เวียงร้อยดาว ตอนที่ 12

โดย MGR Online   
3 กุมภาพันธ์ 2557 17:42 น.
เวียงร้อยดาว ตอนที่ 12
        เวียงร้อยดาว ตอนที่ 12 (ต่อ)
       
       เมดาน้ำตาคลอแล้วเอ่อไหลออกมาจนต้องยกมือขึ้นปาดน้ำตา
       
       “ภายหลังการผ่าตัดดวงตา ฉันกลับมาเห็นอีกครั้ง แต่ก็ต้องแลกกับการสูญเสียพ่อ แม่ และพี่สาวในคราวเดียวกัน”
       ภาพเหตุการณ์ตอนที่หมอโรเบิร์ตแกะผ้าพันแผลและเมดากลับมามองเห็นอีกครั้งย้อนกลับมา
       เมดาพูดต่อ “แต่ใครจะรู้ล่ะว่าหลังจากผ่าตัดเปลี่ยนดวงตาครั้งนั้น ฉันก็เริ่มเห็นสถานที่ที่ไม่เคยรู้จัก และหญิงสาวในชุดขาวที่เรียกฉันว่าลูกบ่อยขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งคุณลุงทวีปพ่อของคุณส่งจดหมายจากเมืองไทยตามให้ฉันเดินทางมาเปิดพินัยกรรมของคุณลุงปกรณ์ที่นี่ในฐานะทายาทคนหนึ่งของบดินทร์ธร”
       “แสดงว่าคุณพ่อผมท่านทราบเรื่อง “คุณ” มาโดยตลอด”
       “ค่ะ... คุณลุงทวีปเป็นเพียงคนเดียวเท่านั้นที่คุณพ่อฉันไว้วางใจยอมเล่าทุกเรื่องให้ฟังอย่างไม่ปิดบังอำพรางและขอร้องให้ช่วยเก็บเป็นความลับให้ทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นที่บดินทร์ธรตายไปพร้อมๆกับท่าน”
       “ตอนนี้คุณดิลกกับคุณจันทร์ฉายก็เสียชีวิตไปแล้ว ทำไมคุณถึงไม่ยอมเปิดเผยเรื่องของคุณให้ทุกคนทราบ โดยเฉพาะ...คุณท่าน”
       “คุณปู่ทราบเรื่องของฉันแล้ว ท่านเองนั่นแหละที่สั่งกำชับให้ฉันปิดบังไว้” เมดาบอก
       ปรมัตถ์สงสัยว่าดำรงสั่งให้ปิดคนอื่นๆทำไม
       
       ภาพตอนที่ดำรงรู้ความจริงจากปากเมดาย้อนกลับมา
       “หล่อนอย่าเพิ่งปริปากบอกเรื่องนี้กับใครเด็ดขาด เข้าใจไหม ?” ดำรงกำชับ
       “ทำไมล่ะครับท่าน ? มีเหตุผลอะไรที่ต้องให้เมดาเล่นละครตบตาหลอกคนอื่นว่าเป็นร้อยดาวด้วย”
       เมดาสงสัยไม่แพ้สิบทิศ
       “ที่แม่ม้าดีดกะโหลกนี่อยู่รอดปลอดภัยในบดินทร์ธรได้จนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะใครๆต่างรู้ว่าหล่อนเป็นลูกชู้แม่เวียงแก้ว ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในกองมรดก แต่ถ้าวันใดทุกคนรู้ว่าหล่อนเป็นลูกของเจ้าดิลก คิดเหรอว่าพวกบรรดาเสือสิงห์กระทิงแรด มันจะปล่อยให้หล่อนลอยนวล”
       ดำรงสบสายตาในทำนองเตือนเมดาว่าให้ระวังตัวเอาไว้ให้ดี
       
