หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกละครออนไลน์ | ละครออนไลน์
ละครออนไลน์ คุ้มนางครวญ

คุ้มนางครวญ ตอนที่ 19**แก้ไข

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 6 มีนาคม 2557 08:52 น.
หน้าที่แล้ว
1 | 2 | 3 | 4
หน้าถัดไป
คุ้มนางครวญ ตอนที่ 19**แก้ไข
        คุ้มนางครวญ ตอนที่ 19 (ต่อ)
       
       บรรดาคนที่บาดเจ็บเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนในจังหวัด ฟื้นตื่นกันมาในตอนกลางวัน วันต่อมา
       
       มาดามสุหัวปูดเท่าลูกมะนาวนั่งอยู่บนเตียงคนไข้กำลังนั่งแต่งหน้าไปด้วย ฐาปกรณ์ยืนมองเซ็งๆ ลูกกบกับรักอยู่ด้วยมีท่าทางตระหนกอยู่
       “นี่เมื่อคืนนี้มีใครเอากล้องเอามือถือถ่ายไว้บ้างหรือเปล่า”
       ลูกกบกับรักมองหน้ากันแล้วสั่นหัว
       “โธ่ มาดาม เมื่อคืนนี้ไม่มีใครตายก็บุญแล้ว” รักเซ็ง
       ลูกกบเสริม “ฮื่อ นึกแล้วยังสยองขวัญ ยายเจ้าแสงหล้านั่นเป็นซุปเปอร์ผีเลยนะคะ”
       มาดามสุที่เห็นคาตาเช่นกัน ทำหน้าปั้นยาก
       “ฉันก็มีแต่แสงเพชรเข้าตา ไม่ได้สังเกตเลยว่าไม่ใช่คน แต่ก็ดีแล้วฉันจะได้เอาเรื่องผีอาละวาดมาทำข่าวโปรโมท”
       ฐาปกรณ์แหวขึ้น “ไม่เอาแล้วโว๊ย ขืนออกข่าวไปคนได้คิดว่าบ้า”
       นางเมียขี้งกโต้ทันควัน “พยานมีเป็นร้อย เห็นผีแผลงฤทธิ์อยู่กะตา ทำไมจะออกข่าวไม่ได้”
       “ไม่มีใครเขาเชื่อหรอก นี่ผมก็กำชับทุกคนแล้วว่าอย่าพูดไปเด็ดขาด”
       ลูกกบเสริมอีก “จริงด้วยค่ะมาดาม ไม่มีใครเชื่อ แถมเขาจะว่าเราแต่งเรื่องตอแหลโปรโมทละคร”
       รักแทรก “หรือไม่พูดไป เขาคงจับส่งโรงพยาบาลบ้า”
       แม้จะถูกรุม แต่มาดามสุไม่ยอม “เรื่องอะไรฉันจะพูด ฉันจะออกข่าว”
       “ก็ดี ผมจะได้ให้หมอส่งคุณไปศรีธัญญา” ตาผัวผู้กำกับบอกอย่างจริงจัง
       มาดามสุหน้างอหงิก
       
       ส่วนอีกห้องมาลารินบาดเจ็บพอควร นั่งอยู่บนเตียงคนไข้ บีบีมีรอยฟกช้ำดำเขียวและรอยเล็บนกจิกข่วน นั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่บนโซฟา
       “ไม่รู้จะขังนังผีนั้นไว้ทำไม ทำไมคุณมหานั่นถึงไม่ฆ่ามันไปเลย”
       “ก็มันตายอยู่แล้ว จะไปฆ่ามันอีกได้ยังไงล่ะ หล่อนไม่เห็นเหรออย่างผีแม่นากเขาก็จับถ่วงลงหม้อ ขังไว้น่ะดีแล้ว พุทโธ ธัมโม”
       มาลารินมองบีบีอย่างสะใจนิดๆ
       “แล้วจะรู้ได้ยังไงว่ามันจะไม่หลุดออกมาอีก”
       “ว้าย ไม่เอาแล้ว ฉันกะหล่อนกลับกรุงเทพฯ เย็นนี้เลย ดีนะยะไม่โดนอีผีเจ้านางนั่น มันหักคอเอา ฮือ ถ้าเชื่อหล่อน ฉันก็ไม่ไปมัวหลงขนเพชรมันหรอก”
       มาลารินทำตาปริบๆ
       
