หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกละครออนไลน์ | ละครออนไลน์
ละครออนไลน์ ผู้ชนะสิบทิศ

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 33 จบบริบูรณ์

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 มกราคม 2557 17:26 น.
1 | 2
หน้าถัดไป
ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 33 จบบริบูรณ์
       ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 33 อวสาน
       
       สันเทโวและทหารขบถคุมตัวนันทวดีกับโชอั้วและนางข้าหลวง ออกมาจากท้องพระโรงในสู่ท้องพระโรงหน้า
        
       มีทหารขบถควบคุมขุนนางชายออกไปไว้ที่ลานกันขวักไขว่
       “มันกล้าดีอาจหาญก่อการขบถ พวกยะข่ายมันคืออสรพิษร้ายมิมีวันเลี้ยงเชื่อง” โชอั้วบอกอย่างแค้น
       “ขอทรงตั้งสติมั่นไว้ พวกมันทำอะไรเรามิได้ดอก” นันทวดีพูดเบาๆ “ลำพังตะละเจ้ามุขอายกับท่านสันเทโว คงมิมีกำลังพอจะยึดหงสาวดีได้ ทรงอย่ากลัว”
       นันทวดีไม่กล้าพูดต่อ กลัวเรื่องจะรั่วไปถึงฝ่ายตรงข้าม ทหารขบถชุดใหม่กรู่เข้ามากันอีกชุดใหญ่ ทุกคนหันไปมองตกใจ
       “ทุกคนอยู่ในความสงบ ห้ามเคลื่อนไหว
       โชอั้วแค้นใจลุกพรวดไปหาทั้งๆ ที่ไม่มีแรง นันทวดียั้งไว้
       “มุขอาย เจ้าเหิมเกริมเกินสตรีไปแล้ว ชั่ว”
       “อย่าโชอั้ว อย่า” นันทวดีมองสอยันปลายอย่างนึกไม่ถึง “เรานี้นึกมิถึงเลยว่าผู้ที่ให้การสนับสนุนพวกยะข่ายก่อการขบถ คือขุนวังสอยันปาย” สอยันปายนิ่งเงียบ “มุขอาย กรุงหงสาวดีนี้เป็นเมืองมงคล มิมีบุญญาธิการอย่าหวังว่าจะได้นั่งบัลลังก์เด็ดขาด”
       มุขอายยิ้มยั่ว เดินไปนั่งบนบัลลังก์ สอยันปายทรุดลงข้างบัลลังก์
       “บัลลังก์นี้คือของข้าพเจ้ากับท่านสมิงสอตุด ส่วนที่ของพวกท่าน ข้าพเจ้าจะให้ท่านสอยันปายจัดให้ใหม่”
       โชอั้วระงับความโกรธไม่อยู่ลุกพรวดไปหา ทหารกั้นไว้
       “คอยดู พระเจ้าอยู่หัวเสด็จถึงหงสาวดีเมื่อไหร่ พวกแกจะถูกตัดหัวหมดทุกคน”
       “ตะเบงชะเวตี้คงจะสิ้นบุญก่อนได้เข้ากรุงหงสาวดีแล้ว”
       นันทวดีและโชอั้วมีสีหน้าตกใจที่ได้ยินมุขอายพูดเช่นนั้น
       “ใครทำอะไรพระเจ้าอยู่หัว”
       “เป็นไปมิได้ จะเด็ดมิมีวันปล่อยให้ใครทำร้ายพระเจ้าอยู่หัวได้”
       “บุเรงนองของท่านก็จะมิมีวันกลับมาเหยียบกรุงหงสาวดีอีกเช่นกัน” ทุกคนตกใจ หน้าซีด “บัลลังก์นี่จะรอท่านสมิงสอตุดกลับมานั่งคู่กับข้าพเจ้า เมื่อทำพิธีปราบดาภิเษกแล้ว หากผู้ใดร้องขอชีวิต ข้าพเจ้าก็จะปล่อยผู้นั้นไป”
       นันทวดีจ้องมองมุขอายอย่างเจ็บแค้น มุขอายนั่งอยู่บนบัลลังก์มองมาอย่างเย้ยหยั่น
       
