หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกละครออนไลน์ | ละครออนไลน์
ละครออนไลน์ หางเครื่อง

หางเครื่อง ตอนที่ 1

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 กุมภาพันธ์ 2557 05:34 น.
1 | 2 | 3 | 4
หน้าถัดไป
หางเครื่อง ตอนที่ 1
       หางเครื่อง ตอนที่ 1
       
       เวทีแสดงดนตรีขนาดใหญ่ แลเห็นแสงไฟสาดส่องวิบวับน่าตื่นตา ตั้งอยู่กลางงานเลี้ยงงานหนึ่ง เสียงดนตรีเพลงลูกทุ่งจังหวะคึกคักเร้าใจดังกระหึ่มขึ้น แดนเซอร์ที่ตั้งแถวรออยู่สองข้างทยอยกันเดินออกมาที่หน้าเวทีตามสเต็ปท์ นักร้องนำเดินตามออกมาเต้นอย่างเมามันส์ตรงกลางของเวที
       
       นักร้องนำเต้นมันส์กว่าแดนเซอร์อีก จนแดนเซอร์ค่อยๆ หยุดเต้นมองนักร้อง เสียงผู้ชมด้านล่างส่งเสียงกรี๊ดเชียร์ บ้างก็วิ่งออกมาคล้องพวงมาลัยติดแบงก์หลายสีให้ที่คอนักร้อง นักร้องนำที่กำลังเต้นลืมตายอยู่เป็น เดือน งามพร้อม นั่นเอง เดือนร้องเพลงไปได้ท่อนหนึ่ง โฆษกประจำวงเดินออกมาจากด้านข้างเวที
       “และนี่คือนักร้องขวัญใจชาวไร่ “เดือน งามพร้อม” ครับ”
       เดือนยิ้มหวานโค้งคำนับขอบคุณผู้ชม เสียงหนึ่งดังโดดออกมาจากกลุ่มคนดู
       “นังเดือน! นังเดือน!” เดือนสะดุ้งตกใจ เห็นช้อย ผู้เป็นมารดาเดินขึ้นเวทีมา “นังนี่ งานการไม่ทำ นังเดือน”
       
       เดือนเหมือนสะดุ้งตื่นขึ้นพบว่าตัวเองอยู่ที่แผงขายปลากลางตลาดสด ในมือถือปลาตายตัวใหญ่ต่างไมโครโฟนอยู่
       “นังเดือน” ช้อยคว้าถุงปลาจากมือเดือนยื่นให้ลูกค้าแล้วรับเงินมาจ่อที่หน้าเดือน “จะถือไว้ทำไมฮ้า ให้ ๆ เขาไปแล้วก็เอาตังค์มา แค่เนี้ยะ”
       เดือนทำหน้าเหย คอย่น
       “แม่อ่ะ ขัดจังหวะอย่างนี้ทุกทีเลย คนกำลังเพลิน”
       ช้อยเท้าสะเอวส่ายหัวมองหน้าเดือนอย่างระอา
       “อยู่ในโลกของความเป็นจริงซะบ้าง วัน ๆ เอ็งจะเอาแต่ฝันไปถึงไหนกัน” ช้อยบ่นไปชำเลืองมองหน้าเดือนไป เดือนทำไม่รู้ไม่ชี้ทยอยเก็บปลาลงจากแผง “เออนี่ เจ๊จงที่ขายผักอยู่แผงฝั่งโน้น เขาจะเลิกขายละ ข้าว่าจะไปเช่าต่อให้เอ็งไปขายสนมะไม่ต้องทำเองหรอก ไปรับที่เขามาก็ได้แล้วมาวางต่อ”
       เดือนทำหน้าเบื่อเล็กน้อยแล้วส่ายหัว
       “ไม่อ่ะแม่ ฉันรู้ตัวฉันดีว่าฉันอยากทำอะไร อย่าหาอาชีพใหม่มาให้ฉันเลย”
       ช้อยหันไปค้อนขวับแล้วสวนกลับ
       “เออ เต้นกินรำกิน ฉันจะคอยดูละกันว่ามันจะทำให้แกมีกินสมใจ อยากนักไอ้ลูกคนนี้”
       สองคนแม่ลูกก้มหน้าก้มตาเก็บแผงปลากันต่อไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก
       