       ฝ่ายแก้วหน้าซีดเผือดนั่งพิงพนักเตียงในห้องพักฟื้น ตรีภพ และตฤณยืนมองอย่างเป็นห่วง
       “เจ้านางยอดหล้าใช้พี่เป็นเครื่องมือดึงทุกคนมาที่นี่”
       ดวงตาแก้วมีแววขมขื่นอับอาย
       “ตลอดเวลาที่พี่แก้วถูกสะกด พี่รู้สึกยังไง”
       “ความจริงฉันรู้ตัวอยู่ตลอด แต่ฉันฝืนไม่ได้...ต้องทำตามคำสั่งทุกคำ ต้องร่วมมือฆ่าคน ต้องหลอกลวงเพื่อน หลอกลวงแก” แก้วระบดระบาย
       “แต่พี่ก็เป็นคนช่วยมหาจรวยไว้ จนมหาจรวยกลับมาจัดการทุกอย่างได้” ตรีภพปลอบ
       “เพราะฉันเป็นคนทำให้มหาจรวยเกือบตายต่างหาก”
       “เรื่องมันผ่านไปแล้ว แกเลิกคิดมากเถอะ”
       “แล้วนี่มหาจรวยเป็นยังไงบ้าง”
       “คุณมหาไม่ยอมแอดมิท บอกว่าขอกลับไปใช้ธรรมะรักษาตัวที่บ้าน”
       แก้วพยักหน้า
       “พี่แก้วเองพออาการดีขึ้น ผมขอแนะนำให้พี่กลับไปกรุงเทพฯพร้อมผม ผมว่าตอนนี้พี่อยู่ห่างๆ คุ้มนี่ก่อนจะดีกว่า”
       แก้วนิ่งงันอัดอั้นตันทรวง
       
       คุ้มร้างตั้งอยู่กลางแสงแดดจ้า แต่กลับดูมืดมนราวกับมีความทุกข์ ความชั่วร้ายมากมายสุมอยู่ที่นั่น พิมพ์ดาวแต่งตัวรัดกุมเตรียมกลับบ้าน เดินมาหยุดมองดู
       “เจ้าพี่ ข้าคือต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ได้โปรด ได้โปรด อโหสิกรรม ยกโทษให้ข้าด้วยเถิด”
       พิมพ์ดาวหลับตาลงส่งกระแสจิตแผ่เมตตาไปในนั้น
       
       ณ ห้องใต้ดินคุ้มร้าง บัดนี้ได้กลายเป็นมิติของโลกวิญญาณโดยสิ้นเชิง แสงสีเขียวอาบตามจุดต่างๆ บนตั่งเตี้ยยอดหล้านั่งขัดสมาธิหลับตาอยู่ หน้าซูบซีด เขียวคล้ำ ทุกข์ทน แลเห็นภาพความรักความหลังของสองพี่น้อง
       
       เวลานั้นดารารายเอาไม้เรียวตีหมอนที่นอนแล้วร้อง ยอดหล้ามองอย่างขบขัน ยอดหล้าเสียบดอกไม้คำให้ที่มวยผมดาราราย
       ดารารายจูงม้าวายุพายอดหล้าไปเที่ยว ดารารายนอนหนุนตักยอดหล้า พูดคุยกันอย่างเพลินเพริด
       มีแสงสีทองเป็นละอองโปรยมาจากเบื้องบน ยอดหล้าลืมตายิ้มเศร้า ดวงตาอ่อนลง รำพันออกมา
       “ดารา...ข้ากับเจ้า เคยรักกันยิ่งกว่าผู้ใด”
       ละอองทาบลงบนกายยอดหล้า ทันใดความซูบซีด ชั่วร้ายก็จางลง ยอดหล้าพลันเปล่งปลั่งสดใส
       “ทำไม ทำไมจึงต้องเป็นเช่นนี้”
       เถรกระอ่ำก้าวมาจากหลังม่านหนึ่ง ใบหน้าเละไปข้างหนึ่ง มองดูยอดหล้าอย่างชั่วร้ายแล้วพลันยิ้มละมุน ดวงตาเปลี่ยนเป็นการุณย์ได้ในทันควัน
       “เพราะเจ้าเลิศเลอเกินไปไง เจ้านางน้อย”
       “อย่างไร ท่านอาจารย์”
       ยอดหล้าหันมาหา เถรกระอ่ำก้าวมาพูดใกล้ๆ หู แสงสีทองจางหายไป
       “เจ้างดงาม ชาญฉลาด เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน”
       ยอดหล้ายิ้มนิดๆ ทั้งภาคภูมิและขมขื่น “นั่นคืออดีตอันมิอาจหวนคืนแล้วเจ้า”
       “ไม่จริง แม้แต่บัดนี้ เจ้าก็ยังวิเศษสุดอยู่” เถรชั่วหยอดคำหวานลวงล่อ
       “เป็นนักโทษในคุกใต้ดินเช่นนี้นะเจ้า”
       “คุกนี้มิอาจขังเจ้าไว้ได้หรอก ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่าเจ้ามีสมาธิบารมีเหนือผู้ใด หากฝึกฝนต่อไป เจ้าจักเอาชนะได้แม้แต่ข้า”
       “อย่าพูดเช่นนั้นเจ้า ท่านอาจารย์คือผู้มีคุณยิ่งกว่าพ่อแท้ๆ ของข้า แค่เพียงคิดเช่นนั้น ก็ผิดแล้วเจ้า”
       ยอดหล้ายิ่งภาคภูมิในตัวเอง
       “เพราะเช่นนี้ เจ้าคือจันทราท่ามกลางดาวอับแสง ดารารายริษยาเจ้ามาเนิ่นนานนับสิบปี ตลอดเวลาที่เจ้ารักน้องนัก เจ้ามิได้ล่วงรู้เลยว่าใจนางคิดร้ายต่อเจ้าพี่เพียงใด”
       สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ยอดหล้ารู้อยู่ตลอดเวลา เถรกระอ่ำเพียงย้ำเตือนเท่านั้น ยอดหล้าพลันดวงตาวาวดุดันขึ้นใหม่
       “ข้าโง่งมนัก จึงเชื่อความลวงนี้”
       “เจ้าคิดว่านางแย่งชิงคนรักของเจ้าไป...เพราะพิศวาสหลวงเทพหรือมิใช่ดอก นางแย่งชิงไปก็เพื่อทำร้ายจิตใจเจ้าต่างหาก” เถรชั่วเติมเพลิงริษยาไม่หยุด
       “เจ้าชั่วช้านัก ดาราราย” ยอดหล้าลุกขึ้น “ข้ารักเจ้าดังรักตนเอง ข้ารักแม่เจ้าดังแม่ตนเอง แต่แม่เจ้ากลับฆ่าเจ้าแม่ข้าอย่างเลือดเย็น”
       เถรกระอ่ำเหล่มอง พลางยิ้มลึกล้ำเร้นลับ
       “ข้าเคยรักเจ้าเท่าใด ข้าก็แค้นเจ้าเท่านั้น และความแค้นนี้จักทบทวีขึ้นไม่รู้จบ”
       ยอดหล้าแหงนมองไป “ข้าไม่มีวันปล่อยเจ้าไป ไม่มีวัน”
       พลันมีพลังงานสีดำเปล่งออกไปจากร่างยอดหล้า
       
