วย” “ท่านขุนวังไง ท่านขุนวังทะกยอดินจงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนเรา” ทะกยอดินรีบก้มกราบ “ท่านขุนพลตะคะญี อยู่ข้างนี้จงเตรียมทัพให้พร้อม เราเรียกวันให้ได้วัน เรียกคืนให้ได้คืน เราจะถอดยศพระเจ้ากรุงแปรเจ้าถิ่นฐานที่มันละเลย คุ้มครองพระอาจารย์เราไม่ได้ ถ้ามันสู้เราจะได้ทำศึกกัน”ตะคะญีถวายบังคม จะเด็ดก้มหน้านิ่งอย่างไม่มีทางเลือก หากจะต้องทำศึก
       
       ตอนที่ 24 วันพุธที่ 1 มกราคม 2557
       มังตรายืนโกรธท่ามกลางทุกคนที่หมอบเฝ้าอยู่“ไอ้ชั่วชาติ กล้าสังหารแม้ศิษย์ตถาคตครองห่มกาสาวพัสตร์ คนเช่นนี้ตัดหัวมันซ้ำร้อยครั้งก็ไม่มีบาป หากมิได้เอาเลือดหัวมันมาล้างแค้น ข้าพเจ้าก็มิควรเป็นพระเจ้าอยู่หัวตองอูให้คนทั้งแผ่นดินหมิ่น”“ขอพระองค์ทรงระงับความพิโรธ เตรียมพระองค์เสด็จไปเยี่ยมพระอาจารย์กับข้าพเจ้าเถิด ยามพระอาจารย์ได้เห็นพระองค์น่าจะทำให้อาการดีขึ้น” “ข้าพเจ้าจะไปอย่างสามัญพร้อมพี่ท่านคืนนี้ ไม่ต้องเตรียมขบวนอะไรให้ช้าการทั้งสิ้น โทษไอ้ไขลูถึงได้หัวก็ยังไม่สาใจเรา ต้องแล่เนื้อมันออกเป็นชิ้นๆ ให้ตายอย่างทรมารที่สุด นั่นแหละถึงจะเอาเลือดแค้นที่จุกคอเราออกหมด”จะเด็ดเสนอว่า “ขอพระองค์รับสั่งแต่งตั้งผู้ว่าราชการแทนพระองค์ด้วย” “ท่านขุนวังไง ท่านขุนวังทะกยอดินจงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนเรา” ทะกยอดินรีบก้มกราบ “ท่านขุนพลตะคะญี อยู่ข้างนี้จงเตรียมทัพให้พร้อม เราเรียกวันให้ได้วัน เรียกคืนให้ได้คืน เราจะถอดยศพระเจ้ากรุงแปรเจ้าถิ่นฐานที่มันละเลย คุ้มครองพระอาจารย์เราไม่ได้ ถ้ามันสู้เราจะได้ทำศึกกัน”ตะคะญีถวายบังคม จะเด็ดก้มหน้านิ่งอย่างไม่มีทางเลือก หากจะต้องทำศึก
       ในห้องมหาเถรกุฏิวังหลวง จาเลงกาโบนำจะเด็ดกับพระเจ้ามังตราเข้ามาพบมหาเถรที่อาการหนักมาก จะเด็ดก้มกราบที่เท้ามหาเถร มังตราทรุดลงกราบที่อกมหาเถรร้องไห้อย่างไม่อาจกลั้นได้ มหาเถรพยายามจะกอดมังตราไว้“มหาบพิตรอย่าคิดให้ระทมเลย ทั้งนี้กรรมผู้ใดก่อไว้ผู้นั้นย่อมได้รับกรรมนั้น เมื่อยังหนุ่มอาตมาฆ่าฟันคนไม่ได้นึกถึงบาปบุญเลย” “คนที่พระอาจารย์ฆ่า พระอาจารย์มุ่งแต่ผู้ที่เป็นศัตรูของเมงกะยินโยต่างหาก”“การบวชไม่ได้หมายจะให้พ้นกรรมดอก เพียงแต่ไม่อยากให้ตกนรกชั้นต่ำกว่ากรรมที่ทำ อาตมากุศลผลบุญทำมาเท่านี้ ไม่..อาจอยู่เห็นพิธีปราบดาภิเษกพระองค์เป็น จักรพรรดิ ที่เมืองหงสาวดี”“สมบัติกรุงหงสาวดีแลกด้วยพระคุณของพระอาจารย์ไม่ได้ดอก ขอพระอาจารย์อยู่กับข้าพเจ้าไปนานๆ”“ดวงชะตามหาบพิตรนั้นบรรลุถึงขั้นจักรพรรดิ์ ขอให้สมมโนรถ”“ข้าพเจ้าจะเอาโทษไอ้คนผิดมาชดใช้ให้ได้ พระเจ้าแปรก็ผู้หนึ่งมีแก่ใจให้ไอ้ไขลูลอบเข้ามาทำร้ายพระอาจารย์”“มหาบพิตร พระเจ้านรบดีนี้ถือว่าใจตรงกับหน้าแล้ว อย่าลงเอากับแปร จะสมคะเนไขลูมัน .ไขลูทำการนี้ หมายจะให้ตองอูกับแปรแตกกัน เจตนาศัตรูจะยึดเอาศพอาตมาเป็นเหตุให้แตกร้าวจะกลับเป็นรัดไมตรีแปรกับตองอูให้แน่นขึ้น อาตมาสิ้นครั้งนี้เห็นจะสมค่าแล้ว”ทั้งมังตราและจะเด็ดต่างร้องไห้หนักขึ้น“อาตมาอยากจะฝากสิ่งที่อาตมารักแก่พระองค์ ไว้”“สิ่งใดที่พระอาจารย์รัก สิ่งนั้นข้าพเจ้าจะถนอมไว้ด้วยชีวิต”มหาเถรยกมือ ให้จะเด็ดเข้ามาใกล้ๆ “มหาบพิตรให้สัตย์แก่อาตมาเมื่อใกล้ตาย ถือเป็นสัจจะวาจากตัญญูยิ่งจะเด็ดผู้นี้คือสิ่งที่อาตมารักที่สุด เบื้องหน้าอย่าให้อารมณ์พิโรธลุกขึ้นวูบวาบเผาผลาญคำสัตย์ที่ให้ไว้แก่อาตมา ได้”“จะเด็ดนี้คือพี่ร่วมนม ข้าพเจ้าถือเป็นพี่แท้ของข้าพเจ้า พระอาจารย์อย่ากลัวข้าพเจ้าเปลี่ยนคำเลย” “สิ่งรักของอาตมานี้ แท้แล้ว ก็รักเพื่อพระเจ้ามังตราเมืองตองอูเอง”จะเด็ดเช็ดน้ำตาหันมาฟัง “คำสาบานที่ให้ไว้แก่เราในโบสถ์กุโสดอเมื่อยังเล็ก..จำไว้แม่นอยู่ไม๊”“ความใดพระคุณเจ้าสั่ง เหมือนเหล็กสักติดกระหม่อมกำกับตัวจนตาย ข้าพเจ้าจะไม่ขอทำกาลีจิตคิดแย่งเศวตฉัตรพระเจ้ามังตราอย่างเด็ดขาด” จะเด็ดหันไปกราบมังตราสูงสุด .มังตรารีบจับไว้ แล้วกอดกันร้องไห้ “มังตรา..จะเด็ด” ทั้งคู่รีบคลานเข้ามาหามหาเถร “หากอาตมาสิ้นลมแล้ว ยังถืออาตมาเป็นมิ่งขวัญ อาตมาอนุญาตให้เอาเถ้ากระดูกบรรจุด้ามอาวุธประจำตัว”มังตรากับจะเด็ดก้มกราบมหาเถรอีกครั้ง“พระเจ้าแปรเสด็จ”มังตราหันไปตามเสียงแล้วผลุนผลันออกไป จะเด็ดจะตามไปแต่เป็นห่วงพระมหาเถร มหาเถรพยายามจะเรียกไว้ แต่หมดแรง เหมือนจะสิ้นลม
       ลานวัดหลวง กรุงแปร รานองนำเสด็จพระเจ้าแปรจะขึ้นบันใดกุฏิมา ทุกคนถวายบังคม มังตราเสด็จออกมาขวางไว้ พระเจ้าแปรพยายามตั้งพระสติมั่น“พระเจ้าหลานมังตรา นับเป็นเกียรติยศยิ่งที่เสด็จแผ่นดินอา ทำไม..ไม่ให้ม้าเร็วเอาข่าวมาแจ้งก่อน อาจะได้จัดรับหลานให้สมพระเกียรติ”“ข้าพเจ้ามาในฐานะสานุศิษย์มหาเถรมังสินธู .พระอาจารย์ข้าพเจ้ามาอยู่ไกลตา สิ้นคนใส่ใจระวัง จนถูกไอ้คนชั่วช้าหงสาลอบทำร้ายข้าพเจ้าจึงอยากมาเห็นการณ์นี้ให้ชัด ไม่ได้มาโดยตำแหน่งพระเจ้าตองอูให้เป็นเกียรติยศแก่แผ่นดินแปรดอก”“พระคุณเจ้ามังสินธู มาถูกลอบทำร้ายในแผ่นดินอานี้อาเสียใจอย่างที่สุด หากรักษาพระคุณเจ้าเป็นปกติแล้วจะให้อาทำการใดทดแทนอาจะทำ”จะเด็ดตามมา “มังตราน้องท่าน พระอาจารย์ดับสังขารแล้ว”มังตราตกใจรีบกลับเข้าไป จะเด็ดตาม พระเจ้าแปรยืนตลึงกลัวเป็นเรื่องใหญ่
       เสียงมังตราร้องดัง “พระอาจารย์ พระอาจารย์มาทิ้งข้าพเจ้าไปเสียแล้ว ไอ้ไขลู กูขอสาบาน กูจะเลาะเอากระดูกมึงมาเผาศพพระอาจารย์ให้ได้ ถ้าทำไม่ได้อย่างปาก กูขอเกิดเป็นคนแค่ชาตินี้ชาติเดียว กูสาบาน”พระเจ้าแปรยืนฟังขนลุกไปทั้งตัว หันไปมองรานอง รานองไม่พูดอะไร แต่รู้ว่าหนักใจมาก
       
       ตอนที่ 25 วันจันทร์ที่ 6 มกราคม 2557
       ท้องพระโรงกรุงหงสาวดี สอพินยาเสด็จมากับเหล่าทหารตรงมาที่ไขลูนั่งรออยู่กับผู้คุมหงสาวดี ไขลูพอเห็นสอพินยาก็ร้องไห้ฟูมฟายทรุดลงกราบพระบาท สอพินยาประคองขึ้นมากอดด้วยความคิดถึง ไขลูบอกเรื่องที่ฆ่ามหาเถร สอพิยาสะใจมาก
       มังตราแค้นใจรีบให้จะเด็ดจัดทัพลงไปตีหงสาวดี พระเจ้าสการะวุตพีกับสอพินยาสู้ไม่ได้ สอพินยากับพวกไชลูทิ้งเมืองพากันหนีไปเมาะตะมะ จะเด็ดยึดเมืองหงสาวดีได้ก็ตามไปจับพระเจ้าสการะวุตพีสำเร็จโทษ
       ท้องพระโรงหงสาวดี พระเจ้าสการะวุติพี พระเนตรหลับสนิท ใบหน้าซีด มีกริชปักอยู่ที่หัวใจ แต่ไม่เห็นเลือด จะเด็ดทรุดลงถวายบังคม จาเลงกาโบกับททหารตองอูทำตาม “บัดนี้พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ได้ประกาศบารมีเป็นจักรพรรดิ์ยิ่งใหญ่กว่ากษัตริย์อื่นในพุกามประเทศนี้แล้ว ขอพระเจ้าสการะวุตพีที่ดับสูญเสื่อมบุญลงอย่าได้ขัดขวางลิขิตของฟ้าดินเลย ข้าพเจ้าและชาวตองอูกระทำการครั้งนี้ ทุกผู้มีจิตจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองจะปฏิสังขรณ์พระสถูปสำคัญและกรุงหงสาวดีให้ยิ่งใหญ่กว่าพระเจ้าหงสาวดีองค์เดิมสืบไป”พระเจ้าสการะวุตพีประทับบนบัลลังก์อย่างสง่างาม ทุกคนหมอบเศร้าสงบนิ่ง
       จะเด็ดตามล่าตัวสอพินยากับพวกไขลูจนสำเร็จ ไขลูสำนึกผิดที่ก่อเรื่องขึ้นมาทั้งหมดจึงปลงพระชนม์ชีพตนเอง
       สอพินยาเปิดประตูห้องบรรทมออกมาที่ระเบียง เห็นหน้าผาสูงลิบริ่วจนหนทางจะหนีไปไหนได้ ยืนงงทำอะไรไม่ถูกจะเด็ด สีอ่อง สมิงสอตุด วิ่งนำทหารเข้ามาที่ท้องพระโรง มองหาสอพินยา จะเด็ดมองไม่เห็นสอพินยา นึกถึงตำหนักบนหน้าผา นำพรรคพวกวิ่งตามออกไป
       จะเด็ด สีอ่อง สมิงสอตุดวิ่งนำทุกคนเข้ามาหน้าตำหนัก แล้วตรงไปทุบประตูที่สอพินยาวิ่งเข้าไป จะเด็ดเดินเข้ามาบอกสีอ่องว่า“พี่ท่านพาพวกเราออกไปก่อน ข้าพเจ้าขอเจรจากับสอพินยาเพียงสองต่อสองเถิด”สีอ่องหงุดหงิด พาทุกคนออกไปอย่างงงๆ จะเด็ดยืนอยู่กลางท้องพระโรงคนเดียว“สอพินยา ท่านนั้นเกิดในตระกูลกษัตริย์เสียเปล่า ถึงคราวจะตายกลับวิ่งซุกกายเหมือนหนูกลัวน้ำยอมตายคารู สการะวุตพีพี่ท่านเสียอีกที่ยอมตายอย่างชาติกษัตริย์ให้คนชั้นหลังได้สรรเสริญ ทั้งหงสวดีเพลานี้เหลืออยู่แต่ท่านเท่านั้น ถึงมีปีกก็หนีไม่รอดแล้ว เสียดายที่ข้าพเจ้าถือท่านเป็นคู่แข่ง พอจะตายถึงกับหนีหน้า วิสัยอย่างท่านไม่ควรร่วมแผ่นดินเดียวกับข้าพเจ้าเลย แต่ก่อนท่านตายข้าพเจ้ามีเรื่องลับเกี่ยวกับสตรีของท่านอยากจะเปิดให้ท่านฟัง หญิงหนึ่ง เมื่อครั้งท่านไปตองอู ท่านใช้ให้นางชู้ท่านมาลวงข้าพเจ้าไปทำร้าย นางคือตองสา ท่านจำได้หรือเปล่า แต่นางนั้นกลับมาผูกสวาทข้าพเจ้าแล้วบอกความทั้งสิ้น น่าอนาถท่านเหลือเกินที่แม้แต่นางข้าหลวงท่านยังผูกใจไว้ไม่ได้เลย ครั้นอีกหน เมื่อท่านยกไพร่พลมาล้อมตองอู นางตองสาผู้นี่เองที่ลอบฝ่าค่ายท่านไปบอกความให้ท่านตะคะญียกทัพมาช่วยจนทัพท่านต้องฉิบหาย อีกนางที่สอง คือแม่หลานหลวงอเทตยาคู่หมั้นของท่าน บัดนี้ได้ตกเป็นภรรยาข้าพเจ้าได้ส่งไปที่ตองอูแล้ว นางนี้แต่แรกก็ไม่เห็นว่ารังเกียจท่าน แต่เมื่อมาปะข้าพเจ้านางก็เอาใจออกห่างท่านทันที ข้าพเจ้าต้องรับนางไว้เพราะหาไม่นางจะคิดปลิดชีวิตตัวเอง และนางที่สามคือตะละแม่เมืองแปร กุสุมานั้นเคยถูกท่านช่วงชิงตัวได้ไปก่อน แต่มาบัดนี้หากใครเอ่ยชื่อท่านให้ได้ยิน ตะละแม่จะเอามือปิดหูเสีย เพราะเกรงเป็นเสนียดเพลานี้ หากเรารบกันตะละแม่ย่อมสวดภาวนาให้พระพุทธคุณให้ชัยข้าพเจ้า และสาปแช่งให้ท่านวิบัติฉิบหายปราชัยแก่ข้าพเจ้าเป็นแน่ข้าพเจ้ามาคิดอย่างนี้แล้ว อนาถแทนพระอุปราชสอพินยาแห่งหงสาวดีเหลือเกิน แท้จริงท่านไม่ได้มีอะไรเหลืออยู่เลย อย่างนี้แล้วท่านยังจะรอให้ข้าพเจ้าเอาทหารเลวล้อมจับท่านไปประหาร ต่อหน้าผู้คนและหญิงทั้งสามของท่านเพื่ออะไร”จะเด็ดยืนรอฟังอยู่ เงียบๆ
       
