หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกละครออนไลน์ | ละครออนไลน์
ละครออนไลน์ คุ้มนางครวญ

คุ้มนางครวญ ตอนที่ 12

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 กุมภาพันธ์ 2557 16:13 น.
1 | 2 | 3 | 4
หน้าถัดไป
คุ้มนางครวญ ตอนที่ 12
       คุ้มนางครวญ ตอนที่ 12
       
       สายน้ำลดความเชี่ยวลง แต่ก็ยังคงไหลแรงพอควร ดารารายพาหลวงเทพภักดีพุ่งตัวเข้าหาฝั่ง ตรงลานหินเรียบกว้าง ดารารายดึงร่างหลวงเทพซึ่งสำลักกระอักกระไอให้นอนบนแผ่นหิน แล้วขยับถอยออกหอบจนตัวโยน ปลดหน้าไม้จากไหล่
       
       “ให้ตายเถิด ตัวหนักเหมือนควาย”
       “ขอบใจเจ้า”
       ดารารายทิ้งตัวลง นอนหงายแผ่ หอบหายใจ ไม่ทันรู้ตัวว่าเสื้อนั้นแบะเปิด เห็นผ้ารัดอกสีขาวข้างใน
       หลวงเทพนอนหงายเอียงหน้ามองดาราราย ที่ผ้าโพกหัวหายไปแล้วเห็นผมที่มุ่นไว้ดูใหญ่โต
       “ผมเจ้าช่างยาวจริง ยังกับผู้หญิง”
       ดารารายชะงัก ยกมือแตะผม สมองคิดคำแก้ตัว
       “ป้อจายคนเมืองไว้ผมยาวทั้งนั้น ไม่เหมือนพวกคนใต้อย่างเจ้า แม่ญิงป้อจายตัดผมเหี้ยนกันหมด”
       “ข้ารู้ว่าผู้ชายเหนือไว้ผมยาว แต่ไม่เคยรู้ว่ายาวถึงเพียงนี้”
       “อย่ามายุ่มย่ามเรื่องผมข้านักเลย”
       ดารารายลุกนั่ง เอามือขมวกผมให้แน่นใหม่ หลวงเทพลุกบ้าง แล้วมองดูอกเสื้อดารารายที่เปิดแบะ
       “นั่นผ้าอะไร”
       “เจ้าพูดอะไร”
       “ผ้าที่เจ้าพันอกไว้น่ะ”
       ดารารายก้มดูแล้วตาเหลือก กระชากเสื้อมาปิดทบ
       “ไม่ใช่ผ้าพันอก นี่ผ้าพันแผล ข้า...ข้าล่าสัตว์ถูกหมีตะปบ พอกยา พันแผลไว้”
       หลวงเทพพยักหน้าหงึกๆ “อ้อ ข้าลืมไป เจ้าชื่ออะไร”
       “ข้าชื่อราย...เป็นพ่อค้ามาจากเวียงแก้ว”
       หลวงเทพภักดีแปลกใจ
       “เวียงแก้วหรือ พวกข้ากำลังเดินทางไปเวียงแก้วพอดี ข้าชื่อ ภักดิ์”
       “พักอันใด พักผ่อนนอนหลับหรือ”
       “เรียกข้าว่าภักดิ์ก็พอ”
       ลมดึกพัดกรูเกรียวมา หลวงเทพสยิวกาย
       “ลมหนาวขนาดนี้ ใส่ผ้าเปียกๆมีหวังหนาวตาย”
       หลวงเทพถอดเสื้อออกบิด น้ำไหลพรู ดารารายสะดุ้งแล้วทำหน้าเฉย หลวงเทพหันมาหา เห็นมัดกล้าม แผงอกแกร่ง ดารารายต้องเมินหน้าหนี
       “เจ้าเล่า ไม่ถอดผ้าเปียกออกหรือ”
       “ข้าไม่หนาว”
       ขาดคำ ลมก็พัดกรูเกรียวมาอีกระลอก ดารารายกอดอกแน่น ฟันกระทบกันดังกึกๆ หลวงเทพมองตาปริบๆ
       
       สองคนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ดารารายก่อไฟกองใหญ่ เอาเศษไม้เขี่ยถ่านไฟให้ลุกโชน หลวงเทพนุ่งกางเกงตัวเดียว เอาไม้มาปักใกล้ไฟ ทำเป็นที่ย่างเสื้อและผ้าขาวม้าคาดเอวให้แห้ง
       “เจ้าก่อไฟเก่งจริง”
       “ข้าคนป่าคนดอย ไม่มือห่างตีนห่างเหมือนเจ้า”
       หลวงเทพรู้สึกเพลิดเพลิน ไม่โกรธแม้โดนแขวะ ดารารายยังคงหนาวตัวสั่น
       “ผ้าขาวม้าข้าแห้งแล้ว เจ้าเอาไปนุ่งก่อนก็ได้”
       หลวงเทพส่งผ้าขาวม้าให้ ดารารายลังเล
       “ข้าไม่อยากให้เจ้าหนาวตาย” เห็นดารารายอ่อนลง “ข้าขี้เกียจฝังศพเจ้า”
       ดารารายตาเขียว กระชากผ้าขาวม้ามา เอาผ้าขาวม้าคลุมตัว เสื้อถูกย่างอยู่เหนือไฟ หลวงเทพกลับเสื้อดารารายให้
       “แปลกจริง”
       “อันใด”
       “เสื้อผ้าเจ้าหอมยังกับดอกไม้”
       “ใช่ ไม่เหมือนผ้าต่องเจ้า เหม็นสาบยิ่งนัก”
       หลวงเทพรู้ว่าดารารายประชด จึงแกล้งเอียงหน้าก้มลงดมซอกแขนตัวเองซ้ายขวา
       “เจ้าใส่ความข้า เนื้อตัวข้าหอมรวยรื่น เจ้าลองดมดูก็ได้”
       ดารารายสะดุ้ง “เจ้าเก็บไว้ให้เจ้าหัวหน้าโจรนั่นซุกไซ้ดอมดมเถิด”
       “เจ้าโจรนั่นลักเพศ โหดเหี้ยม หยาบช้า ขอให้มันตายเป็นผีน้ำเถิด”
       “มันเข่นฆ่าท่านลุง ไม่รู้ว่าพี่น้องข้าจะเป็นอันใดบ้าง”
       ดารารายน้ำตาคลอ “โธ่เอ๋ย พี่ทิพย์ พี่ทิมจะถูกพวกโจรทำอันใดบ้างก็ไม่รู้”
       หลวงเทพมองดูแล้วสงสาร ขยับมานั่งเคียง โอบไหล่ดาราราย ดารารายเช็ดน้ำตา
       “อาจไม่เป็นอะไรก็ได้ พวกข้าอาจจะมาช่วยได้ทัน”
       ดารารายพยักหน้า แล้วนึกออกว่าหลวงเทพมาโอบไหล่ ร่างท่อนบนเปลือยเปล่ากำลังแนบตัวอยู่
       “ถอยไป ไม่ต้องมาโอบข้า”
       ดารารายปัดมือเขาออก มือหลวงเทพดึงผ้าขาวม้าหลุดไปด้วย เหลือแต่ผ้ารัดอก ดารารายร้องอุทาน
       “เฮ้ย”
       หลวงเทพขยับถอยออกมา ดวงตามีแววขบขันบางอย่าง ดารารายค้อนตาเขียว รีบดึงผ้าขาวม้ามาปิดคลุมตัวใหม่ หลวงเทพลงนั่งขัดสมาธิ เขี่ยไฟเล่น
       “แล้วเราจะทำอะไรต่อไป”
       “น้ำพัดพาเรามาไกลยิ่ง ถ้าเราเดินย้อนกลับไปคงไม่ได้การแล้ว”
       “แล้วจะยังไงดี”
       “เราควรกลับไปเวียงแก้ว ข้าจะนำทางเจ้าไปเอง”
       
