ลูกทาส ตอนที่ 13 จบบริบูรณ์

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์   
25 มีนาคม 2557 18:50 น.
1 | 2 | 3 | 4  | หน้าถัดไป
ลูกทาส ตอนที่ 13 จบบริบูรณ์
        ลูกทาส ตอนที่ 13 (อวสาน)
       
       เวลาเย็น ไชยากรเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วถอนใจหนักๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม
       
       นิ่มกำลังพับผ้าใส่ตู้อยู่ เหลือบเห็นท่าทางสามี ก็พอเดาได้ว่าคิดอะไร
       “ท่านเจ้าคุณก็ได้เห็นนิสัยคุณมาโนชแล้ว ว่ายามที่เราตกต่ำลง ทำกับเราเช่นไร จะเสียดายไปทำไมล่ะคะ”
       “แม่นิ่มรู้ได้อย่างไรว่าฉันเสียดาย”
       นิ่มยิ้มบางๆ
       “เราอยู่กินกันมากี่ปีแล้วล่ะคะ ทำไมฉันจะไม่รู้ใจท่านเจ้าคุณ”
       ไชยากรถอนใจ
       “พ่อมาโนชเลวร้ายก็จริง แต่ฉันก็หาใครคู่ควรกับลูกน้ำทิพย์เท่านี้ไม่ได้อีกแล้ว”
       “แต่ถึงได้แต่งงานกันไป ก็คงไม่แคล้วต้องเลิกรา เป็นหม้ายขันหมากเสียแต่ตอนนี้ ก็ดีกว่าเป็นหม้ายจริงนะคะ”
       ไชยากรถอนใจ
       “แม่นิ่มไม่เข้าใจดอก”
       “ ที่ท่านเจ้าคุณเสียดายคุณมาโนช นอกจากเรื่องฐานะแลความคู่ควรแล้ว ยังต้องการใช้ป้องกันแก้วด้วย ใช่หรือไม่คะ”
       ไชยากรชะงักกึก นิ่มพูดตรงใจดำ
       นิ่มยิ้มแบบรู้ทัน
       “เพราะตอนนี้แก้วกำลังรุ่งเรืองขึ้นมาก จนท่านเจ้าคุณชักเริ่มกลัว”
       ไชยากรเถียงไม่ออก ใบหน้าบูดบึ้ง ฉายแววเกลียดชังแก้วอย่างเด่นชัด นิ่มรู้สึกไม่สบายใจ เห็นใจแก้วและน้ำทิพย์ขึ้นมาทันที
       
       ตุ๊กตารีบเดินออกมาจากข้างในเรือนแพในตอนกลางคืน พร้อมกับห่มผ้าคลุมไหล่มาด้วย เธอเดินออกมาหาเจ้าคุณที่รออยู่
       “ ท่านเจ้าคุณมีอะไรหรือคะ ถึงได้มามืดค่ำเช่นนี้”
       “ ไม่มีดอก ฉันนอนไม่หลับ ก็เลยอยากมาหาตุ๊กตากับลูกเท่านั้นเอง ลูกล่ะ หลับหรือยัง”
       “หลับแล้วค่ะ ท่านเจ้าคุณรอสักครู่นะคะ เดี๋ยวฉันต้มน้ำร้อนชงชาให้”
       เจ้าคุณจับข้อมือตุ๊กตาไว้
       “ไม่ต้อง ตุ๊กตาอยู่คุยกับฉันดีกว่า”
       ตุ๊กตารู้สึกว่าสามีแปลกไปมากในคืนนี้ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร
       “ ฉันให้ตุ๊กตากับลูกแยกมาอยู่เช่นนี้ แลยังไปหมั้นหมายกับผู้หญิงอื่นอีก ตุ๊กตาเคยนึกโกรธเคืองฉันบ้างหรือไม่”
       “ถ้าพูดถึงโกรธ ตุ๊กตาไม่เคยโกรธท่านเจ้าคุณดอกค่ะ ถ้าจะโกรธ ก็โกรธโชคชะตาตัวเอง ที่เกิดมาต้อยต่ำเกินไป แต่ถึงเวลานี้ตุ๊กตาทำใจได้แล้วค่ะ ถึงท่านเจ้าคุณแต่งงานกับคุณดารา วันนี้ ตุ๊กตาก็ไม่เสียใจหรือน้อยใจอีกแล้ว”
       “แล้วอะไรทำให้ตุ๊กตาทำใจได้ เวลาที่ผ่านไปนานเข้าอย่างนั้นรึ”
       “ไม่ใช่ค่ะ ลูกต่างหากล่ะคะ ลูก ทำให้ตุ๊กตารู้ ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุด ขอเพียงตุ๊กตามีโอกาสได้เลี้ยงดูลูก ให้เติบโตเป็นคนดีเหมือนพ่อของเค้า ความเสียใจหรือน้อยใจอย่างอื่น ก็ไม่มีความหมายแล้วล่ะค่ะ”
       พระยานิติธรรมธาดาหน้าขรึมลง ฟังตุ๊กตาพูดแล้วก็สะทกสะท้อนใจ ถ้าเขาทิ้งตุ๊กตากับลูกไป ยังจะเป็นคนดีที่ตุ๊กตาอยากให้ลูกเป็นเหมือนอยู่รึเปล่า
       
