หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกละครออนไลน์ | ละครออนไลน์
ละครออนไลน์ ไฟในวายุ

ไฟในวายุ ตอนที่ 7

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 มกราคม 2557 16:49 น.
หน้าที่แล้ว
1 | 2 | 3 | 4
หน้าถัดไป
ไฟในวายุ ตอนที่ 7
        ไฟในวายุ ตอนที่ 7 (ต่อ)
       
       วิธูสีหน้าเบื่อๆ นั่งรอสลิลอยู่ที่ล็อบบี้รีสอร์ต มีแก้วน้ำวางอยู่หลายใบ ทิพวัลย์ถือเอกสารเดินผ่านมา วิธูเรียกถาม
       "คุณทิพย์ครับ"
       ทิพวัลย์เดินเข้ามาหาวิธู ถามกึ่งประชดนิดๆ เพราะไม่ค่อยชอบหน้าเพราะหักอกเจ้านายเธอ
       "จะรับน้ำเพิ่มเหรอคะ"
       วิธูรู้ว่าถูกแขวะ สีหน้าไม่พอใจ
       "หว้าไปไหน เมื่อไหร่จะกลับ ผมมารอตั้งนานแล้วทำไม่มาสักที"
       "ไม่ทราบค่ะ คุณลูกหว้าไม่ได้บอกไว้ คุณวิธูจะกลับไปก่อนก็ได้นะคะ เดี๋ยวฉันบอกคุณลูกหว้าให้ว่าคุณมาหา"
       "ไม่เป็นไร ไหนก็มาแล้ว รอต่ออีกหน่อยก็ได้"
       "งั้นก็เชิญตามสบายค่ะ เดี๋ยวฉันให้พนักงานเอาน้ำมาเปลี่ยนให้ใหม่ หรือจะออกไปเดินยืดเส้นยืดสายซักหน่อยก่อนก็ได้นะคะ"
       ทิพวัลย์พูดจบก็เดินออกไปเลย วิธูเบ้หน้าอย่างหมั่นไส้ แล้วนั่งรอสลิลต่อไป เขาหยิบโทรศัพท์ออกมากดเล่น แต่สายเข้าพอดี หน้าจอโทรศัพท์ เรืองตะวันยิ้มหวานขึ้นที่หน้าจอ วิธูถอนใจพรืดออกมาอย่างเบื่อหน่าย แล้วกดตัดสายทิ้ง เรืองตะวันโทร.เข้ามาอีก คราวนี้วิธูปิดเครื่องไปเลย
       
       วายุพาสลิลออกมาส่งที่ม้าที่ผูกไว้ใต้ต้นไม้นอกรั้วไร่วายุกูล
       "รีบกลับไปซะ แล้วไม่ต้องมาหาฉันที่นี่อีก อีกไม่กี่วันฉันก็จะกลับกรุงเทพแล้ว"
       "คุณใหญ่จะไม่ตามจับตัวคนร้ายที่ลอบทำร้ายคุณใหญ่ให้ได้ก่อนเหรอคะ หว้าไม่เข้าใจว่าคุณใหญ่ทนนิ่งเฉยรอให้พวกมันมาฆ่าอย่างงี้ได้ยังไง"
       วายุสีหน้าเคร่งเครียด ถอนใจออกมา
       "เพราะฉันกลัวน่ะสิ"
       สลิลยิ่งไม่เข้าใจ
       "คุณใหญ่กลัวอะไรคะ"
       "ฉันกลัวว่าคนที่พยายามจะฆ่าฉันมาตลอดเวลาไม่ใช่แค่ละเวงคนเดียวอย่างที่เค้าสารภาพ ฉันไม่โง่ถึงขนาดที่จะเชื่อทุกคำพูดของละเวงหรอกนะ"
       สลิลพอเดาได้
       "คุณใหญ่กำลังกลัวว่าคุณละเวงจะร่วมมือกับคุณน้อยเหรอคะ"
       วายุสบตาสลิล แววตาเศร้า
       "ฉันคงเป็นพี่ที่แย่มากใช่มั้ย ที่คิดแบบนี้กับน้องชายตัวเอง"
       "แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ คุณใหญ่จะทำยังไงคะ จะจับคุณน้อยส่งตำรวจรึเปล่า"
       "ถ้าเป็นอย่างนั้นคุณท่านต้องรับไม่ได้แน่ๆ ที่ฉันทนนิ่งเฉยอยู่ตอนนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นห่วงความรู้สึกของคุณท่านนี่ล่ะ"
       วายุถอนใจออกมา
       "หมายความว่า ถ้าคนที่คิดทำร้ายคุณใหญ่มาตลอดเป็นคุณน้อยจริงๆ คุณใหญ่จะไม่เอาเรื่องเหรอคะ"
       สลิลสีหน้าติดใจสงสัย ไม่ค่อยเข้าใจความคิดของวายุเท่าไหร่ วายุไม่รู้จะตอบยังไง
       "ขึ้นม้าได้แล้ว"
       สลิลยังอิดออด
       "หรือว่าต้องให้ฉันอุ้มขึ้นม้าถึงจะยอมไปซะที"
       สลิลกลัวใจวายุจะทำจริง รีบปีนขึ้นม้าไปอย่างเร็ว วายุทำไม่สนใจรีบมุดรั้วกลับเข้าไร่ไปเลย สลิลควบม้ากลับไร่ไป วายุหลบมุมแอบมองตามส่งสลิลไปด้วยสีหน้าห่วงใยจนเธอลับสายตาไป
       
       ไกรกูณฑ์เดินตามขอโทษนวลขวัญอยู่ในไร่ชา นวลขวัญเดินหนี
       "คุณขวัญจะยกโทษให้ผมไม่ได้เลยเหรอครับ"
       "คุณจะมาตามตื๊อขอโทษฉันเพื่ออะไร"
       "เพื่อที่เราจะได้กลับมาเป็นเพื่อนกัน เหมือนเดิมไงครับ"
       นวลขวัญหยุดเดินหันมาจ้องหน้า
       "มันไม่มีทางกลับไปเหมือนเดิมได้อีกแล้วล่ะค่ะ คุณรีบกลับไปเถอะ เดี๋ยวแก้วมาเจอคุณเข้าจะเป็นเรื่องอีก คุณก็รู้ว่าน้องชายฉันใจร้อนขนาดไหน"
       "ผมไม่กลัว"
       ขาดคำเสียงปืนก็ดังขัดขึ้น
       