       เช้าวันต่อมา ที่ลานหลังคุ้มน้อย ยอดหล้าโปรยปรายข้าว ฝูงนกพิราบ นกเขา นกกระจอกกินกันอยู่เต็มลาน นางผัน นางเผื่อนถือกระบุง ยืนหน้าหงิก เกลียดนกอยู่ด้านหลัง
       “กินข้าวเถอะ นกน้อยๆของข้า ดารารายไม่อยู่ พวกเจ้าไม่ต้องกลัวหรอก”
       ฝูงนกร้องจ๊อกแจ๊ก จอแจ ทันใดนั้นมีเสียงร้องกายาว ยอดหล้าแหงนดูแล้วยิ้ม
       “เจ้ากาตัวน้อย เจ้าก็มาหรือ”
       ยอดหล้ายื่นแขนไป อีกาดำตัวใหญ่บินลงมาเกาะแขน เอียงคอดูยอดหล้า
       “ดูซี ผัน เผื่อน มันเชื่องถึงปานนี้แล้ว”
       นางผัน นางเผื่อนฉีกยิ้ม ทำรักสัตว์ขึ้นมากะทันหัน
       “ก็เจ้านางช่วยมันจากเจ้านางน้อยนี่เจ้า”
       “ทั้งยังเยียวยามันอยู่ตั้งร่วมเดือน”
       ยอดหล้าเอาอีกมือกอบข้าวยื่นไปให้ อีกาใหญ่มองเหมือนขอบใจ แล้วกินอย่างรวดเร็ว
       “ไม่ต้องรีบ ดารารายไม่อยู่ เจ้าไม่ต้องรีบกินหรอก”
       อีกาชะงักหันมามองหน้ายอดหล้า แล้วร้องแก๊กๆๆ ยอดหล้าหัวเราะกิ๊ก
       “ข้ารู้ว่าเจ้าชังน้องข้า แต่ความจริงน้องข้ามิได้ชั่วร้ายหรอก”
       อีการ้องแก๊กๆๆ อีก คล้ายเถียง นางผัน นางเผื่อนลอยหน้าใส่ไฟ
       “ไม่จริงมั้งเจ้า เจ้านาง”
       “แม้แต่อีกาก็ยังรู้เลย ว่าเจ้านางน้อยร้ายกาจแค่ไหนเจ้า”
       ยอดหล้าทำตาเขียวใส่ นางผัน นางเผื่อนคอหด ยอดหล้าหันมาหาอีกา
       “เจ้าจะคุมแค้นไปถึงไหน จงให้อภัย เลิกแล้วต่อกันเถิด”
       ทันใดมีเสียงม้าร้องก้องกึก พร้อมกับเสียงผู้ชายเอ็ดอึง อีกาและฝูงนกแตกฮือบินขึ้นโกลาหล ยอดหล้าเอามือป้องหน้า นางผัน นางเผื่อนร้องวี้ด นั่งยองๆ ลง
       “ว้าย”
       “อีนกบ้า อีนกผี”
       ยอดหล้ามองไป เห็นแสนหลวง บ่าวไพร่ในคุ้ม 2-3 คน กำลังรุมล้อม พยายามจับม้าวายุที่พยศ แต่ไม่มีใครเข้าใกล้ได้
       “เกิดอันใด”
       “เจ้านาง ไม่รู้เกิดอันใด ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ม้าวายุตื่นพังคอกออกมา” บ่าวรายงาน
       “ดารารายไม่อยู่ ผู้ใดจะจับมันได้”
       “นั่นซี เจ้านาง ข้าบาทไม่รู้จะทำเช่นใดแล้ว”
       ยอดหล้าก้าวไป ยื่นมือออก เมตตาบารมีแผ่จากดวงตาและปลายนิ้ว
       “วายุ วายุ พอเถิด”
       ม้าวายุร้อง หยุดยืน ยอดหล้าก้าวไป ลูบคอมัน มันมองดูยอดหล้า ดวงตาร้อนรน
       “เกิดอันใดขึ้น เจ้าตื่นกลัวอันใด”
       ม้าวายุขยับโยกคอ ผงกหัวขึ้นลง
       “ดารารายไปเวียงไชย เจ้าคิดถึงดารารายหรือ”
       ม้าวายุร้องฮี้ราวรับคำ แล้วหันตัววิ่งตะบึงไป ข้าไทร้องเอะอะวิ่งตามอีก ยอดหล้ากังวลใจ
       “คงไม่เกิดเรื่องอันใดนะ คุณพระ คุณเจ้า ช่วยคุ้มครองน้องข้าด้วยเถิดเจ้า”
       
       ป่าดงดิบ ต้นไม้สูงใหญ่ใบหนาจนแสงแดดส่องไม่ถึงพื้น ดารารายเดินนำคล่องแคล่ว หลวงเทพเดินตามมีอาการเหนื่อย หยุดปลดกระบอกไม้ไผ่ที่ร้อยเถาไม้คล้องไหล่มาดื่ม ดารารายชะงักฝีเท้าหันมามองอย่างหมั่นไส้ ดารารายเอาผ้าคาดเอวมาโพกผม
       “หยุดอีกแล้ว อย่างนี้เมื่อไหร่จะถึงเวียงแก้ว”
       หลวงเทพภักดีไม่สนใจ ดื่มต่อ ดารารายกระโดดมาถึงตัว กดกระบอกลง
       “พอๆ เดี๋ยวน้ำหมด แล้วเจ้าจะเอาที่ไหนกิน”
       “ก็น้ำของเจ้าไง”
       “เรื่องอันใด น้ำส่วนของข้าก็ของข้า ไปต่อ”
       หลวงเทพเดินตามแล้วมองดูรอบๆ จากนั้นก็ขมวดคิ้ว
       “นี่เจ้าแน่ใจหรือว่าเจ้ารู้ทาง”
       ดารารายหมั่นไส้ “เฮอะ ข้าเป็นว่านเครือจอมพราน ชำนาญหนทางยิ่ง”
       “เจ้าไม่พาข้าหลงแน่นะ”
       “ป่าแถบนี้ ข้ารู้จักดีราวฝ่ามือข้าเอง”
       หลวงเทพเท้าสะเอวมองดารารายอย่างอ่อนใจ “ฝ่ามือเจ้าน่าจะมีปัญหาแล้ว มาดูนี่”
       หลวงเทพชี้ที่ต้นไม้ใหญ่ที่ใกล้ทางเลี้ยวหนึ่ง อันเป็นเส้นทางสัตว์เดิน
       “ดูอันใด”
       “นี่”
       ดารารายมองดูเห็นเปลือกไม้มีรอยบากเป็นลูกศร
       “แล้วทำไม ก็แค่มีคนบากต้นไม้ไว้เป็นเครื่องสังเกต เจ้าไม่รู้ดอกหรือ”
       “ใช่ ข้าไม่รู้ ข้าไม่ใช่ลูกหลานจอมพรานเช่นเจ้า” ดารารายกอดอกอย่างภาคภูมิ “แต่ที่ข้ารู้ก็คือ รอยลูกศรนั่นข้าบากไว้เองด้วยมีดนี้ เมื่อชั่วยามก่อน”
       หลวงเทพชูมีดสั้นที่ยังคงเหลือติดตัว ดารารายอึ้ง หลวงเทพยิ้มสะใจ
       “อันใด”
       “ไม่มีอันใด แค่จอมพรานอย่างเจ้า พาข้าเดินเป็นวงกลมอยู่ทั้งวันเท่านั้นเอง”
       