       บรรยากาศในกระทรวงยุติธรรมยามเช้า ข้าราชการมาทำงาน ทักทายกันอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส แก้วเดินคุยกับพระยานิติธรรมมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
       “กระผมเห็นใจท่านเจ้าคุณเหลือเกินขอรับ แค่ฟังท่านเจ้าคุณพูด กระผมก็สงสารตุ๊กตาจับใจ แต่หากไม่ทำตามที่คุณดาราต้องการ...” แก้วถอนใจ ไม่อยากพูดต่อ
       เจ้าคุณพูดต่อให้
       “ก็ต้องแตกหักกับท่านเจ้าพระยาใช่หรือไม่”
       แก้วหน้าเครียด
       “ขอรับ”
       “ท่านเจ้าพระยารังสีฯมีอำนาจมากนัก ครั้งที่เกิดวิกฤติ ก็ถือว่าท่านเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญคนหนึ่งที่ประคับประคองบ้านเมืองจนรอด พ้นมาได้ หากฉันทำให้ท่านเสียหน้า หน้าที่ราชการของฉัน ก็คงต้องจบ
       ลงแต่เพียงเท่านี้”
       “แต่ถ้าหากท่านเจ้าคุณทำตามที่คุณดาราต้องการ ตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม หรือแม้แต่บรรดาศักดิ์เจ้าพระยา ก็คงได้มาโดยไม่ต้องสงสัย เรื่องนี้หนักหนานัก สุดแล้วแต่ท่านเจ้าคุณเถอะขอรับ กระผมพร้อมจะทำตามที่ท่านเจ้าคุณสั่งทุกประการ”
       พระยานิติธรรมธาดาสีหน้าเครียด ลังเลหนักว่าจะเอายังไงดี
       
       เวลาเย็น ภายในห้องรับแขกของบ้านเจ้าพระยารังสี คุณดาราเดินออกมาจากข้างใน เข้ามาหาเจ้าคุณนิติธรรมที่รออยู่ เธอยิ้มแย้ม ก่อน นั่งลงคุยด้วย
       “เพิ่งเลิกงาน ท่านเจ้าคุณก็มาหาฉันทันที คงมีธุระสำคัญจะมาบอกใช่หรือไม่คะ”
       “เธอก็รู้ดีอยู่แล้วนี่ จะถามฉันอีกทำไม”
       “ ดีแล้วล่ะค่ะ ที่ท่านเจ้าคุณตัดสินใจแบบนี้ ภายหน้าจะได้ไม่มีปัญหาอีก เจ้าคุณพ่อของฉันท่านก็ไม่เห็นดีเห็นงามกับวิธีนี้เท่าไหร่ แต่ถ้าท่านเจ้าคุณเต็มใจให้เงินทองแม่ตุ๊กตาเอง ท่านก็คงเบาใจ”
       เจ้าคุณสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
       “ฉันจะมาบอกเธอ ว่าฉันทำตามที่เธอต้องการไม่ได้”
       คุณดาราหน้าเครียดขึ้นมาทันที
       “ทำไมคะ”
       “ตุ๊กตาตัวคนเดียว มีญาติก็เหมือนไม่มี ถ้าฉันยังทอดทิ้งอีก ก็เท่ากับเสือกไสให้ตุ๊กตากับลูกไปตกระกำลำบาก อย่าให้ฉันต้องเป็นคนโหดร้ายเช่นนั้นเลย”
       เธอลุกพรวดด้วยความไม่พอใจ
       “ฉันสัญญาว่าจะไม่ยกย่องใครให้เหนือกว่าเธอหรือลูกที่เกิดจากเธอเป็นอันขาด ด้านทรัพย์สมบัติ ฉันก็จะทำหนังสือแจกแจงให้ชัดเจน ไม่ให้เธอต้องเดือดร้อนดอก”
       
       คุณดาราสีหน้านิ่งขรึม ดูไม่ออกว่าโกรธ หรือว่ายอมรับในสิ่งที่พระยานิติธรรมพูดกันแน่