       ตอนที่ 26 วันอังคารที่ 7 มกราคม 2557
       สอพินยาเดินกลับเข้ามาฟังจะเด็ดพูด ยิ่งฟังยิ่งแค้น เอาดาบฟาดฟันข้าวของ มุ้งที่อยู่เหนือแท่นบรรทมขาดกระจุยกระจาย บางครั้งก็คลั่งจะเปิดประตูออกมาแต่ก็ไม่กล้า สุดท้ายเอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าเวทนา จะเด็ดเดินกลับออกไปสอพินยาเดินร้องไห้เสียใจออกมา ตรงลงไปที่หน้าผาแล้วชักปืนออกมายิงตัวเอง ร่างสอพินยาร่วงหล่นลงจากหน้าผาไปอย่างน่าเวทนา
       ท้องพระโรงตองอู มังตราประทับนั่งอยู่เคียงข้างนันทวดีบนบัลลังก์ เสนาอำมาตย์เข้าเฝ้าเต็มท้องพระโรง
       เสียงทกะยอดินกล่าวว่า “ณ บัดนี้ ท่านแม่ทัพบุเรงนองได้แผ่พระบารมีในพระเจ้าอยู่หัวตะเบงชเวตี้แห่งตองอู ลงครอบคลุมทั้งลุ่มน้ำอิระวดี แม่น้ำสะโตง แม่น้ำสารวิน ลงไปจรดทะเลเมาะตะมะสิ้นแล้ว จึงกราบบังคมทูลมายังพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงสถาปนากรุงหงสาวดี ขึ้นเป็นศูนย์กลางพระราชอาณาจักรแห่งพุกามประเทศ ภายใต้เศวตรฉัตรแห่งพระเจ้าตองอูแต่เพียงพระองค์เดียว ส่วนกรุงอังวะ กรุงแปร และกรุงตองอู ให้ถือเป็นเมืองออกในพระราชอาณาจักรกรุงหงสาวดีสืบไป”มังตราว่า “จะหากรุงใดยิ่งใหญ่กว่าหงสาวดีในพุกามประเทศนี้มิได้อีกแล้ว หากจะรวมแคว้นทั้งสิ้นเป็นแผ่นดินเดียวกัน กรุงหงสาวดีนั้นเหมาะเป็นมหานครหลวงแห่งมงคล ควรแล้ว”
       ตะคะญีถวายรายงานต่อ “แม่ทัพบุเรงนองให้ข้าพเจ้า อัญเชิญพระเจ้าอยู่หัวเจ้าเสด็จราชาภิเษกขึ้นเป็นจักรพรรดิ์ ณ กรุงมหามงคลหงสาวดี ส่วนพระศพมหาเถรกุโสดอ ท่านบุเรงนองได้อัญเชิญจากแปร เพื่อไปทำพิธีพระราชทานเพลิงยังกรุงหงสาวดีแล้วเช่นกัน”“ท่านขุนวัง แจ้งบุเรงนองไปว่าขอให้พระราชกิจแรกในหงสาวดีเป็นการถวายเพลิงพระคุณเจ้ามังสินธู การราชาภิเษกให้ชะลอก่อนได้ เราจะขึ้นนั่งบัลลังก์หงสาวดีไม่เป็นสุขเด็ดขาด ถ้าไม่ได้ถวายเพลิงแก่พระอาจารย์ เราจะเอาไอ้นายกองดาบไขลูต่างฟืนตามที่ได้ให้สัตย์ต่อร่างพระอาจารย์เรา”ขุนนางถวายบังคม “ขอพระองค์ทรงศรีสวัสดิ์เป็นจักรพรรดิแห่งหงสาวดีพุกามประเทศเทอญ”
       หน้าเรือนเลาชี เลาชีกำลังนั่งทำงานถวายจันทราอยู่กับบ่าวไพร่บนระเบียง จันทรานั้นเห็นท้องอ่อนๆ แล้วมหาดเล็กนำเสด็จมังตราเข้ามา มังตราขึ้นมาที่ระเบียงเข้ากอดเลาชีด้วยความรัก“แม่ท่าน พุกามประเทศนี้เป็นของแม่ท่านทั้งหมดแล้ว”“มังตรา ตรัสการใหญ่แบบนี้มิสมควร ถึงอย่างไรแม่ก็เพียงผู้อาศัยร่มพระบารมีพระเจ้ามังตราเท่านั้น“ข้าพเจ้านี้ถือเป็นลูกแม่แท้ผู้หนึ่ง ในเมื่อจะเด็ดพี่ท่านทำศึกชนะหงสาวดีมาถวายข้าพเจ้า ก็เสมือนว่าแม่ท่านได้แผ่นดินทั้งลุ่มน้ำอิระวดีเช่นกัน”จันทราถาม “จะเด็ดนำทัพกลับมาถึงตองอูแล้วหรือ”“เราจะไปหงสาวดีต่างหากพี่นาง ข้าพเจ้าจะพาแม่ท่านและพี่นางไปอยู่ราชวังใหม่ที่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในลุ่มอิระวดี ข้าพเจ้าถึงแจ้งแม่ท่านไงว่าแผ่นดินพุกามทั้งลุ่มน้ำอิระวดีนี้เป็นของเราทั้งสิ้นแล้ว” จันทรารู้สึกปราบปลื้มอย่างที่สุด
       ห้องบรรทมมังตรา ตองอู นันทวดีสีพระพักตร์เข้ม ประทับยืนอยู่กลางห้องท่าทางเด็ดขาด“หากพระองค์จะนำนางสนมโชอั้ว โดยเสด็จไปกรุงหงสาวดีด้วยแล้วละก็ ขอพระองค์ทรงเลือก”มังตราประทับนั่งฟังอย่างกลุ้มพระทัย “เลือกอะไร”
       “เมื่ออยู่ตองอูนี้ ข้าพเจ้าผ่อนให้พระองค์ไปประทับแรมยังเรือนแม่โชอั้วเต็มขนาดแล้ว หากจะต้องพากันไปเป็นชู้สวาทถึงหงสาวดีพระองค์คงต้องขึ้นนั่งบัลลังก์เหนือศพข้าพเจ้าเป็นแน่”มังตราตกใจ “นันทวดี ท่าน ไปกันใหญ่แล้ว”“ข้าพเจ้าทนฝืนให้นางโชอั้วกระเดื่องบุญ สร้างความโอหังแก่ข้าพเจ้ามามากพอแล้ว แต่นี้ไปเห็นจะยอมกันไม่ได้ หากพระองค์นำนางโชอั้วไปหงสาวดี ข้าพเจ้าจะขอเป็นศพเฝ้าตองอูเอง”“น้องท่านก็คิดมากไปได้” มังตราพยายามปลอบ
       หน้าพระราชวังหลวงหงสาวดี ขบวนรถม้าของพระเจ้ามังตรา เสด็จเข้ามาภายในกำแพงหงสาวดี โดยมีเนงบา นำเสด็จ จะเด็ด จาเลงกะโบ สีอ่อง สมิงสอตุด นำทหารตองอู แปรตั้งรับเสด็จอยู่ จะเด็ดและทหารทั้งหมดทรุดลงถวายบังคม
       
       ตอนที่ 27 วันพุธที่ 8 มกราคม 2557
       มังตรา นันทวดี เสด็จลงจากรถม้าคันแรก พระราชดำเนินผ่านกองทหารขึ้นบันใดไปประทับคอยจันทราอยู่บนชานพระราชวัง รถม้าประทุนจันทรากับเลาชีเคลื่อนมาหยุด เลาชีเดินลงมาจะเด็ดเข้าไปกราบเท้าแม่ เลาชีเข้ากอดร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจ“แม่นี้ดีใจนัก ที่เลี้ยงลูกมารับใช้แผ่นดินเกิดได้คุ้มค่าเหลือเกิน”
       เลาชีหันไปทางจันทรา “เพลานี้ลูกได้เป็นพ่อคนแล้วนะ ไปดูจันทราเถิดลูกเดินทางทั้งที่ทรงครรภ์คงเหน็ดเหนื่อยมิน้อย”สีหน้าจะเด็ด ดีใจมาก จันทราลงจากรถม้า จะเด็ดเข้าไปรับจันทรา ประคองไว้ ลูบท้องจันทราเบาๆ “ลูกเรานี้มีบุญญาธิการนัก ที่จะได้มาจุติใต้ภูเศวตรฉัตรบัลลังก์หงสาวดี ภายใต้พระบารมีพระเจ้าตะเบงชเวตี้ เพลานี้ราชวงศ์เมงกะยินโยแห่งตองอูได้หยั่งรากฝังลึก แผ่ยึดแผ่นดินพุกามทั้งหมดไว้เป็นแผ่นดินเดียวกันแล้ว พระเจ้าตะเบงชเวตี้คือกษัตรย์เหนือกษัตริย์ใดๆ ในอดีตเมื่อพันปีทีเดียว”
       จะเด็ดประคองจันทรา และจูงแม่เดินขึ้นบันใดไปยืนที่บันใด ต่ำกว่ามังตรามาสองขั้น เสียง ทหารและชาวเมือง “เมงกะยินโยทรงเจริญศรีสวัสดิ์เถิดๆๆๆๆ พระเจ้าตะเบงชเวตี้ทรงพระชนม์ยิ่งยืนนานหมื่นปีๆๆๆๆ”
       สอยันปายวิ่งมากับนางข้าหลวงหงสาวดี จะเด็ดกับจาเลงกาโบมองอย่างแปลกใจ“ท่านบุเรงนองแย่แล้วๆ พระนางมินบูเสวยยาพิษ”จะเด็ดตกใจ “เรื่องอะไรต้องทำอย่างนั้น”“คงเพราะตรอมพระทัยที่สิ้นพระเจ้าสการะวุตพีเป็นแน่ ช่วยพระนางด้วยเถิด ช่วยพระนางด้วยๆ” ห้องบรรทมมินบู มินบูนอนหน้าซีดเซียวอยู่บนพระแท่น จะเด็ดนั่งเยี่ยมอยู่ห่างๆ “หากเราถูกท่านนำขึ้นถวายพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ ตามธรรมเนียมกษัตริย์ชนะกษัตริย์แล้ว จะให้เรามีลมหายใจอยู่ไปทำไม”“แม่อยู่หัวนั้นคือไม้ตระกูลสูง จะละไว้ตามพื้นดินธรรมดาได้อย่างไร ประเพณีกษัตริย์กำหนดไว้เป็นสิ่งชอบ”“กำหนดมาตั้งหลายร้อยปีแล้ว ปัจจุบันหาสมจริงไม่”“พระนางจะฝืนธรรมเนียม เห็นไม่เหมาะสมข้อไหน”“ท่านจงพิจารณาสังขารเราให้ดีเถิด ท่านจงบอกเราซิว่าอายุเรานี้แก่อ่อนกว่าพระเจ้าอยู่หัวท่านกี่ขวบปี”จะเด็ดมองพิจารณาแล้วนึกได้ “เรานี้คงแก่กว่าไม่ต่ำกว่าหนึ่งรอบนักษัตร จะให้เราถวายตัวแก่พระเจ้าอยู่หัวรุ่นน้องให้ละอายบาปไปทำไม ขอท่านตรองถึงอกหญิงอย่างเราให้ดี”“หากธรรมเนียมนี้จะบิดผันไป เบื้องหน้าจะเป็นผิดแก่ตัวข้าพเจ้าได้”“งั้นอย่ามาอยู่ฟังคำเราอีกเลย เรานี้ขอตายจะได้ไม่ต้องอายฟ้าดิน”จะเด็ดหนักใจมาก “ตะละแม่กุสุมานี้เคยเข้ามาหงสาวดีอย่างคนใจสลาย ได้พระมเหสีคุ้มเกล้าปลอบใจ ข้าพเจ้าจะขอสนองคุณสักครั้ง ขอพระมเหสีอย่าเพิ่งปลงใจทำลายตัวเลย“ท่านจะช่วยเราได้อย่างไร” จะเด็ดก็ตอบไม่ได้ เพราะยังนึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะทำอย่างไร
       มังตราประทับบนพระแท่นมีพระแสงดาบวางอยู่ข้างๆ จะเด็ดและคนอื่นๆ หมอบเฝ้าอยู่รอบๆ มังตรากล่าว “พี่ท่านทำคุณต่อแผ่นดินตองอูมามากนัก ราชาภิเษกครั้งนี้ ข้าพเจ้าจะได้นั่งบัลลังก์หงสาวดี ฉะนั้นบัลลังก์ตองอูที่ว่างอยู่ ข้าพเจ้าจะประกาศแต่งตั้งให้พี่ท่านเป็นพระเจ้าตองอูขึ้นนั่งแทน”ทุกคนดีใจหันไปทางจะเด็ด จะเด็ดตกใจ รีบทรุดลงกับพื้นถวายบังคมมังตรา“เทพยดาอันรักษาภูเศวตฉัตรและพระเสื้อเมืองทรงเมือง ข้าพเจ้าขอกล่าวเป็นคำตาย ข้าพเจ้ามิได้ยินดีแก่บำเหน็ดนี้แต่อย่างไรเลย”
       
       ตอนที่ 28 วันจันทร์ที่ 13 มกราคม 2557
       ท้องพระโรงกรุงหงสาวดี สอพินยาเสด็จมากับเหล่าทหารตรงมาที่ไขลูนั่งรออยู่กับผู้คุมหงสาวดี ไขลูพอเห็นสอพินยาก็ร้องไห้ฟูมฟายทรุดลงกราบพระบาท สอพินยาประคองขึ้นมากอดด้วยความคิดถึง ไขลูบอกเรื่องที่ฆ่ามหาเถร สอพิยาสะใจมาก
       มังตราแค้นใจรีบให้จะเด็ดจัดทัพลงไปตีหงสาวดี พระเจ้าสการะวุตพีกับสอพินยาสู้ไม่ได้ สอพินยากับพวกไชลูทิ้งเมืองพากันหนีไปเมาะตะมะ จะเด็ดยึดเมืองหงสาวดีได้ก็ตามไปจับพระเจ้าสการะวุตพีสำเร็จโทษ
       ท้องพระโรงหงสาวดี พระเจ้าสการะวุติพี พระเนตรหลับสนิท ใบหน้าซีด มีกริชปักอยู่ที่หัวใจ แต่ไม่เห็นเลือด จะเด็ดทรุดลงถวายบังคม จาเลงกาโบกับททหารตองอูทำตาม“บัดนี้พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ได้ประกาศบารมีเป็นจักรพรรดิ์ยิ่งใหญ่กว่ากษัตริย์อื่นในพุกามประเทศนี้แล้ว ขอพระเจ้าสการะวุตพีที่ดับสูญเสื่อมบุญลงอย่าได้ขัดขวางลิขิตของฟ้าดินเลย ข้าพเจ้าและชาวตองอูกระทำการครั้งนี้ ทุกผู้มีจิตจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองจะปฏิสังขรณ์พระสถูปสำคัญและกรุงหงสาวดีให้ยิ่งใหญ่กว่าพระเจ้าหงสาวดีองค์เดิมสืบไป”
       พระเจ้าสการะวุตพีประทับบนบัลลังก์อย่างสง่างาม ทุกคนหมอบเศร้าสงบนิ่งจะเด็ดตามล่าตัวสอพินยากับพวกไขลูจนสำเร็จ ไขลูสำนึกผิดที่ก่อเรื่องขึ้นมาทั้งหมดจึงปลงพระชนม์ชีพตนเอง
       สอพินยาเปิดประตูห้องบรรทมออกมาที่ระเบียง เห็นหน้าผาสูงลิบริ่วจนหนทางจะหนีไปไหนได้ ยืนงงทำอะไรไม่ถูก
       จะเด็ด สีอ่อง สมิงสอตุด วิ่งนำทหารเข้ามาที่ท้องพระโรง มองหาสอพินยา จะเด็ดมองไม่เห็นสอพินยา นึกถึงตำหนักบนหน้าผา นำพรรคพวกวิ่งตามออกไปจะเด็ด สีอ่อง สมิงสอตุดวิ่งนำทุกคนเข้ามาหน้าตำหนัก แล้วตรงไปทุบประตูที่สอพินยาวิ่งเข้าไป จะเด็ดเดินเข้ามาบอกสีอ่องว่า“พี่ท่านพาพวกเราออกไปก่อน ข้าพเจ้าขอเจรจากับสอพินยาเพียงสองต่อสองเถิด”
       สีอ่องหงุดหงิด พาทุกคนออกไปอย่างงงๆ จะเด็ดยืนอยู่กลางท้องพระโรงคนเดียว“สอพินยา ท่านนั้นเกิดในตระกูลกษัตริย์เสียเปล่า ถึงคราวจะตายกลับวิ่งซุกกายเหมือนหนูกลัวน้ำยอมตายคารู สการะวุตพีพี่ท่านเสียอีกที่ยอมตายอย่างชาติกษัตริย์ให้คนชั้นหลังได้สรรเสริญ ทั้งหงสวดีเพลานี้เหลืออยู่แต่ท่านเท่านั้น ถึงมีปีกก็หนีไม่รอดแล้ว เสียดายที่ข้าพเจ้าถือท่านเป็นคู่แข่ง พอจะตายถึงกับหนีหน้า วิสัยอย่างท่านไม่ควรร่วมแผ่นดินเดียวกับข้าพเจ้าเลย แต่ก่อนท่านตายข้าพเจ้ามีเรื่องลับเกี่ยวกับสตรีของท่านอยากจะเปิดให้ท่านฟัง หญิงหนึ่ง เมื่อครั้งท่านไปตองอู ท่านใช้ให้นางชู้ท่านมาลวงข้าพเจ้าไปทำร้าย นางคือตองสา ท่านจำได้หรือเปล่า แต่นางนั้นกลับมาผูกสวาทข้าพเจ้าแล้วบอกความทั้งสิ้น น่าอนาถท่านเหลือเกินที่แม้แต่นางข้าหลวงท่านยังผูกใจไว้ไม่ได้เลย ครั้นอีกหน เมื่อท่านยกไพร่พลมาล้อมตองอู นางตองสาผู้นี่เองที่ลอบฝ่าค่ายท่านไปบอกความให้ท่านตะคะญียกทัพมาช่วยจนทัพท่านต้องฉิบหาย อีกนางที่สอง คือแม่หลานหลวงอเทตยาคู่หมั้นของท่าน บัดนี้ได้ตกเป็นภรรยาข้าพเจ้าได้ส่งไปที่ตองอูแล้ว นางนี้แต่แรกก็ไม่เห็นว่ารังเกียจท่าน แต่เมื่อมาปะข้าพเจ้านางก็เอาใจออกห่างท่านทันที ข้าพเจ้าต้องรับนางไว้เพราะหาไม่นางจะคิดปลิดชีวิตตัวเอง และนางที่สามคือตะละแม่เมืองแปร กุสุมานั้นเคยถูกท่านช่วงชิงตัวได้ไปก่อน แต่มาบัดนี้หากใครเอ่ยชื่อท่านให้ได้ยิน ตะละแม่จะเอามือปิดหูเสีย เพราะเกรงเป็นเสนียดเพลานี้ หากเรารบกันตะละแม่ย่อมสวดภาวนาให้พระพุทธคุณให้ชัยข้าพเจ้า และสาปแช่งให้ท่านวิบัติฉิบหายปราชัยแก่ข้าพเจ้าเป็นแน่ข้าพเจ้ามาคิดอย่างนี้แล้ว อนาถแทนพระอุปราชสอพินยาแห่งหงสาวดีเหลือเกิน แท้จริงท่านไม่ได้มีอะไรเหลืออยู่เลย อย่างนี้แล้วท่านยังจะรอให้ข้าพเจ้าเอาทหารเลวล้อมจับท่านไปประหาร ต่อหน้าผู้คนและหญิงทั้งสามของท่านเพื่ออะไร”
       