       ทั้งคู่หันขวับไปทางต้นเสียง เห็นทแกล้วยิงปืนขึ้นฟ้าขู่ไกรกูณฑ์เสร็จแล้วเล็งปากกระบอกปืนมาที่ไกรกูณฑ์
       "แกไม่กลัวตายจริงเหรอะ"
       พูดจบทแกล้วก็ยิงขู่ลงพื้นทันที กระสุนเฉียดเท้าไกรกูณฑ์ไปนิดเดียว ไกรกูณฑ์สะดุ้งเฮือก เดาใจทแกล้วไม่ถูกว่าจะเอาจริงหรือแค่ขู่
       "จะกลับไปดีๆ หรืออยากเป็นปุ๋ยให้ไร่นี้"
       ทแกล้วเล็งปืนไปที่ไกรกูณฑ์ หน้าเข้มเอาจริง
       "นัดนี้ฉันเอาจริง"
       นวลขวัญหน้าซีด รีบเอาตัวมาบังไกรกูณฑ์ไว้
       "พอได้แล้วแก้ว เก็บปืนซะ"
       "พี่ขวัญถอยไป พี่จะปกป้องมันอีกทำไม มันกำลังหลอกพี่ขวัญอยู่ พี่อย่าไปหลงคารมมันหน่อยเลย"
       ไกรกูณฑ์พยายามจะแสดงความบริสุทธิ์ใจ ด้วยการดันตัวนวลขวัญออก แต่นวลขวัญไม่ยอมถอย
       เพราะลึกๆ ก็เป็นห่วงไกรกูณฑ์ กลัวถูกทแกล้วยิงจริงๆ
       "ฉันขอร้องล่ะ คุณกลับไปก่อนเถอะ บอกตามตรงว่าฉันก็เดาใจน้องชายตัวเองไม่ออกเหมือนกันว่าเค้าแค่ขู่หรือเอาจริง"
       "ผมไม่กลับ ในเมื่อผมเคยทำผิด ผมก็อยากมาขอโทษด้วยความบริสุทธิ์ใจ และก็หวังว่าคุณขวัญกับคุณแก้วจะให้ยกโทษให้ ทำไมคุณแก้วไม่ให้โอกาสผมอธิบายอะไรบ้าง"
       "เลิกพล่ามได้แล้ว นับหนึ่งถึงสาม ถ้าแกยังไม่รีบกลับไป ฉันยิงจริงๆ หนึ่ง..."
       " คุณกลับไปเถอะค่ะ อย่าให้มีเรื่องกันเลย"
       ไกรกูณฑ์ยังไม่ยอมขยับตัวไปไหน ทแกล้วเล็งปืนไปที่ไกรกูณฑ์พร้อมยิงทุกเมื่อ
       "สอง..."
       "คุณน้อย ฉันขอร้อง กลับไปก่อนเถอะ"
       ทแกล้วยังคงเล็งปืนไปที่ไกรกูณฑ์
       "สาม"
       "โอเค ผมยอมกลับก็ได้"
       ทแกล้วยิ้มเหยียดที่เอาชนะไกรกูณฑ์สำเร็จ ไกรกูณฑ์บอกนวลขวัญ
       "วันนี้ผมจะกลับไปก่อน แต่รับรองว่าผมต้องมาอีกแน่"
       ไกรกูณฑ์เดินหน้าบึ้งตึงกลับออกไป เจ็บใจสุดๆ ทแกล้วแกล้งยิงปืนเฉียดๆ ไกรกูณฑ์ตกใจมากจนต้องย่อตัวลงนั่งยกสองมือเหนือหัว ทแกล้วหัวเราะเยาะชอบใจ
       ไกรกูณฑ์ขบกรามจนขึ้นสันแล้วเดินหน้าโกรธจัดกลับออกไป ทแกล้วยิ้มเยาะสมน้ำหน้า
       "แก้วทำเกินไปแล้วนะ ถ้าพลาดพลั้งยิงเค้าตายขึ้นมาจริงๆ จะทำยังไง"
       "พี่ขวัญห่วงมันงั้นเหรอะ"
       "พี่ห่วงแก้วตะหาก พี่ไม่อยากให้แก้วเป็นฆาตกรฆ่าคนตายเพราะอารมณ์ชั่ววูบแบบนี้ ถ้ามีอะไรพลาดขึ้นมา แก้วจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต"
       ทแกล้วสีหน้าจ๋อยๆไปที่โดนพี่สาวดุ นวลขวัญค้อนใส่น้องชายก่อนมองตามไกรกูณฑ์ไปด้วยสีหน้าไม่ค่อยสบายใจนัก
       
       ในเวลาต่อมา สลิลเดินกลับเข้ามาที่หน้าเคาน์เตอร์ต้อนรับ ทิพวัลย์ที่กำลังคุยงานอยู่กับพนักงานที่หน้าเคาน์เตอร์ รีบออกมารับหน้าสลิลทันที
       "คุณลูกหว้าคะ คุณวิธูมานั่งรออยู่นานแล้วค่ะ"
       ทิพวัลย์บุ้ยใบ้ไปทางวิธูที่นั่งรออยู่ด้านใน
       สลิลแปลกใจ
       "เค้าบอกรึเปล่าว่ามีธุระอะไรกับหว้า"
       "ไม่ได้บอกค่ะ ผู้ชายอะไรก็ไม่รู้นะคะ ทิ้งคุณลูกหว้าไปแต่งงานกับน้องสาวคุณแล้ว ยังจะกล้ากลับมาที่นี่อีก ทิพย์ล่ะเกลียดขี้หน้าจริงๆ"
       ทิพวัลย์ไม่ชอบวิธูอย่างแรง
       "หว้าเป็นคนโดนทิ้งยังไม่โกรธเค้าเท่าคุณทิพย์เลยนะคะเนี่ย เดี๋ยวหว้าไปคุยกับเค้าเองค่ะ"
       สลิลเดินเข้าไปหาวิธูที่นั่งอยู่ในล็อบบี้ด้านใน สีหน้าปกติ ไม่ยินดียินร้ายอะไร วิธูหันมาเห็นซะก่อน ยิ้มกว้างดีใจมาก
       "หว้า"
       