ลูกทาส ตอนที่ 13 จบบริบูรณ์
        ผ่านเวลาซักครู่ คุณดาราให้พวกทาส เทของหมั้นลงต่อหน้าพระยานิติธรรม จนแก้วแหวนเงินทองกองเกลื่อนอยู่หน้าประตูเข้าโถงบ้าน เจ้าคุณโมโหมาก
       
       “เธอทำอะไรของเธอดารา ของพวกนี้เป็นของหมั้นที่ฉันให้เธอ ในเมื่อฉันทำตามที่เธอต้องการไม่ได้ เธอจะถอนหมั้นฉันก็ไม่ว่า แต่ทำไมต้องเอาของหมั้นมาเทลงพื้นอย่างนี้ด้วย”
       “ เพราะฉันไม่อยากเก็บของพวกนี้ไว้เป็นราคีแก่เรือนฉันน่ะสิคะ เมื่อท่านเจ้าคุณเห็นนังไพร่นั่นดีกว่าฉัน ก็เชิญท่านเจ้าคุณกลับไปหามันเถอะค่ะ ของๆท่านเจ้าคุณ ฉันไม่ต้องการ”
       “ ฉันน่ะรึ เห็นตุ๊กตาดีกว่าเธอ ตรงข้าม ฉันให้เกียรติเธอมากกว่าด้วยซ้ำ แต่เธอจะให้ฉันเอาเงินทองก้อนหนึ่งฟาดหัวตุ๊กตากับลูกแล้วทิ้งเค้า โดยที่เค้าไม่มีความผิดอะไร เธอคิดบ้างหรือไม่ว่า มันโหดร้ายเกินไป หรือเธออยากเห็นคู่ครองของเธอเป็นคนทมิฬหินชาติเช่นนั้น”
       “พูดอย่างนี้ หมายความว่าฉันบังคับให้ท่านเจ้าคุณเป็นคนเลวอย่างนั้นหรือคะ ทั้งๆที่เรื่อง มันเกิดจากความมักมากของท่านเจ้าคุณเองต่างหาก ทำไมถึงไม่คิดบ้าง”
       “ฉันรู้ตัวว่าผิด แต่เธอเรียกร้องในสิ่งที่ฉันให้ไม่ได้ จะให้ฉันทำอย่างไร”
       “ ก็ไม่ต้องทำอย่างไรดอกค่ะ ในเมื่อท่านเจ้าคุณไม่รู้ว่าอันไหนทอง อันไหนกระเบื้อง ก็ป่วยการที่จะคุยแล้ว แค่เอาของหมั้นของท่านเจ้าคุณไปให้พ้นเรือนฉันก็พอ”
       คุณดาราเดินสะบัดหน้ากลับเข้าข้างในไปพร้อมกับบ่าวไพร่ เจ้าคุณมองตาม ไม่คิดว่าคุณดาราจะเอาแต่ใจตัวเองขนาดนี้
       
       แก้ว และน้ำทิพย์ กำลังตักบาตรด้วยกันตอนเช้าวันหนึ่ง พอตักบาตรเสร็จ ก็รับศีลรับพรจากพระ ก่อนที่พระจะเดินเลี่ยงไป
       “บทจะเด็ดขาดขึ้นมา ท่านเจ้าคุณของแก้วก็ไม่เป็นรองใครเหมือนกันนะ เป็นคนอื่น ถ้าไม่ทิ้งตุ๊กตา ก็คงแอบเลี้ยงดูไว้ ไม่บอกคุณดาราตรงๆ แบบนั้นดอก”
       แก้วยิ้มแย้ม
       “แต่กระผมไม่แปลกใจเลยขอรับ ออกจะมั่นใจแต่แรกด้วยซ้ำ ว่าท่านเจ้าคุณต้องทำเช่นนี้ เพราะคนอย่างท่านเจ้าคุณ ไม่ยืดถืออะไรมากไปกว่าความยุติธรรมดอกขอรับ”
       “แต่ฉันก็เห็นว่าตุ๊กตา ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมมากพออยู่ดี”
       “ทำไมหรือขอรับ”
       น้ำทิพย์กำลังจะอธิบาย ทันใดนั้น ไชยากรก็ฉุดแขนน้ำทิพย์ให้ออกห่างจากแก้วทันที ท่ามกลางความตกใจของคนทั้งคู่
       “ท่านเจ้าคุณ”
       แก้วตั้งสติได้ ก็ยกมือไหว้ไชยากร แต่เจอตะคอกใส่
       “ มึงไม่ต้องมาไหว้กู กูไม่อยากให้เสนียดทาสของมึงมาแปดเปื้อนตัวกูกับลูก เพราะการยกมือไหว้ของมึง”
       “คุณพ่อ”
       “ ยังรู้รึ ว่าพ่อเป็นพ่อ ถ้ารู้แล้วมาพบปะกับมันทำไม นี่คงคิดว่าพ่อสิ้นวาสนา แลเจ็บป่วยอยู่นานเดือน เลยคิดจะกระทำอย่างใดเหยียบย่ำใจพ่อก็ได้ ใช่หรือไม่ ...อย่าหวังเลยน้ำทิพย์ กลับเรือนกับพ่อเดี๋ยวนี้”
       ไชยากรฉุดมือลูกสาวไป โดยไม่สนใจสายตาคนอื่นแม้แต่น้อย แก้วได้แต่มองตาม ด้วยความสงสารน้ำทิพย์จับใจ เขาไม่รู้จะหยุดความเกลียดของไชยากรได้ยังไง
       