       ตอนที่ 29 วันอังคารที่ 14 มกราคม 2557
       จะเด็ดยืนรอฟังอยู่ เงียบๆ สอพินยาเดินกลับเข้ามาฟังจะเด็ดพูด ยิ่งฟังยิ่งแค้น เอาดาบฟาดฟันข้าวของ มุ้งที่อยู่เหนือแท่นบรรทมขาดกระจุยกระจาย บางครั้งก็คลั่งจะเปิดประตูออกมาแต่ก็ไม่กล้า สุดท้ายเอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าเวทนา จะเด็ดเดินกลับออกไป
       สอพินยาเดินร้องไห้เสียใจออกมา ตรงลงไปที่หน้าผาแล้วชักปืนออกมายิงตัวเอง ร่างสอพินยาร่วงหล่นลงจากหน้าผาไปอย่างน่าเวทนา
       ท้องพระโรงตองอู มังตราประทับนั่งอยู่เคียงข้างนันทวดีบนบัลลังก์ เสนาอำมาตย์เข้าเฝ้าเต็มท้องพระโรง
       เสียงทกะยอดินกล่าวว่า “ณ บัดนี้ ท่านแม่ทัพบุเรงนองได้แผ่พระบารมีในพระเจ้าอยู่หัวตะเบงชเวตี้แห่งตองอู ลงครอบคลุมทั้งลุ่มน้ำอิระวดี แม่น้ำสะโตง แม่น้ำสารวิน ลงไปจรดทะเลเมาะตะมะสิ้นแล้ว จึงกราบบังคมทูลมายังพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงสถาปนากรุงหงสาวดี ขึ้นเป็นศูนย์กลางพระราชอาณาจักรแห่งพุกามประเทศ ภายใต้เศวตรฉัตรแห่งพระเจ้าตองอูแต่เพียงพระองค์เดียว ส่วนกรุงอังวะ กรุงแปร และกรุงตองอู ให้ถือเป็นเมืองออกในพระราชอาณาจักรกรุงหงสาวดีสืบไป”
       มังตราว่า “จะหากรุงใดยิ่งใหญ่กว่าหงสาวดีในพุกามประเทศนี้มิได้อีกแล้ว หากจะรวมแคว้นทั้งสิ้นเป็นแผ่นดินเดียวกัน กรุงหงสาวดีนั้นเหมาะเป็นมหานครหลวงแห่งมงคล ควรแล้ว”
       ตะคะญีถวายรายงานต่อ “แม่ทัพบุเรงนองให้ข้าพเจ้า อัญเชิญพระเจ้าอยู่หัวเจ้าเสด็จราชาภิเษกขึ้นเป็นจักรพรรดิ์ ณ กรุงมหามงคลหงสาวดี ส่วนพระศพมหาเถรกุโสดอ ท่านบุเรงนองได้อัญเชิญจากแปร เพื่อไปทำพิธีพระราชทานเพลิงยังกรุงหงสาวดีแล้วเช่นกัน”“ท่านขุนวัง แจ้งบุเรงนองไปว่าขอให้พระราชกิจแรกในหงสาวดีเป็นการถวายเพลิงพระคุณเจ้ามังสินธู การราชาภิเษกให้ชะลอก่อนได้ เราจะขึ้นนั่งบัลลังก์หงสาวดีไม่เป็นสุขเด็ดขาด ถ้าไม่ได้ถวายเพลิงแก่พระอาจารย์ เราจะเอาไอ้นายกองดาบไขลูต่างฟืนตามที่ได้ให้สัตย์ต่อร่างพระอาจารย์เรา”
       ขุนนางถวายบังคม “ขอพระองค์ทรงศรีสวัสดิ์เป็นจักรพรรดิแห่งหงสาวดีพุกามประเทศเทอญ”
       หน้าเรือนเลาชี เลาชีกำลังนั่งทำงานถวายจันทราอยู่กับบ่าวไพร่บนระเบียง จันทรานั้นเห็นท้องอ่อนๆ แล้วมหาดเล็กนำเสด็จมังตราเข้ามา มังตราขึ้นมาที่ระเบียงเข้ากอดเลาชีด้วยความรัก“แม่ท่าน พุกามประเทศนี้เป็นของแม่ท่านทั้งหมดแล้ว”“มังตรา ตรัสการใหญ่แบบนี้มิสมควร ถึงอย่างไรแม่ก็เพียงผู้อาศัยร่มพระบารมีพระเจ้ามังตราเท่านั้น”“ข้าพเจ้านี้ถือเป็นลูกแม่แท้ผู้หนึ่ง ในเมื่อจะเด็ดพี่ท่านทำศึกชนะหงสาวดีมาถวายข้าพเจ้า ก็เสมือนว่าแม่ท่านได้แผ่นดินทั้งลุ่มน้ำอิระวดีเช่นกัน”
       จันทราถาม “จะเด็ดนำทัพกลับมาถึงตองอูแล้วหรือ”“เราจะไปหงสาวดีต่างหากพี่นาง ข้าพเจ้าจะพาแม่ท่านและพี่นางไปอยู่ราชวังใหม่ที่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในลุ่มอิระวดี ข้าพเจ้าถึงแจ้งแม่ท่านไงว่าแผ่นดินพุกามทั้งลุ่มน้ำอิระวดีนี้เป็นของเราทั้งสิ้นแล้ว” จันทรารู้สึกปราบปลื้มอย่างที่สุด
       ห้องบรรทมมังตรา ตองอู นันทวดีสีพระพักตร์เข้ม ประทับยืนอยู่กลางห้องท่าทางเด็ดขาด“หากพระองค์จะนำนางสนมโชอั้ว โดยเสด็จไปกรุงหงสาวดีด้วยแล้วละก็ ขอพระองค์ทรงเลือก”มังตราประทับนั่งฟังอย่างกลุ้มพระทัย “เลือกอะไร”
       “เมื่ออยู่ตองอูนี้ ข้าพเจ้าผ่อนให้พระองค์ไปประทับแรมยังเรือนแม่โชอั้วเต็มขนาดแล้ว หากจะต้องพากันไปเป็นชู้สวาทถึงหงสาวดีพระองค์คงต้องขึ้นนั่งบัลลังก์เหนือศพข้าพเจ้าเป็นแน่”
       มังตราตกใจ “นันทวดี ท่าน ไปกันใหญ่แล้ว”“ข้าพเจ้าทนฝืนให้นางโชอั้วกระเดื่องบุญ สร้างความโอหังแก่ข้าพเจ้ามามากพอแล้ว แต่นี้ไปเห็นจะยอมกันไม่ได้ หากพระองค์นำนางโชอั้วไปหงสาวดี ข้าพเจ้าจะขอเป็นศพเฝ้าตองอูเอง”“น้องท่านก็คิดมากไปได้” มังตราพยายามปลอบ
       
       ตอนที่ 30 วันพุธที่ 15 มกราคม 2557
       หน้าพระราชวังหลวงหงสาวดี ขบวนรถม้าของพระเจ้ามังตรา เสด็จเข้ามาภายในกำแพงหงสาวดี โดยมีเนงบา นำเสด็จ จะเด็ด จาเลงกะโบ สีอ่อง สมิงสอตุด นำทหารตองอู แปรตั้งรับเสด็จอยู่ จะเด็ดและทหารทั้งหมดทรุดลงถวายบังคม
       มังตรา นันทวดี เสด็จลงจากรถม้าคันแรก พระราชดำเนินผ่านกองทหารขึ้นบันใดไปประทับคอยจันทราอยู่บนชานพระราชวัง
       รถม้าประทุนจันทรากับเลาชีเคลื่อนมาหยุด เลาชีเดินลงมาจะเด็ดเข้าไปกราบเท้าแม่ เลาชีเข้ากอดร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจ“แม่นี้ดีใจนัก ที่เลี้ยงลูกมารับใช้แผ่นดินเกิดได้คุ้มค่าเหลือเกิน” เลาชีหันไปทางจันทรา “เพลานี้ลูกได้เป็นพ่อคนแล้วนะ ไปดูจันทราเถิดลูกเดินทางทั้งที่ทรงครรภ์คงเหน็ดเหนื่อยมิน้อย”สีหน้าจะเด็ด ดีใจมาก จันทราลงจากรถม้า จะเด็ดเข้าไปรับจันทรา ประคองไว้ ลูบท้องจันทราเบาๆ “ลูกเรานี้มีบุญญาธิการนัก ที่จะได้มาจุติใต้ภูเศวตรฉัตรบัลลังก์หงสาวดี ภายใต้พระบารมีพระเจ้าตะเบงชเวตี้ เพลานี้ราชวงศ์เมงกะยินโยแห่งตองอูได้หยั่งรากฝังลึก แผ่ยึดแผ่นดินพุกามทั้งหมดไว้เป็นแผ่นดินเดียวกันแล้ว พระเจ้าตะเบงชเวตี้คือกษัตรย์เหนือกษัตริย์ใดๆ ในอดีตเมื่อพันปีทีเดียว”
       จะเด็ดประคองจันทรา และจูงแม่เดินขึ้นบันใดไปยืนที่บันใด ต่ำกว่ามังตรามาสองขั้น เสียง ทหารและชาวเมือง “เมงกะยินโยทรงเจริญศรีสวัสดิ์เถิดๆๆๆๆ พระเจ้าตะเบงชเวตี้ทรงพระชนม์ยิ่งยืนนานหมื่นปีๆๆๆๆ”
       สอยันปายวิ่งมากับนางข้าหลวงหงสาวดี จะเด็ดกับจาเลงกาโบมองอย่างแปลกใจ“ท่านบุเรงนองแย่แล้วๆ พระนางมินบูเสวยยาพิษ”
       จะเด็ดตกใจ “เรื่องอะไรต้องทำอย่างนั้น”“คงเพราะตรอมพระทัยที่สิ้นพระเจ้าสการะวุตพีเป็นแน่ ช่วยพระนางด้วยเถิด ช่วยพระนางด้วยๆนันทวดีกล่าวว่า “ในพงศาวดารมีบันทึกไว้น้อยเหลือเกิน บางทีจะนับกว่าสิบรัชกาลก็ยังมิเคยมีเสนาบดีผู้ใดได้รับบำเหน็จเท่านี้ ท่านจะมาปฎิเสธทำไม”“ข้าพเจ้านี้เมื่อแรกเกิด พื้นที่อาศัยใหญ่สุด ก็มิเกินอาณาเขตวัดกุโสดอ อย่างสูงเมื่อตัวรุ่งเรืองก็ได้เพียงด้านหนึ่งของอุทยานหลวง ฐานะคนอาศัยครองที่ดินผู้อื่นเติบกล้ามา ได้กินตำแหน่งบุเรงนองกะยอดินนรธา ก็นับว่าราชวงศ์เมงกะยินโยชุบเลี้ยงมาประเสริฐยิ่งแล้ว”“พี่ท่านกล่าวมานี่หนักแน่นแม่นยำอยู่หรือ”“ข้าพเจ้าจะยึดคำสาบานที่ให้ไว้แก่มหาเถรกุโสดอ ขอเป็นข้าทหารรับใช้บัลลังก์ราชวงศ์เมงกะยินโยจนวาระสุดท้าย”
       มังตรารู้สึกซาบซึ้งในความภักดีขอจะเด็ด “ถ้าอย่างนั้น ข้าพเจ้าจะประกาศให้พี่ท่านอยู่ในตำแหน่งไหนดี“ข้าพเจ้าจะสนองคุณทุกอย่าง นอกจากเป็นกษัตริย์ตองอู”มังตรายิ้มให้จะเด็ดด้วยความเมตตา“ข้าพเจ้ามีการสำคัญอีกอย่างหนึ่งจะกราบทูล”“แจ้งมาเถิด ข้าพเจ้ายินดีประพฤติตามคำพี่ท่าน”“กรุงหงสาวดีนี้เป็นราชอาณาจักรมหามงคล นับแล้ว มีบารมีที่ยิ่งใหญ่กว่าตองอูเรา ข้าทหารเดิมของหงสาวดีอีกมากที่ยังครางแครงใจในตองอู เพื่อรักษาน้ำใจเดิมของคนหงสาวดีนี้ให้สงบอยู่ใต้พระบารมีข้าพเจ้าขอกราบทูลว่าชาวตองอูเราทุกคน น่าจะเปลี่ยนธรรมเนียมตองอู มาถือหลักของหงสาวดีแทน”
       มังตราไม่พอใจ “จะให้เปลี่ยนธรรมเนียมเป็นมอญงั้นหรือ วิสัยผู้ชนะมายึดธรรมเนียมผู้แพ้ไม่เคยพบ”“เพลานี้แผ่นดินทั้งสิ้นในพุกาม พระองค์ให้รวมเรียกว่าหงสาวดีแล้วจะคงธรรมเนียมเดิมให้ระคายตาเจ้าของเดิมทำไม วิสัยผู้ชนะถ้ารู้ถ่อมตน รู้เอาชนะใจศัตรู นั่นคือผู้ชนะที่แท้จริง”“แล้วพระพี่นางทรงเห็นเป็นเช่นไรบ้าง”
       จันทราทูล “กรุงหงสาวดีนับเป็นมหานคร มีขบบวัฒนธรรมยิ่งใหญ่กว่าแคว้นใดในสุวรรณภูมิ หากพระองค์จะคงรักษาพิธีมหามงคลแห่งหงสาวดีสืบไป นับเป็นการสร้างเสริมพระบารมีให้สมเสมอพระมหาจักรพรรดิ์แห่งสุวรรณภูมิแล้ว”
       จะเด็ดมองจันทราอย่างชื่นชม มังตรามองทุกคนอย่างภาคภูมิใจ
       ห้องบรรทมมังตรา กรุงหงสาวดี ดวงอาทิตย์ขึ้นตรงยอดปราสาทกรุงหงสาวดี ดูยิ่งใหญ่สง่างาม มังตราพระพักตร์นิ่ง เก็บพระอาการเศร้าไว้ภายในกำลังให้เหล่านางเครื่องวิเสทถวายงานเครื่องทรง เพื่อเสด็จพระราชเพลิงศพมังสินธูอยู่
       จะเด็ดเดินตามโขลนเข้ามาเฝ้า สีหน้านิ่ง แต่แววตานั้นโศกเศร้าไม่แพ้กัน“ข้าพเจ้าได้เตรียมการพร้อมสิ้นแล้ว เพียงรอฤกษ์พระองค์เสด็จออกมังตราแล้วเหล่าขุนนาง เสนาบดีหงสาวดี จะพากันมาร่วมส่งดวงพระวิญญาณพระอาจารย์สู่สวรรค์หรือไม่”“ข้าพเจ้ามิได้แจ้งเหล่าขุนนางหงสาวดีให้มาในการพิธีนี้”“ทำไม เราอยากให้มันเห็นว่าถ้าผู้ใดทำร้ายคนตองอู มันผู้นั้นจะต้องได้รับผลแห่งการแก้แค้นเช่นใด”
       “เพลานี้คนหงสาวดี ต่างเศร้าโศกกับการสูญเสียพระมหากษัตริย์ และกรุงหงสาวดีแก่คนตองอูด้วยความระทมใจหนักยิ่งแล้ว หากต้องมาเห็นการแก้แค้นของคนตองอูอีก ข้าพเจ้าเกรงจะทำให้คนตองอูกับคนหงสาวดีจะปองดองกันได้ยาก จึงเตรียมการถวายพระเพลิงพระอาจารย์เป็นการภายในแต่เพียงคนตองอูเท่านั้น”
       