        วิธูรีบลุกมาหาด้วยความดีใจที่สุด สลิลได้แต่ปั้นยิ้มจามมารยาทให้

ไฟในวายุ ตอนที่ 7
        สลิลหน้านิ่งเดินนำมาที่สวนสวยพร้อมคุยไปตามมารยาท วิธูเดินยิ้มแย้มตามไม่ห่าง
       "มาหาฉันถึงที่นี่ มีธุระอะไรรึเปล่า"
       "ไม่มีธุระอะไร แต่มาหาเพราะว่าคิดถึงได้รึเปล่าล่ะ"
       สลิลหยุดกึกหันมามอง วิธูส่งสายตาให้รู้ว่ายังมีเยื่อใย
       "อย่าพูดแบบนี้เลยค่ะ เดี๋ยวใครมาได้ยินจะเข้าใจผิด"
       วิธูจ๋อยไปที่สลิลไม่เล่นด้วย
       "ความจริงผมอยากมาปรึกษาหว้าเรื่องลูกหยีน่ะครับ"
       "มีปัญหากันเหรอ"
       วิธูถอนใจออกมา
       "เดี๋ยวนี้ลูกหยีเค้าเปลี่ยนไปมาก จู้จี้จุกจิก ขี้หึง เอาแต่ใจตัวเอง ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย วันๆ เอาแต่คอยชี้นิ้วสั่ง ควบคุมผมไปซะทุกเรื่อง อยากได้อะไรก็ต้องเอาให้ได้ดั่งใจ ผมปวดหัวไปหมดแล้ว ไม่รู้จะทำยังไงกับเค้าดี"
       สลิลแค่นยิ้ม
       "ลูกหยีไม่ได้เปลี่ยนไปหรอกค่ะ"
       วิธูแปลกใจ
       "นิสัยแย่ขนาดนี้หว้ายังว่าไม่เปลี่ยนอีกเหรอ"
       "นี่แหละค่ะคือนิสัยจริงๆ ของลูกหยี และต่อไปคุณจะได้เจออะไรที่น่าปวดหัวมากกว่านี้อีก"
       สลิลยิ้มนิดๆ เหมือนจะสมน้ำหน้าอยู่ในทีก่อนเดินนำไป วิธูฟังแล้วได้แต่ถอนใจทำหน้าเซ็งๆ ดูไม่มีความสุขเอาซะเลย ก่อนเดินตามไป
       
       ผ่านเวลาซักครู่ ละเวงนั่งทาเล็บในห้องพักโรงแรม อุศเรนที่กำลังคุยโทรศัพท์มือถืออยู่ที่มุมหน้าต่างห้องพัก
       "มีอะไรจะให้ผมทำเหรอครับคุณน้อย"
       ละเวงหยุดกึก เหล่มองไปทางอุศเรนสีหน้าสนใจอยากรู้
       "แกไปสั่งสอนไอ้ทแกล้วให้ฉันหน่อย รู้จักใช่มั้ย"
       "รู้จักครับ"
       ไกรกูณฑ์คุยโทรศัพท์มือถืออยู่ในรถ สีหน้าโกรธแค้น
       "แต่ไม่ต้องถึงตายนะ แค่สั่งสอนให้มันรู้สำนึกก็พอ ว่าอย่ามาลองดีกับคนอย่างฉัน เสร็จแล้วโทรกลับมารายงานฉันด้วย"
       ไกรกูณฑ์กดตัดสายไปพร้อมยิ้มมุมปากสะใจที่จะได้แก้แค้นคืน
       ละเวงรีบลุกมาซักอุศเรนทันที
       "คุณน้อยสั่งให้แกไปเล่นงานใคร"
       "ก็น้องชายเจ้าของไร่ชาที่ผัวพี่ติดใจอยู่นั่นไง แปลกนะ ชอบพี่สาวแต่ดันให้ไปซ้อมน้องชายเค้าซะงั้น"
       อุศเรนขำๆ ละเวงยิ้มพอใจ
       "คุณน้อยอาจจะไม่ชอบมันแล้วก็ได้ พูดแล้วก็ชักอยากเห็นหน้านังนั่นซะแล้วสิว่า จะสวยสู้ฉันได้มั้ย"
       ละเวงเชิดหน้านิดๆ มั่นใจว่าตัวเองสวยกว่าแน่นอน
       "เอาไว้วันหลังผมจะพาไปดูหน้า วันนี้ผมรีบไปทำงานให้คุณน้อยก่อน เกิดโมโหขึ้นมาแล้วจะเปลี่ยนใจมาซ้อมผมแทนมัน ผมจะซวย"
       อุศเรนเดินออกไปจากห้องพัก ละเวงอมยิ้มมั่นใจ ยักไหล่ไม่แคร์ เดินกลับไปนั่งทาเล็บต่อ
       