       ที่เพิงหินใกล้เชิงเขาในเวลาต่อมา ดารารายและหลวงเทพหยุดพัก ก่อกองไฟใหญ่ ทั้งยังก่อกองไฟเล็กๆ รายรอบ หลวงเทพนั่งเขี่ยอะไรอย่างหนึ่งในไฟ ดารารายเหลาไม้ทำเป็นลูกดอกในยามฉุกเฉินที่ลูกดอกตกน้ำหายหมด
       “เอาออกจากไฟได้แล้วหรือยัง”
       “ลองดูซี”
       หลวงเทพภักดีเอาก้อนดินเหนียวที่ถูกเผาจนสุกออกจากกองไฟ แล้วเอาหินทุบแบะออกเห็นไก่ป่าสุกส่งควันฉุย ดารารายขยับมาดู หลวงเทพยิ้มร่า
       “สุกพอดีเลย เจ้านี่เก่งแท้ ทั้งยิงไก่ป่า ทั้งรู้วิธีปรุง”
       “ก็ข้าเป็น…”
       หลวงเทพพูดต่อ “ลูกหลานจอมพราน ข้าจำขึ้นใจแล้วเจ้าไม่ต้องพูดหรอก”
       ดารารายเองชะงักคำพูด เพราะยังอับอายอยู่ที่หลงป่า แต่เมื่อหลวงเทพกระเซ้าก็ยิ่งอายจนพาล เลยร้องฮึ สะบัดหน้าพรืด หลวงเทพอมยิ้ม ลงมือฉีกไก่ใส่ใบไม้ใหญ่ส่งให้
       “ของเจ้า”
       “ข้าไม่หิว” ดารารายไม่รับ แต่ท้องเจ้ากรรมร้องดังสนั่น ดารารายยิ่งอับอาย
       “ปากเจ้าไม่หิว แต่ท้องเจ้าหิวแล้ว”
       ดารารายกระชากใบไม้มา หลวงเทพเริ่มกินไก่ของตัวเอง ดารารายกรีดนิ้ว เล็มกินคำเล็กๆดูงดงาม หลวงเทพมองดู
       “ทำไมเจ้าต้องก่อไฟกองเล็กกองน้อยล้อมไว้ด้วย”
       “เรามาพักในเพิงหินติดเขาอย่างนี้ ตามโพรงหินอาจมีงูพิษ แมงพิษอยู่”
       หลวงเทพมีอาการแขยงงูขึ้นมา
       “มีงูหรือ แย่แล้ว งูมันกลัวไฟใช่ไหม ข้าจะได้นอนใกล้ๆไฟ”
       “ใครบอกเจ้างูมันขี้หนาว มันชอบที่อุ่น บางคนนะพอตื่นเช้ามามีงูเห่ามาขดอยู่กลางอก บางคนยิ่งแล้วใหญ่ งูมันเลื้อยเข้าในเตี่ยว”
       หลวงเทพตาเบิกโพลงร้องอุทาน “ตายโหง”
       ดารารายยิ่งสะใจที่เห็นหลวงเทพกลัวงู
       “ใช่แล้ว ถูกงูกัดย่อมตายโหง”
       หลวงเทพค้อน เอาหลังมือป้ายเหงื่อที่หน้าผากมาเช็ดกับขากางเกง ดารารายทำท่ายี้
       “เหนียวตัวจริง ตรงนั้นมีน้ำตกเล็กๆ กับแอ่งน้ำ เดี๋ยวข้าไปอาบน้ำดีกว่า เจ้าไปอาบน้ำกับข้าไหม”
       ดารารายสะดุ้ง รีบบ่ายเบี่ยง “หนาวจะตาย ข้าไม่อาบ”
       “ห๊ะ ทีนี้ใครกันแน่ที่เหม็นสาบ”
       ดารารายเชิดใส่ หลวงเทพมีแววยิ้มที่ดวงตา
       “อ้อ หน้าอกเจ้า”
       ดารารายสะดุ้งหนักกว่าเดิม “อันใด เจ้าพูดถึงหน้าอกข้าทำไม”
       “อ้าว ก็เจ้าบอกถูกเสือตะปบหน้าอก พอกยา พันแผลไว้ไง”
       “ใครบอกเจ้า ข้าถูกเสือตะปบที่หลังต่างหาก”
       หลวงเทพยิ้มมุมปาก พยักหน้า
       “อ้อ ด้านหลัง มิใช่ด้านหน้า แผลเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ให้ข้าช่วยดูให้เจ้าไหม”
       ดารารายยก 2 มือกอดอก “ไม่ต้อง! อย่ามายุ่งกับอก เอ๊ย หลังข้า”
       หลวงเทพฉีกไก่กินต่อ ดารารายเชิดหน้า
       