       ตอนที่ 34 วันจันทร์ที่ 27 มกราคม 2557
       มัตราถาม “แล้วตามธรรมเนียมเดิมหากเราขึ้นราชาภิเษก พระมเหสีแห่งพระเจ้าหงสาวดีเดิมก็ต้องมาถวายตัวแก่เราทั้งหมดอยู่ใช่ไม๊” จะเด็ดอ้ำอึ้ง “ตามกฏมณเฑียรบาลเป็นเช่นนั้น”“สการะวุตพีทรงมีพระมเหสีสนมนางห้ามกี่พระองค์”จะเด็ดอึ้งๆ “พระเจ้าสการะวุตพีมินิยมมีบาทบริจาริกาอื่น”มังตรานิ่งๆ เศร้าๆ “งั้นก็แสดงว่าพระมเหสีเอกคงงามมากซินะ”“เออ นางก็ อายุมากแล้ว มากกว่าข้าพเจ้ากว่าสิบปี”“เออ จริง สการะวุตพีรุ่นน้าอาเราเข้าไปแล้ว มเหสีก็คงแก่ตาม”“เมื่อถึงวาระที่สมควรข้าพเจ้าจะอัญเชิญมาถวายตัว”
       มังตรารีบโบกหัตถ์ “ไม่ต้องๆ ข้าพเจ้ายกให้พี่ท่าน บัลลังก์เป็นของข้าพเจ้า มเหสีสูงอายุนั้นข้าพเจ้ายกให้เป็นบำเหน็จพี่ท่าน คนแก่มิใช่ของโปรดข้าพเจ้า”จะเด็ดสีหน้าหนักใจ แล้วถวายบังคมออกไป มังตรายังคงให้เหล่านางวิเสทแต่งตัวเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย
       ท้องพระโรงเล็กหงสาวดี จันทราที่มีครรภ์อ่อนๆ กำลังจัดขันดอกไม้ให้จะเด็ดไปถวายศพพระมหาเถร จะเด็ดหน้าเศร้าเดินเข้ามา ดูเศร้าหนักขึ้นไปอีก“น่าเสียดายที่สตรีท้องบุราณห้ามมิให้ออกงานผี ข้าพเจ้าจึงขอฝากพุ่มดอกไม้ถวายเพลิง แสดงกตัญญูพระคุณเจ้าเป็นหนสุดท้ายแก่พี่ท่านเป็นธุระให้ด้วย”“พระคุณเจ้ารู้ในน้ำใจน้องท่านดี แต่พี่มีเรื่องจะแจ้งน้องท่านให้รู้การล่วงหน้าไว้อย่างหนึ่ง เพื่อ เมื่อน้องท่านรู้จะได้ไม่กระเทือนใจเป็นผลในภายหลัง”“เสร็จสิ้นศึกทุกอย่างแล้วข้าพเจ้ายังมีเรื่องให้น่ากระเทือนใจใดอีกหรือ”
       จะเด็ดเกรงใจจันทรามาก “การถวายเพลิงพระคุณเจ้ากุโสดอนี้ ข้าพเจ้า จะต้องนำพระนางมินบูไปถวายเพลิงด้วย” จันทราชะงักฟัง “พี่อยากจะแจ้งน้องท่านให้รู้ จะได้ไม่ต้องไปฟังความจากปากผู้อื่น”จันทราหน้าเสีย “เหตุเป็นเช่นใด พระนางมินบูไปในฐานะใด”จะเด็ดกุมมือจันทราไว้ “น้องนาง สิ่งที่เกิดขึ้นพี่ไม่เคยคิดหมิ่นน้องท่านแม้แต่น้อยแต่เมื่อเป็นเมียบุเรงนองแล้วต้องมีใจเอื้อกับสิ่งเหล่านี้”จันทราจะร้องไห้ “เมื่อไหร่ข้าพเจ้าจะสิ้นทุกข์จากเรื่องเหล่านี้”“จันทราน้องท่าน พระนางมินบูนี้ได้มาเพราะพระเจ้ามังตราพระราชทาน พระนางคือมเหสีพระเจ้าสการะวุตพี ตามธรรมเนียมศึกต้องตกเป็นบาทบริจาริกาของมังตรา แต่นางจะรอนชีวิตตัวเองเพราะไม่อาจถวายตัวกับมังตราที่อายุห่างกันหลายขวบปี ข้าพเจ้าจึงมิอาจนำพระนางเข้าถวาย”“เพราะท่านละโมบโลกีย์ต่างหาก ท่านกับมังตราอายุไกลกันกี่เดือนเชียว”
       จันทราขยับจะลุกไป จะเด็ดตามไปจับไว้“น้องท่านฟังพี่ก่อน เราเพียงรับสมอ้างเป็นเมียผัวแต่ในนามเพื่อป้องกันพระนางไว้ ใจพี่นี้นับถือพระนางเป็นแม่อยู่หัว เท็จจริงเป็นอย่างนี้”“อย่ามาวอนข้าพเจ้าให้ยากใจ ไปวอนตะละแม่เมืองแปรเถิด ข้าพเจ้าคร้านจะฟัง”“กุสุมานั้น เมื่อครั้งมาอยู่หงสาวดีได้นับพระนางมินบูเป็นดังพระพี่นาง ฉะนั้นเมื่อน้องท่านซึ่งเป็นเมียเอกอารีแล้ว นางผู้อื่นคงมิมีใครกังขา”
       จันทราร้องไห้สะอื้น “อย่างนี้เอง ฤทธิ์แห่งลิ้นท่าน ลวงคนไปทั้งลุ่มน้ำอิระวดี”จะเด็ดดึงจันทราเข้ากอด จันทราพยายามขัดขืนแต่จะเด็ดไม่ยอม ดึงเข้ามากอดไว้“เพราะพี่นี้ได้เมียใจพระอย่างน้องท่านดอก จึงมีหญิงอื่นขอมาอาศัยร่มบุญ แต่นี้ไปน้องท่านไม่เอยปากอนุญาต พี่จะไม่ขอมีหญิงใดอีกพี่นี้วอนแล้ว วันนี้เป็นวันถวายพระเพลิงพระคุณเจ้ากุโสดอ พี่ก็กระเทือนใจหนักแล้ว เรื่องนี้ขอน้องท่านช่วยผ่อนใจให้ข้าพเจ้าหมดทุกข์สักเรื่องเถิด”จันทราได้แต่ร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดจะเด็ด อย่างเจ็บปวดใจยิ่ง
       พิธีพระราชทานเพลิงพระศพพระมหาเถร โดยจับไขลูมาแล่เนื้อเผาประชุมเพลิงไปด้วยเพื่อให้หายแค้น มังตราประทับอยู่บนบัลลังก์ในเครื่องทรงเต็มยศทรงมงกุฎกษัตริย์แบบมอญ ทุกคนนั่งประจำตำแหน่ง
       
       ตอนที่ 35 วันอังคารที่ 28 มกราคม 2557
       กรมวัง-ขุนนางและทหารทั้งหมดกล่าว “ขอถวายพระพรพระจักรพรรดิ์หงสาวดีตะเบงชะเวตี้ จงทรงพระเจริญศรีสวัสดิ์ พระชนมายุหมื่นปี พระบารมีแผ่ไพศาล ปกป้องคุ้มเกล้าอาณาประชาราษฎร์ และทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบไปทั่วแคว้นพุกามประเทศเทอญ”
       มังตรากล่าว “ข้าพเจ้าขอขอบใจเหล่าท่านทั้งหลาย ที่เฉลิมพระเกียรติข้าพเจ้าขึ้นเป็นพระจักรพรรดิราชเจ้า รวมแผ่นดินลุ่มน้ำในพุกามประเทศเป็นผืนปฐพีเดียวกัน ยกกรุงหงสาวดีเป็นราชธานีเริ่มวงศ์เมงกะยินโยใหม่ ข้าพเจ้า ตะเบงชะเวตี้จักรพรรดิ์ จึงขอสนองตอบความภักดีของเหล่าท่านตามประกาศนี้”
       กรมวังอ่านประกาศ “อาณาจักรกรุงแปร ให้คงเป็นเมืองเอกแห่งหงสาวดี โปรดเกล้าให้พระเจ้านระบดีวงศ์สโดเมงสอเป็นผู้ครองดุจเดิม และยกให้นายกองสีอ่องเป็นขุนพล ช่วยดูแลราชการเมืองแปร” สีอ่องถวายบังคมด้วยความตื้นตันใจ“ให้ยกนายกองเนงบา ขึ้นไปเอาราชการตำแหน่งปลัดกรุงอังวะ” เนงบาถวายบังคม “เพลานี้พระจักรพรรดิราชเจ้า มีพระประสงค์จะปฏิบัติให้ต้องธรรมเนียมกรุงหงสาวดี ขอยกให้ขุนวังสอยันปาย เป็นที่ขุนวังหงสาวดีดุจเดิม” สอยันปายถวายบังคมอย่างสุดซึ้ง“สมิงสอตุดพระยาสะโตงได้ทำความชอบช่วยให้ได้ชัยชนะเมาะตะมะยกให้เป็นปลัดวังหงสาวดี รับราชการสนองในกรุงหงสาวดี” สมิงสอตุดยิ้มอย่างพอใจ แล้วถวายบังคม“ขุนพลตะคะญี ให้ยกเป็นพระยาเมาะตะมะเมืองออกชายทะเลชั้นโท คุมส่วยอากรสำเภาชาวแคว้นทะเลไกล นายกองจาเลงกาโบให้สนองราชการในกรุงหงสาวดี ยกขึ้นกินตำแหน่งขุนพล รักษากรุงหงสาวดีราชธานีและอาณาเขตพุกามทั้งสิ้น” จาเลงกาโบถวายบังคม“ส่วนกรุงตองอูเดิม ให้ขุนวังทกะยอดินกินตำแหน่งพระยาตองอู สนองต่างพระเนตรพระกรรณให้ประชาราษฎร์ผาสุขสืบไป “สุดท้าย แม่ทัพบุเรงนองกยอดินนรธา”
       จะเด็ดพนมมือรับ “ให้กินตำแหน่งมหาอุปราชหงสาวดี มีบุญรองก็แต่พระจักรพรรดิ์ตะเบงชะเวตี้พระองค์เดียว”จะเด็ดตกใจ มังตรายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “ให้สำแดงบุญอำนาจตามนี้ หนึ่ง นอกจากพระเจ้าอยู่หัวเมืองออกสอง พระบรมวงศ์เมงกะยินโย สาม ขุนนางเสนาบดีในสำนักพระเจ้าจักรพรรดิ์ตะเบงชะเวตี้ นอกจากสามจำพวกนี้แล้ว ให้บุเรงนองอุปราชชำระความผิดและตัดศีรษะก่อนที่จะนำความกราบบังคมทูลได้ พระราชโองการให้ประกาศตามนี้ หากผู้ใดทำผิดไปจากนี้ให้รับโทษถึงประหาร”
       ทั้งหมดถวายบังคมพร้อมกัน จะเด็ดนั่งพนมมือนิ่ง น้ำตาไหลเอ่ออย่างไม่รู้ตัวเนงบากลับไปยังหมู่บ้านกระเหรี่ยงเพื่อสู่ขอกันทิมา แต่พอรู้ว่ากันทิมารักอยู่กับจะเด็ดก็น้อยใจ ประกาศตัดเป็นตัดตายกับจะเด็ดหนีไปอังวะ จะเด็ดรู้ข่าวรีบออกติดตามก็ไม่พบ
       หลายเดือนต่อมา จันทราคลอดลูกชาย เลาชีดีใจมาก จะเด็ดเองก็ตื่นเต้นมากเช่นกัน มังตราตั้งชื่อให้ว่า อานันทบุตร
       หลายคืนต่อมา จะเด็ดนั่งนิ่งกลุ้มใจอยู่ ขณะที่จันทรากำลังกล่อมลูกนอนอยู่บนพระแท่น“พระนางนันทวดีนี้วางพระองค์สมบัลลังก์พระเจ้าแผ่นดินแล้ว แต่มังตรากลับมิทรงต้องการพระมเหสีคู่บัลลังก์ ต้องการเพียงเมียมาโลมแทน” “มังตราเป็นผู้ไม่เคยลู่ดังต้นอ้อ พระวาจาก็กระด้าง พระอารมณ์ก็เกิดโทสะได้ทุกเมื่อ ยากจะหาหญิงใดทนได้ ไฉนจะเหมือนท่าน.ร้อยเล่ห์พันลิ้น หาหญิงมาโลมแนบอกมิสุดดังน้ำลาย”จะเด็ดถึงกับสะดุ้ง หน้าเหวอ “ข้าพเจ้าพูดเรื่องมังตรา ใยน้องท่านมาแขวะให้น้ำไหลผิดทาง”จันทราค้อนควัก “หรือมิจริง ทั้งพระนางมินบู เช็งสอบู อเทตยาที่หงสาวดีนี้ แล้วตะละแม่กุสุมาเมืองแปร แล้วยังแม่นางตองสาและกันทิมาที่ตองอูอีก หรือยังมีเมืองอื่นที่ข้าพเจ้ายังมิรู้”จะเด็ดไม่รู้จะเถียงอย่างไร ทำเสียงอ่อยๆ “เหตุเช่นนี้เพราะกุศโลบายศึกนำพา จะได้มิแพ้ผู้อื่น”
       จันทรายิ้มเยาะ “หมายว่ากุศโลบายนี้คงต้องจริตพระอุปราชบุเรงนอง ดีว่าศึกนั้นสงบแล้ว หาไม่จะต้องใช้อิสตรีเป็นกุศโลบายอีกกี่นาง”
       จะเด็ดจึงเลี่ยงเดินไปหาลูก โอบจันทราไว้ “น้องท่านจะน้อยใจเป็นกังวลไปใย เรามีลูกน้อยนอนเป็นพยานอยู่ตรงนี้แล้วจงอย่าระแวงพี่อีก พี่นี้วางทวนร้างศึกอยู่กับลูกน้อยเป็นสุขใจแล้ว แต่มังตราซิ ยามใดจะมั่นคงให้พี่หมดห่วงเสียที”“ข้าพเจ้าก็อยากให้มังตรา มีราชบุตรสืบบัลลังก์กับน้องนันทวดีเสียที เราราชวงศ์เมงกะยินโยจะได้เจริญวงศ์ แผ่คุ้มสืบแผ่นดินต่อไปนานเท่านาน”
       
       ตอนที่ 36 วันพุธที่ 29 มกราคม 2557
       จะเด็ดกลับมาเครียดขึ้นอีกครั้ง นางข้าหลวงเข้ามาหมอบเฝ้าบอกเล่าว่ามังตรายังเสวยน้ำจัณฑ์ไม่ยอมบรรทม จันทราหันมามองจะเด็ด จะเด็ดกลุ้มใจนั่งนิ่งจะเด็ดออกไปบอกให้มังตราบรรทมแต่มังตราเมามาก ร้องเรียกโชอั้วให้หาเหล้ามาให้อีก แต่โชอั้วไม่ได้อยู่ ณ ที่นี่
       จะเด็ดไปตามโชอั้วในป่า แล้วขอสัญญาว่าห้ามมีจิตคิดร้ายต่อนางแม่อยู่หัวนันทวดี เมื่อโชอั้วรับปาก จะเด็ดก็เข้าไปคุยกับนันทวดีจนยอมให้โชอั้วกลับมาดูแลปรนนิบัติมังตรา
       มังตราได้เจอโชอั้วก็ดีพระทัยมาก ดึงโชอั้วเข้ามากอดหอมอย่างชื่นใจนันทวดียืนเหม่อลอยออกไปนอกพระแกล ก่อนจะเดินกลับมาทรุดลงนั่งบนเตียงร้องไห้ ดูว้าเหว่น่าสงสาร
       หลายเดือนผ่านไป จะเด็ดตัดสินใจบอกจันทราว่า“เพลานี้การศึกสงครามต่างๆ ก็สงบสิ้นแล้ว พี่ไม่มีการใดให้ห่วงหงสาวดีต่อไปอีก”“พี่ท่านเจรจาเหมือนไม่อาลัยหงสาวดี”จะเด็ดตัดสินใจพูด “พี่อยากกลับไปอยู่ตองอู”จันทราตกใจ “มีเรื่องอันใดกับมังตรา”“พี่ เพียงแต่คิดถึงเมียอื่นๆ ที่เฝ้าคอยพี่อยู่ อยากให้เมียทั้งหลายมาอยู่ด้วยกัน”
       จันทราไม่พอใจ “แท้แล้วก็เป็นเพราะไฟสวาทลุกโพลนขึ้นเผาตัวนี่เอง”“การจะให้เมียทั้งหมดมาอยู่รวมกัน ก็เพราะพี่อยากจะได้อยู่ใกล้น้องท่านโดยสุจริต”“ฤทธิ์ลิ้นท่านข้าพเจ้ารู้สิ้นแล้ว อย่าได้อ้างคำอื่น”“จันทรา น้องท่านตรองดู หากเมียอื่นต่างเมืองได้ไข้หนัก น้ำใจน้องท่านจะไม่ขับพี่ให้ไปเยือนหรือ” “แล้วใยไม่ไปพามาอยู่ที่หงสาวดีนี่เสียให้หมด”
       “หงสาวดีนี้เต็มไปด้วยพระประยูรญาติน้องท่าน วันใดพระญาติเป็นอุปทานกับเมียอื่น พี่กับน้องท่านคงไม่อาจหนีเรื่องทุกข์ใจได้ พี่คิดว่าตองอูน่าจะเหมาะที่สุด เพราะมีแค่ท่านทกะยอดินผู้เดียว น่าจะร่มเย็นกว่า”
       จันทราน้ำตาไหล “กรรมข้าพเจ้าคงยังไม่สิ้นแท้ เกิดมาเพื่อปรนสุขท่านอยู่ฝ่ายเดียว”จะเด็ดกุมมือไว้ “กรรมนี้เพราะพี่ขาดน้องท่านมิได้ต่างหาก จะหลีกลี้หนีหายให้ท่านทุกข์ใจนั้นมิกล้าทำ หากจะให้ข้าพเจ้าอยู่หงสาวดี การนี้สุดฝืนแล้ว วอนน้องท่านอย่าทัดทานเลย”
       จันทรากอดซบลงที่ไหล่จะเด็ด “ข้าพเจ้าเป็นราชธิดาราชวงศ์เมงกะยินโย ได้ลดศักดิ์เลือกมาอยู่กับท่าน ก็เพราะตัดสินใจแล้วว่ามิได้หวังสิ่งใดมาปรนเปรอสุข เพียงแค่ขอให้อยู่เคียงข้างท่านยามจะสิ้นลมก็เป็นสุขใจพอแล้ว” “พี่นี้สำนึกในน้ำใจรักน้องท่านมิเคยลืม เสียใจแต่ว่ามิอาจหาความสุขมาปรนเปรอได้มากกว่านี้ แต่พี่ขอให้สัญญาว่าทุกข์ใดกว่านี้จะไม่ยอมให้เกิดกับน้องท่านได้อีก กลับไปอยู่ตองอูกับพี่เถิดจันทรา ตองอูมิใช่เมืองป่าร้างการสรรเสริญ เป็นแผ่นดินเกิดมาก่อน ถ้าจะเลือกเป็นแผ่นดินตายด้วยจะน้อยใจเพื่อการใด”
       จะเด็ดเช็ดน้ำตาให้จันทรา แล้วบรรจงจูบที่ไรผมอย่างรักใคร่ ดังเพื่อนตาย จะเด็ดได้พากุสุมา อเทตยา ตองสา และเชงสอบู กลับไปอยู่กับจันทราที่ตองอู ขณะที่มินบูขออยู่ที่หงสาบ้านเกิด
       ท้องพระโรงเล็กตองอู จะเด็ด จันทรา นั่งคู่กัน จะเด็ดสีหน้ากระวนกระวายใจ อเทตยา เชง สอบู นั่งในตำแหน่ง เลาชีกับพระพี่เลี้ยงนั่งดูหลานอยู่ที่มุมหนึ่ง
       กุสุมาเดินเข้ามาในห้องโดยมีนางข้าหลวงนำเข้ามา กุสุมาทรุดลงกราบจันทรา จันทรารีบทรุดรับ“น้องท่านกับข้าพเจ้านี้ด้วยศักดิ์ขัตติยะเราต่างเสมอกัน มิต้องทำการเคารพข้าพเจ้าถึงเพียงนี้”“ข้าพเจ้าหาได้กราบพี่ท่าน เพียงเพราะเป็นตะละแม่ตองอูเพียงอย่างเดียว ข้าพเจ้าอยากกราบพี่นาง ด้วยเคารพในน้ำพระหฤทัยที่เปี่ยมด้วยเมตตา เอื้อเฟื้อให้ข้าพเจ้ามาอยู่ตองอูโดยมิได้เกรงว่าข้าพเจ้าจะมารอนความรักของท่านบุเรงนองลงแม้แต่น้อย ยากจะหาสตรีใดเสียสละเช่นนี้ได้”
       จะเด็ดมองยิ้มๆ ดีใจที่จันทรากับกุสุมาไม่ถือพระองค์ต่อกัน“ข้าพเจ้านี้ทำด้วยเห็นใจว่าสตรีแต่ละนาง ที่จะเด็ดพี่ท่านได้พึ่งพาจนบันดาลให้ได้รวมเป็นแผ่นดินหงสาวดี ย่อมสร้างคุณูประการมามาก เมื่อแผ่นดินสงบควรจะได้รับสุขร่วมเสมอกัน”
       