       ธราหน้าซีดเซียว เดินมาทรุดตัวนั่งลงที่โซฟาห้องโถงไร่วายุกูล เรียกลูกชายเสียงแผ่ว
       "น้อย...น้อย"
       วายุได้ยินเสียงธรา รีบเดินเข้ามาหา ถามอย่างเป็นห่วง
       "น้อยไม่อยู่หรอกครับ คุณท่านเป็นอะไรครับ"
       ธราปั้นหน้าป่วย
       "แม่ปวดหัวจังเลยใหญ่"
       "เดี๋ยวผมไปเอายามาให้นะครับ"
       วายุจะลุกไป แต่ธรารั้งไว้
       "ยาที่ได้จากโรงพยาบาลแม่กินแล้ว แต่ไม่เห็นดีขึ้นเลย ใหญ่ไปรับหมอภูผามาดูอาการให้แม่ดีกว่า"
       วายุคิด ลังเล
       "จะดีเหรอครับคุณท่าน หมอภูผาลาออกจากหมอประจำโรงพยาบาลมาตั้งนานแล้ว ตอนนี้ก็แค่รักษาโรคพื้นฐานทั่วไปให้กับคนละแวกนี้เท่านั้นเอง ผมว่าคุณท่านไปโรงพยาบาลจะดีกว่านะครับ"
       "แม่ไม่ไว้ใจหมอคนไหนเท่าหมอภูผา ใหญ่ไปรับหมอภูผามารักษาแม่เถอะนะลูก"
       "ก็ได้ครับ งั้นคุณท่านนอนพักตรงนี้ ห้ามลุกไปไหนนะครับ ผมจะไปตามคนงานมารอรับใช้คุณท่านที่หน้าระเบียง"
       ธราขยับตัวลงนอน
       "จ้ะ ใหญ่รีบไปเถอะ ไม่ต้องห่วงแม่หรอก"
       "ครับคุณท่าน"
       ธราอมยิ้มอย่างมีแผนการบางอย่างในใจ
       
       ผ่านเวลาสักครู่ รถของทแกล้วขับมาตามทางกลับไร่ขวัญแก้ว อุศเรนขี่มอเตอร์ไซด์ตามหลังมา แล้วเร่งเครื่องแซงขึ้นไป อุศเรนสวมแจ็คเก็ตและหมวกกันน็อกมิดชิด
       ไม่คาดคิด อุศเรนแกล้งปล่อยมอเตอร์ไซด์ให้ล้มตรงหน้ารถทแกล้ว ทิ้งระยะห่างที่คิดว่าทแกล้วน่าจะเบรกทัน ภายในรถ ทแกล้ว เหยียบเบรกจนตัวโก่ง แล้วรีบลงจากรถไปดู
       ทแกล้วช่วยประคองอุศเรนขึ้น
       "เป็นอะไรรึเปล่าครับ"
       ไม่คาดคิด อุศเรนจับทแกล้วเหวี่ยง แล้วเล่นงานชุดใหญ่ ทแกล้วไม่ทันตั้งหลัก พลาดท่า
       เจ็บตัวล้มไปกองกับพื้น
       ทแกล้วตะโกนถามออกไป
       "แกต้องการอะไร"
       อุศเรนยิ้มเย้ยหยัน
       "ก็จะมาสั่งสอนให้แกรู้สำนึกว่า อย่าทำอวดเก่งให้มันมากนัก"
       อุศเรนตามไปเตะเสยจนทแกล้วล้มหงายไป อีกฝั่งของถนน วายุขับรถมาเห็นเหตุการณ์พอดี ก็รีบจอดรถลงมาช่วยทแกล้ว อุศเรนเห็นวายุจำได้ รีบเผ่นซิ่งมอเตอร์ไซด์หนีไปทันที
       วายุมองตามอุศเรนที่ขี่มอเตอร์ไซด์หนีไปอย่างรู้สึกคุ้นมาก ก่อนจะรีบไปช่วยทแกล้ว
       "เป็นไงมั่งคุณแก้ว"
       "ผมไม่เป็นไร ขอบคุณมากที่มาช่วย"
       ทแกล้ววางฟอร์ม พยุงตัวลุกขึ้นเอง สีหน้ายังเจ็บจุกไม่หาย
       "มีเรื่องอะไรกันเหรอครับ"
       ทแกล้วสีหน้ามั่นใจ เจ็บแค้น
       "ผมไม่ได้มีเรื่องกับมัน แต่ผมรู้ว่าใครส่งมันมา"
       "ใครเหรอครับ"
       ทแกล้วจ้องหน้าวายุ
       "ก็น้องชายคุณน่ะสิ"
       วายุแปลกใจ
       "น้อยน่ะเหรอะ"
       "ก็ใช่น่ะซิ เมื่อเช้าผมเพิ่งมีเรื่องกับมันมา ถ้าไม่ใช่มันแล้วจะเป็นใคร ฝากไปบอกน้องชายคุณด้วยแน่จริงก็มาเจอกันตัวต่อตัว เป็นคนแท้ๆ อย่าทำนิสัยเป็นหมาลอบกัดยังงี้"
       ทแกล้วเดินกลับไปขึ้นรถ สีหน้าท่าทางยังเจ็บอยู่ วายุใช้ความคิดทบทวนเรื่องราวไปมา
       
       สลิลเดินออกมาส่งวิธูขึ้นรถที่จอดอยู่หน้าเรือนสำนักงาน
       "ยังไงคุณก็อดทนกับลูกหยีหน่อยก็แล้วกัน ไหนๆก็แต่งงานกันแล้ว มีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากัน"
       วิธูสีหน้าเบื่อๆ
       "ไม่รู้ว่าผมจะอดทนได้อีกนานแค่ไหนนะหว้า"
       ทันใดนั้นเสียงเขียวของเรืองตะวันก็ดังขึ้น
       "คุณวิธู"
       วิธูกับสลิลหันขวับไปทางต้นเสียงพร้อมกันทันที เรืองตะวันเดินหน้าตาบูดบึ้งเข้ามาหาทั้งคู่
       "นึกแล้วเชียวว่าคุณต้องมาที่นี่ ไหนบอกว่ามีนัดคุยงานกับลูกค้า แถมยังปิดมือถือหนีฉันอีก คิดจะรำลึกความหลังกับพี่หว้ารึไง"
       สลิลถอนใจออกมาอย่างเซ็งๆ
       "นี่ลูกหยี หยุดโวยวายแล้วฟังผมอธิบายบ้างได้มั้ย"
       "จะแก้ตัวกันว่ายังไงก็พูดมา"
       เรืองตะวันชายหางตามองสลิล เชิดหน้า รอฟัง สลิลไม่สบอารมณ์
       "พี่ไม่มีอะไรจะแก้ตัว เพราะพี่ไม่ได้ทำอะไรผิด"
       เรืองตะวันเหล่วิธูแล้วบอก
       “เชื่อได้เหรอะ แอบมาเขี่ยถ่านไฟเก่ากันถึงที่นี่ แน่ใจเหรอว่ามันจะไม่คุขึ้นมา”
       