       ตกกลางคืน ดวงจันทร์ลอยขึ้นสูงส่องแสงสว่างบนท้องฟ้า แต่ป่าเบื้องล่างก็ยังดูทึบทะมึน
       ไฟกองใหญ่เหลือเปลวแค่ครึ่งเดียว ไฟกองเล็กกองน้อยโดยรอบก็เหลือน้อยลง หลวงเทพและดารารายนอนหลับอยู่คนละด้านของกองไฟใหญ่ เสียงหรีดหริ่งเรไรดังระงม
       สองคนหลับสนิท ไม่รู้ตัวว่าบางอย่างเคลื่อนไหวในความมืดของป่ารอบนอก มีจุดแสง 2 จุดเคลื่อนที่ใกล้เข้ามา เสียงแมลงกลางคืนดังระงมพลันเงียบไปราวปลิดทิ้ง
       
       จุดแสงไฟนั้นขยับลับหายไป แล้วปรากฏวูบใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามาอีก จนเมื่อแสงจากกองไฟส่องกระทบถึงพบว่าแสงนั้นเปล่งออกมาจากดวงตาเรืองแสง ของ ผีขาเดียว ที่แสยะปากเห็นเขี้ยวซับซ้อนมองดารารายและหลวงเทพภักดีอยู่

คุ้มนางครวญ ตอนที่ 12
       ดารารายและหลวงเทพยังคงนอนหลับนิ่ง แสงไฟวอมแวมส่องทาบลงบนตัวผีขาเดียว มันจ้องดูดารารายและหลวงเทพ ตัวโยกส่ายบนขาข้างเดียวราวงูจงอางแผ่แม่เบี้ย แล้วขยับตัว ร่างมันลอยวูบขึ้น ทิ้งตัวลงใกล้เขตไฟ
       