       ปรมัตถ์เข้าใจเรื่องทุกอย่างกระจ่างชัด
       “คุณปู่ยังกำชับฉันอีกว่าเมื่อเปิดพินัยกรรมของคุณพ่อดิลกแล้ว ความลับจะไม่เป็นความลับอีกต่อไป ถึงตอนนั้นให้ฉันรีบเก็บเสื้อผ้าบินกลับไปอยู่ที่อังกฤษทันที” เมดาบอก
       “คุณท่านคงเป็นห่วงเกรงว่าคุณจะเป็นอันตราย บดินทร์ธรมีทั้งภัยที่มองเห็นและมองไม่เห็นเต็มไปหมด คุณเองก็ต้องระวังตัวให้ดีนะครับ”
       เมดาพยักหน้าแล้วยิ้มแทนคำขอบคุณ
       สิบทิศเดินเข้ามาแล้วแกล้งกระแอมดังๆขัดจังหวะเพราะรู้สึกหึงอยู่เล็กน้อย
       “ดารกาเป็นยังไงบ้างคะ ?”
       “ตอนนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ก็ต้องพักรักษาตัวที่นี่สักระยะ หายเป็นปรกติเมื่อไร ฉันจะส่งตัวดารกาไปโรงพยาบาลในเมือง เพื่อรักษาต่อที่แผนกจิตเวช”
       “ขอบพระคุณคุณชายนะคะที่ช่วยกรุณาเป็นธุระให้... ถ้าว่างเมื่อไร ดิฉันจะทำอาหารเลี้ยงคุณชายสักมื้อ ถือเป็นการตอบแทน รับรองค่ะว่าจะปรุงให้สุดฝีมือเลย”
       “ม้าดีดกะโหลกอย่างเธอ รู้จักเข้าครัวทำกับข้าวกับปลาเป็นกับเขาด้วยเหรอ กินได้หรือเปล่ายังไม่รู้”
       เมดายิ้มหน้าระรื่น “คุณชายก็ต้องลองเสี่ยงวัดดวงชิมดูสิคะ”
       สิบทิศแกล้งตีหน้าขรึมแต่ก็อดยิ้มในใจไม่ได้ ปรมัตถ์ยิ้มด้วยความยินดี
       
       ดำรงมองถ้วยยาบำรุงที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ เขาเอายาบำรุงเททิ้งใส่กระถางบอนไซที่ตั้งไว้บนโต๊ะ เสียงเต็มเดือนดังแหวขึ้นมา
       “ทำอะไรคะ คุณพ่อ !”
       ดำรงสะดุ้งเฮือกหันกลับมาเห็นเต็มเดือนในชุดขาวกำลังมองตาเขียวปั้ด เต็มเดือนจ้องดำรงตาเขม็งเพราะรู้สาเหตุที่ดำรงไม่ยอมตายด้วยยาพิษอย่างที่ตั้งใจ
       “เพราะอย่างนี้นี่เอง คุณพ่อถึงได้ไม่ “หาย” สักที”
       “อยากให้ฉันหายหรืออยากให้ฉันตายไวๆกันแน่ แม่เต็มเดือน”
       “พูดอะไรน่ากลัวอย่างนั้นคะ คุณพ่อ.... เต็มจะไปอยากให้คุณพ่อด่วนสิ้นบุญไปทำไมกัน”
       เต็มเดือนพูดพลางเดินไปหยิบซองพินัยกรรมที่ดำรงซ่อนไว้ที่ใต้หมอน
       “หล่อนจะเอาไปไหนน่ะ แม่เต็มเดือน ?”
       “ในเมื่อคุณพ่อกรุณายกบ้านหลังนี้แล้วก็ทรัพย์สินทั้งหมดในบดินทร์ให้เต็มแล้ว พินัยกรรมฉบับนี้ เต็มขอเก็บรักษาไว้ให้เองนะคะ”
       เต็มเดือนพูดพลางลอยหน้าและกำลังจะก้าวออกจากห้องดำรง
       “ต่อให้หล่อนเอาไป ฉันก็จะให้ทวีปร่างขึ้นมาใหม่อีกฉบับ ดูสิว่าคราวนี้ยังจะมีชื่อหล่อนอยู่หรือเปล่า ?”
       เต็มเดือนโกรธจนตาลุกเพราะเจ็บใจเหมือนงูถูกตีที่ขนดหาง เธอก้าวออกไปจากห้องดำรงอย่างไม่แยแส ดำรงมองตามด้วยความแค้นที่เต็มเดือนทำเหมือนไม่เห็นหัว เขากำมือแน่น
       “นึกแล้ว สักวันหล่อนจะต้องเผยสันดานออกมาให้รู้เช่นเห็นชาติ”
       เสียงเต็มเดือนที่ตกใจสุดขีดดังขึ้น
       “ตายแล้ว !!!! หนูร้อยดาว”
       