        “หยุดหาเรื่องคนอื่นได้แล้วลูกหยี ไป...กลับบ้าน”
        

ไฟในวายุ ตอนที่ 7
        วิธูเข้ามาจับตัวเรืองตะวันจะพาขึ้นรถ วายุขับรถเข้ามาจอดทางด้านหลัง แล้วมองไปที่กลุ่มของสลิล เห็นมีการยื้อยุดกันอยู่เหมือนมีเรื่องกัน ก็รีบเดินเข้าไปหาสลิล ด้วยความเป็นห่วงอยากปกป้อง
       
                 วายุเข้ามายืนประกบข้างสลิล กระซิบถาม
                 “ลูกค้ามีปัญหาอะไรกันเหรอ”
                 สลิลกอดอกอย่างเซ็ง
                 “ไม่ใช่ลูกค้าหรอกค่ะ นี่น้องสาวกับน้องเขยหว้าเอง”
                 วิธูสงสัยว่า วายุเป็นใคร เห็นท่าทางสนิทสนมกับสลิล ก็แอบหวงเล็กน้อย ขณะที่เรืองตะวันมองวายุอย่างสนใจ เพราะรูปร่างหน้าตาดี ท่าทางภูมิฐาน เธอยิ้มสะใจ แกล้งพูดประชด
                 “สงสัยจะเป็นแฟนใหม่พี่หว้า หล่อดีนะ”
                 วิธูหยุดกึก หน้าบึ้งตึงขึ้นมาอารมณ์หมาหวงก้าง เดินหัวเสียนำออกไปขึ้นรถ เรืองตะวันตาขวางมองสลิลแล้วเดินปึงปังตามวิธูไปอาละวาดกันต่อ
                 สลิลถอนใจยาวออกมาก่อนหันถามวายุ
                 “คุณใหญ่มาทำอะไรคะเนี่ย”
                 “คุณท่านบ่นว่าปวดหัว เลยให้ฉันมารับคุณหมอภูผาไปดูอาการให้หน่อย”
                 “ความจริงคุณใหญ่โทร.มาบอกให้คุณลุงไปเองก็ได้นะคะ จะได้ไม่เสียเวลาขับรถมา”
                 “คุณท่านคงเกรงใจน่ะ เลยให้ฉันขับรถมารับคุณลุงด้วยตัวเอง”
                 “งั้นเราเข้าไปหาคุณลุงข้างในกันก่อนดีกว่าค่ะ”
                 สลิลจะเดินนำเข้าไป วายุเปรยขึ้น
                 “เมื่อกี้ตอนขับรถมา ฉันเจอทแกล้วถูกดักทำร้าย”
                 สลิลตกใจ ชะงัก หันมาซักทันที
                 “แล้วแก้วเป็นอะไรมากรึเปล่าคะ”
                 “โชคดีที่ฉันมาขัดจังหวะไว้ทัน  ก็น่าจะเจ็บใช่ย่อยล่ะ แต่ก็ยังมีแรงขับรถกลับไร่ไปเองได้ เธอไม่ต้องห่วงหรอก”
                 สลิลโล่งอก แต่ก็อดตำหนิด้วยความเป็นห่วงออกมาไม่ได้
                 “เพราะความใจร้อนวู่วามของเค้านั่นแหละ ไม่รู้ไปทำอะไรขวางหูขวางตาใครเข้าให้”
                 วายุมีสีหน้าสงสัย
                 “ฉันรู้สึกคุ้นๆ คนร้ายมากเลยนะ ท่าทางมันคล้ายๆ คนที่มาดักยิงฉัน มอเตอร์ไซด์ที่มันใช้ก็เหมือนกับคันที่เคยมาขู่เราคราวก่อน”
                 “ถ้าใช่คนเดียวกัน แล้วมันจะมาทำร้ายแก้วเพื่ออะไรคะ”
                 “แก้วมั่นใจว่าน้อยเป็นคนส่งคนมาทำร้ายเค้า”
                 สลิลอึ้ง มองหน้าวายุที่มีสีหน้าผิดหวังผสมเสียใจ
                 “ขอให้แก้วเข้าใจผิดทีเถอะ”
                 สลิลพยายามพูดในแง่ดี
                 “อย่าฟังแก้วมากเลยค่ะ แก้วไม่ชอบคุณน้อยอยู่แล้ว”
       วายุยิ้มบางแทนคำขอบใจให้สลิล แล้วตัดบท
                 “ไปหาคุณลุงกันเถอะ”
                 “ค่ะ” สลิลเดินนำไป หน้านิ่วคิ้วขมวด ไม่สบายใจ
        