       ผีขาเดียวมองดูดารารายและหลวงเทพอีก แล้วพ่นควันสีเขียวออกจากปาก ควันนั้นลอยฟุ้งไปยังหลวงเทพและดาราราย
       ดารารายลืมตาขึ้น ควันฟุ้งมาถึงหน้า ดารารายผิดสังเกต ขยับจะลุก แต่ร่างกลับฟาดกลับไปที่พื้น ดารารายพยายามขยับนิ้วมือนิ้วเท้า แต่กลับขยับได้เพียงเล็กน้อย
       ดารารายตาเบิกกว้าง เอียงหน้าไปเห็น เจ้าภักดิ์ นอนเอาผ้าขาวม้าคลุมโปงอยู่ ไม่รู้สึกรู้สา ดารารายร้อง แต่เสียงออกมาค่อยกว่าเสียงกระซิบ
       “เจ้า...ภักดิ์”
       หลวงเทพยังคงนอนแน่นิ่ง
       ผีขาเดียวกระโดดวูบมาข้างตัวดาราราย ดารารายเบิกตากว้าง ผีขาเดียวงอขาย่อตัวลดลง เห็นใบหน้าสยองขวัญ ดารารายผงะ อยากกรีดร้องแต่มีเพียงเสียงในคอ ผีขาเดียวแสยะปาก เห็นเขี้ยวสลับซับซ้อน มือที่มีเล็บโง้งยื่นมา กรีดขากางเกงดารารายขาดวูบไปถึงโคนขา
       ดารารายพยายามขยับ แต่ไม่เป็นผล
       ผีขาเดียวพลันยื่นลิ้นออกมา ลิ้นนั้นยาวยืดราวหลอดดูด ที่ปลายลิ้นมีรูเปิด รอบรูนั้นมีเขี้ยวอยู่รายรอบ ปลายลิ้นยื่นลงจ่อโคนขาอ่อนดาราราย
       ดารารายผวาเฮือก
       ทันใดผีขาเดียวก็ผงะ มีหอกไม้อันหนึ่งเสียบติดกลางหลัง มันยืดกายพรวดขึ้น หันมาเห็นหลวงเทพยืนจังก้า ในมือถือหอกไม้ปลายแหลมอีกอันหนึ่ง มีผ้าขาวม้าเปียกชื้นคลุมปิดจมูก
       “นี่เจ้าเป็นตัวอะไร”
       ผีขาเดียวคำรามก้องกึก เอามือกรงเล็บปาดหอกไม้หลุดจากหลัง เลือดสีเขียวไหลซึม แต่เหมือนไม่เจ็บปวด ดารารายมองดู
       หลวงเทพมองดารารายอย่างเป็นห่วง ทันใดผีขาเดียวก็โผนลอยขึ้น พุ่งวูบใส่หลวงเทพ หลวงเทพพลันทิ้งตัวนอนหงาย ผีขาเดียวโถมลงมา หลวงเทพพลันตั้งหอกไม้รับ ร่างผีขาเดียวเสียบกับหอกไม้ เลือดสีเขียวไหลปรี่ออกชโลมหอก กระเซ็นโดนหลวงเทพ
       หลวงเทพลุกขึ้นจับไม้ชู ผีขาเดียวดิ้นกระแด่วเสียบปลายไม้ หลวงเทพทุ่มมันออก ร่างผีขาเดียวตกลงพื้น แผดร้องดิ้น
       หลวงเทพพรวดไปหาดาราราย ปลดผ้าขาวม้าออก ปิดจมูกให้
       “เจ้าหายใจผ่านผ้านี่”
       ดารารายพยักหน้าร้องอู้อี้ บุ้ยใบ้ไปข้างหลัง หลวงเทพหันขวับไป
       ผีขาเดียวทรงตัวยืน เอามือปัดไม้ที่อกหลุด ไม่บาดเจ็บเช่นเคย มันกระโดดพรวดมาตวัดกรงเล็บใส่ หลวงเทพหลบลนลานฉิวเฉียดล้มไปทางหนึ่ง
       ผีขาเดียวหมุนตัวโยกเยกตาม แล้วพุ่งวูบขึ้น ตกลงคร่อมหลวงเทพ ยื่นมือกรงเล็บกดบีบคอ
       หลวงเทพตาเหลือกลาน มีขาเดียวบีบเค้น หลวงเทพพลันดึงมีดสั้นเสียบเข้าสีข้างมัน ผีขาเดียวแผดร้อง หลวงเทพงอขาเข้าแล้วถีบไปเต็มแรง ร่างผีขาเดียวถอยไปตกลง มันเด้งพรวดขึ้นอีก ปัดมีดหล่นหลุด
       “หอก ดาบ ทำอะไรเจ้ามิได้หรือ”
       “งั้นลองเจอนี่หน่อยเป็นไร”
       ดารารายยืนจังก้า ในมือมีดุ้นฟืนติดไฟจ่อใส่ผีขาเดียว ไฟติดผมมันพรึบ มันร้อง เอามือปัด
       ดารารายโยนดุ้นฟืนอีกมือให้หลวงเทพ ทั้งคู่ใช้ไฟเป็นอาวุธเข้าแหย่ ฟาดฟัน ผีขาเดียวหวีดร้องถอยหนี แล้วพ่นควันอีกฟูดใส่
       หลวงเทพกลั้นหายใจ ดารารายตวัดผ้ามาปิดจมูก ผีขาเดียวโดดสุดแรง ร่างพุ่งขึ้นหายไปหลวงเทพทรุดลง ดารารายรีบเข้ามาประคองไว้
       “เจ้าเป็นอะไรไหม”
       “แค่หน้ามืด ควันพิษของมันแค่ทำให้ชา”
       “มิใช่ แค่ชา แต่เหมือนเป็นอัมพาต เจ็บใจนัก”
       “มันคือตัวอะไรกันแน่”
       ดารารายกัดริมฝีปาก มองดูทิศที่ผีขาเดียวโดดหายไป
       “ผีขาเดียว...ข้าเคยได้ยินคำเล่าลือมานาน คิดว่าเป็นเรื่องเล่าหลอกเด็ก ไม่คิดว่ามีอยู่จริง”
       หลวงเทพหายหน้ามืด ตั้งตัวตรงดูรอยเลือดสีเขียวบนเสื้อ ดารารายขยับออก
       “มันมีเลือดเนื้อ บาดเจ็บได้ ย่อมไม่ใช่ภูตผี” หลวงเทพตั้งขอสังเกต
       “มันคงเป็นตัวประหลาดชนิดหนึ่ง มันรมยาคนให้สลบแล้วดูดเลือด ผู้เฒ่าเล่าว่ามันดูดเลือดจากหัวแม่เท้า”
       “แต่มันดูดเลือดเจ้าตรงขาหนีบ”
       ดารารายเพิ่งนึกออกว่าผ้าขาดสูง น่าเสียวไส้ หน้าแดงถลึงตา
       “นี่เรียกโคนขา มิใช่ขาหนีบ”
       ดารารายนั่งเบี่ยงตัว เอามือดึงผ้าขาดให้ทบกัน หลวงเทพมอง ดารารายชวนคุยกลบเกลื่อน
       “ทำไมเจ้าจึงรู้ตัวก่อน”
       “ข้าตื่นขึ้นกลางดึก เพราะเสียงจักจั่นเรไรดังสนั่น จู่ๆ เสียงก็เงียบหายผิดสังเกตยิ่ง จากนั้นข้าก็ได้กลิ่นประหลาด สังหรณ์ว่าเป็นพิษ ข้าจึงเอาผ้าเปียกอุดจมูก จึงไม่โดนพิษยาสลบมัน”
       ดารารายพยักหน้า จับชายผ้าขาวม้าที่คล้องคอมาดู
       “เจ้าก็ฉลาดเหมือนกันนี่”
       “ข้ารู้...อ้อ ไม่รู้ว่าผ้าข้ายังเหม็นสาบอยู่หรือไม่”
       ดารารายชะงัก กระชากผ้าขาวม้าออก ปาใส่หน้าเขา หลวงเทพรับไว้ หัวเราะเบาๆ
       