       ช่วงค่ำที่วิกลิเก รวิที่แต่งหน้าจัดแบบตัวพระเอกลิเก กำลังส่องกระจกสำรวจความเรียบร้อยของเครื่องสำอาง เสียงระนาดกลองรำมะนาจากด้านหน้าเวทีดังเข้ามาด้านหลังด้วย ลิเกแต่งตัวแพรวพราวกำลังซ้อมเอาดาบฟันกัน
       สะเก็ดไฟแปลบปลาบดูสมจริงรุนแรง รวิดูสองคนที่ฟันกันแบบหนักใจ ขำติดหนวดดูครึ้มรุงรัง เอาผ้าคลุมตัวแบบเตรียมออกเเขก เดินเข้ามาหารวิ
       “มันซ้อมกันจริงจังไปป่ะ” รวิพูดกับขำแล้วมองสองคนที่ฟันกันอยู่ด้านหลังเวที
       “มันเคืองๆ กันอยู่ เรื่องแม่ยก”
       รวิถอนหายใจ หยิบดาบคู่เดินออกไปด้านหลังวิกลิเก สองคนที่ฟันกันอยู่ จู่ๆ รวิก็เข้าไปแทรกกลาง แล้วก็ฟาดฟันกันแบบสามคน วิชาดาบดูจริงจังเกินกว่าแสดงลิเก คล้ายอาจารย์สำนักดาบพุธไธสวรรย์กำลังสั่งสอนกันมากกว่า
       รวิลุยด้วยดาบคู่ทั้งสองคนจนดาบหลุดมือ แล้วรวิก็ปักดาบลงกับพื้นกระดานด้ามดาบสั่นระริก
       “กินข้าวหม้อเดียวกันแท้ๆ” สองคนหอบ มองหน้ากันอย่างรู้สึกผิด “ดีกันซะ แล้วเก็บเเรงเอาไว้ออกไปแสดงให้คนดู”
       สองคนมองหน้ากัน แล้วก็ยกมือไหว้กัน รวิเดินกลับเข้ามาหาขำ
       “ได้เวลาแล้ว” ขำดูนาฬิกาข้อมือ
       “คนดูเป็นไง”
       “เรื่อยๆ คงพอได้ค่าข้าวมื้อเช้าพรุ่งนี้ล่ะน่า”
       รวิพยักหน้า ให้ขำเดินออกไปด้านนอกเวที
       
       ระนาดรัว กลองรำมะนาตีจังหวะสนุกสนาน ที่ลิเกเปิดวิก คนบางตา แต่ก็ยังพอมีดูอยู่บ้างเกือบยี่สิบคน
       ในจำนวนคนดูนั้นมีเดือนนั่งอยู่ด้วย เดือนหัวเราะชอบใจเมือเห็นลิเกเริ่มออกแขก โดยขำแต่งเป็นแขก
       “เฮ่...สะลามมะนาละลาล่ะหล่า ละลา ล่ะหล่า ละล๊าละรา เฮ่...เฮ เอ เฮ๊ เฮ่เฮ เฮ่เฮ”
       ระหว่างที่บนเวทีลิเกออกเเขก พิมุกก็เดินผ่านมากับบ่างและเตี้ย ลูกน้องคนสนิท คนที่นั่งดูอยู่ พอเห็นพิมุกเดินผ่านมาก็หลบๆ ก้มหน้าเกรงใจ บ่างกับเตี้ย หยิบข้าวโพดต้มทีวางขายกินฟรี พ่อค้าไม่กล้าว่าอะไร พิมุกชำเลืองมองเดือนที่นั่งตาแป๋วมองเวทีอยู่ พิมุกจะเดินเข้าไปหาเดือน เตี้ยแตะแขนลูกพี่ มองรอบด้าน
       “ลูกพี่จะไปไหน”
       พิมุกพยักหน้าไปทางเดือน เตี้ยทำหน้าเครียดให้พิมุกรอก่อน ส่วนตัวเอง เอานิ้วแนบหูฟังที่สวมหูอยู่เพียงข้างเดียวแบบพวกการ์ดดูแลประธานาธิบดี
       “อีเก้ง จะล่าเหยื่อ ย้ำอีเก้งกำลังจะล่าเหยื่อ ดูแลไฟป่าด้วย ดูแลไฟป่าด้วย”
       พิมุกถอนหายใจเอือมๆ
       “เอ็งดูบิ๊กซีนีม่า มากไปป่ะ”
       เตี้ยยกมือหน้าเครียดให้พิมุกเงียบ พิมุกอ่อนใจ นิ่งมองดูซิว่าลูกน้องจะเอาไงต่อ บ่างเดินเข้ามาข้างๆ เตี้ย ยกปกเสื้อขึ้นพูด บังปากตัวเองเอาไว้
       “ป่าชื้น ไม่ติดไฟ ย้ำ ป่าชื้น ป่าชื้น”
       บ่างกับเตี้ยมองไปรอบด้าน เตี้ยหันไปพยักหน้ากับพิมุก แล้วเอานิ้วแตะหูฟัง
       “อีเก้งกำลังถึงฤดูติดสัตว์ ย้ำอีเก้งกำลังจะติดสัตว์”
       พิมุกดึงหูฟังออกจากหูเตี้ย ปลายสายอีกด้าน มันไม่ได้เสียบติดกะอะไรเอาไว้เลย
       “อะไรของพวกเอ็ง”
       