       เวลาต่อมา น้ำทิพย์กำลังเถียงกับพ่อ โดยมีนิ่มนั่งหน้าเจื่อนอยู่ใกล้ๆ
       "ลูกเพียงแต่ไปตักบาตรเท่านั้น ไม่ได้ทำอะไรเสื่อมเสีย ทำไมคุณพ่อต้องทำถึงขนาดนี้ด้วยคะ"
       " ก็เพราะไปตักบาตรน่ะสิ พ่อถึงทำเพียงแค่นี้ หาไม่ พ่อฆ่าไอ้แก้วมันไปแล้ว"
       น้ำทิพย์อึดอัดใจสุดๆ
       "ตอนนี้แก้วเป็นข้าราชการแล้ว แม้จะไม่มีบรรดาศักดิ์เป็นขุนเป็นหลวง แต่ก็หาใช่ไร้เกียรติเหมือนแต่ก่อน คุณพ่อจะรังเกียจแก้วไปถึงไหนกันคะ"
       "จนกว่าพ่อจะตายนั่นแหละ แลถึงตายกลายเป็นผีแล้ว พ่อก็ไม่มีวันคลายความเกลียดชังมันลงไปได้"
       น้ำทิพย์ถอนใจส่ายหน้า ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว
       แม้นิ่มจะสงสารน้ำทิพย์ แต่ก็กลัวสามี
       "ใจเย็นๆก่อนเถอะค่ะท่านเจ้าคุณ ฉันเห็นว่าคิดเผื่อวันหน้าไว้บ้างก็ไม่เสียหายนะคะ เผื่อแก้วได้เป็นขุน
       ขึ้นมาจริงๆ เราจะรังเกียจอีก ก็ใช่ที่นะคะ"
       ไชยากรขำเยาะ
       "ในชีวิตแม่นิ่ม เคยเห็นทาสได้เป็นขุนรึ ลองบอกมาซิว่า มีใครบ้าง"
       นิ่มอึกๆอักๆ เพราะไม่เคยเห็นเหมือนกัน
       ไชยากร เบะปากดูถูก
       "แลถึงไอ้แก้วได้เป็นขุนจริง ก็ล้างกลิ่นสาบทาสในตัวมันไปไม่ได้ดอก เพราะมันเป็นลูกทาสในเรือนเบี้ย มันเกิดที่นี่ที่เรือนทาสของไอ้ก้านกับอีกิ่ง"
       น้ำทิพย์ทนไม่ไหว
       "แล้ววิชาความรู้ของแก้วล่ะคะ มันล้างสาบทาสไม่ได้เลยรึ แก้วสู้อุตส่าห์เล่าเรียน แม้จะถูกกีดกัน ถูกลงโทษเท่าใดก็ตาม เพื่อรอวันได้เป็นไท แล้วจะใช้วิชาความรู้ให้เป็นประโยชน์ ความเพียรแลใฝ่ดีของแก้วมันไม่มีค่า เท่ากับสายเลือดที่เลือกเกิดเองไม่ได้เลยหรือคะ"
       "ลูกอย่ามาย้อนพ่ออย่างนี้นะน้ำทิพย์ ไม่ว่าไอ้แก้วมันจะดีวิเศษยังไง พ่อก็ไม่มีวันให้ลูกแต่งงานกับมันเด็ดขาด หากพ่อสิ้นแรงใกล้ตาย พ่อก็จะไปฆ่ามันก่อน"
       ไชยากรเดินกลับเข้าข้างในไป น้ำทิพย์น้ำตาคลอขึ้นมาด้วยความเสียใจ ทิฐิของพ่อรุนแรง จนสุดจะแก้ไข นิ่มเข้าไปกอดปลอบใจ สงสารแต่ก็ไม่รู้จะช่วยยังไง
       