                 ทแกล้วนั่งให้นวลขวัญทำแผลใส่ยาให้อยู่ที่ห้องโถงบ้านพัก ไร่ขวัญแก้ว สีหน้าเป็นห่วงน้องมาก
                 “เห็นหน้าคนร้ายรึเปล่าแก้ว”
                 “ไม่เห็นหรอก มันใส่หมวกกันน็อกไว้ แต่แก้วรู้ว่าคงเป็นลูกน้องไอ้น้อยนั่นแหละ มันคงโกรธเรื่องเมื่อเช้า”
                 “ถ้าไม่มีหลักฐานก็อย่าเพิ่งไปปรักปรำเค้าเลยแก้ว”
                 นวลขวัญทำแผลเสร็จแล้ว เก็บยาลงกล่อง
                 “ถึงขนาดนี้แล้วพี่ขวัญยังจะเข้าข้างมันอีกเหรอ ต้องรอให้แก้วตายก่อนใช่มั้ย พี่ขวัญถึงจะเชื่อคำพูดของแก้ว”
                 “ถ้าอย่างนั้นก็ไปแจ้งความไว้สิ ให้ตำรวจเค้าสอบสวน”
                 “ไม่ แก้วจะเอาคืนมันด้วยวิธีเดียวกับที่มันทำแก้ว”
                 ทแกล้วตอบหนักแน่น สีหน้าเจ็บใจ
                 “ถ้าเรื่องวันนี้เป็นฝีมือคุณน้อยจริง ก็คงเป็นเพราะ เมื่อเช้าแก้วไปยิงปืนขู่ฆ่าเค้าก่อน พี่เคยบอกแล้วใช่มั้ยว่าให้เลิกนิสัยวู่วาม แล้วเป็นไง เจ็บตัวเลยเห็นมั้ย  ดีนะที่เป็นแค่เท่านี้”
                 “แทนที่พี่ขวัญจะโกรธมัน กลับไปเข้าข้างมันซะงั้น”
                 “ถ้ายังไม่มีหลักฐานชัดเจน พี่ก็จะไม่กล่าวหาปรักปรำใครทั้งนั้นล่ะ แก้วขึ้นไปนอนพักก่อนไป เดี๋ยวพี่ไปเตรียมอาหารเย็นให้ เสร็จแล้วจะขึ้นไปเรียก”
                 นวลขวัญถือกล่องยาเข้าไปเก็บข้างใน ทแกล้วยังเจ็บแค้นใจ พึมพำ
                 “ถ้าไม่ใช่มันแล้วจะใคร”
                 ทแกล้วอาฆาต คิดหาทางแก้แค้นคืน
        
                 ธรานอนหน้าซีดเซียว เหมือนคนไม่สบายอยู่บนเตียงในห้องนอน ภูผาคอยตรวจอาการให้  โดยมีสลิลกับวายุยืนอยู่ข้างๆ  ภูผาปิดผ้าพันแผลที่หัวให้ธรา  สีหน้ากังวล เป็นห่วง
                 “แผลก็ไม่อักเสบนะครับ เกือบจะหายดีแล้วด้วยซ้ำ อาการไข้ก็ไม่มี  อาการปวดหัวไม่น่าใช่สาเหตุจากแผลแล้วล่ะครับ”
                 วายุเป็นห่วงมาก
                 “คุณท่านไปตรวจเช็คที่โรงพยาบาลให้ละเอียดดีกว่ามั้ยครับ”
                 “หมอภูผาอยู่ทั้งคนแม่ไม่เป็นไรหรอกใหญ่”
                 “แต่ว่า...”
                 ธราพูดขัดขึ้น
                 “แม่ไม่เป็นไรจริงๆ ใหญ่พาหนูลูกหว้าออกไปเดินเล่นข้างนอกก่อนไป แม่ขอคุยอะไรกับหมอภูผาหน่อย”
                 “ครับ”
                 วายุเดินนำสลิลพาออกไปข้างนอก
        
                 สลิลเดินตามหลังวายุออกมาจากห้องนอนของธรา
                 “คุณน้อยไม่อยู่เหรอคะ ไม่เห็นมาดูแลคุณป้าบ้างเลย”
                 “น้อยไม่ค่อยอยู่บ้านหรอก แต่ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าวันๆ นึงเค้าไปไหน ทำอะไรบ้าง แต่ก็คงจะไม่พ้นบ่อนนายกษิตนั่นแหละ”
                 “แม่ตัวเองป่วยทั้งคน แต่กลับไม่อยู่ดูแล แปลกคนจริงๆ”
                 สลิลเบ้หน้าหมั่นไส้ไกรกูณฑ์
                 “ไม่รู้คุณท่านเป็นอะไรกันแน่ บางวันก็ดีเหมือนคนปกติ แต่บางวันก็เกิดป่วยขึ้นมากะทันหันเหมือนอย่างวันนี้ ให้ไปโรงพยาบาลก็ไม่ยอมไป”
                 วายุสีหน้าเครียดมาก
                 สลิลพูดปลอบใจ
                 “มีคุณลุงอยู่ทั้งคน คุณใหญ่ไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะ  คุณป้าดูเชื่อคุณลุงมาก  ถ้าคุณลุงเห็นอาการไม่ดีจริงๆ คงต้องหาทางพาคุณป้าไปโรงพยาบาลจนได้แหละค่ะ”
       
                 วายุพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะหันมองไปทางห้องนอนธราอีกครั้ง เหมือนจะฝากความหวังไว้ที่ภูผา สลิลแอบอมยิ้ม ปลาบปลื้มชื่นชมวายุที่เป็นคนกตัญญูรักคุณธราทั้งที่ไม่ใช่แม่แท้ๆ