       บรรยากาศป่าในเวลาเช้าแสนสดใส ฝูงนกออกหากิน ส่วนที่พื้นดินมีกองเลือดแห้งสีเขียว หลวงเทพนั่งยองๆเอาเศษไม้เขี่ยดู ดารารายยืนอยู่ใกล้ๆ หลวงเทพลุกขึ้นยืน เห็นว่าที่เสื้อผ้าหลวงเทพยังมีรอยเลือดที่ไม่ได้ซัก แต่แค่เช็ดๆออก
       “มันหนีไปทางนี้ ข้าว่ามันต้องไปทางภูเขาใหญ่นั่น”
       หลวงเทพชี้ไปทางภูเขา ดารารายยักไหล่
       “เจ้าจะตามล่าผีขาเดียว หรือว่าจะเดินทางต่อ”
       “ย่อมต้องเดินทางต่อ เพียงแต่...”
       “เพียงแต่อันใด”
       “เพียงแต่ข้าไม่รู้ว่า วันนี้เจ้าจะพาข้าหลงไปทิศใดอีก”
       ดารารายสะบัดหน้าพรืด เดินปึงๆ หนีไป หลวงเทพอมยิ้มเดินตาม
       
       สภาพป่าเริ่มโปร่งขึ้น มีดอกไม้ป่างดงามตามทาง ดารารายเด็ดดอกไม้มากิ่งหนึ่ง ท่าทางรื่นรมย์ใจ หลวงเทพเลยเด็ดมาบ้าง ดารารายร้องเพลงเบาๆ
       “เดินทางผู้เดียวกลางไพรกว้าง ไร้คนเคียงข้างน่าพรึงพรั่น”
       ดารารายยังทำเสียงห้าว หลวงเทพมองอย่างเพลิดเพลิน
       “หากมีคนรู้ใจไปด้วยกัน ไพรสัณห์จักกลายเป็นเมืองบน”
       หลวงเทพปรบมือ “มิน่าเล่า”
       “มิน่าอันใด”
       “มิน่าป่าแถบนี้ถึงได้งดงามเหมือนเมืองฟ้า”
       ดารารายงง หลวงเทพโอบไหล่ดาราราย
       “เพราะเจ้ามีข้าเคียงข้างเป็นคนรู้ใจนั่นเอง”
       ดารารายหน้าแดง รีบปลดมือ ผลักหลวงเทพเซไป
       “โอ๊ย อะไรเล่า”
       ดารารายเท้าสะเอว
       “คนรู้ใจในเพลงย่อมเป็นแม่หญิงงดงาม มิใช่บึกบึนเช่นเจ้า”
       หลวงเทพเอาดอกไม่ทัดหู 2 ข้าง เอาผ้าขาวม้ามาคล้องคอจับชายผ้ากรีดกราย
       “ข้าเป็นแม่หญิงงดงามให้เองก็ได้”
       ดารารายทำหน้าขยะแขยง ทว่าดวงตาชอบใจ
       “เจ้านี่วิปริต ลักเพศ เป็นขืด เป็นอัปมงคลนัก”
       หลวงเทพยื่นหน้ามาใกล้ “ลักเพศ แล้วจะเกิดอะไร”
       “ฟ้าจะผ่าหัวเจ้าน่ะซี”
       ดารารายเอานิ้วทิ่มหน้าหลวงเทพ หลวงเทพร้องว้าย ดารารายหัวเราะออกมา หลวงเทพมองดาราราย หัวเราะตาม
       ทันใดนั้นมีเสียงดังขวับ พื้นดินที่มีใบไม้แห้ง กลีบดอกไม้เกลื่อนกล่นอยู่ขยับขวับ ตาข่ายภายใต้รวบรัด หลวงเทพและดารารายเข้าด้วยกัน
       “เฮ้ย”
       “ว้าย”
       ตาข่ายลอยหวือขึ้น พาร่างทั้งสองลอยขึ้นไปสูงลิบกลางอากาศ หลวงเทพและดารารายดิ้น
       “อะไรกันนี่”
       “ข่ายดักสัตว์”
       “แล้วข่ายของใคร”
       มีเสียงจ๊อกแจ๊กจอแจดังขึ้น มีร่างคนราว 10 คน กรูออกมาจากหลังพุ่มไม้ หลวงเทพและดารารายมองผ่านตาข่ายลงมา เห็นชาวป่าผมรุงรัง นุ่งผ้าเตี่ยวจากเปลือกไม้ผืนเดียว สวมสร้อยลูกปัดเขี้ยวสัตว์ เขียนหน้าและแขนขาด้วยสีสันลวดลาย มีหน้าไม้และแหลนเป็นอาวุธ ส่งเสียงพูดกันจ๊อกแจ๊ก
       “พวกคนป่า”
       ดารารายตะโกน “ปล่อยเราลงนะ”
       ขาดคำตาข่ายก็ลอยหวือตกลงอย่างเร็ว
       หลวงเทพและดารารายอยู่ในตาข่าย ตาเหลือก รู้ว่าจะต้องตกกระแทกพื้น
       “เฮ้ย ยอ หยุดก่อน”
       ทั้งสองหลับตาปี๋ ร่างตกวูบใกล้ถึงพื้น ฉันพลันตาข่ายก็หยุดเหนือพื้นเพียง 1 คืบ
       ร่างชาวป่ารุมล้อมเข้ามา ชูแหลนยื่น ทำท่าจะทิ่มแทงยืดหดข่มขู่ หน้าตาถมึงทึงเหี้ยมโหด
       หลวงเทพ ดารารายตั้งสติ สังเกตดู แล้วพบว่า ชาวป่านั้นตัวสูงเท่าทั้งคู่ที่นั่งขดอยู่ ที่แท้ชาวป่านั้นตัวเล็ก สูงเท่าเด็ก 10 ขวบ หลวงเทพหายกลัวไปครึ่งหนึ่ง
       “หือม์ คนแคระ”
       บรรดาชาวป่าร้องฮือเหมือนไม่พอใจ มีชาวป่าผู้หนึ่งหน้ามีตีนกา มีหนวดเครารุงรังตวาดมันชื่อ ส่างจ้อย
       “มิใช่”
       ดารารายบอก “พวกนี้คือพวกข่าระแด”
       ชาวป่าผู้นั้นดูท่าทางอารมณ์ดีขึ้น พยักพเยิดกับพรรคพวก
       “ใช่ ใช่ เจ้าเด็กน้อย” ส่างจ้อยว่า
       หลวงเทพทำตาปริบๆ “พวกเจ้าต่างหากตัวเท่าเด็กน้อย”
       บรรดาชาวป่าร้องฮืออีก ดารารายเอาศอกกระทุ้งหลวงเทพๆ ร้องอุ๊บ เงียบไปได้
       “เจ้าหุบปาก ท่านลุง เราเป็นแค่คนเดินทาง ปล่อยพวกเราเถิด ท่านนักรบใจหาญ”
       ส่างจ้อย ชาวป่าผู้นั้นท่าทางบ้ายอ ยิ้มออกมา
       “พูดดี พูดดี”
       ชาวป่าหันมาพยักหน้า ตาข่ายถูกปลดออก หลวงเทพ ดารารายหลุดมาคุกเข่า ชาวป่าเอาแหลนจ้องอยู่ห่างๆ
       ดารารายอวยอีก “ท่านทั้งใจหาญ ทั้งใจดี”
       ส่างจ้อยชอบใจ “ใช่ ใช่”
       หลวงเทพออกอาการเซ็ง “เวรกรรม”
       