       พิมุกรำคาญ จะเดินเข้าไปหาเดือน แต่เห็นเดือนมองรวิอยู่อย่างยิ้มแย้มก็เคือง

หางเครื่อง ตอนที่ 1
       รวิร้องลิเกอยู่บนเวทีมองลงไปที่คนดูด้านล่าง พอถึงท่อนบู๊ขำเล่นเป็นตัวโกงเขียนหนวดเคราเฟิ้มออกมา
       
       รวิกับขำโต้เถียงกันอยู่บนเวทีตามบท โจรป่ากับพระเอก
       รวิเห็นเดือนนั่งดูอยู่ เดือนหัวเราะเอิ๊กอ๊ากเหมือนเด็กน้อยๆ คนนึง ขำร้องลิเกแบบตลก รวิร้องลิเกตอบโต้ เฮฮาคนดูชอบใจ บ่างเดินเข้ามากระซิบพิมุก
       “ลูกพี่ สงสัยจะอดนะ”
       พิมุกมองรวิบนเวทีหมั่นไส้
       “ให้มันรู้ไป”
       “เอาไงดีพี่ มันไม่ลงมาแลกกะเราหรอก”
       “มันไม่ลงมาแลก เราก็ขึ้นไปหามันสิ”
       “มันต้องงี้ลูกพี่”
       บ่างหยิบแว่นสามมิติออกมาจากกระเป๋าเสื้อสามอัน พิมุกยิ้ม รับแว่นเข้ามาสวม
       “มันต้องงี้ จะได้รู้สึกเหมือนอยู่ในเหตุการณ์จริง”
       บนเวทีรวิกับขำรบกันอยู่ตามคิว พิมุก บ่างเตี้ย สวมแว่นสามมิติ ขึ้นไปป่วนหน้าเวที รวิมองหน้าขำ เอายังไงดี
       “โอ้โฮ เหมือนอยู่ในเหตุการณ์จริงเลยนะเนี่ย” พิมุกผลักอกระวิ เดือนกับชาวบ้านมองเริ่มรู้แล้วว่าเหมือนจะมีเรื่อง
       “มีอะไรไว้คุยกันหลังเวทีมั้ย เราทำงานอยู่” รวิบอก
       “เฮ้ย...ระบบเสียงเขาก็สมจริงว่ะ” พิมุกพูดกับบ่าง
       “นี่มันหาเรื่องกันชัดๆ เลยนี่”
       “ไหน ลองดูซิว่า ลิเกโรงนี้ มันจะสามมิติจริงมั้ย”
       พิมุกพูดยังไม่ทันขาดคำก็ซัดรวิที่ยืนเผลอเข้าเต็มหมัด บนเวทีลิเก พวกลิเกถือดาบกรูกันออกมา ระนาดรัว กลองรัวแบบออกรบ เตี้ยกับบ่างดึงปืนออกมาคุมเชิง
       “ใครไม่เกี่ยวอย่ายุ่ง เรื่องของผู้ใหญ่”
       คนดูวี๊ดว้ายกลัวโดนลูกหลง
       “ไม่ต้องตกใจ นี่มันคิวบู๊แบบสมจริง เหมือนอยู่ในเหตุการณ์จริงเท่านั้นเอง”
       พิมุกยังคงสวมแว่นสามมิติอยู่ บ่างถอดเเว่นของตัวเองให้รวิ รวิชั่งใจ รับไปสวม แล้วทั้งพิมุกกับระวิ ก็ตั้งการ์ด ต่อยมวยเดี่ยวๆ ตัวๆ เข้าใส่กัน โดยมีลิเกคนอื่นถือดาบคุมเชิงอยู่
       “หรือว่า นี่เขาทำการแสดงกันอยู่”
       ชาวบ้านคุยกัน เดือนที่ยืนเป็นกังวลอยู่ด้านล่าง รู้ดีว่านี่ไม่ใช่การแสดง ทั้งพิมุกกับรวิ ต่างต่อยกัน โดยที่รวิตกเป็นรองแล้วสุดท้ายรวิก็พลาดท่าโดนต่อยร่วงไป ทางหน้าเวที รวิจะขึ้นไปแก้มืออีก แต่เดือนเข้ามารั้งไว้
       “อย่าเลย พี่สู้เขาไม่ได้หรอก เขามันนักมวยอาชีพ”
       พิมุกมองอย่างหยามหยัน
       “นี่แค่ทักทายนะ วันหลังเราต้องเจอกันอีก”
       ระนาดที่เงียบไปนานก็รัวขึ้น พิมุกเดินลงจากเวทีลิเกไป เตี้ย บ่างรำควงปืนลงไปจากเวทีอย่างน่าหมั่นไส้
       