       เวลานั้นพิมพ์ดาวยืนอยู่หน้าคุ้มร้างรำลึกเหตุการณ์อยู่ ด้วยสีหน้าหมอง มีลมหนาวประหลาดกรรโชกมาวูบหนึ่งต้องร่างแบบบาง พิมพ์ดาวผงะเบิกตากว้าง หนาวจับขั้วหัวใจ จนต้องกอดอกไว้
       “เจ้าพี่” พิมพ์ดาวถอนใจ มองคุ้มร้างที่ดูมืดมนยิ่งกว่าเดิม
       
       ทีมงานนักแสดงเดินทางกลับกรุงเทพมหานครแล้ว
       พิมพ์ดาว และ พิมพ์เดือน กลับเครื่องบินมาถึงที่บ้าน ตอนบ่ายๆ
       จันทรานั่งอยู่กับพิมพ์เดือนที่โซฟาในโถง บนโต๊ะเตี้ยมีรายงานนักศึกษากองอยู่เป็นตั้งสูง ถัดไปมีหนังสือตำนานเมืองเหนือตั้งเป็นกองสูงเช่นกัน จันทราเขียนเกรดหน้ารายงานลูกศิษย์อยู่ ส่วนพิมพ์เดือนปิดหนังสือครุ่นคิดพลางถอนใจ
       “อะไรกันจ๊ะ ถอนใจเฮือกๆ”
       “หนูอ่านพงศาวดารเมืองเหนือมาเป็นสิบเล่มแล้วค่ะ มีเล่าแต่เรื่องเวียงแก้วเป็นเมืองขึ้นพม่า เจ้าหลวงเป็นทรราช ขุนนางจึงลุกฮือขึ้นชิงบัลลังก์ ขุนนางผู้ก่อการตั้งราชวงศ์ใหม่”
       “ที่เป็นเจ้าปู่ของเจ้ายอดหล้าน่ะหรือจ๊ะ”
       “ค่ะ ในพงศาวดารเล่าเรื่องสมัยนี้ไว้อย่างละเอียด อย่างเรื่องการเป็นพันธมิตรกับเมืองเชียงใหม่ การสวามิภักดิ์กับสยาม”
       “ยุค เก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมืองตรงกับสมัย ร.1 น่ะซี”
       พิมพ์เดือนทึ่ง “แม่นี่รู้มากนะคะ”
       “รู้เยอะย่ะ ไม่ใช่รู้มาก”
       พิมพ์เดือนตั้งข้อสังเกต “แต่พอถึงสมัยเจ้าหลวงแสงอินทร...กลับเล่าข้ามๆ ไม่เห็นมีบันทึกไว้เลย”
       จันทรานิ่งคิดตรึกตรอง “ถ้าให้แม่เดาก็คือคนบันทึกพงศาวดารไม่อยากสาวไส้ให้กากิน”
       พิมพ์เดือนเห็นด้วย “ก็คงใช่น่ะค่ะ”
       “แต่บางทีเรื่องแบบนี้อาจถูกบันทึกไว้ในพงศาวดารของเมืองอื่นนะลูก”
       พิมพ์เดือนตาโตเมื่อนึกตาม “จริงด้วยค่ะ เฮ้อ นี่หนูอ่านจนปวดตาแล้วนะคะ”
       ใบเฟิร์นที่กำลังเช็ดถูป้วนเปี้ยนอยู่แถวหน้าต่างหันมายิ้มกระหยิ่ม
       “คุณเดือนขา มาพักสายตาตรงนี้ไหมคะ”
       “อะไรเหรอ ใบเฟิร์น”
       พิมพ์เดือนลุกไปดู จันทราก็ลุกตามไปด้วยมองออกไป แล้วอมยิ้มกัน
       