       เวลาบ่าย เฉียวหูกับอั้งยี่อีกสองสามคน เดินคุยกันอย่างยิ้มแย้มเข้ามาในห้องสูบฝิ่น โดยมีเจ้าของโรงฝิ่นเดินประจบประแจงมาด้วย พอเข้ามาก็เห็นเข้มในฐานะคนงานคนหนึ่งใช้ผ้าขาวม้าโพกหัว กำลังจัดเตรียมอุปกรณ์สูบฝิ่นอยู่ เข้มเข้ามาทำงานในโรงฝิ่นเพื่อสืบข่าว และหาฝิ่นสูบไปด้วย
       เจ้าของโรงฝิ่นบอก
       "ไม่ได้มาเสียนานนะตั่วกอ"
       เฉียวหูมองไปที่เข้มแล้วถาม
       "นั่นใคร"
       "พวกขี้ยาน่ะตั่วกอ อั๊วสงสาร ก็เลยให้มาทำงานแต๊ *แลกฝิ่น ตั่วกอต้องการแต๊บ้างหรือไม่"
       "อั๊วไม่ชอบบีบนวด ออกไป อั๊วจะคุยเรื่องงาน"
       "ได้ๆ พวกลื้อตามอั๊วออกมา ตั่วกออีไม่ชอบ"
       เจ้าของเดินออกจากห้องไป เข้มรีบก้มหัวไม่ให้เฉียวหูเห็นหน้า แล้วเดินตามออกไป พอพ้นห้อง เข้มก็รีบดักฟังอยู่หน้าห้องทันที
       
       *แต๊ คือการนวดให้พวกขี้ยาในโรงฝิ่น

ลูกทาส ตอนที่ 13 จบบริบูรณ์
        หัวค่ำวันเดียวกัน แก้วตกใจ
       
       "ปล้นบ้านท่านเจ้าคุณ เอ็งไม่ได้ยินผิดแน่นะไอ้เข้ม"
       แก้วกำลังคุยอยู่กับเข้ม
       "ไม่ผิดดอก ข้าได้ยินพวกมันนัดแนะกันเป็นมั่นเหมาะ ว่าจะระดมพวกอั้งยี่ซิวลี่กือ เข้าปล้นบ้านท่านเจ้าคุณ เสียดายแต่ว่ามันไม่ยอมบอกว่าจะลงมือวันไหนเท่านั้นเอง"
       "ที่คุณมาโนชต้องการ คือคุณน้ำทิพย์ไม่ใช่รึ แล้วจะให้พวกอั้งยี่ ปล้นบ้านท่านเจ้าคุณไปทำไม"
       "ข้าไม่รู้ดอก คุณมาโนชอาจจะไม่ต้องการคุณน้ำทิพย์แล้ว แต่อยากได้ทรัพย์สมบัติมากกว่ากระมัง"
       "ไม่มีทาง เจ้าคุณพ่อของคุณมาโนชมั่งมีกว่าท่านเจ้าคุณเสียอีก อย่างไรก็ไม่มีทางเห็นเงินทองสำคัญไปกว่าคุณน้ำทิพย์แน่"
       "ถ้าอย่างนั้น เอ็งจะเอาอย่างไรก็ว่ามา"
       แก้วคิดอยู่ครู่นึง ก่อนจะหยิบถุงเงินยื่นให้เข้ม
       "เอ็งไม่ต้องหาข่าวที่โรงฝิ่นแล้ว ไปจับตาคุณมาโนชแทน ข้าเชื่อ ว่าต้องได้เบาะแสอะไรเพิ่มขึ้นอีก"
       เข้มดีใจมาก รีบรับเงินมา
       "ได้ๆ ตามคุณมาโนชยังง่ายกว่าตามไอ้พวกอั้งยี่เสียอีก"
       แก้วครุ่นคิด ไม่รู้ว่ามาโนชจะมาไม้ไหน
       