       เสียงนาฬิกาตีบอกเวลาห้าทุ่ม ช้อยนั่งชะเง้อมองออกไปนอกบ้านอย่างเป็นห่วงลูก ช้อยมองดูรูปผัวที่อยู่ในชุดนักร้อง มีพวงมาลัยคล้องคอ มีไมโครโฟนโบราณอยู่ในรูป
       “แก ช่วยดูแลลูกมันมั่งนะ ทิ้งให้ชั้นเลี้ยงอยู่ได้คนเดียว” รูปผัวมีคำว่าชาตะ มรณะบอกให้รู้ว่าเขาตายไปแล้ว “อย่าให้ลูกต้องมาเจริญลงคลองตามรอยแกเลยนะ ขอเหอะ”
       ช้อยมองรูปผัวแล้วก็ถอนใจ มองนาฬิกาติดผนังเป็นห่วงลูก
       
       เวลาผ่านไปโรงลิเกไม่เหลือคนดูแล้ว เดือนนั่งทำแผลให้รวิอยู่ ขำเอาผ้าคลุมระนาดกลองอยู่ไม่ไกล
       “ไหงวันนี้มานั่งดูคนเดียว ไม่เบื่อเหรอ” รวิถาม เดือนส่ายหน้ายิ้มน้อยๆ
       “ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่องพูดเลย สู้เขาได้มั้ยเนี่ย”
       “เดือนก็เห็น มันมาหาเรื่อง” เดือนพยักหน้า รวิเจ็บที่เดือนจิ้มแผลเเรง เขาจับมือเธอนุ่มนวล เดือนยิ้มอายๆ รวิค่อยๆ ปล่อยมือ “มันคงหึงที่เดือนมาดูพี่”
       “บ้า เขาไม่อะไรกะฉันหรอก”
       “คนมันจะหาเรื่อง ลิเก สามมิติ คิดได้ไง”
       “พรุ่งนี้คงได้เจอลิเกไฮเดฟฟิเนชั่นนะเนี่ย” ขำประชด
       “บ้า” เดือนต่อว่า ขำแบมือขอตังค์รวิ
       “ค่าตัว” รวิเอาตังค์ใส่มือให้ห้าสิบบาท
       “อดทนนะ ตั้งใจเล่นให้ดี จะพาไปเล่นที่ไอแม๊กซ์เมเจอร์รัชโยธิน” เดือนหัวเราะ
       “เขาฉายแต่หนังไม่ใช่รึ”
       “หลอกกันไปวันๆ แจ้งตำรวจดีมั้ย เรื่องที่มันมาหาเรื่องเราน่ะ” ขำถามรวิ รวิส่ายหน้า
       “ก็พวกมันทั้งโรงพัก ช่างเหอะเอาน่าทำตัวดีๆ จะพาไปออกเรื่องจริงผ่านจอ”
       “จริงนะ”
       “ไปไหนก็ไป ไป๊”
       “เดินจากไป” ขำพูดแล้วเดินจากไป
       “กินอะไรหรือยัง หิวจังเดี๋ยวล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้าแว้บนึงแล้วไปหาบะหมี่กินกันเหอะ” รวิพูกับเดือน
       “ไปสิ ก็รอมาให้เลี้ยงนี่แหละ รออยู่แถวนี้นะ”
       รวิเดินแยกออกไปหลังเวที
       “เอาของแป๊บนะ”
       เดือนมองไปรอบๆ เห็นไฟหน้าเวทียังไม่ปิดจึงเดินออกไป เดือนหยุดยืนอยู่กลางเวทีมองออกไปที่นั่งคนดูที่ว่างเปล่านิ่งแต่แววตาฉายแววมุ่งมั่น เดือนเดินขึ้นไปบนเวที ทำประหนึ่งว่ากำลังยิ้มโบกมือกับคนดู เธอยกมือไหว้คนดูทำเป็นยื่นมือจับกับคนดูที่ยื่นมือมาให้เธอ
       “ว้าย อย่าดึงค่ะ อย่างดึง ขอบคุณค่ะ” เดือนลุกขึ้นไปตั้งหลัก ทำท่าจะร้องเพลงพูดขอบคุณคนดูอยู่คนเดียว “บัตรพันห้าขอเสียงหน่อยค่ะ บัตรพันนึง ขอเสียงหน่อย”
       เดือนป้องหูรอฟังเสียงมีเพียงเสียงจักจั่น เดือนร้องเพลงโดยไม่มีดนตรี
       “หัวใจติดดิน สวมกางเกงยืนส์เก่าๆ ใส่เสื้อตัวร้อยเก้าๆ แบกกระเป๋าใบเดียวติดกาย กราบลาแม่พ่อ หลังจากเรียนจบมอปลาย ลืมทุ่งดอกคูนไสว มาอาศัย ชายคาป่าปูน”
       