       ในสวนสวยหน้าบ้านพิมพ์ดาว มีศาลาทรงกลมจัดต้นไม้ไว้แน่นราวป่ากลางเมือง ตรีภพนั่งคุยกับพิมพ์ดาว ตรงหน้ามีขนมและเครื่องดื่มวาง
       “คุณแก้วเป็นไงบ้างคะ”
       “ไม่เป็นไรแล้วละครับ แต่มันก็ยังดูซึมๆ อยู่”
       “น่าสงสารคุณแก้ว”
       “แกเป็นอภิมหาเศรษฐีหลายพันล้านนะครับ ไปสงสารทำไม” ตรีภพสัพยอก
       “ถ้าต้องแลกกับเรื่องที่เกิดขึ้น มันคงไม่คุ้มหรอกค่ะ”
       ตรีภพทำตาซึ้งๆ ลุกขึ้นมานั่งข้างๆ “ถ้าจะสงสารละก็ สงสารผมดีกว่า”
       พิมพ์ดาวเขินเลยทำทีเชิดใส่กลบเกลื่อน
       “อย่างคุณน่าสงสารตายละ”
       ตรีภพขยับใกล้ พิมพ์ดาว กระถดถอยห่าง
       
       จันทรารู้เรื่องสองคนแล้วจากลูกสาว ถึงกับทำตาโต พิมพ์เดือนยิ้มแป้น ใบเฟิร์นฟินสุดๆ
       “ยังไงกันลูก ไปถ่ายละครแค่ 5 อาทิตย์ ตกลงปลงใจกันแล้วหรือ”
       พิมพ์เดือนแหย่เย้า “แหม ถ้าเป็นหนูไม่ต้องถึงห้าอาทิตย์หรอกค่ะ”
       จันทราค้อน ใบเฟิร์นบิดไปบิดมา
       “ย่ะ แค่อาทิตย์เดียว เขาก็เปิดไปแล้ว”
       พิมพ์เดือนค้อนแม่บ้าง
       ใบเฟิร์นสอด “สมัยนี้เขาเจอในเฟสห้านาที ก็เป็นแฟนกันแล้วค่ะ”
       
       จันทรากับพิมพ์เดือนเอือม ทำตาปริบๆ

คุ้มนางครวญ ตอนที่ 19**แก้ไข
        ในสวนสวย พิมพ์ดาวลุกขึ้นหนีไปนั่งตรงข้ามตรีภพ ตรีภพทำท่าเซ็งสุดๆ
       