       ทะกยอดินและเหล่าทหารยืนเต็มลาน จันทราเดินนำกุสุมาและคนอื่นๆ ออกมา มีเชงสอบู อเทตยาตามมาส่ง แต่ละนางพยายามกลั้นน้ำตาไว้ด้วยสงสารจันทรา
       “ข้าพเจ้าพร้อมแล้วท่านทกะยดิน พาเราไปเฝ้าพระเจ้าเมงบาเถิด”
       ทะกยอดินและทหารพากันถวายบังคม
       “ข้าพเจ้าละอายใจเหลือเกิน ที่ต้องยอมนำตะละแม่ออกไปเฝ้าพระเจ้าเมงบา หากความตายของข้าพเจ้าแลกกับการนี้ได้ ข้าพเจ้าจะขอออกไปให้พวกยะข่ายมันตัดหัวบัดเดี๋ยวนี้”
       “อย่าเลย ท่านยังต้องอยู่แก้ไขเหตุการณ์บ้านเมืองให้รอดได้อยู่ ข้าพเจ้าเป็นสตรีพระเจ้ายะข่ายคงมิยอมเสื่อมเกียรติประหารสตรีดอก การนี้เป็นเพียงข้าพเจ้าช่วยชะลอเหตุไว้เท่านั้น หากมิออกไปพวกยะข่ายคงปีนกำแพงเข้ามาแน่”
       “ขอให้พี่ท่านรอดปลอดภัย อย่ามีผู้ใดทำร้ายพี่ท่านได้”
       เชงสอบู กับอเทตยาและนางข้าหลวง ทรุดลงกราบจันทราร้องไห้
       “ไปกันเถิด”
       ทะกยอดินเดินนำจันทราตรงไปที่ประตูรั้ว ทันใดนั้นกันทิมากับคนงานตีดาบก็พรวดปีนกำแพงอีกด้าน เข้ามาทรุดลงกับพื้นขวางทางไว้
       “ช้าก่อนตะละแม่”
       “กันทิมา/แม่กันทิมา”
       “ข้าพเจ้ามารับตะละแม่ทั้งหมด หนีออกจากตองอู” ทุกคนยังยืนงงอยู่ “ขอท่านทะกยอดินจงรบยื้อศึก เพื่อถ่วงให้ข้าพเจ้ามีเวลาพาตะละแม่หนีไปให้ไกลที่สุดเถิด ข้าพเจ้าขออารักษ์ขาถวายชีวิตแด่ตะละแม่เอง”
       จันทรายืนมองกันทิมาด้วยความซาบซึ้ง กุสุมาเข้ามาหาจันทรา
       “เราคงมิมีทางเลือกดีกว่านี้แล้วพี่ท่าน”
       “หากท่านตกเป็นองค์ประกัน ต่อให้บุเรงนองมีทหารอยู่นับแสนก็มิยอมเอาชนะพวกยะข่ายเด็ดขาด”
       ทะกยอดินเข้ามาหา สีหน้าเด็ดเดี่ยวขึ้น
       “ขอตะละแม่รีบเสด็จเถิด รบครั้งนี้ข้าพเจ้ามิกลัวตายแล้ว”
       “ขอท่านต่อสู้แต่เพียงป้องกันพระนคร ข้าพเจ้าจะรีบหาทางส่งข่าวไปแจ้งท่านบุเรงนองและเมืองแปรให้ส่งทหารมาช่วยโดยเร็ว” จันทราบอก
       