       ตอนที่ 37 วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2557
       “แล้วตามธรรมเนียมเดิมหากเราขึ้นราชาภิเษก พระมเหสีแห่งพระเจ้าหงสาวดีเดิมก็ต้องมาถวายตัวแก่เราทั้งหมดอยู่ใช่ไม๊”จะเด็ดอ้ำอึ้ง “ตามกฏมณเฑียรบาลเป็นเช่นนั้น”“สการะวุตพีทรงมีพระมเหสีสนมนางห้ามกี่พระองค์”
       จะเด็ดอึ้งๆ “พระเจ้าสการะวุตพีมินิยมมีบาทบริจาริกาอื่น”มังตรานิ่งๆ เศร้าๆ “งั้นก็แสดงว่าพระมเหสีเอกคงงามมากซินะ”
       “เออ นางก็ อายุมากแล้ว มากกว่าข้าพเจ้ากว่าสิบปี”“เออ จริง สการะวุตพีรุ่นน้าอาเราเข้าไปแล้ว มเหสีก็คงแก่ตาม”
       “เมื่อถึงวาระที่สมควรข้าพเจ้าจะอัญเชิญมาถวายตัว”มังตรารีบโบกหัตถ์ “ไม่ต้องๆ ข้าพเจ้ายกให้พี่ท่าน บัลลังก์เป็นของข้าพเจ้า มเหสีสูงอายุนั้นข้าพเจ้ายกให้เป็นบำเหน็จพี่ท่าน คนแก่มิใช่ของโปรดข้าพเจ้า จะเด็ดสีหน้าหนักใจ แล้วถวายบังคมออกไป มังตรายังคงให้เหล่านางวิเสทแต่งตัวเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยท้องพระโรงเล็กหงสาวดี จันทราที่มีครรภ์อ่อนๆ กำลังจัดขันดอกไม้ให้จะเด็ดไปถวายศพพระมหาเถร จะเด็ดหน้าเศร้าเดินเข้ามา ดูเศร้าหนักขึ้นไปอีก“น่าเสียดายที่สตรีท้องบุราณห้ามมิให้ออกงานผี ข้าพเจ้าจึงขอฝากพุ่มดอกไม้ถวายเพลิง แสดงกตัญญูพระคุณเจ้าเป็นหนสุดท้ายแก่พี่ท่านเป็นธุระให้ด้วย”“พระคุณเจ้ารู้ในน้ำใจน้องท่านดี แต่พี่มีเรื่องจะแจ้งน้องท่านให้รู้การล่วงหน้าไว้อย่างหนึ่ง เพื่อ เมื่อน้องท่านรู้จะได้ไม่กระเทือนใจเป็นผลในภายหลัง”“เสร็จสิ้นศึกทุกอย่างแล้วข้าพเจ้ายังมีเรื่องให้น่ากระเทือนใจใดอีกหรือ”
       จะเด็ดเกรงใจจันทรามาก “การถวายเพลิงพระคุณเจ้ากุโสดอนี้ ข้าพเจ้า จะต้องนำพระนางมินบูไปถวายเพลิงด้วย” จันทราชะงักฟัง “พี่อยากจะแจ้งน้องท่านให้รู้ จะได้ไม่ต้องไปฟังความจากปากผู้อื่น”จันทราหน้าเสีย “เหตุเป็นเช่นใด พระนางมินบูไปในฐานะใด”จะเด็ดกุมมือจันทราไว้ “น้องนาง สิ่งที่เกิดขึ้นพี่ไม่เคยคิดหมิ่นน้องท่านแม้แต่น้อยแต่เมื่อเป็นเมียบุเรงนองแล้วต้องมีใจเอื้อกับสิ่งเหล่านี้”จันทราจะร้องไห้ “เมื่อไหร่ข้าพเจ้าจะสิ้นทุกข์จากเรื่องเหล่านี้”“จันทราน้องท่าน พระนางมินบูนี้ได้มาเพราะพระเจ้ามังตราพระราชทาน พระนางคือมเหสีพระเจ้าสการะวุตพี ตามธรรมเนียมศึกต้องตกเป็นบาทบริจาริกาของมังตรา แต่นางจะรอนชีวิตตัวเองเพราะไม่อาจถวายตัวกับมังตราที่อายุห่างกันหลายขวบปี ข้าพเจ้าจึงมิอาจนำพระนางเข้าถวาย”“เพราะท่านละโมบโลกีย์ต่างหาก ท่านกับมังตราอายุไกลกันกี่เดือนเชียว”จันทราขยับจะลุกไป จะเด็ดตามไปจับไว้“น้องท่านฟังพี่ก่อน เราเพียงรับสมอ้างเป็นเมียผัวแต่ในนามเพื่อป้องกันพระนางไว้ ใจพี่นี้นับถือพระนางเป็นแม่อยู่หัว เท็จจริงเป็นอย่างนี้”“อย่ามาวอนข้าพเจ้าให้ยากใจ ไปวอนตะละแม่เมืองแปรเถิด ข้าพเจ้าคร้านจะฟัง”“กุสุมานั้น เมื่อครั้งมาอยู่หงสาวดีได้นับพระนางมินบูเป็นดังพระพี่นาง ฉะนั้นเมื่อน้องท่านซึ่งเป็นเมียเอกอารีแล้ว นางผู้อื่นคงมิมีใครกังขา”จันทราร้องไห้สะอื้น “อย่างนี้เอง ฤทธิ์แห่งลิ้นท่าน ลวงคนไปทั้งลุ่มน้ำอิระวดี”จะเด็ดดึงจันทราเข้ากอด จันทราพยายามขัดขืนแต่จะเด็ดไม่ยอม ดึงเข้ามากอดไว้“เพราะพี่นี้ได้เมียใจพระอย่างน้องท่านดอก จึงมีหญิงอื่นขอมาอาศัยร่มบุญ แต่นี้ไปน้องท่านไม่เอยปากอนุญาต พี่จะไม่ขอมีหญิงใดอีกพี่นี้วอนแล้ว วันนี้เป็นวันถวายพระเพลิงพระคุณเจ้ากุโสดอ พี่ก็กระเทือนใจหนักแล้ว เรื่องนี้ขอน้องท่านช่วยผ่อนใจให้ข้าพเจ้าหมดทุกข์สักเรื่องเถิด”จันทราได้แต่ร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดจะเด็ด อย่างเจ็บปวดใจยิ่งพิธีพระราชทานเพลิงพระศพพระมหาเถร โดยจับไขลูมาแล่เนื้อเผาประชุมเพลิงไปด้วยเพื่อให้หายแค้นมังตราประทับอยู่บนบัลลังก์ในเครื่องทรงเต็มยศทรงมงกุฎกษัตริย์แบบมอญ ทุกคนนั่งประจำตำแหน่ง กรมวัง-ขุนนางและทหารทั้งหมดกล่าว “ขอถวายพระพรพระจักรพรรดิ์หงสาวดีตะเบงชะเวตี้ จงทรงพระเจริญศรีสวัสดิ์ พระชนมายุหมื่นปี พระบารมีแผ่ไพศาล ปกป้องคุ้มเกล้าอาณาประชาราษฎร์ และทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบไปทั่วแคว้นพุกามประเทศเทอญ”
       มังตรากล่าว “ข้าพเจ้าขอขอบใจเหล่าท่านทั้งหลาย ที่เฉลิมพระเกียรติข้าพเจ้าขึ้นเป็นพระจักรพรรดิราชเจ้า รวมแผ่นดินลุ่มน้ำในพุกามประเทศเป็นผืนปฐพีเดียวกัน ยกกรุงหงสาวดีเป็นราชธานีเริ่มวงศ์เมงกะยินโยใหม่ ข้าพเจ้า ตะเบงชะเวตี้จักรพรรดิ์ จึงขอสนองตอบความภักดีของเหล่าท่านตามประกาศนี้”กรมวังอ่านประกาศ “อาณาจักรกรุงแปร ให้คงเป็นเมืองเอกแห่งหงสาวดี โปรดเกล้าให้พระเจ้านระบดีวงศ์สโดเมงสอเป็นผู้ครองดุจเดิม และยกให้นายกองสีอ่องเป็นขุนพล ช่วยดูแลราชการเมืองแปร” สีอ่องถวายบังคมด้วยความตื้นตันใจ“ให้ยกนายกองเนงบา ขึ้นไปเอาราชการตำแหน่งปลัดกรุงอังวะ” เนงบาถวายบังคม “เพลานี้พระจักรพรรดิราชเจ้า มีพระประสงค์จะปฏิบัติให้ต้องธรรมเนียมกรุงหงสาวดี ขอยกให้ขุนวังสอยันปาย เป็นที่ขุนวังหงสาวดีดุจเดิม” สอยันปายถวายบังคมอย่างสุดซึ้ง“สมิงสอตุดพระยาสะโตงได้ทำความชอบช่วยให้ได้ชัยชนะเมาะตะมะยกให้เป็นปลัดวังหงสาวดี รับราชการสนองในกรุงหงสาวดี” สมิงสอตุดยิ้มอย่างพอใจ แล้วถวายบังคม“ขุนพลตะคะญี ให้ยกเป็นพระยาเมาะตะมะเมืองออกชายทะเลชั้นโท คุมส่วยอากรสำเภาชาวแคว้นทะเลไกล นายกองจาเลงกาโบให้สนองราชการในกรุงหงสาวดี ยกขึ้นกินตำแหน่งขุนพล รักษากรุงหงสาวดีราชธานีและอาณาเขตพุกามทั้งสิ้น” จาเลงกาโบถวายบังคม“ส่วนกรุงตองอูเดิม ให้ขุนวังทกะยอดินกินตำแหน่งพระยาตองอู สนองต่างพระเนตรพระกรรณให้ประชาราษฎร์ผาสุขสืบไป “สุดท้าย แม่ทัพบุเรงนองกยอดินนรธา”จะเด็ดพนมมือรับ “ให้กินตำแหน่งมหาอุปราชหงสาวดี มีบุญรองก็แต่พระจักรพรรดิ์ตะเบงชะเวตี้พระองค์เดียว”จะเด็ดตกใจ มังตรายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “ให้สำแดงบุญอำนาจตามนี้ หนึ่ง นอกจากพระเจ้าอยู่หัวเมืองออกสอง พระบรมวงศ์เมงกะยินโย สาม ขุนนางเสนาบดีในสำนักพระเจ้าจักรพรรดิ์ตะเบงชะเวตี้ นอกจากสามจำพวกนี้แล้ว ให้บุเรงนองอุปราชชำระความผิดและตัดศีรษะก่อนที่จะนำความกราบบังคมทูลได้ พระราชโองการให้ประกาศตามนี้ หากผู้ใดทำผิดไปจากนี้ให้รับโทษถึงประหาร” ทั้งหมดถวายบังคมพร้อมกัน จะเด็ดนั่งพนมมือนิ่ง น้ำตาไหลเอ่ออย่างไม่รู้ตัวเนงบากลับไปยังหมู่บ้านกระเหรี่ยงเพื่อสู่ขอกันทิมา แต่พอรู้ว่ากันทิมารักอยู่กับจะเด็ดก็น้อยใจ ประกาศตัดเป็นตัดตายกับจะเด็ดหนีไปอังวะ จะเด็ดรู้ข่าวรีบออกติดตามก็ไม่พบ
       