       ชาวป่าพิศดูหลวงเทพภักดีแล้วขมวดคิ้ว ร้องอุทาน ชาวป่าอื่นๆก็ร้องอื้ออึง แล้วจ่อแหลนพรึบเข้าติดตัวหลวงเทพ ดาราราย
       “เฮ้ย อะไรอีก” หลวงเทพตกใจ
       ส่างจ้อยชี้ “เลือดสีเขียว เลือดสีเขียว เจ้า...พวกผีขาเดียว”
       
       หลวงเทพและดารารายพากันอ้าปากค้าง
       
       อ่านต่อหน้า 2

1 | 2 | 3 | 4
หน้าถัดไป
ข่าวล่าสุด ในหมวด
คุ้มนางครวญ ตอนที่ 13
คุ้มนางครวญ ตอนที่ 12
คุ้มนางครวญ ตอนที่ 11
คุ้มนางครวญ ตอนที่ 10
คุ้มนางครวญ ตอนที่ 9
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
แสดงผลหน้าเดียว
จำนวนคนโหวต 8 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 8 คน
100 %
ยังไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย
0 %
ความคิดเห็นที่ 6 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
รอนานม๊ากกกกกกก ใจจะขาดแล้วเอย-------
obo
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 5 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ช้ามากเลย อยากอ่านตอนต่อไปเร็ว ๆ แล้วอ่ะ กำลังสนุกเลยจร้า...
MY
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 4 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อยากอ่านแย้วอ่ะ
รอ รอ รอ และก็รอ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
สู้ๆค่ะ
รัก ละครออนไลน์
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 2 -1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
รออยู่น่ะค่ะ คอนที่12 หน้าที่2 ยังไม่มาเลยยย
fontipZ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ๆ
kyuseo21@gmail.com
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | ธุรกิจ | หุ้น | SMEs | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | โฆษณาบนเว็บ
All site contents copyright ©1999-2014