       กระโจมพักชั่วคราวค่ายทหารมังตรา เยมส์กำลังคุมซ้อมยิงปืนใหญ่อยู่
       “ปืนใหญ่ยิง”
       แสงเพลิงระเบิดออกจากกระบอกปืนดูน่ากลัว ทหารหงสาที่ซ้อมอยู่พากันหัวเราะสนุกสนานเพราะบางคนกลัวมาก จนกระทั่งเห็นมังตราประทับยืนหน้าพลับพลาเต้นท์ชั่วคราวทอดพระเนตรอยู่อย่างพอใจ สมิงสอตุดกับพยัตตะบะคอยถวายน้ำโสมอย่างเอาใจ จะเด็ดยืนมองอยู่กับจาเลงกาโบห่างออกมาอย่างไม่พอใจ
       “ดูพระองค์จะทรงพระเกษมสำราญเกินไปแล้ว”
       มังตราเริ่มหายใจไม่ทันขึ้นมาอีก โบกพระหัตถ์ให้มหาดเล็กพาไปนั่งในพลับพลา
       “ไปในพลับพลาดีกว่า ตรงนี้ลมแรงเกินไป”
       สมิงสอตุดแอบยิ้ม แล้วช่วยพามังตราเข้าไปในพลับพลา
       “ข้าพเจ้าคิดว่าข้าพเจ้าสุดทนแล้ว หากมิจัดการให้พระเจ้าอยู่หัวนิวัตหงสาวดีโดยเร็ว อาจจะเกิดเรื่องร้ายได้” จะเด็ดบอกกับจาเลงกาโบ
       “ระวังด้วยนะพระอุปราช พระเจ้าอยู่หัวมิทรงฟังพวกเราแล้ว”
       จะเด็ดเดินเข้าไปหามังตรา จาเลงกาโบมองตามอย่างหนักใจ มังตราอยู่ในอาการเมามาย มีพยัตตะะกับสมิงสอตุดเฝ้าถวายงานอยู่ จะเด็ดเดินหน้าขมึงถึงมาฉวยแก้วที่พยัตตะบะกำลังจะถวายทิ้ง
       “ไป ทุกคนออกไป หาไม่กูจะกุดหัวพวกมึงให้หมด” ทุกคนตกใจรีบออกไป มังตราหัวเราะชอบใจที่เห็นจะเด็ดโกรธ “ทำไมพระองค์ไม่เสด็จกลับหงสาวดี”
       “กลับไปให้ไพร่ทหารมันหัวเราะเยาะเอาหรือ ใครๆ ก็รู้ว่าเราแพ้ศึก”
       “แพ้ตรงไหน เราเลิกทัพเพราะพระเจ้ากรุงโยเดียยอมเจรจาสงบศึก เท่ากับเรายังชนะอยู่”
       “เรายกไพร่พลไปไกลตั้งหลายหมื่นลี้ แม้แต่เท้าสักข้างก็ไม่อาจเข้าไปเหยียบภายในกำแพงเมืองโยเดียได้ อย่างนี้หรือเรียกว่าชนะ”
       จะเด็ดคุกเข่าลงอย่างเสียใจ
       “วันนี้ข้าพเจ้าถือเป็นเสมือนวันสุดท้าย ที่จะมีชีวิตให้ตะเบงชะเวตี้ช่วงใช้ เพลิงพิโรธที่สุมในอกน้องท่าน ข้าพเจ้าจะไม่มีวันให้เกิดขึ้นอีก”
       มังตรามองจะเด็ดอย่างขมขื่น
       “คนร้อยลิ้นเล่ห์กระเท่อย่างท่านเราตามมิทันดอก”
       “สิ่งที่จะพูดต่อไปนี้ ขอให้น้องท่านรู้เถิดว่าข้าพเจ้านี้ควักออกจากในอกพูดอย่างพี่พูดกับน้อง”
       “เราจะกินเหล้า ท่านจะไปไหนก็ไป”
       มังตราเดินจะไปรินเหล้า จะเด็ดไปแยกจอกมา