       ตอนที่ 38 วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ 2557
       หลายเดือนต่อมา จันทราคลอดลูกชาย เลาชีดีใจมาก จะเด็ดเองก็ตื่นเต้นมากเช่นกัน มังตราตั้งชื่อให้ว่า อานันทบุตร
       หลายคืนต่อมา จะเด็ดนั่งนิ่งกลุ้มใจอยู่ ขณะที่จันทรากำลังกล่อมลูกนอนอยู่บนพระแท่น“พระนางนันทวดีนี้วางพระองค์สมบัลลังก์พระเจ้าแผ่นดินแล้ว แต่มังตรากลับมิทรงต้องการพระมเหสีคู่บัลลังก์ ต้องการเพียงเมียมาโลมแทน”“มังตราเป็นผู้ไม่เคยลู่ดังต้นอ้อ พระวาจาก็กระด้าง พระอารมณ์ก็เกิดโทสะได้ทุกเมื่อ ยากจะหาหญิงใดทนได้ ไฉนจะเหมือนท่าน.ร้อยเล่ห์พันลิ้น หาหญิงมาโลมแนบอกมิสุดดังน้ำลาย”จะเด็ดถึงกับสะดุ้ง หน้าเหวอ “ข้าพเจ้าพูดเรื่องมังตรา ใยน้องท่านมาแขวะให้น้ำไหลผิดทาง”จันทราค้อนควัก “หรือมิจริง ทั้งพระนางมินบู เช็งสอบู อเทตยาที่หงสาวดีนี้ แล้วตะละแม่กุสุมาเมืองแปร แล้วยังแม่นางตองสาและกันทิมาที่ตองอูอีก หรือยังมีเมืองอื่นที่ข้าพเจ้ายังมิรู้”จะเด็ดไม่รู้จะเถียงอย่างไร ทำเสียงอ่อยๆ “เหตุเช่นนี้เพราะกุศโลบายศึกนำพา จะได้มิแพ้ผู้อื่น” จันทรายิ้มเยาะ “หมายว่ากุศโลบายนี้คงต้องจริตพระอุปราชบุเรงนอง ดีว่าศึกนั้นสงบแล้ว หาไม่จะต้องใช้อิสตรีเป็นกุศโลบายอีกกี่นาง”จะเด็ดจึงเลี่ยงเดินไปหาลูก โอบจันทราไว้ “น้องท่านจะน้อยใจเป็นกังวลไปใย เรามีลูกน้อยนอนเป็นพยานอยู่ตรงนี้แล้วจงอย่าระแวงพี่อีก พี่นี้วางทวนร้างศึกอยู่กับลูกน้อยเป็นสุขใจแล้ว แต่มังตราซิ ยามใดจะมั่นคงให้พี่หมดห่วงเสียที”“ข้าพเจ้าก็อยากให้มังตรา มีราชบุตรสืบบัลลังก์กับน้องนันทวดีเสียที เราราชวงศ์เมงกะยินโยจะได้เจริญวงศ์ แผ่คุ้มสืบแผ่นดินต่อไปนานเท่านาน”จะเด็ดกลับมาเครียดขึ้นอีกครั้ง นางข้าหลวงเข้ามาหมอบเฝ้าบอกเล่าว่ามังตรายังเสวยน้ำจัณฑ์ไม่ยอมบรรทม จันทราหันมามองจะเด็ด จะเด็ดกลุ้มใจนั่งนิ่งจะเด็ดออกไปบอกให้มังตราบรรทมแต่มังตราเมามาก ร้องเรียกโชอั้วให้หาเหล้ามาให้อีก แต่โชอั้วไม่ได้อยู่ ณ ที่นี่จะเด็ดไปตามโชอั้วในป่า แล้วขอสัญญาว่าห้ามมีจิตคิดร้ายต่อนางแม่อยู่หัวนันทวดี เมื่อโชอั้วรับปาก จะเด็ดก็เข้าไปคุยกับนันทวดีจนยอมให้โชอั้วกลับมาดูแลปรนนิบัติมังตรามังตราได้เจอโชอั้วก็ดีพระทัยมาก ดึงโชอั้วเข้ามากอดหอมอย่างชื่นใจนันทวดียืนเหม่อลอยออกไปนอกพระแกล ก่อนจะเดินกลับมาทรุดลงนั่งบนเตียงร้องไห้ ดูว้าเหว่น่าสงสาร กุสุมากล่าวว่า “เมื่อครั้งก่อน ยามจะเด็ดพี่ท่านวอนข้าพเจ้าให้มาอยู่ตองอู จะอ้างถึงน้ำพระหฤทัยพี่นางให้ข้าพเจ้าคลายโศก ข้าพเจ้านั้นคิดว่าจะเด็ดพี่ท่านมุสาเพื่อให้ข้าพเจ้าผ่อนตาม แต่เมื่อได้พบกับพี่นาง จึงมั่นว่าพี่นางเป็นดั่งจะเด็ดพี่ท่านแจ้งแล้วจริงๆ”
       “ขอน้องท่านจงคลายใจ ประทับที่ตองอูนี้ดุจแผ่นดินเกิดเถิด”จะเด็ดบอกกุสุมา “น้องท่านจงได้ไปกราบแม่เลาชีด้วยเถิด”
       กุสุมาคลานเข้าไปหาเลาชี กุสุมาลงกราบอยู่ห่างๆ เลาชียังมิกล้าเข้าใกล้ เลาชีตบลงที่ตักตัวเอง ยิ้มอย่างเอ็นดู“มานี่ มากราบที่ตักนี่ เป็นแม่ลูกกันแล้วต้องกราบที่ตักนี่”กุสุมาตื้นตัน ขยับเข้าไปกราบที่ตักเลาชี เลาชีกอดกุสุมาแน่น“ต่อแต่นี้เราเป็นแม่ลูกกันแล้วนะ” เลาชีหอมแก้มกุสุมาอย่างเอ็นดูดุจลูก“ข้าพเจ้านำของมาไหว้แม่ท่านด้วย” นางข้าหลวงส่งกำปั่นที่ถือมาถวายกุสุมา กุสุมามอบให้เลาชี“จงประเสริฐสุขเถิดนะลูก นี่มาดูหลานซิ” เลาชีพากุสุมามาหาทารกน้อย เลาชีอุ้มทารกขึ้นมาเขย่า “ย่านี้แก่แล้ว มิมีน้ำนมเลี้ยงใครแล้ว”“ขอข้าพเจ้าอุ้มหน่อยเถิดแม่ท่าน” เลาชีส่งทารกให้กุสุมาอุ้ม “ขอข้าพเจ้าช่วยพระพี่นางเลี้ยงเขาเป็นลูกอีกคนเถิดนะแม่ท่าน”กุสุมาหันไปยิ้มให้จันทรากับจะเด็ด ขณะอุ้มทารกอยู่ในอ้อมกอด จะเด็ดกับจันทรายิ้มรับ คนอื่นๆต่างยิ้มแย้มแจ่มใสปลายปีนั้น สันเทโว เจ้าเมืองทรางทวย พระอนุชาพระเจ้าเมงบา เจ้าเมืองยะข่าย ระแวงพระเจ้าตะเบงชเวตี้จะมาย่ำยี จึงรีบเข้ามาสวามิภักดิ์แจ้งให้ไปตียะข่ายแทน พระเจ้าตะเบงชเวตี้กำลังโปรดอาวุธปืนไฟของพวกโปรตุเกสและอยากล้างอายที่ทำศึกแพ้จะเด็ดมาถึงสองหน จึงให้จัดทัพไปเอาเมืองยะข่าย
       พระเจ้าเมงบาเห็นทางสู้ไม่ได้จึงเปิดเมืองรับตะเบงชเวตี้ พร้อมกับถวาย “ตะละแม่มุขอาย” พระธิดาเชื้อสายมองโกลเป็นมเหสี มังตราโปรดมุขอายมากจึงไม่ยอมกลับหงสาวดีสมิงสอตุดขุนวังเชื้อสายเก่าสการะวุตพีผู้มีความแค้นในตัวจะเด็ด รู้ข่าวว่าทางโยเดียกำลังผลัดแผ่นดิน จึงกราบทูลยุยงให้มังตรายกไปตีจะเด็ดนั่งอ่านสาส์นจาเลงกาโบอยู่ ทกะยอดิน จันทรา กุสุมา กันทิมา อเทติยานั่งอยู่ใกล้ๆ “เพลานี้กองทัพพระเจ้าอยู่หัวได้ชัยชนะแก่กรุงยะข่ายแล้ว แต่มิได้ทำศึกกัน” จะเด็ดกล่าวจันทราถาม “เพราะเหตุใด”“พระเจ้ากรุงยะข่ายขอเจรจาสงบศึก โดยการถวายตะละเจ้ามุขอายพระราชธิดาแด่พระเจ้าอยู่หัวเรา”“พระเจ้ายะข่ายถวายพระธิดาให้มาด้วยหรือ” กุสุมาสงสัย“ทรงเป็นธรรมเนียมสงบศึก” จันทราเป็นห่วงนันทวดี “แล้วนันทวดีจะทำเช่นไร ตะละแม่มุขอายเป็นถึงพระธิดายะข่ายคงมิพระราชทานตำแหน่งเพียงแค่พระสนมเอกเท่านั้น” จะเด็ดอึ้ง กันทิมานิ่งฟังอย่างสนใจอเทตยากล่าวว่า “อย่างน้อยๆ ก็ต้องเสวยตำแหน่งพระราชเทวี ฉะนี้แล้วหากได้พระโอรส สายพระโลหิตตองอูมิต้องแบ่งให้ยะข่ายครึ่งหนึ่งด้วยหรือ”จะเด็ดหนักใจมาก
       
       ตอนที่ 39 วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557
       จันทราก็ทุกข์กังวลไม่แพ้จะเด็ด “พี่ท่านคงจะนิ่งเฉยอยู่ที่ตองอูนี่มิได้แล้ว หากพระเจ้าอยู่หัวเสด็จนิวัติหงสาวดีเมื่อใดข้าพเจ้าคิดว่าพี่ท่านต้องรีบเข้าเฝ้า อย่าได้น้อยใจอันใดเลย”จะเด็ดเห็นด้วยกับจันทราอย่างยิ่งจะเด็ดไปทัดทานแต่ก็ไม่ได้ จึงอาสาเป็นทัพหน้าไปเตรียมเสบียงให้ สมิงสอตุดมองจะเด็ดอย่างสาใจมุขอายคิดมีโอรสให้มังตรา แต่โชอั้วที่หมั่นไส้มาบอกว่ามังตราเป็นหมัน ขณะที่สมิงสอตุดนั่นหวังในตัวมุขอายแต่แรกเห็นก็แอบเข้าหามุขอาย ซึ่งมุขอายก็มีใจให้ สมิงสอตุดบอกว่ามีวิธีที่จะพาเธอไปหาหมอให้มีลูกได้ หลอกให้มุขอายแอบไปพบกับเขาที่กลางป่าสมิงสอตุดเดินนำมาหยุดอยู่ริมลำธารน้ำตกกับมุขอาย มุขอายมองห่างๆ“ไหนล่ะ พ่อหมอท่าน” มุขอายเหมือนรู้ตัวว่าถูกหลอก“อยู่ในถ้ำตรงโน้น ข้าพเจ้าต้องอุ้มท่านข้ามลำธารไป”
       มุขอายรู้สึกแปลกๆ แต่ไม่มีทางเลือกจึงยอมให้อุ้มข้ามน้ำไป สมิงสอตุดอุ้มมุขอายเดินมาจนถึงกลางถ้ำ “ปล่อยข้าพเจ้าลงได้หรือยัง” สมิงสอตุดวางมุขอายลง “ไหนล่ะพ่อหมอ”“นี่ไง” มุขอายมองหา “ไหน” “ก็ยืนอยู่นี่ไง”มุขอายตกใจผละถอยออกมา สมิงสอตุดพูดไปถอดผ้าเกล้าและอื่นๆ ออก“ท่านเชื่อหรือว่าจะมีหมอผีอุดมอาคม ทำพระเวทให้คนกำเนิดคนบุตรนั้นย่อมเกิดได้แน่นอน แต่ต้องอำนาจชายผู้เป็นพ่อกับแม่ผู้เป็นหญิงเพียงอย่างเดียวเท่านั้นดอก”มุขอายตกใจ “ท่านวิปริตหนักแล้ว”สมิงสอตุดดึงเข้าไปกอด “ข้าพเจ้านั้นหมายท่านตั้งแต่แรกเห็น หากไม่คิดยุติศึกยะข่ายครั้งนั้นข้าพเจ้าจะไม่ยอมให้ท่านเป็นบาทบริจาริกามังตราเด็ดขาด”“ปล่อยเราเถิด เราต้องการมีพระโอรสถวายมังตรา”“ท่านยังหวังจะได้โอรสจากมังตราอยู่อีกหรือ ข้าพเจ้ารักท่าน รักยิ่งกว่าศีรษะตัว หากท่านใคร่เห็นหัวข้าพเจ้ากลิ้งออกจากกายก็จงนำคำนี้ไปฟ้อง บุตรที่เกิดจากข้าพเจ้าจะมีผู้ใดรู้ อย่าเห็นเป็นบัดสีเลย”
       สมิงสอตุดเข้าไปกอด มุขอายขัดขืนเล็กน้อย “ข้าพเจ้าขอสัญญา กาลเบื้องหน้า ข้าพเจ้าจะยกท่านขึ้นเป็นแม่อยู่หัวเอง”ดอกไม้ที่แซมผมมุขอายร่วงตกลงกับสายน้ำ จากนั้น สมิงสอตุดและมุขอายก็ลอบคบหากันตลอด คืนนี้ก็เช่นกันสมิงสอตุดนอนกอดกายอยู่กับมุขอายบนเตียง“พรุ่งนี้ท่านก็จะเดินทัพไปเมาะตะมะแล้ว ข้าพเจ้าคงคิดถึงท่านมาก” มุขอายเสียงหวาน“ข้าพเจ้าก็ใช่จะมิคิดถึงท่าน มิอยากจะจากท่านไปไกลดอก หากมีคนรู้ว่าเราสองคนลอบมีสวาทกัน ข้าพเจ้าต้องถูกบั่นคอขาดแน่ ตะเบงชะเวตี้ยามอำมหิตหามนุษย์ใดเหมือน”“อย่าห่วงเลย ตะเบงชะเวตี้จะมิมีวันได้นั่งบัลลังก์หงสาวดีนานดอก”สมิงสอตุดตกใจ “ท่านพูดถึงอะไร”มุขอายชั่งใจก่อนพูด สีหน้าเคียดแค้น “ทุกวันนี้ช่วงเวลาที่มังตรามีความสุขในการดื่มสุรา ร่างกายของกษัตริย์มังตราก็ได้สะสมยาพิษที่ข้าเจืออยู่ในภาชนะความแค้นของข้า ของพ่อข้า ของชาวยะข่ายจะเห็นผลในไม่ช้านี้”สมิงสอตุดที่ตกใจในความบ้าบิ่นของมุขอาย แต่เมื่อมุขอายพูดจบสีหน้าของ สมิงสอตุดก็เริ่มคลายความตกใจเปลี่ยนเป็นดีใจเหมือนคิดแผนการใหญ่สำเร็จ มุขอายหยิบขวดยาออกมาจากกองเสื้อผ้า“ระหว่างการเดินทัพ ท่านต้องสานงานต่อจากข้า”สมิงสอตุดรับขวดยาพิษมาดู ตรงเข้ากอดมุขอายอย่างเอาอกเอาใจ
       “เสร็จศึกโยเดียนี้ก่อน ข้าพเจ้าจะยกท่านขึ้นเป็นแม่อยู่หัวของข้าพเจ้าเอง”“ท่านจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร ข้าพเจ้ายอมสละชีวิตพร้อมมังตรา”“ข้าพเจ้าเห็นการณ์ข้างหน้าสิ้นแล้ว สันเทโวอาท่านและเหล่าคนหงสาวดีที่อยู่ในบังคับข้าพเจ้ายังมีอีกมาก แล้วยังพระเจ้าเมงบาพระบิดาท่านอีก หากเรามารวมกำลังกัน บัลลังก์หงสาวดีนี้ก็คือของท่านและข้าพเจ้าเอง”
       และขณะที่มุขอายกำลังกลับ โชอั้วก็ผ่านมาเห็น นางตกใจมากรีบไปเล่าให้นันทวดีฟัง แต่นันทวดีเห็นว่าพรุ่งนี้มังตราต้องออกศึก จึงบอกให้เสร็จงานก่อนค่อยบอก
       เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น มังตราทรงชุดแม่ทัพรบเรียบร้อยแล้ว ประทับนั่งบนพระแท่นเหมือนยังอาลัยอยู่ นันทวดีเดินถือพานเชิญพระแสงดาบที่บรรจุเถ้ากระดูกมหาเถรเข้ามาทรุดลงถวายมังตรา“พระแสงดาบบรรจุเถ้ากระดูกพระอาจารย์กุโสดอขอพระองค์ประดับบูชาไว้ใกล้พระวรกาย เพื่อเป็นมหามงคลแด่พระองค์อยู่เสมอ” มังตรามองอย่างภูมิใจ ก่อนจะรับดาบไป “ใยมิให้พนักงานเวรนำมาให้”“ข้าพเจ้าอยากถวายงานเอง” มังตรารู้สึกแปลกเกิดความเอ็นดูเอาพระหัตถ์ลูบศีรษะ
       “ศึกนี้หนักหนานัก เป็นแคว้นดินแดนที่มิเคยมีแม่ทัพพุกามผู้ใดเคยไป ข้าพเจ้ามิอาจบอกน้องท่านได้ว่าเมื่อไรจะได้กลับ”
       “ขอพระองค์รักษาพระวรกาย ตั้งมั่นอยู่ในความไม่ประมาท แคล้วคลาดศัตราวุธทุกชนิด นำชัยมาสู้หงสาวดีเถิด”นันทวดีปลดมวยผมออกเช็ดพระบาทให้มังตรา เป็นการถวายความเคารพสูงสุด มังตราประครองนันทวดีขึ้นมากอด เช็ดน้ำตาให้
       “ข้าพเจ้ามิเคยเห็นท่านอ่อนแอเช่นนี้เลย จงเข้มแข็งไว้ ท่านคือพระมเหสีแห่งหงสาวดี”“หากแม้พระองค์จะมิโปรดข้าพเจ้าเป็นถึงพระอัครมเหสี ข้าพเจ้าก็จะขอเป็นข้ารองบาทในพระองค์ตลอดไป”“ใครเจรจาเช่นนั้น ท่านก็รู้อยู่แก่ใจว่าข้าพเจ้านี้รักท่านแท้แค่ไหน แต่ท่านถามใจตัวเองก่อนว่าท่านนี้รักข้าพเจ้าเสมอกันหรือไม่”นันทวดีร้องไห้หนักขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน “อย่าอ่อนแอ หากเป็นเช่นนี้จะทำให้ข้าพเจ้าออกศึกด้วยความลำบากใจ”นันทวดีค่อยๆ ถอยออกมา ยิ้มให้ทั้งน้ำตา “ขอพระองค์เสด็จพระราชดำเนินเถิด”มังตราเดินออกไป แล้วหยุดที่ประตูหันมายิ้มให้อีกครั้ง“ขอน้องท่านจงรู้ไว้ คนเรานั้นรักกันด้วยเหตุหลายประการ แต่ข้าพเจ้านี้รักน้องท่านด้วยเหตุแห่งหัวใจ”นันทวดีมองอย่างซาบซึ้ง พยายามมิให้น้ำตาไหลออกมา มังตราหันกลับเดินออกไปตามระเบียงจนลับตาโดยไม่คิดเลยว่าจะไม่ได้กลับมาเห็นหน้ากันอีก นันทวดีผวาวิ่งไปเกาะประตูมองตามอย่างอาวรณ์อีกครั้ง แต่แล้วพระมหากษัตริย์โยเดียแต่งทูตมาขอสงบศึก จะเด็ดเห็นว่าการยอมเจรจากับโยเดียครั้งนี้จะสร้างพระเมตตาคุณอันยิ่งใหญ่ให้เลื่องลือ จึงกราบทูลให้ตะเบงชเวตี้เจริญพระราชไมตรีกับกรุงโยเดีย แม่ทัพนายกองทุกคนก็เห็นด้วย ทำให้ตะเบงชเวตี้น้อยพระทัยที่ไม่ได้ยาตราทัพเข้ากรุงโยเดียแม้แต่ก้าวเดียว
       