       เวลาเช้า ไชยากรถือไม้ตะพดเดินลิ่วมาด้วยความโกรธ แก้วเดินตามมา
       " เชื่อกระผมเถิดขอรับท่านเจ้าคุณ คุณมาโนชกำลังวางแผนร้ายอยู่แน่ ท่านเจ้าคุณต้องระวังตัวนะขอรับ"
       ไชยากรโมโหมาก เอาไม้ตะพดชี้หน้าแก้ว
       "หุบปากได้แล้วไอ้แก้ว ถ้าไม่ติดว่าที่นี่เป็นกระทรวงยุติธรรม กูจะเอาไม้ตะพดเรียกเลือดมึงเดี๋ยวนี้"
       แก้วยกมือไหว้
       "กระผมขอประทานโทษที่ทำให้ท่านคุณไม่พอใจขอรับ แต่กระผมพูดความจริง ขอให้ท่านเจ้าคุณได้โปรดระมัดระวังตัวด้วยเถิดขอรับ"
       "ถึงพ่อมาโนชจะกระทำเรื่องร้ายกาจไว้มาก แต่อย่างไรก็มีศักดิ์เป็นหลานข้า ข้าเลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก ไม่มีทางทำชั่ว เนรคุณข้าอย่างที่เอ็งกล่าวหาดอก"
       "กระผมไม่ได้กล่าวหาโดยเลื่อนลอยนะขอรับ เพียงแต่บอกไม่ได้เท่านั้นว่าได้ข่าวมาจากที่ใด คุณมาโนชวางแผนย้ายออกไป เพื่อให้คุณนายน้อมถอนพวกนักเลงออกจากเรือน จะได้สมคบพวกอั้งยี่เข้าปล้นขอรับ"
       " กูไม่เชื่อ มึงไสหัวไปได้แล้วไอ้แก้ว กูมาที่นี่เพื่อจะยื่นคำร้องขอกลับเข้ารับราชการอีกครั้ง ไม่ใช่มาฟังเรื่องโป้ปดมดเท็จของมึง"
       ไชยากรเดินเลี่ยงไปด้วยความโมโห แก้วได้แต่มองตามด้วยความอ่อนใจ พูดความจริงกลับไม่เชื่อ
       
       ผ่านเวลาไป 2-3 วัน บุญเจิมกำลังยกสำรับข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงลอย กับบรรดาลูกศิษย์หมื่นลพ ที่มากันเต็มบ้านเช่าของแก้ว เขากำลังคุยกับลอยพร้อมกับทานข้าวเช้าไปด้วย
       "พวกอั้งยี่มีฝีมือร้ายกาจ ถ้าพี่ลอยไม่มาช่วย ฉันก็ยังไม่รู้จะรับมือพวกมันอย่างไรเลย"
       "ไม่ต้องขอบอกขอบใจดอก ข้าเองก็อยากแก้มือพวกมันเช่นกัน แล้วเอ็งรู้แน่หรือยัง ว่ามันจะบุกเข้าปล้นวันไหน"
       "ยังเลยพี่ ข้อนี้ฉันก็ยังสงสัยอยู่ ว่าทำไมถึงคิดจะปล้นบ้านท่านเจ้าคุณ แต่เพื่อไม่ประมาท ฉันจึงต้องขอแรงพี่มาเตรียมพร้อมไว้ก่อน"
       "ข้อนั้นไม่เป็นไรดอก แต่หากพวกอั้งยี่มากขนาดนั้นจริง ข้าก็กลัวว่าคนของเราจะรับมือไม่ไหวเหมือนกันนะแก้ว"
       แก้วคิดหนัก ลอยพูดก็มีเหตุผลเหมือนกัน
       
       เวลาบ่าย แก้วกำลังคุยกับน้อมด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
       "พ่อแก้วไม่ต้องกลัวไป ฉันจะให้พวกนักเลงกลับไปเฝ้าที่เรือนอีกก็แล้วกัน" น้อมบอก
       แก้วหน้าเครียด
       "อย่าขอรับ อย่ากลับไปเฝ้าที่เรือน แค่เพียงจับตา เพื่อช่วยเหลือในยามคับขันก็พอ"
       น้อมแปลกใจ
       "อ้าว ทำไมเล่า"
       "ถ้าส่งคนกลับไปเฝ้าอีก คุณมาโนชก็จะเปลี่ยนใจ แล้วหาทางลอบกัดภายหลัง สู้หลอกให้ตายใจ แล้วจัดการตลบหลัง มิให้เป็นพิษเป็นภัยอีกดีกว่าขอรับ"
       น้อมยิ้มพอใจ จับมือแก้ว ส่งสายตากรุ้มกริ่ม
       "เฉลียวฉลาดจริงนะพ่อแก้ว ทีเรื่องอื่น ไม่เห็นเฉลียวฉลาดอย่างนี้บ้างเลย"
       แก้วยิ้มแหย ค่อยๆชักมือออก น้อมทิ้งค้อน ทอดสะพานให้ขนาดนี้ แก้วก็ไม่สนใจซะที
       "แต่พ่อแก้วก็ยังไม่รู้ไม่ใช่รึ ว่าจะลงมือปล้นวันไหน แล้วเราจะตลบหลังพวกมันทันรึ"
       "คนของกระผมกำลังตามสืบอยู่ขอรับ รู้กำหนดแน่นอนวันไหน จะรีบมาบอกคุณนายน้อมทันที รับรองว่าคราวนี้ต้องจับพวกมันได้ทั้งหมดแน่"
       