       ดำรงตกใจและเป็นห่วงหลานจึงรีบลุกตามออกจากห้องไปทันที

เวียงร้อยดาว ตอนที่ 12
        ดำรงวิ่งออกมาดูที่บันไดด้วยความตกใจและเป็นห่วงเมดา
        
       เขากวาดตามองที่บันไดแต่ก็ไม่เห็นใคร เต็มเดือนเดินย่างสามขุมเข้ามาทางด้านหลังดำรงด้วยรังสีอำมหิต ดำรงหันกลับมาเห็นเต็มเดือนเข้าก็ตกใจ
       “คุณพ่อจะยกบ้านหลังนี้ให้ใครไม่ได้ทั้งนั้น นอกจากเต็ม”
       เต็มเดือนยิ้มเย็นๆ ก่อนผลักดำรงให้ตกบันได ดำรงกลิ้งลงบันไดหลายขั้นจนกระทั่งลงไปหมดสติที่พื้นด้านล่าง เต็มเดือนยิ้มด้วยดวงตาวาวโรจน์ก่อนเดินลอยหน้าจากไป นมแสงได้ยินเสียงโครมครามจึงวิ่งเข้ามาดู นมแสงเห็นร่างดำรงนอนกองที่พื้นสลบอยู่ก็ตกใจสุดขีด
       “คุณท่าน !”
       ดำรงนอนนิ่งอย่างไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร
       
       สิบทิศขับรถมาส่งเมดาที่หน้าตึก แต่เมดายังไม่ทันจะลงจากรถดีนมแสงก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาแล้วละล่ำละลักด้วยความตกใจ
       “คุณหนู ! คุณชาย ! ช่วยคุณท่านด้วยค่ะ !”
       “คุณท่านเป็นอะไรหรือจ๊ะ นม ?” เมดาถาม
       “คุณท่านพลัดตกบันไดค่ะ” นมแสงบอก
       เมดาตกใจ “อะไรนะ !!”
       เมดาตกใจอ้าปากค้าง เธอหันไปมองหน้าสิบทิศ
       
       สิบทิศกับปรมัตถ์ช่วยกันค่อยๆประคองร่างดำรงให้เอนตัวลงนอนบนเตียง ดำรงนอนเป็นอัมพาต พูดไม่ได้ แต่รู้สึกตัว เต็มเดือนแสร้งร้องไห้เพื่อเล่นละครตบตาคนอื่น เธอกอดที่เท้าของดำรงแล้วพูดอย่างน่าสงสาร
       “เต็มผิดเองที่ดูแลคุณพ่อไม่ดี ยกโทษให้เต็มด้วยนะคะคุณพ่อ ถ้าตอนนั้นเต็มไม่ไปนั่งวิปัสสนาที่วัดปล่อยให้คุณพ่ออยู่เพียงลำพังจนหน้ามืดตกบันได คุณพ่อก็คงไม่ต้องเป็นแบบนี้...”
       ดำรงกลอกตามองเต็มเดือนอย่างโกรธแค้น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
       “อย่าโทษตัวเองเลยค่ะ คุณเต็มเดือน... ไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นทั้งนั้น ตอนนี้เราช่วยกันดูแลคุณปู่ให้ดีที่สุดจะดีกว่า”
       นมแสงรู้สึกหมั่นไส้เต็มเดือนเต็มทน
       “คุณท่านจะกลับมาเหมือนเดิมได้ไหมครับ”
       “คนไข้บางคนอาจฟื้นตัวได้เร็ว แต่บางคนก็ฟื้นตัวได้ช้าหรือพิการตลอดไป ขึ้นอยู่กับกำลังใจของท่านเองว่าจะสู้หรือยอมแพ้”
       จงจิตเห็นสภาพดำรงแล้วก็คิดว่าเป็นฝีมือเวียงแก้วก็หน้าซีด จงจิตลนลานชนข้าวของในห้องตกหล่น แล้วพรวดพราดออกจากห้องไป เมดามองตามด้วยความแปลกใจ
       