       “คุณยังไม่ได้เล่าให้ฉันฟังเลย ว่าตอนที่เจ้าพี่ เจ้ายอดหล้า สะกดคุณให้เห็นอดีต คุณเห็นอะไรบ้าง”
       ตรีภพยิ้ม หายใจเข้าปอดยาว ราวกับดื่มด่ำเรื่องราวหนหลัง
       “เห็นภาพอดีตของดารารายกับหลวงเทพ ที่ต่างจากในบทละครนะซีครับ”
       พิมพ์ดาวแม้รู้อยู่แล้ว แต่ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ “หรือคะ”
       “เห็นเจ้าภักดิ์กับเจ้าราย เห็นเจ้ารายช่วยชีวิตหลวงเทพครั้งแล้วครั้งเล่า เห็นหลวงเทพตามหาแสงดาวแทบพลิกแผ่นดิน”
       ตรีภพพูดเนิบช้า ทว่าน้ำคำหนักแน่น ดวงตาวามวาว พิมพ์ดาวเองตื่นเต้นขึ้นอีก
       “เห็นหลวงเทพได้แต่งงานกับเจ้านางดารารายในที่สุด”
       พิมพ์ดาวซาบซึ้งแล้วสีหน้าพลันหม่นลง “และทำลายจิตใจเจ้าพี่อย่างโหดร้ายที่สุด”
       “ถ้าผมคือหลวงเทพจริง และจะต้องเลือกอีกครั้ง ผมก็จะเลือกเหมือนเดิม”
       “แม้ว่ามันจะก่อให้เกิดเรื่องร้ายขนาดนี้น่ะหรือคะ”
       “ครับ”
       พิมพ์ดาวซาบซึ้งแล้วเหม่อมองไป
       “เจ้าพี่ เจ้านางยอดหล้าเคยสะกดฉันให้จำอดีตได้เพื่อให้ฉันสำนึกเสียใจแต่ฉันกลับเห็นอดีตที่ต่างกับที่เธอรับรู้”
       “เธอต้องการให้ผมจำความรักที่หลวงเทพมีต่อเธอให้ได้ แต่ผมกลับจำได้แต่ความรักของหลวงเทพกับดาราราย”
       “ฉันคิดว่า เธอต้องถูกเถรกระอ่ำหลอกลวงเธอ” นางร้ายในจอบอกอย่างมั่นใจ
       “เถรกระอ่ำคือนักบวชประหลาดที่สร้างกองทัพผีขาเดียวขึ้นมา แล้วตอนนี้ก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาแล้วด้วย”
       “เถรกระอ่ำมีแผนร้ายอะไรที่เราไม่รู้ และเจ้าพี่เท่ากับเลี้ยงงูพิษไว้ใกล้ตัว”
       “แต่ตอนนี้ เราคงทำอะไรไม่ได้แล้ว”
       พิมพ์ดาวพยักหน้า “เจ้าพี่ทำให้ฉันจำอดีตได้ถึงตอนที่เจ้าพี่ถูกจับตัวส่งคืนเวียงแก้ว”
       “มากกว่าผมอีก ผมจำได้แค่งานแต่งงานของเราเท่านั้น”
       พิมพ์ดาวค้อนนิดๆ ตรีภพทำไม่รู้ไม่ชี้
       “เรื่องต่อจากนั้นยังคงมีอะไรซ่อนอยู่อีกแน่”
       พิมพ์ดาวครุ่นคิดตริตรอง ตรีภพมองมา “แต่เท่าที่ผมจำได้ แค่นั้นก็ดีมากแล้ว”
       “ทำไมคะ”
       “เพราะผมไม่ได้จำแค่เรื่องราว แต่ผมจำได้ถึงความรู้สึกทั้งหมดที่เจ้าภักดิ์มีต่อแสงดาว หรือหลวงเทพมีต่อดาราราย”
       ตรีภพพูดอย่างจริงจังอ่อนหวาน ด้วยความรู้สึกทั้งมวล พิมพ์ดาวรู้สึกวูบวาบไปหมด
       “ซึ่งไม่ต่างอะไรกับที่ผม มีต่อคุณในชีวิตนี้”
       ตรีภพเอามือพิมพ์ดาวมาจูบเบาๆ จ้องมองลึกซึ้งเข้าไปในดวงตาคู่งาม พิมพ์ดาวมองตอบราวกับเชื่อมใจเป็นดวงเดียว
       
       จันทรามองนิ่งๆ พิมพ์เดือนลุ้นสุดขีด ไม่ต่างจากใบเฟิร์นที่ตาวาว เอาหมอนอิงมาจิกทึ้ง
       “จูบเลย จูบเลย”
       “ว้าย จิกหมอนจริงๆ”
       จันทราหมั่นไส้สองสาว ปิดม่านฉับ
       “พอย่ะ ฉันไปให้เกรดต่อ เธอไปค้นตำนานเวียงแก้ว ส่วนแม่ใบเฟิร์น หล่อนน่ะตั้งข้าวหรือยัง”
       ใบเฟิร์นค้อนควัก ที่ถูกขัดอารมณ์ฟิน
       
       อีกด้านหนึ่ง ที่คอนโดตรีภพ สภาพดูเวิ้งว้างเงียบเหงา ตรีภพและตฤณไม่อยู่ บนโซฟาเบด มีเพียงแก้วนั่งจิบเหล้าอยู่ลำพัง แล้วลุกขึ้นเดินไปเกาะผนังกระจกมองไปยังขอบฟ้าไกลแสนไกล
       
       ส่วนที่หน้าคุ้มหลวง ตาทองยืนสั่งงาน 2 คนงาน
       “เมื่อคืนนี้มีพวกเด็กนรกแอบเข้าไปในคุ้มฮ้างอีกแล้ว”
       “ก็ตั้งแต่วันงานนั่นแหละตา...ให้ปิดเรื่องยังไง คนก็เอาไปพูดกัน” คนงาน 1 บอก
       คนงาน 2 เสริม “ยิ่งพูดก็ยิ่งใส่ไข่”
       คนงาน 1 อินเทรนด์ “นี่มีคนเอาเรื่องไปลงเฟสด้วยนะตา”
       ตาทองงงเต๊ก “เฟสอะไรของมึงวะ”
       “ก็เฟสซะบุ๊คน่ะซี ตานี่โครตเอ้าท์เลย”
       “เอ้าท์พ่อมึงแน่ะ”
       คนงาน 2 เม้าท์ต่อ “ในเฟซนะตา มันเล่าเรื่องผีเจ้าแสงหล้าเสกพญานาคมาไล่กัดท่านมหา ท่านมหา
       เลยเสกควายธนูมาสู้”
       ตาทองเซ็งทำตาปริบๆ “เออ ดี”
       คนงาน 1 ว่าอีก “คุ้มฮ้างก็เลยดังโครตๆ พวกล่าท้าผีทุกคนก็เลยอยากมาลองของ”
       “คุณแก้วว่าเดือนหน้าจะจ้างบริษัทเคียวส่งรปภ.มาเฝ้า”
       คนงาน 1ท้วงขำๆ “เขาเรียกเซกเคียวริตี้ ตา”
       “เออ นั่นแหละ”
       คนงาน 2 ตั้งคำถาม “นี่อีกตั้งหลายวันกว่าจะสิ้นเดือน แล้วจะทำยังไงละตา”
       ตาทองบอก “ก็เอ็ง 2 คนไง”
       2 หนุ่มร้อง “หา”
       “เอ็ง 2 คนก็ไปเป็นยามเฝ้าคุ้มฮ้างไปพลางๆ ก่อน”
       2 คนงานมองหน้ากันแล้วกลืนน้ำลายเอื้อก
       