       รวิเดินออกมาแอบยืนมองอยู่เงียบๆ ด้านหลัง รู้สึกสงสารเดือนอยู่ในใจ

หางเครื่อง ตอนที่ 1
       เดือนกับรวินั่งกินบะหมี่กันเงียบๆ เสียงเพลงดอกหญ้าป่าปูนท่อนสองที่เป็นเสียงต่าย อรทัยร้อง ดังเเว่วออกมาจากวิทยุของแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยว
       
       “เอาแรงเป็นทุน สู้งานเงินเดือนต่ำๆ เก็บเงินเข้าเรียนภาคค่ำ ฝากความหวัง บนทางเปื้อนฝุ่น”
       รวิมองหน้าเดือนแล้วเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน
       “ไง อุตส่าห์นั่งสองแถวมาหาถึงนี่คงไม่ได้แค่อยากจะมาดูลิเกใช่ไหม”
       “มาดูพระเอกลิเกนี่ไง”
       “เบื่ออะไรมาล่ะ”
       “เดิมๆ น่ะแม่พูดอีกละเรื่องจะให้ไปขายผัก”
       “ก็ดีนะ แม่เขาก็หวังดีแหล่ะ เป็นนักร้องน่ากลัวจะตาย”
       “แม่เขาคงกลัวว่าฉันจะเดินสายหายไปเหมือนพ่อน่ะสิ รู้ข่าวอีกที พ่อก็โดนลูกหลงวัยรุ่นยิงกันงานวัดตายคาเวที”
       “ไม่หรอกแม่เขาก็คงจะกลัว เหมือนที่พี่กลัวน่ะ เดือนจะตามเล่ห์เหลี่ยมคนเขาทันเหรอ”
       เดือนชะงักจ้องหน้ารวิงอนๆ
       “อ้าว ไหงพูดงี้ กะว่าจะมาหากำลังใจเอาแถวนี้ นี่กลับมาซ้ำซะอีก”
       “เปล่าซะหน่อย เตือนเฉยๆ พี่แค่ได้ยินมาว่าคนวงการเพลงน่ะ น่ากลัว”
       “แต่มันเป็นทางเดียวนะที่...ที่จะทำให้ฉันมีหน้ามีตากะใครเขาได้”
       “เอาเถอะ ไม่ว่าเดือนจะทำอะไรจะขายหมึกไข่หรือไปเป็นนักร้อง พี่ก็เอาใจช่วย”
       เดือนยิ้มออกก้มหน้ากินบะหมี่ต่ออย่างสมใจ
       ศิริพรยืนสั่งข้าวมันไก่อยู่ไม่ไกลเห็นรวิเดินไปตักน้ำก็ดีใจทำท่าจะพุ่งไปหาแต่ก็ชะงัก ก่อนเห็นโต๊ะที่รวิเดินเอาน้ำไปวางมีเดือนนั่งอยู่
       “เดือน”
       ก่อนที่ศิริพรจะคิดทำอะไรต่อไป เสียงชาวบ้านก็ครางฮือ มีคนวิ่งผ่านหน้าศิริพร ผ่านเดือนกับรวิไป
       “ไปเร็ว เขาว่า นภากาศ มาเดินตลาดนะวันเนี๊ยะ”
       ศิริพร เดือน ชะเง้อมองผ่านคน เห็นนภาเดินเยื้องกรายท่ามกลางผู้คน เธอดูเด่นระยิบ แม้ว่าวัยจะเฉียดสี่สิบแล้วก็ตาม ผู้คนยังฮือฮา ขอถ่ายรูปขอเดินตาม แต่ไม่เข้าไปวอแวมาก เพราะมีลิ้นจี่คอยช่วยกัน ช่วยดูแลอยู่อย่างเป็นนางสนมกำนัล
       “นภากาศ นักร้องนำวงฟ้างาม ครามฝัน”
       เดือนบอก รวิพยักหน้าหงึกหงัก ไม่ค่อยอะไรด้วยเท่าไหร่ นภากาศเดินผ่านตรงที่เดือนนั่งอยู่ เดือนลุกขึ้นยืนยิ้ม เหมือนรับเสด็จ นภากาศชายตามองแล้วเดินจากไป
       “ยืนทำไม” รวิถาม เดือนอ้อมแอ้มตอบ
       “ไม่รู้ เนี่ย ดูสิ ถอนสายบัวให้เขาด้วย”
       เดือนมองตาม ทำความเคารพไล่หลัง ศิริพรมองนภากาศแบบรู้สึกว่าตัวเองก็ทาบไม่ติดเหมือนกัน
       