       เมดาเดินมาส่งสิบทิศที่หน้าตึก
       “วันเปิดพินัยกรรมของคุณพ่อดิลกคงต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าคุณปู่จะอาการดีขึ้น”
       “ถ้าท่านไม่หาย เธอไม่ต้องอยู่ที่นี่ตลอดไปเลยเหรอ” สิบทิศถาม
       “ดิฉันไม่มีทางเลือก คุณปู่ไม่เหลือใคร แม้แต่ดาหลาที่ท่านเลี้ยงดูเป็นลูกบุญธรรม หวังฝากผีฝากไข้ ก็จากโลกนี้ไปแล้ว ดิฉันเป็นหลานแท้ๆจะทอดทิ้งท่านไปได้อย่างไร”
       “ฉันไม่เชื่อว่าที่ท่านพลัดตกบันไดจะเป็นอุบัติเหตุ”
       เมดาตกใจ “หมายความว่าอย่างไรคะ คุณชาย ?”
       “ฉันแค่ตั้งข้อสันนิษฐาน ยังไม่มีอะไรมายืนยัน”
       “หากไม่ใช่อุบัติเหตุ แล้วคุณปู่จะตกลงมาได้อย่างไร มีคนผลักคุณปู่ให้ตกลงมาอย่างนั้นน่ะหรือคะ... ไม่น่าจะเป็นไปได้”
       “เธอจะเชื่อหรือไม่มันก็เรื่องของเธอ แต่ฉันอยากให้เธอคอยจับตาดูคนที่อยู่ใกล้ตัวท่านเอาไว้ให้ดี”
       สิบทิศจ้องหน้าเมดาจริงจังเพราะรู้อยู่เต็มอกว่าเต็มเดือนเป็นคนทำ ก่อนขึ้นรถไป
       “คุณชายหมายถึงใคร หรือว่า....”
       เมดามองตามอย่างสงสัยโดยเดาว่าอาจจะเป็นฝีมือเวียงแก้ว
       
       จงจิตสีหน้ากระวนกระวาย ต่างจากเต็มเดือนนั่งถักหมวกไหมพรมอย่างสบายอารมณ์
       “จะอะไรถ้าไม่ใช่ผีนังเวียงแก้วที่ผลักคุณพ่อตกบันได คุณพี่ว่าไหมคะ !” จงจิตถาม
       เต็มเดือนตอบห้วนๆ “คงงั้นมั้ง”
       “ยิ่งนับวันมันก็ยิ่งอาละวาดหนักข้อ นังเวียงแก้วมันอำมหิตมากขึ้นทุกที ขนาดคุณพ่อมันก็ยังไม่ละเว้น ! นังผีเนรคุณ”
       เต็มเดือนรู้สึกแสลงใจเหมือนถูกจงจิตด่า
       เต็มเดือนดุ “จงจิต !!! เลิกพูดเรื่องนี้เสียที ฉันไม่อยากฟัง”
       จงจิตหน้าเสียเพราะไม่รู้ว่าตนพูดอะไรผิดหูเต็มเดือนขึ้นมาอีก จงจิตเหลือบเห็นเต็มเดือนถักหมวกไหมพรมก็สงสัย
       “ถักหมวกไหมพรมตั้งมากมาย จะเอาไปทำอะไรคะคุณพี่”
       “ใกล้หน้าหนาวแล้ว ฉันจะเอาไปถวายพระป่าตามวัดที่กันดาร อานิสงส์ผลบุญจะได้ช่วยคุ้มกันภัยให้ฉันรอดพ้นทั้งจากน้ำมือคนและผี”
       