       คุ้มร้างในเวลากลางคืนบรรยากาศดูมืดทะมึน เงียบสงัดและวังเวง บริเวณสวนของคุ้มร้างที่มีต้นไม้สูงใหญ่ มีไม้เถาและวัชพืชขึ้นรกจนเหมือนป่ากลายๆ 2 คนงานแต่งตัวรัดกุมถือไฟฉายและปืนยาวคนละกระบอก สวมพระเครื่องตะกรุดพวงโตชนิดเดินแทบไม่ไหว กำลังมองซ้ายมองขวาอย่างระแวงระวัง ปากพ่นบ่นบ้าตามประสา
       “โอทีอะไรก็ไม่มีซักบาท”
       “เฮ่ย พอเช้าก็ได้นอนแล้ว”
       “คงหรอก กูรับรองยังไม่ทันเที่ยง ตาต้องมาปลุกให้ไปกวาดใบไม้แหงแซะ”
       “เฮ้อ เป็นขี้ข้านี่ห่วยแตกจัง”
       มีเสียงดังโครมขึ้นใกล้ๆ 2 คนงานสะดุ้งสุดตัวร้องเฮ้ย หน้าซีดขาว 2 คนงานเดินส่องไฟฉายไปมา ดวงตาลอกแลก แสงไฟฉายจับไปที่กิ่งมะม่วงใหญ่ พอควรแห้งหักหลุดมาจากต้นกองอยู่บนดิน 2 คนงานโล่งอก
       “อีกิ่งมะม่วงห่า เสือกมาหล่นตอนนี้”
       คนงาน 1 หันมา ในจังหวะที่คนงาน 2 เอาไฟฉายส่องใต้คาง คนงาน 1 แหกปากร้องสุดเสียง คนงาน 2 หัวเราะก๊ากเอาไฟฉายออก
       “กูเอง ไอ้ซึ่งตึ้ง”
       ทว่าคนงาน 1 ยังคงมองไปแล้วตาเหลือก คนงาน 2 หน้าซีดหันไปบ้าง ตรงหน้าสองหนุ่ม มีชายฉกรรจ์ 4 คนในมือถือปืนยาวคล้ายอาวุธสงครามจ้องมา
       2 คนงานตัวอ่อนปวกเปียกสลบไปในที่สุด มี 2 ชายฉกรรจ์เอาเชือกมัดอย่างแน่นหนา อีก 2 ชายยืนมองซ้ายขวาอยู่ ชายคนที่ 5 ก้าวเข้ามาถือปืนสั้นในมือ หน้าตาดูสดใสเปี่ยมบุญ
       มันคือพ่อเลี้ยงธาดาผู้ละโมบนั่นเอง “ไป”
       
       สี่สมุนฉายไฟฉายวูบวาบส่องดูตามจุดต่างๆ ของชั้นบนคุ้มร้าง บางคนเคาะเสา บางคนดูตามผนัง บางคนงัดพื้นดู ทุกคนมีชะแลง ค้อนติดมาด้วย
       ธาดายืนเอาผ้าเช็ดหน้าปิดจมูกเพราะรังเกียจฝุ่นอยู่ สมุนคนหนึ่งก้าวมาส่ายหัว ธาดาหน้าหงิก
       
       ส่วนที่ห้องใต้ดินคุ้มร้าง เถรกระอ่ำหลับตาอยู่ จู่ๆ ลืมตาโพลงขึ้น
       เถรชั่วนั่งขัดสมาธิบนตั่งเตี้ย ยอดหล้ากับนางผัน นางเผื่อนอยู่อีกมุมหนึ่ง เถรกระอ่ำผุดลุกขึ้นก้าวมา
       “มีอันใดเจ้า ท่านอาจารย์”
       “มีคนมา”
       ยอดหล้าแหงนเงยมองไปยังทิศเบื้องบน เห็นภาพใบหน้าธาดายังคงถือผ้าเช็ดหน้าปิดจมูก
       “เจ้าพ่อเลี้ยงคดโกงนั่น”
       นางผัน ยิ้มเอาศอกกระทุ้งนางเผื่อน “ผัวเจ้ามา อีเผื่อน”
       นางเผื่อนค้อนควักแต่ตาวาวคิดถึง วันไนท์ สแตนด์ กับธาดา เถรกระอ่ำพลันดวงตาเรืองแสง
       “ธาดา...เจ้าจงลงมา”
       