       แก้วสีหน้ามั่นใจ

ลูกทาส ตอนที่ 13 จบบริบูรณ์
        บรรยากาศในโรงสีข้าวแห่งหนึ่ง มาโนชเดินตรวจตราอยู่ด้วยความพอใจ โดยมีเฉียวหู เค้งเดินตามหลัง
       
       "เอ็งหาที่ทางได้ดีมากเฉียวหู ไกลผู้คน ไม่มีใครมายุ่มย่าม เหมาะที่จะเป็นเรือนหอของข้ากับน้องน้ำทิพย์เสียจริงๆ"
       เฉียวหูยิ้มเจ้าเล่ห์
       "แล้วคุณมาโนชจะให้พวกอั๊วลงมือเมื่อไหร่"
       "คืนนี้"
       เค้งตกใจ
       "คืนนี้ ทำไมเร็วนักล่ะ คืนนี้เป็นคืนมาฆบูชาด้วยไม่ใช่รึ"
       "ก็เพราะอย่างนั้นสิวะ ถึงได้ง่ายต่อการลงมือ เพราะธรรมดาแล้ว น้องน้ำทิพย์ก็อยู่แต่ในเรือน ถ้าไม่ใช่คืนนี้ แล้วข้าจะหาโอกาสตอนไหน หรือเอ็งจะให้ข้าบุกขึ้นไปฉุดถึงบนเรือน"
       เฉียวหูตัดบท
       "คืนนี้ก็คืนนี้ พวกอั๊วพร้อมอยู่แล้ว ลงมือวันไหนก็เหมือนกัน"
       "ใช่ ข้าสั่งวันไหนก็ต้องวันนั้น พวกเอ็งเลือกไม่ได้อยู่แล้ว"
       มาโนชยิ้มดูถูกเล็กน้อยก่อนเดินไป มาโนชเดินเลี่ยงไป ท่าทางหยิ่งยโส ใช้งานอั้งยี่ทั้งสองราวกับทาส
       เฉียวหูมองตามมาโนชแล้วยิ้มดูถูก
       "ไอ้มาโนชมันถนัดลอบกัด ขนาดจะฉุดผู้หญิงซึ่งหน้ายังไม่กล้า"
       เค้งเกลียดมาโนช
       "เสร็จงานแล้ว เชือดมันเลยดีหรือไม่ตั่วกอ"
       "จะเชือดมันทำไม เก็บมันไว้ตายแทนเราไม่ดีกว่ารึ ให้มันได้ผู้หญิงไป ส่วนเราก็หอบสมบัติหนี คดีความก็โยนให้ไอ้มาโนชรับไปให้สิ้น"
       เฉียวหูหัวเราะชอบใจ เค้งยิ้มพอใจ
       แต่ทันใดนั้น ก็ได้ยินเสียงผิดปกติดังขึ้นที่ด้านหลัง เค้งรีบหันกลับไปมองทันที แต่ก็ไม่เห็นอะไรผิดปกติ
       "มีอะไรรึอาเค้ง"
       เค้งสบตาเฉียวหู ส่ายหน้า
       "ไม่มี ตั่วกอ"
       อั้งยี่ทั้งสองเดินเลี่ยงไป เข้มซึ่งสะกดรอยตามมาแอบฟังเรื่องทั้งหมด เขากลัวจนหน้าซีดที่รู้
       แผนการที่วางไว้
       