       วันต่อมาขณะที่เดือนนั่งกินข้าวอยู่ในบ้าน ป้อมกับขำโผล่มาตะโกนเรียกที่หน้าบ้าน
       “เดือน เดือน อยู่หรือเปล่า”
       เดือนชะเง้อหน้ามองไปทางหน้าบ้าน ขำเดินเข้ามาหาวางโปสเตอร์แผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะอาหาร
       “อ่ะ เจอไอ้นี่พี่ป้อมบอกให้แกะมาฝาก”
       เดือนหยิบมาดูแล้วตาโต
       “ห้างโรซี่สโตร์จัด ประกวดร้องเพลง”
       “ดูสิรางวัลของคนชนะจะได้เท่าไหร่”
       “หน่วย สิบ ร้อย พัน หมื่น แสน ล้าน” เดือนนับรวมจุดทศนิยมไปด้วย “ห้าล้าน โห ห้าล้านแน่ะพี่” ขำอ่อนใจ
       “จุดทศนิยมเขาไม่นับ ห้าหมื่น” เดือนนับนิ้วตาม
       “เออ เยอะอยู่ดี ตั้งห้าหมื่น”
       “ก็นั่นไง เจ๊แกถึงได้ลงทุนลอกกาวออกจากผนังมาให้แกนี่ล่ะ”
       เดือนตื่นเต้นก้มหน้าดูโปสเตอร์แววตาเป็นประกาย
       