       ขณะเดียวกันพ่อเลี้ยงธาดาผวาเยือกเอาผ้าปิดจมูกออก “กูนึกออกแล้ว เงินอยู่ในห้องใต้ดินต่างหาก”
       ใต้ถุนคุ้มร้างยังคงมืดทะมึน เสาไม้สักนับร้อยดูสลับซับซ้อนเป็นเขาวงกต แสงไฟฉายสี่ลำ ส่องวูบวาบไปมา 4 สมุนเดินมาอย่างระวังตัวกว่าเดิม ธาดาเดินตามกวาดตามองหา สมุน 2 คนแบบถุงทะเลใส่จอบ เสียม ค้อนปอนด์ ชะแลง มาด้วย
       
       เถรกระอ่ำยิ้มละไม ดวงหน้าการุณย์ ยอดหล้าก้าวมาอย่างเอาใจช่วย นางผัน นางเผื่อน ลุ้นไปด้วย
       
       แสงไฟฉายส่องไปยังแนวกำแพงอิฐขวางอยู่ใต้ถุนระหว่างเสา
       ชาย 1บ่นบอก “ไม่มีห้องใต้ดินตรงไหน พ่อเลี้ยง”
       ธาดาขบกราม “ไอ้โง่ มึงดูให้ดีๆ”
       “ครับ”
       สี่สมุนมองดูเกาหัว เอาไฟฉายส่องกันวุ่นวายอีกคำรบ แล้วหันมาหาพ่อเลี้ยงธาดา
       “ดูแล้ว ไม่เห็นมีครับ”
       ชาย 2 ก็ว่า “ผมก็ไม่เห็นครับ”
       ธาดาตาขวาง สีหน้าชั่วช้า “ไอ้เอี้ย มึงแหกตาดู กำแพงอิฐนี่เพิ่งก่อใหม่”
       “ใช่ครับ พ่อเลี้ยง ปูนยังแห้งไม่สนิทเลย”
       4 สมุนยังคงจมอยู่กับความโง่ของพวกมัน
       “นี่มึงยังไม่รู้เรื่องอีกหรือ กำแพงอิฐนี่พวกคุ้มคงเพิ่งก่อขึ้นปิดทางเข้าห้องใต้ดิน ไอ้โครตง่าว”
       4 สมุนสบตากัน
       
       ไม่นานนัก กำแพงอิฐ ค้อนปอนด์ถูกทุบโครม 2 สมุนกำลังทุบอยู่ ธาดายืนมอง 2 สมุนยืนระวังหลังใกล้เงามืดของเสา ไฟฉายทั้ง 4 กระบอกถูกกวางส่องตรงไปที่กำแพงอิฐที่เดียว กำแพงอิฐทะลายลงจนเกือบราบ เผยให้เห็นประตูโซ่เหล็กคล้อง 2 คนงานวางค้อนเอาเท้าเขี่ยๆ อิฐให้แหวกๆ เป็นทางเดิน ธาดาก้าวมามองตาลุกวาว
       
       เถรกระอ่ำยิ้มการุณย์ ดวงตาเรืองแสง “จงเปิด เปิดเดี๋ยวนี้”
       