       เต็มเดือนยิ้มมั่นใจในวิธีนี้ว่าจะทำให้ผีเวียงแก้วทำอะไรตนไม่ได้

เวียงร้อยดาว ตอนที่ 12
        เมดาเดินคุยกับนมแสงที่ระเบียง
       
       “เชื่อนมเถอะค่ะ ! คุณท่านตกบันไดไม่ใช่ฝีมือของคุณเวียงแก้วอย่างแน่นอน”
       “ทำไมนมถึงได้ดูมั่นอกมั่นใจนักล่ะ ? หรือว่านมรู้เห็นอะไร ?”
       ภาพตอนที่เต็มเดือนแสร้งร้องไห้ เล่นละครตบตาคนอื่นแวบขึ้นมาในหัวนมแสง
       “ถ้าตอนนั้นเต็มไม่ไปนั่งวิปัสสนาที่วัดปล่อยให้คุณพ่ออยู่เพียงลำพังจนหน้ามืดตกบันได คุณพ่อก็คงไม่ต้องเป็นแบบนี้...”
       นมแสงเล่าให้เมดาฟัง
       “ตอนที่เกิดเรื่อง คุณเต็มเดือนกลับมาจากวัดแล้วค่ะ นมเห็นคุณเต็มเดือนเข้าไปในห้องของคุณท่าน ก่อนที่คุณท่านจะพลัดตกบันได”
       “นมสงสัยว่าคุณเต็มเดือนจะ...เป็นคนผลักคุณปู่งั้นเหรอ ?” เมดาถาม
       นมแสงพยักหน้าอย่างมั่นใจ
       “คุณเต็มเดือนเธอเป็นคน “น่ากลัว” มากนะคะ”
       ร้อยดาวไม่อยากจะเชื่อว่าเต็มเดือนจะกล้าทำเรื่องแบบนี้ เต็มเดือนที่แอบอยู่ได้ยินสิ่งที่นมแสงพูดทุกอย่าง เต็มเดือนดวงตาวาวโรจน์เพราะเจ็บใจนมแสง
       