       “สิ่งที่น้องท่านพิโรธอยู่นี้หาได้เกิดเพราะสาเหตุอื่นดอก แต่เกิดจากความริษยาข้าพเจ้าจากในอกต่างหาก”
       มังตราหัวเราะกลบเกลื่อน
       “เราริษยาท่านแล้วจะปูนยศให้ท่านขึ้นเป็นอุปราชทำไม เราอยากให้ท่านเป็นถึงพระเจ้าตองอูด้วยซ้ำ”
       “ปฐมเหตุก็เพราะท่านอับอายผู้คนเมื่อครั้งแพ้ศึกแปร ทหารถูกล้อมตายเกือบหมดทัพ แต่ข้าพเจ้ากลับได้แปรโดยใช้กำลังทหารน้อยกว่า ส่วนหงสาวดีหรือเมาะตะมะนี้ ที่ได้มาก็เพราะข้าพเจ้าเป็นผู้ทำศึกถวาย ท่านหมายจะไปตียะข่ายแก้หน้าโดยมิยอมให้ข้าพเจ้าร่วมทัพ แต่กลับได้เมืองยะข่ายมาโดยมิได้ทำศึก แล้วไปทำศึกโยเดียนี่ก็เพราะมั่นพระทัยว่ามีกองปืนใหญ่ของพวกหนังขาว แต่ต้องกลับกรุงหงสาวดีมือเปล่า จึงยิ่งทำให้น้อยใจริษยาข้าพเจ้าหนักขึ้นจนไม่กล้าเข้าหงสาวดี”
       “ท่านมายั่วให้เราโกรธ อยากตายใช่ไม๊”
       มังตรากระชากดาบที่บรรจุกระดูกมหาเถรไว้หมายจะฟันจะเด็ด จะเด็ดยืนให้ฟันนิ่งแต่มังตราหยุดใจไว้ทัน แล้วเดินหนี
       “ท่านใจฝ่อ เพราะแท้จริงในใจน้องท่านรักและเมตตาข้าพเจ้ายิ่งกว่าผู้ใด” มังตราน้ำตาคลอ
       “ท่านเจตนาหยามเราซึ่งหน้า เพราะรู้ว่าเรารักใช่ไม๊”
       จะเด็ดคลานเข้ามากราบเท้ามังตราร้องไห้ มังตราก็ร้องไห้เหมือนกัน
       “หากมิพูดกันให้สิ้นวันนี้ ต่อไปข้างหน้าน้องท่านก็จะมองข้าพเจ้าข้างร้ายตลอดไป” มังตรากลั้นน้ำตาเดินหนี
       “กลับไปหงสาครั้งนี้ท่านจงไปอยู่ตองอูเสีย จะมาอีกทีก็ขอให้ข้าพเจ้าตายก่อน” จะเด็ดน้ำตาตก
       “มังตรา น้องท่านอยู่ในตำแหน่งหาคนเทียบกุศลบารมีมิได้ แล้วทำไมไม่ทำดวงจิตให้เป็นสุขเพราะเสวยกุศลบารมี”
       “เราบอกให้ออกไป”
       “ข้าพเจ้ามีสิ่งสำคัญจะพูดให้ท่านทวีความริษยา เพื่อจะได้ประหารข้าพเจ้าให้สิ้นเสียที”
       มังตราหันกลับมาตาขวาง
       “อย่าท้าเรา จะเด็ด”
       จะเด็ดจ้องตามังตรานิ่ง
       “ข้าพเจ้านี้ หากจะเทียบยศบุเรงนองเบื้องหน้าแล้ว นับว่าความรุ่งเรืองปัจจุบันนี้ยังน้อยนัก เพราะมหาเถรได้ทำนายว่าชะตาชีวิตข้าพเจ้าจะได้เป็นถึง บุเรงนองมหาจักรพรรดิ์ ครองทั้งสุวรรณภูมิ”
       มังตราโกรธจนคลั่งร้องไห้ดังลั่นแต่ไม่กล้าฟันจะเด็ด สุดท้ายขว้างดาบออกไป เฉียดจะเด็ดไปนิดเดียว
        