ไฟในวายุ ตอนที่ 7
        ภูผาถามธราด้วยสีหน้าสงสัย
       
                 “คุณธรามีเรื่องอะไรจะคุยกับผมเหรอครับ ถึงต้องให้คุณใหญ่กับลูกหว้าออกไปข้างนอกก่อน”
                 ธราปั้นหน้าเครียด
                 “ฉันไม่อยากให้ใหญ่รู้น่ะค่ะ กลัวเค้าจะไม่สบายใจไปมากกว่านี้”
                 ภูผายิ่งสงสัย
                 “มีเรื่องอะไรกันแน่ครับ”
                 “ความจริงแล้วฉันก็รู้ตัวนะคะที่ทรงๆทรุดๆ อยู่แบบนี้ก็เพราะความเครียด”
                 ภูผาถอนใจ
                 “ผมก็นึกอยู่แล้ว  คุณยังเครียดเรื่องอะไรอยู่ครับ”
                 “เรื่องที่ใหญ่ถูกลอบทำร้ายบ่อยๆ นี่ล่ะค่ะ ฉันเครียดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ  เผลอหลับไปทีไรก็จะฝันเห็นแต่ภาพใหญ่ถูกฆ่าตาย มีเลือดเต็มตัวไปหมด จนฉันไม่อยากหลับตาแม้แต่วินาทีเดียว” ธราพูดน้ำตาคลอและไหลซึมออกมา
                 ภูผาเห็นใจ เริ่มอินไปด้วย
                 “ผมว่าคุณธราคิดมากเกินไปแล้วล่ะครับ”
                 “จะไม่ให้ฉันคิดมากได้ยังไงล่ะคะ ก่อนดวงดาวจะสิ้นใจ เค้าฝากให้ฉันช่วยดูแลตาใหญ่ แต่ฉันกลับช่วยอะไรใหญ่ไม่ได้เลย แล้วนี่ก็ไม่รู้ว่าคนร้ายมันจะตามมาฆ่าแกงกันอีกเมื่อไหร่”
                 ธราร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมา ทำเป็นอัดอั้นกดดันซะเหลือเกิน ภูผาเห็นใจจนทนไม่ไหว ต้องกุมมือธราเอาไว้ แล้วพูดปลอบใจ
                 “คุณธราอย่าเพิ่งคิดอะไรในแง่ร้ายอย่างนั้นสิครับ ผมเชื่อว่าคุณใหญ่เอาตัวรอดได้อยู่แล้ว คุณรักษาตัวให้หายก่อนดีกว่า เรื่องคุณใหญ่ผมจะหาทางช่วยเอง”
                 ธรารีบซักอย่างร้อนใจ
                 “คุณจะช่วยยังไงคะ”
                 “ทุกอย่างที่ผมทำได้ ผมพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อความสบายใจของคุณ เพียงแค่คุณธราออกปากมาเถอะครับ”
                 ธรายิ้มปลื้มใจ
                 “ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณจริงๆ  เมื่อไหร่ที่ฉันต้องการความช่วยเหลือ  ฉันจะนึกถึงคุณเป็นคนแรก”          ธราเลื่อนมือไปจับกุมมือภูผามากุมไว้แนบอก ส่งสายตาอาวรณ์โหยหาซะเหลือเกิน หารู้ไม่ว่าถูกเลี้ยงไว้หลอกใช้ ภูผาหลงเคลิ้มในเล่ห์มารยา
        
                 เวลาเย็น สลิลที่แวะมาคุยกับทแกล้วซึ่งใบหน้ามีรอยฟกช้ำที่ระเบียงบ้านพักไร่ขวัญแก้ว
                 “เจ็บมากมั้ยแก้ว”
                 สลิลถามพลางเอานิ้วจิ้มๆ รอยช้ำที่หน้า ทแกล้วทำเป็นสะดุ้ง อ้อน
                 “โอ๊ย เจ็บสิ  แก้วเจ็บจะตายอยู่แล้ว”
                 “ไม่ต้องมาทำเป็นสำออยเลยย่ะ”
                 สลิลกระซิบกระซาบถาม
                 “แล้วแก้วได้บอกพี่ขวัญรึเปล่าว่าเป็นฝีมือคุณน้อย”
                 “บอกแล้ว แต่พี่ขวัญไม่เชื่อถ้าไม่มีหลักฐาน แก้วสงสัยอีกเรื่องนึงนะหว้า”
                 “เรื่องอะไร”
                 “ก็วันนี้ตอนที่ไอ้นักเลงคนนั้นมันมาซ้อมแก้ว คุณใหญ่ก็ผ่านมาช่วยแก้วพอดี เหมือนรู้”
                 “คิดมาก คุณใหญ่เค้าไปรับคุณลุงที่รีสอร์ตไปดูอาการคุณธราพอดี”
                 “บังเอิญเกินไปรึเปล่า บางทีข้อสันนิษฐานของแก้วอาจจะเป็นจริงก็ได้นะ ว่าสองพี่น้องนั่นกำลังวางแผนบีบให้พวกเรายอมขายไร่ให้พวกมัน”
                 สลิลคิดตาม แต่ไม่อยากเชื่อ
                 “หว้าไม่สงสัยเหรอว่า ทำไมคนที่ถูกลอบฆ่าครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างคุณใหญ่ถึงไม่ยอมไปแจ้งความ ถ้าไม่ใช่แผนการของพวกเค้าเอง”
                 สลิลชักคล้อยตามไปเล็กน้อย  สีหน้าใช้ความคิด ทแกล้วแอบยิ้มที่สลิลเริ่มเข้าทาง
                 “แก้วว่าเรามาช่วยกันสืบเรื่องนี้กันดีกว่า ว่าใครกันแน่ที่ต้องการฆ่าคุณใหญ่ แก้วว่าเรื่องนี้มันต้องมีตื้นลึกหนาบางมากกว่าที่เราเห็นแน่ๆ”
                 สลิลมีสีหน้าเห็นด้วยเพราะอยากรู้ความจริงอยู่เหมือนกันว่า ใครกันแน่ที่คิดฆ่าวายุ
        
                 บริเวณหน้าบ้านพักไร่วายุกูลตอนหัวค่ำ ไกรกูณฑ์ขับรถเข้ามาจอดพรืด แล้วเดินลงมาท่าทางอารมณ์ไม่ค่อยดี วายุเดินออกมาจากมุมมืด หลังจากนั่งซุ่มรอน้องชายกลับมาบ้านตั้งแต่เย็น
                 “วันนี้น้อยส่งคนไปทำร้ายทแกล้วใช่มั้ย”
                 ไกรกูณฑ์ตีหน้าไม่รู้เรื่อง โมโหกลบเกลื่อน
                 “อะไรกันคุณใหญ่ ทำไมเวลามีเรื่องทีไร คุณใหญ่จะต้องมากล่าวหาผมทุกที ถามจริงๆ เหอะ ในสายตาคุณใหญ่ น้องคนนี้มันมีอะไรดีบ้างมั้ย มันเคยทำอะไรถูกใจคุณใหญ่บ้างมั้ย”
                 “พี่ก็แค่ถามดีๆ ถ้าไม่ได้ทำก็คือไม่ได้ทำ ไม่เห็นต้องโวยวายเลย ทำแบบนี้ต้องการกลบเกลื่อนความผิดอะไรรึเปล่า”
                 วายุมองจับพิรุธ
                 “ถ้าอยากคิดอย่างนั้นก็ตามใจ ยังไงผมก็เป็นผู้ร้ายในสายตาคุณใหญ่ตลอดเวลาอยู่แล้ว”
                 ไกรกูณฑ์เดินหนีเข้าบ้านไป วายุจับตามองพฤติกรรมอย่างเก็บข้อมูล
        