       จงจิตหย่อนเท้าลงไปในอ่างอาบน้ำที่กำลังอุ่นได้ที่ เธอนอนหลับตาแช่น้ำอุ่น สบายตัวแต่ใจกลับคิดฟุ้งซ่านไม่เป็นสุข ผีเวียงแก้วเดินออกมาจากผนังห้องน้ำด้านหนึ่ง
       “กำลังคิดไม่ตกเรื่องอะไรอยู่หรือเจ้า ?” ผีเวียงแก้วถาม
       “นังเวียงแก้ว !!”
       จงจิตใจหายวาบแล้วจับที่คอเบี้ยแต่ไม่อยู่ จงจิตนึกขึ้นได้ว่าถอดวางเอาไว้ที่หัวเตียงก่อนเข้ามาอาบน้ำ
       จงจิตทำใจดีสู้เสือ “แก...แกต้องการอะไร...”
       เวียงแก้วเอามือราน้ำในอ่าง
       “น้ำอุ่นพอแล้วหรือยังเจ้า ? ข้าเจ้าว่าน่าจะร้อนอีกสักนิด...”
       ทันใดนั้น น้ำในอ่างก็ควันลอยกรุ่นขึ้นทำให้จงจิตร้อนจนแสบผิว จงจิตจะลุกขึ่นจากอ่าง แต่ผีเวียงแก้วเอามือกดจงจิตไว้ไม่ยอมให้ลุก
       “น้ำกำลังร้อนได้ที่ อย่าเพิ่งรีบไปสิเจ้า อยู่รำลึกความหลังกันสักนิด”
       ภาพเหตุการณ์ในอดีตย้อนกลับมา ตอนที่จงจิตนั่งแช่เท้าอยู่ในอ่างน้ำอุ่น โดยมีเสงี่ยมยืนดูอยู่ข้างๆ
       “ยังร้อนไม่พอ ! ไปต้มน้ำมาเติมอีก !”
       เวียงแก้วรีบกุลีกุจอยกกาต้มน้ำค่อยๆเติมรินใส่ลงในอ่าง
       “โอ๊ย !!!! นี่แกแกล้งเอาน้ำร้อนมาลวกฉันใช่มั้ย !!! ห๊า”
       “ขอสุมาเต๊อะเจ้า...ข้าเจ้าไม่ได้ตั้งใจ”
       “ไม่ได้ตั้งใจ หรือแกจงใจกันแน่ !”
       จงจิตจิกผมเวียงแก้วขึ้นมาแล้วกดหัวเวียงแก้วลงในอ่างล้างเท้า
       “แกอยากจะลองดีกับฉันใช่ไหม ! ห๊า !”
       เวียงแก้วถูกกดจนสำลักน้ำหายใจไม่ออก จงจิตกระชากผมเวียงแก้วขึ้นมาจากอ่างน้ำ
       “จำใส่กะลาหัวเอาไว้ ! ใครที่คิดจะมา “เล่น” กับฉัน ฉันไม่มีวันปล่อยให้ลอยนวลอยู่เป็นสุขหรอก”
       
       จงจิตถูกผีเวียงแก้วเอาหัวกดลงไปในอ่างน้ำที่ร้อนจัดแล้วกระชากผมขึ้นมาจากอ่าง
       “เห็นสิ่งที่แกเคยทำกับฉันแล้วหรือยัง ห๊า ! นังจงจิต” เวียงแก้วว่า
       “ฉันกลัวแล้ว... อย่าทำอะไรฉันเลยนะเวียงแก้ว...ฉันสำนึกผิดแล้ว...”
       “คนที่เลวจนเข้าไส้ จะกลับใจสำนึกได้ชั่วข้ามคืน ไม่มีหรอก นอกจากตายแล้วไปเกิดใหม่เท่านั้น”
       เวียงแก้วกดหัวจงจิตลงในอ่างน้ำกะจะให้สำลักตาย ทันใดนั้น เสียงเมดาสวดแผ่เมตตาก็ดังขึ้น
       “สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย”
       เวียงแก้วหันควับไปทางห้องของปกรณ์แล้วก็รู้สึกรำคาญจนร้อนรนจึงหายตัวไป
       
       เมดานั่งสวดแผ่เมตตาอยู่ในห้อง
       “อัพพะยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียน....”
       เวียงแก้วปรากฏตัวเข้ามาด้วยอาการกราดเกรี้ยว
       “หยุด...หยุดเสียที ฉันรำคาญเสียงสวดชุ่ยๆนี่เต็มทนแล้ว ! เอาเวลาแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลให้คนอื่น มาสวดภาวนาให้ตัวเองรอดตายยังจะดีกว่า”
       “อะไรที่ทำแล้วสบายใจ ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน หนูก็จะทำ...หนูจะสวดแผ่เมตตาอย่างนี้ทุกวัน ไม่มีใครห้ามหนูได้” เมดาบอก
       “นังหัวดื้อ !!! คิดว่าทำแบบนี้แล้วแกจะชนะหรือไง”
       “การเอาชนะด้วยเมตตาเป็นชัยชนะที่ถาวร เพราะเป็นการลบความ เคียดแค้นชิงชังที่อยู่ในใจเรา ตรงข้ามกับความอาฆาตพยาบาทที่รังแต่จะสร้างรอยบาดหมาง ให้ต่างฝ่ายต่างหาทางแก้แค้นไม่รู้จักจบจักสิ้น” เมดาบอก
       “งั้นแกก็จงสวดต่อไป ดูสิว่าบทสวดของแกจะช่วยให้นังจงจิตมันรอดพ้นเงื้อมือฉันไปได้อีกนานสักแค่ไหน”
       เวียงแก้วระเบิดหัวเราะก่อนหายตัวไป
       “คุณจงจิต !”
       