       ดาบพุ่งปักกับพื้นอย่างแรง

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 33 จบบริบูรณ์
       “เนื้อแท้พระมหาเถรมังสินธูอุ้มชูท่าน เพราะจะให้มากบฏแข่งบุญกับเรานี่เอง”
       
       “มิจริงตามนั้น พระคุณเจ้าบังคับให้ข้าพเจ้าให้สัตย์สาบานไว้ถึงสองหนว่า เบื้องหน้ารอยบุญตัวจะรุ่งเรืองขึ้นฉันใดก็ดี จะต้องมิคิดแย่งเศวตรฉัตรมังตรา ข้าพเจ้ากระทำตามคำสาบานนี้ทุกวัน” จะเด็ดหันไปดึงดาบขึ้นมาส่งถวายมังตรา “หากน้องท่านยังระแวงสิ่งใดในตัวข้าพเจ้า ก็จงประหารเถิด”
       มังตรากระชากดาบมาแล้วขว้างทิ้งอีกครั้ง คราวนี้ทรุดลงกอดจะเด็ดร้องไห้เป็นเด็กๆ
       “ข้าพเจ้ารักพี่ท่า อภัยข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าผิดไปแล้ว”
       จะเด็ดกอดมังตราเหมือนตอนยังเป็นเด็กๆ ด้วยกัน
       “พรุ่งนี้ ข้าพเจ้าจะจัดทัพเข้ากรุงหงสาวดีถวายน้องท่านให้ยิ่งใหญ่อย่างพระมหาจักรพรรดิ์ผู้ชนะศึก เราจะกลับกรุงหงสาวดีด้วยกัน”
       พี่น้องสองคนกอดกันร้องไห้ แต่แล้วมังตราก็อ่อนแรงหายใจช้าลง
       “พี่ พี่ท่าน ข้าพเจ้า หายใจ มิออก”
       “มังตรา มังตรา”
       