       พ่อเลี้ยงธาดาก้าวมาในใต้ถุนพร้อมสมุน 4 ราย พ่อเลี้ยงมองตาเป็นประกาย
       “ห้องใต้ดินจริงๆ”
       สมุน 1 เอ่ยขึ้น “แต่ท่านมหาขังผีไว้ในนี้ไม่ใช่หรือครับ”
       สมุน 2 ผสมโรง “มีทั้งโซ่อาคม ทั้งยันต์ ทั้งกำแพง จัดเต็มขนาดนี้”
       2 สมุนมีท่าทีลังเล ธาดาตาเขียว “ผีกับเงิน 50 ล้าน มึงเลือกเอา”
       2 สมุนเลิกลังเลทันควัน
       “กูไม่กลัวผีที่ไหนทั้งนั้น” ธาดาคำราม
       สมุน 3 สมุน 4 ที่ยืนคุมเชิงด้านหลังก็เห็นด้วย จู่ๆ มีมือมาคว้าคอทั้งสองหายวูบไปในความมืด ธาดากับ 2 สมุนยังไม่รู้
       สมุน 1 เรียกเพื่อนขี้ข้า “เฮ้ย กู 2 คนเหนื่อยแล้ว มึง 2 คนมาจัดการโซ่”
       สมุน 2 กวาดตาหาไม่เจอ หันมาถาม “พ่อเลี้ยง ไอ้ 2 ตัวหายไปไหน”
       ธาดาสะดุ้งชักรู้สึกทะแม่งๆ หันมาดู 2 สมุนก้าวมาขนาบ มองไปเห็นเงาตะคุ่ม
       สมุน 1 ร้องขึ้น “มึงอย่าอู้ ออกมา”
       ร่างตะคุ่มนั้นขยับออกมา ธาดากับ 2 สมุนมอง
       ร่างนั้นก้าวสู่แสงสว่าง พบว่าคือ ราเชนทร์ ที่สวมชุดหนังดำ สีหน้าเผือด ดวงตาเย็นนิ่ง
       “ไอ้เชน มึงมาได้ยังไง”
       ราเชนทร์ก้าวพรวดมาอย่างคุกคาม สมุน 1 เข้าขวาง ราเชนทร์ยื่นมือขวาบีบคอ มือซ้ายจับหัวบิด
       ธาดาอ้าปากค้าง ราเชนทร์พลันดึงหัวสมุน 1 หลุดจากคอหิ้วไว้ ร่างไร้หัวล้มฟาดลง
       ธาดาตาเหลือกสมุน 2 คว้าปืนที่ยิงช้างได้ ตวัดขึ้นลั่นไกเปรี้ยง เล็งบริเวณอกซ้ายกระสุนเข้าบริเวณหัวใจ ทะลุออกหลัง ราเชนทร์หงายผลึ่งไป
       ธาดาโล่งใจ “มันเป็นตัวอะไรวะ”
       สมุน 2 คอซีรีส์นอก บอก “เหมือนเรื่องวอล์คกิ้ง เดด พ่อเลี้ยง”
       ทันใดราเชนทร์ก็ลุกขึ้นยืดกายตรง บริเวณหัวใจโป๋ทะลุ ธาดาผงะถอยหลัง สมุน 2 ตกใจประทับปืนอีก ราเชนทร์ก้าวพรวดมาดันปืนโครม พานท้ายปืนกดทะลุอก สมุน 2 ล้มลงตาย
       ราเชนทร์หันมาหาธาดา มองจากหลังราเชนทร์เห็นหน้าธาดาอยู่ตรงรูโป๋หัวใจพอดี
       “ไอ้เชน กูเอง”
       ราเชนทร์มีอาการคล้ายจำได้เอียงคอมอง ธาดายิ้มออก
       ทันใดราเชนทร์ก็สะอึกเข้าประชิดตัวธาดา เถรกระอ่ำผิดแผน ร้องห้ามดังลั่น
       “อย่า หยุดมือ”
       ราเชนทร์ชะงักมือหยุดนิ่ง ธาดาก้มลงดู มือราเชนทร์ทะลวงจมอยู่ในอกเลือดกำลังทะลักออก มือราเชนทร์กำหัวใจธาดาอยู่ มือนั้นทะลุออกมาข้างหลัง เถรกระอ่ำแผดร้องสุดเสียง อย่างขัดใจที่ผิดแผน ดวงตาวาวโรจน์ หน้าถมึงทึง
       ยอดหล้า นางผัน นางเผื่อน มองอย่างแปลกใจและตกใจ ด้วยไม่เคยเห็นเถรกระอ่ำเป็นเช่นนี้มาก่อน
       “ท่านอาจารย์ เจ้า” ยอดหล้าเรียกอย่างปลอบประโลม นางผัน นางเผื่อนสบตากัน
       เถรกระอ่ำชะงัก สีหน้าคั่งแค้นยุติ แล้วหันไป
       เถรกระอ่ำหันมาหายอดหล้า ยังคงงดงาม การุณย์เช่นเดิม
       “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร นี่ยังไม่ใช่เวลาเท่านั้น”
       “เจ้า แต่ข้าเชื่อว่าอีกไม่นาน เวลาของเราย่อมมาถึง”
       “ใช่แล้วเจ้านางน้อย อีกไม่นานย่อมเป็นเวลาของเรา”
       ยอดหล้ามุ่งมั่น เถรกระอ่ำให้กำลังใจ เคลื่อนกล้องเข้าหาเถรกระอ่ำ ใบหน้านั้นยิ้มละไม ดวงตามุ่งร้าย
       “อีกไม่นาน ย่อมเป็นเวลาของข้า”
       
       เสียงเถรชั่วดังกึกก้องกัมปนาทไปทั่วอาณาบริเวณห้องใต้ดินนั้น

หน้าที่แล้ว
1 | 2 | 3 | 4
หน้าถัดไป
ข่าวล่าสุด ในหมวด
คุ้มนางครวญ ตอนที่ 22 จบบริบูรณ์
คุ้มนางครวญ ตอนที่ 21 (จบตอน)
คุ้มนางครวญ ตอนที่ 20 **แก้ไข
คุ้มนางครวญ ตอนที่ 19**แก้ไข
คุ้มนางครวญ ตอนที่ 18
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
แสดงผลหน้าเดียว
จำนวนคนโหวต 12 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 11 คน
92 %
ไม่เห็นด้วย 1 คน
8 %
ความคิดเห็นที่ 1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ออนแอร์ชนกับลูกทาสแหระ ดูไหนดี?
เริ่มปันใจ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | ธุรกิจ | หุ้น | SMEs | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | โฆษณาบนเว็บ
All site contents copyright ©1999-2014