       เมดาใจหายวาบเพราะนึกถึงจงจิตขึ้นมาทันที

เวียงร้อยดาว ตอนที่ 12
        จงจิตเก็บเสื้อผ้า ทรัพย์สมบัติที่จำเป็นยัดใส่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ด้วยท่าทางร้อนรน
        
       จงจิตคว้าเบี้ยแก้ที่หัวนอนมาสวมไว้ เธอกำลังจะออกจากห้องแต่มาพบกับเมดาที่มาหาพอดี
       “คุณจงจิตจะไปไหนคะ”
       “ฉันจะไปไหนมันก็เรื่องฉัน แกอย่าแส่ หลีกไป”
       จงจิตผลักร้อยดาวแล้วรีบขนสัมภาระก่อนจะก้าวฉับๆไป เมดาเห็นที่หน้าผากของจงจิตมีรอยกากบาทก็ใจหายวาบแล้วรีบวิ่งตามจงจิตไปทันที
       
       จงจิตโยนกระเป๋าสัมภาระโครมไว้ที่เบาะหลัง เมดาวิ่งตามจงจิตเพื่อมาห้ามไว้
       “คุณจงจิตคะ !!! อย่าไปเลยค่ะ”
       จงจิตไม่ฟังเสียงจึงสตาร์ทรถแล้วขับบึ่งออกไปทันที เมดาเห็นผีเวียงแก้วใบหน้าเน่าเฟะนั่งอยู่ที่เบาะข้างๆจงจิตก่อนจะหันมาแสยะยิ้มให้ เมดาวิ่งตามแต่ไม่ทันรถของจงจิต เมดาเหลียวซ้ายแลขวาจนเห็นจักรยานของบังหนั่นคันเก่าๆ จอดพิงที่ข้างกำแพง เมดาไม่รอช้าจึงปั่นจักรยานตามรถของจงจิตไปทันที
       