       นอกพลับพลากระโจมมังตรา กองทหารยืนยามเฝ้าพลับพลาอย่างเข้มแข็ง หมอหลวงวิ่งเชิญพระโอสถเข้าออกพลับพลากระโจมกันวุ่นวาย
       ในพลับพลากระโจม มังตราประทับนอนบนพระแท่นพระอัสสาสะ-ปัสสาสะรวยริน หมอหลวงนำพระโอสถเข้ามาถวาย จะเด็ด จาเลงกาโบ พยัตตะบะ เฝ้าดูพระอาการอยู่ใกล้ๆ หัวหน้าหมอหลวงที่จับชีพจรอยู่หันมาบอกจะเด็ด
       “พระหทัยเต้นช้าเหลือเกิน”
       “พระองค์ประชวรด้วยพระโรคอันใด”
       หมอหลวงหยิบแก้วบรั่นดีดู
       “ยังไม่แน่ใจ น่าจะ…”
       สมิงสอตุดเดินถืออาวุธเข้ามากับกองทหารโปรตุเกส
       “พระเจ้าอยู่หัวพระอาการเป็นเช่นไรบ้าง”
       จะเด็ดโกรธที่เสียรู้ บังคับหมอหลวงบอก
       “บอกมาหมอหลวง ในแก้วนั้นมีอะไร”
       สมิงสอตุดยืนจ้องนิ่ง หมองหลวงบอกเสียงสั่น
       “ในแก้วน้ำโสมนี้มีธาตุอันตราย”
       จะเด็ดแค้นใจที่สุด ลุกขึ้น
       “จาเลงกาโบพี่ท่าน อย่าให้ผู้ใดออกจากกระโจมนี้เด็ดขาด พระเจ้าอยู่หัวถูกพวกมันวางยา”
       จาเลงกาโบชักดาบลุกขึ้นทันที เยมส์กับทหารโปรตุเกสที่ยืนรักษาการอยู่หน้ากระโจม ยกปืนเล็งไปที่จาเลงกาโบทันที จาเลงกาโบกางดาบกันทางเข้าไว้
       “ทหาร ป้องกันกระโจมที่ประทับไว้ อย่าให้ใครเข้าไป”
       จาเลงกาโบตะโกนสั่ง ส่วนภานในกระโจม จะเด็ดหันมามองทางพยัตตะบะที่นั่งตัวสั่นงันงกอยู่กับที่ จะเด็ดคว้าทวนเดินเข้าไปหา
       “มึงใช่ไม๊ไอ้พวกหนังขาว”
       พยัตตะบะกลัวมาก ถอยหนีมองหาสมิงสอตุด
       “ท่านสมิงสอตุดช่วยข้าพเจ้าด้วย”
       “พี่ท่านคุมตัวมันไว้”
       จะเด็ดบอกแล้ววิ่งออกมาจากพลับพลาพร้อมอาวุธ
       ลานสมรภูมิ ห่างจากพลับพลาเต้นท์ออกมา สมิงสอตุดยืนชูตราพระราชลัญจกรอยู่กับทหารโปรตุเกส ทหารทั้งกองยืนมองงงๆ
       “ทหาร บัดนี้พระเจ้าอยู่หัวได้แต่งตั้งให้เราเป็นผู้บัญชาการทัพแล้ว บุเรงนองและพวกก่อการกบฏลอบวางยาปลงพระชนม์พระเจ้าอยู่หัว จงช่วยกันจับมันประหาร”
       “อย่าฟังมัน มันใส่ความพระอุปราชบุเรงนอง มันต่างหากที่ขบถ”
       “เรามีตราพระลัญจกร เพลานี้เราให้กองปืนใหญ่ล้อมกองทัพทั้งสิ้นไว้แล้ว”
       บนเนินไกลออกไป เยมส์คุมกองทหารโปรตุเกสเข็นปืนใหญ่ขึ้นมาเต็มเนินเขา ล้อมพลับพลาเต้นท์ไว้ ทหารทั้งหมดกลัว เริ่มลังเล
       “หากผู้ใดไม่ทำตามคำสั่งเรา เราจะยิงทิ้งให้หมด ขอพวกท่านเลือกเอาว่าจะอยู่ข้างใคร” สมิงสอตุดมองยิ้มๆ เดินไปขึ้นม้า พวกทหารยืนงง ไม่รู้จะอยู่ข้างใครดี สมิงสอตุดหันไปมองพวกทหาร “หากใครมิอยากถูกปืนใหญ่ยิงถล่มจะมาอยู่ข้างเรากองปืนใหญ่ให้ตามเรามา”
       สมิงสอตุดควบม้าออกไป ทหารบางส่วนวิ่งตาม ทหารบางส่วนแยกตัวออกมาล้อมกระโจมพลับพลาไว้จนแน่นเหมือนกำแพง
       สมิงสอตุดควบม้าผ่านทุ่งสมรภูมิขึ้นไปบนเนินเคียงข้างกองปืนใหญ่ แล้วหัวเราะชอบใจ
       “ดี จะได้ตายเสียให้พร้อมๆ กัน กองทหารปืนเข้าประจำที่”
       พวกที่วิ่งตามมาเข้าอารักษ์ขาสมิงสอตุด
       ส่วนที่หน้ากระโจมพลับพลา จาเลงกาโบยืนถือดาบนิ่งอยู่หน้ากองทหารอาวุธมีคมธรรมดา แต่พร้อมที่จะตาย
       “ผู้ใดยังจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัว จงถวายชีวิต”
       จะเด็ดบอกทำท่าเหมือนจะออกไปสู้กับสมิงสอตุด
       “อย่า น้องท่าน พระอาการพระเจ้าอยู่หัวสำคัญกว่า” จาเลงกาโบบอก จะเด็ดรีบวิ่งกลับเข้าไปในพลับพลาเต้นท์ จาเลงกาโบยืนกันทางเข้าไว้
       