                 ยามสายของวันใหม่ ณ ริมถนนเปลี่ยวแห่งหนึ่ง ซึ่งมีรถกระบะเก่าๆ คันหนึ่งจอดอยู่ก่อนแล้ว ครู่หนึ่งรถของไกรกูณฑ์ขับเข้ามาจอดเทียบ เขาก้าวลงจากรถ เช่นเดียวกับอุศเรนที่ก้าวลงจากรถกระบะเช่นกัน สองคนเดินเข้ามาหากัน
                 “คราวนี้คุณจะลงมือเองจริงๆ เหรอะ” อุศเรนถาม
                 “ใช่ ฉันอยากให้เรื่องนี้มันจบๆซะที”
                 อุศเรนมองอย่างไม่มั่นใจ ไม่คิดว่าไกรกูณฑ์จะทำได้ แต่ก็ไม่พูดอะไร ไกรกูณฑ์เดินไปขึ้นรถกระบะเก่าๆ ที่อุศเรนขับมา ส่วนอุศเรนก็เดินไปขึ้นรถของไกรกูณฑ์ สองคนขับรถแยกกันไปคนละทาง
        
        
                 วายุเดินลงมาจากชั้นบน ธราที่นั่งเขียนรายการอยู่ที่โซฟารับแขก  มีแก้วน้ำส้มคั้นตั้งอยู่ข้างๆ
                 “คุณท่านครับ ผมจะโทรให้เลขาจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินกลับกรุงเทพให้เลยนะครับ”
                 ธราชะงักไปเล็กน้อย
                 “ผมเห็นคุณท่านก็ค่อยยังชั่วขึ้นมากแล้ว  เราน่าจะกลับกันซะที”
                 ธราปั้นยิ้ม
                 “นี่วันศุกร์แล้วใช่มั้ย  กลับวันจันทร์ก็ได้ลูก  เสาร์อาทิตย์คนเยอะ”
                 “ก็ได้ครับ  แล้วจะให้ผมจองตั๋วให้น้อย”
                 ธราตัดบททันที
                 “เอ่อ วันนี้ใหญ่จะไปทำธุระที่ไหนรึเปล่าลูก”
                 “เปล่าครับ”
                 “งั้นช่วยออกไปซื้อของในเมืองให้แม่หน่อยสิ  ของฝากเพื่อนๆ แม่น่ะจ้ะ จะออกไปเองก็กลัวจะปวดหัวขึ้นมาอีก”
                 “ไม่เป็นไรครับ  เดี๋ยวผมจัดการให้เอง”
                 “ขอบใจจ้ะ  ฝากนายน้อยช่วยซื้อให้มาหลายวันแล้ว ไม่เห็นจะสนใจเลย นี่จ้ะ รายละเอียด  ใหญ่ลองอ่านดูก่อน ลายมือแม่หวัดไปหน่อย”
                 ธราพูดพลางส่งกระดาษโน้ตให้ วายุมานั่งอ่าน
                 “อ้ะ น้ำส้มลูก แม่คั้นเองกับมือ หวานเจี๊ยบเลย”
                 “ขอบคุณครับ”
                 วายุรับน้ำส้มไปดื่มพร้อมอ่านรายการสั่งซื้อของฝากไป ธราเหลือบตาดูวายุดื่มน้ำส้ม อมยิ้มร้ายกาจออกมาอย่างมีแผนการ
        
                 ผ่านเวลาศักพัก วายุขับรถมาตามทางโค้งของถนน จู่ๆ ก็รู้สึกมึนหัว ง่วงนอนมากผิดปกติ ตาพร่ามัว บังคับรถไม่ค่อยตรงทาง ทันใดนั้นโทรศัพท์มือถือของวายุก็ดังขึ้น เห็นเป็นเบอร์ที่ไม่ได้เมมไว้ วายุ สะบัดหัวไปมาอย่างมึนๆ     
                 “ฮัลโหล”
                 อุศเรนดัดเสียงบอก
                 “ตอนนี้ลูกหว้าอยู่กับฉัน ถ้าไม่อยากให้มันเป็นศพ ก็รีบขึ้นมาที่บนเขาเดี๋ยวนี้”
                 วายุกระชากเสียงถาม ด้วยความเป็นห่วงสลิลมาก
                 “แกจะทำอะไรลูกหว้า แกเป็นใคร ฮัลโหลๆๆ”
       
                 อีกฝั่งตัดสายไปแล้ว วายุรีบเลี้ยวรถอย่างเร็ว เปลี่ยนเส้นทางขึ้นไปบนเขาทันที ทั้งที่ยังมึนหัวอยู่

หน้าที่แล้ว
1 | 2 | 3 | 4
หน้าถัดไป
ข่าวล่าสุด ในหมวด
ไฟในวายุ ตอนที่ 10 จบบริบูรณ์
ไฟในวายุ ตอนที่ 9
ไฟในวายุ ตอนที่ 8
ไฟในวายุ ตอนที่ 7
ไฟในวายุ ตอนที่ 6
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
แสดงผลหน้าเดียว
จำนวนคนโหวต 1 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 1 คน
100 %
ยังไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย
0 %
ความคิดเห็นที่ 2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
กำลังสนุก ลุ้นๆๆ
รอหน้า 3 และ 4 นะ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 1 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ฝ่ายแม่ร้ายใช่เล่น
ลุ้นสนุกดีเรื่องนี้
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | ธุรกิจ | หุ้น | SMEs | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | โฆษณาบนเว็บ
All site contents copyright ©1999-2014