       เข้มกำลังรอแก้วอย่างกระวนกระวายเพื่อบอกข่าวที่ตนไปสืบมา เข้มกำลังกระวนกระวายอยู่ ก็รู้สึกว่ามีคนมายืนอยู่ข้างหลังตน
       "ทำไมช้านักวะไอ้..."
       เข้มพูดไม่ทันจบ ก็สะดุ้งเฮือกตาเหลือกถลน เพราะถูกแทงด้วยกรรไกรขาเดียวเข้าเต็มท้อง คนที่อยู่ด้านหลังเขาไม่ใช่แก้ว แต่เป็นเค้งกับเฉียวหูนั่นเอง
       เข้มพยายามจะร้องก็ร้องไม่ออก ได้แต่ดูกรรไกรขาเดียวที่ท้อง ก่อนจะค่อยๆทรุดลงไปกับพื้น
       เฉียวหูยิ้มร้าย
       "อั๊วจำได้แล้ว ขี้ยาที่ไอ้มาโนชใช้ให้เราไปฆ่านี่เอง นึกว่าตายไปแล้วเสียอีก"
       "ถึงตอนนั้นมันไม่ตาย แต่ตอนนี้ มันไม่รอดแน่"
       เฉียวหูตบบ่าเค้ง
       "เพราะไหวพริบลื้อแท้ๆ ถึงได้ตามมาจัดการมันได้ ไปเถอะอาเค้ง"
       อั้งยี่ทั้งสองเดินเลี่ยงไป เข้มยังไม่ตาย แต่ก็ทำได้แค่กระเสือกกระสนรอความตายอย่างทรมานอยู่บนพื้น ขณะนั้นเอง แก้วก็เดินมาถึงพอดีก็ตกใจมาก รีบเข้าไปดูอาการ
       " ไอ้เข้ม ไอ้เข้ม เกิดอะไรขึ้น"
       เข้มพยายามจะพูด แต่เสียงแผ่วเบาจนไม่ได้ยิน แก้วต้องเอียงหูเข้าไปใกล้ๆ เพื่อฟังเข้ม เขาพูดอยู่สองสามประโยค ก็หมดลมขาดใจตายไป
       แก้วเห็นเข้มนิ่งไปก็ตกใจ
       "ไอ้เข้มๆ"
       แก้วเอามืออังลมหายใจที่จมูกเข้ม พอรู้ว่าเข้มตายแน่ๆ ก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที หลังจากที่ได้ข่าวก่อนตายที่เข้มสืบมา
       
       หน้าเรือนไชยากรตอนหัวค่ำ น้ำทิพย์ในชุดสวยแบบจัดเต็มที่เดินออกมาจากข้างใน พร้อมกับนมอ้อน
       ไชยากร นิ่ม และอบเชยรออยู่ ทุกคนแต่งตัวสวยงามเตรียมออกงานคืนเพ็ญ วันมาฆบูชา
       "งามเหลือเกินลูกพ่อ วันนี้ใครที่เห็นลูกแล้วไม่จับใจ ก็ใจแข็งเกินผู้คนแล้ว"
       "อันที่จริง คืนนี้เราเพียงแต่ไปเวียนเทียน แลฟังเทศน์ในวันมาฆบูชาเท่านั้น ไม่เห็นจะต้องแต่งเนื้อแต่งตัวเช่นนี้เลยนะคะ คุณพ่อ"
       "พูดยังกะไม่รู้ใจคุณพ่อ งานบุญคราวนี้เป็นงานใหญ่ มีเจ้าใหญ่นายโตมาทำบุญฟังเทศน์กันมากมาย ถ้าไม่ฉวยโอกาสพบปะเพื่อกรุยทางกลับเข้ารับราชการใหม่ตอนนี้ แล้วจะรองานไหนอีกล่ะคะ" อ้อนว่าพลางทิ้งค้อนให้ไชยากร
       น้ำทิพย์หน้าเสีย ขนาดเป็นวันมาฆบูชา พ่อยังฉวยโอกาสอีก ไชยากรยิ้มขำๆ
       "สมกับเป็นคนเก่าคนแก่ ช่างรู้ใจฉันเสียจริง ไปกันเถอะลูกน้ำทิพย์ แม่นิ่ม"
       ไชยากรเดินนำลงจากเรือนไป โดยมีน้ำทิพย์ นมอ้อนตามหลัง
       อบเชยหันมายิ้มให้นิ่ม
       "ในที่สุด ท่านเจ้าคุณก็พาพี่นิ่มออกหน้าออกตา สมกับที่พี่นิ่มรอมานานแล้วนะจ๊ะ"
       นิ่มยิ้มดีใจ
       "พี่ก็แค่ทำหน้าที่เมียเท่านั้น คนที่ท่านเจ้าคุณหวังจะให้เป็นหน้าเป็นตามากที่สุด ก็คือคุณน้ำทิพย์ต่างหาก"
       อบเชยหน้าเสีย
       "หมายความว่า คิดจะหาคู่ให้ลูกสาวอีกแล้วรึ"
       นิ่มยิ้มบางๆ ตัดบท
       "พี่ไปก่อนนะอบเชย"
       
       นิ่มเดินลงจากเรือนไป อบเชยมองตาม แล้วถอนใจส่ายหน้า อ่อนใจกับความดื้อรั้นของไชยากรเหลือเกิน
        
       อ่านต่อหน้า 2

จำนวนคนโหวต 46 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 46 คน
100 %
ยังไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย
0 %
 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017