       นมแสงเห็นห้องจงจิตเปิดประตูแง้มอยู่ก็แปลกใจจึงผลักประตูเข้าไปดู นมแสงเห็นห้องจงจิตว่างเปล่า ตู้เสื้อผ้าเปิดอ้าซ่าและเหลือเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ตัว
       “ดึกๆดื่นๆ คุณจงจิตออกไปไหนของเธอนะ ?”
       นมแสงแปลกใจพอหันกลับมาก็เห็นเต็มเดือนยืนอยู่ก็ถึงกับผงะ
       “ตกใจอะไรหรือจ๊ะ นมแสง”
       “ปละ...เปล่าค่ะ...”
       “นมแสงเป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยง อยู่ที่นี่มานานต้องรู้จักนิสัยใจคอของแต่ละคนในบดินทร์ธรเป็นอย่างดี...นมแสงคิดว่าฉันเป็นคนยังไงหรือจ๊ะ ?”
       นมแสงเหงื่อแตกซิกและน้ำท่วมปากไม่กล้าตอบจึงได้แต่อึกๆอักๆ
       เต็มเดือนหัวเราะเบาๆ “คงเห็นฉันน่ากลัวนักกระมัง ถึงได้ไม่กล้าพูด”
       “ดิฉันขอตัวก่อนนะคะ”
       นมแสงขอตัวด้วยความรู้สึกตะครั่นตะครออย่างบอกไม่ถูก
       “เดี๋ยว !! ยังไปไหนไม่ได้”
       นมแสงชะงักและก้าวขาไม่ออก เต็มเดือนเดินเข้ามาทางด้านหลัง
       “มีเรื่องหนึ่งที่นมแสงจะต้องรู้ไว้ ! เผอิญฉันได้ยินที่นมแสงบอกกับหนูร้อยดาวเมื่อเย็นนี้”
       นมแสงสะดุ้งเฮือกใจหายวาบ
       “อะไรที่ไม่ควรพูดก็อย่าได้พูด คนที่อายุยืนคือคนหูหนวก ตาบอด และเป็นใบ้เท่านั้น ส่วนคนพูดมากฉันเห็นอายุไม่ค่อยยืนสักราย... ฉันขอเตือนเป็นครั้งสุดท้าย จำเอาไว้ให้ดี ! ฉันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่นมคิดหรอกนะ....”
       เต็มเดือนค่อยๆหยิบเชิงเทียนทองเหลืองที่ตั้งอยู่ใกล้ๆขึ้นมา
       “แต่ฉันน่ากลัวยิ่งกว่าที่แกคิด”
       เต็มเดือนเอาเชิงเทียนขึ้นมากระชับในมือหมายจะฟาดที่กลางกะโหลกของนมแสง นมแสงหลับตาปี๋ พร้อมกับคิดถึงพ่อแก้วแม่แก้ว เธอคิดว่าต้องตายแน่ๆ เสียงปรมัตถ์ดังขัดจังหวะ
       “คุณนมครับ !”
       เต็มเดือนวางเชิงเทียนไว้ที่เดิมก่อนจะหันมาเห็นปรมัตถ์ยืนอยู่
       “คุณท่านให้ผมมาตามไปพบที่ห้องครับ” ปรมัตถ์บอก
       นมแสงรับคำ “ค่ะๆๆ”
       นมแสงรีบเดินไป เต็มเดือนมองหน้าปรมัตถ์ ปรมัตถ์มองสู้ตาเพื่อประกาศตัวเป็นศัตรูอย่างเปิดเผย
       
       เมดาปั่นจักรยานตามจงจิตไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย สิบทิศขับรถตามมาด้านหลังเพราะเพิ่งกลับจากโรงพยาบาล พอเห็นว่าเป็นเมดาสิบทิศก็ขับไปจอดใกล้ๆ แล้วลดกระจกลง
       “ดึกแล้ว จะไปไหน ?”
       เมดาหอบ “คุณชายมาก็ดีแล้ว ช่วยพาดิฉันตามรถคุณจงจิตไปที”
       “เกิดอะไรขึ้น ?”
       “คุณจงจิตกำลังตกอยู่ในอันตราย” เมดาบอก
       เมดาทิ้งจักรยานแล้ววิ่งไปขึ้นรถสิบทิศก่อนจะออกรถตามไปทันที
       
       จงจิตรีบขับรถฝ่าไปในความมืด ทันใดนั้นก็มีเงาของอะไรบางอย่างคล้ายๆหมาดำตัวใหญ่วิ่งตัดหน้ารถไปอย่างรวดเร็ว จงจิตหักพวงมาลัยหลบลงข้างทางจนไปชนกับต้นไม้ใหญ่ ศีรษะจงจิตกระแทกพวงมาลัยจนเลือดอาบ เธอมึนไปหมด จงจิตลงมาดูรถ เธอเห็นรถชนกับต้นไม้ควันขึ้นทำให้ไปไหนไม่ได้
       “โธ่เว๊ย !!! ซวยจริงๆ คนยิ่งรีบๆอยู่”
       
       จงจิตกวาดมองไปรอบๆ ก็เห็นแสงไฟจากบ้านคนส่องอยู่ไกลๆ จงจิตตัดสินใจเดินตามแสงไฟนั้นไป
        
       อ่านต่อตอนที่ 13

จำนวนคนโหวต 29 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 28 คน
97 %
ไม่เห็นด้วย 1 คน
3 %
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2016