       โปสเตอร์เหมือนกับของเดือน แต่แผ่นนี้มันติดอยู่ที่กำแพงสังกะสีในตลาด แก้วยืนมองอยู่เช่นกัน แก้วเอียงคอสะกดอ่านไปมา สะกดทีละคำแบบคนอ่านหนังสือไม่แตกฉาน แต่แต่งตัวสวยมาก
       “ร...หันอากาศ บอใบไม้ รับ รับ สมัคร นอ หันอากาศ กอ นักร้อง รับสมัครนักร้อง”
       ศิริพรเดินเข้ามายืนข้างๆ
       “รับสมัครนักร้อง ใกล้ปิดรับสมัครแล้วนะ มัวแต่ยืนสะกดอยู่จะไม่ทันเขารึเปล่า”
       แก้วกลัวคนอื่นรู้ว่าโง่
       “ไม่ได้ยืนสะกด ดูรูปก็รู้แล้ว ฉลาดนะ” แก้วชี้สมองตัวเอง
       “แล้วจะไปสู้เดือนเขาได้เหรอ เราน่ะ”
       “เดือนจะไปสมัครเหรอ”
       “ไม่น่าพลาดนะ” แก้วยืนคิดเซ็งๆ หน้ายู่ “เดือนมันเก่งนะ หน้าตาก็ดี”
       “อันนี้ไม่ใช่แล้ว หน้าตาดีนี่ ไม่ใช่แล้ว”
       ศิริพรพลิกหน้าแก้วดูไปมา
       “อันที่จริง แก้วก็สวยนะ”
       “ถูก แล้วหนูก็มีบางสิ่งที่เดือนเขาไม่มีด้วย”
       “อะไรเหรอ”
       “หนูมีบางอย่างที่เหมือนราชินีลูกทุ่งในอดีต” แก้วมีมท่าทางภูมิใจ ศิริพรนิ่งรอฟัง “หนูอ่านหนังสือไม่คล่องเหมือนกัน”
       “มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ” ศิริพรบอก แก้วไม่ค่อยไว้ใจ
       “ทำไมถึงจะมาช่วยหนู ไปช่วยเดือนเหอะ หนูเก่งกว่ามันเยอะ”
       “ชั้นเห็นเรา แล้วเหมือนเห็นตัวเองในอดีต เราคล้ายกันมาก”
       “อ่านหนังสือไม่ออกเหมือนกันเหรอ” ศิริพรส่ายหน้า “แล้วคล้ายกันยังไง”
       “ฉันเป็นคนมั่นใจในตัวเอง”
       แก้วยิ้มเสียงโทรศัพท์มือถือราคาถูกดังขึ้น เธอกดรับ
       “ขอตัวก่อนนะ” แก้วเดินจากไป “โหล...” ศิริพรมองตาม
       “ส่วนเธอน่ะ รู้เท่าไม่ถึงการณ์”
       
       ศิริพรมองตามแก้วแบบมองเหยื่อชิ้นหนึ่ง

หางเครื่อง ตอนที่ 1
       พิมุกและลูกน้องเดินอาดๆ เข้าไปเก็บดอกเบี้ยเงินกู้ตามแผงขายของในตลาดท่าปลา
       
       “ใครรู้ตัวว่าต้องจ่ายอะไรเท่าไหร่ก็เตรียมควักกันออกมานะ ลูกพี่ฉันมีเวลาไม่มาก”
       แม่ค้า พ่อค้าทยอยกันควักตังค์ออกมาจ่ายให้พิมุก
       “แหม รู้หน้าที่กันดีอย่างนี้มันช่างน่าชื่นใจ ใครสนใจจะกู้เพิ่มก็บอกได้นะดอกร้อยละห้าถูกๆ กันเองเหมือนเดิม”
       “ต่อเดือน?”
       “ต่อวัน”
       บ่างกับเตี้ยเล่นมุกกันเอง แล้วก็หัวเราะชอบใจ พ่อค้า เเม่ค้ากระเดือกน้ำลายเอื๊อก หนักใจ พิมุกเดินเรื่อยจนถึงแผงปลาของช้อย
       “ไงจ๊ะแม่ยาย ลูกสาวคนสวยไม่อยู่รอจ่ายดอกเองเหรอ”
       “ไม่อยู่หรอกจ้ะ ว่าแต่ว่างวดนี้ช้าหน่อยได้ไหมจ๊ะ ช่วงนี้ขายไม่ค่อยดีเลย”
       “อ้าว ไหงงั้นล่ะ งวดนี้ลูกพี่ฉันอุตส่าห์มาด้วยตัวเอง”
       “ช้านี่จะช้ากี่นานล่ะ หรือมีอะไรจะไว้จ่ายแทนไหม” พิมุกถาม ช้อยเริ่มหน้าเสีย
       “มะไม่มีหรอกจ้ะ ก็...คงไม่ช้าเท่าไหร่ เห็นใจกันเถอะนะจ๊ะ”
       “อ่ะ เห็นว่ามีลูกสาวสวยนะ วันนี้ทำโทษสักนิดหนึ่งละกัน ไม่งั้นคนอื่นจะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง”
       พิมุกยิ้มมุมปากยกมือส่งสัญญาณให้ลูกน้องทั้งสอง แล้วเดินต่อไป
       “อย่าว่ากันเลยนะ ลูกพี่เขาให้สั่งสอน”
       “ช่าย”
       บ่างหันไปต่อยปากเตี้ยจนหน้าหงาย
       “นี่ จำเอาไว้ ทีหลังจ่ายช้าจะโดนเเบบนี้” บ่างพูดกะช้อย
       “เข็ดมั้ยล่ะ” เตี้ยเลือดกบปาก แต่หันไปสมน้ำหน้าช้อย “ถ้ากลัวก็อย่าช้าอีก”
       “ดูท่าจะไม่กลัวกันเลยใช่มั้ยเนี่ย” บ่างเงื้อมือจะต่อยเตี้ยอีก เตี้ยยกมือห้าม
       “อย่าโดนหน้า เดี๋ยวไม่หล่อ”
       “ได้” บ่างต่อยพุงเตี้ยแทน “เป็นไง ป้า จุกเลยสิ” เตี้ยจุกแอ่ด
       “ดูไว้ ดูไว้ นี่ขนาดพวกกันยังจัดเต็มขนาดนี้” พิมุกอ่อนใจ เดินกลับมา กระซิบบ่างกะเตี้ย “อ้าวเหรอ แล้วก็ไม่บอก”
       พิมุกส่ายหน้าถอนใจในความโง่ของลูกน้อง แล้วก็เดินจากไป ช้อยหน้าเสียยกมือไหว้
       “ขอบใจมากจ้ะ พ่อคู้ณ ใจดีเหลือเกิน”
       บ่างกับเตี้ยตรงเข้ารื้อแผงปลาของช้อย หยิบซากปลาเขวี้ยง ปาลงพื้น แก้วเดินยิ้มคุยโทรศัพท์มือถือเข้ามา พอเธอเห็นร้านช้อยโดนรื้ออยู่ เธอผงะนิ่งคิด ยิ้ม แล้วก็วิ่งออกไปทันที ช้อยร้องเสียงหลงตกใจกระโดดลงจากแผง
       “อย่าเลย ฉันขอล่ะ แค่นี้ฉันก็ไม่มีเงินจ่ายแล้ว โธ่แล้วฉันจะเอาของที่ไหนขายเอาสตางค์มาให้กันละนี่ โธ่”
       