       ตอนที่ 40 วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2557
       นันทวดีบรรทมอยู่ สะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ รู้สึกว่าตัวเองฝันร้ายไป เรียกโชอั้วมาคุยแล้วบอกให้หาทางส่งข่าวบอกจะเด็ดโชอั้วให้นางสนมนำจดหมายไปส่งจะเด็ด แต่ถูกคนของสันเทโวฆ่าตาย แล้วตามโชอั้วมาดูว่า โชอั้วสุดจะแค้น
       เช้าวันใหม่ พระเจ้าแปรยืนเหม่อมองกองทัพ จะเด็ดยืนคุยอยู่กับสีอ่อง และจาเลงกะโบห่างๆ “ข้าพเจ้าอยากอยู่เป็นเพื่อนพระอุปราชเหลือเกิน พระเจ้าอยู่หัวทรงพระอารมณ์ฉุนเฉียวเช่นนี้ ข้าพระเจ้าเป็นห่วงท่านนัก”จะเด็ดว่า “พี่ท่านอย่าเป็นกังวลเลย ข้าพเจ้ายังมีจาเลงกาโบพี่ท่านอยู่นำเสด็จพระเจ้าอยู่หัวนรบดีไปให้ถึงกรุงแปรโดยเรียบร้อยเถิด”
       “จากกันครั้งนี้ไม่รู้ว่าอีกเมื่อไรจะได้พบเจอกันอีก” จะเด็ดยกมือไหว้สีอ่อง สีอ่องไหว้ตอบ และเข้ากอดจะเด็ดแบบเด็กๆ จาเลงกาโบกล่าวว่า “หากกลับหงสาวดี แล้วมิต้องเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวใกล้ชิด ข้าพเจ้าจะไปเยี่ยมท่านที่แปร และจะไปรับแม่ปอละเตียงกับลูกกลับไปอยู่ที่หงสาด้วย”จะเด็ดแยกไปหาพระเจ้าแปร “ข้าพเจ้าและกองทัพพระเจ้าอยู่หัวขอส่งเสด็จพระองค์”“ดูแลมังตราให้ดี หากมิยอมรับในกุศโลบายนี้เห็นทีตำราพิชัยสงครามเล่มไหนก็มิอาจสนองความรู้พระองค์ได้ ตำราที่ประเสริฐที่สุดยิ่งกว่าตำราพิชัยสงครามใดใดก็คือ ตำราที่ว่าด้วยการไม่ก่อศึก”จะเด็ดเข้าใจพระเจ้านรบดีและรู้สึกศรัทธาความเมตตาของพระองค์มาตลอด พนมมือรับ“ข้าพเจ้าจะหาวิธีกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวมังตรา ให้ทรงวินิจฉัยให้ถูกต้องจงได้ ขอพระองค์เสด็จนิวัติแปรด้วยสิริสวัสดิ์ทุกประการเทอญ”สีหน้าพระเจ้าแปร อย่างผู้เข้าใจแห่งวิถีธรรมในสงครามท้องพระโรงในตองอู จันทราประทับอ่านสาส์นที่จะเด็ดส่งมาอย่างไม่สบายใจนัก ตะละแม่ต่างๆ นั่งล้อมฟัง
       “พระเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับระหว่างทาง ยังมิเข้ากรุงหงสาวดี พระอุปราชจึงยังมิมีกำหนดจะกลับตองอู”
       อเทตยาว่า “การศึกโยเดียครั้งนี้ใหญ่หลวงกว่าทุกคราว พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยมามาก คงอยากทรงพักผ่อนพระอิริยาบถบ้าง พวกเราน่าจะต้องถวายพระพรจึงจะควร”โขลนเดินเข้ามาเฝ้า “พระยาตองอูทะกยอดินมีราชการด่วนมาขอเข้าเฝ้าตะละแม่”จันทราพยักหน้าให้โขลนไปนำทะกยอดินเข้ามา ทุกคนขยับนั่งให้สำรวมขึ้น โขลนกลับไปนำทะกยอดินเข้ามากับนายกองทหาร ๔-๕ นาย ทะกยอดินกล่าว “ตะละแม่ เพลานี้พระเจ้าเมงบา กำลังยกทัพยะข่ายบุกข้ามแดนมาสู่เมืองตองอูของเรา”กุสุมาแปลกใจ “พระเจ้ายะข่ายยกทัพมาด้วยการใด”“คงเป็นการประสงค์ร้ายแน่ เพราะมิมีสาส์นใดใดแจ้งล่วงหน้ามาเลยการยกทัพออกจากอาณาเขตแคว้นแดนตัวโดยมิมีเหตุจำเป็น มีโทษถึงขบถทีเดียว”เชงสอบูว่า “งั้นก็หมายว่า พระเจ้ายะข่ายเป็นขบถเช่นนั้นซิ”ทะกยอดินตอบว่า “หาเป็นข้ออื่นได้ไม่” จันทราว่า “เราต้องรีบส่งข่าวไปแจ้งท่านบุเรงนองโดยเร็วด่วน”“สถานการณ์นี้การสื่อสารคงถูกตัดขาด ถึงให้ม้าเร็วลงไป พวกยะข่ายคงมิยอมให้การข่าวเราผ่านไปได้แน่”กุสุมาเสนอ “งั้นส่งไปให้สมเด็จพ่อที่กรุงแปรก็ได้ แปรอยู่ใกล้กว่า”ทะกยอดินว่า “ข้าพเจ้าได้ส่งม้าเร็วไปแล้ว แต่มิรู้จะฝ่ากองสอดแนมของยะข่ายได้หรือไม่”“แล้วท่านพระยาตองอูมีกำลังทหารพอที่จะต้านไหวหรือ กำลังที่เรามีอยู่ก็น้อยเหลือเกิน”“ถึงจะน้อย ข้าพเจ้าก็จะขอถวายชีวิตปกป้องคุ้มครองตะละแม่จนสุดชีวิต” ทุกคนมองทะกยอดินตกใจ“เราจะถึงขั้นเสียเมืองตองอูมั้ยท่านทกะยดิน” อเทตยาว่า ทะกยอดินเงียบไม่กล้าตอบบนกำแพงเมือง ทะกยอดินยืนมองทัพยะข่ายอยู่กับเหล่าทหารอย่างหนักใจ จาพาควบม้ามาวิ่งไปมาอยู่ที่หน้าทะกยอดินที่อยู่บนกำแพง “ตองอูเพลานี้มิมีแม่ทัพประจำเมือง ท่านพระยาตองอูก็แก่เกินจะออกมาสู้รบกลางแปลงกับเราแล้ว จงยอมมอบตัวตะละแม่พระชายาของบุเรงนองมาอยู่ในความคุ้มครองของเราแต่โดยดีเถิด อย่าให้พวกเราต้องใช้กำลังบุกข้ามกำแพงเข้าไป มิเช่นนั้นหัวท่านจะมิได้ตั้งอยู่บนบ่าอีก ว่าไง จะส่งตะละแม่ทั้งหลายออกมาเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวเราแต่โดยดี หรือจะให้เรานำกองทหารบุกข้ามกำแพงเข้าไปลากตัวออกมา แต่ข้าพเจ้าเกรงว่าประการหลัง จะมิสมพระเกียรติแก่พระชายาพระอุปราชแห่งหงสาวดีดอกนะ”ทะกยอดินเครียดจัด ไม่รู้จะตัดสินใจดี
       กุสุมาและเหล่าพระชายาทั้งหลายต่างนั่งนิ่ง ไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรดี ทะกยอดินหมอบเฝ้าอยู่กับเหล่าทหารน้ำตาคลอเสียใจที่ปกป้องตองอูมิได้“ข้าพเจ้าหาได้เสียดายศีรษะที่มีอยู่นี้ดอก ข้าพเจ้ายินดีจะสู้กับพวกมันจนตัวตาย แต่ข้าพเจ้าจนปัญญาว่าจะทำอย่างไรถึงจะรักษาตะละแม่ให้แคล้วคลาดจากภัยนี้ได้”จันทราคิดว่า “หากสู้ต่อไปก็คงมิชนะเขา สู้รักษาบ้านเมืองและชีวิตประชาชนมิให้ต้องทุกข์ยากดีกว่า จงส่งข้าพเจ้าออกไปเจรจากับพระเจ้าเมงบาเถิด”กุสุมาห้ามไว้ “อย่านะตะละแม่ ขืนออกไปเจรจา พวกมันก็กุมตัวตะละแม่ไว้นะซิ อย่านะ”อเทตยาว่า “ท่านทกะยอดิน อย่างเพิ่งกังวลกับความปลอดภัยของพวกเราเลย ทัพที่พระเจ้าเมงบายกมาก็มิใช่กำลังทัพใหญ่มากนัก ด้วยคงคิดว่าตองอูมีทหารเหลือมิมากคงเอาชนะมิยาก ดังนั้นข้าพเจ้าว่าขอท่านจงยื้อทัพไว้ให้นานที่สุดก่อน อย่างน้อยอีกมินานการข่าวของท่านที่ส่งไปถึงเมืองแปร ก็จะทำให้ทหารแปรรีบยกทัพมาช่วย”เชงสอบูเห็นด้วย “ใช่ๆๆ ยื้อศึกไว้ก่อน พระเจ้าแปรคงส่งทัพมาช่วยทันแน่ๆ”“หมดหวังเสียแล้วตะละแม่ ม้าเร็วที่ข้าพเจ้าส่งไปถูกมันจับสังหารไปเมื่อสามวันก่อนแล้ว”เหล่าตะละแม่ทั้งหลายตกใจ ทำอะไรไม่ถูก จันทรานิ่ง ตัดสินใจแน่วแน่“ทำตามข้าพเจ้าบอกเถิดท่านพระยาตองอู จัดขบวนให้ข้าพเจ้าออกไปเฝ้าพระเจ้าเมงบาเถิด อย่าให้ทหารต้องเสียชีวิตมากกว่านี้เลย”กันทิมาฟังการเจรจาของตะละแม่กับทกะยอดิน สีหน้าครุ่นคิด จันทรานิ่งพร้อมพลีชีวิตแล้วลานหน้าพระราชวังหลวงหงสาวดี ทหารม้าหงสาวดีแต่งกายแปลกๆ กลุ่มหนึ่งควบม้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว แล้ววิ่งเลยขึ้นไปถึงบนพระราชวังหลวง ทหารรักษาวังตกใจจับอาวุธออกมาสู้ ถูกทหารม้าฆ่าตายไปหลายคน สันเทโวควบม้าตามเข้ามาสั่งการ“ผู้ใดต่อสู้ขัดขวางฆ่ามันให้หมด ทุกคนฟังไว้ เพลานี้กรุงหงสาวดีถูกเราสันเทโวและขุนวังสอยันปายทำการปฏิวัติยึดไว้หมดแล้ว ใครไม่อยากตายให้วางอาวุธ”ทหารวังที่ยังจงรักษ์ภักดียังพยายามต่อสู้อยู่ ทหารวัง ๑ คนหนึ่งรีบหนีออกไป
       
       ตอนที่ 41 วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ 2557
       ตำหนักนันทวดี หงสาวดี นันทวดีทรงงานอยู่กับโชอั้ว มีนางข้าหลวงช่วย เสียงนางข้าหลวงด้านนอกร้องโวยวาย นันทวดีตกใจ ยังไม่ทันตั้งตัว ทหารวังกับนางข้าหลวงด้านนอกก็วิ่งเข้ามา“พระมเหสีได้โปรดเถิด พระมเหสีเกิดเรื่องร้ายแล้วพระมเหสี มีพวกขบถเข้ายึดวังหลวง”นันทวดีและโชอั้วยังมิทันขยับตัว ทหารขบถก็พรวดเข้ามาเต็มพระตำหนัก นันทวดีเข้ากันทหารวังไว้“ผู้ใดบุกเข้ามาในตำหนักฝ่ายในมีโทษถึงตัดหัว”สันเทโวเดินถือดาบเข้ามา ยิ้มกร่าง “และหากถืออาวุธเข้ามาด้วยจะมีโทษถึงขั้นไหนอีก”นันทวดีกับโชอั้วจ้องมองสันเทโวอย่างเกลียดชัง“บัดนี้ทหารข้าพเจ้าได้ยึดพระราชวังหลวงหงสาวดีไว้หมดแล้ว หากพระมเหสีต้องการความปลอดภัยจงอยู่ในคำสั่งข้าพเจ้า และปฏิบัติพระองค์อยู่ในพระราชวังนี้อย่างสงบ”“ข้าพเจ้านึกแล้วว่าต้องเป็นท่าน” นันทวดีว่าโชอั้วกล่าวแค้นๆ “พระเชษฐาตัวเองยังทรยศได้ พวกเลี้ยงมิเชื่อง” “ขอพระมเหสีเสด็จไปยังท้องพระโรงหน้าเถิด ทุกคนรอพระมเหสีอยู่ ทหารเชิญพระมเหสีออกไป”ทหารขบถขยับเข้ามา โชอั้วเข้าขวาง “อย่าแตะต้องพระวรกายพระมเหสี”นันทวดีจ้องมองอย่างไว้พระยศจนทหารต้องหยุด แล้วนันทวดีจึงเสด็จออกไปเองมุขอายตั้งต้นเป็นมเหสี แล้วบอกว่ามังตราคงสิ้นบุญที่จะกลับมา นันทวดีและโชอั้วสีหน้าตกใจที่ได้ยินมุขอายพูดเช่นนั้นมุขอายกล่าวอีก “บัลลังก์นี่จะรอท่านสมิงสอตุดกลับมานั่งคู่กับข้าพเจ้า เมื่อทำพิธีปราบดาภิเษกแล้ว หากผู้ใดร้องขอชีวิต ข้าพเจ้าก็จะปล่อยผู้นั้นไป” นันทวดีจ้องมองมุขอายอย่างเจ็บแค้น มุขอายนั่งอยู่บนบัลลังก์มองมาอย่างเย้ยหยั่น
       อุทยานตองอู ทะกยอดินและเหล่าทหารยืนเต็มลาน จันทราเดินนำกุสุมาและคนอื่นๆ ออกมา มีเชงสอบู อเทตยาตามมาส่ง แต่ละนางพยายามกลั้นน้ำตาไว้ด้วยสงสารกุสุมา“ข้าพเจ้าพร้อมแล้วท่านทกะยดิน พาเราไปเฝ้าพระเจ้าเมงบาเถิด”ทะกยอดินและทหารพากันถวายบังคม “ข้าพเจ้าละอายใจเหลือเกิน ที่ต้องยอมนำตะละแม่ออกไปเฝ้าพระเจ้าเมงบา หากความตายของข้าพเจ้าแลกกับการนี้ได้ ข้าพเจ้าจะขอออกไปให้พวกยะข่ายมันตัดหัวบัดเดี๋ยวนี้”
       จันทราปรามไว้ “อย่าเลย ท่านยังต้องอยู่แก้ไขเหตุการบ้านเมืองให้รอดได้อยู่ ข้าพเจ้าเป็นสตรีพระเจ้ายะข่ายคงมิยอมเสื่อมเกียรติประหารสตรีดอก การนี้เป็นเพียงข้าพเจ้าช่วยชะลอเหตุไว้เท่านั้น หากมิออกไปพวกยะข่ายคงปีนกำแพงเข้ามาแน่”กุสุมาภาวนา “ขอให้พี่ท่านรอดปลอดภัย อย่ามีผู้ใดทำร้ายพี่ท่านได้”เชงสอบูกับอเทตยา และนางข้าหลวง ทรุดลงกราบจันทราร้องไห้“ไปกันเถิด” จันทราบอกทุกคน ทะกยอดินเดินนำจันทราตรงไปที่ประตูรั้ว
       ทันใดนั้นกันทิมาแต่งชุดนาคะกับคนงานตีดาบก็พรวดปีนกำแพงอีกด้าน เข้ามาทรุดลงกับพื้นขวางทางไว้“ช้าก่อนตะละแม่”จันทรากับกุสุมาหันมอง “กันทิมา แม่กันทิมา”“ข้าพเจ้ามารับตะละแม่ทั้งหมด หนีออกจากตองอู” ทุกคนยังยืนงงอยู่ “ขอท่านทะกยอดินจงรบยื้อศึก เพื่อถ่วงให้ข้าพเจ้ามีเวลาพาตะละแม่หนีไปให้ไกลที่สุดเถิด ข้าพเจ้าขออารักษ์ขาถวายชีวิตแด่ตะละแม่เอง”จันทรายืนมองกุสุมาด้วยความซาบซึ้ง กุสุมาเข้ามาหาจันทรา“เราคงมิมีทางเลือกดีกว่านี้แล้วพี่ท่าน” อเทตยาว่า “หากท่านตกเป็นองค์ประกัน ต่อให้บุเรงนองมีทหารอยู่นับแสนก็มิยอมเอาชนะพวกยะข่ายเด็ดขาด”ทะกยอดินเข้ามาหา สีหน้าเด็ดเดี่ยวขึ้น “ขอตะละแม่รีบเสด็จเถิด รบครั้งนี้ข้าพเจ้ามิกลัวตายแล้ว”“ขอท่านต่อสู้แต่เพียงป้องกันพระนคร ข้าพเจ้าจะรีบหาทางส่งข่าวไปแจ้งท่านบุเรงนองและเมืองแปรให้ส่งทหารมาช่วยโดยเร็ว” จันทรากล่าว
       เวลาเดียวกันมังตราได้ถูกพยัตตบะปรุงน้ำจัณฑ์ใส่ยาพิษถวายจนพระอาการทรุดหนัก จะเด็ดจึงไม่กล้าทิ้งมังตราขึ้นไปช่วยตองอู จะเด็ดรู้จากหมอลวงว่าพยัตตบะปรุงน้ำจัณฑ์ใส่ยาพิษถวายก็จะฆ่า แต่พยัตตบะหันไปขอให้สมิงสอตุดช่วย แล้วพากันออกไป จะเด็ดแค้นมาแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะต้องดูแลมังตรา แต่สั่งให้จาเลงกาโบจัดการ
       บนเนินไกลออกไปเยมส์สอเรสคุมกองทหารโปรตุเกสเข็นปืนใหญ่ขึ้นมาเต็มเนินเขา ล้อมพลับพลาเต้นท์ไว้ ทหารทั้งหมดกลัว เริ่มลังเลสมิงสอตุดหัวเราะชอบใจ “ดี จะได้ตายเสียให้พร้อมๆ กัน กองทหารปืนเข้าประจำที่พวกที่วิ่งตามมาเข้าอารักษ์ขาสมิงสอตุด”
       หน้ากระโจมพลับพลา จาเลงกาโบยืนถือดาบนิ่งอยู่หน้ากองทหารอาวุธมีคมธรรมดา แต่พร้อมที่จะตายในพลับพลากระโจม มังตรานอนพระพักตร์ซีดมาก พยายามไขว่คว้าหาจะเด็ดๆ รีบวิ่งมาหา“จะเด็ด พี่ท่าน”“ข้าพเจ้าอยู่นี่” จะเด็ดทรุดลงหมอบเฝ้าอยู่ข้างๆ
       ลานหน้าพลับพรากระโจม จาเลงกาโบถือดาบยืนจังก้าป้องกันกระโจมพลับพลาอย่างถวายชีวิต มีทหารหงสาวดียืนอยู่เต็มลาน
       ในพลับพลากระโจม ตะเบงชะเวตี้จับมือจะเด็ดไว้ พยายามจะพูด“ความริษยาของข้าพเจ้า ทำร้ายตัวเองยังไม่พอ ยังทำลายพุกามด้วย”“อย่าโทษพระองค์เองเช่นนี้”“ข้าพเจ้าคงไม่ได้กลับไปเห็นหงสาวดีอีกแล้ว”“พี่จะพาน้องท่านกลับไปให้ได้”“อภัยข้าพเจ้าด้วย”“พี่ไม่เคยโกรธน้องท่านเลย ถึงตัดศีรษะพี่ไปเดี๋ยวนี้พี่ก็ไม่โกรธ พี่นี้คือข้าบาทของน้องท่าน”มังตราลูบหัวจะเด็ด “พระอาจารย์มังสินธูทำนายชะตาไว้ถูกต้อง บุญข้าพเจ้าได้เป็นพระเจ้าหงสาวดีก็นับว่าสูงสุดแล้ว ขอพี่ท่านนั่งบัลลังก์ได้เป็นพระเจ้าสิบทิศ แทนข้าพเจ้าด้วย”จะเด็ดร้องไห้พูดไม่ออก มังตราเอื้อมมือมาจับศีรษะจะเด็ดลูบเบาๆ
       บนเนินเขา สมิงสอตุดยืนบัญชาการอยู่ข้างปืนใหญ่กับเยมส์สอเรสและพยัตตะบะสมิงสอตุดสั่ง “กองปืนใหญ่ ยิง”ปืนใหญ่ทั้งหมดระดมยิงออกไปอย่างรุนแรง หลายนัดทหารที่ล้อมกระโจมพลับพลาอยู่โดนระเบิดลูกปืนใหญ่ตายลงอย่างมากมาย จะเด็ดหันมามองจาเลงกาโบๆ วิ่งบุกนำออกไป ทหารทั้งหมดวิ่งตามไปจาเลงกาโบเสียงดัง “ถวายชีวิตแก่พระเจ้าอยู่หัวเถิดพวกเรา”
       ในพลับพลากระโจม จะเด็ดร้องไห้อยู่ข้างๆ มังตรา มือมังตราที่จับหัวจะเด็ดอยู่ตกลง มือมังตราค่อยๆ ตกลงจากหัวจะเด็ด จะเด็ดตกใจ ดึงมังตรามากอดไว้แน่น“มังตรา มังตรา”
       ทุ่งสมรภูมิ เต็มไปด้วยระเบิดและควันโขมง ทหารที่วิ่งตามจาเลงกาโบไปโดนลูกปืนใหญ่ล้มตายลงเรื่อยๆ จะเด็ดถือทวนเดินออกมาจากกระโจมน้ำตานองหน้า หยุดพนมมือไหว้ฟ้า “หากข้าพเจ้าจะได้เป็นจักรพรรดิ์แห่งพุกามประเทศ ดังคำทำนายแล้วขอเทพยาดาฟ้าดินจงปกปักษ์รักษาข้าพเจ้าด้วย หากคำทำนายมิศักดิ์สิทธิ์ ข้าพเจ้าขอสิ้นชีวิตในศึกนี้”อยู่ๆ ลมก็พัดขึ้นมาเฉยๆ เสียงท้องฟ้าคำรามดังสนั่น มีเมฆเคลื่อนมาอย่างรวดเร็ว มีสายฟ้าผ่าและฟ้าแลบน่ากลัว ตรงที่จะเด็ดยืนอยู่เริ่มมีฝนตกลงมา จะเด็ดวิ่งไปขึ้นม้าที่ผูกอยู่ใกล้ๆ ควบออกไป
       