       ในพลับพลากระโจม มังตรานอนพระพักตร์ซีดมาก พยายามไขว่คว้าหาจะเด็ด จะเด็ดรีบวิ่งมาหา
       “จะเด็ด พี่ท่าน”
       “ข้าพเจ้าอยู่นี่”
       จะเด็ดทรุดลงหมอบเฝ้าอยู่ข้างๆ
       ลานหน้าพลับพรากระโจม จาเลงกาโบถือดาบยืนจังก้าป้องกันกระโจมพลับพลาอย่างถวายชีวิต มีทหารหงสาวดียืนอยู่เต็มลาน
       ในพลับพรากระโจม มังตราจับมือจะเด็ดไว้ พยายามจะพูด
       “ความริษยาของข้าพเจ้า ทำร้ายตัวเองยังไม่พอ ยังทำลายพุกามด้วย”
       “อย่าโทษพระองค์เองเช่นนี้”
       “ข้าพเจ้าคงไม่ได้กลับไปเห็นหงสาวดีอีกแล้ว”
       “พี่จะพาน้องท่านกลับไปให้ได้”
       “อภัยข้าพเจ้าด้วย”
       “พี่ไม่เคยโกรธน้องท่านเลย ถึงตัดศีรษะพี่ไปเดี๋ยวนี้พี่ก็ไม่โกรธ พี่นี้คือข้าบาทของน้องท่าน” มังตราลูบหัวจะเด็ด
       “พระอาจารย์มังสินธูทำนายชะตาไว้ถูกต้อง บุญข้าพเจ้าได้เป็นพระเจ้าหงสาวดีก็นับว่าสูงสุดแล้ว ขอพี่ท่านนั่งบัลลังก์ได้เป็นพระเจ้าสิบทิศ แทนข้าพเจ้าด้วย”
       จะเด็ดร้องไห้พูดไม่ออก มังตราเอื้อมมือมาจับศีรษะจะเด็ดลูบเบาๆ
       บนเนินเขา สมิงสอตุดยืนบัญชาการอยู่ข้างปืนใหญ่กับเยมส์และพยัตตะบะ
       “กองปืนใหญ่ ยิง”
       สมิงสอตุดตะโกนสั่ง ปืนใหญ่ทั้งหมดระดมยิงออกไปอย่างรุนแรง หลายนัด
       ทหารที่ล้อมกระโจมพลับพลาอยู่โดนระเบิดลูกปืนใหญ่ตายลงอย่างมากมาย จะเด็ดหันมามองจาเลงกาโบ จาเลงกาโบวิ่งบุกนำออกไปทหารทั้งหมดวิ่งตามไป
       “ถวายชีวิตแก่พระเจ้าอยู่หัวเถิดพวกเรา”
       
       ปืนใหญ่ยังระดมยิง ทหารที่ตามจาเลงกาโบมาถูกระเบิดปืนใหญ่ล้มตายระเนระนาด
       ในพลับพรากระโจม จะเด็ดร้องไห้อยู่ข้างๆ มังตรา มือมังตราค่อยๆ ตกลงจากหัวจะเด็ด จะเด็ดตกใจ ดึงมังตรามากอดไว้แน่น
       “มังตรา มังตรา”
       