       ที่บ้านเดือน เดือนกำลังหันหลังปิดประตูบ้าน ขำกางโปสเตอร์ประกวดร้องเพลงออก
       “นี่ใจร้อนนะเนี่ย ทำไมต้องรีบอะไรขนาดนี้ เท่าที่ดูเขายังไม่ได้ประกวดวันนี้ไม่ใช่เหรอ”
       “ไม่ได้หรอกเห็นหรือเปล่าเขารับสมัครมาตั้งนาน จนนี่จะวันประกวดอยู่แล้ว”
       แก้ววิ่งยิ้มกระหืดกระหอบมาถึงหน้าบ้านเดือน พอเห็นเดือน เธอก็ปรับสีหน้าแววตาเป็นตื่นตระหนก
       “เกิดเรื่องใหญ่แล้ว”
       “อะไรของแกวะนังแก้ว วิ่งมาหูตูบเชียว” ป้อมถาม
       “ที่ตลาดเกิดเรื่องใหญ่แล้ว แม่ช้อยโดนพวกพิมุกเล่นงานอยู่”
       “ไม่รู้จักหางเครื่องบางเสร่รุ่นแรกซะเเล้ว” ป้อมบอกขณะที่เดือนยืนนิ่ง ตกใจ ทำอะไรไม่ถูก
       “ไปเร็วสิ เดี๋ยวก็ไม่ทันโดนลูกหลงหรอก” แก้วเร่งเดือน
       “หือม์” เดือนเหมือนได้ยินไม่ถนัด
       “คือ เร็วเหอะ ไปเร็ว วุ่นกันใหญ่แล้ว”
       
       เดือนตกใจวิ่งนำหน้าแก้วพุ่งไปที่ตลาดทันที แก้วยิ้มมองตาม
       
       อ่านต่อหน้า 2 nbsp;

1 | 2 | 3 | 4
หน้าถัดไป
ข่าวล่าสุด ในหมวด
หางเครื่อง ตอนที่ 1
หางเครื่อง ตอนที่ 2 (ต่อ)
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
แสดงผลหน้าเดียว
จำนวนคนโหวต 5 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 4 คน
80 %
ไม่เห็นด้วย 1 คน
20 %
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | ธุรกิจ | หุ้น | SMEs | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | โฆษณาบนเว็บ
All site contents copyright ©1999-2014