       ตอนที่ 42 วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557
       กองปืนใหญ่ที่สมิงสอตุดยืนอยู่กับเยมส์สอเรส ฝนตกลงมาอย่างแรง ปืนใหญ่เริ่มหยุดยิงที่ละกระบอกๆ ทหารกองปืนใหญ่พากันทิ้งปืนใหญ่วิ่งหนี เยมส์สอเรสตกใจ สมิงสอตุดสั่งให้ยิงต่อ เยมส์สอเรสว่าดินปืนเปียกหมดแล้ว ยิงไม่ได้ สมิงสอตุดตกใจ หันไปมองจะเด็ดสมิงสอตุดสั่ง “ทหารสู้ตาย”สมิงสอตุดหันไปคว้าปืนยาวที่ทหารทิ้งไว้ขึ้นมายิง แต่หยิบกระบอกไหนก็ยิงไม่ออก พวกเยส์สอเรสกับพยัตตะบะวิ่งหนีขึ้นเนิน แต่เจอพวกจาเลงกะโบบุกเข้ามาทันทหารและจาเลงกะโบเข้าเข่นฆ่าทหารของพวกเยส์สอเรสทันที สมิงสอตุดหันไปเห็น รีบขึ้นม้าควบหนี ลงทุ่งไปอีกด้าน จะเด็ดควบตามสมิงสอตุดไป สมิงสอตุดชักดาบออกสู้ แต่สู้ไม่ได้ก็ควบม้าหนีอีก จะเด็ดควบม้าตามจนได้จังหวะ จึงตัดสินใจพุ่งทวนออกไปทวนพุ่งไปปักหลังสมิงสอตุดอย่างจังม้าสมิงสอตุดยังคงวิ่งไปในขณะที่สมิงสอตุดยังคงชูดาบค้างอยู่ เห็นสายฟ้าผ่าลงที่ปลายดาบสมิงสอตุด อย่างแรง
       หน้าพลับพลาเต้นท์ชายแดนหงสาวดี ทหารหงสาวดีกำลังช่วยกันเก็บศพเพื่อน จาเลงกาโบ ควบคุมตัวเจมส์ สอเรสกับพยัตตะบะและทหารโปตุเกสจำนวนหนึ่งมาหาจะเด็ดที่นั่งให้หมอหลวงทำแผลอยู่หน้ากระโจม จะเด็ดเศร้าใจมาก
       “อย่าได้เอามันมาให้ข้าพเจ้าเห็นหน้า พามันไปตัดหัวให้หมด”พยัตตะบะตกใจร้องไห้โวยวาย “ไว้ชีวิตข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าถูกสมิงสอตุดบังคับ ได้โปรดเถิด” เยมส์สอเรสร้องขอ “โปรดไว้ชีวิตข้าพเจ้ากับหลานเถิด แล้วข้าพเจ้าจะใช้กองปืนใหญ่ช่วยท่านกู้เอาแผ่นดินหงสาวดีคืนมา”จะเด็ดสุดจะทนฟังลุกขึ้นกระชากดาบจากจาเลงกาโบฟันพยัตตะบะกับเยมส์สอเรสจนตายคาที่
       ทางพระตำหนักใน หงสาวดี นันทวดี โชอั้วที่ถูกคุมตัวอยู่ สันเทโวก็มาเชิญนันทวดีออกไปพบมุขอาย แต่จริงๆ ต้องการพานันทวดีไปประหาร แต่สอยันปายตัดสินใจมาช่วย โดยพาทหารมาสู้ พวกสันเทโวเห็นทหารสอยันปายเยอะกว่ากลัวตาย รีบหนีไปพระเจ้าเมงบาสั่งให้จาพาตั้งทัพคอยสกัดขบวนกันทิมาที่พาจันทราและพระโอรสหลบหนีมาตามช่องเขา ทำให้กันทิมาไม่อาจสู้กับกองทัพพระเจ้าเมงบาได้ แต่เนงบารู้ข่าวการยกทัพของพระเจ้าเมงบาจึงพากำลังจากซุ้มโจรของตนมาช่วย กันทิมาถาม “จะทำอย่างไรดีเนงบา” “เราจะต้องช่วยกันถ่วงเวลาให้นานที่สุด หากมันจับเหล่าตะละแม่ได้ ให้บุเรงนองยกคนมาเรือนแสนก็ต้องพ่ายมัน”“ข้าพเจ้ายอมตายแล้ว” กันทิมาเก็บผม มัดผ้าโผกผมให้แน่นยิ่งขึ้น เนงบามองกันทิมา เหมือนจะมองเป็นครั้งสุดท้าย“วาสนาข้าพเจ้าขอให้ได้ตายเคียงข้างท่านก็พอใจแล้ว”
       กันทิมามองเนงบาด้วยความเห็นใจ “อภัยข้าพเจ้าเถิดเนงบา ชาตินี้เราคงไม่ได้เกิดมาเพื่อท่าน แต่เราจะตายด้วยกัน”“ท่านจงนำรถม้าตะละแม่อ้อมไปอีกทางเถิด เราจะยันทัพมันไว้ที่นี่ให้ได้นานที่สุด”กันทิมาพยักหน้าแล้วกระตุกม้าออกไปทันที “พนักงานรถม้า ตามข้าพเจ้ามา”กองม้าเนงบาวิ่งออกเป็นรูปหัวลูกศร พุ่งตรงเข้าประทะกับกองทหารยะข่ายอย่างกล้าหาญ เนงบาฟาดฟันสู้กับทหารยะข่ายอย่างสุดฤทธิ์ กันทิมาควบม้านำขบวนรถม้าตะละแม่มาอย่างรวดเร็ว เมื่อไม่เห็นว่ามีทหารยะข่ายตามมา กุสุมาสั่งรถม้าหยุด และชักม้าไปหาจันทรา กันทิมาพูดกับจันทราว่าจะกลับไปช่วยเนงบา จันทราพยายามห้ามแต่ไม่เป็นผลเนงบาสู้กับทหารยะข่ายอย่างทรหด มีบาดแผลหลายแห่ง แต่ก็ยังพยายามไม่ให้พวกยะข่ายผ่านไปได้ กันทิมาลงจากหลังม้าเข้าไปช่วยเนงบาต่อสู้ ทั้งสองสบตากัน เนงบาบาดเจ็บมาก สุดท้ายเนงบาล้มลง กันทิมาทรุดลงประครองเนงบาให้เงยหน้าขึ้น เนงบามองกันทิมาอย่างซาบซึ้ง“เจ้ารีบหนีไปเถิด”กันทิมาว่า “ข้าพเจ้า ขอตายเคียงข้างท่าน ตามสัญญา”“ไม่ เจ้าต้องมีชีวิตต่อไป ข้าพเจ้าไม่โกรธท่าน แต่จะไม่ขอ จะไม่ขอเห็นหน้าจะเด็ด แม้ยามตาย”
       กันทิมาเสียใจร้องไห้มากที่สุดในชีวิต เนงบาขยับออกจากอ้อมกอดกันทิมา ทิ้งร่างคว่ำหน้าลงพื้น กันทิมาลุกขึ้นต่อสู้กับทหารยะข่ายแบบไม่กลัวตายจะเด็ดควบม้ามุ่งตรงไปตองอูอย่างรวดเร็ว จะเด็ดควบม้าคู่มากับสีอ่อง สีหน้านั้นทุกข์ร้อนมากรถม้าของตะละแม่ทั้งสองคัน แล่นเข้าไปหาจะเด็ดที่ขี่ม้าเข้ามาอย่างเร็ว ตะละแม่ลงจากรถทั้งสองคัน ทั้งสองฝ่ายเข้าหากันด้วยความคิดถึงและเป็นห่วงสุดท้ายจะเด็ดรีบไปขึ้นม้าและขี่ออกไปอย่างรวดเร็ว จะเด็ดขี่ม้ามาถึงสถานที่สู้รบ ทุกอย่างว่างเปล่า เห็นศพอยู่เกลื่อน สีหน้าจะเด็ดมองหากันทิมาและเนงบาด้วยความเป็นห่วงอย่างมาก
       จะเด็ดลงจากหลังม้า เดินหากันทิมาอย่างบ้าคลั่ง พลิกศพดู จนกระทั้ง เห็นกันทิมานอนหายใจระรินอยู่ จะเด็ดรีบมาหา ทรุดลงรับกันทิมา กันทิมามองจะเด็ดด้วยสายตาเหม่อลอย จะเด็ดพยายามเขย่าให้รู้สึกตัว “กันทิมา กันทิมา ข้าพเจ้าขอบใจท่านนัก ท่านต้องไม่เป็นอะไร ท่านต้องกลับไปกับข้าพเจ้า”กันทิมาหันไปมองศพเนงบา จะเด็ดหันไปจะพลิกศพเนงบาขึ้นมา กันทิมายกมือห้ามอย่างอ่อนแรง“อย่า ท่านเนงบาสั่งว่า หากรักกัน อย่าพลิกศพขึ้นดูหน้า”แล้วกันทิมาก็สิ้นใจในอ้อมกอดของจะเด็ด จะเด็ดกอดกันทิมาร้องไห้ จะเด็ดร้องไห้เสียใจด้วยความสงสาร“แม่กันทิมา บุญคุณที่ท่านได้ช่วยชีวิตพวกข้าพเจ้าไว้ข้าพเจ้าจะมิมีวันลืม”จะเด็ดค่อยๆ วางกันทิมาลงนอนเคียงข้างกับเนงบา จับมือคนทั้งสองให้กุมกันไว้ “ข้าพเจ้าไม่เคยคิดแย่งพี่ท่าน ข้าพเจ้าไม่ได้คิดแย่งเลย พี่ท่านจะไม่ให้อภัยข้าพเจ้าบ้างเลยหรือ”จะเด็ดกราบลงที่เท้าเนงบาร้องไห้ สมรภูมิรบดูน่าอนาถยะข่าย สันเทโว และทหารยะข่ายจำนวนหนึ่งขี่ม้าหนีออกจากหงสาวดีอย่างรวดเร็ว ยะข่าย ร้องไห้เสียใจ ผิดหวัง แค้น ที่ไม่สามารถทำตามแผนการได้สำเร็จ ขณะที่สันเทโว กลัวตายเป็นอย่างมาก
       วันใหม่ศาลาวัด หงสาวดี พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่เป็นประธานในโบสถ์ นันทวดีนุ่งขาวห่มขาว นั่งสงบนิ่งอยู่หน้าพระประธาน นันทวดีนั่งสงบนิ่งไร้อารมณ์ต่างๆ ด้านหลังจันทรา กุสุมา นันทวดีกล่าว “ชีวิตที่เหลือนี้ข้าพเจ้าจะขอสละทางโลก มุ่งสู่ร่มพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธโคดม ขอบวชรักษาศีลเป็นพุทธบูชาถวายแด่พระเจ้าอยู่หัวจนกว่าจะสิ้นสังขาร” กุสุมาว่า “เป็นกุศลแท้ที่ท่านได้อุทิศชีวิตถวายแด่พระพุทธศาสนา เหล่าข้าพเจ้าขอถวายอนุโมทนายิ่ง”กุสุมากราบ คนอื่นๆ กราบตาม นันทวดียังคงนั่งนิ่งไร้อารมณ์อยู่เช่นเดิมจันทรากล่าว “ในวันราชาภิเษก พระเจ้าอยู่หัวหงสาวดีบุเรงนองทรงมีดำริห์ว่าจะให้ท่านเป็นผู้ถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ถือเป็นพระเกียรติยศที่ทรงมอบให้ท่านเป็นพิเศษ”นันทวดียังคงนั่งนิ่งไร้อารมณ์อยู่เช่นเดิม
       วันใหม่สนามหญ้าหน้าสิงหสนบัลลังค์ หงสาวดี เปลวเพลิงที่พระเมรุลุกโชติช่วง แสงพระอาทิตย์ยามอัสดงทำให้แดงฉานไปทั่ว ทั้งหมดแต่งชุดขาวทรุดนั่งอยู่กับพื้น กำลังถวายบังคมพระบรมศพมังตรา ข้างๆ ศพมังตราจะเห็นศพกันทิมาและเนงบาอยู่ด้วยเลาชีร้องไห้เสียใจมากกว่าใคร มีจันทราคอยปลอบอยู่ข้างๆ นันทวดีในชุดชีสีขาวนั่งนิ่งแยกออกมา แต่แววตานั้นไร้อารมณ์ทุกอย่างแล้วจะเด็ดและเหล่าตะละแม่ทั้งหมดนั่งมองพระเพลิงนิ่ง ในตำแหน่งพระมหากษัตริย์ประธานพิธีจาเลงกาโบ นั่งร้องไห้คนเดียวเงียบๆ นันทวดีนั่งนิ่ง น้ำตาค่อยๆ ไหลออกมาโดยไม่สะอื้น เปลวเพลิงที่ลุกโชติช่วงอยู่ท่ามกลางดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าดวงใหญ่
       ขบวนพราหมณ์ปุโรหิตอัญเชิญเครื่องราชกกุธภัณฑ์ขึ้นบันใดมา มีนันทวดีถือพานมงกุฏอยู่ในขบวนด้วย เห็นพระบรมราชวงศ์ และเสนาอำมาตย์ ขุนพล นั่งอยู่เต็มท้องพระโรง จะเด็ดประทับบนบัลลังก์เพียงพระองค์เดียว เหล่าพระชายาประทับแวดล้อมซ้าย-ขวาเต็มยศ ต่ำลงมา
       จะเด็ดประทับบนบัลลังก์ นันทวดีในชุดชีสีขาว อัญเชิญมงกุฏพระเจ้าจักรพรรดิ์มาบนพานทอง นันทวดีขึ้นไปถวายมงกุฏแก่บุเรงนองจักรพรรดิ์ที่ประทับบนสิงหาสนบัลลังก์ พระเจ้าบุเรงนองจักรพรรดิรับมงกุฎขึ้นมาสวมให้ตัวเอง เสียงกังสดาร สังข์แตรประโคมขุนนางทั้งหมดในชุดเครื่องเต็มยศอลังการ ถวายบังคม“ขอพระเจ้าสิริสุธรรมราชาบุเรงนองจักรพรรดิ์แห่งพุกามประเทศ จงเจริญศรีสวัสดิ์โดยธรรม ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองปกเกล้าพสกนิกรให้ร่มเย็นทั่วแคว้นทั้งสิบทิศ ตลอดไปเทอญ” เสนาบดี ข้าทหาร เจ้าเมืองประเทศราชกราบถวายบังคมอยู่เต็มท้องพระโรง

ข่าวล่าสุด ในหมวด
“ยมบาลเจ้าขา” ตอน “ปาฎิหาริย์แห่งโชคชะตา”
"พ่อไก่แจ้" ตอนที่ 1-4
“ฟ้ามีตา” ตอน “โลกหลังความตาย”
"คุณชายรักเร่" ตอนที่ 1-8
"เวียงร้อยดาว" ตอนที่ 1-6
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
ยังไม่มีผู้โหวต
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | ธุรกิจ | หุ้น | SMEs | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | โฆษณาบนเว็บ
All site contents copyright ©1999-2014