       ทุ่งสมรภูมิ เต็มไปด้วยระเบิดและควันโขมง ทหารที่วิ่งตามจาเลงกาโบไปโดนลูกปืนใหญ่ล้มตายลงเรื่อยๆ
       บนเนินกองปืนใหญ่ สมิงสอตุดหัวเราะชอบใจขณะที่ปืนใหญ่ยิงไปเรื่อยๆ
       จะเด็ดถือทวนเดินออกมาจากกระโจมน้ำตานองหน้า หยุดพนมมือไหว้ฟ้า
       “หากข้าพเจ้าจะได้เป็นจักรพรรดิ์แห่งพุกามประเทศ ดังคำทำนายแล้ว ขอเทพยาดาฟ้าดินจงปกปักษ์รักษาข้าพเจ้าด้วย หากคำทำนายมิศักดิ์สิทธิ์ ข้าพเจ้าขอสิ้นชีวิตในศึกนี้”
       อยู่ๆ ลมก็พัดขึ้นมาเฉยๆ เสียงท้องฟ้าคำรามดังสนั่น ท้องฟ้ามีเมฆเคลื่อนมาอย่างรวดเร็ว มีสายฟ้าผ่าและฟ้าแลบน่ากลัว ตรงที่จะเด็ดยืนอยู่เริ่มมีฝนตกลงมา จะเด็ดวิ่งไปขึ้นม้าที่ผูกอยู่ใกล้ๆ ควบออกไป
       กองปืนใหญ่ที่สมิงสอตุดยืนอยู่กับเยมส์ ฝนตกลงมาอย่างแรง ปืนใหญ่เริ่มหยุดยิงที่ละกระบอกๆ
       จะเด็ดควบม้าฝ่าระเบิดลูกปืนใหญ่มาในขณะที่ฝนตก ทหารกองปืนใหญ่พากันทิ้งปืนใหญ่วิ่งหนี
       “ฉิบหายแล้ว”
       “ยิงเข้าไปซิ หยุดทำไม”
       “จะยิงได้อย่างไร ดินปืนเปียกหมดแล้ว”
       สมิงสอตุดตกใจ หันไปมองจะเด็ดแล้วตะโกนสั่ง
       “ทหารสู้ตาย”
       ทหารที่ยังเหลือวิ่งเข้าประจัญบานต้านพวกจาเลงกาโบไว้ จะเด็ดควบม้าล้ำหน้าจาเลงกาโบขึ้นมาเรื่อยๆ
       สมิงสอตุดหันไปคว้าปืนยาวที่ทหารทิ้งไว้ขึ้นมายิง แต่หยิบกระบอกไหนก็ยิงไม่ออก พวกเยมส์กับพยัตตะบะวิ่งหนีขึ้นเนิน แต่เจอพวกจาเลงกาโบบุกเข้ามาทัน ทหารและจาเลงกาโบเข้าเข่นฆ่าทหารของพวกเยมส์ทันที สมิงสอตุดหันไปเห็น รีบขึ้นม้าควบหนีลงทุ่งไปอีกด้าน
       จะเด็ดควบม้าตามสมิงสอตุดไปอย่างกระชั้นชิด สมิงสอตุดชักดาบออกสู้ แต่สู้ไม่ได้ก็ควบม้าหนีอีก จะเด็ดควบม้าตามจนได้จังหวะ จึงตัดสินใจพุ่งทวนออกไป ทวนพุ่งไปปักหลังสมิงสอตุดอย่างจัง
       ม้าสมิงสอตุดยังคงวิ่งไปในขณะที่สมิงสอตุดยังคงชูดาบค้างอยู่
        
       สายฟ้าผ่าลงที่ปลายดาบสมิงสอตุดอย่างแรง

1 | 2
หน้าถัดไป
ข่าวล่าสุด ในหมวด
ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 33 จบบริบูรณ์
ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 32
ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 31
ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 30
ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 29
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
แสดงผลหน้าเดียว
จำนวนคนโหวต 1 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 1 คน
100 %
ยังไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย
0 %
ความคิดเห็นที่ 1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ขอบคุณค่ะ
ชอบอ่าน
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | ธุรกิจ | หุ้น | SMEs | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Public Law | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | โฆษณาบนเว็บ
All site contents copyright ©1999-2014